ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สี จิ้นผิง ประณามการกลั่นแกล้งระหว่างประชุมเอสซีโอ

ในการประชุมสุดยอดขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (เอสซีโอ) ณ เมืองเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ได้กล่าวประณาม การกลั่นแกล้ง จากบางประเทศมหาอำนาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนกับตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

องค์การเอสซีโอซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกสำคัญ เช่น รัสเซีย อินเดีย อิหร่าน และปา​กี​สถาน ถือเป็นองค์กรความร่วมมือที่มุ่งเสนอทางเลือกนอกเหนือจากกลุ่มพันธมิตรดั้งเดิม ที่มีลักษณะตะวันตกเป็นศูนย์กลาง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการเสริมสร้างความมั่นคงและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ที่การประชุม สี ได้เผยว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน “มีความวุ่นวายและเชื่อมโยงกันมากขึ้น” และเน้นว่า โลกยุคใหม่ต้องการรูปแบบความร่วมมือที่ยุติธรรมและเป็นธรรมมากกว่าเดิม การกลั่นแกล้งจากบางประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ESC ต้องร่วมมือกันเพื่อต่อต้าน

สี จิ้นผิง เรียกร้องให้เอสซีโอสานต่อเส้นทาง

“ภารกิจด้านความมั่นคงและพัฒนาในประเทศสมาชิกส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้น” สี กล่าว และย้ำว่า “เพื่ออนาคต เราต้องปฏิบัติตามจิตวิญญาณของเอสซีโอให้ดียิ่งขึ้น และดำเนินงานเพื่อให้องค์กรมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในเวทีโลก”

การแลกเปลี่ยนระดับสูงระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ สี ยังได้จัดการประชุมทวิภาคีหลายครั้งกับผู้นำของประเทศสมาชิก เช่น ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก แห่งเบลารุส และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลังจากที่อินเดียแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนตั้งแต่ปี 2018

  • สี จิ้นผิง กล่าวถึง การกลั่นแกล้ง จากบอร์ดเดอร์น่ากลัว
  • อินเดียเตรียมพัฒนาความสัมพันธ์กับจีนอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • รัสเซียและเบลารุสนับหนุนเส้นทางหลายขั้วของจีน

การประชุมครั้งนี้ยังมีผู้สังเกตการณ์ 16 ประเทศเข้าร่วม พร้อมเป็น “พันธมิตรเจรจา” สื่อถึงความหวังในการขยายกลุ่มและเพิ่มอิทธิพลของเอสซีโอในเวทีโลก

การประชุมสุดยอดครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนพิธีรำลึกครบรอบ 80 ปีการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองที่กรุงปักกิ่ง จีน ซึ่งมีความหมายอย่างลึกซึ้งในบริบทการเมืองโลกในยุคปัจจุบัน

จากสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่า สี จิ้นผิง ต้องการใช้ภูมิรังสีของเอสซีโอเพื่อสร้างความสมดุลทางจลนพลในเวทีนานาชาติ ขณะเดียวกันก็ใช้โอกาสนี้ต่อต้านการกระทำที่ระบุว่าเป็น การกลั่นแกล้งจากฝ่ายตะวันตก โดยเน้นความร่วมมือไม่ใช่ตะวันตกเป็นหลัก

มองโลกในแง่ดีแล้ว การประชุมในครั้งนี้จัดเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของโลกในทิศทางใหม่ สู่ความหลากหลายทางพันธมิตรในระบบระหว่างประเทศ

หากคุณต้องการติดตามข่าวการเมืองระหว่างประเทศในมุมมองจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดตามบทความเราได้ทุกสัปดาห์!

ที่มา – “สี จิ้นผิง” ประณาม “การกลั่นแกล้ง” กลางวงประชุมสุดยอดเอสซีโอ

ศิษย์กัมพูชาทุนไทย แว้งกัด! ดูถูกปริญญาบัตรไทยไร้ค่า

กรณีที่เพจ Army Military Force ได้เผยเรื่องราวของทหารเขมรรายหนึ่ง ซึ่งเคยได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ประเทศไทย ทำให้หลายคนถึงกับช็อก เมื่อทราบว่าชายผู้นี้กลับโพสต์ข้อความดูถูกคุณค่าของการศึกษาไทย และเดินทางกลับกัมพูชาก่อนจะเข้าร่วมปะทะกับทหารไทยในภายหลัง

ศิษย์กัมพูชาทุนไทย แว้งกัด! ดูถูกปริญญาบัตรไทยไร้ค่า

จากข้อมูลที่เผยแพร่ ระบุว่าชายกัมพูชารายนี้เคยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และมีความเข้าใจภาษาไทยเป็นอย่างดี แม้กระทั่งมีโอกาสได้รับการไว้วางใจจากอาจารย์ให้ช่วยงานซ่อมไฟ หรือเปลี่ยนถ่านนีออนภายในอาคารเรียน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวเขามาจากมหาวิทยาลัย

มองข้ามคุณค่าของการศึกษาไทย

จนกระทั่งเวลาผ่านไป หลังจากกลับกัมพูชา ชายผู้นี้ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า ประกาศนียบัตรจากไทยไม่มีคุณค่าใดๆ กับตัวเขา และยืนยันว่าความรู้ของเขาไม่ได้มาจากการศึกษาในประเทศไทย แต่ได้จากคนกัมพูชาและโรงเรียนในกัมพูชาเอง

