ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ธนาคารไทยพาณิชย์ปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรับมือความท้าทาย

ในยุคที่อุตสาหกรรมการธนาคารเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ได้ปรับกลยุทธ์และเขย่าโครงสร้างธุรกิจอย่างรอบด้าน เพื่อรับมือกับความท้าทายในหลากหลายด้าน ผู้นำการเปลี่ยนแปลงคือ นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ผู้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ธนาคารต้องเคลื่อนไหวอย่างกระตือรือร้นในทุกยุทธศาสตร์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

ธนาคารไทยพาณิชย์ปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรับมือความท้าทาย

ภายใต้แนวคิด “Digital Bank with Human Touch” ธนาคารไทยพาณิชย์ได้สร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องโดยสามารถรักษา อัตรา ROE มากกว่า 10% ซึ่งสูงที่สุดในอุตสาหกรรม และควบคุม อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income) ต่ำกว่า 40% พร้อมผลักดันรายได้จากธุรกิจดิจิทัลให้เข้าใกล้สัดส่วน 25% ภายในสิ้นปี 2568 รวมทั้งสนับสนุนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนรวมกว่า 180,000 ล้านบาท ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้

กลยุทธ์ใหม่รองรับพฤติกรรมลูกค้ายุคใหม่

นายวิฑูรย์ พรสกุลวานิช หัวหน้า Consumer Banking กล่าวว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจลูกค้าบุคคลจำเป็นต้องทำเพื่อรองรับพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้ายุคใหม่ที่ต้องการ “ความสะดวก เร็ว และเหมาะกับตัวเอง” โดยธนาคารจึงรวมหน่วยธุรกิจหลัก 5 ด้านเข้าด้วยกันภายใต้การบริหารแบบลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

  • ธุรกิจสินเชื่อรายย่อย (Retail Banking)
  • ช่องทางจำหน่ายและการให้บริการแบบบูรณาการ (Integrated Channels)
  • ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth, First and Private Banking)
  • ธุรกิจประกัน (Bancassurance)
  • ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Banking)

ความก้าวหน้าของกลยุทธ์ customer-centric

1. ยกระดับเครือข่ายสาขา – ธนาคารสร้าง Smart Branch ที่ใช้เทคโนโลยีและ AI และเน้นให้พนักงานเติบโตเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

2. พลิกโฉม Wealth Management – ธนาคารเน้นความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า โดยสนับสนุน RM ให้พร้อมดูแลความต้องการที่ซับซ้อน

3. เสริมทักษะพนักงาน – เปลี่ยนการวัดผลจากการขายสู่การมอบคุณค่าระยะยาว โดยวางดัชนี CLV เป็นแกนหลัก

การร่วมมือและเทคโนโลยีเป็นแนวทาง

กลยุทธ์การให้บริการแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่

  • บริการแบบดิจิทัลเป็นหลัก เช่น SCB EASY และ Virtual RM
  • การรวมเทคโนโลยีเข้ากับมนุษย์ (Human-Based x Digital)
  • ร่วมมือกับพันธมิตรนานาชาติเพื่อขยายขีดความสามารถ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการวางรากฐานเพื่อเป็น “ธนาคารที่ลูกค้าไว้วางใจในทุกช่วงชีวิต” ภายในปี 2571 อย่างแท้จริง

ธนาคารไทยพาณิชย์ปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อรับมือความท้าทาย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงรุกที่ไม่เพียงแต่รองรับปัจจุบัน แต่เตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตในโลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ถึงความเป็นผู้นำทางนวัตกรรม และความมุ่งมั่นในการเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา – ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับทัพ-เขย่าโครงสร้างธุรกิจ รับมือความท้าทายรอบด้าน

สืบดอนเมืองบุกซิวเอิร์นฝั่งโขงโจรแสบลักทรัพย์

เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ต.อ.สนธยา ศรีเพ็ชร์ รรท.ผกก.สน.ดอนเมือง ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วรภัทร์ วรรณธรรม รรท.รอง ผกก.สส.สน.ดอนเมือง และทีมชุดสืบสวนพร้อมด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษ นำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านแถวซอยสรงประภา 2 แยก 6 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยสามารถจับกุมตัว “เอิร์นฝั่งโขง” ได้สำเร็จ

สืบดอนเมืองตามรอย “เอิร์นฝั่งโขง”

ผู้ต้องหาซึ่งเป็นที่(adapter) ปมเงาแห่งคดีลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในพื้นที่บางแห่งของ กทม. โดยเฉพาะในพื้นที่สน.ดอนเมืองและรอยต่อ จ.ปทุมธานี ก่อเหตุมายาวนานหลายเดือน พร้อมก่อผลกระทบอย่างมาก เป็นความเดือดร้อนร้ายแรงในวงกว้าง

จากการสืบสวนของฝ่ายสืบสวน พบว่าตนมีพฤติกรรมเฉพาะตัวคือก่อเหตุเป็นช่วงเวลายามค่ำคืนตลอดจนนับสิบครั้ง โดยสวมรอยเป็นแรงงานเหมือนไรเดอร์หรือผู้ขับรถจักรยานยนต์ ทำให้ยากต่อการจับกุม

