ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เฟรเซอร์สฯ บุกอสังหาฯภาคอีสานรับดีมานด์โตต่อเนื่อง

อย่างต่อเนื่องของความต้องการที่อยู่อาศัยในภาคอีสาน บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายฐานลูกค้าในพื้นที่ โดยเฉพาะใน เฟรเซอร์สฯ บุกอสังหาฯภาคอีสานรับดีมานด์โตต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาโครงการคุณภาพที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีความต้องการสูงขึ้น และเทนเดนซี่ที่จะอยู่ในที่อยู่อาศัยที่ให้คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

เฟรเซอร์สฯ บุกอสังหาฯภาคอีสานรับดีมานด์โตต่อเนื่อง

นายภวรัญชน์ อุดมศิริ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่ที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจ การคมนาคม และมีคนหนาแน่นเป็นอันดับสองของประเทศ ทั้งยังเป็นจุดศูนย์กลางของอุตสาหกรรม การเกษตร และเทคโนโลยีในภาคอีสาน

จากความเจริญเติบโตนี้ ทำให้ เฟรเซอร์สฯ บุกอสังหาฯภาคอีสานรับดีมานด์โตต่อเนื่อง โดยนำเสนอโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงที่มีฟังก์ชันครบครัน และรองรับทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกกลุ่ม ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวโครงการใหม่ในทำเลใจกลางเมืองโคราช ภายใต้ชื่อ ‘แกรนดิโอ โคราช–เทอร์มินอล’

แกรนดิโอ โคราช–เทอร์มินอล สุดยอดบ้านเดี่ยวสไตล์ยุโรป

โครงการ เฟรเซอร์สฯ บุกอสังหาฯภาคอีสานรับดีมานด์โตต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวโครงการ แกรนดิโอ โคราช–เทอร์มินอล มูลค่ารวม 1,860 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ 71.64 ไร่ มีจำนวน 320 ยูนิต ทำเลแห่งนี้อยู่ใจกลางเมืองโคราช บนถนนสุระ 2 ที่สะดวกต่อการเดินทาง และการเชื่อมต่อกับพื้นที่สำคัญต่างๆ ทั้งผ่านถนนมิตรภาพ ถนนเลี่ยงเมือง และใกล้ทางหลวงพิเศษ M6

โครงการได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบคฤหาสน์สไตล์ยุโรป โดยเน้นโทนสีทอง สีขาว และสีธรรมชาติ เพื่อสะท้อนความคลาสสิกและทันสมัย บ้านแต่ละหลังถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน โดยมีให้เลือกทั้งหมด 5 แบบ ดังนี้:

  • Luzern: บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ 320 ตร.ม. 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว
  • Modica 2: พื้นที่ใช้สอย 263 ตร.ม. มี 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ และห้องนอน.masterพร้อมห้องน้ำในตัว
  • Calella: พื้นที่ใช้สอย 206 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมห้องนั่งเล่นชั้นล่าง
  • Bronte: พื้นที่ใช้สอย 155 ตร.ม. รวม 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และห้องใส่ผ้า
  • Adrano: บ้านแฝด 140 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ สามารถปรับห้องชั้นล่างเป็นออฟฟิศส่วนตัวได้

ส่วนพื้นที่ส่วนกลางของโครงการได้รับแรงบันดาลใจจาก “ไฮด์พาร์ก” ในลอนดอน โดยเน้นพื้นที่สีเขียวที่อบอุ่นและสามารถใช้งานร่วมกันได้ ทั้ง Co-Working Space, สระว่ายน้ำระบบเกลือ, ฟิตเนส, สวนสาธารณะ, สวนเด็กเล่น, Pet Society และ Jogging Track เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของครอบครัวในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง กำลังเป็นโอกาสสำคัญอันเนื่องมาจากแนวโน้ม เฟรเซอร์สฯ บุกอสังหาฯภาคอีสานรับดีมานด์โตต่อเนื่อง ที่ไม่หยุดชะงัก สิ่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเฟรเซอร์สในการสร้างคุณค่าและคุณภาพชีวิตให้กับลูกค้าได้อย่างแท้จริง

หากคุณกำลังมองหาที่อยู่อาศัยในโคราชที่มีคุณภาพและทำเลดี การลงทุนในโครงการแกรนดิโอ โคราช–เทอร์มินอล คือทางเลือกที่คุ้มค่าและสร้างคุณภาพชีวิตในรูปแบบใหม่

ที่มา – เฟรเซอร์สฯ บุกอสังหาฯภาคอีสานรับดีมานด์โตต่อเนื่อง

หุ้นไทยเช้านี้เปิดลบ 1.69 จุด รอการเมืองชัดเจน

ตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าของวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เปิดตลาดที่ระดับ 1,234.92 จุด ลดลง 1.69 จุด จากมูลค่าซื้อขายเบื้องต้นที่ 1,506.13 ล้านบาท โดยในวันนี้นักลงทุนยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีการประชุมของพรรคประชาชน ซึ่งคาดว่าจะมีการชี้แจงแนวทางการบริหารประเทศอย่างชัดเจน ทำให้บรรยากาศในตลาดยังแปรผันตามอารมณ์ของนักลงทุนที่รอจับสัญญาณจากสถานการณ์การเมือง