ในข้อความที่โพสต์ ระบุว่าเขาได้รับรางวัลการศึกษาครั้งแรกในปี พ.ศ. 2544 และรับใบที่สามในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งเมื่อเทียบกับเส้นทางอาชีพของเขา เช่น การได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก่อนหน้านี้ ทำให้เขาตอบโต้ผู้วิจารณ์ว่า “ประกาศนียบัตรของคุณไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรต่อความสำเร็จของฉันเลย”

เนื่องจากเนื้อหาข้อความดังกล่าวได้รับการเผยแพร่มากมาย จนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยบางแห่งตัดสินใจถอดถอนประกาศนียบัตรที่เคยมอบให้ ทำให้ความเคลื่อนไหวครั้งนี้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากทั้งในไทยและกัมพูชา

  • ศิษย์กัมพูชาได้ให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาจากบ้านเกิดมากกว่าไทย
  • เขาแสดงความเห็นว่า ปริญญาบัตรไทยไร้ค่า
  • การกลับไป ไม่เคยได้รับความรู้จากเมืองไทยเป็นการเลือกข้างอย่างชัดเจน

ผู้ติดตามหลายคนมองว่าการที่ได้รับโอกาสจากประเทศไทยเพื่อเข้ารับการศึกษาควรจะมีความรู้สึกสำนึกในบุญคุณ แต่กลับนำมาใช้เพื่อดูถูกคุณค่าของระบบการศึกษาไทย ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักศีลธรรม และอาจส่งผลต่อทัศนคติของคนรุ่นใหม่ในแง่ความรู้สึกชุมชนอาเซียน

ท่าทีของชายกัมพูชารายนี้แสดงให้เห็นถึง ‘ฐาปนาแห่งการปฏิเสธคุณ’ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของคนเรียนทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่เพียงเท่านั้น การยอมรับหรือกำลังใจไม่เหมาะสมจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจนำไปสู่การส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็ยังเปิดกว้างต่อการวิจารณ์ทางสังคมเกี่ยวกับการศึกษาของไทย ว่าความพร้อม ความเท่าเทียม และระบบการเรียนการสอนยังมีจุดที่ต้องพัฒนาให้สูงขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างจริงจัง

คุณคิดอย่างไรกับการกระทำของ ศิษย์กัมพูชาทุนไทย บ้าง เมื่อเขาแสดงความเห็นว่า habitual ไม่เคยได้ประโยชน์จากการศึกษาไทย คุณคิดว่าเราควรให้โอกาสนักเรียนต่างชาติในอนาคตอีกหรือไม่? ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ด้านล่างนี้ครับ

ที่มา – “ศิษย์กัมพูชาทุนไทย แว้งกัด! ดูถูกปริญญาบัตรไทยไร้ค่า”ลั่นไม่เคยได้ความรู้จากเมืองไทย”

มหกรรมบ้านและคอนโดขอนแก่น 2025 ลดยกเมือง เพิ่มโอกาส

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ที่หอการค้าจังหวัดขอนแก่น นายคารม คำพิทูรย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น และนายวุฒิชัย ฉัตรชัยพลรัตน์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ขอนแก่น ได้ร่วมแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดขอนแก่น 2025 หรือที่เรียกกันว่า House and Condo Expo Khon Kaen 2025 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าที่รวบรวมโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ภายใต้แนวคิด “ลดยกเมือง” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 6 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น

มหกรรมบ้านและคอนโดขอนแก่น 2025 ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น

นายวุฒิชัย ฉัตรชัยพลรัตน์ เผยว่า ปี 2025 ถือเป็นปีที่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดขอนแก่นกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีแรงผลักดันจากนโยบายภาครัฐ ภาควิชาชีพ และการขยายตัวของธุรกิจต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้ขอนแก่นกลายเป็น “มหานครแห่งโอกาส” ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว สมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดขอนแก่นจึงร่วมมือกับผู้ประกอบการกว่า 50 โครงการ เพื่อจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดขอนแก่น 2025 โดยคาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท และสร้างมูลค่าพร้อมการเติบโตในวงกว้างต่อเนื่อง อาจสูงถึง 2,000 ล้านบาทภายในปลายปีนี้

ภาพบรรยากาศงานมหกรรมบ้านและคอนโดขอนแก่น 2025
ภาพบรรยากาศงาน มหกรรมบ้านและคอนโดขอนแก่น 2025

ลดยกเมือง เพิ่มโอกาสให้กับทุกกลุ่มเป้าหมาย

ไฮไลต์ของงานมหกรรมบ้านและคอนโดขอนแก่น 2025 คือแนวคิด “ลดยกเมือง” ซึ่งสะท้อนความพยายามในการยกระดับคุณภาพของโครงการอสังหาฯ ให้คงความเข้าถึงได้ในราคาที่ย่อมเยา สมาคมฯ เชื่อว่าทางเลือกที่มีมาตรฐาน และเสถียรทางการเงิน จะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนขอนแก่นได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานจะมีการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้แลกเปลี่ยนมุมมอง คว้าฟรีโปรโมชั่น พิเศษเฉพาะงาน ได้แก่ การผ่อน 0% ส่วนลดสุดพิเศษ ของแถม สิทธิพิเศษ(exclusive deals) และบริการฟรีมากมาย เช่น ที่ปรึกษาการเงิน หรือการวิเคราะห์ทางเลือกที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับแต่ละไลฟ์สไตล์

