ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เปลี่ยนบ้านธรรมดาเป็น Classy ด้วยผนังอิฐมวลเบา ราคาประหยัด รักษ์โลก

ใครว่าบ้านสวยต้องใช้เงินแพง? ความหรูหราแบบ classy อาจเริ่มจากวัสดุที่ดูธรรมดาอย่าง ‘ผนังอิฐมวลเบา’ ก็ได้ วัสดุนี้ช่วยตกแต่งได้หลากหลายสไตล์ ราคาคุ้มค่า แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ทำไมผนังอิฐมวลเบาเป็นที่นิยม?

หากคุณกำลังมองหาวัสดุแต่งบ้านที่มีคุณภาพ มีดีไซน์ และเอื้อต่อการใช้งานจริง ‘ผนังอิฐมวลเบา’ คือหนึ่งในตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากที่สุด เพราะผลิตจากวัสดุธรรมชาติอย่างซีเมนต์ ปูนขาว ทราย และสารก่อฟองอากาศ จึงมีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และทนทาน

คุณสมบัติพิเศษของอิฐมวลเบา

  • ฉนวนความร้อน: ช่วยลดความร้อนภายในบ้าน ประหยัดพลังงาน
  • น้ำหนักเบา: ติดตั้งง่าย ลดภาระโครงสร้าง งานเสร็จเร็ว
  • ความแข็งแรง: รองรับแรงกดอัดได้ดี ใช้งานได้นาน
  • รักษ์โลก: ลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต และลดคาร์บอนฟุตพรินต์

เข้ากับทุกสไตล์บ้าน

ผนังอิฐมวลเบาออกแบบได้หลากหลาย มีผิวเรียบ มีเท็กซ์เจอร์ หรือแม้แต่แบบเปลือย เพื่อใช้ในบ้านทั้งแบบมินิมอล โมเดิร์น และลอฟท์

บ้านมินิมอล

เน้นความเรียบง่ายด้วยโทนสีอ่อน เช่น ขาว เบจ หรือครีม สามารถเพิ่มเติมด้วยวัสดุไม้ธรรมชาติเพื่อให้บ้านดูอบอุ่น น่าอยู่ เป็นมิตรกับสายตา และไม่ให้รู้สึกอึดอัด

บ้านโลฟท์

เหมาะกับคนที่ชอบความดิบ โชว์วัสดุในแบบเปลือย ด้วยเท็กซ์เจอร์ของอิฐมวลเบาจะเพิ่มมิติและเสน่ห์ให้กับผนัง เสริมความเท่ ความมีสไตล์ของพื้นที่ใช้ชีวิต

บ้านโมเดิร์น

ผนังอิฐมวลเบาผสมผสานเข้ากับแนวคิดความเรียบง่ายที่ดูทันสมัย ด้วยการทาสีโทนเทา ขาว เสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์ชัดเจน และการจัดวางที่โล่งสบายตา

เหมาะสำหรับรีโนเวทบ้านเก่าด้วย

สำหรับบ้านที่มีอายุการใช้งานนาน การยกเครื่องใหม่โดยใช้ผนังอิฐมวลเบา จะทำให้บ้านกลับมามีชีวิตชีวามากขึ้น ทั้งยังช่วยลดภาระการบำรุงรักษา ลดความร้อน และประหยัดพลังงานในระยะยาว

สร้างบ้านที่มีความยั่งยืน

วัสดุที่เลือกใช้ในแต่ละชิ้นในบ้าน มีผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงาน หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเลือก ‘ผนังอิฐมวลเบา’ จึงถือเป็นทางเลือกฉลาด ที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยงาม ความทน ปฏิบัติจริง และความรับผิดชอบต่อโลกของเรา

หากคุณอยากได้บ้านแบบ classy ที่มีสไตล์ ปรับใหม่แล้วชูจุดเด่นในแบบของตัวเอง การใช้อิฐมวลเบาจาก ECOMAT จะเป็นทางเลือกที่ใส่ใจคุณภาพ ตามมาตรฐาน และเหมาะกับทุกการใช้งาน

ที่มา – เปลี่ยนบ้านธรรมดาให้ดู Classy ด้วยผนังอิฐมวลเบา ราคาคุ้มค่า แถมรักษ์โลก

ป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาดที่ จ.ชลบุรี

ในช่วงเทศกาลทิ้งกระจาดปี 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดพิธีแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมี นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการ เข้าร่วมจัดรายการแจกจ่ายนี้

