ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สพฐ.หนุนเกณฑ์วิทยฐานะโฉมใหม่ ดันครูไทยก้าวหน้า

เมื่อวันที่ 15 กันยายน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) อย่างว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา ได้เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือ ศาสตราจารย์ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้มอบหมายให้ สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ร่วมกันปรับเกณฑ์การขอมีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูให้สอดคล้องกับความต้องการในยุคใหม่

เกณฑ์เก่าที่ใช้เพียงหลักเกณฑ์กลางเพียงแบบเดียว ถูกยกเลิกเพื่อพัฒนากฎเกณฑ์เฉพาะกลุ่มให้เหมาะสมกับลักษณะงานแต่ละตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงการคัดเลือกผู้ประเมินให้เป็นผู้ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในแต่ละสาขาอาชีพ เพื่อกระตุ้นแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองของครูได้อย่างตรงจุด

สพฐ.หนุนเกณฑ์วิทยฐานะโฉมใหม่ ดันครูไทยก้าวหน้า

เลขาธิการกพฐ.กล่าวว่า ขั้นตอนที่ดำเนินการตามข้อสั่งการดังกล่าว คือ การจัดส่งรายชื่อกรรมการประเมินวิทยฐานะไปยังก.ค.ศ. โดยเฉพาะกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อมอบหมายในการประเมินผลงานของผู้บริหารเขตพื้นที่ หรือผู้บริหารสถานศึกษา ให้มีความตรงจุด สอดคล้องกับโครงสร้างและแนวทางการบริหารงานของสถานศึกษานั้นๆ

หากใช้ผู้ประเมินจากสายงานอื่น ๆ ที่ไม่ตรงสาขา อาจทำให้เกิดการประเมินที่คลาดเคลื่อน ของผลลัพธ์ที่ควรได้รับไม่แม่นยำ เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาหรือผลการปฏิบัติงานอย่างลึกซึ้ง การประเมินจึงจำเป็นต้องมีบางสัดส่วนของผู้ประเมินที่มีประสบการณ์ในสายงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง

ระบบการประเมินที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ว่าที่ร้อยตรีธนุให้ข้อมูลว่า หากมีกังวลเกี่ยวกับประเด็นของการช่วยเหลือกันเองระหว่างบุคลากรในระบบ การประเมินวิทยฐานะจะดำเนินภายใต้กฎเกณฑ์ที่โปร่งใส และมีคณะกรรมการประเมิน 3 คน ซึ่งรวมทั้งบุคคลภายนอกผู้ทรงคุณวุฒิอีกด้วย โดยกรรมการจากสำนักงานเขตพื้นที่จะทำหน้าที่หนึ่งในสามของคณะกรรมการเท่านั้น

ดังนั้น การคัดเลือกผู้ประเมินในแต่ละกรณีจึงต้องมีเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อรับรองว่าผู้ถูกประเมินจะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม มีความโปร่งใส และจริงจังจริงอ่อนต่อการพัฒนาคุณภาพบุคลากรทางการศึกษา

ทั้งนี้ สพฐ.ได้นำเสนอรายชื่อคณะกรรมการประเมินจากเขตพื้นที่ทั้งหมด 245 เขต เพื่อให้ก.ค.ศ.คัดเลือกต่อไปอย่างเหมาะสม ผู้ที่มีประสบการณ์ตรงจุดและมีความเชี่ยวชาญตรงสายวิชาชีพจะมีบทบาทสำคัญมากในการกำหนดวิทยฐานะที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ระบบวิทยฐานะใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ครูมีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และเป็นระบบที่สามารถตัดสินผลจากการปฏิบัติจริงและผลงานเชิงคุณภาพที่เห็นได้ชัด ระบบนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพของการศึกษาในประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณเป็น一线นักการศึกษาหรือผู้ดูแลการศึกษา ต้องติดตามแนวโน้มนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงระบบวิทยฐานะนี้จะส่งผลให้ระบบการศึกษาไทยมีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – สพฐ.หนุนเกณฑ์วิทยฐานะโฉมใหม่ ดันครูไทยก้าวหน้า โปร่งใส-เป็นธรรม

มองอุตสาหกรรม “ดิจิทัลไทย” คลื่นลูกใหม่ดันไทยฮับภูมิภาค

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมดิจิทัลไทยกำลังเดินหน้าอย่างมั่นคง โดยผลสำรวจล่าสุดจากหน่วยงานต่าง ๆ ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะในปี 2567 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทยมีมูลค่ารวม กว่า 50,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนถึงศักยภาพที่สูงมากของ “ดิจิทัลไทย” และความพร้อมที่จะขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลระดับภูมิภาค

มองอุตสาหกรรม “ดิจิทัลไทย” คลื่นลูกใหม่ดันไทยฮับภูมิภาค

ความสำเร็จนี้มีปัจจัยหลายระดับทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การสนับสนุนจากรัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง และตลาดดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคชื่นชอบคอนเทนต์หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเกม แอนิเมชัน หรือสินค้าลิขสิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับคาแรกเตอร์

