ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ปปง.ยึดทรัพย์ 1,373 ล้าน ‘นอท-ลูกชาย ตร.ดัง’ ติดขบวน

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปง.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติสำคัญในการดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินจากคดีความหลากหลาย รวม 70 คดี โดย ปปง.ยึดทรัพย์ 1,373 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดในกลุ่มอาชญากรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด การฉ้อโกงประชาชน พนันออนไลน์ และการฟอกเงิน

ปปง.ยึดทรัพย์ 1,373 ล้านบาท 70 คดี

คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินจำนวน 1,957 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 1,373 ล้านบาท อันเกี่ยวข้องกับความผิดในหลากหลายรูปแบบ โดยมีการจัดสรรสัดส่วนความผิดดังนี้:

  • ยาเสพติด: ยึดทรัพย์สิน 41 รายการ มูลค่ากว่า 55 ล้านบาท โดยเฉพาะในกรณีของนายจำรูญและนายอังคาร ซึ่งรวมถึงเงินในบัญชีธนาคาร
  • การฉ้อโกงประชาชน: มีการยึดทรัพย์สินรวม 367 รายการ มูลค่ากว่า 603 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมกรณีคดีของพิมภาดา และเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงกับนายพัด สุภาภา
  • พนันออนไลน์: ยึดทรัพย์สินกว่า 248 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 326 ล้านบาท อันเกี่ยวข้องกับคดีของ ร.ต.ท.ณัฐศักดิธัช และนอท กองสลากพลัส รวมถึงลูกชายของตำรวจดัง

การดำเนินการกับบุคคลสำคัญ

หนึ่งในกรณีเด่นที่ถูกให้ความสนใจคือ เรื่องของ นอท กองสลากพลัส ซึ่งมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินจำนวน 47 รายการ รวมมูลค่า 73 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับการพนันผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และพฤติกรรมการฟอกเงิน

กรณีอื่นๆ ที่น่าสนใจยังมี เช่น ความผิดของนางชยาวรรณ ที่ถูกยึดทรัพย์สินจำนวน 40 รายการ มูลค่า 14 ล้านบาท รวมถึงความผิดในเครือข่ายมิจฉาชีพที่หลอกลวงผู้เสียหายให้เล่นหุ้นสกุลเงินต่างประเทศ

ชาวบ้านจะปลอดภัยได้อย่างไร?

การรณรงค์ของหน่วยงานรัฐหลายเจ้า เช่น ปปง. และกระทรวงการคลัง ยังคงเน้นการติดตามตรวจสอบข้อมูล ประกอบกับแจ้งข่าวอย่างต่อเนื่องต่อสังคม เพื่อไม่ให้ผู้อ่านหลงเข้าข่ายของกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงผ่านโลกออนไลน์ รัฐเสนอแนะให้ประชาชนระมัดระวังการลงทุนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะผ่านคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือทางช่องทางสังคม

ทั้งนี้ การร่วมมือของประชาชนในการรายงานข้อมูล可疑 และการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลโดยรอบ ยังถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตัดวงการกระทำความผิดได้อย่างทันท่วงที

หากคุณพบความผิด อย่าเงียบ รีบแจ้งต่อเจ้าหน้าที่!

ที่มา – ปปง. ยึดอายัดทรัพย์ 70 คดี 1,373 ล้าน ‘นอท กองสลากพลัส-ลูกชาย ตร.ดัง’ โดนด้วย!

“ทัพไทย” ประเดิม 2 ทอง ศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน

การแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนชิงแชมป์อาเซียน (3rd SEA Open Water Swimming Championships 2025) กำลังเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองทั้งในและต่างประเทศ โดยการแข่งขันในวันแรกเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ที่หาดจอมเทียน จ.ชลบุรี ได้มีการชิงชัยเหรียญทองทั้งหมด 6 รางวัล ในระยะ 10 กิโลเมตร

“ทัพไทย” ประเดิม 2 ทอง ศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน

สำหรับผลการแข่งขันในรุ่นอายุ 20 ปีขึ้นไป ชาย อันดับหนึ่งตกเป็นของ เหงียน ฮุย ฮวง (เวียดนาม) เสร็จเวลา 1 ชั่วโมง 52.44 นาที ส่วนในฝ่ายหญิงเหรียญทองได้แก่ หวอ ถิ มาย เทียน (เวียดนาม) เสร็จเวลา 2 ชั่วโมง 25.05 นาที

ในรุ่นอายุ 18-19 ปี ทีมชาติไทยคว้าได้ถึง 2 เหรียญจากทั้งชายและหญิง โดย นิธิศ เนตรสว่าง คว้าเหรียญทองในรุ่นชาย และพิมพ์พรรณ ชูพงศ์ ได้เงินในรุ่นหญิง แสดงถึงศักยภาพของนักกีฬาไทยที่หลากหลาย