ภาพบรรยากาศภายในงานมหกรรมบ้านและคอนโด
สมัครเข้าชมหรือจองสินค้าไอเดียลได้ที่งานจริงเท่านั้น

นายวุฒิชัยสรุปไว้ว่า มหกรรมบ้านและคอนโดขอนแก่น 2025 เป็นเวทีสำคัญที่สามารถเชื่อมโยงผู้บริโภคและผู้ประกอบการให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอสังหาริมทรัพย์อย่างสร้างสรรค์ พร้อมขับเคลื่อนให้จังหวัดขอนแก่นสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

หากคุณกำลังมองหาบ้าน คอนโด หรือโอกาสทางธุรกิจในปีนี้ การเข้าร่วมมหกรรมบ้านและคอนโดขอนแก่น 2025 ถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณต้องไม่พลาด! แล้วพบกันที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 1 – 6 ตุลาคมนี้

ที่มา – สมาคมอสังหาริมทรัพย์ขอนแก่น เตรียมจัดมหกรรมบ้านและคอนโด 2025

สพป.กระบี่ รายงานตัวครูผู้ช่วยปี68วิชาเอกประถม 12 อัตรา

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ณ ห้องประชุมเหลืองกระบี่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ (สพป.กระบี่) ได้จัดพิธีปฐมนิเทศครูผู้ช่วยใหม่ประจำปีการศึกษา 2568 ภายใต้หัวข้อ “การรายงานตัวเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู” โดยมีดร.จอมขวัญ นครไธสง ผู้อำนวยการ สพป.กระบี่ เป็นประธานในพิธี

สพป.กระบี่ รายงานตัวครูผู้ช่วยปี68วิชาเอกประถม 12 อัตรา

ตามประกาศของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากร教育 (ก.ค.ศ.) ปีนี้มีครูผู้ช่วยวิชาเอกประถมศึกษาที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งจำนวน 12 อัตรา ซึ่งมารายงานตัวครบถ้วนตามกำหนดเวลา โรงเรียนที่ได้รับการบรรจุครูใหม่ได้แก่ โรงเรียนชุมชนบ้านเขากลม, โรงเรียนบ้านทุ่งต้นปีก (อำเภอเมืองกระบี่), โรงเรียนบ้านบ่อมะม่วง, โรงเรียนบ้านดินนา (อำเภอคลองท่อม), โรงเรียนบ้านแหลมสัก, โรงเรียนบ้านคลองแรด, โรงเรียนบ้านบากัน (อำเภออ่าวลึก), โรงเรียนบ้านท่ายาง (อำเภอเหนือคลอง), โรงเรียนบ้านควนกลาง (อำเภอเขาพนม), โรงเรียนบ้านควนแดง (อำเภอลำทับ), โรงเรียนบ้านร่าปู (อำเภอเกาะลันตา) และโรงเรียนบ้านทะเลหอยราษฎร์อุทิศ (อำเภอปลายพระยา)

ขั้นตอนการปฐมนิเทศ

หลังพิธีรายงานตัว ดร.วรรณดี เกตแก้ว รองผู้อำนวยการ สพป.กระบี่ ได้ร่วมพบปะพูดคุยกับครูผู้ช่วยใหม่ โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ และนางญาณีศมน ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล พร้อมทีมงานได้ชี้แจงขั้นตอนการบันทึกประวัติในระบบ ก.ค.ศ.16 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในโรงเรียนที่ได้รับการแต่งตั้ง ซึ่งดำเนินการส่งตัวไปปฏิบัติหน้าที่ในวันเดียวกัน

ดร.จอมขวัญ นครไธสง กล่าวแสดงความยินดีและให้กำลังใจครูผู้ช่วยทุกคน พร้อมทั้งให้ข้อคิดในการทำงานว่า “ความสำเร็จของนักเรียนไม่เพียงอยู่ที่เนื้อหาแต่ยังอยู่ที่ตัวอย่างที่ดีจากครู อยากให้ทุกคนมีความรักในวิชาชีพ มีจริยธรรมและมุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ”

  • โรงเรียนบ้านควนแดง
  • โรงเรียนบ้านทุ่งต้นปีก
  • โรงเรียนบ้านดินนา
  • โรงเรียนบ้านแหลมสัก
  • โรงเรียนบ้านร่าปู

ครูผู้ช่วยใหม่แต่ละคนถือเป็นเครื่องหมายของการรักษาและพัฒนาระบบการศึกษาในอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดกระบี่อย่างต่อเนื่อง การรายงานตัวในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานอย่างมีคุณภาพ มีบทบาทสำคัญในการยอมรับและต่อสู้เพื่อความสำเร็จของเด็กนักเรียนในชุมชนท้องถิ่น