อุตสาหกรรมคาแรกเตอร์เติบโตทะลุหลักหมื่น

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดคือ อุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 196% จากปีที่แล้ว ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มเป็น 7,232 ล้านบาท โดยงานด้าน Character Merchandising สร้างรายได้สูงถึง 6,078 ล้านบาท ทั้งนี้ แบรนด์ระดับโลกอย่าง Pop Mart, Funko Pop และ Nendoroid ยังคงครองใจผู้บริโภคไทยอย่างแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ แม้จำนวนบุคลากรในบางกลุ่มอุตสาหกรรมอาจลดลงเล็กน้อยจากการนำเอไอมาใช้งาน แต่ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง เช่น การสร้างสรรค์ IP การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ หรือการบริหารโครงการดิจิทัลยังคงมีความต้องการสูงอยู่เสมอ

เกมฟื้นตัวหลังผ่านจุดต่ำสุด

อีกหนึ่งอุตสาหกรรมสำคัญอย่าง อุตสาหกรรมเกม เริ่มฟื้นตัวหลังจากถดถอยในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยในปี 2567 มียอดมูลค่า 35,981 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% โดยมีแรงผลักดันหลักจากการกลับมาของเกม AAA Titles และความนิยมของคอนโซลต่าง ๆ เช่น PlayStation 5 รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มกลับมาเล่นเกมมากขึ้นภายใต้รูปแบบการทำงานแบบ Work from Home

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของแพลตฟอร์มมือถือเริ่มชะลอตัว เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงและความระมัดระวังในการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลให้มูลค่าของตลาดเกมบนมือถือลดลงเป็น 17,835 ล้านบาท และเกมของไทยที่เป็น IP Owner ก็มีเพียง 504 ล้านบาท เท่านั้น ลดลง 26% จากปีก่อน

ดิจิทัลไทย: เติบโตแบบบูรณาการทุกสายงาน

นอกจากอุตสาหกรรมคอนเทนต์แล้ว อุตสาหกรรมดิจิทัลโดยรวมในปี 2567 ยังเติบโตสูงถึง 23.35% ส่งผลให้มูลค่ารวมของอุตสาหกรรมทั้งสี่กลุ่มหลัก ได้แก่ ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ บริการดิจิทัล และดิจิทัลคอนเทนต์ มีมูลค่ารวม 2,496,760 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะเป็นกลุ่มที่เติบโตสูงที่สุดด้วยอัตรา 26.62%

ในส่วนของบุคลากร พบว่าทั้งหมดยังคงเติบโตเชิงบวก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่บุคลากรเพิ่มขึ้นถึง 23.77% หรือมีจำนวนรวมกว่า 175,000 คน ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต

มองไปข้างหน้า: เอไอเป็นปัจจัยสำคัญ

เมื่อพิจารณาแนวโน้มในอีก 3 ปีข้างหน้า (2568-2570) พบว่า อุตสาหกรรมบริการดิจิทัล จะมีอัตราการเติบโตสูงสุด ประมาณ 10-14% ต่อปี ตามด้วยฮาร์ดแวร์ 6-7% ซอฟต์แวร์ 4-6% และดิจิทัลคอนเทนต์ 1-5% ซึ่งการเติบโตนี้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ เทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนทางการดำเนินงานของธุรกิจ พร้อมผสมผสานความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด

textInput Record Nikom

ทั้งนี้ผลสำรวจดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญไม่เพียงแต่แก่ภาครัฐในการกำหนดนโยบาย แต่ยังเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่ภาคเอกชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนธุรกิจ เพื่อร่วมพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในแบบยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ข้อมูลและแนวโน้มอุตสาหกรรม “ดิจิทัลไทย” ยังมีศักยภาพสูงในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นฮับดิจิทัลของเอเชีย หากเกิดการลงทุนสนับสนุนและมีการเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรในระดับชาติอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – มองอุตสาหกรรม “ดิจิทัลไทย” คลื่นลูกใหม่ดันไทยฮับภูมิภาค

เปิดผลคะแนน 100 % อย่างไม่เป็นทางการ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7

เมื่อวันที่ 15 กันยายน ได้มีการประกาศผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ เชียงแสน เชียงของ ดอยหลวง เวียงแก่น และแม่จัน

เปิดผลคะแนน 100 % อย่างไม่เป็นทางการ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7

จากข้อมูลพบว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในพื้นที่มีจำนวน 133,960 คน แบ่งออกเป็น 285 หน่วยเลือกตั้ง ปรากฏว่ามีผู้มาใช้สิทธิทั้งสิ้น 79,288 คน คิดเป็นร้อยละ 59.19 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด สะท้อนถึงความสนใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่อย่างค่อนข้างสูง