ฉลามหวาย คว้าแชมป์ 10 กม. รุ่นเล็กครั้งแรก

ความประทับใจมาแรงในรุ่นอายุ 16-17 ปี เมื่อ “ฉลามหวาย” คมชาญ วิชาชัย ดาวรุ่งวัยเพียง 16 ปี คว้าเหรียญทองในระยะ 10 กม. หลังก่อนหน้านี้เคยคว้าทองรุ่น 14-15 ปี ระยะ 5 กม. มาแล้ว 2 สมัย

“รู้สึกดีใจมากที่สามารถคว้าเหรียญทองได้อีก 1 สมัย เพราะที่ผ่านมาผมก็คว้าเหรียญทองได้ทุกครั้ง” คมชาญเปิดเผยหลังคว้าแชมป์ โดยย้ำว่าแม้สนามแข่งขันจะมีแตนทะเลมากน้ำขุ่นไปบ้าง แต่ก็กลายเป็นจุดได้เปรียบให้กับนักกีฬาไทยที่ฝึกซ้อมในสภาพแวดล้อมแบบนี้มาก่อน

นักว่ายน้ำวัยรุ่นกล่าวต่อว่า “ตอนนี้ผมติดชุดใหญ่ของทีมชาติไทยไปแข่ง ซีเกมส์ ครั้งแรกแล้ว รู้สึกดีใจมาก จะลงแข่งในประเภทสระ 50 เมตร ด้วยกรรเชียงและฟรีสไตล์ หลายระยะ ถึงแม้จะไม่ได้ว่ายมาราธอน แต่ผมจะเชียร์พี่ๆ ให้แรงเต็มที่ และหวังว่าวันข้างหน้าจะได้เป็นนักว่ายน้ำมาราธอนประจำทีมชาติ”

นอกจากนี้ สำหรับการแข่งขันวันที่ 13 กันยายน จะเปิดการแข่งขันระยะ 5 กม. แบ่งออกเป็น 4 รุ่น เช่นเดิม คือ อายุ 14-15 ปี, 16-17 ปี, 18-19 ปี และ 20 ปีขึ้นไป ระบบที่เอื้อต่อการเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพ

อย่างไรก็ตาม รองนายกเทศมนตรีต.นาจอมเทียนกล่าวว่า “การแข่งขันครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทยเลือกพื้นที่ของเราเป็นจุดจัดงาน กีฬาว่ายน้ำมาราธอนยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก แต่เชื่อว่าในอนาคตจะมีผู้สนใจมากขึ้น ทั้งในแง่การฝึกซ้อมและการเข้าชมการแข่งขัน”

การค้นหาดาวรุ่งอนาคตที่มีประสิทธิภาพ พร้อมพลังใจจากประชาชนในพื้นที่ ทำให้ “ทัพไทย” มีแรงผลักดันในการยกระดับว่ายน้ำมาราธอนในเอเชียอาเซียน และเก็บเหรียญด้วยความภาคภูมิใจมาครองได้เป็นอย่างดี

หากคุณเป็นแฟนกีฬาว่ายน้ำ หรือสนใจติดตามข่าวสารการแข่งขันกีฬาระดับประเทศ อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวของ “ทัพไทย” ในทุกสนามใหญ่ โอกาสในการคว้าชัยชนะครั้งใหม่ยังคงเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ

ที่มา – “ทัพไทย” ประเดิม 2 ทอง ศึกว่ายน้ำมาราธอนอาเซียน “ฉลามหวาย” คว้าแชมป์ 10 กม. รุ่นเล็กครั้งแรก

ก้องฟื้นร่างกายได้ดี! พร้อมล่าแต้มซานมาริโนกรังด์ปรีซ์2025

นักมอเตอร์ไซค์ดาวรุ่งชาวไทย “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา ที่เพิ่งผ่านช่วงพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ มีโอกาสดวลความเร็วอีกครั้งในสถานที่สำคัญ นั่นคือ สนาม “ซาน มาริโน กรังด์ปรีซ์ 2025” ซึ่งจะแข่งขันระหว่างวันที่ 12-14 กันยายนนี้ ที่มิซาโน เวิลด์ เซอร์กิต มาร์โค ซิมอนเชลลี ประเทศอิตาลี

ก้องฟื้นร่างกายได้ดี! พร้อมล่าแต้มซานมาริโนกรังด์ปรีซ์2025

หลังจากฟื้นฟูร่างกายจนพร้อมแล้ว ก้อง สมเกียรติ จันทรา กลับมามอบผลงานโดดเด่นอีกครั้งในการแข่งขันที่ผ่านมา ที่คาตาลัน กรังด์ปรีซ์ โดยบิดเข้าป้ายอันดับ 16 แม้จะออกสตาร์ตจากกริดที่ 24 ถือเป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับนักบิดเจ้าของหมายเลข 35 ของทีม อิเดมิตสึ ฮอนด้า แอลซีอาร์ ที่คัมแบ็กหลังบาดเจ็บอย่างกระหึ่ม

