ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หนีออกนอก? ‘หมอตุลย์’ ลั่น 9 ก.ย. ‘ทักษิณ’ กลับไปติดคุกแน่

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมปราศรัยในเวทีของกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย” โดยพูดอย่างเข้มข้นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้เป็นเพราะเรามีรัฐบาลที่ทรยศชาติหรือไม่ และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐบาลปัจจุบันกลายเป็นรัฐบาลรักษาการ ประชาชนจึงไม่ยอมให้นายภูมิธรรม เวชยชัย เข้ารับตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป

หนีออกนอก? ‘หมอตุลย์’ ลั่น 9 ก.ย. ‘ทักษิณ’ กลับไปติดคุกแน่

ทั้งนี้ นายแพทย์ตุลย์ ระบุอย่างชัดเจนว่า ปัญหาทั้งหมดมีต้นตอมาจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังคงมีอิทธิพลต่อการเมืองไทย แม้จะมิได้อยู่ในประเทศ แต่ก็ยังเคลื่อนไหวผ่าน “สื่อแปดเปื้อน” และระบุอย่างแน่วแน่ในวันที่ 9 กันยายนนี้ว่านายทักษิณจะ หนีออกนอก อย่างแน่นอน หากไม่กลับมาเข้าคุกตามคำตัดสิน

การเมืองไทยต้องหยุดความทรยศ

นพ.ตุลย์ กล่าวต่อว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เกิดจากความทรยศต่อแผ่นดินด้วยการให้พรรคก้าวไกลและ “สทร.” เป็นรัฐบาลต่อไป เพราะคิดว่าจะหลอกประชาชนจนได้ แต่คนไทยรักชาติทั่วประเทศไม่ยอมให้พรรคเหล่านี้ปกครองต่อ และขอให้ทุกคนร่วมกันแสดงพลังในวันที่ 9 กันยายนเพื่อให้ก้าวพลเมืองก้าวขึ้นอีกครั้ง ด้วยการให้เจ้าทักษิณต้องกลับมาเผชิญหน้ากับกฎหมาย”

นอกจากนี้ นพ.ตุลย์ ยังระบุด้วยว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม แผ่นดินไทยได้ “สูงขึ้น” แล้ว แต่วันที่ 9 กันยายนนี้จะยิ่งสูงขึ้นกว่านั้นอีก เพราะเชื่ออย่างมั่นคงว่าท่านทักษิณจะไม่อยู่ในประเทศในวันนั้นอย่างแน่นอน และหากเขา “ไม่กลับมาเข้าคุก” ก็ต้องยอมรับว่าเขาควรจะถูกถอดสิทธิ์จากประเทศไทยไปเลย

สุดท้ายคำกล่าวของหมอตุลย์ สื่อถึงความต้องการของประชาชนทั่วไปที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการเมือง และเขาย้ำว่า ถ้ารัฐบาลยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ทักษิณ” ต่อไป ประเทศไทยจะไม่มีวันมีความสงบสุขอย่างแท้จริง

อย่าได้คาดหวังว่าจะมีใครเลือกตั้งให้เขาอยู่ในตำแหน่งที่เคย เพราะกฎหมายย่อมต้องเป็นธรรม หวังว่าการตัดสินครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และไม่ถูกใช้เป็นเวทีแสดงละครเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วยเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับไล่ระบอบทักษิณ ด้วยการร่วมชุมนุมในวันที่ 9 กันยายน เพื่อแสดงจุดยืนของประชาชนคนรุ่นใหม่ที่รักชาติ รักสถาบัน และไม่ยอมถอยให้กับอำนาจที่ไม่ชอบธรรม

ที่มา – หนีออกนอก? ‘หมอตุลย์’ ปราศรัยเดือด ลั่น 9 ก.ย. ‘ทักษิณ’ กลับไปติดคุกแน่

‘ชูศักดิ์’ ยัน คำวินิจฉัยศาลรธน.กระทบเฉพาะตำแหน่ง ’นายกฯ–รมว.’ ไม่กระทบเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ทำการพรรคประชาชน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาชี้แจงกรณีมีกระแสข่าวว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้เธอพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

‘ชูศักดิ์’ ยัน คำวินิจฉัยศาลรธน.กระทบเฉพาะตำแหน่ง ’นายกฯ–รมว.’ ไม่กระทบเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

นายชูศักดิ์ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ส่งผลกระทบเฉพาะต่อตำแหน่งทางราชการ เช่น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ไม่ได้มีผลต่อตำแหน่งทางพรรคการเมือง โดยเฉพาะตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น ไม่ได้มีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับจริยธรรมหรือการพ้นตำแหน่งจากรัฐบาลอย่างชัดเจน จึงทำให้นางสาวแพทองธาร ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยต่อไปได้ตามปกติ โดยพรรคเพื่อไทยจะไม่มีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในตอนนี้

ดูแลอย่างไร?