สพป.กระบี่ เผยแพร่ข่าวการรายงานตัวดังกล่าวเพื่อยืนยันความพร้อมและแนวทางสนับสนุนต่อครูผู้ที่เข้าร่วมงาน เพื่อเป็นแรงกระตุ้นในการทำงานหากลูกศิษย์ให้เจริญก้าวหน้าereotypeเดิม ๆ และพัฒนาท้องถิ่นให้ยั่งยืน

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจด้านการศึกษา หรือวางแผนเข้าสู่วิชาชีพครู สังเกตข่าวสารจาก สพป.กระบี่ อย่างใกล้ชิดควรจะช่วยเปิดโอกาสให้กับ flipped classroom และเทคนิคการสอนใหม่ ๆ ตลอดจนรับฟังแนวคิดการเปลี่ยนแปลงของกระทรวงศึกษานานา

ที่มา – สพป.กระบี่ รับรายงานตัวครูผู้ช่วย ปี 68 วิชาเอกประถมศึกษา 12 อัตรา

เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น เมินดราม่าคนมองเกินตัว ส่งน้องยูจินเข้าโรงเรียนอินเตอร์

กลายเป็นกระแสฮือฮาบนโลกโซเชียล เมื่อ “น้องยูจิน” ลูกสาวของ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ได้เข้าเรียนวันแรกในโรงเรียนอินเตอร์ ด้วยความน่ารักและใบหน้าใสๆ ทำเอาแฟนคลับใจละลาย พร้อมให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า “เจนนี่เกินตัวไปแล้วไหม?” ที่เลือกส่งลูกสาวเข้าโรงเรียนอินเตอร์ ทั้งที่ตัวเองยังพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง

เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น เมินดราม่า เผยเหตุผล

ล่าสุด เจนนี่ ได้เดินทางไปออกรายการ “คุยแซ่บโชว์” ทางช่องวัน 31 ตอบโจมตีสะท้าน แถมยังเล่าเรื่องราวความน่ารักของลูกสาว “ยูจิน” รวมถึงลูกชายหน้าใหม่อย่าง “จาญ่า” ที่เพิ่งคลอดได้ไม่นาน

เจนนี่ เผยว่า “ถ้าพูดเป็นภาษาท้องถิ่นเรียกได้ว่า มั่วตั้วมาก เดี๋ยววุ่นวาย เดี๋ยวซุกซน อย่างตอนที่พา น้องยูจิน ไปโรงเรียนอินเตอร์วันแรก ก็ตื่นเต้นกับทุกอย่าง ตั้งแต่ชุดนักเรียน สถานที่ รู้สึกๆ เยอะเลย วันแรกเขาไม่ร้องแต่น้ำตาจะไหลแล้ว ส่วนวันที่สองก็ร้องหนัก เพราะเห็นเพื่อนร้อง ตัวเองก็เลยร้องตาม

ลูกไม่ร้องแต่พ่อดันร้อง

เขาเล่าให้ฟังว่าตอนน้องเข้าห้องเรียน พ่อเขาหัวเราะเพราะรู้สึกภูมิใจมาก และพูดว่าเดี๋ยวนี้เป็น “พ่อที่สมบูรณ์แบบ” แล้ว แถมยังบอกว่าการที่ให้ของขวัญลูกในวันที่สองทำให้เขาอยากไปโรงเรียนทุกวัน ซึ่งเป็นสมาร์ทวอทช์ที่โทรหากับพ่อได้ แต่กลับไม่สามารถเอาไปโรงเรียนได้ ทำให้น้องยูจินมีเรื่องเล่าให้ฟังมากขึ้น

เรื่องของดราม่าจากเน็ตเจนนี่ไม่ได้สนใจ เพราะเธอเชื่อมั่นว่า “ทุกคนมีความเก่งแตกต่างกัน” เธอไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเก่ง แต่เข้าใจความสำคัญของภาษา ในอนาคตของลูก และการส่งลูกไปเรียนที่โรงเรียนอินเตอร์ เป็นการเตรียมตัวของลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน

จากมั่วตั้วสู่ความน่ารักของลูกแม่

พัฒนาการของ น้องยูจิน ในตอนนี้เริ่มเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์แทน “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” แล้ว โดยเขาเริ่มมีความสามารถด้านการแสดงและการเต้น ซึ่งแม่บอกว่าพร้อมจะผลักดันให้ลูกก้าวสู่วงการบันเทิง เพราะเขาสามารถไลฟ์ขายของได้แล้ว สนุกมาก

และเพิ่งคลอดลูกคนที่สอง “จาญ่า” มาได้เพียง 1 เดือนกับ 1 สัปดาห์ ที่วันที่เจนนี่ให้สัมภาษณ์นั้น จาญ่าก็เริ่มเติบโตเป็นอย่างดี แก้มป่อง น่ารัก คุณหมอบอกให้ลดนมเพราะกินออกจะมากไปหน่อย

เล่าต่อว่า “เรื่องการตั้งชื่อในตอนแรกก็มีดราม่าตั้งแต่ตั้งว่าเจนย่า ทีหลังก็เปลี่ยนมาเป็นจาญ่าตามคำแนะนำ เพราะคนบอกว่าไม่ดีต่อหลอดลูก เราก็เลยเปลี่ยน ซึ่งรู้ว่าเขาเกิดในฤกษ์ผ่าคลอด แต่สุดท้ายเจ็บอุ้มเชิงกรานต้องผ่าคลอดก่อน

