ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อบจ.ร้อยเอ็ด ผุดโครงการ “รพ.สต.ติดดิน” มุ่งสร้างสุขภาพทั่วถึง

เมื่อวันที่ 16 กันยายน ณ ห้องประดับฟ้า โรงแรมเพชรรัชต์ การ์เด้น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ นายก อบจ.ร้อยเอ็ด ได้เป็นประธานเปิดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “การพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิเพื่อยกระดับคุณภาพงานบริการสุขภาพเชิงรุก ด้วยกระบวนทัศน์ รพ.สต.ติดดิน” ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด (อบจ.) เพื่อขับเคลื่อนแนวทางใหม่ในการเสริมสร้างสุขภาพในระดับชุมชนอย่างแท้จริง

บรรยากาศภายในงานคึกคักไปด้วยบุคลากรสาธารณสุขกว่า 500 คน ซึ่งมาร่วม聆听แนวทางและแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาต่อยอดแนวทางเดิมให้ดีขึ้น โดยมี นายคุณาวุฒิ ไชยคำภา ปลัด อบจ.ร้อยเอ็ด เป็นผู้กล่าวรายงานถึงการจัดงาน

อบจ.ร้อยเอ็ด ผุดโครงการ “รพ.สต.ติดดิน” มุ่งสร้างสุขภาพทั่วถึง

“รพ.สต.ติดดิน” ไม่ใช่แค่ชื่อโครงการ แต่เป็นแนวคิดที่ต้องการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ “ลงสู่ดิน” เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง ระบบสาธารณสุขควรเพิ่มคุณค่าให้กับประชาชน โดยการปรับเปลี่ยนและยกระดับการทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการถ่ายโอนงานด้านสาธารณสุขจากกระทรวงสาธารณสุขมายังท้องถิ่นเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ อบจ.ร้อยเอ็ดพร้อมก้าวเป็นตัวอย่างนำร่องด้วยการวางยุทธศาสตร์สุขภาพปี 2566–2570 ภายใต้แนวคิด “ตุ้มโฮม เบิ่งแงง ฮักแพง แบ่งปัน มั่นยืน”

สร้างแรงบันดาลใจสู่การปฏิรูปสุขภาพระดับตำบล

วิสัยทัศน์ของ “รพ.สต.ติดดิน” เริ่มเปลี่ยนแปลงหลายชีวิตในพื้นที่ ผลลัพธ์สำคัญจากการดำเนินงานที่เห็นได้ชัด ได้แก่:

  • บริการปฐมภูมิที่พัฒนาแบบใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในทุกพื้นที่
  • ยกระดับศักยภาพบุคลากร เกิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่มีความผูกพัน
  • ส่งเสริมนวัตกรรมสุขภาพในชุมชน พร้อมสร้างเครือข่ายต้นแบบสุขภาพที่ยั่งยืน

นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ กล่าวอย่างเต็มใจว่า “เมื่อบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานแข็งแรง ระบบสุขภาพโดยรวมก็จะมีประสิทธิภาพ ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแสวงหาแนวทางปฏิรูปที่เน้นความยั่งยืนและความเข้าถึงของประชาชน

งานของ อบจ.ร้อยเอ็ดในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ขับเคลื่อนในพื้นที่ตนเอง แต่ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้จังหวัดอื่นๆ ปรับใช้แนวทาง “รพ.สต.ติดดิน” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนทรัพยากรทางการแพทย์

หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันและวางแนวทางอย่างเป็นระบบ การสร้างระบบที่ “ยึดมั่นดินแดน” นี้จะกลายเป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จในอนาคต และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าประเทศของเรา “ทำสุขภาพได้จริง − ลงมาถึงระดับพื้น基层!” ถามจริงๆ แล้วสุขภาพที่เข้าถึง หมายถึงการปกป้องทุกคน ทุกครัวเรือน และทุกตำบลอย่างแท้จริง

ที่มา – อบจ.ร้อยเอ็ด ผุดโครงการ “รพ.สต.ติดดิน” มุ่งสร้างสุขภาพอย่างทั่วถึง

ทำเนียบขาวจัดการก่อการร้ายฝ่ายซ้ายหลังลอบสังหารชาร์ลีเคิร์ก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เหตุการณ์ช็อกโลกเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เมื่อ นายชาร์ลี เคิร์ก บุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองที่ใกล้ชิดกับอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ถูกลอบสังหารขณะปราศรัยที่มหาวิทยาลัยยูทาห์แวลลีย์ จังหวัดยูทาห์ ทำให้สถานการณ์การเมืองในอเมริกาตึงเครียดอย่างมาก ซึ่งทันทีหลังเกิดเหตุ ทำเนียบขาวได้ออกมาแสดงปฏิกิริยาอย่างรุนแรง โดยประกาศจะจัดการกับขบวนการ “ก่อการร้ายฝ่ายซ้าย” อย่างเด็ดขาด