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีการบริหารจัดการภายในอย่างเป็นระบบ และจะปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและระเบียบพรรคอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องการดำรงตำแหน่งในหน้าที่ราชการนั้น ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญส่งผลให้นางสาวแพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีวัฒนธรรมตามที่มีการตีความไปแล้ว

  • คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มีผลเฉพาะต่อตำแหน่งนายกฯ และรัฐมนตรี
  • ตำแหน่งหัวหน้าพรรค ไม่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดทางจริยธรรม
  • พรรคเพื่อไทย ยืนยันไม่มีการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค

ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นยกระดับการทำงานภายในพรรคและสร้างความมั่นคงให้กับสมาชิกพรรค รวมถึงประชาชนที่ให้ความเชื่อมั่น โดยการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใสและอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายเสมอ

ในขณะที่สังคมมีการตั้งคำถามหลายประเด็นเกี่ยวกับผลกระทบของคำตัดสินศาลต่อพรรคการเมือง แต่ในมุมของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่า ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารพรรคหรือการดำรงตำแหน่งของหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อความต่อเนื่องในการทำงานของพรรคในระยะต่อไป

ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงยืนยันอย่างเต็มที่ว่า ‘ชูศักดิ์’ ยัน คำวินิจฉัยศาลรธน.กระทบเฉพาะตำแหน่ง ’นายกฯ–รมว.’ ไม่กระทบเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะถือเป็นเรื่องแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างหน้าที่ราชการกับหน้าที่ในพรรค

ทั้งนี้ การดูแลไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดต่อภาพลักษณ์ของพรรคและผู้นำ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีแผนดำเนินการและสื่อสารอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

หากคุณติดตามสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด อย่าลืมติดตามข่าวสารจากพรรคเพื่อไทยและคำชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด

ที่มา – ‘ชูศักดิ์’ ยัน คำวินิจฉัยศาลรธน.กระทบเฉพาะตำแหน่ง ’นายกฯ–รมว.’ ไม่กระทบเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ประภัตรบึ่งจากศรีประจันต์โผล่พรรคประชาชน ไร้เงาวราวุธ

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่อาคารอนาคตใหม่ นายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เดินทางมายังพรรคประชาชน เพื่อร่วมวงหารือกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคเพื่อไทย ถึงแนวทางการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในอนาคต ซึ่งถือเป็นการประชุมที่กระชั้นชิด และมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ

ประภัตรบึ่งจากศรีประจันต์โผล่พรรคประชาชน ไร้เงาวราวุธ

ท่ามกลางสายลมการเมืองที่คึกคัก ปรากฏ身影ของ “ประภัตรบึ่งจากศรีประจันต์โผล่พรรคประชาชน ไร้เงาวราวุธ” ที่บินจากไกลมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมการหารือภายใต้ร่มเงาของพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมจากพลังชนชั้นล่างอย่างมาก ณ เวลานี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคประชาชน ไม่ได้ร่วมประชุมด้วยตนเอง โดย นายประภัตร กล่าวว่า “ติดประชุมก่อนเดินขึ้นไป” ทำให้สื่อมวลชนสะกดรอยหาข้อมูลถึงท่าทีและเป้าหมายที่แท้จริงของพรรคชาติไทยพัฒนาในครั้งนี้

การเดินทางยาวไกลเพื่อการเมือง

น่าสนใจว่า ทั้งที่ต้องเดินทางจากอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ นายประภัตรยังเดินทางมาถึงที่ประชุม ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าเขาจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค ในการ “เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

การนัดหมายครั้งนี้ถือว่ากระชั้นชิด โดยมีแกนนำจากพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมอื่นๆ ที่เข้าร่วมหารือ แต่ขาด身影ของพรรกรวมไทยสร้างชาติ เนื่องจาก “เอกนัฏ” พลาดหมายจากการไปพบแพทย์ตามนัด ซึ่งทำให้บรรดาสื่อต่างสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะเกิดการจับมือทางการเมืองรูปแบบใหม่หรือไม่