โมเมนต์เบาๆ ที่ปวดท้องที่ไม่ได้ปวดจริง แต่กลายเป็นเรื่องตลกให้ในครอบครัว ทุกคนเตรียมตัวเตรียมของไว้ตั้งใหญ่ ตอบโจมตีได้อย่างฉะเชิง

หน้าที่ของแม่ต่อลูกมากกว่าคุณแม่ล้าน

เจนนี่ กล่าวว่า “ตอนเรารู้ว่าท้องลูกคนที่สอง ทุกสิ่งผ่านทุกวันด้วยการเตรียมความพร้อม ว่าหากลูกดูแคลนพี่ ต้องทำยังไง พ่อแม่ยูจินก็ช่วยพูดสอน และเพิ่มพลังบวกให้เด็กคนโต ให้เขารู้ว่าลูกคนเล็กเกิดมาเพื่อเป็นของขวัญไม่ใช่เพื่อที่จะแย่งชิง

ยูจินเบื่ออนาคตที่มีคนมาทำร้ายลูก แต่เราก็อยากปล่อยพื้นที่ให้เป็นตัวของตัวเอง รักเต็มที่ ให้เต็มที่ แม้จะเหนื่อย แต่ยังมีความสุข แถมมีความตั้งใจที่จะมีลูกอีกหลายคน ถ้าร่างกายมันไหว

ทุกอย่างคือเรียนรู้ในตัวแม่ที่เป็นคนของครอบครัว และพร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน

ที่มา – ‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’เมินดราม่าคนมองเกินตัว ส่ง ‘น้องยูจิน’เข้าโรงเรียนอินเตอร์

ช้างศึกหนุ่มตัดเหลือ 23 แข้ง ยศกรนำทัพลุยคัดเลือกเอเชีย U23

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยรายชื่อนักเตะ ช้างศึกหนุ่ม ทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ที่จะทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก ประจำปี 2026 ซึ่งจะแข่งขันระหว่างวันที่ 3-9 กันยายนนี้ ที่สนามธรรมศาสตร์ สเตเดียม

ช้างศึกหนุ่มตัดเหลือ 23 แข้ง เตรียมลุยเอเชีย U23

ภายใต้การคุมทัพของ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ทีมชุดนี้มาจากการคัดเลือกจากนักเตะ 26 คนในชุดเดิม โดยมี 3 นักเตะที่หลุดจาก名单 ได้แก่ ศุภณัฐ สุดาทิพย์, ศรวัสย์ โพธิ์สมัน และอับดุลเราะห์มาน กีรานี เอสซาดี

รายชื่อ 23 นักเตะที่ผ่านการคัดเลือกมีดังนี้:

  • ผู้รักษาประตู: ชมพัฒน์ บุญเลิศ (พัทยา ยูไนเต็ด), ณรงศักดิ์ เนื่องวงษา (อยุธยา ยูไนเต็ด), กษิดิ์เดช รุ่งกิจวัฒนานุกูล (บางกอก)
  • กองหลัง: ภัทรพล ศึกษากิจ (สุโขทัย), พลเอก มณีกร (พีที ประจวบ), วาริส ชูทอง, ชนภัช บัวพันธ์, ชานนท์ ทำมา (บีจี ปทุม), พิชิตชัย เศียรกระโทก, สพล น้อยวงศ์ (โปลิศ เทโร), ธนชัย นาถธนกุล (นครศรี ยูไนเต็ด)
  • กองกลาง: สิทธา บุญหล้า (การท่าเรือ), ชัยพล อดทน (สุโขทัย), เสกสรรค์ ราตรี (ระยอง), คคนะ คำยก (เมืองทอง ยูไนเต็ด), อิคลาส สันหรน (พีที ประจวบ), ธนกฤต โชติเมืองปัก (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด), สงครามสมุทร น้ำผึ้ง (โปลิศ เทโร)
  • กองหน้า: เจะฮานาฟี มามะ (พีที ประจวบ), สิรภพ วันดี (ชลบุรี), ธนาวุฒิ โพธิ์ชัย (หนองบัว พิชญ), ชวัลวิทย์ แซ่เล้า (พราม แบงค็อก), ยศกร บูรพา (ฮั่วกัง ยูไนเต็ด)

ยศกร บูรพา ดาวรุ่งที่ได้รับโอกาสเป็นแกนนำ

ยศกร บูรพา เป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับโอกาสให้แสดงศักยภาพในฐานะหนึ่งในแกนนำทีม โดยเขาถูกเรียกติดทีมมาอย่างต่อเนื่องในการเตรียมทัพครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพในระดับชาติที่เริ่มเด่นชัด

ทีม ช้างศึกหนุ่ม จะเปิดบ้านพบกับ มองโกเลีย ในวันที่ 3 กันยายน เวลา 19.30 น. จากนั้นจะพบกับ เลบานอน ในวันที่ 6 กันยายน และปิดกลุ่มกับ มาเลเซีย ในวันที่ 9 กันยายน เวลาเดียวกัน

