ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

แจ็คสัน หวัง ลุยเองทุกขั้นตอนเตรียมคอนเสิร์ต MAGICMAN 2 WORLD TOUR

แฟนเพลงชาวไทยต้องตื่นเต้นกันหนัก เมื่อได้ข่าวว่าซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง แจ็คสัน หวัง จะนำทัพในคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ MAGICMAN 2 WORLD TOUR เยือนประเทศไทย ภายใต้การเตรียมตัวอย่างเต็มที่ โดยเจ้าตัวตั้งใจ ทุ่มสุดตัว ลุยเองทุกขั้นตอน เพื่อให้แฟนๆ ได้สัมผัสประสบการณ์ดนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แจ็คสัน หวัง ทุ่มสุดตัว ลุยเองทุกขั้นตอน

ไม่ใช่แค่การแสดงบนเวทีเท่านั้นที่ แจ็คสัน หวัง ใส่ใจเป็นพิเศษ แต่ยังลงมือวางแผนและดูแลรายละเอียดต่างๆ ทั้งการเลือกเพลง การออกแบบเวที การเตรียมทีมงาน และแม้กระทั่งการเลือกสถานที่จัดงาน ด้วยความตั้งใจที่ว่าอยากให้ MAGICMAN 2 WORLD TOUR เป็นคอนเสิร์ตที่มีคุณภาพสูงสุด และเป็นที่จดจำสำหรับทุกคนที่เข้าร่วม

เตรียมประสบการณ์ดนตรีที่เป็นธรรมสำหรับทุกคน

หนึ่งในความตั้งใจหลักของแจ็คสัน หวัง ในการจัด แจ็คสัน หวัง ทุ่มสุดตัว ลุยเองทุกขั้นตอน คือ การสร้างความเป็นธรรมให้กับแฟนเพลงทุกคน ไม่ว่าจะนั่งอยู่ตรงไหนในสถานที่จัดงาน ก็จะได้สัมผัสเสียงเพลงและแสงไฟที่มีคุณภาพเท่ากัน เพื่อให้ทุกคนได้จมอยู่ในโลกของดนตรีไปพร้อมกัน

  • เพลงฮิตที่คุณต้องร้องตาม
  • การจัดแสงไฟสุดอลังการ
  • เวทีออกแบบเฉพาะสำหรับการทัวร์นี้
  • ประสบการณ์ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย

การมาเยือนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยาก เพราะ แจ็คสัน หวัง ตั้งใจมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดให้กับแฟนเพลงไทย ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นการสร้างสรรค์คอนเสิร์ตที่สมบูรณ์แบบ และเปี่ยมไปด้วยความรักจากศิลปินตัวจริง

อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม เพราะการกลับมาของ MAGICMAN 2 WORLD TOUR คือหนึ่งในคอนเสิร์ตที่คุณห้ามพลาด!

ที่มา – “แจ็คสัน หวัง” ทุ่มสุดตัว ลุยเองทุกขั้นตอน รอเจอแฟนไทยในคอนเสิร์ต MAGICMAN 2 WORLD TOUR

สมาคมธนาคารไทย ยันแค่ระงับยอดเงินไม่ใช่อายัดบัญชี

เมื่อเร็ว ๆ นี้ วันที่ 14 กันยายน นายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท ตัวแทนสมาคมธนาคารไทย ออกมาเปิดเผยว่า มาตรการระงับบัญชีต้องสงสัยที่เป็นบัญชีม้า เป็นแนวทางที่ธนาคารทุกแห่งดำเนินการตามมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีการแบ่งระดับบัญชีตามความเสี่ยงเป็น 3 สีหลัก ได้แก่ ม้าดำ ม้าเทา และม้าน้ำตาล

สมาคมธนาคารไทย ยันแค่ระงับยอดเงินไม่ใช่อายัดบัญชี

นายสุปรีชาชี้แจงชัดเจนว่า การดำเนินการของธนาคารที่มีต่อบัญชีที่มีพฤติกรรมผิดปกตินั้น เป็นเพียงการระงับยอดเงินที่พบว่ามีความเสี่ยงหรือมีสัญญาณจากการหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ปปง. หรือตำรวจ เพื่อป้องกันการโจรกรรมทางการเงินจากบัญชีม้า ไม่ใช่การอายัดบัญชีทั้งหมดของลูกค้าแต่อย่างใด