พฤติกรรมอันเต็มไปด้วยความแยบคาย

นายตะวันหรือ “เอิร์นฝั่งโขง” ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมเน้นเป้าหมายคือ “ทรัพย์สินฉวยโอกาส” ไม่เลือกวิธีง่ายๆ เช่นโต๊ะเกมส์จากสำนักงานเกม, โคมไฟโก้ิฟฟ์แสงหรู ไปจนถึงเงินบริจาคบนต้นกฐิน

หมายจับศาลอาญาที่ จ.5244/2568 ลงวันที่ 8 กันยายน 2568 ระบุว่า ผู้กระทำมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนแบบใช้ความรุนแรงหรือก่ออันตรายต่อสิ่งกีดกั้นการปกป้อง และบุคลิกลักทรัพย์โดยยานพาหนะใด ๆ เพื่อพาทรัพย์ไป หรือหลบหนี การจับกุมครั้งนี้ยังได้ของกลาง ได้แก่ ไอซ์ขนาดเล็กสองถุงรวมน้ำหนัก 0.89 กรัม อุปกรณ์การเสพ และมือถือของผู้เสียหาย

  • ช่วงก่อนหน้าข่าวเมื่อ 2-3 เดือน มีการรายงานเกี่ยวกับโจรที่ตระเวนลักทรัพย์
  • มีแนวโน้มมีพฤติกรรมโจมตีเฉพาะเวลากลางคืน ในพื้นที่ซับซ้อน
  • มีผลงานในประเด็นคดียาเสพติดมาหลายครั้ง ก่อนออกนอกคุกกลับมาก่อเหตุอีกครั้ง

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายตะวันยอมรับว่าได้ก่อเหตุลักมือถือจากทางร้านวัดนาวง และสามารถยืนยันบุคลิกลักของซ้ำหลายครั้งรวมทั้งเครื่องดื่มชูกำลัง และอาหารเสริมฉวยจากบริเวณร้านใกล้โรงเรียนบนถนนสรงประภา

ปัจจุบันเจ้าหน้าที่หน่วยสืบสวนขอเชิญชวนใครก็ตามที่เชื่อว่าเคยตกเป็นเหยื่อเงื้อมมือโจร สืบดอนเมือง รายนี้ให้จะามาชี้ตัวหรือให้เบาะแสเพิ่มเติม ที่ สน.ดอนเมือง เพื่อเสริมข้อเท็จจริงและยุติคดีนี้อย่างถาวร

หากคุณหรือคนใกล้เคยตกเป็นเหยื่อกับโจรแสบรายนี้ อย่าปล่อยให้ยุติเพียงแค่มองผ่าน พูดออกมาเพื่อร่วมเป็นพลังสืบสวน扫黑除จอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะความยุติธรรมเริ่มจากทุกเสียง

ที่มา – ‘สืบดอนเมือง’ บุกซิว ‘เอิร์น ฝั่งโขง’ โจรแสบตระเวนลักทรัพย์ยามวิกาล

รู้ผลสัปดาห์หน้า! ตรวจสารเสพติดเส้นผม “เป๊ก ผลิตโชค”

เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหัวหมาก ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของคดีที่เกี่ยวข้องกับ เป๊ก ผลิตโชค นักร้องชื่อดังวัย 40 ปี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างเส้นผมของเขา送去ตรวจหาสารเสพติดที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ

รู้ผลสัปดาห์หน้า! ตรวจสารเสพติดเส้นผม “เป๊ก ผลิตโชค”

พ.ต.อ.นเรนทร์ กล่าวว่ากระบวนการตรวจหาสารเสพติดจากเส้นผมมีความซับซ้อนและใช้เวลาพอสมควร โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาประมาณ 30 ถึง 45 วัน เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้องแม่นยำและเป็นที่ยอมรับในทางนิติวิทยาศาสตร์ ขณะนี้ผ่านมาแล้วกว่า 30 วัน เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานงานกับสถาบันที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งดำเนินการ และคาดว่า รู้ผลสัปดาห์หน้า! ตรวจสารเสพติดเส้นผม “เป๊ก ผลิตโชค” อย่างแน่นอน

คดีกับคู่กรณีใกล้ส่งฟ้องศาลแล้ว

น่าสนใจว่า สำหรับการดำเนินคดีในส่วนของ “เป๊ก ผลิตโชค” และนายชุติเทพ (ซึ่งเป็นคู่กรณีในเหตุการณ์ดังกล่าว) เจ้าหน้าที่สอบสวนได้จัดทำสำนวนคดีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และเหลือขั้นตอนสุดท้ายคือการส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงขั้นฟ้องร้อง ยังมีโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายออกมานั่งเจรจาไกล่เกลี่ยกันอีกครั้ง ถือเป็นกระบวนการหนึ่งในระบบยุติธรรมไทยเพื่อลดภาระคดีในศาล หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะเข้าร่วม เจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการตามกระบวนการตามปกติ

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ล่าสุดระหว่างนักร้องและคู่กรณีนั้น ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่ามีการติดต่อหรือพูดคุยกันเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ทว่าจากข้อมูลที่มี พ.ต.อ.นเรนทร์ เปิดเผยว่าอาการของเป๊กผลิตโชคคาดว่าดีขึ้นอย่างมาก แต่ยังไม่มีรายงานล่าสุดที่ชัดเจนจากผู้ใกล้ชิด

