ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ผู้นำจีนพบนายกรัฐมนตรีอินเดีย ย้ำจุดยืน “เป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเทศบาลนครเทียนจิน ประเทศจีน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้พบหารือกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย นอกรอบการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (เอสซีโอ) ที่เทศบาลนครเทียนจิน ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกในรอบ 7 ปีของนายกฯ โมดี

ผู้นำจีนพบนายกรัฐมนตรีอินเดีย ย้ำจุดยืน “เป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง”

ทั้งนี้ สี จิ้นผิง ได้กล่าวกับโมดีว่า จีนและอินเดีย “ควรเป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง” ขณะที่โมดีกล่าวว่า ปัจจุบันบรรยากาศของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ “เป็นไปอย่างสันติและมีเสถียรภาพ” และเป็นการสื่อสารที่สำคัญระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ

ความร่วมมือภาคเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ โมดียังประกาศว่า เที่ยวบินตรงระหว่างอินเดียกับจีน ซึ่งถูกระงับตั้งแต่มีเหตุปะทะรุนแรงระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายบริเวณพรมแดนเทือกเขาหิมาลัยเมื่อปี 2020 จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง แม้ยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาอย่างชัดเจนก็ตาม

สี จิ้นผิง กล่าวเสริมว่า ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ในระยะยาว จัดการความสัมพันธ์ในระดับยุทธศาสตร์ และการเป็นมิตรกันคือทางเลือกที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าขายอย่างยั่งยืน

การประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (เอสซีโอ) ในครั้งนี้ แม้จะเป็นการหารือในเชิงสัญลักษณ์เป็นหลัก แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้นำสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น โดยการประชุมในปีนี้ยังจัดขึ้นก่อนการสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ในกรุงปักกิ่ง เพื่อรำลึกครบรอบ 80 ปีแห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในวันที่ 3 กันยายนนี้

  • ความร่วมมือระหว่างจีนและอินเดียมุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค
  • เปิดเที่ยวบินตรงอีกครั้งหลังหยุดยาวจากเหตุปะทะชายแดน
  • พัฒนาความสัมพันธ์ในเชิงกลยุทธ์เพื่อประโยชน์ร่วมกัน

องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยมีสมาชิกเริ่มต้น 6 ประเทศ ประกอบด้วย จีน รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน เพื่อสร้างสมดุลอำนาจกับฝ่ายตะวันตก ปัจจุบัน SCO มีสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย อิหร่าน และอื่นๆ

การเจรจากันครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-อินเดีย สามารถพัฒนาได้อย่างมีเสถียรภาพ หากมีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและมีจุดยืนร่วมกันในระยะยาว

ถ้าคุณให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองภูมิภาค บทความนี้ถือเป็นข้อมูลที่น่าติดตามไม่น้อย อย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตจากทั่วโลก

ที่มา – ผู้นำจีนพบนายกรัฐมนตรีอินเดีย ย้ำจุดยืน “เป็นพันธมิตร ไม่ใช่คู่แข่ง”

พิชิต โจมตี ทักษิณ ลั่น รธน.ไม่ใช่ปัญหา

ล่าสุด นายพิชิต ไชยมงคล หนึ่งในผู้นำกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ได้ออกมาปราศรัยโจมตี นายทักษิณ ชินวัตร อย่างหนัก โดยระบุว่า ความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศมา 20 ปีที่ผ่านมา มีต้นตอจากการทุจริตของ ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2548-2549 ซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองจนถึงทุกวันนี้

พิชิต โจมตี ทักษิณ

นายพิชิต กล่าวอย่างชัดเจนว่า ปัญหาหลักของประเทศไม่ใช่รัฐธรรมนูญ แต่เป็นพรรคเพื่อไทยและ ทักษิณ ชินวัตร ที่ยังมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง โดยระบุว่าหากเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะไม่มีทางยกเลิก MOU 43-44 ที่มีปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะในเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา หรือความเสียหายด้านอุตสาหกรรมความบันเทิง ซึ่งเป็นผลงานของรัฐบาลภายใต้ ทักษิณ

ต้นตอแห่งความขัดแย้ง

ตามข้อมูลที่นำเสนอนั้น นายพิชิต กล่าวอีกว่า ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาล้วนเกี่ยวข้องกับการกระทำของทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งรัฐบาลเงา หรือการแทรกแซงภายในพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง แม้จะประกาศเลิกการเมืองไปแล้ว แต่พฤติกรรมบนพรมแดนการเมืองนั้นยังคงอยู่