ทำเนียบขาวจัดการก่อการร้ายฝ่ายซ้าย

จากข่าวรายงาน สำนักข่าวเอเอฟพี ได้รายงานอย่างเป็นทางการว่า ทางสำนักงานของรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้จัดรายการพอดแคสต์ร่วมกับผู้บริหารระดับสูงอย่างนายวิลเลียม มิลเลอร์ ซึ่งเป็นผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เพื่อแสดงท่าทีชัดเจนต่อเหตุการณ์ลอบวางระเบิดและการลอบฆ่าชาร์ลี เคิร์ก ว่าเป็นงานของกลุ่มหัวรุนแรงฝ่ายซ้าย โดยมิลเลอร์ได้กล่าวว่า

“เราจะใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีในกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ และทั่วทั้งรัฐบาล เพื่อระบุ ขัดขวาง รื้อถอน และทำลายเครือข่ายเหล่านี้ และทำให้อเมริกากลับมาปลอดภัยอีกครั้งสำหรับชาวอเมริกัน”

การกระทำของฝ่ายรัฐบาลต่อหน้าสื่อ

ทั้งนี้ สำนักงานสอบสวนกลาง หรือ FBI โดยผู้อำนวยการสำนักงานแคช ปาเทล ได้ประกาศอย่างยืนยันว่า ตัวผู้ก่อเหตุหลักคือ ไทเลอร์ โรบินสัน ชายวัย 22 ปี ซึ่งดีเอ็นเอของเขาจับคู่ได้กับหลักฐานที่ของกลางที่พบในจุดเกิดเหตุ โดยใช้เวลาตามเขาอยู่ราว 33 ชั่วโมงก่อนจะจับกุมได้ ซึ่งมีข้อมูลว่าเขาเป็นสมาชิกของกลุ่มทางการเมืองฝ่ายซ้ายที่มีแนวโน้มหัวรุนแรง

แวนซ์ และ มิลเลอร์ กล่าวถึงสถานการณ์ว่า “เราต้องยืนหยัดต่อต้านการทำงานของกลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้ และเราจะไม่ปล่อยให้อิทธิพลหรือความกลัวของพวกเขาทำลายระบอบประชาธิปไตยของเรา” พร้อมประกาศว่า รัฐบาลได้เริ่มใช้มาตรการเฉพาะกิจเพื่อสกัดกั้นเครือข่ายที่ส่งเสริมกิจกรรมลอบวางระเบิด และลอบฆ่าทางการเมือง

  • เน้นการดูดซับข่าวสารที่ถูกต้อง
  • ขจัดข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย
  • สนับสนุนให้สื่อช่วยเผยแพร่ความจริง
  • เพิ่มความเข้มงวดในกฎหมายด้านความมั่นคงภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวของเคิร์กที่มีมาก่อนหน้าการสืบสวน และคำแถลงของรัฐบาลที่ระบุว่ามีการ “จัดการก่อการร้ายฝ่ายซ้าย” ได้ทำให้คนในวงการวิเคราะห์บางส่วนกังวลว่า อาจมีการเอาเปรียบเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปราบปรามผู้คิดต่าง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สหรัฐกำลังเผชิญกับความตึงเครียดทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ ปัญหานี้คือภาพสะท้อนของความขัดแย้งที่มีมานานในสังคมอเมริกัน ซึ่งผู้นำจากทั้ง共和党 (พรรครีพับลิกัน) และ 民主党 (พรรคเดโมแครต) มักตกเป็นเป้าของความรุนแรงมากขึ้นในช่วงวันที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังจากการเข้าถึงอาวุธปืนที่ง่ายดาย และการแพร่กระจายของข่าวลือ อินโฟเซนเซอร์ ที่ส่งเสริมความเกลียดชัง

ในทางกลับกัน การชี้ว่ามี “กิจกรรมของกลุ่มก่อการร้ายฝ่ายซ้าย” อาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะอาจทำให้เกิดการตีตราผู้คิดต่าง และสร้างบทความหรือการกลั่นแกล้งทางการเมืองในอนาคต แต่ในขณะเดียวกัน ความจริงก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งจำเป็นต้องมีการพิสูจน์โดยไม่อิงอารมณ์

การลอบสังหารชาร์ลี เคิร์ก สะเทือนความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบสันติวิธีทางการเมืองและกระตุ้นให้มีการครุ่นคิดเกี่ยวกับแนวคิดของฝ่ายหัวรุนแรงในทุกมุมมอง อย่างไรก็ตาม สังคมควรใช้โอกาสครั้งนี้ในการถกเถียงเพื่อหาทางออก ไม่ใช่ผลักดันให้เกิดความขัดแย้งอีกชั้น

หากคุณต้องการติดตามข่าวการเมืองอเมริกาแบบทันสมัยและแม่นยำ อย่าลืมกดติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อรับข่าวสารจากผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา – ทำเนียบขาวลั่นจัดการ “ก่อการร้ายฝ่ายซ้าย” หลังเหตุลอบสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก”