  • คดีมีความคืบหน้าจนถึงขั้นเตรียมส่งฟ้องศาล
  • ผลตรวจสารเสพติดจากเส้นผมจะออกภายในสัปดาห์หน้า
  • ยังมีเวลาให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง

เรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ประชาชนติดตามอย่างต่อเนื่อง และเราอาจได้เห็นความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของ “เป๊ก ผลิตโชค” ว่าจะต้องรับผิดชอบทางกฎหมายและสังคมอย่างไร หลังจาก รู้ผลสัปดาห์หน้า! ตรวจสารเสพติดเส้นผม “เป๊ก ผลิตโชค” ออกมา

รู้ผลสัปดาห์หน้า! ตรวจสารเสพติดเส้นผม “เป๊ก ผลิตโชค” เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และความยุติธรรมจะต้องเคลื่อนไหวเสมอ

ที่มา – รู้ผลสัปดาห์หน้า! ผลตรวจสารเสพติดเส้นผม “เป๊ก ผลิตโชค” สำนวนคดีเสร็จแล้ว

โปแลนด์โต้ทรัมป์ ลั่นโดรนรัสเซีย “เจตนาละเมิดอธิปไตย”

เมื่อเร็วๆ นี้ กรณีที่โดรนรัสเซียบุกน่านฟ้าของโปแลนด์ได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดในเวทีนานาชาติ โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ เมื่อวันที่ 12 กันยายนว่านายโดนัลด์ ทัสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ได้ออกมาโต้แย้งคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นเพียง “ความผิดพลาด” ของฝ่ายมอสโก

โปแลนด์โต้ทรัมป์ ลั่นโดรนรัสเซีย “เจตนาละเมิดอธิปไตย”

อย่างไรก็ตาม นายทัสก์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า การที่โดรนรัสเซีย บุกน่านฟ้าของประเทศ “ไม่ใช่ความผิดพลาด” หรือเกิดขึ้นโดยไม่เจตนา แต่เป็นการกระทำที่ตั้งใจ เพื่อทดสอบความสามารถในการป้องกันของนาโต้ และเพื่อส่งสัญญาณทางการเมืองท่ามกลางสถานการณ์ที่ยูเครนยังคงเผชิญกับสงครามในพรมแดน

นาโต้และสัมพันธมิตรร่วมประชุม

ทั้งนี้ ผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหลายประเทศในยุโรป ตลอดจนสหภาพยุโรป (อียู) ต่างตระหนักถึงความร้ายแรงของกรณีนี้ว่าเป็นการโจมตีทางยุทธวิธี เพื่อทดสอบความสามารถในการปกป้องสมาชิกนาโต้ ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค จึงมีการประชุมเฉพาะกิจภายในองค์กรฯ และโปแลนด์ได้แจ้งเรื่องนี้เข้าสู่การหารือที่ระดับนาโต้ และขอยกระดับความร่วมมือตามมาตรา 4 แห่งนาโต้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภัยคุกคามด้านความมั่นคง

มาตรการดังกล่าวถือเป็นความพยายามของโปแลนด์ในการแสดงจุดยืนที่แน่วแน่ และต้องการให้พันธมิตรภายในนาโต้ ไม่ลังเลที่จะร่วมหนุนหลังกรณีมีเหตุการณ์ละเมิดอธิปไตยจากฝ่ายรัสเซียอีก

รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ตอบโต้นายทัสก์ ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ออกมาโต้แย้งว่า “เป้าหมายของโดรนรัสเซียไม่ใช่โปแลนด์” และฝ่ายยุโรปไม่มีหลักฐานที่จะมากล่าวหาฝ่ายรัสเซียแบบไม่มีเหตุผล แม้จะมีการตรวจสอบจากสัมพันธมิตรหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแผ่พานของโดรนรัสเซียเข้าใกล้พรมแดนประเทศสมาชิกนาโต้ แสดงถึงความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดสถานการณ์เลวร้าย และเพิ่มความตึงเครียดเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มประเทศตะวันตก ท่ามกลางเวลาที่ぺติบ้านถูกปะทะกันในสนามรบยูเครนอย่างหนักข้น

บทสรุปของสถานการณ์

แม้ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าใครอยู่เบื้องหลังการส่งโดรนเข้าสู่น่านฟ้าของโปแลนด์ แต่ปฏิกิริยาของผู้นำโปแลนด์และนาโต้บอกเป็นนัยได้ว่า โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สงครามในยูเครนไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด การกระทำที่ดูเหมือนเล็กน้อยอย่างการส่งโดรน อาจพัฒนาไปเป็นวิกฤตการณ์อย่างไม่ทันตั้งตัว

รายงานเชื่อว่า ตอนนี้รัสเซียต้องมีการตอบเหตุการณ์นี้ด้วยตนเอง โดยต้องยืนยันถึงความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของฝ่ายตนเพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรง กับพันธมิตรในนาโต้