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวอ้างว่า ต้นเหตุของความล่มสลายของ นายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับการแทรกแซงของ ทักษิณ ที่ยังไม่ยอมเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ด้วยการใช้บุคคลใกล้ชิดในการขึ้นเป็นรัฐมนตรี หรือการผลักดันให้บุคคลในเครือได้รับตำแหน่งสำคัญ

  • รัฐบาลไทยภายใต้ ทักษิณ พบปัญหาคอร์รัปชัน
  • MOU 43-44 เกิดปัญหาร้ายแรงจากนโยบายในการบริหาร
  • พรรคเพื่อไทยยังมี ทักษิณ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ
  • ความขัดแย้งรอบใหม่เกิดจากการร่วมรัฐบาล

ทั้งนี้ พิชิต ย้ำว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ต้นตอของปัญหา แต่พรรคการเมืองบางพรรคพยายามโยนความผิดให้กับรัฐธรรมนูญ เพื่อปกปิดลักษณะความผิดในเชิงนโยบาย และความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ที่คลุมเครือของกลุ่มอำนาจ

ดังนั้น เรื่องหลัก ๆ ที่ประชาชนควรตระหนักคือ ความเสื่อมทรามของระบบการเมืองไทยไม่ได้อยู่ที่กฎระเบียบ แต่อยู่ที่ความเมตตาต่ออำนาจ และการไม่กล้าของระบบพรรคการเมืองที่ไม่กล้าปรับเปลี่ยนตนเอง ขณะที่ ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังมีอิทธิพลไม่ต่ำ การเมืองไทยจึงยังต้องเผชิญปัญหาซ้ำแล้วซ้ำอีก

สุดท้าย ประชาชนควรมีส่วนเลือกตั้งที่ไม่ใช่แค่การลงคะแนนมติ แต่การลงคะแนนเสียงเพื่อความเปลี่ยนแปลงจริง ๆ

ที่มา – ‘พิชิต’ ปราศรัยโจมตี ‘ทักษิณ’ ปฐมบทความขัดแย้ง 20 ปี ลั่น รธน. ไม่ใช่ปัญหา

บุรีรัมย์ บุกชนะ เชียงราย 2-1 เก็บชัย 3 นัดรวด

ฟุตบอลไทยลีก 1 นัดสำคัญที่สนามสิงห์ เชียงราย สเตเดียม เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บุกไปบุกชนะ “กว่างโซ้ง” สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด 2-1 คว้าชัยชนะติดต่อกันเป็นนัดที่ 3 ในรอบที่ผ่านมาของการแข่งขัน “บีวายดี ซีไลออน 6 ลีก 1”

บุรีรัมย์ บุกชนะ เชียงราย นำทีมขึ้นแท่นผู้นำชั่วคราว

แมตช์นี้ถือเป็นการชนกันระหว่างทีมที่กำลังฟอร์มแรง โดย สิงห์ เชียงราย เก็บได้ 4 คะแนนจาก 2 นัดก่อนหน้า ส่วนทีมเยือน “แชมป์เก่า” บุรีรัมย์ ชนะรวดมา 2 นัด ทำให้เกมนี้มีความเข้มข้นและคาดเดาได้ยาก

การแข่งขันเริ่มต้นด้วยความเข้มข้น

ในครึ่งแรก บุรีรัมย์ ขึ้นนำก่อน 1-0 จากจังหวะในนาทีที่ 20 เมื่อ ศุภชัย ใจเด็ด ตวัดมุมแคบเข้ามากลาง ทำให้ อภิรักษ์ วรวงษ์ โกลของ เชียงราย ตะปบบอลไม่ดี อีกฝั่งเปิดบอลเข้าเขตโทษ โรเบิร์ต ซูลจ์ โหม่งเปลี่ยนทิศทางเข้าประตูไปอย่างน่าตื่นเต้น

แต่เชียงราย ไม่ยอมแพ้ และสามารถตีเสมอได้ในนาทีที่ 33 จากจังหวะ ศนุกรานต์ ถิ่นจอม จ่ายบอลทะลุช่องคมกริบ ให้ คาร์ลอส อิวรี หลุดเดี่ยว เข้าไปกดมุมต่ำ แบบไม่ให้ผู้รักษาประตูเหลือโอกาส whatsoever จบครึ่งแรก ทั้งสองทีมเสมอ 1-1

ครึ่งหลังเป็นช่วงเวลาของบุรีรัมย์

หลังพัก บุรีรัมย์ ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งและตีเสมอได้ในนาทีที่ 55 เมื่อ ปีเตอร์ ซูลจ์ แหวกกองหลังเชียงรายได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะเปิดบอลเข้าเขตโทษ เกิดจังหวะบอลกระดอน จุดเสี่ยงอยู่ตรงหน้าเป้า แซนดี วอลซ์ ที่สอดมาไว้ ยิงโล่งๆ เข้าไป ทำให้ “ปราสาทสายฟ้า” ขึ้นนำ 2-1