เป้าหมายสู่สนามซานมาริโน

หลังจากจบการแข่งขันที่บาร์เซโลนา ก้อง ใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกายอย่างเต็มที่ เพื่อให้พร้อมสำหรับสนามถัดไปอย่าง “ซาน มาริโน กรังด์ปรีซ์ 2025” ในอิตาลี ซึ่งตั้งอยู่ที่เส้นทางที่ท้าทายและคุ้นเคยกับความเร็วสูง และเป็นสถานที่ที่เอื้อต่อสไตล์การขี่ของนักแข่งหลายคนในวงการโมโตจีพี

ปัจจุบัน ก้อง มีฟอร์มการฟื้นตัวที่ดีมาก ทั้งพลัง ความมั่นใจ และอยู่ในเกียร์ท็อปเพื่อรักษามาตรฐานการทำงานตลอดการแข่งขัน ทำให้แฟน ๆ ชาวไทยมีความหวังสูงว่านักบิดคุณภาพรายนี้จะสามารถทำผลงานได้ดีอีกครั้งที่สนามซานมาริโน

  • ชื่อไทย: สมเกียรติ จันทรา
  • หมายเลข: 35
  • สังกัด: อิเดมิตสึ ฮอนด้า แอลซีอาร์
  • สนามต่อสู้ล่าสุด: คาตาลัน กรังด์ปรีซ์
  • สนามถัดไป: ซาน มาริโน กรังด์ปรีซ์

อีกหนึ่งจุดเด่นของ ก้อง คือการที่เขาไม่ยอมแพ้และมุ่งมั่นในการกลับมาแข่งอย่างเต็มที่ แม้จะเจออุปสรรคในระหว่างฤดูกาล แต่เขาพร้อมสู้และแสดงศักยภาพสูงสุดให้แฟน ๆ เห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ชื่นชมและเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคนในวงการมอเตอร์สปอร์ต

ข่าวดีคือ ก้อง ได้เดินทางถึงสนามมิซาโนพร้อมด้วยความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ โดยทีมงานได้เตรียมรถและกลยุทธ์ไว้อย่างเต็มความสามารถ เพื่อมอบแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดในการลุยสนามที่เต็มไปด้วยความท้าทาย อีกทั้งยังเป็นสนามที่แฟน ๆ ชาวอิตาลีและนักดูทั่วโลกให้ความสนใจเป็นพิเศษ

กับเป้าหมายที่ชัดเจน ก้อง ตั้งนาทีให้ปรับแผนการแข่งขันอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงควอลิฟาย หรือแม้แต่ในการแข่งขันรอบสปรินต์และชิงชนะเลิศ โดยมีทีมงานฝ่ายเทคนิคอย่างใกล้ชิด มั่นใจว่าความสามารถและความหลากหลายของ ก้อง จะส่งผลให้ไทยมีชื่ออยู่บนเส้นทางแห่งชัยในครั้งนี้อีกครั้ง

หากคุณเป็นหนึ่งในแฟนตัวยง ห้ามพลาดการติดตามความเคลื่อนไหว สถานการณ์สด ๆ ของ “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา ในศึกโมโตจีพี “ซาน มาริโน กรังด์ปรีซ์ 2025” ติดตามได้ในวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายนนี้ เวลา 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ทาง TrueVisions SPOTV

สำหรับใครที่ชื่นชอบความเร็วและพลังไทยบนสนามแข่ง เราเชื่อว่า “ก้อง” จะพาความหวังและความภาคภูมิใจกลับมาสู่วงการอย่างเต็มตัว

ที่มา – “ก้อง” ฟื้นร่างกายได้ดี! พร้อมบิดล่าแต้ม ศึกโมโตจีพี “ซาน มาริโน กรังด์ปรีซ์ 2025”

โชติรินทร์ลิ่วตัดเชือก ออมสินไทยแลนด์แชมเปี้ยนชิพ เชียงราย

การแข่งขันเทนนิสรายการ “ออมสิน ไทยแลนด์ แชมป์เปี้ยนชิพ” สนาม 7 ที่จังหวัดเชียงราย ชิงเงินรางวัลรวม 600,000 บาท ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับนักเทนนิสเยาวชนและนักพัฒนาฝีมือไทยที่ได้แสดงศักยภาพบนสนามระดับประเทศ ซึ่งเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการแข่งขันรอบก่อนรองชนะเลิศในหลายประเภทที่น่าจับตามอง

โชติรินทร์ลิ่วตัดเชือก ออมสินไทยแลนด์แชมเปี้ยนชิพ เชียงราย

ในประเภทหญิงเดี่ยว “เบียร์” โชติรินทร์ แก้วก่า เยาวชนทีมชาติไทย คว้าชัยสำคัญเหนือ “เฟิร์น” พรนภัส หงส์จำรัสศิลป์ แบบสุดมันส์ ด้วยผลการแข่งขัน 2-1 เซต 比分分别为 6-2, 6-7 (4-7), 6-0 อีกทั้งการันตีสิทธิ์เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ โดยเธอจะได้พบกับ ลัลดา กำหอม ที่เพิ่งทำลาย ณพัฐธิกา ราศรี ไปด้วยสกอร์ 6-0, 6-1 อย่างไร้ข้อโต้แย้ง