เหตุการณ์นี้ไม่ควรเหลือเป็นเพียงเรื่องที่ถูกพูดถึง โดยไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เรามีเทคโนโลยีการโจมตีจากอากาศยานไร้คนขับที่สามารถพัดพาความขัดแย้งจากพรมแดนหนึ่งไปสู่อีกพรมแดนหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา – โปแลนด์โต้ทรัมป์ ลั่นโดรนรัสเซีย “เจตนาละเมิดอธิปไตย”

หนุ่มใจเด็ดลุยจับจระเข้ตัวเขื่องในคลองบางลำภู

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน จังหวัดเพชรบุรี ได้รับแจ้งจาก นายอาร์ม อายุ 35 ปี ชาวอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ว่าพบจระเข้น้ำจืดขนาดใหญ่ลอยตัวอยู่ในคลองบางลำภู หมู่ที่ 4 ตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดย นายอาร์ม พร้อมด้วยเพื่อนๆ ได้ร่วมมือกันจับจระเข้ตัวนี้ ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

หนุ่มใจเด็ดลุยจับจระเข้ตัวเขื่อง

นายอาร์มเล่าให้ฟังว่าในเวลาประมาณ 12.20 น. ของวันดังกล่าว เขาได้พบจระเข้ตัวนี้กำลังว่ายน้ำลอยตัวอยู่ในคลองหลังบ้าน ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำเพชรบุรี และอยู่ใกล้กับปากอ่าวบางตะบูน เขากลัวว่าจระเข้อาจเป็นอันตรายต่อชาวบ้านที่มาเล่นน้ำหรือทำประมงในบริเวณดังกล่าว จึงตัดสินใจจับจระเข้เพื่อขจัดความเสี่ยง

เทคนิคการจับจระเข้ของหนุ่มบ้านแหลม

เขาใช้โครงไก่สดโยนลงไปในน้ำเพื่อล่อจระเข้ให้เข้ามาใกล้ จากนั้นใช้ท่อแป๊บผูกเข้ากับเชือกสร้างเป็นอุปกรณ์สำหรับจับ โดยมีเพื่อนๆ ช่วยกันดึงห่วงเชือกคล้องเข้าที่คอของจระเข้ และร่วมแรงกันลากตัวจระเข้ขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย

หลังจากจับจระเข้ได้สำเร็จ นายอาร์มและเพื่อนๆ ได้ส่งมอบตัวจระเข้ให้กับเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างสรรเพชญธรรมสถาน และประสานงานกับเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดจังหวัดเพชรบุรี เพื่อดำเนินการต่อไป

เหตุการณ์นี้กลายเป็นกระแสวิ的话题ในโซเชียลมีเดีย เนื่องจากความกล้าหาญและความเสียสละของกลุ่มหนุ่มอำเภอบ้านแหลม ที่ไม่ลังเลเข้าไปจัดการกับจระเข้เพื่อความปลอดภัยของชุมชน

  • จระเข้ตัวนี้มีอายุประมาณ 4-7 ปี
  • เกิดเหตุในคลองบางลำภู ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี
  • มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจับจระเข้
  • ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการ

นิสัยกล้าหาญ พลังร่วมมือ และห่วงใยชุมชนของนายอาร์มและเพื่อนๆ เป็นตัวอย่างที่ดีของคนรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่กล้าเผชิญหน้าความอันตราย แต่ยังใส่ใจต่อความปลอดภัยของผู้อื่นอีกด้วย

หากคุณอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงพบเจอจระเข้ ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดการอย่างปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญ

ที่มา – หนุ่มใจเด็ด! ลุยจับจระเข้ตัวเขื่อง พบโผล่ลอยคอ ในคลองบางลำภู-เพชรบุรี

“บิ๊กหวาน” สั่งล่าแก๊งคอล์ตุ๋นอดีตอธิการบดีสูญเกือบ 40 ล้าน

ล่าสุด พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เร่งล่าแก๊งมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นนักเทรดหุ้น โดยหลอกให้ “ตุ๋น” อดีตอธิการบดีลงทุนจนเสียหายเกือบ 40 ล้านบาท ภายหลังธนาคารแจ้งความผิดปกติของรายการโอนเงินจำนวนมากจนสามารถหยุดการทำธุรกรรมได้ทัน

“บิ๊กหวาน” สั่งเร่งล่าแก๊งมิจฉาชีพ

ในการประชุมเพื่อคลี่คลายคดีเมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่สำนักงานตำรวจนครบาล พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันวิเคราะห์แนวทางการสืบสวน ตั้งเป้าจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพที่ฉ้อโกง “ตุ๋น” อดีตอธิการบดี ซึ่งเป็นผู้เสียหายรายสำคัญ

โอนเงิน 46 ครั้ง รวมสูญเกือบ 40 ล้านบาท

ข้อมูลระบุว่า ผู้เสียหายอายุ 85 ปี เคยมีประสบการณ์ในการเทรดหุ้นอยู่แล้ว ในช่วงกรกฎาคม 2568 ได้ติดต่อกับบุคคลทางเฟซบุ๊กชื่อ “ฮง สถาพร” ซึ่งอ้างเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเทรดหุ้น โดยเชิญชวนให้เข้าร่วมกลุ่มไลน์และดาวน์โหลดแอป “ASP Next” เพื่อทำการสมัครบัญชีเทรด