  • นายประภัตรบินจากศรีประจันต์
  • หัวหน้าพรรคประชาชนมาไม่ครบ
  • พรรกรวมไทยสร้างชาติขาดการประชุม
  • การเจรจาครั้งนี้มี ‘สัญญาณที่ดี’ ตามคำกล่าวของนายประภัตร

สื่อหลายสำนักได้ตั้งข้อสังเกตว่า การปรากฏตัวของ “ประภัตรบึ่งจากศรีประจันต์โผล่พรรคประชาชน ไร้เงาวราวุธ” อาจเป็นการวางรากฐานทางการเมืองในระยะยาว โดย นายประภัตร ยืนยันว่าทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการพิจารณาผลประโยชน์ร่วม และเป้าหมายในการสร้างรัฐบาลที่มั่นคง ยั่งยืน

เมื่อถูกถามถึงการเจรจาว่าน่าจะ “มีสัญญาณที่ดี” หรือไม่ นายประภัตร พยักหน้ารับทันที ซึ่งสื่อมวลชนต่างจับตาดูพัฒนาการของการเมืองไทยในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะต่อการประชุมร่วมครั้งต่อไป และการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี คนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น

ดูเหมือนว่า “ประภัตรบึ่งจากศรีประจันต์โผล่พรรคประชาชน ไร้เงาวราวุธ” จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคในระยะสั้น ขณะที่พรรคประชาชนยังคงเป็นพรรคที่มีอำนาจต่อรองสูงในสภาผู้แทนราษฎร

การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งจากภาพลักษณ์ “บึ่งจากศรีประจันต์” ที่ดันเข้ามาเกี่ยวข้องในเวทีพรรคใหญ่ ไปจนถึงการทำหน้าที่ของ “บุคคลกลาง” ที่มีศักยภาพที่สามารถ “ต่อรองใจกลางวง” ให้พรรคต่างๆ เข้าใจซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นผู้ติดตามข่าวการเมืองไทย คุณไม่ควรพลาดไปวิเคราะห์ว่า “ประภัตรบึ่งจากศรีประจันต์โผล่พรรคประชาชน ไร้เงาวราวุธ” นี้ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญกับการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญในอนาคต

ที่มา – ‘ประภัตร’บึ่งจากศรีประจันต์โผล่’พรรคประชาชน’ ไร้เงา ‘วราวุธ’ ร่วมวงหารือโหวตนายกฯ

นิกกี้-ณฉัตร เข้ารายงานตัวปมรถหรู บุก ป.ป.ส. ดินแดง

เป็นกระแสที่ไม่เงียบอีกครั้งเมื่อหนุ่ม นิกกี้-ณฉัตร จันทพันธ์ โพสต์ภาพอวดรถหรูราคา 26 ล้านบาท จนกลายเป็นประเด็นให้สังคมสงสัยในที่มาของรถคันนี้ ล่าสุด นิกกี้ไม่รอช้า รีบเดินทางไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พร้อมเผยสาระดี ๆ แก่แฟนคลับ

นิกกี้-ณฉัตร เข้ารายงานตัวปมรถหรู บุก ป.ป.ส. ดินแดง

หลังโพสต์ภาพและข้อความที่สร้างกระแสอย่างล้นหลาม นิกกี้-ณฉัตร ได้เดินทางไปพบเจ้าหน้าที่คดียึดทรัพย์คดียาเสพติด ณ สำนักงาน ป.ป.ส. ดินแดง โดยเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจระดับชาติในการตรวจสอบและยึดทรัพย์สินที่มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยเฉพาะรถยนต์ ทอง เครื่องประดับ เพชร นาฬิกา และกระเป๋าแบรนด์เนม

สาระที่น่าสนใจจากคอนเทนต์ของนิกกี้

ไม่ใช่แค่การรายงานตัวเท่านั้น นิกกี้ยังนำมาสาระเกี่ยวกับกระบวนการยึดทรัพย์ การตัดสินใจว่าจะจัดการทรัพย์สินอย่างไร และโอกาสที่ผู้เห็นจะแจ้งเบาะแสยาเสพติดผ่านสายด่วน 1386 พร้อมเชิญชวนติดตามสาระดี ๆ เพิ่มเติมที่ช่องยูทูบ “Nickynachat” ซึ่งกลายเป็นช่องทางใหม่ที่บทบาทของเขานั้นต่อยอดจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์สู่การรณรงค์เพื่อสังคม