เมื่อธนาคารตรวจพบบัญชีต้องสงสัยจะถูกจัดกลุ่มตามสี

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีแนวทางชัดเจนในการแบ่งระดับความเสี่ยงของบัญชีม้า ดังนี้:

  • ม้าดำ: เป็นบัญชีที่มีข้อมูลรายงานจากสำนักงานป้องกวนและปราบปราม (ปปง.)
  • ม้าเทา: เป็นบัญชีที่มีผู้เสียหายแจ้งความแล้ว แบ่งย่อยเป็นเทาเข้มและเทาอ่อน
  • ม้าน้ำตาล: เป็นบัญชีที่ยังไม่มีรายงานผู้เสียหาย แบ่งเป็นน้ำตาลเข้มและน้ำตาลอ่อน

ทุกธนาคารมีแนวทางปฏิบัติที่สอดคล้องกัน คือ การระงับวงเงินที่มีความเสี่ยงเป็นเวลา 3 วัน อย่างไรก็ตาม หากพบว่าบัญชีเข้าข่ายม้าดำหรือม้าเทาที่มีหมายศาลหรือแจ้งความจากตำรวจ จะมีการระงับเพิ่มอีก 7 วัน รวมเวลาตรวจสอบทั้งสิ้น 10 วัน

เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว หากไม่พบความผิดปกติใด ๆ จะมีมาตรการคืนเงินให้แก่ลูกค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่มีการอายัดเงินไว้ตลอดไปตามที่ประชาชนอาจเข้าใจผิด

นอกจากนี้ สมาคมธนาคารไทย ยังชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์การถอนเงินจำนวนมากในช่วงวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา เกิดเฉพาะในบางสาขาเท่านั้น และในปัจจุบันสถานการณ์ได้กลับมาเป็นปกติทั่วประเทศ

สรุปเรื่องสำคัญที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการระงับบัญชีม้า

ประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางการเงินของลูกค้าทุกคน ธนาคารมีหน้าที่อย่างยิ่งในการตรวจสอบพฤติกรรมการทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่อาจมีความเสี่ยงต่อการใช้บัญชีม้าในกิจกรรมผิดกฎหมาย หากลูกค้ามั่นใจว่าตนเองไม่ได้กระทำผิด ควรติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบสถานะบัญชีและดำเนินการขอคืนเงินในกรณีที่ถูกระงับผิดพลาด

สมาคมธนาคารไทย ยืนยันว่า มาตรการระงับยอดเงินไม่ใช่อายัดบัญชี เป็นเพียงการป้องกันความเสียหายของทุกฝ่ายและใช้ระยะเวลาไม่เกิน 10 วันต่อการตรวจสอบเพียงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ชัดเจนและกระบวนการที่โปร่งใสจะช่วยลดความกังวลของลูกค้าในอนาคตได้

หากคุณได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลผ่านช่องทางทางการของธนาคาร และสามารถติดต่อสอบถามเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนได้เสมอ

ที่มา – สมาคมธนาคารไทย ยันแค่ระงับยอดเงินไม่ใช่อายัดบัญชี ใช้เวลาตรวจ 3 วันก่อนคืนเงิน

เกลือ กิตติ ร่ำไห้ถามทหารพรานใส่ชุดดำ

กลายเป็นคลิปที่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างมาก เมื่อนักแสดงและพิธีกรชื่อดังอย่าง เกลือ กิตติ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ เกลือ เป็นต่อ ได้โพสต์คลิปที่เขาได้พูดคุยกับทหารพรานหนึ่งนาย โดยมีการถามคำถามตรงประเด็นว่า “ทำไมทหารพรานต้องใส่ชุดสีดำด้วย?”

คำถามนี้ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่แฝงความหมาย จนนำไปสู่คำตอบที่ทำให้น้ำตาของเกลือไหลลงมา โดยทหารพรานได้เปิดใจว่า “ประวัติก็คือทหารพรานคือการประจำอยู่ตามแนวชายแดนตลอดเวลา เราไม่รู้เลยว่าจะต้องเผชิญการปะทะวันไหนและสูญเสียเมื่อไหร่ ดังนั้นชุดสีดำคือเครื่องเตือนใจและไว้อาลัยให้กับตัวเอง เราคือ ‘นักรบชุดดำ’ ที่พร้อมเสียสละทุกเมื่อ เพื่อปกป้องแผ่นดินของเรา ไม่ยอมให้ใครละเมิดแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว”