กำแพงเพชรทบทวนแผนพัฒนา 20 ปี ตั้งเป้าพัฒนาอย่างยั่งยืน

จังหวัดกำแพงเพชร เดินหน้าทบทวนแผนพัฒนา 20 ปี เพื่อปรับเป้าหมายการพัฒนาในระยะปี พ.ศ. 2571-2575 อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีการจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้ชื่อ “เป้าหมายการพัฒนาจังหวัดกำแพงเพชร 20 ปี ฉบับทบทวน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568” ณ โรงแรมชากังราวริเวอร์วิว อ.เมือง จ.กำแพงเพชร

กำแพงเพชรทบทวนแผนพัฒนา 20 ปี เพื่อความยั่งยืน

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ผู้มอบหมายให้ นายสกุลเพชร พิกุลประเสริฐ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดกำแพงเพชร ทำหน้าที่เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วยผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

ภายในงานมีวิทยากรจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร และสำนักงานจังหวัดฯ ร่วมบรรยายหัวข้อสำคัญ เช่น “เป้าหมายการพัฒนาจังหวัดกำแพงเพชร 20 ปี และเครื่องมือในการทบทวน” และ “การรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการจัดทำเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด”

กิจกรรมเพื่อวางรากฐานแผนอนาคต

กิจกรรมภายในโครงการประกอบด้วยการเวิร์กช็อปเชิงกลุ่ม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ระดมสมองร่วมกันใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่:

  • ทบทวนปัจจัยและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อพัฒนาการของจังหวัด
  • ทบทวนเป้าหมายและตัวชี้วัด โดยกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน วัดผลได้ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่
  • ทบทวนแผนการดำเนินงานและโครงการสำคัญ เพื่อให้แผนมีความเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสกุลเพชร พิกุลประเสริฐ หัวหน้าสำนักงานจังหวัด กล่าวว่า การทบทวนแผนพัฒนาจังหวัดเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการ วางรากฐานให้กับอนาคตของจังหวัด ให้สอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ รวมถึงตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง

ด้าน นายคณิศร ทองรักษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด สำนักงานจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวเสริมว่า ผลจากการประชุมในครั้งนี้จะนำมาใช้เป็นกรอบสำคัญในการจัดทำแผนพัฒนาช่วงปี พ.ศ. 2571-2575 รวมถึงแผนปฏิบัติราชการประจำปี เพื่อให้การพัฒนาจังหวัดมีความต่อเนื่องและยั่งยืน

การจัดโครงการในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดกำแพงเพชรในการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม โดยเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่ได้มีโอกาสเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนแผน พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้สนใจเรื่องการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน หรือต้องการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายในจังหวัดภูมิภาค การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงนโยบายและการวางแผนเชิงกลยุทธ์อย่างโครงการนี้ ถือเป็นองค์ความรู้ที่คุ้มค่าและประสบการณ์ที่ควรสัมผัส

ที่มา – กำแพงเพชร เดินหน้าทบทวนแผนพัฒนา 20 ปี เปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ

วิ่งฉิว4เลนทล.1048 เชื่อมสุโขทัย-ลำปาง เดินทางสะดวก กระตุ้นท่องเที่ยว

ประชาชนที่เดินทางในเส้นทางระหว่างจังหวัดสุโขทัยและลำปางจะได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยโครงการขยายทางหลวงหมายเลข 1048 สายบ้านหอรบ – บ้านทุ่งเสลี่ยม ระยะทาง 15.325 กิโลเมตร ซึ่งได้รับการปรับปรุงจากรอง 2 ช่องจราจรเดิมเป็น 4 ช่องจราจรอย่างเต็มรูปแบบแล้ว โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 699,495,000 บาท

วิ่งฉิว4เลนทล.1048 เชื่อมสุโขทัย-ลำปาง เดินทางสะดวก กระตุ้นท่องเที่ยว

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมต่ออำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย (ทล.101) กับอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง (ทล.1) พร้อมทั้งเชื่อมโยงไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง อุทยานแห่งชาติแม่วะ ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกในการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

ประโยชน์ของการขยายเส้นทาง

การพัฒนาถนนเส้นนี้จะช่วย ลดระยะเวลาในการเดินทาง และเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ลดเวลาเดินทางระหว่างจังหวัด
  • เพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ถนน
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง
  • เชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น อุทยานแห่งชาติแม่วะ

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และเป็นแรงผลักดันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ ทำให้ภูมิภาคเหนือตอนล่างและตอนบนมีความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

สรุป : โครงการวิ่งฉิว4เลนทล.1048 เชื่อมสุโขทัย-ลำปาง เป็นแรงผลักสำคัญที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวและส่งเสริมการเดินทางที่สะดวกปลอดภัยยิ่งขึ้นในภูมิภาคภาคเหนือของประเทศไทย