ผลการแข่งขันจะมีการคัดเลือกทีมแชมป์กลุ่ม และรองแชมป์จาก 11 กลุ่มทั่วเอเชีย มีสิทธิ์ลุยรอบสุดท้ายของการแข่งขันในประเทศซาอุดิอาระเบีย ในเดือนมกราคมปีหน้า

ทีมชุดนี้ถือว่าเปี่ยมด้วยโอกาสของนักเตะรุ่นใหม่ ที่ต้องการพิสูจน์ฝีเท้าบนเวทีเอเชียเช่นเดียวกับการออกแบบระบบทีมที่หลากหลาย ทั้งในแนวรุก, แนวรับ และการควบคุมจังหวะเกมจากผู้เล่นแนวกลาง

อย่างไรก็ตาม การประสานงานและการฝึกซ้อมจัดหนักจัดเต็มภายใต้ฝีมือของโค้ชวัง ถือเป็นพลังสำคัญที่ให้โอกาสเหล่านักเตะเยาว์ได้เติบโตในสนามเวทีระดับโลก แฟนบอลไทยก็จับตามองและร่วมให้กำลังใจนักเตะทีมชาติในศึกสำคัญครั้งนี้

เชื่อว่าหากพร้อมและความเชื่อมั่นในตัวนักเตะได้รับการสานต่ออย่างต่อเนื่อง ทีมชาติไทยน่าจะสามารถคว้าผลงานได้ตามเป้าหมาย

ที่มา – ‘ช้างศึกหนุ่ม’ ตัดเหลือ 23 แข้ง คัดเอเชีย ‘ยศกร’ นำทัพ

มอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้ง ‘พระพรหมเสนาบดี’ เป็น ‘ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7’

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) คณะเหนือ น.16 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ได้มีพิธีสำคัญภายใต้การนำของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งเป็นประธานในพิธีมอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนเหนือ

มอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้ง ‘พระพรหมเสนาบดี’ เป็น ‘ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7’

ในพิธีดังกล่าว สมเด็จพระสังฆราชได้ทรงมอบพระบัญชา โดยแต่งตั้ง พระพรหมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษามหาเถรสมาคม เป็น ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7 อีกทั้งยังมีพระสังฆาธิการเขตปกครองคณะสงฆ์หนเหนือที่ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระสังฆราชอีก 6 รูป พร้อมด้วยพระเถรานุเถระ ศิษยานุศิษย์ และสาธุชนจำนวนมาก ร่วมเป็นพยานในพิธีอันทรงคุณค่าทางจิตวิญญาณนี้

รายละเอียดพิธีและความหมาย

พิธีมอบพระบัญชาถือเป็นหนึ่งในพิธีที่สำคัญทางประเพณีของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งเป็นการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญที่มีหน้าที่ในการดูแลและบริหารกิจการทางศาสนาภายในภูมิภาค โดย พระพรหมเสนาบดี ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7 ถือเป็นผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ทางด้านศาสนาและสังฆาธิการสูง ทำให้เป็นผู้เหมาะสมที่จะรับหน้าที่ดูแลพระภิกษุและกิจการสงฆ์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

  • การแต่งตั้งที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค มีผลต่อโครงสร้างบริหารคณะสงฆ์
  • พระพรหมเสนาบดี มีภูมิหลังความเชี่ยวชาญในคณะสงฆ์
  • พิธีนี้ได้รับการสนับสนุนจากพระเถรานุเถระและประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีพระธรรมวชิโรดม เจ้าคณะภาค 6 เข้าร่วมพิธีพร้อมทั้งพระเถรานุเถระอื่นๆ โดยพิธีดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สื่อถึงความเคารพและบูชาต่อกฎเกณฑ์ทางพระวินัย และความเป็นหนึ่งของคณะสงฆ์ไทย

การแต่งตั้งครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริบทของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของวัดวาอาราม และยังมีความสำคัญทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชาวไทยด้วย ซึ่งการแต่งตั้งผู้ที่เหมาะสมจะช่วยให้เกิดความเข้มแข็งและมั่นคงของพระพุทธศาสนาในระยะยาว

ดังนั้น การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมของคณะสงฆ์และบทบาทของผู้นำด้านศาสนา เช่น ความคืบหน้าในหน้าที่ของ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7 จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง และเป็นประโยชน์ต่อการเข้าใจโครงสร้างการบริหารกิจการทางศาสนาในประเทศไทย

หากคุณสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมทางศาสนา การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญในคณะสงฆ์ หรือข่าวสารทางวัฒนธรรมในประเทศไทย อย่าลืมติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดประเด็นที่น่าสนใจเหล่านี้เลย!