จากนั้นกลุ่มดังกล่าวแนะนำรูปแบบการลงทุน “Big Lot” ซึ่งระบุว่าให้ผลตอบแทนสูง และให้สมาชิกในกลุ่มซื้อขายพร้อมกันตามคำแนะนำ โดยมีข้อมูลทางเทคนิคส่งมาให้ ผู้เสียหายเชื่อใจจึงโอนเงินเข้าบัญชีปลายทางที่ระบุไว้จำนวน 46 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 38,465,000 บาท

“บิ๊กหวาน” เปิดเผยว่า ธนาคารได้แจ้งเตือนผู้เสียหายในช่วงจังหวะที่จะโอนเงินครั้งสุดท้าย หลังตรวจสอบพบความผิดปกติทั้งในจำนวนครั้งและจำนวนเงินที่โอน และบัญชีนิติบุคคลปลายทางเป็นบริษัทที่เพิ่งจดทะเบียน ผู้เสียหายจึงหยุดการโอนเงินไว้ได้ทัน

ตำรวจยึดเงิน 1.9 ล้านบาท ล่าบัญชีม้า 22 บัญชี

หลังได้รับแจ้งว่ามีความผิดปกติ ตำรวจได้ประสานงานร่วมกับธนาคารและเจ้าหน้าที่สอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ดำเนินการแจ้งความผู้เสียหาย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย จนสามารถยึดบัญชีนิติบุคคลที่ใช้เป็นม้าได้รวม 22 บัญชี สังกัด 20 บริษัท และยึดเงินจำนวน 1.9 ล้านบาทไว้เป็นหลักฐาน

ในการสืบสวนครั้งนี้พบว่า แอปพลิเคชัน “ASP Next” และกลุ่มไลน์ที่มีสมาชิกถึง 100 คนมีจุดประสงค์ในการหลอกลวง ทำเหมืองข้อมูล และประสบการณ์ของนักลงทุนเก่า เพื่อดึงเงินเข้ามาในระบบที่ควบคุมได้ทั้งหมด

  • ผู้เสียหายสามารถตรวจสอบผู้ให้บริการเทรดหุ้นได้ที่เว็บไซต์ทางการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ควรเลี่ยงการลงทุนผ่านแอปพลิเคชันที่ไม่มีการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ
  • หากพบการพูดชวนเชื่อแบบกลุ่ม ควรระมัดระวังอย่างมาก

“บิ๊กหวาน” เตือนพี่น้องประชาชนอย่างหนักถึงความเสี่ยงของการลงทุนผ่านช่องทางที่ไม่ถูกต้อง โดยย้ำว่า ตลาดหุ้นมีความเสี่ยงสูง หากเลือกแพลตฟอร์มไม่ดี อาจสูญเงินได้อย่างมหาศาล

หากคุณหรือคนรอบตัวมีประสบการณ์การถูกหลอกลวงทางการเงิน อย่าเงียบ ควรแจ้งความเดี๋ยวนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เสียหายรายอื่นเพิ่มขึ้น

ที่มา – “บิ๊กหวาน” สั่งเร่งล่าแก๊งมิจฉาชีพ ตุ๋นอดีตอธิการบดีเทรดหุ้น สูญเงินเกือบ 40 ล้าน!

คาดว่า 26 ก.ย. นี้ ปัญหาครอบครัวดุสิตธานีจะจบลงด้วยดี

เรื่องราวด้านความเคลื่อนไหวภายในครอบครัวผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท บมจ. ดุสิตธานี ที่ช่วงที่ผ่านมาทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุดมีความคืบหน้าที่น่าสนใจ โดย น.ส.มัณฑนี สุรกาญจน์กุล เลขานุการบริษัท เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 มีการมีมติรับทราบการลาออกของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (CEO) โดยมีผลตั้งแต่วันดังกล่าว เนื่องจากนางศุภจีต้องอุทิศเวลานี้ให้กับภารกิจอื่นที่มีความสำคัญเป็นลำดับแรก

คาดว่า 26 ก.ย. นี้ ปัญหาครอบครัวดุสิตธานีจะจบลงด้วยดี

หลังจากที่นางศุภจีได้ลาออกจากตำแหน่งนั้น บริษัทได้แต่งตั้งนายชนินทร์ โทณวณิก เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (Group CEO) แทน ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารงานของกลุ่มดุสิตธานีดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง โดยมีการเปลี่ยนแปลงการลงนามในเอกสารราชการแทนบริษัทด้วย

เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอำนาจของคณะกรรมการลงนามแทนบริษัท คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติให้ปรับเปลี่ยนจากเดิมที่ต้องใช้ลายมือชื่อของ “นายชนินทธ์ โทณวณิก, นางสินี เธียรประสิทธิ์ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็น “นายชนินทธ์ โทณวณิก, นางสินี เธียรประสิทธิ์ และนายภควัต โกวิทวัฒนพงศ์” โดยจะต้องมีกรรมการลงนามร่วมกันอย่างน้อย 2 ใน 3 คน และประทับตราสำคัญของบริษัท เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารงานภายใต้โครงสร้างใหม่

ดุสิตธานี สู่การเดินหน้าแข่งขันในตลาดอย่างมั่นคง

นายชนินทธ์ โทณวณิก ในฐานะประธานฯ กล่าวว่า ปัญหาภายในครอบครัวน่าจะจบลงด้วยดี โดยกระบวนการต่างๆ เป็นไปอย่างสุภาพและเข้าใจในมุมของทุกฝ่าย เขาระบุเพิ่มเติมว่า แม้จะยังไม่สามารถระบุรายละเอียดของการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 กันยายนนี้ได้แน่ชัด แต่อยากให้ทุกคนมั่นใจว่ากลุ่มดุสิตธานีจะสามารถบริหารจัดการให้ผ่านอุปสรรคดังกล่าวไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การกำหนดทิศทางของกลุ่มดุสิตธานีในระยะยาวก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยธุรกิจยังคงยึดเป้าหมายหลักทั้งในด้านโรงแรม การศึกษา อาหาร และอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกับโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับกลุ่ม ในส่วนของโครงการ ดุสิต เรสซิเดนเซส ที่มียอดขายไปแล้ว 90% รวมมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท จะมีการโอนกรรมสิทธิ์และสร้างกระแสรายได้ในปี 2569

ทั้งนี้ รูปแบบธุรกิจของดุสิตธานียังมีเป้าหมายในการขยายเพิ่มเติม โดยมีแผนเปิดโรงแรมเพิ่มอีก 50 แห่งทั่วโลก ที่จะสนับสนุนการเติบโตและพลิกเอกสารงบการเงินจากขาดทุนสู่กำไรอย่างชัดเจน

บทสรุป: จากการติดตามสถานการณ์จนถึงปัจจุบัน แม้เรื่องราวจะต้องผ่านภูมิหลังความขัดแย้งระหว่างครอบครัว แต่ดุสิตธานียัง楯เดินหน้าธุรกิจได้อย่างมุ่งมั่น มั่นคง และในอีกไม่กี่วันข้างหน้าหากการประชุมผู้ถือหุ้นจบพิธีอย่างสงบ การเริ่มต้นใหม่ของบริษัทอาจเป็นจุดหมุนสำคัญในยุคใหม่

ที่มา – คาด26 ก.ย.นี้ปัญหาครอบครัว’ดุสิตธานี’จบสวย

‘โฆษกทบ.’ แจงปมเอกชนเสนอซื้อโดรนเกษตร 30,000 ล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 12 กันยายน เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกรณีที่บริษัทเอกชนเข้าพบแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อเสนอโครงการ ‘AgriTech Drone Digital Bond’ มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดหาโดรนเกษตรอัจฉริยะจำนวน 1 ล้านลำในประเทศไทย

‘โฆษกทบ.’ แจงปมเอกชนเสนอซื้อโดรนเกษตร 30,000 ล้านดอลลาร์

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ได้แชร์ภาพการประชุมที่มีผู้แทนจากบริษัท Capital Trust Group Limited เข้าพบ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อยื่นเอกสารโครงการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงว่า การพบปะในครั้งนี้เป็นเพียงการรับฟังข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการ และยังไม่มีการอนุมัติใด ๆ จากราชการทหาร

โครงการยังอยู่ในช่วงรับฟังข้อมูล

โฆษกทบ. ระบุว่า ตนเองได้ตรวจสอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยืนยันว่า ยังไม่มีการตกลงหรือการอนุมัติใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะการรับฟังข้อมูลเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในการศึกษาว่าโครงการนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตต่อวงเงินที่สูงมากของโครงการ รวมถึงคำถามว่าโครงการนี้เป็นความต้องการจริงของเกษตรกรหรือไม่ และหากดำเนินการ จะเกิดประโยชน์แก่กำลังพลและประเทศชาติในวงกว้างหรือไม่อย่างไร

ข้อเสนอโครงการโดรนเกษตร ที่มีวงเงินมหาศาลจึงยังอยู่ในช่วงตรวจสอบอย่างละเอียด โดยกองทัพบกจะประเมินผลทุกด้าน เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนนี้คุ้มค่าและมีความจำเป็นจริง ๆ

  • ยังไม่มีการอนุมัติจากหน่วยงานทหาร
  • โครงการอยู่ในช่วงการรับฟังข้อมูลเบื้องต้น
  • มีการตรวจสอบความเป็นไปได้ของโครงการ
  • ให้ความสำคัญกับประโยชน์แก่เกษตรกรและประเทศชาติ

ทั้งนี้ พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า แม้โครงการจะเน้นการฝึกอบรมทักษะการใช้โดรนให้กับกำลังพล ซึ่งดูเหมือนจะส่งเสริมอาชีพและเพิ่มศักยภาพในอนาคต แต่การที่หน่วยราชการมีการพูดคุยกับภาคเอกชนย่อมต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันภาพลบในสายตาของประชาชน

ที่สำคัญ การรับฟังข้อเสนอในครั้งนี้ยังไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานทหารจะเข้าร่วมหรือสนับสนุนโครงการอย่างเป็นทางการ การดำเนินงานต่อไปจะขึ้นอยู่กับการศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างรอบด้าน

ประชาชนจึงไม่ควรตื่นตระหนกกับข้อมูลที่เผยแพร่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการศึกษาโครงการตามกระบวนการปกติของระบบราชการ

ดังนั้น การรับฟังข้อเสนอจากเอกชนในครั้งนี้ไม่ใช่การใช้สิทธิในทางที่ผิด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตามนโยบายของรัฐที่ต้องมีการเปิดรับความร่วมมือจากภาคเอกชน แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

ในขณะนี้ “โฆษกทบ.” ยืนยันว่า คดีโครงการโดรนเกษตรยังไม่ได้รับการอนุมัติใด ๆ อย่างเป็นทางการ และยังอยู่ในช่วงการพิจารณาความเป็นไปได้อย่างรอบคอบเฉพาะ

ที่มา – ‘โฆษกทบ.’ แจงปมเอกชนเสนอซื้อโดรนเกษตร 30,000 ล้านดอลลาร์ ยันแค่รับฟังข้อมูล–ยังไม่อนุมัติ

จับ 5 คนไทย “บัญชีม้า” ไปอยู่เขมร ลอบกลับไทยหลัง “ม้าตาย” หมดประโยชน์

เมื่อวันที่ 12 กันยายน เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาคตะวันออกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จับกุมคนไทย 5 ราย ที่ถูกจับตาในฐานะ “บัญชีม้า” ในกัมพูชา และพยายามลักลอบกลับประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ แต่ถูกตรวจจับได้ที่จังหวัดจันทบุรี

จับ 5 คนไทย “บัญชีม้า” ไปอยู่เขมร ลอบกลับไทยหลัง “ม้าตาย” หมดประโยชน์

พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผบก.ภ.จว.จันทบุรี เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.30 น. ของวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา เมื่อ ฉก.นย.จันทบุรี ตรวจพบบุคคลต้องสงสัย 5 ราย พยายามลักลอบข้ามแดนบริเวณบ้านเขียว อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

ทั้งหมดเป็นคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่ม สแกมเมอร์ โดยบุคคลเหล่านี้หลงเชื่อโฆษณาบนโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ Line ที่ใช้แรงงานเปิด “บัญชีม้า” ในกัมพูชา ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษเกี่ยวกับค่าตอบแทนสูง

ถูกกักตัวในคาสิโน ยึดทรัพย์สินทุกชนิด

เมื่อเดินทางไปถึงปอยเปต คนไขว้ถูกยึดหนังสือเดินทาง บัตรประชาชน โทรศัพท์ แล้วกักตัวในคาสิโน “ซานโห” โดยไม่มีการจ่ายเงินเดือนหรือสิ่งตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น

หลังจากที่บัญชีที่เปิดไว้หมดประโยชน์ หรือที่เรียกกันว่า “ม้าตาย” เจ้าของความเสียหายจึงปล่อยให้เหยื่อทั้ง 5 คนเดินทางกลับมาตามช่องทางธรรมชาติ โดยมีเงินเพียงคนละ 1,000 บาท

  • เยาวชนอายุ 18 ปี ให้ข้อมูลว่า ถูกคุมขังจนทนไม่ไหว
  • เคยถูกทำร้ายร่างกายทางร่างกายและจิตใจ
  • ถูกกักไว้ในห้องมืดเมื่อไม่ยอมทำหน้าที่เหมือนเดิม

เบื้องต้นตามรายงาน ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายยังมีชีวิตอยู่ที่ จังหวัดไพลิน กัมพูชา ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีชายแดนติดกับจันทบุรี

สถานการณ์หลังจาก “ม้าตาย” ไม่อาจหวนกลับได้

ภายหลังจากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบว่าผู้เสียหายทั้งหมดมีพฤติกรรมและคำให้การคล้ายกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นพฤติกรรมปกติภายใต้การถูกควบคุมโดยบุคคลองอาจเห็นในลักษณะนี้ มีความเสี่ยงสูงจากบัญชีที่ใช้ในนามตนเองแต่ถูกนำไปใช้ในการพฤติกรรมผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ รายงานจาก กองบัญชาการปราบปรามฯ (บก.ปสส.) ยังระบุว่า สแกมเมอร์ในพื้นที่ปอยเปตและพื้นที่ใกล้เคียงมีการกระตุ้นแรงงานให้แสดงตนเป็นไทยและไว้ใจในระบบการจ้างงาน ซึ่งเป็นกรอบ陷阱ที่ทำให้เยาวชนก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยอันตรายภายใต้กฎหมาย

ขณะนี้ พิจารณาดำเนินคดีจำเลยอายุต่ำกว่า 20 ปี เบื้องต้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเป็นจริงจากหน่วยการคุ้มครองเด็ก พม.จันทบุรี

ทั้งนี้มีการเร่งสอบปากคำตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานจากประเทศไทยและต่างประเทศเพื่อป้องกันเหตุทำนองนี้ในอนาคต เพื่อความปลอดภัยของพลเมืองไทย โดย เจ้าหน้าที่เน้นย้ำการประกาศข้อความเตือนสำหรับผู้ที่อยากทดลองหาเงินจากงานออนไลน์จำเป็นต้องระวังโฆษณาเสนอสูงเกินจริง