ผลการแข่งขันอื่น ๆ น่าติดตาม

นอกจากนี้ ผลการแข่งขันในประเภทหญิงเดี่ยวที่น่าสนใจยังมีอีกหลายคู่ เช่น พิมพ์มาดา ทองคำ เอาชนะ ณัชชารีย์ ธีรโชติจิรานนท์ ไปแบบขาดลอย 6-0, 6-0 ส่วน พัชรินทร์ ชีพชาญเดช ก็ตีต้านอมิตตาลัย ประสูตรนาวินได้สำเร็จ 6-1, 6-1 แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความพร้อมของดาวรุ่งไทยได้อย่างชัดเจน

สำหรับประเภทชายเดี่ยว นักหวดหนุ่มจากเมืองหลวงอย่าง ธนกร ศรีรัตน์ ก็โชว์ฟอร์มเซอร์ไพรส์ในการเอาชนะ เตชธรรม ศรีเสน ไปได้ใน 2 เซต 比分 6-2, 6-2 ผ่านเข้าไปลุยรอบรองชนะเลิศสานสู้กับ ชาร์ลส์ กล่ำสมบัติ ที่เพิ่งมีชัยเหนือ ปัญณ์ณวัชญ์ สุทธิสมบูรณ์ ไปอย่างเร้าใจ 7-6(2), 3-0 Ret. (เนื่องจากผู้เล่นคู่แข่งหมดสติจากการหายใจลำบาก ทำให้ไม่สามารถแข่งต่อได้)

  • โชติรินทร์ แก้วก่า เข้ารอบภายหลังชนะเฟิร์น 2-1 เซต
  • ลัลดา กำหอม สู้เก่งภาคใต้ ผ่านเข้าสู่รอบต่อไป
  • ธนกร ศรีรัตน์ พาธงชาติไทยลุยรอบรองแชมป์
  • พร้อมรองแชมป์เช่น จิรัฏฐ์ นวสิริสมบูรณ์ และกฤติน โกยกุล

การแข่งขัน ออมสิน ไทยแลนด์ แชมป์เปี้ยนชิพ ณ เชียงราย ถือเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับนักเทนนิสไทยในการเติบโตและพัฒนาฝีมือ ต่อให้ยังอยู่ในวัยเรียนหรือเป็นนักพัฒนาฝีมือ แต่ผลงานที่แสดงออกมาให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นอย่างชัดเจน การได้ลุยในรายการระดับประเทศแบบนี้ถือเป็นโอกาสทองในการสะสมประสบการณ์เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จในระดับนานาชาติต่อไป

หากคุณเป็นแฟนกีฬาเทนนิส การรับชมรายการดี ๆ เช่นนี้ผ่านการให้กำลังใจและสนับสนุนจากด้านข้างช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬารุ่นใหม่ให้ก้าวไกลต่อไป

ที่มา – “โชติรินทร์” หวดลิ่วตัดเชือก ศึกเทนนิส “ออมสิน ไทยแลนด์ แชมป์เปี้ยนชิพ” ที่เชียงราย

แรงงานเกาหลีใต้กว่า 300 ชีวิตกลับถึงบ้านเกิดหลังโดนสหรัฐฯ กวาดจับ

เมื่อเร็ว ๆ นี้เกิดข่าวใหญ่จากกรณีที่แรงงานเกาหลีใต้กว่า 300 ชีวิตได้เดินทางกลับถึงบ้านเกิดอย่างปลอดภัย หลังถูกเจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการกวาดจับในระหว่างปฏิบัติงานที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ทั้งรัฐบาลเกาหลีใต้และผู้มีส่วนได้เสียในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

แรงงานเกาหลีใต้กว่า 300 ชีวิตกลับถึงบ้านเกิดหลังโดนสหรัฐฯ กวาดจับ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโซล เมื่อวันที่ 12 กันยายน ว่าผู้โดยสารชาวเกาหลีใต้จำนวน 316 คน และพนักงานต่างชาติอีก 14 คน ได้เดินทางกลับสู่บ้านเกิดอย่างปลอดภัย โดยใช้เครื่องบินโบอิ้ง 747-8 ของสายการบินโคเรียนแอร์ ซึ่งออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติฮาร์ตส์ฟิลด์-แจ็กสัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน และถึงกรุงโซลเมื่อเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่าเที่ยวบินนี้ดำเนินการเป็นไปตามกำหนดการที่วางไว้ และจำนวนผู้โดยสารก็ตรงกับแผนที่วางไว้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้บุกโรงงานของฮุนได มอเตอร์ อเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดัง เพื่อตรวจสอบแรงงานที่อาจมีวีซ่าไม่ครบถ้วนหรือผิดเงื่อนไข

ผลกระทบต่อการลงทุน

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ได้แสดงความกังวลว่า การจับกุมแรงงานจำนวนมากในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของประเทศชาติอื่น ๆ ที่มีแผนดำเนินธุรกิจในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการวีซ่าเพื่อวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่อาจซับซ้อนมากขึ้น