หุ้นไทยเช้านี้เปิดลบ 1.69 จุด รอการเมืองชัดเจน

จากข้อมูลที่ได้รับจาก บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้เปิดลบเล็กน้อย โดยมีแนวโน้มว่าจะแกว่งตัวในช่วงแบบ sideways หรือจะมีแรงรีบาวด์ขึ้นก็ขึ้นอยู่กับผลการประชุมของพรรคประชาชนในวันนี้ว่าสามารถชี้แจงแนวทางของรัฐบาลให้ชัดเจนหรือไม่ หากมีความชัดเจนนักลงทุนอาจเริ่มมองว่าตลาดกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ซึ่งมีการตั้งสมมุติฐานว่าอาจมีการยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งแนวทางนี้แกนนำของทั้งสองพรรครับมือได้

วิเคราะห์ทางเทคนิค

มุมมองเชิงเทคนิคระบุว่า หากดัชนีไม่หลุดระดับแนวรับที่ 1,230-1,227 จุด และเป็นเพียงการปรับฐานระยะสั้น ก็มีโอกาสที่จะกลับตัวขึ้นได้อีกครั้ง โดยมีแรงต้านที่ระดับ 1,250-1,255 จุด หากสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้ แสดงว่าดัชนีมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นกลับมาอีกครั้ง

  • ดัชนีเปิดที่ 1,234.92 จุด
  • ลดลง 1.69 จุด
  • มูลค่าซื้อขาย 1,506.13 ล้านบาท
  • แนวรับ 1,230 – 1,227 จุด
  • แนวต้าน 1,250 – 1,255 จุด

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยังได้รับแรงกดดันจากการไม่แน่นอนทางการเมืองและการติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ PCE ของสหรัฐฯ ซึ่งออกมาตามที่คาดการณ์ไว้ นักวิเคราะห์มองว่าจุดนี้ยังมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลดีต่อทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย

สรุปได้ว่า หุ้นไทยเช้านี้เปิดลบ 1.69 จุด โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับการติดตามสถานการณ์ภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้หากมีการประกาศชัดเจนทางการเมืองจากฝ่ายผู้นำในวันนี้ จะส่งผลต่อทิศทางของตลาดในช่วงบ่ายอย่างมีนัยสำคัญ

มองระยะสั้นว่าตลาดอาจยังปรับฐานต่อ แต่หากยืนเหนือแนวต้านได้ ก็พร้อมเฉียบขึ้นได้ทันที

ที่มา – หุ้นไทยเช้านี้เปิดลบ 1.69 จุด รอการเมืองชัดเจน

บิ๊กเต่าไม่น้อยใจหลุดโผแต่งตั้งโยกย้าย ดีใจกับ พล.ต.ต.นพศิลป์

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีรายงานว่า คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้ประชุมกันเป็นเวลา 8 ชั่วโมง เพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะได้รับการแต่งตั้งและโยกย้ายในรอบนี้ รวมทั้งหมด 250 นาย อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า ชื่อของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือที่เรียกกันในวงการว่า ‘บิ๊กเต่า’ รอง ผบช.ก. กลับไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ได้รับการแต่งตั้ง

บิ๊กเต่าไม่น้อยใจหลุดโผแต่งตั้งโยกย้าย

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามความคิดเห็นจาก พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เกี่ยวกับกรณีที่ตนเองไม่ได้อยู่ในบัญชีการแต่งตั้ง โดย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่น้อยใจเลย” เพราะเห็นว่าการทำงานควรเป็นไปเพื่อส่วนรวม และหากใครมีโอกาสได้รับการพิจารณาขึ้น ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี

ชมพล.ต.ต.นพศิลป์เป็นคนเก่งมีความสามารถ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังได้ชื่นชม พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยระบุว่า พล.ต.ต.นพศิลป์ เป็นผู้ที่เก่งและมีความสามารถ โดยเฉพาะในด้านการสืบสวน เขาเองก็รู้สึกดีใจแทน พล.ต.ต.นพศิลป์ และเชื่อว่าการพิจารณาในครั้งนี้ถือว่าเป็นความถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เผยว่า ตนมีความเห็นว่าคณะกรรมการควรพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งในหมวดความรู้ความสามารถให้มากขึ้น โดยเสนอแนะว่า คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ควรหาแนวทางให้เกิดความเป็นธรรมในการพิจารณาในระดับผู้บัญชาการและรองผู้บัญชาการในปีถัดไป

โดยหลังการประชุม ก.ตร. ที่ใช้เวลาถึง 8 ชั่วโมงนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เห็นว่า ก.ตร. ชุดใหญ่ ที่มี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นประธาน ได้ทำหน้าที่คืนความเป็นธรรมให้กับกลุ่มคนทำงานที่มีความสามารถ ซึ่งน่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี

แม้จะเป็นข่าวที่ทำให้หลายคนคาดไม่ถึงว่า ‘บิ๊กเต่า’ จะไม่ได้รับการพิจารณา แต่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่า ตนเองจะยังคงทำงานด้วยความมุ่งมั่น ไม่เสียกำลังใจ และยังมีเวลาอีก 4 ปีในการลงมือทำเพื่อ 국가และส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง

  • พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ไม่น้อยใจที่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง
  • ชมความสามารถของ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์
  • เสนอแนะแนวทางการพิจารณาที่เป็นธรรมจาก ก.ตร. และ ก.พ.ค.ตร.

จากกรณีนี้ เห็นได้ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ หรือ ‘บิ๊กเต่า’ ไม่ใช่แค่ผู้บัญชาการที่มีความเข้มแข็งในงาน แต่ยังเป็นบุคคลที่มีมุมมองเชิงบวกและใส่ใจระบบมากกว่าตัวเอง นี่คือจุดเด่นของผู้นำที่แท้จริง

หากคุณเห็นด้วยกับมุมมองของ ‘บิ๊กเต่า’ อย่าลืมแบ่งปันความคิดเห็น และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการบริหารงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยึดหลักความเป็นธรรมและโปร่งใสต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการพัฒนาระบบราชการไทยให้ดีขึ้นในอนาคต

ที่มา – ‘บิ๊กเต่า’ ไม่น้อยใจหลุดโผแต่งตั้งโยกย้าย ดีใจกับ ‘พล.ต.ต.นพศิลป์’ ชมเป็นคนเก่งมีความสามารถ

ญาติปากแจ๋ว! ตำรวจจับป๋านวยฝากขัง-ค้านประกัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้เกิดเหตุการณ์ที่น่าจับตามองในแวดวงคดีความและอาชญากรรม เมื่อเจ้าหน้าที่กรมการปกครองและตำรวจนครบาลสามารถจับกุม ญาติปากแจ๋ว! และควบคุมตัว ‘ป๋านวย ดอนเมือง’ นายบ่อนพนันดัง ที่มีความเกี่ยวข้องกับคดีจัดให้มีการเล่นการพนันและหลบหนีคำสั่งศาล ซึ่งผู้ต้องหานี้หลบหนีอยู่พักใหญ่ก่อนถูกจับได้ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวในย่านพระราม 4

ญาติปากแจ๋ว! ตำรวจจับป๋านวยฝากขัง-ค้านประกัน

คดีที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บุกบ่อนสี่เสือในย่านสรงประภา ซอย 1 โดยสามารถควบคุมตัวนักพนันได้ โดยมีหนึ่งในผู้ถูกจับเป็นนายอำนวย เกียรติดอนเมือง หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ป๋านวย ดอนเมือง ซึ่งมีอายุ 69 ปี และเป็นเจ้าของบ่อนที่ถูกจับกุมนั้น แต่เขากลับหลบหนีไป และหลังจากดำเนินการสืบสวน เจ้าหน้าที่สามารถตามจับกุมตัวได้ในวันถัดมา

ต่อมา เมื่อวันที่ 1 กันยายน พนักงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ควบคุมตัว ญาติปากแจ๋ว! ป๋านวยจากสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ก่อนนำตัวไปส่งศาลแขวงดอนเมือง เพื่อดำเนินคดีในข้อหาเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและหลบหนีคำสั่งศาล ซึ่งรวมทั้งหมด 8 หมายจับจากศาลแขวงและศาลอาญา

การค้านประกันตัวและคำพูดจากญาติ

ทางด้านญาติของ ป๋านวย ดอนเมือง ได้เดินทางมายังสถานีตำรวจเพื่อเข้าเยี่ยมผู้ต้องหา โดยนำอาหาร เครื่องดื่ม และยาประจำตัวมารับฝาก พร้อมทั้งใช้เวลาพูดคุยกับมายัง 30 นาที อย่างไรก็ตาม ญาติของป๋านวยยืนยันว่าจะไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ

ทว่าระหว่างการควบคุมตัว นายอำนวยถูกถามถึงการจะกลับมาเปิดบ่อนอีกหรือไม่ แต่ในขณะนั้นญาติก็ขอแทนเสียงออกมาด้วยคำพูดว่า “ให้ไปถามคนเล่นว่าจะเลิกไหม?” ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลและความนิยมของสถานประกอบการที่เขาเคยเป็นเจ้าของที่ยังมีผู้คนนับถืออยู่

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติกรรมหลบหนีการดำเนินคดี และมีความผิดฐานที่ใช้เอกสารของภรรยาปลอมเพื่อหลอกให้ศาลเชื่อว่าเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้พนักงานสอบสวนปฏิเสธการขอประกันตัวอย่างเด็ดขาด