ที่มา – วิ่งฉิว4เลนทล.1048บ้านหอรบ-บ้านทุ่งเสลี่ยมเชื่อมสุโขทัยกับลำปางเดินทางสะดวกกระตุ้นท่องเที่ยวภาคเหนือ

ภัยร้ายบัญชีม้า ธุรกิจสีเทา กัดกร่อนชาติ

ปัญหา บัญชีม้าธุรกิจสีเทา ถือเป็นภัยเงียบที่กำลังกัดกินรากฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะเมื่อสะท้อนจากข้อมูลที่ระบุว่าเศรษฐกิจนอกระบบมีสัดส่วนสูงถึง 50% ของ GDP ซึ่งเป็นอันดับต้นๆของโลก สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเป็นช่องเปิดรับกิจกรรมทุจริต คอร์รัปชัน ฟอกเงิน และอาชญากรรมไซเบอร์อย่างมีระบบ

บัญชีม้าธุรกิจสีเทากัดกร่อนชาติอย่างไร?

บัญชีที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายมักไม่ได้เป็นของผู้กระทำผิดโดยตรง แต่เป็น “บัญชีม้า” ที่ถูกแอบอ้างใช้งานเพื่อดำเนินการทางการเงินโดยไม่ต้องเปิดตัวในที่สุด ซึ่งพร้อมกลายเป็นศูนย์กลางการทำธุรกรรมเพื่อฟอกเงินของแก๊งคอลสากล

ปัจจัยที่ทำให้บัญชีม้าขยายตัว

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเปิดทางให้บัญชีม้าเติบโต คือความสะดวกในการเปิด-ใช้บัญชีโดยไม่มีการตรวจสอบความเป็นจริงอย่างชัดเจน กฎหมายในอดีตไม่ครอบคลุม ทำให้เกิดช่องโหว่ในระบบการเงินในการควบคุมบัญชีที่ถูกเปิดขึ้นมา และต่อมาถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

หนึ่งในเทรนด์ที่น่าเป็นห่วงคือการใช้ “กลยุทธ์รากฝอย” หรือการแบ่งเงินจำนวนมากออกเป็นรายการเล็กๆ กระจายไปยังหลายบัญชีในเวลาเดียวกัน ทำให้ระบบตรวจจับไม่ทันในทันที และยากต่อการติดตามต้นทางปลายทางของการเคลื่อนย้ายเงิน

พฤติกรรมของคนทำให้ปัญหาแย่ลง

หนึ่งในสาเหตุที่ปัญหาบัญชีม้ายังควบคุมไม่อยู่ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในระดับนโยบายหรือกฎหมายเท่านั้น แต่เกิดจากพฤติกรรมของประชาชนด้วย บางรายยินดีให้คนอื่นขอยืมบัญชีเพื่อรับเงิน หรือถูกหลอกให้ไปเปิดบัญชีแลกเงินตอบแทน ทำให้การแยกระหว่างผู้สุจริตกับผู้ไม่ประสงค์ดีทำได้ยากมากขึ้น

มาตรการที่กำลังพัฒนาอยู่

หลายหน่วยงานได้ร่วมมือกันดำเนินมาตรการใหม่ๆ เพื่อป้องกันการใช้บัญชีผิดวัตถุประสงค์ ทั้งการปรับระบบให้สามารถตรวจสอบความผิดปกติได้ทันที การตั้งเงื่อนไขการเปิดบัญชีอย่างเข้มงวดมากขึ้น และการติดตามการเคลื่อนไหวของเงินอย่างใกล้ชิด

ขณะนี้มาตรการต่างๆ ได้เริ่มสามารถควบคุมปัญหาได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการลดจำนวน App ที่ใช้หลอกลวงถอนเงินจากผู้ใช้งาน และจำนวนผู้เสียหายก็ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แนวทางเหล่านี้มักสร้างความไม่สะดวกให้แก่ผู้ใช้งานที่สุจริต จึงจำเป็นต้องมีการปรับใช้ระบบอย่างยืดหยุ่น

ปัญหานี้คำสำคัญไม่ได้อยู่แค่การลงโทษ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนพฤติกรรมของสังคมด้วย หากไม่มีการร่วมมือกับทุกภาคส่วน ระบบใดก็ไม่สามารถแยกแยะความผิดได้อย่างยั่งยืน

นี่คือสิ่งที่ต้องทำ:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุกครั้งก่อนตกลงทำธุรกรรม
  • อย่ายอมให้บัญชีของตัวเองไปเป็นช่องทางของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
  • เสียสละความสะดวกเพื่อแลกกับความปลอดภัยของตนเองและบุคคลทั่วไป
  • รับรู้แนวทางมาตรการของธนาคารและร่วมมือตามสมควร