  • โรงงานฮุนได อาจต้องล่าช้า 2-3 เดือน
  • แรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ โดยตรง
  • แผนการลงทุนของเกาหลีใต้อาจเผชิญความเสี่ยง
  • คุณภาพของความสัมพันธ์ทางการทูตต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด

ในทางกลับกัน ทางฝั่งฮุนได มอเตอร์ อเมริกาก็ได้แสดงความวิตกกังวลเช่นกัน โดยนายโฮเซ มูโนซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่าการก่อสร้างโรงงานในสหรัฐฯ อาจล่าช้าอย่างน้อย 2-3 เดือน เนื่องจากขาดแคลนแรงงานที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ

ทั้งนี้ สมาพันธ์สหภาพแรงงานเกาหลี (เคซีทียู) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายสหภาพแรงงานขนาดใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ ได้ออกมาเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขอโทษอย่างเป็นทางการ และเสนอแนะให้รัฐบาลเกาหลีใต้พิจารณาการระงับแผนการลงทุนในสหรัฐฯ ชั่วคราว เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของแรงงาน

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในระบบวีซ่าแรงงานระหว่างประเทศ และความเสี่ยงที่สามารถกระทบต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับนานาชาติ

เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น: คุณคิดว่าประเทศผู้พัฒนาควรหาทางแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก?

ที่มา – แรงงานเกาหลีใต้กว่า 300 ชีวิตกลับถึงบ้านเกิด หลังโดนสหรัฐกวาดจับ

มูลนิธิแสง-ไซ้กีฯ และเดลินิวส์ มอบถุงยังชีพชาวบ้านชายแดนบุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา ณ บริเวณศาลากลางหมู่บ้าน บ้านสายโท 11 เหนือ หมู่ที่ 3 ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เกิดกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมี มูลนิธิแสง-ไซ้กีฯ และเดลินิวส์ ร่วมกับไปรษณีย์ไทย มอบถุงยังชีพให้กับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

มูลนิธิแสง-ไซ้กีฯ และเดลินิวส์ มอบถุงยังชีพชาวบ้านชายแดนบุรีรัมย์

กิจกรรมในครั้งนี้มีการนำถุงยังชีพจำนวน 100 ชุด และน้ำดื่ม 100 แพ็ก มาแจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะอาวุธของไทยกับกัมพูชาในช่วงก่อนหน้านี้ การอบรมถวายในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมต่อผู้ประสบภัย

ผู้นำท้องถิ่นร่วมให้ความช่วยเหลือ

การมอบของในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก โดยมี นายเอกวัฒน์ พวงประโคน นายอำเภอบ้านกรวด พร้อมด้วยกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำส่วนท้องถิ่นร่วมเป็นตัวแทนรับมอบ และยังได้นำของที่ได้รับไปแจกจ่ายให้กับประชาชนในหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน province of Buriram ต้องประสบกับความยากลำบากหลายประการ เช่น การขาดแคลนสิ่งของจำเป็น ความไม่มั่นคง และความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น มูลนิธิแสง-ไซ้กีฯ และเดลินิวส์ ทำให้สามารถระดมพลังเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที

  • มอบถุงยังชีพ 100 ชุด
  • น้ำดื่ม 100 แพ็ก
  • ให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจและกำลังใจ
  • ส่งต่อความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาครัฐ

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแค่ส่งต่อสิ่งของที่จำเป็น แต่ยังเป็นการสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวในชุมชน พบว่าผู้ได้รับความช่วยเหลือเป็นที่ประทับใจกับการเข้ามาช่วยเหลือเช่นนี้ และยังมองว่าการที่สื่ออย่างเดลินิวส์เข้ามามีบทบาทร่วมเป็นตัวกลาง ช่วยกระตุ้นให้เกิดการให้ความช่วยเหลือจากภาคเอกชนได้อย่างต่อเนื่อง

ความเห็นจากกำนันตำบลสายตะกู

นายคำภีร์ หนองน้ำ กำนันตำบลสายตะกู ได้กล่าวขอบคุณต่อหน่วยงานที่เข้าร่วมในกิจกรรมในครั้งนี้ โดยระบุว่าการให้ความช่วยเหลือแบบนี้เป็นการร่วมกันแบ่งเบาภาระของประชาชนที่ต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ไม่แน่นอน และยังเป็นการเติมพลังใจให้ผู้ประสบภัยด้วยความปรารถนาดีของทุกภาคส่วน

จากกรณีนี้เราได้เห็นว่าความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม กับภาครัฐและภาคเอกชนสามารถก่อเกิดผลกระทบในเชิงบวกต่อชุมชนที่ประสบภัยได้อย่างมาก แม้สถานการณ์สงครามหรือความขัดแย้งจะเกิดขึ้นในบางพื้นที่ แต่ความเมตตาและการช่วยเหลือจะสามารถเป็นแสงนำทางให้กับผู้ประสบภัยได้อย่างเต็มที่