ป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาดที่ จ.ชลบุรี

มูลนิธิฯ ได้แจกจ่ายสิ่งของจำเป็น เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำมันพืช และขนม จำนวน 2,500 ชุด พร้อมทั้งมอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท ซึ่งเป็นการปรับอัตราขึ้นจากปีก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับระดับค่าครองชีพในปัจจุบันนี้

เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด

พิธีดังกล่าวมี นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นเกียรติประธานในพิธี พร้อมด้วยนักปฏิบัติการทางการแพทย์แผนจีน ตัวแทนจากคณะพุทธสมาคมเพียวเยี้ยงไท้ ศรีราชา เครือสหพัฒน์ และหน่วยงานเอกชนต่างๆ เข้าร่วมเป็นพยานในกิจกรรมที่สื่อถึงจิตอาสาและการแบ่งปัน

  • แจกจ่ายของอุปโภคบริโภค
  • จำนวน 2,500 ชุด
  • มอบค่าพาหนะคนละ 200 บาท
  • มีผู้เข้าร่วมงานจากหน่วยงานต่างๆ

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ด้อยโอกาสเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงพลังของความมีน้ำใจและการร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างรอยยิ้มและส่งเสริมค่านิยมที่ดีในสังคม

นอกจากนี้ ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 มูลนิธิฯ ยังมีกำหนดการแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคต่อที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ พร้อมมอบให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งรวมเป็นมูลค่ากว่า 15.5 ล้านบาท และครอบคลุม 3 จังหวัดทั่วทั้งภูมิภาค

งานประเพณีทิ้งกระจาดของป่อเต็กตึ๊งดูเหมือนจะเป็นเพียงเทศกาลธรรมดา แต่กับผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ นับเป็นโอกาสที่มีค่าและเติมพลังใจอย่างแท้จริง

หากท่านมีจิตศรัทธาหรือต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความดี ลองเริ่มจากการช่วยเหลือคนรอบตัว เราเชื่อว่าทุกการให้ล้วนมีคุณค่า

ที่มา – ป่อเต็กตึ๊ง แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาดที่ จ.ชลบุรี

เลขานุการ นายก อบจ.สุพรรณบุรี เปิดการแข่งขันกีฬาภายในต้านยาเสพติด “เมธีเกมส์ 68”

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สนามกีฬาโรงเรียนศรีประจันต์ “เมธีประมุข” อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาภายในต้านยาเสพติดภายใต้ชื่อว่า “เมธีเกมส์ 68” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลจากยาเสพติด พร้อมทั้งสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ และให้นักเรียนได้แสดงออกซึ่งความรู้ ความสามารถและทักษะด้านกีฬานันทนาการ รวมถึงพัฒนาการทางด้านร่างกาย

เลขานุการ นายก อบจ.สุพรรณบุรี เปิดการแข่งขันกีฬาภายในต้านยาเสพติด “เมธีเกมส์ 68”

ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ได้มอบหมายให้ ดร.สุจิตรา ทรงมัจฉา เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาภายในต้านยาเสพติด “เมธีเกมส์ 68” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู ผู้ปกครอง และนักเรียนที่มาร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

การจัดงาน เมธีเกมส์ 68 ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเพียงการแข่งขันกีฬาง่ายๆ แต่ยังถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักเรียนในการเรียนรู้และฝึกฝนตนเอง ทั้งทางด้านจิตใจ ร่างกาย และสังคม โดยเน้นให้เยาวชนตระหนักถึงอันตรายของยาเสพติด และสร้างวิถีการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี

วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดงาน

นายก อบจ.สุพรรณบุรี เผยว่า การจัดกิจกรรมเช่นนี้มีจุดประสงค์สำคัญหลายประการ ดังนี้:

  • ส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ห่างไกลจากยาเสพติด
  • สร้างความสามัคคีในหมู่คณะนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา
  • เปิดพื้นที่สำหรับแสดงความรู้ความสามารถและทักษะด้านกีฬา
  • สนับสนุนการพัฒนาร่างกายและสุขภาพจิตให้แข็งแรง

นอกจากนี้ ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมที่ดีให้กับเยาวชนในระดับโรงเรียน เผยแพร่แนวคิดเรื่องสุขภาพและวิถีชีวิตที่ดีผ่านกิจกรรมกีฬา ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศในอนาคต

เมธีเกมส์ 68 สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนรุ่นใหม่มีวิถีชีวิตที่ดี และเป็นพลังสำคัญในการต้านทานยาเสพติด ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญและมีคุณค่าอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่สิ่งเสพติดแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นในโลกจริงหรือทางโลกออนไลน์ก็ตาม

หากคุณเป็นครู ผู้ปกครอง หรือผู้ที่สนใจเรื่องสุขภาพจิตและป้องกันยาเสพติด เราขอเชิญให้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมที่ดีๆ แบบนี้ เพื่อสร้างสังคมที่ดีและนักเรียนที่เข้มแข็งในอนาคต

ที่มา – เลขานุการ นายก อบจ.สุพรรณบุรี เปิดการแข่งขันกีฬาภายในต้านยาเสพติด “เมธีเกมส์ 68”

สว.สำรองให้กำลังใจ DSI ลุยคดีฮั้ว สว. อย่ากลัวอำนาจ

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่สำนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อคณะ สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว พร้อมด้วยสมาชิกหลายคน เดินทางมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อมอบช่อดอกไม้และให้กำลังใจแก่ DSI ในการดำเนินคดี ฮั้ว สว. ที่มีความซับซ้อนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาอย่างผิดกฎหมาย

สว.สำรองให้กำลังใจ DSI ลุยคดีฮั้ว สว. อย่ากลัวอำนาจ

ตัวแทนคณะ สว.สำรอง นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการมายัง DSI ว่า คณะมารวมตัวกันในครั้งนี้เพื่อแสดงพลังสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ในกระบวนการสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. โดยย้ำว่า ขอให้ทุกคนดำเนินคดีโดยไม่กลัวอำนาจ การเมือง หรือผลประโยชน์แฝงใด ๆ ขอให้ยึดมั่นหลักกฎหมาย และความสุจริตในการทำงาน

“ผมอยากฝากถึงสื่อมวลชนและประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ให้ช่วยติดตามเรื่องนี้ เป็นกำลังใจให้ DSI ดำเนินคดีอย่างเที่ยงธรรมและไม่หวั่นไหว กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ หากกฎหมายไม่แข็งแกร่ง ประเทศก็จะเสียหายอย่างหนัก” นายอัครวัฒน์กล่าว

คดีฮั้ว สว. มีผลกระทบต่อประชาธิปไตย

พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เปิดเผยว่าการมาให้กำลังใจในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติว่า คดีของ สว.สำรอง และ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นั้นเป็นคดีที่มีความสำคัญมาก เพราะมันไม่ใช่เรื่องเฉพาะบุคคล แต่กระทบโดยตรงต่อบรรดานิติบัญญัติและองค์กรอิสระของประเทศ

“ถ้าปล่อยให้กลุ่มคนที่มีอำนาจใช้ความผิดในการเข้ามาครอบงำสภาวุฒิสภาเป็นเรื่องปกติ ก็จะเป็นการทำลายระบบประชาธิปไตยของประเทศ เราขอให้ทุกหน่วยงานมีความรับผิดชอบร่วมกันในกระบวนการนี้” พล.ต.ท.คำรบกล่าว

พล.ต.ท.คำรบ ยังกล่าวอีกด้วยว่า ปัจจุบันทาง DSI ได้มีการดำเนินคดีไปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ความร่วมมือ นอกจากนี้ยังมีประชาชนและสื่อมวลชนที่ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและต่อต้านการทุจริต

  • คดีอั้งยี่ สว. เป็นเรื่องของความยุติธรรม
  • การสอบสวนต้องดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรม
  • ประชาชนมีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวัง

ในตอนท้าย พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่า DSI จะดำเนินคดีต่อเพื่อความเป็นธรรมจริง ไม่มีการประนีประนอมหรือหลีกเลี่ยงใครทั้งสิ้น เพราะความเป็นธรรมคือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย”.