ประเทศนี้คือของเรา และไม่ควรยอมให้แก๊งมิจฉาชีพใช้ช่องโหว่ในระบบเพื่อทำลายสังคมของเรา หากเรายังไม่ร่วมมือเปลี่ยนแปลง ทุกคนอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาได้ อย่าเพียงแค่รอให้คนอื่นเปลี่ยนแปลง

ที่มา – ภัยร้ายบัญชีม้า ธุรกิจสีเทา กัดกร่อนชาติ เปิดสาเหตุ แนวทางสิ่งที่ต้องทำ

ราคาลีฟมอเตอร์ B10 เริ่มต้นไม่ถึง 7 แสนบาท

รถยนต์ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกปีในประเทศไทย และหนึ่งในแบรนด์ที่กำลังมาแรงจากประเทศจีนก็คือ ลีฟมอเตอร์ (Leapmotor) ล่าสุด บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด ในฐานะผู้จำหน่ายแบรนด์ ลีฟมอเตอร์ อย่างเป็นทางการในเมืองไทย ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Leapmotor B10 เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่าในราคาที่ไม่เกิน 7 แสนบาท

ราคาลีฟมอเตอร์ B10 เริ่มต้นที่ 6xx,xxx บาท

อย่างเป็นทางการแล้ว Leapmotor B10 เปิดจองสิทธิ์ให้กับลูกค้าชาวไทยตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2568 สำหรับผู้ที่จองภายในกำหนดและออกรถภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 จะได้รับสิทธิ์พิเศษมากมาย ราคาเริ่มต้นของ ลีฟมอเตอร์ B10 อยู่ที่ 6xx,xxx บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับฟีเจอร์และประสิทธิภาพของรถรุ่นนี้

สมรรถนะแบบจัดเต็มในราคาที่น่าสนใจ

ในจีน ลีฟมอเตอร์ B10 มีให้เลือก 2 รุ่นหลัก ได้แก่ รุ่นที่ใช้แบตเตอรี่ความจุ 56.2 kWh ผลิตกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า 179 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 175 นิวตันเมตร มีระยะทางวิ่งได้สูงสุด 510 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม ตามมาตรฐาน CLTC และอีกรุ่นใช้แบตเตอรี่ 67.1 kWh ให้กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า 217 แรงม้า แรงบิด 240 นิวตันเมตร วิ่งได้ไกลถึง 600 กิโลเมตร

ทั้งสองรุ่นใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง ให้การขับขี่ที่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพสูง ยิ่งเหมาะกับการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกลในประเทศอาเซียน

โปรโมชั่นพิเศษเฉพาะไทย

  • จองล่วงหน้าเพียง 1,010 บาท
  • จำกัดแค่ 1,000 สิทธิ์เท่านั้น
  • รับส่วนลดและของแถมพิเศษสำหรับผู้ออกรถภายใน 31 ตุลาคม 2568

ใครที่สนใจอยากเป็นเจ้าของ ลีฟมอเตอร์ B10 รุ่นใหม่ สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่ลิงก์นี้: https://forms.gle/KXdwYSW6YP6FXxmXA หรือสแกน QR Code ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Leapmotor Thailand

หากคุณกำลังมองหารถ EV ที่มีความทันสมัย ประหยัดพลังงาน และใช้งานได้จริงในงบไม่เกิน 7 แสนบาท ลีฟมอเตอร์ B10 คือหนึ่งในทางเลือกที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง

ที่มา – ราคาลีฟมอเตอร์ B10 เคาะไม่เกิน7แสนกว่า

“เอ็ตด้า”เข้มกฎหมายดีพีเอส ปิดช่องแอปอีคอมเมิร์ซ-เรียกรถ

เมื่อเร็วๆ นี้ นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการบังคับใช้ กฎหมายดีพีเอส อย่างเป็นทางการแล้วกว่า 2 ปี โดยในช่วงปลายปีนี้ จะมีการบังคับใช้ให้เข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากต้องการแก้ไขปัญหาเรื้อรังในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพของสินค้าที่ขายผ่านแอปอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศที่มักจะมีราคาถูกแต่ไม่ปลอดภัย

“เอ็ตด้า”เข้มกฎหมายดีพีเอส ปิดช่องแอปอีคอมเมิร์ซ-เรียกรถ

เพื่อป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำ “เอ็ตด้า” ได้ร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการดำเนินการให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีความเสี่ยงสูง ต้องเพิ่มมาตรการตรวจสอบสินค้าที่วางขายให้เข้มงวด ต้องมีเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และเครื่องหมาย อย. เป็นต้น โดยปัจจุบันมีแพลตฟอร์มที่อยู่ในบัญชีความเสี่ยงแล้ว 19 ราย และมีแผนจะเพิ่มอีก 3 รายภายในปลายปีนี้