เป็นผลการแข่งขันที่เรียกความตื่นเต้นได้ทั้งคู่แมตช์เดย์ เป็นการเปิดฉากสู้กันทะลุจนหมดเวลา และในช่วงเวลาท้ายเกม เชียงราย ยังต้องมาเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คน เมื่อในนาทีที่ 90+9 ดูกดู้ ล้มลงแบบจงใจกางศอกใส่ ธีราทร บุญมาทัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินแจกใบแดง ไล่ออกจากสนามไปทันที

ท้ายที่สุด บุรีรัมย์ กลายเป็นฝ่ายเก็บชัยชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2-1 ทำให้ตอนนี้ทีมเยือนมี 9 คะแนนจาก 3 นัดที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ “ปราสาทสายฟ้า” มีอิทธิพลในการนำตารางคะแนนชั่วคราว

สรุปผลการแข่งขัน

  • บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บุกชนะ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด: 2-1
  • ประตูผู้ทำ: โรเบิร์ต ซูลจ์ และ แซนดี วอลซ์ (บุรีรัมย์), คาร์ลอส อิวรี (เชียงราย)
  • นัดสำคัญที่ส่งเสริมโอกาสแชมป์สำหรับบุรีรัมย์

เกมนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของทีม “ปราสาทสายฟ้า” โดยเฉพาะในบทบุก และตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนในการคว้าผลสำเร็จในฤดูกาลปัจจุบัน

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของฟุตบอลไทยลีก 1 ได้ที่นี่ และprüfทุกการแข่งขันพร้อมเกมวิเคราะห์ลึกจากทีมของคุณ

ที่มา – ‘ปราสาทสายฟ้า’ แรงไม่หยุด บุกเฉือน ‘เชียงราย’ เก็บชัย 3 นัดรวด

มิว ศุภศิษฏ์ เผยเจอนักแสดงเทกอง โมเดลลิ่งติดต่อไม่ได้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มิว ศุภศิษฏ์ ได้ออกมาเปิดใจผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ X (ทวิตเตอร์) เผยความหงุดหงิดหลังประสบปัญหาในกองถ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยพบเจอมาตลอดการทำงานหลายปี โดยเนื้อหาสำคัญของเขาคือเจอนักแสดงบางราย “เทกอง” และ “โมเดลลิ่งติดต่อไม่ได้” ส่งผลต่อความคืบหน้าของงานอย่างมาก

มิว ศุภศิษฏ์ เผยเจอนักแสดงเทกอง โมเดลลิ่งติดต่อไม่ได้

ในโพสต์ของเขา มิวเขียนว่า “นักแสดงหนีกลับบ้าน โอยยยยยย” และยังบอกอีกว่า “ทำงานมาหลายปี เพิ่งเคยเจอนักแสดงหนีกลับบ้าน เทกอง” นอกจากนี้ยังมีข้อความว่า “โมเดลลิ่งก็ติดต่อไม่ได้” ซึ่งทำเอาแฟนคลับตกใจและแห่เข้ามาแสดงความเป็นกำลังใจให้เขาอย่างพร้อมเพรียง

ใจความในโพสต์ทำเอาแฟนคลับแห่ปลอบใจ

หลายคนแสดงความเสียใจ พร้อมกับพูดแซวและล้อเล่นในเชิงลูกเล่น เช่น “จะไปถล่มให้พี่มิว”, “บอกให้ฟังหน่อย งงเรียบเรียงยังไงดี” ทำให้ความเคลื่อนไหวของเขาน่ารักและน่าจดจำมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสร้างกระแสในวงโซเชียลระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มิวยังได้โพสต์ภาพบรรยากาศในการทำงานผ่านอินสตาแกรมสตอรี่ ซึ่งแฟน ๆ ก็ไม่พลาดที่จะเข้าไปแสดงความคิดเห็นและเดาใครคือคนที่ทำให้มิวต้องโพสต์ข้อความในครั้งนี้ จนทำให้ตัวรุ่นหนุ่มต้องตอบโต้ด้วยท่าทีน่ารักด้วย

  • นักแสดงบางรายขาดความรับผิดชอบ
  • รูปแบบการทำงานยังไม่มีความชัดเจน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างทีมงานกับนักแสดงยังต้องปรับปรุง