ท่ามกลางกระแสความสนใจจากสังคม การกลับมาของ ญาติปากแจ๋ว! ป๋านวย ดอนเมือง จึงเป็นอีกประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการพนันในพื้นที่เมือง และความยุ่งยากของระบบกฎหมายหากเจอผู้มีอิทธิพลทางการเงินหรือการเมือง

ไม่ว่าจะส่งผลต่อการพิจารณาคดีอย่างไร การดำเนินคดีในครั้งนี้ของเจ้าหน้าที่ถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่สื่อถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามการพนันที่มีกลุ่มอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง จนกว่าจะมีความชัดเจนเพิ่มเติมจากศาล ท่ามกลางกระแสสนับสนุนจากกลุ่มคนเล่นเก่าและคำพูดที่ยังสะท้อนมาจากครอบครัวอย่างกับในวันนี้

ทั้งนี้การดำเนินคดีต่อไปของศาลจะเป็นอย่างไร น่าจับตามองเป็นพิเศษว่าจะมีการประกันตัวได้จริงหรือไม่ และข้อหาที่มีทั้งหมด 8 ข้อจะตกผลึกกันอย่างไร

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามคดีนี้ อย่าลืมติดตามข่าวความเคลื่อนไหวครั้งต่อไป เพราะอาจเป็นโอกาสสุดท้ายของ “ป๋านวย” ที่จะปรากฏตัวบนเวทีความยุติธรรม

ที่มา – ญาติปากแจ๋ว! ตำรวจหิ้ว ‘ป๋านวย ดอนเมือง’ นายบ่อนดัง ฝากขัง-ค้านประกัน

แต่งจริง กลัวจริง “แพรวา” เวอร์ชันผีใน “ท่าแร่” สยองจนไม่กล้าส่องกระจก

หลายคนอาจจะรู้จัก “แพรวา ณิชาภัทร” ในฐานะนักแสดงสาวตัวจี๊ดที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวย เซ็กซี่ และมีสไตล์ แต่ในภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ “ท่าแร่” เธอต้องมาแต่งหน้าผีแบบจัดเต็ม รับบท “มาลี” เด็กสาวที่ถูกผีเข้าสิงและถูกรุมเร้าจนต้องเผชิญหน้ากับความสยองระดับสุดขีด

แต่งจริง กลัวจริง “แพรวา” เวอร์ชันผีใน “ท่าแร่”

อย่างที่หลายคนอาจจะคาดเดาไม่ถึง “แพรวา” บอกว่าเธอเป็นคนกลัวผีมาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยอยากเกี่ยวข้องกับการเล่นหนังผีมาก่อนเพราะกลัวว่าจะมีประสบการณ์ตรงระดับผมลุก แต่ครั้งนี้เธอต้องกดความกลัวทิ้งไว้ข้างหลังเพื่อรับบทบาทหนักแน่นนี้

สำหรับการแต่งหน้าในภาพยนตร์ “ท่าแร่” แพรวาต้องใช้เวลา.decorate ตัวเองเกือบ 3 ชั่วโมงต่อฉาก โดยเริ่มจากตาแดงฉ่ำเลือด ไปจนถึงเอฟเฟกต์เต็มรูปแบบที่ทำให้เธอแทบไม่กล้ามองหน้าตัวเองในกระจก

ไม่กล้าดูตนเอง “ฉีก” ต้องใช้เวลานานเพิ่มเอฟเฟกต์

“ตัวละคร ‘มาลี’ มีอัปเกรดความน่ากลัวจากฉากแรกๆ จนถึงฉากสุดท้ายค่ะ” แพรวาเล่าให้ฟัง “ทีมงานให้ความละเอียดเต็มที่กับงานผิว เลือด และความน่าสะพรึงกลัวระดับสุด เพราะเราจะต้องดูดีในภาพยนตร์ในโรงหนัง แต่ตอนถ่ายก็เริ่มกลัวจนงงตัวเองค่ะ”

นอกจากนี้เธอยังเปิดใจว่าตัวเองแต่งเสร็จก็เข้าฉากทันที ไม่เคยกล้าไปดูภาพในมอนิเตอร์ กลัวจะมีภาพติดตาในตอนขับรถกลับบ้านคนเดียวระหว่างถ่ายทำในที่โล่งๆ

  • แต่งตาแดงฉ่ำเลือดเพื่อความน่ากลัวตั้งแต่ฉากแรก
  • ใช้เวลาแต่งหน้าต่อฉากนานถึง 3 ชั่วโมง
  • ไม่กล้าดูตนเองในมอนิเตอร์ขณะถ่ายทำ
  • อยากให้ผู้ชมไปดูในโรงภาพยนตร์แทน

อย่างไรก็ตาม แพรวาบอกว่าแม้เธอจะต้องเผชิญความกลัวและบู๊ตัวเองอย่างหนัก แต่เธอก็ยังมีความภาคภูมิใจในบทบาทนี้ว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เธอสามารถก้าวข้ามความกลัวเพื่อผลงานที่ดีที่สุด และเธอยังชวนแฟนๆ ไปชมในโรงภาพยนตร์พร้อมกับเพื่อนๆ จะได้ไม่กลัวจนเกินไป