เกลือ กิตติ ร่ำไห้ถามทหารพรานใส่ชุดดำ

จากคำตอบที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความรักชาติ ทำให้หนุ่มเกลือเกิดความซาบซึ้งทั้งในอดีตที่เคยได้พบหน้าทหารพรานบางคน และในปัจจุบันที่ได้ฟังเหตุผลจริงๆ จากทหารพรานบนชายแดน

เขาตอบรับด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ขอบคุณครับพี่” พร้อมกับน้ำตากับที่สะอื้นไม่ปิด คลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปจนกลายเป็นที่พูดถึงจำนวนมากในโซเชียล เต็มไปด้วยข้อความชื่นชมในความเสียสละของกองทัพ และได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นถึงความหมายของ “นักรบชุดดำ” ที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน

ทำไมต้องใส่ชุดดำ?

ทหารพรานส่วนใหญ่นั้นต้องประจำการอยู่ในพื้นที่ราบพิเศษตามแนวชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยสูง มีโอกาสสูงในการปะทะกับศัตรู ชุดสีดำจึงมีความหมายเป็นพิเศษ คือการเตือนใจตนเองว่า “แม้ในช่วงเวลาที่มืดที่สุด ก็ยังมีเราเป็นเกราะป้องกันความมืด สู้เพื่อความสงบและความเป็นอิสระของบ้านเกิด”

ไม่ใช่เพียงการแต่งกายธรรมดา แต่เป็นชุดประจำกายที่สื่อถึงจิตวิญญาณแห่งความเสียสละ ความกล้าหาญ และความรักต่อชาติ

จากคำตอบนั้น ทำให้ เกลือ กิตติ รู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง และในทางปฏิบัติเอง ไม่ใช่แค่การแสดงออกแค่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เป็นโอกาสให้คนทั่วไปตระหนักถึงบทบาทที่ซ่อนอยู่ในความธรรมดาของเหล่านักรบผู้ซื่อสัตย์

คำถามเล็ก ๆ จากเกลือ กิตติ ไม่เพียงเดียวเรียกน้ำตาตนเอง แต่ก็ทำเอาชาวเน็ตหลายคนร้องไห้ตาม เพราะมันคือการเตือนใจถึงคุณค่าอย่างแท้จริงของผู้เสียสละ ที่เงียบ ๆ ปกป้องเราไปตลอด

การฟังเรื่องราวทั้งหมดนี้ จึงเป็นการเรียนรู้จากความจริงที่แฝงไว้ด้วยคุณค่า เป็นการเชิดชูจิตวิญญาณไทยที่ยังคงมีอยู่ในทุกพรมแดนของบ้านเมือง

หากคุณมีโอกาสพบกับทหารพราน หรือเห็นภาพของคนเหล่านี้ในชุดดำ อย่าลืมส่งความเคารพเพราะพวกเขาคือ “นักรบชุดดำ” ที่ไม่เคยยุติการปกป้องแผ่นดินไทย

ที่มา – “เกลือ กิตติ” ร่ำไห้หลังถามเหตุผลทำไมทหารพรานต้องใส่ชุดดำ คำตอบทำชาวเน็ตสุดกลั้นเช่นกัน!

จีนสอบสวนมาตรการของสหรัฐต่อเซมิคอนดักเตอร์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14 กันยายนว่า กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้เปิดการสอบสวนต่อต้านการทุ่มตลาดที่เกี่ยวข้องกับชิปวงจรรวมแบบอนาล็อกจากสหรัฐ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าโดยบริษัทชั้นนำอย่าง เทกซัส อินสตรูเมนต์ส และ อนาล็อก ดีไวเซส

จีนสอบสวนมาตรการของสหรัฐต่อเซมิคอนดักเตอร์

ทั้งนี้ การสอบสวนดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากรัฐบาลสหรัฐประกาศเพิ่มบริษัทจีนอีก 23 แห่งลงใน “รายชื่อนิติบุคคล” ที่ถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงระดับชาติ

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐ

นอกจากนี้ จีนยังเริ่มการสอบสวนกรณีการเลือกปฏิบัติของสหรัฐที่มีต่อภาคส่วนชิปของจีน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในการเข้าถึงเครื่องเร่งความเร็ว AI รุ่นล่าสุด

ข้อจำกัดเหล่านี้ตั้งเป้าควบคุมอุตสาหกรรมชิปประมวลผลขั้นสูงของจีน เช่น การใช้ใบอนุญาตของเอ็นวิเดียรุ่นที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า ตัวต่อรองทางเทคโนโลยี และถูกมองว่าเป็นการพยายามชะลอการเติบโตทางเทคโนโลยีของจีน

โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า “สหรัฐใช้ข้อห้ามและมาตรการจำกัดกับจีนหลายครั้งหลายหน ในด้านแผงวงจรรวม ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงการสอบสวน 301 กรณี และมาตรการควบคุมการส่งออก ซึ่งแนวทางปฏิบัติกีดกันทางการค้าเหล่านี้ ถูกสงสัยว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อจีน และเป็นการควบคุมและปราบปรามการพัฒนาชิปประมวลผลขั้นสูง และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน เช่น เอไอ”

ความตึงเครียดทางการค้าก่อนประชุมระดับสูง

การที่จีนออกมาตำหนิมาตรการการค้าของสหรัฐอย่างเปิดเผย สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้น ก่อนการประชุมหลายวันระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งสองประเทศ โดยมีนายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐ และนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ร่วมหารือกันที่กรุงมาดริด เรื่องของการค้า เศรษฐกิจ และความมั่นคง

บทบาทของเซมิคอนดักเตอร์ในความขัดแย้ง

ภาคส่วนเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็นหัวใจของความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐมีเป้าหมายยุทธศาสตร์ในการควบคุมเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ซึ่งมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เทคโนโลยีโลกในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายเหล่านี้ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และทำให้จีนตื่นตัวในการเร่งสร้างความมั่นคงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศอย่างจริงจัง

แม้สหรัฐจะยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงระดับชาติ แต่จีนมองว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากวิกฤตการณ์โลกในการแทรกแซงการพัฒนาของประเทศ และส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมในตลาดโลก

ประเด็นนี้ยังคงต้องติดตามว่าจะมีการพัฒนาไปในทิศทางใด โดยเฉพาะเมื่อถึงขั้นตอนการเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างสองฝ่าย

สายตาของโลกจับจ้องไปที่การประชุมครั้งนี้ว่าจะสามารถคลี่คลายความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีได้หรือไม่

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปะทะทางเทคโนโลยีในยุค AI และความมุ่งหวังของจีนในการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมระดับโลก

อย่าลืมติดตามข่าวสารด้านเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิดของเรา เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยี นโยบายการค้า และแนวโน้มใหม่ๆ

ที่มา – จีนเริ่มสอบสวน 2 กรณี พุ่งเป้าภาคส่วนเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐ

ชาวพุทธแห่กราบไหว้ “หลวงพ่อโสธร” เนืองแน่น ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย!

แม้จะมีประเด็นเกี่ยวกับเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหารในเรื่องของทรัพย์สินและการใช้ชีวิตส่วนตัวที่ถูกตรวจสอบ แต่ความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนต่อ หลวงพ่อโสธร ก็ยังคงมั่นคงไม่เสื่อมคลายแต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับการประพฤติของเจ้าอาวาสวัด โดยมีประเด็นเกี่ยวกับทรัพย์สินและเรื่องส่วนตัวที่อาจเข้าข่ายผิดพระธรรมวินัย

ชาวพุทธแห่กราบไหว้ “หลวงพ่อโสธร” เนืองแน่น

แม้ในวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังวัดโสธรวรารามวรวิหาร พบว่าประชาชนจำนวนมากยังคงเดินทางมายังวัดเพื่อกราบสักการะและขอพรจาก หลวงพ่อโสธร อย่างเนืองแน่นเหมือนเช่นเคย

ศรัทธายังคงมั่นคง

ผู้ที่มากราบไหว้หลายรายกล่าวว่า ตนยังมีความเชื่อมั่นในบุญบารมีของ หลวงพ่อโสธร และยังมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับวัดในปัจจุบันอาจเป็นเพียงข้อสงสัยที่รอการพิสูจน์ ทั้งนี้หลายคนมองว่าควรรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการที่รัฐบาลได้ตั้งขึ้น

การมารวมตัวของพุทธศาสนิกชนไม่ใช่แค่การสักการะพระบูชาเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีที่มีมายาวนานต่อวัดแห่งนี้ หลายคนเล่าถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์หลวงพ่อ ซึ่งถือว่าเป็นแรงจูงใจสำคัญในการเดินทางมาสักการะ