รายละเอียดการใช้บัตรเสียง

คณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดสรรบัตรเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 137,640 ใบ ซึ่งมีการใช้งานจริง 79,288 ใบ โดยแบ่งออกเป็นบัตรดี 65,477 ใบ คิดเป็นร้อยละ 82.58 ของบัตรที่ใช้ทั้งหมด, บัตรเสีย 3,072 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.87 และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 10,739 ใบ คิดเป็นร้อยละ 13.54 ขณะที่บัตรที่ยังเหลือจากการจัดสรรรวม 58,352 ใบ

ในส่วนของผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการ ปรากฎว่า นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนเสียงทั้งหมด 45,615 คะแนน ในขณะที่คู่แข่งอย่าง นายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้รับคะแนน 19,862 คะแนน

การเลือกตั้งสะท้อนความนิยมจากประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งซ่อมเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างในพื้นที่เขต 7 ของจังหวัดเชียงราย โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นผ่านการลงคะแนนเสียง อย่างไรก็ตาม ผลคะแนนที่ออกมาแสดงให้เห็นชัดเจนถึงการสนับสนุนที่ประชาชนให้กับผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง

ด้วยอัตรการเข้าใช้สิทธิเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิทั้งหมด ทำให้ผลคะแนนมีความน่าเชื่อถือและสะท้อนความเป็นจริงของความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้ดี เปิดผลคะแนน 100 % อย่างไม่เป็นทางการ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 จึงถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ทั้งประชาชน นักวิเคราะห์ และนักการเมืองต่างต้องให้ความสำคัญอย่างมาก

จากการติดตามสถานการณ์ในรอบที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในเขตที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลให้ประชาชนต้องมีความใส่ใจและวางความหวังในตัวผู้แทนที่สามารถเข้าใจปัญหาของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการเมือง หรือการเลือกตั้งในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่แม่นยำและทันเหตุการณ์ที่สุด

ที่มา – เปิดผลคะแนน 100 % อย่างไม่เป็นทางการ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7

6 ปีที่รอคอย “นุ่น รมิดา” เปิดใจหลังตั้งท้อง ยันไม่ง่ายเลยจน “หลุยส์” พูดว่าพอไหม!

คู่รักวงการบันเทิงอย่าง “นุ่น รมิดา” กับ “หลุยส์ สก๊อต” ได้ก้าวเข้าสู่บทบาทของว่าที่พ่อและแม่แล้วอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้ประกาศข่าวดีต่อสาธารณชนผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุด “นุ่น รมิดา” ได้ออกมาเปิดใจครั้งแรกในรายการ “ขอข้าวกินหน่อย Season 2” พร้อมกับพิธีกร “แท่ง ศักดิ์สิทธิ์” และ “กิ๊ก สุวัจนี” ทั้งความตั้งใจ การเตรียมความพร้อม ตลอดระยะเวลาที่ทั้งคู่ต้องผ่านความยากลำบากในการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อน้องนุ่นต้องต่อสู้เพื่อให้มีโอกาสเป็นคุณแม่มือใหม่ในวัย 40 ปี

6 ปีที่รอคอย “นุ่น รมิดา” เปิดใจหลังตั้งท้อง

ในรายการ “ขอข้าวกินหน่อย Season 2” นุ่นเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้อายุครรภ์อยู่ที่ 16 สัปดาห์ หรือราว ๆ 4 เดือนแล้ว เข้าสู่ไตรมาสที่สองของท้องแล้ว และได้ทราบเพศของทารกในครรภ์ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม นุ่นและหลุยส์ยังไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นลูกชายหรือลูกสาว ด้วยการตรวจเลือดที่ทำให้ผลออกมาถึง 99% ซึ่งแต่ก่อนหน้านี้การมีลูกถือเป็นเรื่องที่ยากมากเมื่อเทียบกับอายุของเธอในตอนนั้น นุ่นบอกว่าไม่ได้จงใจหลีกเลี่ยงการมีลูกแต่อย่างใด แต่ในยุคที่เธอยังรับงานถ่ายละครอยู่เต็มที่นั้น เธอก็หาเวลาพักทุกอย่างเพื่อร่างกายจะได้ฟื้นฟูตัวเองตั้งแต่ต้นจนวันนี้ทั้งหมดนี้ใช้เวลานานถึง 6 ปี

วางแผนไว้นานแต่การตัดสินใจมีปัจจัยหลายด้าน

เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการวางแผนครอบครัวในช่วงวัย 37 ปี เธอจึงเริ่มหาหมอเชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำและดำเนินการในการเก็บไข่ไว้ โดยในตอนแรกพบว่าไข่มีคุณภาพต่ำ จึงต้องเข้าสู่ภาวะกระตุ้นต่อเนื่อง และลดภาระในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ หยุดดื่มแอลกอฮอล์ และเริ่มกินอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วเธอได้ไข่ระดับ A ออกมาได้เป็นครั้งแรก ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการผสมเทียมจนสำเร็จในวัย 40 ปี

  • ติดตามคำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  • พักงาน ลดเวลางานเพื่อบริหารเวลาตัวเอง
  • ปรับรูปแบบการกิน นอน เวลาให้เหมาะสม

หนึ่งในความท้าทายอีกด้านหนึ่งคือ การจัดตารางเวลาที่ซับซ้อนในช่วงที่เธอต้องฉีดยากระตุ้นทุกวันในขณะที่ยังต้องดำเนินชีวิตเช่นเดิม บ่อยครั้งเธอต้องฉีดยาเองในระหว่างตั้งฉากละครจนทำให้ทีมงานต้องให้ความช่วยเหลือ ทว่านุ่นยอมรับว่ามันคือความพยายามอย่างเต็มที่ที่พวกเธอนำความรักและความหวังมาใส่ไว้ เพราะมีหลายโอกาสที่เธอคิดว่าจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก กระทั่งครั้งหนึ่ง เมื่อวิถีชีวิต และความตั้งใจอย่างแน่วแน่มาบรรจบในที่สุด

ความรู้สึกความคิดหลังรู้ข่าวครรภ์สุดท้าย

เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ นุ่นยอมรับว่าเธอเลือกจะบอกทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง ไม่ประสงค์จะเปิดเผยจนกว่าจะแน่ใจก่อนว่าทารกในครรภ์จะเติบโตได้อย่างปลอดภัย โดยเธอเล่าให้ฟังว่าเคยถูกความวิตกกังวลครอบงำว่าหากไม่สำเร็จจะต้องเสียหน้าเสียตานับต่อไป จนในที่สุดเมื่อมั่นใจมากพอจึงเลือกยืนยันจริง core update turkey แก๊งบุพเพต้องด้วย

เมื่อเวลาผ่านไป นุ่นได้เผยว่าการตั้งครรภ์ในช่วงสองเดือนแรกถือว่าเป็นช่วงที่ยากลำบากมาก เธอต้องนอนพักอย่างรัดกุม และขยับเพียงนิดเดียว ตลอดจนใช้ความช่วยเหลือของ หลุยส์ ในการเฝ้าดูแลตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงที่หลุยส์ต้องเดินทางไปทำงาน นุ่นเล่าให้ฟังอย่างเป็นธรรมว่า “พอไหม” เป็นประโยคที่หลุยส์พูดออกมาอย่างห่วงใย อีกทั้งยังมีความเข้าใจทุกขั้นตอนที่เธอต้องผ่านในช่วงตั้งครรภ์

การเปิดหัวใจและสัมผัสวิถีของแม่แท้ ๆ จาก “นุ่น รมิดา” ที่ใช้เวลาถึง 6 ปีในการเตรียมตัวและลงมือเพื่อความเป็นแม่ที่พร้อมที่สุด คือการพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังแห่งความรักและความหวังอันลึกซึ้ง พร้อมทั้งใช้ความเข้มแข็งในการสู้สนองต่อความหรรษาของชีวิตที่รอคอยอยู่ข้างหน้า

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจจากเรื่องราวความรักและการเป็นแม่ในวัยที่ดูเหมือนจะสาย ลองมองหาคำตอบในตัว “นุ่น รมิดา” ที่ยืนด้วยหัวใจและใช้เวลาตลอด 6 ปีเพื่อให้เสร็จสมหวังจนกลายเป็นแรงบันดาลใจแก่สาว ๆ ทั่วประเทศ

ที่มา – 6 ปีที่รอคอย “นุ่น รมิดา” เปิดใจหลังประกาศตั้งท้อง เผยทุกอย่างไม่ง่ายเลยจน “หลุยส์” ถึงขั้นออกปากพอไหม!

หมดเวลา นักรบห้องแอร์ ต้องยอมถอยแล้ว

ในช่วงสัปดาห์นี้ สถานการณ์การเมืองในประเทศไทยมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะประเด็นที่คณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน (ปชน.) กำลังผลักดัน โดยมีเป้าหมายคือการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำประชามติที่จะถามความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า “ต้องไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง” ในการกำหนดที่มาของผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งถือเป็นกรอบสำคัญที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

หมดเวลา นักรบห้องแอร์

“เสี่ยโต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนเตรียมหารือร่วมกันในช่วงปลายสัปดาห์เพื่อกำหนดรูปแบบการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งมีหลายแนวทางที่เสนอ เช่น การให้รัฐสภาช่วยเลือก หรือการเสนอรายชื่อเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในรูปแบบต่างๆ

ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยโดย “โฆษกบรู๊ค” ดนุพร ปุณณกันต์ ก็ระบุว่าพรรคได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดที่ 15 โดยเน้นเปิดทางให้ประชาชนมีบทบาทอย่างแท้จริงในการตั้ง ส.ส.ร. และสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างชัดเจนที่สุด

การเมืองรุ่นใหม่ เริ่มขึ้นจริงหรือยัง?