หากคุณเองยังไม่มีโอกาสได้ช่วยเหลือใคร ลองเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่คุณสามารถทำได้ มูลนิธิแสง-ไซ้กีฯ และเดลินิวส์เป็นตัวอย่างที่ดีในการประสานพลังเพื่อสร้างความหวังให้กับคนในสังคม

ที่มา – มูลนิธิแสง-ไซ้กีฯ และเดลินิวส์ มอบถุงยังชีพให้ชาวบ้านชายแดนบุรีรัมย์

อดีตอธิการบดีถูกโจรคอลฯหลอกเทรดหุ้นสูญเกือบ40ล้าน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีเหตุการณ์น่าเศร้าเกิดขึ้นกับ อดีตอธิการบดี วัย 85 ปี ที่ตกเป็นเหยื่อของ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีพฤติกรรมฉ้อฉลโดยการหลอกลวงให้ผู้เสียหายเชื่อว่ากำลังเทรดหุ้นและจะได้ผลตอบแทนสูง จนนำไปสู่การโอนเงินรวมทั้งสิ้นเกือบ 40 ล้านบาท

อดีตอธิการบดีถูกแก๊งคอลฯ หลอกเทรดหุ้นสูญเกือบ 40 ล้าน

จากข้อมูลที่เปิดเผย ผู้เสียหายเป็น อดีตอธิการบดี ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เกิดความเชื่อใจในเพจปลอมที่มีรูปแบบเหมือนโบรกเกอร์เทรดหุ้นจริง โดยมิจฉาชีพสร้างพอร์ตหลอก ๆ ขึ้นมาก่อน ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่ามีกำไร และนำไปสู่การโอนเงินหลายครั้ง จนสูญหายรวมกว่า 38 ล้านบาท

โชคดีที่ธนาคารสังเกตเห็นความผิดปกติของธุรกรรม และแจ้งเตือนผู้เสียหายได้ในเวลาที่เหมาะสม ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปช่วย อายัดเงินได้ทันเวลา มิเช่นนั้นเงินจำนวนมากเพิ่มเติมจะถูกโอนออกไปอย่างไม่สามารถกู้คืนได้

ธนาคารตรวจพบความผิดปกติ ช่วยเหลือได้ทัน

มีรายงานว่า ผู้เสียหายพยายามถอนเงินจำนวน 1.9 ล้านบาทก่อนจะโอนให้บัญชีที่มีความผิดปกติอีก 3 บัญชี ก่อนที่ธนาคารจะพบว่ามีความเสี่ยง และโทรเตือนเจ้าตัวทันที

เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.บางซื่อ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. เข้าไปสอบปากคำเหยื่อและยืนยันว่า แก๊งมิจฉาชีพมีการใช้บัญชีม้า และบริษัทเพื่อหลอกลวง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้บ่อยจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่

  • แก๊งสร้างเพจหลอกให้เชื่อว่าเทรดได้จริง
  • ใช้บัญชีบริษัทหลอกเพื่อให้น่าเชื่อถือ
  • ชักชวนเข้ากลุ่มไลน์ที่มีสมาชิกตั้งใจ
  • เบ็ดเตล็ดการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ขยายผลการสอบสวน พบว่า เส้นทางของเงินผ่านไปกว่า 22 บัญชี และบางบัญชีหักไปยังต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างเครือข่ายมิจฉาชีพที่ซับซ้อน

หากรู้ตัวทัน เงินอีก 40 ล้านก็อาจหายได้

มากไปกว่านั้น หาก อดีตอธิการบดี ไม่ได้รับการแจ้งเตือนจากธนาคารหรือเข้าไปสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ อาจต้องสูญหายเพิ่มอีก 40 ล้านบาท เพราะมีการเตรียมการโอนในวงเงินดังกล่าว ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมไซเบอร์รูปแบบหนึ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงนี้

คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่คือ ควรมีความระมัดระวังสูงสุดเมื่อพบกับช่องทางการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีเกินจริง ทั้งเพจ ทั้งกลุ่มไลน์ หรือบริการที่ไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการ

เราต้องเข้าใจว่า ออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยเสมอไป อย่าประมาทในการให้ข้อมูลส่วนตัวหรือโอนเงินให้ใครก่อนที่จะตรวจสอบว่าถูกต้องแน่นอน

หากคุณหรือคนรู้จักมีประสบการณ์ใกล้เคียง
อย่าเงียบ รีบแจ้งความที่สถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด

ที่มา – อดีตอธิการบดี ถูกแก๊งคอลฯ ตุ๋นเทรดหุ้นสูญเกือบ 40 ล้าน กำลังจะโอนอีก โชคดีช่วยทัน!