ที่มา – มอบพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้ง ‘พระพรหมเสนาบดี’ เป็น ‘ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7’

กลุ่มฮูตีคุมตัวเจ้าหน้าที่ยูเอ็นหลังสังหารนายกฯ อิสราเอล

สถานการณ์ในประเทศเยเมนกลับกลายเป็นกระแสดราม่าดราม่าเมื่อกลุ่มฮูตีควบคุมตัวเจ้าหน้าที่องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของสหประชาชาติก่อนหน้านี้เป็นจำนวนมาก ล่าสุดที่มีรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี ระบุว่าเมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา สถานที่ของสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติในเมืองซานา ประเทศเยเมนกรณีนี้เกี่ยวข้องกับผลพวงจากการโจมตีทางอากาศที่ดำเนินการโดยกองทัพอิสราเอลได้สังหารนายนายกรัฐมนตรีฮูตี พล.อ. อัล-ราฮาวี เมื่อวันเสาร์เพียงไม่กี่วันที่แล้ว

กลุ่มฮูตีคุมตัวเจ้าหน้าที่ยูเอ็น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮูตียังไม่แสดงคำอธิบายและยืนยันใด ๆ เกี่ยวกับกรณีจับกุมเจ้าหน้าที่ขององค์กรยูเอ็น แต่แหล่งข่าวได้เปิดเผยว่ากลุ่มฮูตีเคยจับกุมเจ้าหน้าที่ระหว่างประเทศมาแล้วหลายราย ซึ่งทำให้เกิดความกังวลอย่างมากกับชุมชนระหว่างประเทศตลอดจนองค์กรมนุษยธรรมต่าง ๆ

เบื้องต้น นายอันโตนิโอ กูเธอร์เรส เลขาธิการองค์กรยูเอ็นได้ออกมาเรียกร้องให้กลุ่มฮูตีปล่อยตัวเจ้าหน้าที่ขององค์กรของตนโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งนี้ กูเธอร์เรสได้ยืนยันด้วยว่าเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิของตนจำนวน 11 คนถูกควบคุมตัวขังอย่างไม่มีกระบวนการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด และเป็นผลจากการกระทำของทางราชการพฤตินัยของกลุ่มฮูตี

บุคลากร UN ถูกคุมตัวมาตั้งแต่ปี 2021

นอกจากนี้ นายฮานส์ กรุนด์เบิร์ก หนึ่งในทูตพิเศษยูเอ็นประจำเยเมน ยังได้กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ เจ้าหน้าที่ขององค์กรยูเอ็นในเมืองโฮไดดาห์และเมืองซานา ได้ถูกกุมตัวจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ยูเอ็นที่ถูกปกครองโดยกลุ่มฮูตีควบคุมตัวตั้งแต่ปี 2021 และปี 2023 ที่ผ่านมา และในเดือนมกราคมปีนี้ ยังมีการจับกุมเจ้าหน้าที่ขององค์กรยูเอ็นอีกเพิ่มเติมถึง 8 คน

ภายหลังกลุ่มฮูตีอ้างว่า “โครงข่ายสารวัตรทางสายลับของอเมริกันและอิสราเอล” ได้ใช้หน่วยงานมนุษยธรรมเป็นฉากบังหน้าดำเนินกิจกรรมลับ ๆ ในเยเมน แม้ว่าคำกล่าวอันดังกล่าวจะถูกเจ้าหน้าที่องค์กรยูเอ็นชัดเจนว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

  • เจ้าหน้าที่ยูเอ็นจำนวน 11 คนถูกควบคุมตัวในเยเมน
  • การใช้กำลังปฏิบัติการเข้าควบคุมตำแหน่งหน่วยงาน UN
  • นายอันโตนิโอ กูเธอร์เรส เรียกร้องให้ปล่อยตัวทันที
  • กรณีการควบคุมตัวเกิดในช่วงเวลาที่มีการโจมตีของอิสราเอล

ในส่วนของหน่วยจัดหาอาหารโลก (WFP) ก็ได้เปิดเผยว่า icer staff ถูกควบคุมตัวในสำนักงานของพวกเขาตั้งอยู่ในเมืองซานา และกรุณาให้หน่วยงานของฮูตีให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยคำกล่าวข้างต้น เพียงเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดซึ่งกันและกันเท่านั้น.

ไม่เพียงแค่มูลนิธิ WFP อย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเจ้าหน้าที่ของ UNICEF อีก 3 คนที่เคยถูกพนักงานจากฝั่งฮูตีจับกุมไว้ใกล้สถานที่ทำงานของพวกเขาอีกด้วย

“นี่เป็นการกระทำที่ผิดต่อความคุ้มครองขั้นพื้นฐานของการปฏิบัติงานของสหประชาชาติในเยเมน” กรุนด์เบิร์ก ย้ำอีกครั้ง

การควบคุมตัวเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินภารกิจขององค์กรความช่วยเหลือระหว่างประเทศ ทั้งออกอากาศความคิดเห็นเรื่องนโยบายหรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่

ขณะที่ประเทศไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้ว่าความตึงเครียดในภูมิภาคจะห่างไกลเพียงใด เราก็จำเป็นต้องพิจารณาอิทธิพลที่อาจส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างประเทศและการปฏิบัติด้านมนุษยธรรมในระดับโลกต่อไป

ที่มา – กลุ่มฮูตีในเยเมนคุมตัวเจ้าหน้าที่ยูเอ็น หลังนายกรัฐมนตรีโดนอิสราเอลสังหาร

‘สรวงศ์’ เผยพรรคเพื่อไทยทำเต็มที่รอ ‘พรรคประชาชน’ ตัดสินใจ

เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการขอความร่วมมือจากพรรคประชาชนในการสนับสนุนให้นายชัยเกษม นิติสิริ เข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย แต่สุดท้ายก็ต้องรอการตัดสินใจจากพรรคประชาชนว่าจะเอื้ออาทรฝ่ายใด