หากคุณหรือคนรอบตัวมีปฏิสัมพันธ์กับแพลตฟอร์มหรือแอปที่มีลักษณะน่าสงสัย กรุณาตรวจสอบให้ถี่ถ้วน อย่าลืมแจ้งเจ้าหน้าที่หรือ สายด่วนปลอดภัย (1199) หากพบความแปลกปลอม insanlarınเหล่านี้อาจหลอกคุณให้กลายเป็นเครื่องมือหลอกลวงคนอื่นได้เช่นเดียวกัน

ที่มา – จับ 5 คนไทย “บัญชีม้า” ไปอยู่เขมร ลอบกลับไทยหลัง “ม้าตาย” หมดประโยชน์

สิงคโปร์สอบสวนสแกมเมอร์-บัญชีม้า 274 คน เอี่ยวฉ้อโกงกว่า 600 กรณี

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวเอเอฟพีได้รายงานข่าวจากประเทศสิงคโปร์เกี่ยวกับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจับกุมกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางไซเบอร์จำนวนมาก โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 274 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้ชาย 190 คน และผู้หญิง 84 คน โดยแต่ละคนมีอายุตั้งแต่ 16 ถึง 80 ปี

ผู้ต้องสงสัยในคดี สแกมเมอร์-บัญชีม้า ทั้งหมดนี้ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงกว่า 600 กรณี ซึ่งมีรูปแบบหลักๆ คือ การแกล้งแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเพื่อนรู้จัก การให้ข้อมูลรับสมัครงานปลอม การหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และยังรวมถึงการกล่าวอ้างเกี่ยวกับการลงทุนและการเช่าเพื่อดึงเงินจากเหยื่อ

สแกมเมอร์-บัญชีม้า ถูกกล่าวหาฐานฉ้อโกงและฟอกเงิน

ใครจะไปคิดว่า “บัญชีม้า” ที่หมายถึงบัญชีที่ไม่ได้เป็นของตนเองแต่ถูกใช้ในการรับ-โอนเงินโดยตรง กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการฉ้อโกงในวงกว้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่แฝงตัวอยู่ในโลกออนไลน์ในปัจจุบัน

ข้อมูลจากหน่วยงานตำรวจระบุว่ากลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาในครั้งนี้ทำการหลอกลวงโดยอาศัยการซื้อขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงพฤติกรรมที่คลุมเครือว่าเป็นตัวของตนเองจริงหรือไม่ เช่น การซื้อขายของผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียอื่น หรือแม้แต่การถ่ายทอดสิทธิ์การใช้งานบัญชีชั่วคราว

ตำรวจเน้นย้ำความเสี่ยงจากการให้บัญชีแก่ผู้อื่น

ท่ามกลางบทสรุปของการสอบสวน โดยเฉพาะในช่วงระหว่างวันที่ 29 สิงหาคมจนถึง 11 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจของสิงคโปร์ได้ออกมาย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น หมายเลขโทรศัพท์มือถือ หรือบัญชีธนาคาร ซึ่งหากผู้ใดนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดอาชญากรรม ถือว่าผู้ให้ข้อมูลยินยอมให้กระทำผิดเช่นกัน

เช่นเดียวกับการถูกใช้เป็นบัญชีม้าจะถือว่ามีความรู้และเจตนาเข้าแทรกแซง ดังนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ต้องระมัดระวังธุรกรรมในโลกดิจิทัลให้มากขึ้น เพราะการปล่อยให้คนอื่นใช้บัญชีตัวเองอาจกลายเป็นเส้นทางที่โยงไปยังความผิดร้ายแรงได้

  • ระวังการแชร์บัญชีกับผู้อื่นทุกรูปแบบ
  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของรายได้ หากได้งานหรือได้เงินง่ายเกินจริง
  • หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์จากบุคคลแปลกหน้าในอีเมลหรือโซเชียลมีเดีย
  • ศึกษาเทคนิคเสริมความปลอดภัยเช่น OTP และการเปิดแจ้งเตือนธนาคาร

องค์ความรู้จากสถานการณ์ในสิงคโปร์

แม้ฟันเฟืองของกฎหมายอาจยังไม่สามารถรับมือได้ทันกับวิธีการฉ้อโกงหน้าใหม่ แต่เราชาวไทยสามารถเรียนรู้และป้องกันตัวเองก่อนที่จะเกิดปัญหา เพราะสแกมเมอร์ก็ไม่ใช่อะไรที่ไกลตัว ฝังอยู่ทุกมุมของโลกไซเบอร์ หากไม่มีความสำนึกตัวเพียงพอ ก็อาจกลายเป็นตัวช่วยโดยไม่รู้ตัว

สุดท้ายนี้ การช่วยกันตรวจสอบอย่างต่อเนื่องเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกคน ไม่เพียงเพื่อป้องกันตนเอง แต่ยังเพื่อช่วยให้สังคมปลอดภัยจากมิจฉาชีพอย่างแท้จริง

ที่มา – สิงคโปร์เริ่มสอบสวน ‘สแกมเมอร์-บัญชีม้า’ 274 คน เอี่ยวฉ้อโกงกว่า 600 กรณี