  • คนทั่วไปยังเชื่อมั่นในบุญบารมีของหลวงพ่อโสธร
  • ประชาชนจำนวนมากยังคงเดินทางมาสักการะ
  • ผลการตรวจสอบยังไม่ชัดเจน ทำให้หลายคนยังรอฟังสิ่งที่เป็นจริง

ในขณะที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นที่ว่า “แต่ละฝ่ายนั้นถูกต้องหรือไม่” แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ความเชื่อและความศรัทธา ของชาวพุทธที่มีต่อ หลวงพ่อโสธร ยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น แม้จะมีข่าวลือหรือข้อสงสัยเกิดขึ้นก็ตาม

ไม่ว่าประเด็นใดจะเป็นความจริงในที่สุด สิ่งสำคัญคือความศรัทธาที่ช่วยปลุกใจให้คนได้คิดถึงความดี ขอให้ทุกคนมีจิตใจที่มีสติและเลือกเชื่อในสิ่งที่ดีเสมอ

ที่มา – ชาวพุทธแห่กราบไหว้ “หลวงพ่อโสธร” เนืองแน่น ศรัทธาไม่เสื่อมคลาย!

บิ๊กเต่า เร่งคลี่ปมคดีวัดพระบาทน้ำพุ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ นัดคุยกลางสัปดาห์

กรณีความคืบหน้าของคดีวัดพระบาทน้ำพุ ที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก ล่าสุด พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการประชุมชี้แจงคณะทำงานในรูปแบบกองบัญชาการแล้ว โดยได้มีการเร่งรัดการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการประชุมจะมีขึ้นทุก 10 วัน เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี

บิ๊กเต่า เร่งคลี่ปมคดีวัดพระบาทน้ำพุ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ นัดคุยกลางสัปดาห์

จากการประชุมครั้งล่าสุดที่มีขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คาดว่าจะมีการประชุมเพิ่มเติมอีกครั้งในวันพุธที่ 17 ก.ย. นี้ เพื่อสรุปสถานการณ์ในแต่ละประเด็น โดยมีการติดตามรายละเอียดทั้ง 24 ประเด็นซึ่งถูกสั่งการมาตั้งแต่แรก ทั้งเรื่องข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นเงิน และรายละเอียดต่างๆ ที่ได้จากการสืบสวนจนถึงปัจจุบัน

ศิลปินดาราให้ข้อมูลช่วยเคลียร์ปมวัดพระบาทน้ำพุจริงหรือไม่?

การมีศิลปินและดาราต่างก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีวัดพระบาทน้ำพุนั้น ถือเป็นสิ่งที่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สืบสวนได้เข้าใจบริบทเชิงลึกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รอง ผบช.ก. ได้ชี้แจงว่า พยานหลักฐานที่ได้รับจากผู้ให้ข้อมูลจะต้องถูกชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ ถ้าหากยื่นข้อมูลด้วยเจตนาบริสุทธิ์ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี

  • การประชุมเพื่อสรุปสถานการณ์ทุก 10 วัน
  • ติดตามความคืบหน้าใน 24 ประเด็นหลัก
  • ย้ำความโปร่งใสของการดำเนินคดี
  • เปิดแนวทางให้กลุ่มที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูล

“เราไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใคร แต่เรากำลังเดินตามพยานหลักฐานที่เราค้นพบหรือจากเส้นเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน และใต้แสงแดด จึงอยากให้ทุกคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่กระทำความผิดหรือเจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้อง ขอให้มาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นก็อาจต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน”

กรณีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องทรัพย์สินและการสี ก็ได้รับการจัดการผ่านหน่วยงานจังหวัด ซึ่งช่วงกลางสัปดาห์หน้า เจ้าหน้าที่จะเดินทางมาพบตนเพื่อรายงานข้อมูลเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่าการตอบคำถามว่าคดีวัดพระบาทน้ำพุจะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องคดีสีกากอล์ฟหรือไม่นั้น ต้องรอให้ข้อมูลมีความชัดเจนก่อนจึงจะสามารถประเมินได้อย่างถูกต้อง ตอนนี้ยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นก่อน

ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่ติดตามคดีนี้ คุณคิดว่าความโปร่งใสคือกุญแจสำคัญในการฟื้นคืนความเชื่อมั่นให้กับสังคมหรือไม่?