ข่าวคราวนี้จึงกลายเป็นหัวข้อพูดถึงอย่างแพร่หลายในวงการบันเทิง โดยเฉพาะการที่ มิว ศุภศิษฏ์ พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในรูปแบบที่เป็นกันเอง ผู้คนจึงอินเทอร์เน็ตแห่แชร์และแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในวงการงานบันเทิงที่หลายคนอาจจะมองข้าม และการพูดความจริงออกมาอย่างตรงไปตรงอย่างที่ มิว ศุภศิษฏ์ ทำอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถือเป็นพลังบวกในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในวงการให้ดีขึ้น

หากคุณเป็นแฟนคลับของมิว การเข้าใจและให้กำลังใจในครั้งนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้มิวได้ก้าวผ่านอุปสรรคนี้ไปได้นะครับ

ที่มา – “มิว ศุภศิษฏ์” ไม่ทนออกมาโพสต์ตัดพ้อ ทำงานมาหลายปี เพิ่งเคยเจอนักแสดงเทกอง โมเดลลิ่งก็ติดต่อไม่ได้!

จีน พ่าย ฝรั่งเศส 1-3 เซต ร่วงรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025

การแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 ที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งการแข่งขันที่น่าจับตามอง เมื่อทีม จีน พบกับทีม ฝรั่งเศส ในศึกพลิกผันที่ส่งผลให้ฝรั่งเศสรอบ 8 ทีมสุดท้ายและจีนร่วงรอบ 16 ทีมสุดท้าย

จีน พ่าย ฝรั่งเศส 1-3 เซต

ในการแข่งขันนัดที่สำคัญนี้ ทีม จีน พ่าย ฝรั่งเศส ด้วยสกอร์รวม 1-3 เซต โดยมีรายละเอียด_SCORE_แต่ละเซตดังนี้ (25-20, 27-25, 22-25, 25-20) แม้จีนจะพยายามแก้ตัวและแสดงผลงานได้ดีในเซตที่สาม แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้

ผลการแข่งขันที่ส่งผลต่อการจัดอันดับโลก

หลังจากแพ้ในนัดนี้ ส่งผลให้ทีมจีนต้องยุติเส้นทางชิงแชมป์โลกลงทันที ขณะที่ฝรั่งเศสชนะและพุ่งขึ้นสู่อันดับ 13 ของโลกอย่างรวดเร็ว จีนพ่ายชัยครั้งนี้ส่งผลให้พวกเขาเสียคะแนนสะสมถึง 18.27 คะแนน และตกชั้นลงมาอยู่อันดับที่ 7 ของโลก

สำหรับฝรั่งเศสนั้น เป็นการเปิดโอกาสใหม่หลังพิชิตชัยสำคัญ มีสิทธิ์ลุ้นต่อในรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยรอพบกับผู้ชนะในแมตช์ระหว่างบราซิล และสาธารณDominican

เกมในแต่ละเซตที่ผ่านมาถือว่าคู่กันอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะเซตที่สองที่ต้องเผชิญหน้ากันอย่างต่อเนื่อง จนฝรั่งเศสสามารถคว้าชัยด้วยประสิทธิภาพการเตะบอลและการเรียกกลยุทธ์อย่างเหมาะสม

  • เซต 1: ฝรั่งเศสชนะ 25-20
  • เซต 2: ฝรั่งเศสเอาชนะ 27-25
  • เซต 3: จีนพลิกแพ้มาได้ 25-22
  • เซต 4: ฝรั่งเศสรับมือได้ดีแพ้ 25-20

แม้ผลแพ้ชนะจะไม่เอื้อต่อจีน แต่มันชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับปรุงและพัฒนาในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผลงานของฝรั่งเศสนั้นยังคงทรงพลังมาก โดยเฉพาะแนวรุกที่สำคัญและมีจังหวะปิดเกมที่น่าทึ่ง

การfürureของวอลเลย์บอลหญิงอาจเปลี่ยนไปหลังจากผลของการแข่งขันในครั้งนี้ เพราะเดิมทีจีนเป็นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์ แต่ตอนนี้ถูกแทนที่โดยฝรั่งเศสที่มีสัญญาณเติบโตอย่างชัดเจน

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 สามารถเช็กอัปเดตความเคลื่อนไหวของทีมโปรด และดูสถิติทีมเพื่อดูว่าใครจะคว้าแชมป์ไปครองในครั้งนี้?

อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวของการแข่งขันกีฬาในเวทีระดับโลก มีเรื่องราวมากมายที่รอให้คุณได้ติดตามอยู่เสมอ

ที่มา – จีน พ่าย ฝรั่งเศส 1-3 เซต ร่วงรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025

ส่องค่าตัว 5 ราชาแห่งวงการบันเทิงไทย

วงการบันเทิงไทยมีนักแสดงชายมากมายที่ไม่เพียงแค่เก่งในการแสดง แต่ยังมีมูลค่าทางการตลาดที่สูงมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักแสดงแถวหน้าที่ยังคงเป็นที่ต้องการของแบรนด์สินค้าและผู้จัดกิจกรรมต่างๆ พวกเขาจึงได้รับฉายา “ราชาแห่งวงการบันเทิงไทย” อย่างสม当之无愧

ส่องค่าตัว 5 ราชาแห่งวงการบันเทิงไทย

ล่าสุด “บันเทิงเดลินิวส์” ได้เปิดเผยรายชื่อ 5 นักแสดงชายที่มีค่าตัวสูงที่สุดในปี 2025 โดยแต่ละคนล้วนเป็นที่รู้จักและมีผลงานการันตีความสามารถอย่างต่อเนื่อง

อันดับ 1 “เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์”

ซูเปอร์สตาร์ตลอดกาล “เบิร์ด ธงไชย” ยังคงครองตำแหน่งราชาแห่งวงการบันเทิงไทยอย่างเหนียวแน่น ด้วยค่าตัวละครที่สูงถึง 200,000 บาทต่อตอน และค่าพรีเซ็นเตอร์โฆษณาที่ทะลุระดับ 30 ล้านบาทต่อชิ้น ส่วนงานอีเวนต์ก็มีราคา 200,000–300,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความทรงพลังของตำนานได้อย่างสิ้นเชิง

อันดับ 2 “ณเดชน์ คูกิมิยะ”

“ณเดชน์ คูกิมิยะ” พระเอกเจ้าบทบาทที่ครองใจคนไทยเป็นเวลานาน ค่าตัวละครของเขาอยู่ที่ 200,000 บาทต่อตอน และค่าพรีเซ็นเตอร์โฆษณาสูงถึง 15 ล้านบาทต่อชิ้น งานอีเวนต์ก็ไม่น้อยหน้าอยู่ที่ 350,000–400,000 บาทต่อครั้ง ตัวเลขนี้ยืนยันว่าเขาคือพระเอกยุคปัจจุบันที่มีมูลค่าสูงที่สุด

อันดับ 3 “เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข”

“เจมส์ จิรายุ” พระเอกหนุ่มที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ค่าตัวละครอยู่ที่ 100,000 บาทต่อตอน และค่าพรีเซ็นเตอร์อยู่ที่ 15 ล้านบาทต่อชิ้น ขณะที่งานอีเวนต์มีราคา 300,000 บาท ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความนิยมและความมั่นคงในวงการบันเทิงของเขามายาวนาน

อันดับ 4 “มาริโอ้ เมาเร่อ”

ไม่ใช่แค่นักแสดงในไทยเท่านั้น “มาริโอ้ เมาเร่อ” ยังได้รับความนิยมในระดับนานาชาติ ค่าตัวละครของเขามีราคา 100,000 บาทต่อตอน พรีเซ็นเตอร์โฆษณาอยู่ที่ 10 ล้านบาทต่อชิ้น และงานอีเวนต์ราคา 200,000-300,000 บาทต่อครั้ง 品牌的持续青睐是他国际影响力的最好证明

อันดับ 5 “บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์”

แม้จะมีภาพลักษณ์ของหนุ่มขี้เล่น แต่ “บอย ปกรณ์” ก็ยังคงครองใจแฟนๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ค่าตัวละคร 90,000 บาทต่อตอน พรีเซ็นเตอร์โฆษณา 9 ล้านบาทต่อชิ้น และงานอีเวนต์ราคา 200,000 บาท ตัวเลขเหล่านี้พิสูจน์ว่าเขาคือหนึ่งในพระเอกแถวหน้าที่ยังคงอยู่ในสายตาของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขค่าตัวที่กล่าวมาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามข้อตกลงของแต่ละงาน แต่จากข้อมูลทั้งหมดสามารถเห็นได้ชัดเจนว่า นักแสดง 5 อันดับนี้ยังคงครองตำแหน่งราชาแห่งวงการบันเทิงไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

หากคุณเป็นแฟนหนึ่งในคนที่ติดตามผลงานของเหล่าราชาแห่งวงการบันเทิงไทย เรื่องราวงานด้านการตลาดและค่าตัวของพวกเขานี้คงน่าสนใจไม่แพ่งานละครที่พวกเขาทำออกมาอยู่แล้ว

ที่มา – ส่องค่าตัว 5 ราชาแห่งวงการบันเทิงไทย ศิลปินในตำนานครองอันดับหนึ่ง!

กลุ่มพูลผลเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้า

นายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลผล จำกัด เปิดเผยว่า “กลุ่มพูลผล” พร้อมเติบโตเคียงข้างสังคมไทยทั้งในมิติของสังคมและเศรษฐกิจ โดยมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย และคู่ค้า เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนชาวไทย

กลุ่มพูลผลเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้า

“กลุ่มพูลผล” ยึดหลักความซื่อสัตย์และความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้กลุ่มเติบโตอย่างมั่นคงมายาวนานกว่า 8 ทศวรรษ การดำเนินธุรกิจจึงไม่ได้มุ่งเพียงแค่ผลกำไร แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข ศาสนา รวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

กลุ่มพูลผล ผู้นำธุรกิจสู่ความยั่งยืน

ในช่วงระยะเวลา 83 ปี “กลุ่มพูลผล” สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำทางธุรกิจ โดยมีกลุ่มธุรกิจหลักที่หลากหลาย ได้แก่

  • ธุรกิจเกษตร: ธุรกิจหลักที่เน้นยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย พร้อมแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เช่น น้ำมันพืชกุ๊ก และวุ้นเส้นต้นสน
  • ธุรกิจก่อสร้าง: เน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ และปลอดภัย
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: มีโครงการเรือธงอย่าง “Future City Rangsit” ที่เป็นมิกซ์ยูสครบครัน รวมศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์
  • ธุรกิจคลังสินค้าและโลจิสติกส์: รองรับความต้องการด้านโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ “เอสเอ็มเอส กรุ๊ป” ในเครือยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) โดยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญและศักยภาพของ “กลุ่มพูลผล” ที่มุ่งสู่ความเป็นผู้นำระดับเอเชียและระดับโลก

“กลุ่มพูลผล” มุ่งมั่นที่จะยังคงยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านนวัตกรรมสินค้าใหม่ ๆ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้ก้าวไกลไปพร้อมกัน

ที่มา – ‘กลุ่มพูลผล’เดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้า

รวบเดนคุกลักรองเท้า ‘โบว์ แวนด้า’ พ้นโทษ 1 เดือนหางานทำไม่ได้

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.สุทธิสาร สามารถจับกุม‘สมทรง สุขนิมิตร’ ผู้ต้องหาในคดีลักทรัพย์จากบ้านพักของ น.ส.กัลป์ชวิศา อิทธินิธิกานต์กุล หรือ‘โบว์ แวนด้า’ ดารานักแสดงชื่อดัง ได้ริมถนนงามวงศ์วาน จังหวัดนนทบุรี พร้อมของกลางรองเท้าหลายคู่.

รวบเดนคุกลักรองเท้า ‘โบว์ แวนด้า’ สารภาพ动机ตัดสินใจก่อเหตุ

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเพิ่งออกจากเรือนจำได้ประมาณ 1 เดือน โดยไม่สามารถหางานทำได้ จึงตัดสินใจลงมือก่อคดีลักทรัพย์บ้านพักของ‘โบว์ แวนด้า’ เพื่อนำเงินมาใช้จ่าย โดยรองเท้าที่ขโมยมาจะนำไปขายตามตลาดนัดในราคาไม่เกิน 500 บาทต่อคู่. ทั้งนี้ รถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะก่อเหตุยังเป็นรถที่ถูกแจ้งหายไว้ที่ สน.ทุ่งสองห้อง อีกด้วย.

การสืบสวนจับกุมตัวผู้ต้องหาเข้มงวด

คดีนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา‘โบว์ แวนด้า’ เดินทางมายังสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความว่ามีผู้บุกบ้านพักย่านลาดพร้าว 48 และขโมยรองเท้าไป 5 คู่ มูลค่ากว่า 16,800 บาท. จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่าคนร้ายใช้รถจักรยานยนต์ในการก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการรวบรวมหลักฐาน ตรวจสอบข้อมูล และขออนุมัติหมายจับจนสามารถจับกุม‘สมทรง’ได้ในเวลาต่อมา.

  • ผู้ต้องหามีประวัติคดีความ
  • หางานทำไม่ได้หลังพ้นโทษ
  • ใช้รถจักรยานยนต์ที่ถูกแจ้งหาย
  • สารภาพหลังถูกจับกุม

หลังการจับกุม‘โบว์ แวนด้า’ เดินทางไปที่สน.สุทธิสารเพื่อยืนยันของกลางที่ถูกขโมยไป พร้อมเปิดเผยความรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอเตือนประชาชนทุกคนให้ระวังทรัพย์สินส่วนบุคคล รวมถึงล็อกประตูบ้านให้รัดกุมเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง.

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา“ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะลักทรัพย์หรือรับของโจร” และได้นำผู้ต้องหานำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอย่างเป็นทางการต่อไป.

เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความลำบากทางเศรษฐกิจอาจผลักดันให้บางบุคคลเลือกเส้นทางที่ผิด แม้จะมีประวัติเกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมก็ยังอาจกลับมาอีกครั้งหากขาดโอกาสในการเริ่มต้นใหม่. สังคมควรให้โอกาสผู้เคยต้องโทษกลับเข้าสู่ชีวิตที่ดีกว่า

ที่มา – รวบเดนคุกลักรองเท้า ‘โบว์ แวนด้า’ สารภาพพ้นโทษ 1 เดือนหางานทำไม่ได้

อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ชี้ผู้นำไม่ต้องเก่ง ฝากเรื่องความซื่อสัตย์!

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้ อิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ส่งผลให้มีกระแสคาดการณ์ว่าผู้นำชุดใหม่จะมีแนวทางการบริหารประเทศอย่างไร และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนได้อย่างไร

ล่าสุดในงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปี2567 ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดัง ได้เผยมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง โดยเปรียบเทียบกับประสบการณ์การทำงานในวงการบันเทิงที่เขาเคยผ่านมา

อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ชี้ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่ง

อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ กล่าวว่า การเป็นผู้นำไม่ใช่เรื่องของความเก่งที่ต้องรู้ทุกอย่าง แต่สำคัญที่สุดคือการมีคนรอบข้างที่เก่งและมีความซื่อสัตย์ในตัวงาน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จขององค์กรหรือรัฐบาลได้ในระยะยาว “ผมไม่ได้เป็นคนเก่ง แต่ผมเลือกคนเก่งมาทำงาน ผมเลือกผู้ช่วยเก่ง ๆ ผมเชื่อนักแสดงดี ๆ เช่น เอ๋ นังหนู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิธีการทำงานอย่างชาญฉลาด” เขาเปิดเผย

obsess กับความซื่อสัตย์จริยธรรมเป็นหลักสำคัญ

นอกจากปัจจัยด้านความเก่งแล้ว อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ยังย้ำถึงความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้นำ เพราะหากมีแค่ความสามารถโดยปราศจากความซื่อสัตย์ อาจเป็นอันตรายต่อทั้งผู้นำและประเทศชาติ “สิ่งที่สำคัญเปรี้ยงพร่างในระบบราชการคือนอกจากความเก่งแล้วควรมีความซื่อสัตย์ด้วย จริยธรรมต้องเป็นพื้นฐานของผู้นำที่แท้จริง”

นอกจากนี้ อ๊อฟยังเผยถึงประเด็นด้านลิขสิทธิ์ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการบันเทิง โดยกล่าวว่า “เรื่องลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่ชัดเจนทั้งในด้านจรรยาบรรณและกฎหมาย หากพบว่ามีการละเมิดใครควรแจ้งมายังเจ้าของลิขสิทธิ์ ควรพูดคุยกันบนพื้นฐานของเมตตาและการให้เกียรติกัน เป็นเรื่องที่ควรแก้ไขด้วยกฎหมาย ไม่ใช้อารมณ์เข้าไปเกี่ยวข้อง”

ถามถึงประเด็นแย้มต่าง ๆ ในแวดวงบันเทิงที่มีการพูดถึงว่าถูกเอาลิขสิทธิ์ไปเสีย ผู้กำกับดังเผยว่า ตัวเขาเองเคยเผชิญประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว โดยมีคนใช้เนื้อเรื่องที่เขาสร้างสรรค์ไปแล้วแต่นำไปรีเมกไม่ได้ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นเรื่องขัดแย้งของลิขสิทธิ์ที่ควรได้รับการแก้ไขผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

สุดท้ายนี้ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ฝากถึงผู้นำชุดใหม่ โดยเชื่อว่าใครก็ตามที่ขึ้นมาดูแลประเทศไม่จำเป็นต้องเก่งกราบวิชาลึกลับ แต่ต้องมีความซื่อสัตย์รักษาจรรยาบรรณ และนำเอาคนเก่งมามาทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาที่แท้จริง มิใช่การทำประชานิยมโดยไม่แก้ต้นตอ

อย่างไรก็ตาม “ผมไม่พร้อมจะวิจารณ์ใคร ขอตั้งใจเฝ้ามองการกระทำของเขา และใช้สิทธิ์ในการวิจารณ์อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งฝากข้อคิดไว้ว่า ความซื่อสัตย์คือหัวใจสำคัญของผู้นำที่ดี” ผู้กำกับดังกล่าวพูดทิ้งท้าย

ที่มา – ‘อ๊อฟ พงษ์พัฒน์’ ชี้ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่ง ลั่นไม่ขอวิจารณ์ แต่ฝากเรื่องความซื่อสัตย์!

ปชป.ให้’เฉลิมชัย’ถกร่วมรัฐบาลเพียงผู้เดียว

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค โดยมี เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคเปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนพรรคในสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้พ้นจากตำแหน่งแล้ว

ปชป.ให้’เฉลิมชัย’ถกร่วมรัฐบาลเพียงผู้เดียว

ในการประชุมครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติให้ใช้ข้อบังคับพรรคข้อที่ 134 ซึ่งเป็นหมวดเบ็ดเตล็ด เพื่อใช้ในการยกเว้นการบังคับใช้ข้อบังคับหลายข้อ โดยใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของกรรมการที่เข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้มีการยกเว้นข้อบังคับที่ 94, 96 และ 97 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในการเข้าร่วมรัฐบาลรวมถึงการคัดเลือกบุคคลเพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรี

การปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเป็นระบบ

นายเฉลิมชัย ชี้แจงว่า การดำเนินการตามข้อบังคับในครั้งนี้เป็นเพื่อความถูกต้องตามกระบวนการ ไม่ใช่การป้องกันการถูกยื่นร้องต่อกกต.ใดๆ การกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามมาตรการอย่างครบถ้วนเพื่อให้พรรคสามารถตัดสินใจได้อย่างมีหลักประกันภายใต้ข้อบังคับที่ได้รับการพิจารณาแล้ว

ทั้งนี้ การตัดสินใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะร่วมรัฐบาลกับฝ่ายใด ยังคงต้องผ่านกระบวนการภายในพรรค ส่วนกรณีที่ พรรคประชาธิปัตย์เคยให้สัมภาษณ์ในที่สาธารณะร่วมกับพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านี้นั้นแดงได้กล่าวเพิ่มเติมว่า นั่นเป็นมติร่วมในการแสดงพลังร่วมกับรัฐบาลดั้งเดิม แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงในคณะรัฐมนตรี ก็ต้องมีการพิจารณาใหม่ทั้งหมด

  • มติยกเว้นข้อบังคับพรรคเพื่อความคล่องตัว
  • การมอบอำนาจหัวหน้าพรรคในการตัดสินใจ
  • ยืนยันการร่วมรัฐบาลตามแนวทางพรรค

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับข้อเสนอทางเลือกต่างๆ ที่ปรากฏในหลายพรรค เช่น เงื่อนไขการยุบสภา หรือข้อเสนอจากพรรคภูมิใจไทย นายเฉลิมชัยได้กล่าวไว้ว่า การเข้าร่วมพิจารณาในที่ประชุมเป็นสิ่งที่ควรทำ ในฐานะที่ยังเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารร่วมกัน แต่ในที่สุด ต้องรอผลจากการตัดสินใจของคณะกรรมการพรรคประชาธิปัตย์อย่างเป็นทางการ

“วันนี้อย่าเพิ่งให้ผมตอบในเรื่องอนาคตเลย แต่ผมยืนยันว่าผมมีจุดยืนในทางการเมือง ผมมีจุดยืนเฉพาะตัวผม” หัวหน้าพรรคอนุบาลได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ยังไม่ใช่จุดจบของการเมืองไทย หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของฉากใหม่ ที่ทุกพรรคต้องเดินหน้าเคลื่อนไหวกับความจริงทางการเมืองอย่างรอบคอบ เพื่อให้นโยบายของพรรคและประชาชนได้เดินไปพร้อมกันในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนผ่านกระบวนการที่เป็นไปตามกติกา โดยเฉพาะในเรื่องการร่วมรัฐบาล ซึ่ง ปชป.ให้’เฉลิมชัย’ถกร่วมรัฐบาลเพียงผู้เดียว ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพตั้งแต่ต้นทาง

การเมืองไทยยังคงต้องรับมือกับสถานการณ์ต่อไปอีกมากมาย ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบและการตัดสินใจอย่างมีหลักการจากทุกฝ่าย หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองร่วมกับเรา ติดตามเราได้ทุกวันเพื่อไม่พลาดทุกข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ และเหตุการณ์สำคัญในวงการการเมืองไทย

ที่มา – ปชป. ให้ ‘เฉลิมชัย’ ถกร่วมรัฐบาลเพียงผู้เดียว กั๊กไปต่อ หรือพอแค่นี้กับเพื่อไทย