แพลตฟอร์มอุทธรณ์เข้าข่าย “ดีพีเอส” กว่า 7 ราย

แม้จะมีการจัดเกณฑ์แพลตฟอร์มที่อยู่ในบัญชีความเสี่ยงแล้ว แต่ก็ยังมีแพลตฟอร์มจำนวน 7 รายที่ยื่นอุทธรณ์ว่าไม่เข้าข่ายเกณฑ์ที่กำหนด หรือไม่เห็นด้วยกับหน้าที่ที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่ง “เอ็ตด้า” อยู่ระหว่างการพิจารณาข้ออุทธรณ์เหล่านี้ หากยืนยันสุดท้ายแล้วว่ายังไม่เปลี่ยนแปลง แพลตฟอร์มที่เข้าข่ายทั้งหมดจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายดีพีเอสอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาระหว่างผู้ให้บริการขนส่ง (ไรเดอร์) กับแพลตฟอร์มการขนส่งที่สะสมมายาวนานหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบค่าแรงที่ไม่โปร่งใส ค่าธรรมเนียมที่คลุมเครือ หรือแม้แต่เรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้บริการบนแท็กซี่บนแพลตฟอร์ม ซึ่ง “เอ็ตด้า” ได้ออกประกาศให้แต่ละแพลตฟอร์มต้องดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของแท็กซี่ รวมถึงประวัติผู้ขับ ใบขับขี่ และสภาพรถ เช่นเดียวกับแท็กซี่ทั่วไป

ยกระดับการตรวจสอบแพลตฟอร์มมากกว่า 1,900 ราย

ปัจจุบัน แพลตฟอร์มที่เข้ามาจดแจ้งตัวกับ “เอ็ตด้า” แล้วมีจำนวน 1,925 ราย แต่ยังอยู่ในช่วงเก็บข้อมูลและการตรวจสอบว่าข้อมูลที่แจ้งมานั้นถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีแพลตฟอร์มต่างประเทศหลายรายที่อ้างว่าตั้งอยู่นอกประเทศไทย จึงมองว่าไม่มีหน้าที่ต้องรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานราชการไทย

เพื่อรับมือกับปัญหานี้ “เอ็ตด้า” กำลังพัฒนาระบบตรวจสอบที่แม่นยำมากขึ้น เช่น การวิเคราะห์มูลค่าของตลาด รายได้ในประเทศ รวมถึงกลุ่มบริการที่ให้แก่ผู้ใช้จ่ายในประเทศไทย เพื่อยืนยันว่าแพลตฟอร์มใดควรเข้าข่ายกฎหมายดีพีเอสหรือไม่ โดยถือว่ามีบทบาทสำคัญมากต่อการเสริมสร้างความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

กฎหมายดีพีเอส เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขจัดปัญหาต่างๆ ในแพลตฟอร์มออนไลน์ และเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับการปกป้องมากขึ้นจากสินค้าและบริการมิหนำซ้ำ ด้วยวิธีการตรวจสอบและกำกับที่เข้มงวดขึ้น จะช่วยให้ตลาดดิจิทัลไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและมีความน่าเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศ

ที่มา – “เอ็ตด้า”ขันน็อต ก.ม.ดีพีเอส เข้มแอปอีคอมเมิร์ซ-เรียกรถ

โรคเงียบอันตรายกว่าที่คิด ลดหวาน-มัน-เค็มเพื่อสุขภาพดี

ในยุคปัจจุบัน โรคเงียบอันตรายกว่าที่คิด กำลังค่อย ๆ ขโมยสุขภาพของเราไปทีละวัน โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ และโรคไต ซึ่งหลายครั้งไม่แสดงอาการเจ็บป่วยอย่างชัดเจนจนกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง

โรคเงียบอันตรายกว่าที่คิด

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่าทุกปีมีผู้เสียชีวิตจาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากกว่า 41 ล้านคน คิดเป็น 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในโลก และในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้กว่า 400,000 คนต่อปี

น่าตกใจที่โรคกลุ่มนี้ไม่ใช่เรื่องของ “คนแก่” เท่านั้น แต่ วัยรุ่น วัยทำงาน ล้วนมีความเสี่ยงหากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ชอบอาหารหวาน มัน เค็ม ไม่ออกกำลังกาย นอนดึก และเครียดสะสม

สุขภาพที่ดีต้องเริ่มจากวันนี้

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การดูแลสุขภาพควรเริ่มก่อนที่จะป่วย เพราะเมื่อสูญเสียสุขภาพไปแล้ว ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สามารถเรียกคืนได้ง่าย แนวทางง่าย ๆ ในการป้องกันโรคเงียบอันตรายกว่าที่คิด มีดังนี้:

  • ลดการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ วันละ 30 นาที
  • นอนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง
  • จัดการความเครียด ผ่อนคลายสมองและร่างกาย
  • ตรวจสุขภาพปีละครั้ง เพื่อป้องกันและรักษาโรคตั้งแต่เนื่อนๆ

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหมดในวันเดียว แต่ควร “เปลี่ยนทุกวันให้ดีขึ้นทีละนิด” เพื่อให้สุขภาพของคุณแข็งแรงในระยะยาว

สุขภาพดีไม่มีขาย สุขภาพพังไม่มีแลกคืน** ดังนั้นอย่ารอให้ป่วยก่อนถึงจะเริ่มรักษาสุขภาพ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นมา ลงมือดูแลตัวเองก่อนจะสายเกินไป

ที่มา – นักสาธารณสุข รพ.ศรีสะเกษ เผย โรคเงียบอันตรายกว่าที่คิด แนะ ลดหวาน-มัน-เค็ม ออกกำลังกาย นอนให้พอ ตรวจสุขภาพปีละครั้ง

จุดตรวจบ้านหนองจานเงียบเหงา เขมรเคยเกณฑ์คนรวมตัวยั่วยุทหารหายหน้า!

บรรยากาศที่จุดตรวจบ้านหนองจานในวันนี้เงียบเหงามากกว่าเคย โดยเฉพาะบริเวณจุดตรวจ 40 บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ที่มีการเดินทางมายังพื้นที่ของประชาชนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด สภาพโดยรอบถูกความเงียบงันครอบงำ แม้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.โคกสูง ที่ได้รับการสั่งการจาก พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ อินทสิทธิ์ ผกก.สภ.โคกสูง ให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่มารวมตัวแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แต่จำนวนคนที่เดินทางมายังพื้นที่ก็ยังคงจำกัดเพียงไม่ถึง 30 คน

จุดตรวจบ้านหนองจานเงียบเหงา เขมรเคยเกณฑ์คนรวมตัวยั่วยุทหารหายหน้า!

แม้จะมีความเงียบงันครอบงำพื้นที่ แต่ก็ยังมีความร่วมมือจากประชาชนในท้องถิ่นที่ยังคงมาจัดเตรียมอาหารให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและผู้ร่วมขบวนการอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า จำนวนประชาชนที่เดินทางมายังจุดนี้ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะจากกลุ่มประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง

ในวันนี้ยังมีคณะจากจังหวัดจันทบุรีเดินทางมายังจุดตรวจ โดยมีประมาณ 10 คน นำอาหารและของขวัญไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ทหารก่อนจะร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึกและพูดคุยให้กำลังใจ ถึงแม้รูปแบบจะเปลี่ยนไปจากยุคที่มีการรวมตัวจำนวนมาก แต่ความเข้มแข็งในจิตใจยังคงชัดเจนจากการแสดงออกที่สงบและมีระเบียบ

สถานที่ที่เคยมีการรวมตัวของชาวเขมรหายหน้า

จุดเพิงพักหลังคาสีน้ำเงิน ซึ่งเคยเป็นจุดชุมนุมของชาวเขมรที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดในอดีต วันนี้กลับเงียบงันเสียด้วยซ้ำ ไม่มีกลุ่มชนใดมารวมตัว ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เพิงพักยังคงตั้งอยู่เหมือนเดิม โดยไม่มีการรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายออกไปเลย นับเป็นภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านภูมิทัศน์และพลวัตของพื้นที่ จากการเป็นจุดก่อกวนมาสู่ความเงียบสงบ

โครงสร้างของเพิงพักยังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน แต่ไม่มีการใช้งานอย่างเป็นทางการ ทว่าความเงียบงันที่เกิดขึ้นตรงจุดนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า สถานที่แห่งนี้จะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหรือไม่ ภายใต้การเฝ้าระวังและความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

  • การลดลงของประชาชนในพื้นที่แสดงความตั้งใจในการรวมตัวอย่างสันติ
  • ความร่วมมือจากชุมชนในการดูแลเจ้าหน้าที่
  • สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากเหตุการณ์ในอดีต

เมื่อพิจารณาจากภาพรวมของสถานการณ์ในพื้นที่จุดตรวจบ้านหนองจานเงียบเหงา เขมรเคยเกณฑ์คนรวมตัวยั่วยุทหารหายหน้า สิ่งที่ชัดเจนคือ ความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในทางพฤติกรรมของชุมชน การจัดการจากเจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่ภูมิทัศน์ของจุดวิกฤต ยังคงมีตัวตนอยู่ แต่สูญเสียพลวัตที่เคยมีมา นี่คือหนึ่งในด่านแห่งประวัติศาสตร์ที่กำลังเข้าสู่สมัยแห่งความเงียบสงบ และความมั่นคงที่ได้จากการปรองดอง หลังจากพายุแห่งความตึงเครียดได้ผ่านพ้นไปแล้ว

หากคุณสนใจเรื่องราวความเป็นมาและบทบาทของจุดตรวจที่เคยก่อให้เกิดความตื่นตัวในอดีตนี้ ขอเชิญติดตามกับเราในบทความเรื่องราวต่อไปที่จะพาคุณย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ตัดสินชะตาของด่านฝรั่งแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ที่มา – จุดตรวจบ้านหนองจานเงียบเหงา เขมรเคยเกณฑ์คนรวมตัวยั่วยุทหารหายหน้า!

บาส-เฟมควงวิว-หมิวลิ่วรอบ 2 ไชน่า มาสเตอร์ส 2025

การแข่งขันแบดมินตันระดับโลก รายการ ไชน่า มาสเตอร์ส 2025 ที่ประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568 ได้เปิดฉากแข่งขันในรอบแรกแล้วอย่างเป็นทางการ โดยนักกีฬาชาวไทยหลายคนเตรียมลุยศึกเพื่อชิงตำแหน่งนักตบขนไก่ยอดเยี่ยมในรายการนี้ ซึ่งมีการแข่งขันในทั้งประเภทเดี่ยวและคู่หลากหลายรุ่น

บาส-เฟมผงาดผ่านเข้ารอบ 2 ประเภทคู่ผสม

หนึ่งในคู่ผสมที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกคือ “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ และ “เฟม” ศุภิสรา เพียวสามพราน ซึ่งเป็นคู่มือระดับโลกอันดับ 4 โดยพวกเขาได้เจอกับคู่แข่งจากไต้หวัน เฉิน เจิ้ง ควาน และ สวี่ หยิน ฮุ่ย ซึ่งมีอันดับโลกอยู่ที่ 21

ผลการแข่งขันปรากฏว่า “บาส-เฟม” ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ไปได้ถึง 2 เกมรวดโดยไม่เสียเซตใดๆ เกมแรกชนะไป 21-5 และเกมที่สองก็ปิดด้วยคะแนน 21-10 ถือเป็นฟอร์มที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการลุยศึก ไชน่า มาสเตอร์ส 2025 ต่อในรอบ 2 เป็นอย่างดี

เธอกำลังลุยเพื่อความฝันในสนามขนไก่

ในรอบต่อไป “บาส-เฟม” จะได้พบกับผู้ชนะจากคู่ผสมอินเดียและญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นแรงกดดันที่เหนียวแน่นแต่ก็เป็นโอกาสในการพิสูจน์ฝีมือของทีมไทยในเวทีโลกเช่นกัน

วิวและหมิวโชว์ฟอร์มใสเกินคาด

ในเวทีเดี่ยว “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักตบขนไก่ระดับแนวหน้าของไทยและมือ 3 ของโลก ก็ทำผลงานได้เจิดจรัสโดยสามารถเอาชนะ “เจี่ย เฮง เจสัน” จากสิงคโปร์ อันดับ 24 ของโลก ด้วยคะแนน 21-15 และ 21-17 แบ่งเป็น 2 เกมรวดเช่นกัน

สำหรับ “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ ที่เป็นมือ 6 ของโลก ก็สร้างความประทับใจอีกคู่ โดยเธอได้พลิกแพ้จากเกมแรกไปลุ้นต่อในเกมที่ 2 และ 3 โดยเกมแรกแพ้ไป 17-21 แต่กลับเรียกคืนความมั่นใจในเกมที่สองและสามด้วยคะแนน 21-13 และ 21-14 ทำให้เธอผ่านเข้าสู่รอบ 2 อย่างภาคภูมิ

เมเจอร์ตองแต่ยังไม่เก่งพอ

แม้ “เม” ศุภนิดา เกตุทอง ซึ่งเป็นมือ 10 ของโลกจะมีผลงานที่น่าชื่นชมอยู่บ้าง แต่ในรอบนี้เธอกลับแพ้ให้มือ 3 ของโลกจากญี่ปุ่น “อากาเนะ ยามากูชิ” ไปอย่างขาดลอยใน 2 เกม ด้วยคะแนน 17-21 และ 15-21 ส่งผลให้เธอหมดโอกาสตั้งแต่รอบแรก

นักกีฬาชาวไทยยังคงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างสูงในการลุยศึกระดับโลก พวกเขาไม่เพียงแต่ต้องมาเพื่อร่วมสนุกเท่านั้น แต่กำลังสู้เพื่อเกียรติยศของประเทศไทยที่เวทีระดับนานาชาติ ขอบเขตของการต่อสู้ในสนามขนไก่ไม่เพียงแค่ต้องแข็งแกร่งเท่านั้น แต่ต้องมีความมุ่งมั่น ความมั่นใจ และกำลังใจจากแฟนๆ ที่พยามเชียร์เสมอมา

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่รักการติดตามกีฬา และชื่นชอบแรงบันดาลใจจากนักกีฬาไทย อย่าพลาดการติดตามผลการแข่งขันรายวันของ บาส-เฟม และ วิว-หมิว ในศึก ไชน่า มาสเตอร์ส 2025 ที่จะสานต่อในอีกรอบท้าทายใหม่!

ที่มา – “บาส-เฟม” ควง “วิว-หมิว” ลิ่วรอบ 2 ศึกขนไก่ “ไชน่า มาสเตอร์ส” 2025 ที่จีน