ที่มา – “บิ๊กเต่า” เร่งคลี่ปมคดีวัดพระบาทน้ำพุ กรณีเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ นัดคุยกลางสัปดาห์

ในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ฯ เชิญถุงพระราชทานไปมอบให้ผู้ประสบอุทกภัยจ.พิษณุโลก

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 เวลา 10.41 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯให้ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทาน และเครื่องอุปโภคบริโภค กับเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวนรวม 1,500 ถุง ไปมอบแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภอบางระกำ ณ หอประชุมโรงเรียนบางระกำวิทยศึกษา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ฯ เชิญถุงพระราชทานไปมอบให้ผู้ประสบอุทกภัยจ.พิษณุโลก

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรีได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทาน และเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่หมู่ที่ 15 บ้านวังกุ่ม ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จำนวน 3 ครอบครัว ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา

การช่วยเหลือจากในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ฯ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงท่านเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชน ที่เชื่อว่าเป็นแรงผลักดันที่จะสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ทั้งทางด้านจิตใจและการดูแลในระดับเบื้องต้น การดำเนินการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในภาวะวิกฤตอย่างอุทกภัย การได้รับคำส่งของจากผู้นำชาติคือการให้ความหวังและการสร้างโอกาสให้ชีวิตผู้ประสบภัยกลับสู่ความสงบสุขได้อย่างรวดเร็ว

เรามาช่วยกันส่งต่อความห่วงใยจากในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ฯ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย และสร้างความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ในหลวง โปรดเกล้า ฯให้ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ เชิญถุงพระราชทาน ไปมอบแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จ.พิษณุโลก

ผู้นำเนปาลให้คำมั่นรับฟัง “เจนซี” ลั่นอยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 6 เดือน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล เมื่อวันที่ 14 กันยายน ว่านางสุชิลา คาร์กี นายกรัฐมนตรีเนปาล แถลงว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ เพิ่มเป็นอย่างน้อย 72 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ยังคงต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาลอีกอย่างน้อย 191 คน

ผู้นำเนปาลให้คำมั่นรับฟัง “เจนซี” ลั่นอยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 6 เดือน

ความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้น ถือว่ามากที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษของเนปาล หรือนับตั้งแต่สงครามกลางเมืองที่นำไปสู่การล่มสลายของระบอบกษัตริย์ เมื่อปี 2551

คาร์กี วัย 73 ปี ซึ่งเป็นสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาของเนปาล และตอนนี้ถือเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศด้วย กล่าวว่า เธอไม่เคยปรารถนาที่จะเข้ามาอยู่ในจุดนี้ ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ แต่ชื่อของเธอมาจากเสียงเรียกร้องของประชาชนซึ่งออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน

เป้าหมายภายใน 6 เดือน

ผู้นำคนใหม่ของเนปาลให้คำมั่นว่า รัฐบาลจะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ภารกิจที่สำคัญทั้งหมดสำเร็จเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งรวมถึง การฟังเสียงของกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือ “เจนซี” ที่ต้องการให้รัฐบาลของเธอปราบปรามการคอร์รัปชัน แล้วส่งมอบภาระหน้าที่ทั้งหมดให้กับรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาชุดต่อไป ซึ่งจะมาจากการเลือกตั้ง ในวันที่ 5 มีนาคม 2569

ด้านประธานาธิบดีราม จันทรา พาเดล กล่าวว่า เนปาลกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนและยากลำบาก และขอให้ประชาชนร่วมกันใช้โอกาสครั้งใหม่ ทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 5 มีนาคมปีหน้า ประสบความสำเร็จ

ขณะที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย แสดงความยินดีกับการรับตำแหน่งของคาร์กี และยืนยันว่า รัฐบาลนิวเดลีสนับสนุน สันติภาพ ความก้าวหน้า และความรุ่งเรือนของเนปาล ส่วนกระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเนปาลกับจีนมีแต่จะคืบหน้านับจากนี้

  • รัฐบาลเนปาลเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างหนัก
  • สัญญาณการฟังเสียงเจนซีเป็นสัญญาณบวกในระยะยาว
  • บรรดาชาติในภูมิภาคแสดงท่าทีสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

สถานการณ์เศรษฐกิจของเนปาลไม่ได้ดีนัก โดยราว 1 ใน 5 ของประชากรอายุระหว่าง 15-24 ปี ไม่มีงานทำ ส่วนอัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อหัว อยู่ที่เพียง 1,447 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 45,927.05 บาท ) ตามรายงานของธนาคารโลก (World Bank) อัตราการว่างงานของเยาวชนมีแนวโน้มสูงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ศักยภาพกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต

สำหรับกลุ่ม “เจนซี” หรือคนรุ่นใหม่ในเนปาล ถือเป็นกลุ่มที่สะท้อนทิศทางความหวังของประชาชน และได้รับการตอบรับอย่างน่าประทับใจจากนักการเมืองรุ่นใหม่ รวมถึงผู้นำระดับสูงสุด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีในประเทศ

หากนายกรัฐมนตรีคาร์กีสามารถดำเนินการตามเป้าหมายภายใน 6 เดือนเพื่อรับฟังเสียงเจนซีและขจัดการคอร์รัปชันจริงๆ ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนต่างชาติก็จะค่อยๆ ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้

เครดิตภาพ : AFP

ที่มา – ผู้นำเนปาลให้คำมั่นรับฟัง “เจนซี” ลั่นอยู่ในตำแหน่งไม่เกิน 6 เดือน

‘สว.อลงกต’เล็งสอบงบ‘ซอฟ์พาวเวอร์’ยุค‘แพทองธาร’

เมื่อวันที่ 14 กันยายน นายอลงกต วรกี สว. ในฐานะประธานกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา เปิดเผยว่า ในการประชุมวันที่ 15 กันยายน เวลา 14.00 น. จะมีการหารือถึงกรณีการใช้งบประมาณโครงการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์วงเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งดำเนินการภายใต้การนำของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยในวงการมีข้อสงสัยถึงความคุ้มค่าของโครงการที่กล่าวมา ว่าแต่ละกิจกรรมที่ทำไปนั้น ยังมีประโยชน์ต่อประเทศเพียงใด และยังมีแรงวิพากษ์ว่ามีการรั่วไหลของงบประมาณหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นที่ถูกจับตาคือการ ล็อกสเปกให้คนใกล้ชิดได้งาน ที่ถูกกล่าวถึงในหลายโครงการ

‘ซอฟ์พาวเวอร์’ยุค‘แพทองธาร’

ในประเด็นที่ถูกกล่าวมาว่า มีการรั่วไหลหรือไม่ก็ตาม ทางคณะกรรมการฯ ยังให้ความสำคัญกับเรื่องความโปร่งใส ในการดำเนินการแต่ละขั้นตอนespecially การว่าจ้างและซื้อขายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการ ‘ซอฟ์พาวเวอร์’ ว่าดำเนินไปตามกฎระเบียบของราชการหรือยัง รัฐสภาจึงมีความจำเป็นต้องมองข้อมูลให้ถึงที่แท้ การตั้งคำถามถึงกลไกการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งนี้ คือเรื่องที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและสามารถประเมินประโยชน์ที่แท้จริงที่จะได้รับจากการใช้งบประมาณล้านบาทของประชาชน

การพิจารณาในภาคีที่เกี่ยวข้อง

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อพัฒนาภาพลักษณ์ประเทศ และศักยภาพทางเศรษฐกิจ ผ่านการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่หากกลับกันหน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนได้ กรรมการฯ จึงมีแผนการเชิญ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสำนักนายกรัฐมนตรี มาร่วมให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งในเรื่องการดำเนินงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และรายละเอียดของการบริหารจัดการงบประมาณการดำเนินงานดังกล่าว

ผู้สังเกตการณ์ต่างมองว่า การตรวจสอบงบประมาณในครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องราวที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และอาจส่งผลต่อแนวทางในการจัดสรรงบประมาณในอนาคต ดังนั้น การใช้คำว่า “ล็อกสเปกให้คนใกล้ชิดได้งาน” ไม่ใช่แค่ประเด็นทางจริยธรรมหรือเสียหายต่อภาพลักษณ์เท่านั้น ยังอาจส่งผลต่อระบบรัฐธรรมนูญและการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลพวงของการใช้งบ ‘ซอฟ์พาวเวอร์’

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาต่อไปคือ ประโยชน์ที่แท้จริงที่สังคมและประเทศชาติได้รับ หลังการลงทุนงบประมาณมหาศาล โครงการใดสามารถไปต่อยอดได้เพียงใด? สามารถสร้างรายได้ สร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ประกอบการไทย หรือแม้แต่ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยโดดเด่นในสายต่างชาติ นี่คือผลตอบแทนที่คนเสียภาษีนั้นควรได้รับ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องทำให้ชัดเจน