ดั๊บเบิ้ล เอ ร่วมสนับสนุนภารกิจกองกำลังป้องกันชายแดน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดั๊บเบิ้ล เอ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภารกิจของกองกำลังป้องกันชายแดน โดยมี นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ เป็นตัวแทนในการมอบผลิตภัณฑ์กระดาษ Double A จำนวน 300 รีม ให้กับกองพลทหารราบที่ 11 ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ดั๊บเบิ้ล เอ ร่วมสนับสนุนภารกิจกองกำลังป้องกันชายแดน

การสนับสนุนในครั้งนี้เป็นการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับหน่วยงานของรัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือด้านธุรการของหน่วยทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ต้องใช้กระดาษในจำนวนมาก ในการดำเนินงานต่าง ๆ เช่น การจัดทำเอกสาร รายงาน และข้อมูลสำคัญต่าง ๆ

พิธีมอบผลิตภัณฑ์จัดขึ้น ณ ค่ายสมเด็จพระนั่งเกล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี พลตรี ยุทธนา มีเจริญ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 (ผบ.พล.ร.11) รับมอบผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการร่วมมือที่เปี่ยมด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริง

ความร่วมมือที่ส่งเสริมความมั่นคง

ความร่วมมือเช่นนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมภารกิจของกองกำลังป้องกันชายแดนเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่า ภาคเอกชนก็มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการรักษาความมั่นคงและอธิปไตย์ของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนเช่นแนวชายแดน

ดั๊บเบิ้ล เอ ถือเป็นบริษัทชั้นนำที่มีความใส่ใจในเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมมายาวนาน ไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นในการสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะชน

  • สนับสนุนวัสดุสำนักงานแก่ทหาร
  • ช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเอกชนและรัฐ
  • ส่งเสริมคลังความรู้ในงานธุรการของทหาร
  • สร้างแรงใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์

การมีส่วนร่วมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงนโยบายของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับความสามัคคีระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในหน่วยงานราชการให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จากการสนับสนุนในครั้งนี้ ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระการบริหารจัดการเอกสารภายในหน่วยทหาร และส่งเสริมให้การสื่อสารภายในกองทัพเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมของภารกิจการป้องกันชายแดนในระยะยาว

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นไม่เพียงแค่หยุดอยู่ที่วัสดุฟิสิกส์อย่างกระดาษ แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างหน่วยทหารกับภาคเอกชน ซึ่งคุณค่าของความร่วมมือแบบนี้สามารถกลายเป็นต้นแบบในการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

เราเชื่อว่าหน่วยทหารที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างดั๊บเบิ้ล เอ จะสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น และเป็นกำลังสำคัญในการรักษาความสงบสุขให้แก่ประชาชน

หากคุณเป็นองค์กรที่มีความตั้งใจจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความมั่นคงของชาติอย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมเช่นนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สามารถสร้างความร่วมมือที่มีคุณภาพและคุณค่าได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ดั๊บเบิ้ล เอ ร่วมสนับสนุนภารกิจกองกำลังป้องกันชายแดน

พาณิชย์ยกทัพสินค้าราคาประหยัดสุราษฎร์ธานี

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายบันดาล สถิรชวาล รอง ผวจ. สุราษฎร์ธานี ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2568 โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อตอกย้ำบทบาทในการช่วยประชาชนลดภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะคนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และพื้นที่ใกล้เคียง ให้สามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพในราคาประหยัดได้ง่ายขึ้น

พาณิชย์ยกทัพสินค้าราคาประหยัดสุราษฎร์ธานี

งานนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ผลิต กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) จะได้เข้ามาเชื่อมโยงและเสริมสร้างรายได้ในระดับท้องถิ่น การจัดงาน “พาณิชย์ยกทัพสินค้าราคาประหยัดสุราษฎร์ธานี” จึงไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมลดราคาธรรมดา แต่เป็นแพลตฟอร์มขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแท้จริง

สินค้าลดสูงสุด 60% กว่า 1,000 รายการ

ภายในงานมีการนำเสนอสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตหลากหลายประเภท แบ่งเป็น 10 หมวดหลัก กว่า 1,000 รายการ โดยลดราคาสูงสุดถึง 60% เช่น:

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • ปลากระป๋อง
  • ซอสปรุงรส
  • น้ำยาซักผ้า
  • ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว อุปกรณ์ช่าง
  • เครื่องแต่งกาย และสินค้าชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าไฮไลต์ในราคาพิเศษ เช่น ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 90 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 23 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 42 บาท และข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 150 บาท สินค้าเหล่านี้ล้วนตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของทุกครัวเรือน

นายบันดาล สถิรชวาล ได้เปิดใจเชิญชวนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้เข้าร่วมงาน พร้อมอธิบายว่า ผลิตภัณฑ์ที่นำมาเสนอผ่านงาน “พาณิชย์ยกทัพสินค้าราคาประหยัดสุราษฎร์ธานี” ล้วนผ่านการคัดสรรมาอย่างเข้มงวดทั้งด้านคุณภาพและราคา ช่วยให้ประชาชนประหยัดเงิน ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

การส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายภายในศูนย์กลางเมืองยังมีส่วนในกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างชัดเจน เพราะเมื่อประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการรายเล็กถึงขนาดกลางก็จะได้รับอานิสงส์ในระยะยาวเช่นกัน