หากคุณเป็นพลเมืองผู้มีความใส่ใจในกระบวนการยุติธรรมและการเมืองไทย เราขอแสดงความเชยชมในความมีส่วนร่วมของคุณ การเฝ้าดูแลความเป็นธรรม คือสิ่งที่ทำให้ประเทศก้าวไปอย่างมั่นคง

ที่มา – “สว.สำรอง” ยกทัพให้กำลังใจ “DSI” ลุยสุดซอยคดีฮั้ว สว. อย่ากลัวอำนาจการเปลี่ยนแปลง

รวมพลังทุกภาคส่วน ปลูกต้นไม้คนละต้น เพิ่มพื้นที่สีเขียว.ga

ในวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา นายวิทยา ปัญจมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “รักกาฬสินธุ์ ปลูกต้นไม้คนละต้น เพื่อคนกาฬสินธุ์” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในจังหวัดกาฬสินธุ์ ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศ

รวมพลังทุกภาคส่วน ปลูกต้นไม้คนละต้น เพิ่มพื้นที่สีเขียว

กิจกรรมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียงจากทุกภาคส่วน ทั้งหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะสงฆ์ นักเรียน ประชาชนทั่วไป และผู้นำชุมชน ร่วมกันปลูกต้นไม้ภายในบริเวณวัดเศวตวันวนาราม ต.เหนือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ เพื่อสร้างมลพิษน้อยลง และพัฒนาคุณภาพอากาศในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น

กิจกรรมสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติ

นายวิทยา กล่าวว่า โครงการนี้ถูกจัดขึ้นภายใต้ “โครงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ระดับจังหวัด ปี 2568” โดยหวังให้ทุกคนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการปลูกต้นไม้ และดูแลธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย

นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กนักเรียน และประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับความสำคัญของต้นไม้ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการดูดซับคาร์บอน ลดผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน และเป็นแหล่งออกซิเจนที่ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้น

ผลสำเร็จจากร่วมใจปลูกต้นไม้ในปีที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปในปี 2567 โครงการ “กาฬสินธุ์ร่วมใจปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ มีเป้าหมายไว้ที่ 720,000 ต้น แต่ด้วยพลังของประชาชนในพื้นที่ ทำให้สามารถปลูกต้นไม้ได้เกินเป้าหมายถึง 1 ล้านต้น

  • ปลูกต้นไม้เกินเป้าหมายมากถึง 1 ล้านต้น
  • ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการลดโลกร้อน
  • เป็นกิจกรรมสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

เป้าหมายต่อเนื่อง ปลูกต้นไม้คนละต้น

สำหรับโครงการ “รักกาฬสินธุ์ ปลูกต้นไม้คนละต้น เพื่อคนกาฬสินธุ์” มีเป้าหมายให้ประชากรในจังหวัดซึ่งมีจำนวนประมาณ 980,000 คน ร่วมกันปลูกต้นไม้คนละหนึ่งต้น ซึ่งหากทุกคนมีส่วนร่วม จะสามารถทำให้จำนวนต้นไม้ในจังหวัดเพิ่มขึ้นได้ถึง 980,000 ต้น เป็นการขยายพื้นที่สีเขียวอย่างแท้จริง

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ยังคงร่วมมือกันในการรณรงค์และผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สร้างพื้นที่ที่มีความยั่งยืน และคุ้มค่าสำหรับคนรุ่นใหม่ในอนาคต

การปลูกต้นไม้คนละต้นอาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่หากทุกคนให้ความสำคัญ และลงมือทำร่วมกัน ผลลัพธ์ที่ได้จะกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่น้อยไปกว่านั้น เพราะสิ่งแวดล้อมที่ดีเริ่มต้นจากคนในชุมชน

ที่มา – รวมพลังทุกภาคส่วนปลูกต้นไม้คนละต้นเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อคนกาฬสินธุ์

คปท. ประท้วงกรมราชทัณฑ์ เร่งคัดค้านการกักขังนช.ทักษิณนอกเรือนจำ

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่บริเวณกรมราชทัณฑ์ ถนนนนทบุรี 1 ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ได้เกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงโดยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล พร้อมด้วยผู้ร่วมชุมนุมกว่า 100 คน ปักหลักคัดค้านข่าวการกักขังนักโทษชายทักษิณ ชินวัตร นอกเรือนจำ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงถือเป็นประเด็นที่กระตุ้นความไม่พอใจของหลายฝ่าย และนับเป็นกรณีที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขัง

คปท. ประท้วงกรมราชทัณฑ์ลุยฟ้องความไม่เป็นธรรม

จากการสืบสวนข่าวคราว ปรากฎว่ามีข่าวลือว่า กรมราชทัณฑ์มีแผนจะนำนักโทษชายทักษิณออกมาคุมขังในสถานที่ที่ไม่ใช่เรือนจำ ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นพื้นที่บริเวณองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสถานที่รักษาความปลอดภัยระดับสูงใดแห่งหนึ่ง การดำเนินการดังกล่าวกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมและอาจกลายเป็นการแอบแฝงการละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรง จึงไม่แปลกที่ คปท. และกลุ่มพลเมืองจะออกมาประท้วงอย่างหนักแน่น

จุดโฟกัสของการชุมนุมคืออะไร?

ผู้ชุมนุมในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ การคัดค้านกรมราชทัณฑ์ ในการบังคับใช้มาตรการที่ไม่โปร่งใส พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนเกี่ยวกับสถานที่คุมขังที่ว่านี้ เพื่อป้องกันการเลือกปฎิบัติและผลกระทบในอนาคตอันใกล้ การชุมนุมได้มีการสละเวลา ตั้งคำถามต่อระบบที่ล้าหลัง และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าถึงปัญหาอย่างใกล้ชิด

  • ไม่ยอมให้มีการเลือกปฏิบัติกับผู้ถูกคุมขัง
  • ต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับสถานที่คุมขัง
  • ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนของทุกคน ไม่เว้นแม้แต่นักโทษ

หลังจากประท้วงเสียงแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินขบวนและยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อแสดงข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ยังมีทีมสื่อมวลชนหลายสำนักมารับชมและรายงานข่าว สร้างความโปร่งใสในกระบวนการชุมนุมของกลุ่ม คปท. ที่แม้จะรุนแรงแต่ถือปฏิบัติอย่างสงบและมีระเบียบ

ในที่สุด ผู้ชุมนุมได้สลายกันไปอย่างสงบหลังใช้เวลาพูดคุยและเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมและสื่อมวลชน ทั้งยังปล่อยข้อความถึงรัฐบาลให้เปิดใจต่อการปฏิรูประบบควบคุมผู้ต้องขัง โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิของผู้ถูกคุมขัง รวมถึงกระบวนการทางกฎหมายที่อยู่ภายใต้ขอบเขตที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายในระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ขอให้ทุกฝ่ายอยู่ในกรอบกฎหมาย และเคารพในสิทธิของกันและกัน เพราะความยุติธรรมไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นโครงสร้างของสังคมที่ทุกคนต้องมีส่วนช่วยกันสร้าง

ที่มา – ‘คปท.’ บุกประท้วง ‘กรมราชทัณฑ์’ หลังมีข่าวจะกักขัง ‘นช.ทักษิณ’ นอกเรือนจำ

‘หลุยส์-นุ่น’ ประกาศตั้งท้องลูกคนแรก หลังรอลุ้นมานาน!

เร็ว ๆ นี้โลกโซเชียลมีเดียถึงกับฮือฮาเมื่อ “นุ่น รมิดา” และสามีหนุ่ม “หลุยส์ สก๊อต” ที่เพิ่งแต่งงานกันไปไม่นาน ได้เผยข่าวดีที่หลายคนรอคอยมานาน นั่นคือการตั้งท้องลูกคนแรกของทั้งคู่ ทำเอาแฟนคลับทั้งในและนอกวงการบันเทิงแห่คอมเมนต์แสดงความยินดีอย่างล้นหลาม

‘หลุยส์-นุ่น’ ประกาศตั้งท้องลูกคนแรก

สดชื่นสุด ๆ กับคลิปที่ นุ่น รมิดา โพสต์ลงบนอินสตาแกรมส่วนตัว โดยภาพที่เผยให้เห็นคือโมเมนต์หวาน ๆ ระหว่างเธอกับ หลุยส์ สก๊อต ขณะนั่งพักผ่อนอยู่บนเขา ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติก พร้อมทั้งเซอร์ไพร้ข่าวดีด้วยภาพอัลตราซาวด์ของลูกน้อยที่กำลังเติบโตอยู่ในครรภ์ สุดท้ายยังมีฉากหนุ่มหลุยส์ดีใจจนต้องเปิดแชมเปญฉลองร่วมด้วย

คอมเมนต์แห่แสดงความยินดี

ในโพสต์ดังกล่าว สาวนุ่นได้เขียนแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “Noon Louis new chapter 12.09.2025” ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากแฟนคลับและคนในวงการบันเทิงมากมาย หลายคนร่วมชื่นชมในความสุข และมีการพูดแซวอย่างน่ารักเกี่ยวกับสมาชิกใหม่ที่จะมาเพิ่มเติมในครอบครัวนี้

ด้วยความเป็นคู่รักที่หวานซึ้งและเปี่ยมด้วยความรัก งานนี้หลายคนมองว่า หลุยส์-นุ่น คือคู่รักที่ใคร ๆ ก็อิจฉา ทั้งเรื่องความเข้ากันได้ ความโรแมนติก และที่สำคัญตอนนี้ก็แถมความน่ารักของลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลกอีกด้วย หลาย ๆ คนจึงมารอคอยว่าลูกของทั้งสองจะหน้าเหมือนใคร และเมื่อไหร่จะได้เห็นภาพครอบครัวสามคนแบบอบอุ่น

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชัดเจนว่าลูกน้อยของคู่รักนี้จะเกิดช่วงไหนของปีหน้า แต่การตั้งท้องลูกคนแรกของ นุ่นและหลุยส์ ถือว่าเป็นข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่ง แฟน ๆ ต่างเตรียมพร้อมใจให้พรทั้งในเรื่องสุขภาพและการเลี้ยงดูลูกด้วย ณ ยามนี้

ความรักและความสุขของ หลุยส์และนุ่น จะพาทุกคนไปพบกับความประทับใจอีกมากในอนาคต ติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งคู่ และร่วมส่งกำลังใจไปยังครอบครัวใหม่ของทั้งสองได้เลย

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของคู่รักนี้ อย่าลืมกดไลก์ แชร์ และเป็นกำลังใจให้พวกเขาในช่วงเวลาพิเศษนี้ด้วยนะคะ

ที่มา – ‘หลุยส์-นุ่น’ เฮลั่น ประกาศข่าวดีตั้งท้องลูกคนแรก หลังรอลุ้นมานาน!

คณะกรรมการโนเบลยืนยัน กระแสทรัมป์ไม่มีผลต่อการพิจารณารางวัล

จากข่าวล่าสุดที่รายงานมาจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 12 กันยายน นายคริสเตียน เบิร์ก ฮาร์ปวิเคน เลขาธิการคณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์ ซึ่งเป็นองค์กรที่รับผิดชอบในการคัดเลือกและประกาศผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงกระแสข่าวที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้

เนื้อหาสำคัญของแถลงการณ์ระบุว่า คณะกรรมการฯ ตระหนักดีถึงความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ที่กล่าวถึง คณะกรรมการโนเบลยืนยัน กระแสทรัมป์ไม่มีผลต่อการพิจารณารางวัล โดยเฉพาะการกล่าวถึงผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอย่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา อย่างไม่ปิดบัง

คณะกรรมการโนเบลยืนยัน กระแสทรัมป์ไม่มีผลต่อการพิจารณารางวัล

อย่างไรก็ตาม เบิร์ก ฮาร์ปวิเคนย้ำถึงความเป็นกลางในการตัดสินของเขาอย่างชัดเจน โดยระบุว่า กระแสข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ “ไม่มีผลใดเลย” ต่อการประชุมและการตัดสินใจของคณะกรรมการฯ ซึ่งจะประเมินแต่ละผู้ได้รับการเสนอชื่อว่ามีคุณงามความดี ที่เหมาะสมกับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหรือไม่

กรรมการไม่เปิดเผยรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับคณะกรรมการโนเบลฯ คือ พวกเขาไม่เคยเปิดเผยรายชื่อบุคคลหรือองค์กรที่ได้รับการเสนอชื่อ ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ได้รับการเสนอในรอบนี้ ทั้งนี้ เขากล่าวว่าในปีนี้มีผู้เข้ารับการ提名มากกว่า 300 ราย จากทั่วทุกมุมโลก

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการเสนอชื่อของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเสนอชื่อโดยนายอเล็กซ์ เบนซาโกส อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐจอร์เจีย โดยระบุว่าผู้นำสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการลดการเผชิญหน้าทางทหารในบางเขตความขัดแย้ง เช่น ไนเธอร์แลนด์ บาแกโซน และแปลน อีกทั้งยังมีบทบาทในการป้องกันสงครามครั้งใหญ่จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอีกด้วย

แม้ว่าในบางพื้นที่การสู้รบยังดำเนินต่อ เช่น ในยูเครน และฉนวนกาซา ซึ่งอาจจะดูขัดแย้งกับผลงานที่เสนอชื่อข้างต้น แต่คณะกรรมการยืนยันว่า พวกเขาจะพิจารณา “คุณธรรม” และเหตุผลที่สร้างความสงบสุขให้กับโลกเป็นหลักในการตัดสิน

จากข้อมูลนี้ เราสามารถเห็นได้ว่า แม้จะมีการเมืองหรือกระแสความนิยมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่คณะกรรมการโนเบลฯ ยังคงยึดหลักความยุติธรรม การตัดสินอย่างเป็นกลาง และไม่ยอมให้กระแสใด ๆ เข้ามากบดบังการพิจารณาที่ทรงคุณค่า สิ่งนี้อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการแสวงหาสันติภาพที่แท้จริงในระดับโลก

หากคุณสนใจติดตามข่าวในเชิงลึกเกี่ยวกับการเสนอชื่อรางวัลโนเบล หรือต้องการรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับผู้ได้รับรางวัลในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ อย่าลืมกลับมาติดตามข่าวจากเราอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – คณะกรรมการโนเบลลั่น “กระแสทรัมป์” ไม่มีผลต่อการพิจารณารางวัล

เร่งขับเคลื่อนฐานข้อมูลแปลงเกษตรดิจิทัล Geoplots

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วน ภาคเกษตรของไทยก็ไม่ตกขบวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาฐานข้อมูลแปลงเกษตรดิจิทัล Geoplots ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้การจัดการข้อมูลทางการเกษตรแม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

เร่งขับเคลื่อนฐานข้อมูลแปลงเกษตรดิจิทัล Geoplots

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการพัฒนาฐานข้อมูลแปลงเกษตรดิจิทัล Geoplots อย่างต่อเนื่อง โดยมีรูปแบบการใช้งานทั้งบนเว็บและแอปพลิเคชันมือถือ เพื่อความสะดวกในการทำงานของเจ้าหน้าที่ และให้บริการเกษตรกรอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกระบวนการขึ้นทะเบียน และการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร

ระบบ Geoplots จะตรวจสอบข้อมูลที่ส่งเข้ามาหลายประเด็น เช่น แปลงที่วาดอยู่ในพื้นที่ตำบลเดียวกันหรือไม่? ขนาดพื้นที่ต่างกันไม่เกิน ±10% หรือตรวจสอบว่าแปลงที่วาดนั้นทับซ้อนกับแปลงของเกษตรกรรายอื่นหรือไม่?

ความสำคัญของระบบ Geoplots

การใช้ ฐานข้อมูลแปลงเกษตรดิจิทัล Geoplots มีประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกรและภาครัฐ รวมถึงผู้บริโภคและคู่ค้าระหว่างประเทศ มีการเชื่อมโยงกับ Map API และข้อมูลเอกสารสิทธิ์จากกรมที่ดินแบบ Real-time ทำให้สามารถติดตามสถานการณ์และยืนยันความถูกต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบยังเป็นหัวใจของการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) สำหรับชนิดสินค้า 7 ชนิดภายใต้กฎหมาย EUDR ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน, กาแฟ, โกโก้, ถั่วเหลือง, โค และไม้ ส่งผลให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

  • ระบบทำงานได้ทั้งบนเว็บและแอปพลิเคชัน
  • ลดเวลาตรวจสอบและเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล
  • เชื่อมโยงข้อมูลกับพื้นที่เพาะปลูกจริง
  • รองรับการตรวจสอบย้อนกลับสำหรับตลาดต่างประเทศ

ปัจจุบันมีการดำเนินการจัดทำผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัลสำหรับพืชภายใต้ EUDR รวมแล้วกว่า 230,000 แปลง คาดว่าจะครอบคลุมเป้าหมายทั้งหมดภายในกันยายน 2568

การเร่งขับเคลื่อน ฐานข้อมูลแปลงเกษตรดิจิทัล Geoplots จึงไม่ใช่แค่เพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ช่วยให้งานง่ายขึ้น แต่คือก้าวสำคัญที่ทำให้เกษตรไทยขยับตัวสู่มาตรฐานสากล พร้อมสำหรับความต้องการของตลาดโลก

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการเกษตร อย่าพลาดโอกาสใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลแปลงเกษตรดิจิทัล Geoplots เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของเกษตรยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ที่มา – เร่งขับเคลื่อน “ฐานข้อมูลแปลงเกษตรดิจิทัล Geoplots”

แม่แตงโม-ปานเทพ นำหลักฐานศาลมอบ DSI สืบสวนคดี

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่สำนักงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พร้อมกับ นางพนิดา หรือที่รู้จักกันในนาม แม่แตงโม ได้เดินทางมายัง สำนักงานเพื่อ แม่แตงโม-ปานเทพ นำหลักฐานศาลมอบ DSI สืบสวนคดี ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ “แตงโม” ลูกสาวสาว โดยพยานหลักฐานชิ้นสำคัญได้รับมาจากการศาลจังหวัดนนทบุรี นำมาส่งมอบเพื่อประกอบการสืบสวนคดีที่ดำเนินมาอย่างเข้มงวด

แม่แตงโม-ปานเทพ นำหลักฐานศาลมอบ DSI สืบสวนคดี

ในการนี้ ทางคุณแม่และนายปานเทพได้นำพยานหลักฐานสำคัญจำนวนมากจากศาล มาส่งต่อให้กับพนักงานสืบสวนเพื่อให้สามารถพิจารณาและเปรียบเทียบกับข้อมูลที่มีอยู่ ซึ่งรวมถึงสำนวนคดีหมายเลขดำที่ อ.789/2565 ศาลจังหวัดนนทบุรี ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับความเสียหายร้ายแรง รวมถึงวัตถุพยานที่มีการเก็บรวบรวมระหว่างคดี และรายงานผลการตรวจร่างกายจากอินสติวิทยาศาสตร์

หลักฐานที่ยังขาดและยังต้องติดตาม

แม้จะมีการจัดการพยานหลักฐานส่วนใหญ่ไปแล้ว แต่ยังคงมีบางส่วนที่ต้องรอผลการติดตาม เช่น วัตถุพยานในรูปแบบของแผ่น CD และข้อมูลจากกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีผลสำคัญต่อภาพรวมของ แม่แตงโม-ปานเทพ นำหลักฐานศาลมอบ DSI สืบสวนคดี อย่างไรก็ตาม นายปานเทพได้ระบุว่ายังมีเวลาในการอุทธรณ์และเอาพยานหลักฐานมาประกอบเพิ่มเติมได้ต่อไป

นอกจากนี้ การตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ในการละเว้นหน้าที่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทีมสอบสวนให้ความสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้มาจะสามารถใช้ประกอบเป็นจิ๊กซอว์ของความจริงได้อย่างครบถ้วน

ในส่วนของ แม่แตงโม-ปานเทพ นำหลักฐานศาลมอบ DSI สืบสวนคดี คุณแม่แตงโม เผยให้ทราบว่า แม้ตอนนี้ได้รับเงินเยียวยาจากคนบนเรือ แต่ไม่ได้ทำให้ใจสงบ เพราะสิ่งที่เธอต้องการคือความจริงว่าใครเป็นผู้กระทำกับลูกสาว และแนวทางการลงโทษอย่างยุติธรรม

พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม หัวหน้าทีมสอบสวนยืนยันว่า ตอนนี้ความคืบหน้าอยู่ในระดับ 90% แล้ว และยังมีภาพถ่ายชุดใหม่ส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจสอบว่ามีการแก้ไขหรือทำซ้ำจากภาพเดิมหรือไม่ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของหลักฐานที่ใช้ในการสรุปผล

หากการตรวจสอบขั้นสุดท้ายเสร็จสิ้น และพบว่ามีความผิดเกี่ยวข้องของข้าราชการ สำนวนคดีจะถูกส่งให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตามระเบียบต่อไปอย่างแน่นอน ซึ่งทีมสอบสวนมั่นใจว่า แม่แตงโม-ปานเทพ นำหลักฐานศาลมอบ DSI สืบสวนคดี นี้จะช่วยเปิดเผยความจริงอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม แม้ความหวังอาจอยู่ในหลักฐานที่ยังรอการพิสูจน์ แต่การไม่ยอมแพ้ของคุณแม่แตงโม ในฐานะแม่ผู้ทุ่มเทเพื่อความยุติธรรมให้กับลูกสาว เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนจำนวนมากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

หากคุณยังมีข้อมูลหรือหลักฐานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดี ควรรีบติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้ความจริงหลงหายไปในความมืด

ที่มา – ‘แม่แตงโม-ปานเทพ’ หอบหลักฐานสำคัญจากศาล มอบ DSI ลุยพิสูจน์ข้อเท็จจริง!