ภาพยนตร์ “ท่าแร่” กำลังฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศแล้ว ใครกล้าก็ลองไปเช็กกันได้

ที่มา – แต่งจริง กลัวจริง “แพรวา” เวอร์ชันผีใน “ท่าแร่” สยองจนไม่กล้าส่องกระจก ขอดูในโรงหนังทีเดียวเลย

ด่วน! โจรใต้ป่วนนราธิวาส ปูพรม วางระเบิด-เผายาง 5 อำเภอ ชาวบ้านเจ็บ 2

เหตุการณ์ที่น่าตกใจเกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส เมื่อช่วงคืนวันที่ 31 สิงหาคม ถึงเช้าของวันที่ 1 กันยายน 2568 กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้ลงมือก่อความไม่สงบในพื้นที่ทั้งหมด 5 อำเภอ ซึ่งได้แก่ สุไหงปาดี, จะแนะ, บาเจาะ, เจาะไอร้อง และศรีสาคร โดยมีเหตุการณ์หลายจุดเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดและเผายางรถยนต์ ส่งผลให้ชาวบ้านบางรายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ด่วน! โจรใต้ป่วนนราธิวาส ปูพรม วางระเบิด-เผายาง 5 อำเภอ ชาวบ้านเจ็บ 2

จากข้อมูลเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบจุดเกิดเหตุทั้งหมด 6 จุดทั่วทั้ง 5 อำเภอ ซึ่งหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นที่อำเภอสุไหงปาดี ที่ถนนทางหลวง 4056 มีรถยนต์เก๋งได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิดบนถนน และมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย ได้แก่ นายอาซูดิง กูเร็ง และ นายอัสฟัสรี มะมิง ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

เหตุลอบวางระเบิดหน้าธนาคาร ธกส. และตู้เอทีเอ็ม

นอกจากนี้ ยังมีเหตุระเบิดลอบวางหน้าธนาคาร ธกส. และตู้เอทีเอ็มในพื้นที่อำเภอบาเจาะ, เจาะไอร้อง และศรีสาคร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของการก่อเหตุในครั้งนี้เน้นไปที่สถาบันการเงิน และเป็นการกระทำที่มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รักษาการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทั้ง 13 อำเภอเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกัน โดยเฉพาะการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และประสานงานร่วมกับหน่วยงานทหารและฝ่ายปกครอง เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

ด้วยสถานการณ์ที่ไม่สงบอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างนราธิวาส ทำให้ประชาชนที่มีชีวิตอยู่ในพื้นที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูงมาก การมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานรักษาความปลอดภัยและชุมชน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้

ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและเก็บข้อมูล เพื่อระบุกลุ่มผู้ก่อเหตุและนำมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

เราจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานข่าวการเมือง ความน่าปลอดภัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ด่วน! โจรใต้ป่วนนราธิวาส ปูพรม วางระเบิด-เผายาง 5 อำเภอ ชาวบ้านเจ็บ 2

ล่าแก๊ง ‘ทรัพย์จาง’ ปาระเบิด-ยิงปืน ป่วนเมือง จ่อฟันผู้ปกครอง

เมื่อช่วงดึกของวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งก่อความวุ่นวายในพื้นที่ซอยทวีทรัพย์ ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต โดยมีการ ปาระเบิดปิงปอง ใส่ร้านซ่อมรถในละแวก จนทำให้กระจกรถยนต์ของประชาชนแตกเสียหาย รวมถึงยังมีการใช้ ปืนยิงในที่สาธารณะ ทำให้มีการพบปลอกกระสุนจำนวนมากบริเวณที่เกิดเหตุ

ล่าแก๊ง ‘ทรัพย์จาง’ ปาระเบิด-ยิงปืน ป่วนเมือง จ่อฟันผู้ปกครอง

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิชิต ได้เข้าตรวจสอบและใช้กล้องวงจรปิดในพื้นที่เป็นเครื่องมือในการสืบสวน จนสามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้ ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี ล้วนเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่มีชื่อเสียงในพื้นที่คือ “ทรัพย์จาง”

การจับกุมและการดำเนินคดี

ในวันที่ 31 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.สมศักดิ์ ทองเกลี้ยง ผู้กำกับกองปราบ สภ.วิชิต ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเร่งดำเนินการจับกุมกลุ่มผู้กระทำผิด โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้เป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ที่มีส่วนในเหตุการณ์ ปาระเบิด และผู้ที่ใช้อาวุธปืน

พ.ต.อ.สมศักดิ์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีในหลายข้อหา ไม่ว่าจะเป็น การมีและใช้อาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต การยิงปืนในที่สาธารณะ รวมไปถึงข้อหาเกี่ยวกับการ gatherings ที่มีจุดประสงค์เพื่อก่อความวุ่นวายในสังคม ซึ่งหากพิสูจน์ได้ ก็สามารถลงโทษได้สูงสุดถึง 5 ปี

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาเพื่อดูว่าเคยมีน้ำเสียงในอดีตหรือไม่ และที่สำคัญ สำนักงานตำรวจยังเตรียมดำเนินคดีกับ ผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลย ให้บุตรหลานออกมาก่อเหตุในลักษณะนี้

  • ผู้ต้องหาอายุไม่เกิน 18 ปี ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของแก๊งทรัพย์จาง
  • ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถและทรัพย์สินของประชาชน
  • การใช้เทคโนโลยีในเชิงสืบสวนเพื่อจับกุมผู้กระทำผิด
  • มีการแจ้งข้อหาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านอาวุธและพฤติการณ์ก่อความวุ่นวาย

กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งบทสรุปของปัญหาเด็กและเยาวชนที่ต้องสั่งสมยุทธวิธีสืบสวนและการบริหารจัดการของเจ้าหน้าที่อย่างจริงจัง ทั้งการหยิบยกปัญหาต้นตอออกไป และการส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลเพื่อป้องกันก่อนจะสาย

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือสมาชิกชุมชน อย่าปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ควรเฝ้าระวังและให้ความรู้ลูกหลานเพื่อป้องกันไม่ให้เข้าไปในเส้นทางที่ผิด เพราะในที่สุด แม้จะโดนลงโทษแค่เด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบไปด้วย

ที่มา – ล่าแก๊ง ‘ทรัพย์จาง’ ปาระเบิด-ยิงปืน ป่วนเมือง จ่อฟันผู้ปกครองปล่อยปละด้วย

ยูเครนปัดแนวคิดสร้างแนวกันชน ลั่นรัสเซียต้องเป็นฝ่ายถอย

จากข่าวล่าสุดที่มาจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 1 กันยายน ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อรายงานของหลายสื่อที่ระบุว่า ผู้นำยุโรปกำลังพิจารณาแนวคิดในการกำหนดแนวพื้นที่กันชนระยะทาง 40 กิโลเมตร เพื่อทำเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพในระยะยาว หรืออย่างน้อยก็เป็นข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว

ยูเครนปัดแนวคิดสร้างแนวกันชน

เซเลนสกีกล่าวว่า แนวคิดเรื่องการกำหนดแนวพื้นที่กันชนนั้น เป็นแค่สิ่งที่เสนอโดยคนที่ไม่เข้าใจสถานการณ์จริงของสงครามเท่านั้น เขายืนยันว่า นี่ไม่ใช่วิธีที่จะนำไปสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน

แนวคิดเรื่องแนวพื้นที่กันชนซึ่งสามารถขยายได้เป็น ‘เขตปลอดทหาร’ มีตัวอย่างจากสถานการณ์โลกจริง เช่น ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ หรือแม้แต่มาจากการแบ่งเขตทวีปยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ความเป็นจริงของแนวหน้าในยูเครน

อย่างไรก็ตาม มีพื้นที่คล้ายแนวพื้นที่กันชนอยู่แล้วทั้งสองด้านของแนวหน้าโดยในภาษาทหารท้องถิ่นอาจเรียกว่า “เขตมรณะ” หรือ “เขตสีเทา” ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะประจำการและวางอาวุธห่างกันระยะมากกว่า 10 กิโลเมตร แต่ไม่สามารถใช้ปืนใหญ่ได้ เพราะเสี่ยงต่อการโจมตีทางอากาศจากโดรนหรือยานบินไร้คนขับ

แน่นอนว่า การกำหนดแนวพื้นที่กันชนอย่างเป็นทางการ จะส่งผลให้ยูเครนต้องสละดินแดนบางส่วน ซึ่งเซเลนสกีมองว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรม เขาชี้ว่า หากฝ่ายรัสเซียต้องการมีระยะห่างเพิ่มเติมจากยูเครน ทางรัฐบาลมอสโกควรสั่งให้ทหารถอยร่นออกจากดินแดนของยูเครนที่เข้ายึดไว้ ซึ่งในสายตาของยูเครนถือเป็น ‘ดินแดนที่ถูกยึดโดยไม่ชอบ’ อย่างถาวร

  • แนวคิดเรื่องแนวกันชนมาจากราชศัตรู
  • ยูเครนมี ‘เขตสีเทา’ อยู่แล้ว
  • รัสเซียควรเป็นฝ่ายถอยก่อน

ในมุมมองของผู้นำยูเครน การตกลงในลักษณะดังกล่าวจะทำให้ประเทศต้องเสียดินแดนโดยไม่จำเป็น และไม่ตอบโจทย์หากไม่มีการทบทวนทรัพยากรทางทหารของฝ่ายตรงข้ามก่อน ทั้งนี้ เซเลนสกียังยืนยันว่า ยูเครนยังต้องเผชิญกับสงครามที่ยังไม่จบ และการรักษาดินแดนอย่างเต็มรูปแบบจะเป็นผลตอบแทนที่ควรได้รับจากการต่อสู้

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของยูเครนก่อให้เกิดเสียงสะท้อนหลายด้านในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะในแวดวงผู้นำที่ต้องการจัดทำข้อตกลงเพื่อความสงบ ว่าควรฟังเสียงของทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียดและรอบด้าน ก่อนจะมีการตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับอนาคตของสภาโลก

ข่าวความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่า แนวทางการต่อสู้ของยูเครนمنذต้นภาวะความขัดแย้งนั้นไม่ใช่แค่เชิงรุก แต่ยังหมดใจในแนวทางทางการทูตเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง หากมีวันที่สันติภาพมาถึง ความยุติธรรมจะต้องไม่ตกเป็นเพียงเพียงคำพูด

ที่มา – ยูเครนปัดแนวคิดสร้างแนวกันชน ลั่นรัสเซียต้องเป็นฝ่ายถอย

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา พรรคประชาชน ‘หล่อเลือกได้กั๊กเสียงโหวต’

วันนี้ในวงการการเมืองไทยมีความเคลื่อนไหวอย่างหนัก เมื่อพรรคเพื่อไทยมีการเปิดเผยว่าจะส่งเทียบเชิญพรรคประชาชน (ปชน.) เข้าร่วมรัฐบาล ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกลายเป็นจุดสนใจหลักของวงการการเมืองและสร้างกระแสตั้งแต่ต้นจนจบของการเจรจา

พรรคประชาชน ‘หล่อเลือกได้กั๊กเสียงโหวต’

เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทยได้ระบุข้อเสนอเพื่อความชัดเจนว่าหากพรรคประชาชนตกลงเข้าร่วมรัฐบาล จะมีการยุบสภาภายใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา พร้อมทั้งหากกระบวนการตามเงื่อนไขบรรลุผลก่อนกำหนด จะทำการยุบสภาทันที

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้งคำถามเกี่ยวกับการนำรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย พ.ศ. 2540 เป็นหลักในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่พรรคประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก

ข้อเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับความยุติธรรม

พรรคเพื่อไทยได้เสนอให้รวมคำถามเกี่ยวกับการคงหรือยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 เพื่อหาข้อยุติและลดความขัดแย้งในประเทศ นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือให้พรรคประชาชนร่วมเร่งดำเนินการคดีฮั้วส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่สร้างความไม่พอใจในวงกว้าง

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้มีความเคลื่อนไหวภายในพรรคเพื่อไทยเองที่สร้างความไม่สงบ โดยมีกรณีของนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ส.ส.ศรีสะเกษ ที่มีข่าวว่าได้ออกจากไลน์กรุ๊ปของส.ส.พรรคอื่นๆ ทำให้มีกระแสว่าเป็น “งูเห่า” ท่ามกลางการเสนอความเห็นที่ขัดแย้งกับผู้บริหารพรรค

นางนุชนาถได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เคยแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจผู้บริหารพรรคในหลายเรื่องจากนโยบายเศรษฐกิจ ราคสินค้าเกษตร ไปจนถึงปัญหาชายแดน พร้อมระบุว่ามีผู้ใหญ่ในพรรคพูดถึงเธอว่าเป็นพวกหัวรุนแรง และไม่ต้องการให้ลงสมัครในนามพรรค

“ในส่วนเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ตนเองรวมทั้ง สส.พรรคเพื่อไทย พยายามเสนอให้ฝ่ายบริหารดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้สัญญาไว้ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือความเงียบครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านต้องตอบคำถามประชาชนเองบ้าง ไม่ใช่ให้ส.ส.รับหน้าไปวันๆ” นางนุชนาถน้ำเสียงหนักหน่วง

ภาพรวมของความไม่แน่นอน

จากการติดตามสถานการณ์ในวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา พบว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยนำโดย “มท.อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย, “เลขาบอย” สรวงศ์ เทียนทอง, นายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นต้น ได้มีการหารือกับพรรคประชาชนที่มีหลายฝ่ายต่อต้านอย่างหนัก

ท่ามกลางการเจรจาทางการเมืองที่ยังไม่เห็นตัวเลขชัดเจน ปัจจัยสำคัญของพรรคประชาชนคือ “พรรคประชาชน ‘หล่อเลือกได้กั๊กเสียงโหวต’” ซึ่งต้องการให้กระบวนการครั้งนี้มีความโปร่งใส และข้อตกลงที่เปิดใจจริงๆ

“ช่อ” พรรณิการ์ วานิช แกนนำกลุ่มก้าวหน้า โพสต์บน X ว่า “เห็นชื่อคนที่เพื่อไทยส่งมาเจรจากับพรรคประชาชน นึกถึงวันที่คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรค พูดว่า ‘มันเป็นเทคนิคหาเสียง’”

ในขณะที่ “เจ๊เจี๊ยบ” อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้แสดงท่าทีว่าParty will not support for ไทย เด็ดขาด ด้วยเหตุผล 6 ข้อ อาทิ พร้อมบอกว่า “ไม่เลือกเพื่อไทยเด็ดขาด ถ้ายังเป็นกรรมการบริหารพรรค”

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในวันที่ 1 กันยายนนี้จะเป็นตัวชี้ว่าจะสนับสนุนพรรคใดเพื่อนำไปสู่นายกฯ คนใหม่ที่ดีกว่าเดิม และสนองคำตอบต่อประชาชนที่กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

หากข่าวพัฒนาเพิ่มเติม ทางเราจะยังคงตามอัปเดตให้ท่านอย่างใกล้ชิด

ที่มา – เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา พรรคประชาชน ‘หล่อเลือกได้กั๊กเสียงโหวต’

อาร์เตตา ผิดหวัง ปืนใหญ่ ไม่น่าแพ้ หงส์แดง

มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีม อาร์เซนอล หรือที่แฟนบอลเรียกกันว่า “ปืนใหญ่” ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาหลังจากที่ทีมของเขาบุกไปพ่ายให้กับ ลิเวอร์พูล หรือ “หงส์แดง” ด้วยสกอร์ 0-1 ในแมตช์พรีเมียร์ลีกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้ว่าทีมของเขาจะมีผลงานที่ดีและสมควรได้รับแต้มกลับมาจากสนามแอนฟิลด์ก็ตาม

อาร์เตตา ผิดหวัง ปืนใหญ่ ไม่น่าแพ้ หงส์แดง

ทั้งสองทีมต่างก็ใส่กันแบบไม่กลัวเจ็บ ดวลกันอย่างสนุกตลอด 90 นาที ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะสามารถคว้าชัยชนะไปได้จากลูกฟรีคิกสุดสวยของ โดมินิก โซโบซลาย สำหรับนักเตะทีมชาติฮังการีในนาทีที่ 83 ซึ่งถือเป็นประตูสุดซี้ที่เปลี่ยนผลการแข่งขันของเกมนี้

ภายหลังการแข่งขัน “อาร์เตตา” ออกมากล่าวว่า “ผมผิดหวังกับผลการแข่งขันอย่างมาก ผมคิดว่าทีมของเราเล่นได้เหนือกว่าในหลายๆ จังหวะ และยกระดับการเล่นขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่ลิเวอร์พูลพวกเขาก็มีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมในการจบสกอร์ นั่นคือ˹ทีเด็ดของแชมป์เก่า หากไม่ใช่โซโบซลาย ก็อาจจะเป็นซาลาห์หรืออีกคนใดคนหนึ่งที่ทำประตูให้พวกเขาได้”

ฟอร์มการเล่นใกล้เคียงกันมาก

เกมนี้นับได้ว่าเป็นการชนระดับพรีเมียร์ชั้นแนวหน้าระหว่างสองทีมที่มีแนวรุกคมกริบ ทั้งการครอบครองบอล โอกาสในการทำประตู และความเข้มข้นของระบบเกมล้วนทำให้แฟนบอลได้ลุ้นรัวๆ ตลอดเวลา ซึ่งแม้ อาร์เซนอล จะบุกไปแพ้ แต่ผลงานการแสดงของทีมถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง

  • ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ 1-0 จากลูกฟรีคิกของโซโบซลาย
  • ปืนใหญ่มีโอกาสเสมออยู่หลายครั้งแต่จบสกอร์ไม่ลง
  • เกมนี้มีการเปลี่ยนตัวทั้งสองทีมศาสตร์ เปิดโอกาสให้ดาวรุ่งได้ลงสนาม

ในมุมมองของแฟนบอล “ปืนใหญ่” หลายคนยังคงมีความเชื่อมั่นว่าหากสามารถพัฒนาจุดบกพร่องเล็กๆ ในช่วงท้ายเกมได้ พวกเขาอาจสามารถคว้าชัยชนะที่สำคัญแบบนี้มาได้ และเดินหน้าลุ้นแชมป์ได้อย่างเต็มตัว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในฟุตบอลคือผลการแข่งขัน ไม่ใช่แค่การเล่นดี เพราะคะแนนแต้มจะไม่รอใคร และในตอนนี้ ความห่างเหินในตารางคะแนนระหว่างตำแหน่งท็อปโฟร์กับทีมที่อยู่ในโซนยูโรป้าลีกก็เริ่มแคบลงเรื่อยๆ ซึ่งทุกแต้มมีค่ายิ่งกว่าทองคำ

สำหรับ มิเกล อาร์เตตา แม้จะผิดหวัง แต่เขายังมั่นใจในความสามารถของนักเตะทุกคน พร้อมปรับแผนและกลับมาลุยต่อในเกมที่เหลือ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมในการเจอกับคู่แข่งสำคัญๆ ที่เหลือในฤดูกาลนี้

ที่มา – “อาร์เตตา” ผิดหวัง “ปืนใหญ่” ไม่น่าแพ้ “หงส์แดง”