ถ้าคุณอยู่ในพื้นที่สุราษฎร์ธานีหรือใกล้เคียง อย่าพลาดโอกาสซื้อสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด แล้วมาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคไปด้วยกัน

ที่มา – “พาณิชย์”ยกทัพสินค้าราคาประหยัดจำหน่ายชาวสุราษฎร์ธานีในงาน“มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค“

“เอ็ตด้า”ชงแก้”พ.ร.บ.คอมพ์”คุมแพลตฟอร์มโอทีที

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ การกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยเฉพาะแพลตฟอร์ม โอทีที (Over-The-Top) หรือบริการที่ให้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ต กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญ ล่าสุด สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “เอ็ตด้า” เร่งรัดการศึกษาและวางแผนปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สามารถควบคุมแพลตฟอร์ม โอทีที ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เอ็ตด้า”ชงแก้”พ.ร.บ.คอมพ์”คุมแพลตฟอร์มโอทีที

นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ “เอ็ตด้า” เปิดเผยว่า ปัจจุบันกฎหมายบ้านเมืองยังไม่สามารถครอบคลุมการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม โอทีที ได้อย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นช่องว่างสำคัญในระบบที่เนื้อหาออนไลน์มีผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยเฉพาะเยาวชนและการเมือง ดังนั้น “เอ็ตด้า” ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อหาเครือข่ายของแนวทางในการควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล

เป้าหมายในการแก้ไขกฎหมาย

เป้าหมายสำคัญคือการเสนอแนวทางแก้ไข พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ. คอมพ์) ภายในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อให้สามารถเข้าไปควบคุมเนื้อหาที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม โอทีที ภายใต้บทบัญญัติที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหน้าที่ต่างๆ ในการดูแลจะถูกแบ่งแยก เช่น ด้านเนื้อหาภายใต้สำนักงานดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการใช้งานคลื่นความถี่จะอยู่ที่ กสทช.

“เอ็ตด้า” ยังได้ศึกษากฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์ สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และแคนาดา เพื่อดึงหลักการเข้ามาใช้ในการจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ โดยเน้นให้มีการจำแนกประเภทเนื้อหา เช่น เนื้อหาที่จำกัดอายุ เนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองหรือความมั่นคง และเนื้อหาผิดกฎหมาย เป็นต้น

แนวโน้มความท้าทายในการกำกับดูแล

การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม โอทีที เป็นเรื่องซับซ้อนเพราะมีความเกี่ยวข้องกับนโยบายการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงระบบทุนนิยมในระดับโลก โดยเฉพาะแพลตฟอร์มโอทีทียักษ์ใหญ่ส่วนใหญ่มาจากการดำเนินงานของบริษัทจากผู้เล่นต่างประเทศ ซึ่งDataExchange DP Law (Digital Platform Services Act) มีบทบัญญัติเริ่มต้นสำคัญ เช่น การแจ้งข้อมูลธุรกิจ การยืนยันตัวตนของแพลตฟอร์มก่อนให้บริการ รวมถึงมาตรการป้องกันและชดเชยความเสียหายให้ผู้ใช้บริการ

ปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม 1,925 ราย ที่ได้รับการแจ้งข้อมูลเข้าระบบกับ “เอ็ตด้า” แล้ว แต่สิ่งที่เป็นความท้าทายคือแพลตฟอร์มระดับโลกชื่อดังบางราย เช่น แพลตฟอร์มสอนหนังต่างประเทศ สตรีมมิ่ง影音 中国网游 หนึ่งในนั้นคือ เน็ตฟลิกซ์ และแอปพลิเคชันที่ถูกกล่าวถึงในบริบทข่าวลือการตรวจประมวลผลร้ายแรง——ไอ้ฉีอี้ (Iqiyi) ยังไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายการแจ้งข้อมูลสิทธิ์ครบถ้วนในประเทศไทย

ในภาพรวม หากกฎหมายปัจจุบันไม่ได้ปรับปรุงให้ทันสมัย เวที监管เยาวชน อัตราวัยรุ่น กับอินเทอร์เน็ต รวมถึงการรักษาภูมิคุ้มกันข้อมูลส่วนบุคคลจะเผชิญกับความเสี่ยงซึ่งอาจกระทบต่อบรรยากาศสาธารณะและความสงบเรียบร้อย ดังนั้นการดำเนินนโยบายอย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์นี้

กฎหมายไม่ใช่เพียงกรอบคำสัญญาบริษัททุกหน่วย แต่เป็นกลไกสำคัญเพื่อให้เทคโนโลยีありません จึงสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนภายใต้ความมั่นคงของสังคม

สนใจติดตามข่าวสารและแนะนำการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างปลอดภัย กรุณาติดตามเว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสนับสนุนการเผยแพร่ภูมิปัญญาที่ถูกต้องและปลอดภัย!

ที่มา – “เอ็ตด้า”ชงแก้”พ.ร.บ. คอมพ์”คุมแพลตฟอร์มโอทีที