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ทุกบาทที่ใช้ไปของรัฐต้องคุ้มค่า ความโปร่งใสจึงเป็นหัวใจหลักของการดำเนินการใด ๆ โดยเฉพาะในดาวหาง ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ที่อาจส่องผลตอบแทนยาวนานหากถูกใช้อย่างเหมาะสม จึงขอเตือนว่า หากยังพบว่ามีช่องโหว่ในการบริหารหรือมีการให้สิทธิประโยชน์บางอย่างแก่คนภายในวงกลุ่ม นั่นอาจกลายเป็นลูกหินไปถล่มความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

การสอบสวนงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะเปิดเผยขอบเขตการพัฒนาที่แท้จริงของประเทศ และรับประกันความเป็นธรรมในระบบราชการ

อย่าเพิ่งหนีสายตา… เนื้อหากำลังเดือด! 🔥

ที่มา – ‘สว.อลงกต’เล็งสอบงบ‘ซอฟ์พาวเวอร์’ยุค‘แพทองธาร’ ล็อกสเปกให้คนใกล้ชิดได้งานหรือไม่

ยูนนานพัฒนา “ป๋อซินวาน” จากแหล่งน้ำสู่แหล่งท่องเที่ยว

ในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีการพัฒนาพื้นที่ ป๋อซินวาน ซึ่งเคยเป็นอ่างเก็บน้ำธรรมดาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับชาติ โดยอยู่ในอำเภอหลงชวน แคว้นปกครองตนเองเต๋อหง กลุ่มชาติพันธุ์ไทและจิ่งโพ

ยูนนานพัฒนา “ป๋อซินวาน” จากแหล่งน้ำสู่แหล่งท่องเที่ยว

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่เทศมณฑลร่วมมือกับภาคเอกชนเริ่มเปลี่ยนแปลงพื้นที่ให้เป็นแหล่งพลังงาน และต่อมาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งไม่เพียงแค่ดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เช่น โจว โหย่วกุ้ย วัย 60 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอิงผานใกล้เคียง

“ผมเคยปลูกผลไม้บนภูเขา แต่รายได้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศล้วน ๆ ตอนนี้ผมทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ได้เงินเดือน 3,000 หยวน ( ราว 13,500 บาท ) ต่อเดือน พร้อมอาหารสองมื้อต่อวัน” โจวเล่าให้ฟัง

หมู่บ้านอิงผานเคยถูกย้ายมาเพื่อสนับสนุนการก่อสร้างสถานีพลังงานน้ำ ซึ่งในเวลาต่อมาได้ถูกปรับใช้ใหม่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนา ป๋อซินวาน ให้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดมุ่งหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มให้บริการแก่นักท่องเที่ยวครั้งแรกเมื่อปี 2563

การพัฒนาอย่างยั่งยืนของยูนนาน

ปัจจุบัน บริเวณพื้นที่ชมวิวมีที่พักพร้อมอาหารเช้าถึง 16 แห่ง ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2 ชั้น อุปกรณ์ร่มเงา ทางเดินริมทะเลสาบไม้ ชายหาดเทียม และเรือบริการ ที่ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นจุดดึงดูดที่คึกคักขึ้นทุกปี

โครงการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมระยะสามปี ยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวของหมู่บ้านอิงผานถึง 1,980 ตารางเมตร ทำให้อัตราส่วนพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นถึง 93%

สหกรณ์หมู่บ้านมีรายได้ถึง 190,000 – 200,000 หยวนต่อปี ทั้งจากการแบ่งปันที่ดิน และรับเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น 10% ทุกห้าปี

“เมื่อปีที่แล้ว พื้นที่ชมวิวแห่งนี้ได้รับนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมประมาณ 25,000 คน และสร้างรายได้ประมาณ 5 ล้านหยวน ( ราว 22.25 ล้านบาท )” หยาง อวี้เหิง หัวหน้าพื้นที่ชมวิวกล่าว

สิ่งที่เคยเป็นแค่อ่างน้ำธรรมดา วันนี้กลับกลายเป็นแหล่งรายได้และโอกาสใหม่ของคนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพราะการพัฒนา ป๋อซินวาน เป็นการพิสูจน์ว่าธรรมชาติและการท่องเที่ยวสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความคิดสร้างสรรค์และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

หากคุณกำลังมองหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ยังสงบเงียบ และเต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติ ป๋อซินวาน คือคำตอบที่คุณควรพิจารณา

ที่มา – ยูนนานพัฒนา “ป๋อซินวาน” จากอ่างเก็บน้ำสู่แหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน