ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หล่มสักท่วมหนักสุดในรอบ 14 ปี ประชาชนอพยพหนีน้ำ

เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 สถานการณ์ฝนตกหนักที่เกิดจากพายุหนองฟ้าได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อพื้นที่อำเภอบางส่วนของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะอำเภอหล่มสัก ซึ่งประสบกับน้ำท่วมฉับพลันอย่างรุนแรง แม่น้ำป่าสักเพิ่มระดับสูงขึ้นและทะลักล้นพนังกั้นน้ำที่มีความสูงถึง 11 เมตร ส่งผลให้พื้นที่เมืองหล่มสักถูกน้ำท่วมอย่างหนัก

หล่มสักท่วมหนักสุดในรอบ 14 ปี

ร้านค้าและประชาชนต่างแห่กันขนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง ไม่ว่าจะเป็นตึกชั้นสูง หรือพื้นที่ที่น้ำไม่เคยท่วมมาก่อน แต่ก็ยังมีหลายรายที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ทัน ส่งผลให้ทรัพย์สินจำนวนมากเสียหายอย่างหนัก สถานการณ์ในครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 หรือหลังจากผ่านมาแล้ว 14 ปี

ความเสียหายที่เกิดขึ้น

นอกจากพื้นที่เชิงเศรษฐกิจในเขตเทศบาลถูกน้ำท่วม ส่งผลให้ระบบการเดินทางและพาหนะติดขัด ยังมีรายงานว่าพนังกั้นน้ำบริเวณหน้าวัดไพรสณฑ์ศักดาราม พระอารามหลวง ได้พังทลายลง 2 ช่อง ทำให้น้ำไหลเข้าชุมชนโดยรอบอย่างรวดเร็ว แม้ในเวลาต่อมาจะได้รับการซ่อมแซมด้วยแบริเออร์ซีเมนต์และกระสอบทรายจึงควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง

  • ระดับน้ำในพื้นที่เทศบาลเมืองหล่มสักยังมีน้ำสูงประมาณ 50 เซนติเมตร
  • รถยนต์ขนาดเล็กไม่สามารถผ่านพื้นที่ได้
  • โรงเรียนหลายแห่งต้องหยุดเรียนชั่วคราว

ขณะนี้ หล่มสัก ยังคงอยู่ในสภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง จังหวัดและอำเภอต่างเร่งสำรวจความเสียหาย รวมถึงกำลังดำเนินการขอประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยธรรมชาติ เพื่อให้การสนับสนุนและการเยียวยาความเสียหายต่อเรือนรับประชาชนอย่างครอบคลุมที่สุด

ปัญหาน้ำท่วม หล่มสัก ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานท้องถิ่นลุกขึ้นมาบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมถึงการเตรียมความพร้อมก่อนที่ภัยพิบัติจะมาถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ หล่มสัก ที่เคยประสบเหตุการณ์ครั้งรุนแรงในอดีต

หากคุณกำลังอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือใกล้เคียง อย่าประมาทและเตรียมตัวให้พร้อมทุกเวลา เพราะความเสียหายจากน้ำท่วมสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหากพนังหรือระบบระบายน้ำมีข้อจำกัด อย่ารอให้ภัยพิบัติมาถึงค่อยเตรียมพร้อม ควรตรวจสอบสภาพอาคาร วางแผนอพยพ และติดต่อหน่วยงานความช่วยเหลือล่วงหน้า

ที่มา – ‘หล่มสัก’ ระทมท่วมหนักสุดในรอบ 14 ปี อพยพหนีตาย-สั่งปิดทุกโรงเรียน

แสงอาทิตย์ ชนแกร่ง อาลี ในศึก ONE ลุมพินี 126

ไฟต์เด็ดระดับโลกที่แฟนมวยทั่วประเทศไม่ควรพลาด! ในศึก ONE ลุมพินี 126 ที่จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 กันยายนนี้ “แสงอาทิตย์ ลูกทรายกองดิน” นักชกไทยดาวรุ่งวัย 21 ปี จะกลับมาเผชิญหน้ากับ “อาลี โคยูนชู” นักสู้สายแข็งจากตุรกี วัย 24 ปี โดยทั้งสองจะดวลกันในกติกาคิกบ็อกซิ่งน้ำหนัก 140 ปอนด์

แสงอาทิตย์ กลับมาสร้างชื่อหลังสะดุดพ่าย

“แสงอาทิตย์” อดีตแชมป์โลก WBA เอเชีย รุ่น 140 ปอนด์ ที่เซ็นสัญญาเป็นนักกีฬา ONE เมื่อช่วงต้นปี ได้หวนคืนสังเวียนหลังพักไปเกือบ 2 ปี โดยประเดิมศึก ONE ลุมพินี 100 ด้วยการชกคิกบ็อกซิ่งครั้งแรกในชีวิต เก็บชัยเหนือ “ซูปาร์ เย จัน” จากเมียนมา ได้อย่างสวยงาม อย่างไรก็ตาม ในไฟต์ล่าสุดที่ศึก ONE ลุมพินี 114 “แสงอาทิตย์” เจอะปัญหาเมื่อต้องเจอกับ “เสือแบล็ค ท.พราน49” พลาดเสียนับสองครั้ง และสุดท้ายแพ้ในคะแนนเอกฉันท์ ซึ่งทำให้แฟน ๆ ต่างจับตามองว่าเขาจะสามารถฟื้นฟอร์มกลับมาได้ดีเพียงใดในศึกนี้

อาลี โคยูนชู เตรียมปล่อยหมัดท้าชิง

ฝั่งตรงข้าม “อาลี โคยูนชู” มาพร้อมสถิติชนะ 15 แพ้ 3 จากไฟต์มากกว่า 18 นัดในสนามคิกบ็อกซิ่งและมวยไทย ทั้งระดับท้องถิ่นและนานาชาติ โดยเฉพาะในศึก ONE ลุมพินี 100 ที่ผ่านมา เขาสามารถเอาชนะนักสู้สายเทคนิคอย่าง “โยตะ ชิเกะโมริ” ไปได้แบบเอกฉันท์ เรียกได้ว่ามีฟอร์มร้อนแรงและพร้อมเขย่าโลกในเวทีครั้งนี้อย่างเต็มตัว

คู่นี้ถือว่าเป็นการชนกันของแนวรุกแข็งแกร่งทั้งคู่ แม้ว่าจะต่างมีความชำนาญในกติกาต่างกัน แต่ตอนนี้ต้องมาพบกันในรูปแบบคิกบ็อกซิ่ง 140 ปอนด์ ซึ่งยิ่งทำให้เกมเปลี่ยนแปลงไปอีกขั้น การที่ทั้งสองมีรูปร่างสูสีกัน ส่งผลให้ผลลัพธ์ของศึกนี้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ว่าฝ่ายใดจะสามารถเตรียมแผนมาได้ดีกว่ากัน

  • วันที่แข่งขัน: 26 กันยายน 2568
  • เริ่มเวลา: 19.30 น.
  • สถานที่: ลุมพินี โรงภาพยนตร์
  • ช่องทางรับชม: ช่อง 7HD กด 35 (เริ่ม 20.30 น.)
  • จำหน่ายบัตร: THAI TICKET MAJOR

ศึกนี้คือโอกาสสำคัญที่ “แสงอาทิตย์” จะได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง และเป็นโอกาสของ “อาลี” ที่จะเชือดต่อยขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ในวงการโลก ซึ่งนักกีฬาต้องตื่นเต้นลุ้นชมและเชียร์แฟนบ้านอย่างเต็มแรง เพราะผลของศึกอาจจะขึ้นหัวเข่าได้ทุกเมื่อ

ใครพลาดไฟต์นี้ ถือว่าพลาดศึกประวัติศาสตร์ในวงการมวยไทยไปเลยทีเดียว นัดสำคัญในวงการกีฬาต่อสู้ ห้ามพลาด!

ที่มา – “แสงอาทิตย์” ชนแกร่ง “อาลี” เสริมทัพศึกใหญ่ ONE ลุมพินี 126

ASICS Tennis Clinic-US Open เทมมี่-รวงข้าวถ่ายทอดประสบการณ์

ล่าสุด ASICS แบรนด์สปอร์ตแวร์ระดับโลกได้จัดกิจกรรมพิเศษในรูปแบบเทนนิสคลินิกสุดยิ่งใหญ่ภายใต้ชื่อ GRANDSLAM TENNIS CLINIC BY ASICS x BEAT DISCOVERY ณ โรงแรม BEAT Discovery สุขุมวิท ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับแรงบันดาลใจจากการแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมระดับโลก “US Open 2025” ที่กำลังมีความตื่นเต้นกันอย่างมากในสหรัฐอเมริกา

ASICS Tennis Clinic-US Open เทมมี่-รวงข้าวถ่ายทอดประสบการณ์

กิจกรรม ASICS Tennis Clinic-US Open ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับท็อปของวงการเทนนิสเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น “แทมมี่” แทมมารีน ธนสุกาญจน์ อดีตนักเทนนิสหญิงทีมชาติไทย อดีตอันดับ 19 ของโลก และ “รวงข้าว” ลัลนา ธาราฤดี นักเทนนิสสาวทีมชาติไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ 2025 ซึ่งทั้งสองท่านได้แบ่งปันประสบการณ์อันล้ำค่าเกี่ยวกับการแข่งขันเทนนิสอาชีพ รวมถึงเคล็ดลับต่าง ๆ ที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับอย่างใกล้ชิด

สัมผัสคอลเลกชัน US Open 2025 ที่โดดเด่นพร้อมสไตล์

นอกจากกิจกรรมคลินิกอันน่าตื่นเต้นแล้ว ASICS ยังเปิดตัวคอลเลกชันเทนนิส “US Open 2025” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แบรนด์ Night Energy Capsule Collection โดยมีโทนสีหลักในคีย์ไลท์รุ่นเป็น Black/Prism Blue และ Black/Prism Gold ซึ่งสะท้อนแสงอย่างงดงามภายใต้ไฟสนามแข่งขัน ส่วนรุ่น Day Session เน้นการใช้สี Dark Cobalt/White สำหรับผู้ชาย และ Bright Rose/White สำหรับผู้หญิง เพื่อถ่ายทอดพลังแห่งความสดใสและแรงกระตุ้นจากเกมกลางวัน

ในคอลเลกชันประกอบด้วยรองเท้าประสิทธิภาพสูง 3 รุ่นที่รองรับสไตล์การเล่นของแต่ละฝ่ายอย่างต่างกัน ได้แก่:

  • GEL-RESOLUTION X – รองเท้าสำหรับผู้เล่นสาย Baseline ที่เน้นความมั่นคงและการยึดเกาะระหว่างเคลื่อนไหวด้านข้าง
  • SOLUTION SPEED FF 3 – รองเท้าสำหรับผู้เล่น ALL COURT ที่เน้นความคล่องตัวและน้ำหนักเบา พร้อมพื้น SPEED SOLE™
  • Court FF 3 Novak – ร่วมออกแบบพิเศษกับ Novak Djokovic เพื่อประสิทธิภาพและความเร็วสูงสุดในการเตะสนาม

กิจกรรม ASICS Tennis Clinic-US Open ไม่เพียงเป็นโอกาสในการเรียนรู้จากเหล่านักเทนนิสชื่อดังเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาตัวเอง และเลื่อนระดับไปสู่จุดสูงสุดในเส้นทางการเล่นเทนนิสแบบมืออาชีพ

หากคุณเป็นแฟนกีฬาเทนนิส ASICS Tennis Clinic-US Open เป็นกิจกรรมที่คุณไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะได้รับประสบการณ์และเทคนิคโดยตรงจาก legends แล้ว ยังได้โอกาสตื่นเต้นกับคอลเลกชันรองเท้าสุดล้ำที่พร้อมจะพาคุณกลับไปสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันระดับโลก

ที่มา – ASICS จัดกิจกรรม Tennis Clinic-US Open “แทมมี่-รวงข้าว” ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์อันล้ำค่า

ศอ.บต.ร่วมจังหวัดปัตตานีพัฒนาทักษะ EF ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย

วันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2568 ที่โรงแรมปาร์คอินทาวน์ อ.เมือง จ.ปัตตานี ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมกับจังหวัดปัตตานี จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาเครือข่ายผู้ดูแลเด็กปฐมวัย เพื่อเสริมสร้างทักษะ Executive Function (EF) ให้กับเด็กปฐมวัยในพื้นที่ พร้อมวางรากฐานไปสู่การเรียนรู้อย่างยั่งยืนในอนาคต

พัฒนาทักษะ EF เพื่อความพร้อมของเด็กปฐมวัยอย่างยั่งยืน

กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพครูและผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนา ทักษะ EF อย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการตนเองของเด็กปฐมวัยไปสู่การเรียนรู้ที่ประสบความสำเร็จ

รุ่นพิธีเปิดกิจกรรมมี นายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ร่วมด้วย นายนิพนธ์ ชายใหญ่ ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. (สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย) นายสุริยา หมาดทิ้ง ศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี ตลอดจนข้าราชการในส่วนราชการพื้นที่ เจ้าหน้าที่ศอ.บต. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนกว่า 200 คน เข้าร่วมการอบรมเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้

รูปแบบการอบรมที่มุ่งเน้นการปฏิบัติจริง

การอบรมในครั้งนี้เน้นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง ด้วยการใช้คู่มือ DSPM (คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย) และกิจกรรมกลุ่มที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมฝึกวางแผน การจัดกิจกรรม Perfect Square และ กิจกรรม PLN เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เพื่อถอดบทเรียนและเสริมสร้างเครือข่ายครูปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ

  • การบรรยายเชิงปฏิบัติการจากผู้เชี่ยวชาญ
  • กิจกรรมกลุ่มจัดทำแผนหน้าเดียว
  • การฝึกทักษะผ่านคู่มือ DSPM
  • กิจกรรม Perfect Square และ PLN เพื่อพัฒนา EF

การจัดกิจกรรมได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปัตตานี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ทีม Facilitator ซึ่งประกอบด้วยศึกษานิเทศก์ นักวิชาการศึกษา ข้าราชการบำนาญผู้มีประสบการณ์ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปัตตานี

นี่คือความพยายามที่สำคัญในการวางรากฐานให้เด็กปฐมวัยในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้รับการพัฒนาอย่างสมดุล ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการเรียนรู้ขั้นสูงที่ยั่งยืนในอนาคต

โดย ศอ.บต. และจังหวัดปัตตานีหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมอบรมครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ครูและผู้ดูแลเด็กมีความพร้อมมากขึ้น และสามารถเป็นแบบอย่างในการส่งเสริมทักษะ EF ให้กับเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย นี่ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจที่ควรเรียนรู้และนำไปปรับใช้ในสถานศึกษาของคุณเพื่อการสร้างเด็กที่มีสมองบริหารชีวิตได้อย่างสำเร็จ

ที่มา – ศอ.บต.จับมือจังหวัดปัตตานีจัดอบรมพัฒนาผู้ดูแลเด็กปฐมวัย เสริมทักษะ EF สู่การเรียนรู้ที่ยั่งยืน

สกสว. ถกเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุนววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทย สู่ความสมดุล

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้จัดการประชุมเพื่อชี้แจงเป้าหมายการสนับสนุนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบ ววน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

สกสว. ถกเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุนววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทย สู่ความสมดุล

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. มุ่งมั่นที่จะสร้างระบบงบประมาณที่มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และสามารถตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ

การลงทุนในด้าน วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงแค่ใช้จ่ายงบประมาณ แต่ต้องสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

“การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศและสังคมไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และด้วยพลังขับเคลื่อนด้าน ววน. ประเทศไทยจะก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน” รัฐมนตรีฯ กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปิดเผยว่า กสว. ให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเน้นตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรม

  • งบประมาณที่ได้รับการจัดสรร: 20,000 ล้านบาทต่อปี
  • รูปแบบการสนับสนุน: Multi-year และ Block Grant
  • จุดเน้นสำคัญ: การพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่และเครือข่ายความร่วมมือ

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า เวทีชี้แจงครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้หน่วยงานในระบบ ววน. เข้าใจถึงระบบงบประมาณและเตรียมความพร้อมก่อนยื่นคำของบประมาณในปี 2570

แนวคิดหลักคือ “Efficiency Growth” ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตบนฐานผลิตภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์

สกสว. กำหนดเป้าหมายสำคัญในการปรับเปลี่ยนระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรม ให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงการเติบโตของ GDP และการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดมูลค่าอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ยังมีความคาดหวังว่างบประมาณที่ลงทุนไปจะส่งผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3.9 เท่าของงบประมาณลงทุน พร้อมกับช่วยร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาภัยพิบัติ

“สกสว. มุ่งหวังให้เวทีครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ต่อยอดได้จริง และนำไปสู่ประเทศไทยที่เติบโตอย่างสมดุลยิ่งขึ้น” ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวทิ้งท้าย

หากคุณเป็นหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ควรเตรียมความพร้อมในการยื่นของบประมาณปีงบประมาณ 2570 อย่างรอบคอบ เพราะการสนับสนุนนี้จะมีผลต่อการขับเคลื่อนประเทศในระยะยาวอย่างยิ่ง

ที่มา – สกสว. ถกเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุนววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทย สู่ความสมดุล

คนร้ายป่วนยะลา เผายาง-ยิงหม้อแปลง-ระเบิดตู้เอทีเอ็ม

เมื่อช่วงดึกของวันที่ 1 กันยายน 2568 เวลา 00.01 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุเหตุไม่สงบในพื้นที่จังหวัดยะลา เป็นการโจมตีแบบต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการ เผายางรถยนต์ บนถนนหมายเลข 409 ต่อจากนั้นก่อเหตุ ยิงใส่หม้อแปลงไฟฟ้า จนเกิดความเสียหาย และวางวัตถุต้องสงสัยไว้บริเวณ ตู้เอทีเอ็ม ธนาคารกรุงไทย ด้านหน้าร้านมินิบิ๊กซี สาขาบ้านเนียง ต.เปาะเส้ง อ.เมืองยะลา

คนร้ายป่วนยะลา เผายาง-ยิงหม้อแปลง-ระเบิดตู้เอทีเอ็ม

จากนั้นไม่นาน เมื่อเวลา 00.55 น. ได้เกิดเหตุระเบิดที่ ตู้เอทีเอ็ม ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. บุดี บ้านกำปงบือแน ต.บุดี อ.เมืองยะลา แทบจะพร้อมกัน ศูนย์วิทยุ สภ.กาบัง ก็ได้รับแจ้งเหตุระเบิดอีกจุดหนึ่งที่ ตู้เอทีเอ็ม ปั๊มน้ำมัน ปตท. หมู่ 1 ต.กาบัง อ.กาบัง จ.ยะลา อีกด้วย

ความเสียหายและการตอบสนองของเจ้าหน้าที่

โชคดีที่ในเหตุการณ์ทั้งสามจุด ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่การโจมตีครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ迅速ปิดพื้นที่ และส่งชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่จากศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 10 ยะลา เข้าตรวจสอบเก็บหลักฐานอย่างละเอียด

แม้จะยังไม่สามารถยืนยันชนิดของวัตถุระเบิดได้อย่างชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะการใช้เหตุการณ์ในวันสำคัญ เช่น วันครบรอบการก่อตั้งขบวนการเบอร์ซาตู และวันชาติมาเลเซีย ซึ่งเป็นเวลามาตรฐานในการแสดงศักยภาพและความสามารถในการก่อเหตุ

  • เผายางรถยนต์กลางดึก
  • ยิงหม้อแปลงไฟฟ้า
  • วางวัตถุระเบิดตู้เอทีเอ็ม

การโจมตีสถานที่ห่างกันหลายพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นถึงการวางแผนและประสานงานที่เป็นระบบของกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความมั่นคงและระมัดระวังในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทั้งในระดับท้องถิ่นและกลาง

สำหรับประชาชนในพื้นที่ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และรายงานเหตุไม่ปกติให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที เพื่อความปลอดภัยของตนเองและชุมชนโดยรวม

ความพยายามของกลุ่มก่อการร้ายครั้งนี้แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในเชิงชีวภาพ แต่แสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามที่แฝงมากในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องการทั้งการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดและการร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อความสงบสุขของทุกคน

ที่มา – คนร้ายป่วนยะลา เผายาง-ยิงหม้อแปลง-ระเบิดตู้เอทีเอ็ม-กลางดึก โชคดีไร้ผู้บาดเจ็บ

รร.บ้านคลองใหญ่ สอนทำปลาดุกร้า-ปลาแดดเดียว ปั้นทักษะชีวิต เสริมรายได้นักเรียน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน นางเมธปิยา รักษ์ทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองใหญ่ อำเภอเมืองกระบี่ ได้เปิดเผยว่า โรงเรียนได้จัดกิจกรรมฝึกทักษะสร้างอาชีพให้แก่นักเรียนภายใต้ชั่วโมง “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” และ “ชั่วโมงเศรษฐกิจพอเพียง” ในทุกวันพุธ เวลา 14.30 – 15.30 น.

รร.บ้านคลองใหญ่ สอนทำปลาดุกร้า-ปลาแดดเดียว ปั้นทักษะชีวิต เสริมรายได้นักเรียน

กิจกรรมที่จัดขึ้นในคราวนี้คือ การนำปลาดุกที่เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ของโรงเรียนมาสอนการแปรรูปเป็น “ปลาดุกร้า” และ “ปลาดุกแดดเดียว” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ แก่นักเรียน และยังเป็นการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ให้นักเรียนสามารถนำทักษะที่ได้รับไปใช้ในชีวิตจริงได้

การเรียนรู้ทักษะชีวิตจากการแปรรูปอาหาร

กิจกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจากนางจิราพร ช่วยตรึกตรอง วิทยากรภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเคล็ดลับในการแปรรูปปลาดุกอย่างมีคุณภาพ รวมถึงมีคุณครูจิราภรณ์ รุ่งเรือง ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลโครงการอย่างใกล้ชิด ทำให้กิจกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่เพียงแต่จะเป็นการเรียนรู้เชิงวิชาการเท่านั้น แต่การแปรรูปปลาดุกร้า-ปลาแดดเดียวยังเป็นการเสริมสร้างทักษะอาชีพ และพัฒนาทักษะชีวิตให้นักเรียนได้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรในท้องถิ่น

  • ฝึกทักษะด้านการแปรรูปอาหารอย่างยั่งยืน
  • มีโอกาสสร้างรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์
  • ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการใช้เศรษฐกิจพอเพียง
  • ปลูกฝังความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น

ผลผลิตจากกิจกรรมในแต่ละครั้งสามารถนำไปจำหน่ายในชุมชนหรือตลาดท้องถิ่น ไม่เพียงสร้างรายได้แก่นักเรียน แต่ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของโรงเรียนและชุมชนอย่างใกล้ชิด

นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง รู้ทั้งขั้นตอนการปรุงแต่ง การบรรจุภัณฑ์ และการตลาด ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นในวัยผู้ใหญ่ ทำให้นักเรียนพร้อมก้าวสู่สังคมได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

การสร้าง ทักษะชีวิต และ เสริมรายได้นักเรียน ด้วยการเรียนรู้แบบบูรณาการผ่านกิจกรรมการแปรรูปอาหาร ถือเป็นต้นแบบที่น่าสนใจสำหรับการศึกษาในท้องถิ่น

กิจกรรมเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ทางวิชาการ แต่ยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมเชิงบวกในตัวนักเรียน เช่น ความขยัน ความรับผิดชอบ และการคิดเชิงวิศวกรรมในชีวิตประจำวัน

หากคุณเป็นครู หรือบุคคลที่สนใจในการพัฒนาเยาวชน ลองพิจารณานำแนวทางจาก รร.บ้านคลองใหญ่ สอนทำปลาดุกร้า-ปลาแดดเดียว เข้ามาปรับใช้ในสังคมของคุณดูสิ

ที่มา – รร.บ้านคลองใหญ่ สอนทำปลาดุกร้า-ปลาแดดเดียว ปั้นทักษะชีวิต เสริมรายได้นักเรียน

หนุ่มโวยหลังซักผ้ามีคนเอาออกให้ อย่าทำจนชิน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีเหตุการณ์ที่สร้างกระแสในโลกโซเชียลจากเพจดังชื่อ “ท่านเปา” ซึ่งได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนสติผู้ใช้บริการ เครื่องซักผ้าสาธารณะ หลังจากพบว่ามีบางคนนำผ้าออกจากเครื่องโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่พอใจ

หนุ่มโวยหลังซักผ้ามีคนเอาออกให้ อย่าทำจนชิน

โพสต์ระบุว่า หากต้องการใช้บริการ เครื่องซักผ้าสาธารณะ ควรเคารพมารยาทในการใช้บริการร่วมกัน โดยหากผ้าของคุณซักเสร็จแล้ว ควรรีบไปเอาออกด้วยตัวเอง ไม่ควรปล่อยให้ผู้อื่นต้องคอยเอาให้ เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่ condo ให้เช่าที่สามารถทิ้งไว้ได้แบบไม่ต้องสนใจ

มารยาทใช้เครื่องซักผ้าสาธารณะที่ควรรู้

การใช้ เครื่องซักผ้าสาธารณะ เป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะในหอพักหรืออาคารเช่าต่าง ๆ โดยมีมารยาทพื้นฐานที่ทุกคนควรมี เช่น การรอคิว การไม่ทิ้งผ้าไว้นานหลังซักเสร็จ และการเคารพสิทธิของผู้ใช้งานรายอื่น

  • กรุณาเอาผ้าออกทันทีเมื่อซักเสร็จ
  • ห้ามทิ้งผ้าไว้ในเครื่องนานเกินไป
  • เคารพคิวของผู้อื่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน
  • ตั้งเวลาซักให้เหมาะสมเพื่อไม่เป็นการกวนผู้อื่น

นอกจากนี้ ยังมีความคิดเห็นจากผู้ใช้ที่เข้ามาในโพสต์ว่าความเข้าใจผิดเหล่านี้เกิดจากการขาดการสื่อสารและการให้ความสำคัญกับคนรอบตัว หรือบางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ทำไปนั้นก่อให้เกิดความไม่พอใจให้ผู้อื่น

การสร้างวินัยส่วนรวมในการใช้ทรัพยากรร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกคนได้รับบริการอย่างเท่าเทียมและมีความสุข อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่มีผลกระทบใหญ่ในระยะยาว

การเตือนสติดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาตำหนิใครทีเดียว แต่เป็นการชวนให้ทุกคนมีความตระหนักและเคารพความเป็นระเบียบเรียบร้อยร่วมกัน เพราะสุดท้ายแล้ว ในสังคมที่มีความเข้าใจซึ่งกันและกันจะสร้างบรรยากาศที่น่าอยู่มากขึ้น

ที่มา – หนุ่มโวยลั่นหลังซักผ้าแล้วมีคนเอาออกจากเครื่องให้ ซัดทีหลังอย่าวิสาสะให้เขาเอาออกเองอย่าทำจนชิน

บึงกาฬ จัดกิจกรรมส่งเสริมสิทธิเสรีภาพฯ”หยุดย่ำยี หยุดบูลลี่ เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม”

เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 ณ หอประชุมศรีบึงกาฬ โรงเรียนบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ นายจุมพฎ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ มอบหมายให้นายนคร ศิริปริญญานันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในการเปิดกิจกรรมส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนภายใต้หัวข้อ “หยุดย่ำยี หยุดบูลลี่ เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม” เพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิเสรีภาพในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้อำนวยการสถานศึกษา นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

หยุดย่ำยี หยุดบูลลี่ เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม

กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานยุติธรรมจังหวัดบึงกาฬ มีเป้าหมายที่จะสร้างความตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนและการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพสิทธิของผู้อื่นในทุกระดับ โดยได้เชิญวิทยากรจากหลากหลายหน่วยงาน เช่น โรงพยาบาลบึงกาฬ ยุติธรรมจังหวัดบึงกาฬ และผู้ที่ผ่านการอบรมส่งเสริมเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน เช่นเดียวกับกลุ่มเป้าหมายที่คัดเลือกมาจากสถานศึกษาในพื้นที่ ประกอบด้วยครู บุคลากรทางการศึกษา และตัวแทนนักเรียนแกนนำจำนวน 80 คน

การดูแลสุขภาพจิตนักเรียนในยุคบูลลี่ออนไลน์และออฟไลน์

หัวข้อสำคัญที่นำเสนอในกิจกรรมคือ“การดูแลสุขภาพจิตนักเรียนในยุคบูลลี่ออนไลน์และออฟไลน์” โดยได้รับการบรรยายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลบึงกาฬ ซึ่งเน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีของเยาวชนในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสูง

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายหัวข้อ“รู้ช่องทาง vẻยุติธรรมและความรับผิดชอบในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน” โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากยุติธรรมจังหวัดบึงกาฬ เพื่อให้เข้าใจถึงโครงสร้างและหน้าที่ขององค์กรที่มีบทบาทดูแลสิทธิของพลเมือง

  • ส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
  • ลดปัญหาการกลั่นแกล้ง (Bullying) ในโรงเรียนและชุมชน
  • ปลูกฝังวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพ
  • สร้างความตระหนักด้านสุขภาพจิต

วัตถุประสงค์หลักของกิจกรรมนี้คือการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงบทบาทของแต่ละบุคคลในการเคารพสิทธิของผู้อื่น เพื่อไปสู่สังคมที่เป็นธรรมและสันติ ておりเด็กเยาวชนจะเติบโตมาอย่างมีคุณค่าในชีวิต

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการลงมือสร้างสังคมแห่งความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือล่วงละเมิด การ “หยุดย่ำยี หยุดบูลลี่ เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม” จึงเป็นคำขวัญและจริยธรรมที่เราทุกคนควรยึดถือ

หากทุกคนร่วมแรงร่วมใจว่าสิทธิทุกสิทธิคือของทุกคน เราก็จะอยู่ในสังคมที่น่าอยู่มากขึ้น ความรุนแรงจึงจะลดลง และความเข้าใจจะเติบโตขึ้นในทุกพื้นที่

ที่มา – บึงกาฬ จัดกิจกรรมส่งเสริมสิทธิเสรีภาพฯ”หยุดย่ำยี หยุดบูลลี่ เพื่อสิทธิที่เท่าเทียม”

‘เรืองไกร’ ร้อง กกต. ยื่นยุบ ‘เพื่อไทย’ ฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง

เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้ทำการส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ประกาศเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เรื่องการให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาพิจารณาเพิ่มเติมในการดำเนินการเกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืน พรบ.พรรคการเมือง 2560 มาตรา 92 (2)

‘เรืองไกร’ ร้อง กกต. ยื่นยุบ ‘เพื่อไทย’ ฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง

ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในแง่ของพฤติการณ์ของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่ต่อต้านหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ศาลจึงได้ระบุว่า กกต. สามารถนำหลักฐานดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณาหยั่งรู้ได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองตามมาตรา 93 อีกต่อไป

คำร้องเพื่อขอดำเนินการยุบพรรค

นายเรืองไกร กล่าวว่า ในกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถมีอำนาจสั่งยุบพรรคการเมืองเองได้ เนื่องจากคำร้องยื่นมาจาก กกต. เท่านั้นที่มีอำนาจตามกฎหมาย จึงจำเป็นต้องร้องขอกกต. ให้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าพรรคเพื่อไทยมีพฤติการณ์ที่เข้าข่าย ฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 มาตรา 92 (2) จริงหรือไม่

โดยในเอกสารคำร้อง ยังไม่มีการเปิดเผยต่อสื่อมวลชนทั่วไปเนื่องจากคำวินิจฉัยยังไม่ได้ถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการ แต่ได้มีการใช้ข้อมูลสรุปจากสื่อที่รายงานเพื่อประกอบคำร้อง และยังแนบสำเนาคำวินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักษาชาติบางส่วนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของ กกต. ด้วย

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเองก็มีเอกสารและข้อมูลพร้อมแล้ว จึงสามารถนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการได้อย่างรวดเร็ว หาก กกต. เห็นสมควรดำเนินการตามแนวทางนี้

  • ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาเพียงกรณีที่ กกต. ยื่น
  • การกระทำของหัวหน้าพรรคอาจเป็นเหตุให้พรรคผิดกฎหมาย
  • สามารถใช้คำวินิจฉัยก่อนหน้าเป็นประกอบการพิจารณาได้

กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่มีน้ำหนักไม่น้อย เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าพรรคเพื่อไทยกระทำการผิดจริง สิ่งที่ตามมาน่าจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการเมืองของประเทศในระยะยาว การมี ‘เรืองไกร’ เป็นผู้ร้องขออย่างเป็นทางการ ให้เกิดการพิจารณาตามกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงการตั้งใจตรวจสอบความถูกต้องในระบบพรรคการเมืองของไทยอย่างเข้มงวด

หากคุณสนใจดูความเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างใกล้ชิด การติดตามข่าวสารจาก กกต. และศาลรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คุณไม่พลาดรายละเอียดสำคัญที่อาจจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศได้

ที่มา – ‘เรืองไกร’ ร้อง กกต. นำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยื่นยุบ ‘เพื่อไทย’ ฝ่าฝืน พ.ร.ป.พรรคการเมือง