‘สรวงศ์’ เผยพรรคเพื่อไทยทำเต็มที่รอ ‘พรรคประชาชน’ ตัดสินใจ

นายสรวงศ์ระบุว่า พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวคิดและนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างเต็มที่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าพรรคประชาชนจะเลือกสนับสนุนฝ่ายใด พรรคเพื่อไทยก็พร้อมรับมือ และตระหนักดีว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นอาจจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

รอการตัดสินใจอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศภายในพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการจากแกนนำพรรค ทั้งนี้ เนื่องจากบรรดานายกกระทรวงที่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยมีภารกิจที่กระทรวง จึงไม่ได้ต้องรวมตัวกันอยู่ที่สำนักงานพรรคอยู่ตลอดเวลา ส่วนเรื่องความเคลื่อนไหวต่างๆ ภายในพรรคจะถูกพูดคุยกันอย่างจริงจังในการประชุมวันที่ 2 กันยายนนี้

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาชนจะไม่รับเงื่อนไขที่พรรคเพื่อไทยเสนอ นายสรวงศ์กล่าวว่า การยุบสภาเป็นสิทธิของนายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี โดยจะต้องเสนอความเห็นไปยังพระองค์ แต่ยังไม่มีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการว่าจะดำเนินการยุบสภาหรือไม่ สิ่งนี้จะขึ้นอยู่กับแนวทางที่ผู้นำพรรคเพื่อไทยจะพิจารณาหลังการประชุมใหญ่ในวันที่ 2 กันยายน

  • พรรคเพื่อไทยเสนอแนวคิดนโยบายที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ
  • รอพรรคประชาชนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน
  • หากไม่ได้รับการสนับสนุน อาจมีการยุบสภา

ทั้งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนภายในพรรคเพื่อไทยได้แสดงความคิดเห็นหลากหลายต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่รัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นมานั้นจะต้องพึ่งพาเสียงจากหลายพรรค ซึ่งอาจจะทำให้การบริหารประเทศมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาเจรจาอย่างมาก

ข้อคิดในครั้งนี้คือ แม้จะมีแรงกดดันทางการเมืองในช่วงเวลานี้ พรรคเพื่อไทยก็ยังยืนหยัดในแนวทางที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเทศด้วยนโยบายที่เป็นรูปธรรม และพร้อมจะรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างมีสติ

ที่มา – ‘สรวงศ์’ บอกทำเต็มที่รอ ‘พรรคประชาชน’ ตัดสินใจ

‘ชัยเกษม’ ลั่น พร้อมทำหน้าที่นายกฯ

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์รูปภาพของนายชัยเกษม นิติสิริ ผู้สมัครรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับข้อความแนะนำประวัติของท่าน ซึ่งระบุว่า “นายชัยเกษมเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในด้านกฎหมายและการเมืองของประเทศไทย ด้วยประสบการณ์อันยาวนาน ไม่ว่าจะในตำแหน่งอัยการสูงสุด รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับในฐานะนักกฎหมายที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ และมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์สำคัญของประเทศมาแล้ว”

‘ชัยเกษม’ ลั่น พร้อมทำหน้าที่นายกฯ

ล่าสุด นายนายชัยเกษม นิติสิริ ได้ให้สัมภาษณ์ความพร้อมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า “ไม่ต้องห่วงเรื่องความพร้อม เพราะข้าพเจ้าพร้อมที่จะรับหน้าที่เพื่อประโยชน์แห่งชาติและประชาชน ไม่มีปัญหาใด ๆ ในการบริหารประเทศ”

ความมุ่งมั่นเพื่อประชาชน

ทั้งนี้ ความพร้อมของท่านไม่ได้อยู่แค่ในเรื่องของประสบการณ์ แต่ยังรวมถึงความมุ่งมั่นในงานด้านกฎหมาย การบริหารภาครัฐ และการเป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือ ด้วยความเข้าใจในระบบกฎหมายและนิติธรรม คาดว่าจะตอบโจทย์การบริหารประเทศในยุคปัจจุบันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

  • มีประสบการณ์ในตำแหน่งสูงสุด ทั้งอัยการสูงสุดและรมว.ยุติธรรม
  • มีความรู้ด้านกฎหมายเชิงลึก และยึดมั่นในหลักนิติรัฐ
  • เข้าใจระบบการเมือง และสามารถเสนอแนวทางที่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ในฐานะผู้สมัครรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายนชัยเกษมยืนยันว่าไม่ว่าจะมาในบทบาทใด ความตั้งใจเพื่อประเทศชาติย่อมเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด และหากได้รับโอกาสจะขับเคลื่อนประเทศไทยไปในทางที่ดีต่อไป

ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรให้ความสำคัญกับผู้สมัครที่มีความพร้อมทั้งด้านความรู้ ความสามารถ และประวัติการทำงานที่เป็นรูปธรรม เพราะผู้นำที่ดีจะเปลี่ยนแปลงประเทศชาติได้จริง

ที่มา – ‘ชัยเกษม’ ลั่น พร้อมทำหน้าที่นายกฯ