รศ.นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่ารัฐบาล 4 เดือนไม่สามารถทำอะไรได้มาก และมองว่าการที่พรรคประชาชนสนับสนุนรัฐบาลในรูปแบบนี้เป็นเพียง “นั่งร้าน” ให้พรรคภูมิใจไทย ส่งผลให้นักรบห้องแอร์ หรือบุคคลที่เคยมีอิทธิพลในวงการการเมืองต้องเริ่ม “ปล่อยผ่าน” เพื่อส่งต่อโอกาสให้กับนักการเมืองรุ่นใหม่ได้ขึ้นแสดงบทบาท

ประเด็นต่อมาเป็นการประเมินจาก นิด้าโพล ซึ่งเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน โดยพบว่า 35.88% คิดว่ารัฐบาลจะทำงานด้วยความยากลำบาก ส่วน 56.26% เชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 เดือนตามที่ตกลงกันไว้

นอกจากนี้ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์หลังจากมีการขาดหายไปของอุดมการณ์เดิม พร้อมมองว่าเป็นโอกาสในการ “รีเซต” องค์กรใหม่ เพื่อกลับมาเป็นพรรคที่ประชาชนเชื่อมั่นอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ครบกำหนดการกักตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่เรือนจำ และพร้อมจะได้พบญาติวันที่ 15 ก.ย. ขณะที่ กมธ.วุฒิสภาเตรียมตรวจสอบงบประมาณโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่าและการใช้งบประมาณ

การเมืองไทยกําลังเคลื่อนผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ การเขย่าโครงสร้างเก่าและการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญแสดงถึงความคาดหวังของสังคมต่อการเมืองที่โปร่งใสและมีส่วนร่วมมากขึ้น ฉะนั้นการที่’ นักรบห้องแอร์’ ต้องยอมถอย ถือเป็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ควรค่าแก่การจับตา

ที่มา – หมดเวลา..นักรบห้องแอร์

ไฟไหม้โรงงานรีไซเคิลย่านพระราม 2 ห้ามใช้น้ำดับเพลิง

เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568 เวลา 06.19 น. ศูนย์วิทยุพระราม 199 ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่โรงงานกำจัดสารเคมี ตั้งอยู่ในซอยแสมดำ 17 ถนนแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางขุนเทียน รีบเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ

ไฟไหม้โรงงานรีไซเคิลย่านพระราม 2 ห้ามใช้น้ำดับเพลิง

ที่เกิดเหตุเป็นโรงงานชื่อ “Genco” ซึ่งเป็นบริษัทบริการและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) โดยโรงงานแห่งนี้ดำเนินการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมกำจัดขยะรีไซเคิล ขณะเกิดเหตุพบว่าห้องที่มีการเก็บสารเคมีประเภทแมกนีเซียมกำลังลุกไหม้

เพราะเหตุใดจึงห้ามใช้น้ำดับเพลิง

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ แมกนีเซียมเป็นโลหะที่เมื่อสัมผัสกับน้ำจะเกิดปฏิกิริยาเคมีฟองสูงและอาจลุกไหม้ได้มากขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้วิธีการควบคุมเพลิงไหม้โดยไม่ใช้น้ำ แต่หันไปใช้วัสดุกันไฟ เช่น ผงดับเพลิงเฉพาะจุด และฉีดน้ำรอบนอกโกดังเพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลาม

  • วิธีใช้ ผงดับเพลิง ซึ่งเหมาะสำหรับสารเคมีประเภทโลหะ
  • การ ควบคุมแหล่งออกซิเจน เพื่อจำกัดการลุกไหม้
  • การใช้ วัสดุกันไฟ ห่อหุ้มเพื่อไม่ให้เกิดปฏิกิริยา
  • ฉีดน้ำรอบสถานที่เพื่อ ลดความร้อน และป้องกันการลุกลาม

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการเพลิงไหม้ เบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากความร้อนสะสม หรือไม่มีระบบความปลอดภัยที่เหมาะสมในการจัดเก็บสารเคมีประเภทแมกนีเซียม

จากกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรการป้องกันและระบบความปลอดภัยในโรงงาน โดยเฉพาะโรงงานที่มีการจัดเก็บสารเคมีไว้ ซึ่งหากเกิดข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงได้

ดังนั้น การฝึกอบรมพนักงาน การตรวจสอบระบบไฟฟ้า และการจัดเก็บสารเคมีอย่างถูกต้องถือเป็นองค์ประกอบสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งทุกโรงงานควรให้ความสำคัญในการดำเนินการอย่างจริงจัง

หากคุณกำลังบริหารโรงงานหรือมีแผนจะตั้งโรงงานที่จัดการกับสารเคมี ควรศึกษาและมีอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เหมาะสม รวมถึงการเตรียมแผนความปลอดภัยกรณีเกิดเพลิงไหม้เพื่อให้พร้อมทุกสถานการณ์

ที่มา – ด่วน! ไฟไหม้โรงงานรีไซเคิลขยะย่านพระราม 2 ไม่สามารถใช้น้ำดับได้

5 เทคนิครับมือพายุฝน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

ช่วงนี้เป็นฤดูพายุและฤดูฝนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งร้อนสลับหนาว อาจส่งผลให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ทำให้เราป่วยง่ายขึ้นหากไม่ดูแลตัวเองให้ดี วันนี้ “เดลินิวส์” ได้รวบรวมข้อมูลจากเพจกรมอนามัย มาแนะนำวิธี 5 เทคนิครับมือพายุฝน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงไม่ป่วยง่าย! ที่คุณสามารถนำไปปฏิบัติได้ง่ายทุกวัน

5 เทคนิครับมือพายุฝน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงไม่ป่วยง่าย!

การดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝนนั้นสำคัญมาก เพราะร่างกายอาจอ่อนล้าและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย หากเราไม่ใส่ใจในการป้องกันและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

เทคนิคที่ 1: ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ

การดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว จะช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกายให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ทำให้ระบบเผาผลาญและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคที่ 2: กินอาหารสมุนไพรไทย

การใช้สมุนไพรไทย เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา มาประกอบอาหาร จะช่วยเพิ่มพลังให้กับร่างกาย ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นจากภายในและลดความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากอากาศเย็นจัด

เทคนิคที่ 3: กินผักผลไม้ตามฤดูกาล

ในช่วงหน้าฝน เราควรเลือกรับประทานผักผลไม้ตามฤดูกาล เช่น มะเขือเปราะ มะนาว ถั่วพู ชะอม กล้วยน้ำว้า ส้มโอ เงาะ ฯลฯ เหล่านี้ช่วยเสริมวิตามินและแร่ธาตุ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อและโรคหวัดได้ดี

เทคนิคที่ 4: ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ถึงแม้ฝนจะตกบ่อย แต่การออกกำลังกายยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ด้วยการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะ ๆ ให้เหงื่อออกเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ให้ทำงานได้ดีขึ้น

เทคนิคที่ 5: นอนหลับให้เพียงพอ

การนอนพักผ่อนที่เพียงพอมีความสำคัญอย่างมาก ผู้ใหญ่ควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง เด็กเล็ก 11-14 ชั่วโมง และผู้สูงอายุ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน การนอนหลับที่ดีจะช่วยให้เซลล์ในร่างกายฟื้นฟูตัวเอง และทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง พร้อมรับมือกับเชื้อโรคต่าง ๆ

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ เมื่อหลงฝนหรือตัวเปียกแล้ว ควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แห้งและอบอุ่นโดยทันที ไม่ควรปล่อยให้ตัวชื้นเปียกนาน เพราะจะทำให้เกิดร้อนวายในร่างกาย และอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจในระยะยาว

ด้วยการปฏิบัติตาม 5 เทคนิครับมือพายุฝน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงไม่ป่วยง่าย! อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายของคุณเข้มแข็งพร้อมรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บในช่วงหน้าฝนได้อย่างเต็มที่

ไม่ว่าจะเป็นใครก็ควรให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นลำดับแรก เพราะสุขภาพที่ดีคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในชีวิต ดูแลตัวเองให้ดีในทุก ๆ วัน จะช่วยให้คุณพร้อมต่อสู้กับฤดูฝนและพายุฝนได้แบบมั่นใจ

ที่มา – 5 เทคนิครับมือพายุฝน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงไม่ป่วยง่าย!

เดินหน้า“เซมิคอนดักเตอร์ – ไมโครอิเล็กทรอนิกส์” เชื่อมไทยสู่โลกอนาคต

การพัฒนาด้าน เซมิคอนดักเตอร์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนศักยภาพทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศในยุคปัจจุบัน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เดินหน้าเชื่อมโยงระบบการศึกษาและนวัตกรรมของไทยเข้ากับเทคโนโลยีระดับโลก ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ “ไทยสู่โลกอนาคต”

เดินหน้า“เซมิคอนดักเตอร์ – ไมโครอิเล็กทรอนิกส์” เชื่อมไทยสู่โลกอนาคต

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวง อว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) นำโดย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดี MUT พาทีมผู้แทนรวมถึงภาครัฐ อุตสาหกรรม และนักวิชาการ เดินทางไปหารือความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา (ASU) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์กลางของนโยบาย CHIPS and Science Act ของสหรัฐฯ

ความร่วมมือที่ก่อให้เกิดโอกาสใหม่

จุดมุ่งหมายของการเข้าพบ ASU นี้คือการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อขยายความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัย และการพัฒนากำลังคนในสาขาเซมิคอนดักเตอร์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ศ.ดร.ศุภชัยกล่าวว่า การเชื่อมโยงประเทศไทยกับ ASU จะสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ครบวงจร ตั้งแต่ด้านการศึกษา การวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการผลิตจริงในอุตสาหกรรม

ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเติบโตและเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0

  • พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนด้านเซมิคอนดักเตอร์
  • แลกเปลี่ยนบุคลากรและนักศึกษา
  • วิจัยร่วมและพัฒนานวัตกรรมขั้นสูง
  • สร้างศูนย์ความเป็นเลิศด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ ทีมจากไทยยังได้หารือกับภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของสหรัฐ เช่น Intel, Microchip, Siemens และหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง Arizona Commerce Authority เพื่อสำรวจแนวทางความร่วมมือในเชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้เป้าหมายขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อุตสาหกรรมระดับโลก

รศ.ดร.ภานวีย์ เปิดเผยว่า หลังจากการเยี่ยมชมศูนย์วิจัย ISTB12 และโรงเรียน Manufacturing Systems and Networks ที่ ASU พบว่าแนวทางและเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นนั้นเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาทักษะของบุคลากรในประเทศไทยได้

เตรียมความพร้อมสู่ “อนาคตเศรษฐกิจไทย”

แผนการทำงานภายใต้ความร่วมมือนี้มีระยะยาวหลายปี โดยเน้นที่การผลิตบุคลากรคุณภาพที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การพัฒนาหลักสูตรที่มีมาตรฐานสากล และการเชื่อมโยงกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

การเดินหน้า เซมิคอนดักเตอร์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ นี้ถือเป็นก้าวสำคัญของไทย ที่จะนำไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจอันยิ่งใหญ่ และการแข่งขันในเวทีโลกอย่างแท้จริง

เป็นความเชื่อที่มั่นคงว่าหากไทยเตรียมพร้อมในด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี มันจะเป็นรากฐานที่สำคัญที่จะพาเราเข้าสู่ยุคแห่งโอกาส และ “โลกอนาคต” ที่ไม่ไกลเลยนัก

ที่มา – เดินหน้า“เซมิคอนดักเตอร์ – ไมโครอิเล็กทรอนิกส์”กระทรวง อว.เชื่อม “ไทยสู่โลกอนาคต”

เปป อวยชม ฮาลันด์ เก่งกว่าตอนคว้า 3 แชมป์

เปป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี ออกมาชื่นชม เออร์ลิง ฮาลันด์ หลังจากที่ศูนย์หน้าชาวนอร์เวย์โชว์ฟอร์มแกร่งจน “โค้ชเป๊ป” ยอมยกย่องว่า เก่งกว่าตอนที่พาเรือใบสีฟ้าคว้า 3 แชมป์มาครอง

เปป อวยชม ฮาลันด์ เก่งกว่าตอนคว้า 3 แชมป์

ในเกมพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม 2024 แมนเชสเตอร์ ซิตี เปิดบ้านถล่ม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อริร่วมเมือง 3-0 โดย เออร์ลิง ฮาลันด์ สามารถยิงประตูได้ถึง 2 ลูก และยังช่วยเหลือในเกมร้านได้อย่างยอดเยี่ยม คว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปครองอย่างสม deserved

ฮาลันด์ เล่นดีกว่าเดิมจริงหรือ?

กวาร์ดิโอลา เปิดใจว่า “เขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาตั้งแต่ต้นฤดูกาล แต่ตอนนี้เขาดีขึ้นกว่าเดิมจริง ๆ ผมต้องพูดตรง ๆ ว่าเขาเก่งกว่าตอนที่เราคว้าแชมป์ 3 รายการในปีก่อนหน้า เขาเคลื่อนที่灵动มากขึ้น และฉันไม่ได้วัดความสามารถของเขาจากการเล่นรับหรือเคลียร์บอลเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญคือเขาต้องยิงประตู และช่วยเหลือทีมมากกว่านี้”

สำหรับผลงานของ ฮาลันด์ ในฤดูกาลนี้ถือว่าโดดเด่นสุด ๆ ด้วยสถิติการทำประตูที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเคลื่อนที่ฉลาดขึ้นในเขตโทษ ทั้งยังมีความขยันในการป้องกันในแนวรุก ซึ่งทำให้บทบาทของเขามีความสำคัญต่อทีมมากยิ่งขึ้น

  • ยิงประตูได้ 2 ลูกในเกมที่ถล่ม แมนยู
  • ได้รับรางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์
  • กวาร์ดิโอลา ยอมรับว่าเก่งกว่าในฤดูกาลที่คว้า 3 แชมป์

ผลงานของฮาลันด์ ไม่ได้จำกัดแค่ในเกมรุกเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในการเล่น เช่น การโหม่งสกัดบอลสำคัญในจังหวะเสี่ยง รวมไปถึงการเคลื่อนไหวหนีลากับผู้เล่นแนวรับฝ่ายตรงข้ามอย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เขาเป็นศูนย์หน้าอันดับต้น ๆ ของโลกในปัจจุบัน

หากเปรียบเทียบผลงานของเขาระหว่างช่วงที่ช่วยให้ แมนฯ ซิตี คว้าแชมป์ในฤดูกาลก่อนหน้าเทียบกับปัจจุบัน ผลลัพธ์อาจแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาเติบโตขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านของเทคนิค การเลือกตำแหน่ง รวมถึงการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างไร้ที่ติ

ด้านแฟนบอลต่างประเทศก็ออกมาชื่นชมผลงานของ ฮาลันด์ อย่างล้นหลาม โดยพบว่าในแต่ละเกมที่เขาลงสนามนั้น เป็นการรับประกันว่าจะมีอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชม เพราะความซื่อสัตย์ เร่งรีบ และความตั้งใจเต็มร้อยในการเล่นเพื่อทีม

หาก แมนฯ ซิตี ยังคงมี ฮาลันด์ ในหัวหอกตัวหลัก พาทีมไปให้ไกลในทุกรายการแน่นอน เพราะในฤดูกาลนี้เขากำลังก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของศักยภาพอย่างเต็มตัว และหากปรับปรุงทักษะเฉพาะจุดสองสามอย่างเพิ่มเติม ความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลอาจรออยู่ตรงนั้น

หากคุณเป็นแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี คงเชื่อมั่นได้เลยว่า ฤดูกาลนี้เราจะได้เห็นสุดยอดผลงานของ ฮาลันด์ อย่างแน่นอน อดใจรอ และร่วมเป็นกำลังใจให้เขาต่อไป

ที่มา – “เปป” อวยไส้แตกชม “ฮาลันด์” เก่งกว่าตอนพาเรือใบคว้า 3 แชมป์ด้วยซ้ำ

เดลินิวส์ 15 ก.ย. ปัดอายัดบัญชี-แค่ระงับ ปลัดดีอีย้ำแยกคนบริสุทธิ์-โจร

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ 15 กันยายน 2568 นำเสนอข่าวสำคัญหลายประเด็น ที่ประชาชนควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นการระงับบัญชีที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาชี้แจงว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการระงับบัญชีชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการใช้เงินของประชาชน ระบุว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะแยกแยะบุคคลที่บริสุทธิ์และผู้กระทำผิดออกจากกันอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่าประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะได้รับการปลดล็อกบัญชีทันที

เดลินิวส์ 15 ก.ย. ปัดอายัดบัญชี-แค่ระงับ ปลัดดีอีย้ำแยกคนบริสุทธิ์-โจร

จากการติดตามกระแสปฏิกิริยาของประชาชนที่ได้รับผลกระทบพบว่า พ่อค้าแม่ค้าหลายรายเริ่มได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากระบบการโอนเงินและการชำระเงินผ่าน QR Code ถูกระงับ ส่งผลให้ธุรกิจรายย่อยหลายแห่งสะดุด รายได้ขาดแคลน และเกิดความไม่สะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวัน ผู้ใช้บริการหลายรายยังต้องเผชิญกับความล่าช้าในการไปธนาคารเพื่อจัดการเอกสารต่างๆ

ประเด็นอื่นที่น่าจับตามอง

นอกจากเรื่องของการระงับบัญชีแล้ว เดลินิวส์ยังรายงานถึงความเคลื่อนไหวในรัฐสภาเกี่ยวกับงบประมาณโครงการซอฟต์พาวเวอร์จำนวน 5,000 ล้านบาทที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า การบริหารจัดการ และผลตอบแทนที่จะได้รับ คณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรยังมีข้อสงสัยว่าโครงการดังกล่าวมีความโปร่งใสเพียงพอหรือไม่

  • อุทกภัยหนักในพื้นที่บางบาล ชาวบ้านเรียกร้องให้ผันน้ำเข้านา
  • การยึดนมและน้ำตาลของเด็กยากไร้ในโคราช ที่ถูกส่งไปขายในเขมร
  • ข่าวเต่ากัดไม่ปล่อยในวัดฉาว ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับชุมชน

ลองพิจารณาจากหัวข้อข่าวต่างๆ จะเห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนของสังคม ประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบราชการ รวมถึงผลกระทบของนโยบายที่ออกมา ส่งผลต่อชีวิตของคนทั่วไปอย่างใกล้ชิด

จากการติดตามข่าวกรอบ 1 ดาวในวันที่ 16 กันยายน 2568 พบว่ากระแสความไม่พอใจจากการระงับบัญชียังคงมีต่อเนื่อง ซึ่งปลัดดีอียืนยันอีกครั้งว่าการดำเนินการจะจบลงในเร็ววัน และประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องจะได้รับการปลดล็อกบัญชีอย่างแน่นอน

ผู้เชี่ยวชาญมองว่ารัฐควรเร่งปรับปรุงระบบตรวจสอบข้อมูลให้มีความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ประเภทนี้ในอนาคต และอาจต้องพิจารณากลไกในการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารอย่างชัดเจนและโปร่งใสระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และลดความตึงเครียดในสังคม

ที่มา – เดลินิวส์ 15 ก.ย. ปัดอายัดบัญชี-แค่ระงับ ปลัดดีอีย้ำแยกคนบริสุทธิ์-โจร