  • ภาพอวดรถหรูกลายเป็นประเด็นร้อนในชั่วข้ามคืน
  • นิกกี้-ณฉัตร เดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ส. ดินแดง ทันที
  • เปิดเผยข้อมูลวงในเกี่ยวกับภารกิจยึดทรัพย์
  • เปิดเผยวิธีแจ้งเบาะแสยาเสพติดผ่านสายด่วน 1386

การเคลื่อนไหวครั้งนี้โดดเด่นมากเพราะคนเข้าใจผิดจนวิจารณ์ว่าเป็นคอนเทนต์ แต่กลับกลายเป็นโอกาสในการสร้างจิตสำนึกให้กับคนรุ่นใหม่ แฟนคลับหลายคนร่วมแสดงความคิดเห็นทั้งเชิงบวกและเป็นห่วง อย่างคำพูดที่ว่า “ทำคอนเทนต์น่าสนใจ แต่เสี่ยงมาก 555” หรือ “จริงไหมนะ ห่วงนิกกี้”

ไม่ใช่แค่เครื่องมือบันเทิงข่าว แต่นิกกี้ได้นำสิ่งที่ตนมีมาสร้างสรรค์เป็นประเด็นที่ดีให้สังคมได้อย่างชาญฉลาด ผ่านการเปิดเผยความลับเบื้องหลังของสำนักงาน ป.ป.ส. และการเข้ายึดทรัพย์จากคดียาเสพติด ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน

หากคุณมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด อย่าลังเล รีบโทรแจ้ง 1386 วันนี้

ที่มา – “นิกกี้-ณฉัตร” เข้ารายงานตัวปมรถหรู กับความลับที่ไม่มีใครรู้ บุกสำนักงาน ป.ป.ส. ดินแดง

ติ๊กต็อกระงับฟีเจอร์ถ่ายทอดสดในอินโดนีเซีย ท่ามกลางเหตุการณ์ประท้วงรุนแรง

ติ๊กต็อกระงับฟีเจอร์ถ่ายทอดสดในอินโดนีเซีย ท่ามกลางเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยมีรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า ติ๊กต็อกได้ประกาศระงับการใช้งานฟีเจอร์ถ่ายทอดสด (Live Streaming) ในอินโดนีเซียชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มถูกใช้ในการกระตุ้นหรือเผยแพร่เนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ

ติ๊กต็อกระงับฟีเจอร์ถ่ายทอดสดในอินโดนีเซีย

การระงับฟีเจอร์ดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยสมัครใจของทางติ๊กต็อกเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม และลดความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยีในช่วงเวลาที่สถานการณ์ในประเทศมีความตึงเครียดสูง

ติ๊กต็อกระงับฟีเจอร์ถ่ายทอดสดในอินโดนีเซียเนื่องจากเหตุการณ์ประท้วงที่เริ่มต้นจากการนำเสนอบิลที่ให้สิทธิประโยชน์แก่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเสนอเบี้ยเลี้ยงถึง 50 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 98,386.95 บาท) ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในกรุงจาการ์ตาถึง 10 เท่า ทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากจากประชาชน

ความรุนแรงเพิ่มขึ้นในอินโดนีเซีย

สถานการณ์ความไม่สงบได้ทวีความรุนแรงขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ใช้รถหุ้มเกราะพุ่งชน นายอัฟฟาน คูร์เนียวาน วัย 21 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมชุมนุมในเหตุการณ์ใกล้รัฐสภา ส่งผลให้เสียชีวิตทันที อย่างไรก็ตาม กิจกรรมประท้วงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกรุงจาการ์ตาเท่านั้น

มีรายงานว่าเหตุการณ์ประท้วงลุกลามไปยังเมืองใหญ่หลายแห่งของอินโดนีเซีย หนึ่งในนั้นคือเมืองมากัสซาร์ ซึ่งถือเป็นเมืองใหญ่อันดับ 5 ของประเทศ มีการเผยแพร่ภาพและสาระสำคัญของเหตุการณ์ที่มีการจุดไฟเผาทำลายอาคารสภาประจำเมือง และมีผู้เสียชีวิตจนถึงปัจจุบันแล้ว 3 ราย

  • ติ๊กต็อกปฏิบัติโดยสมัครใจในการระงับฟีเจอร์เพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อมเสียของแพลตฟอร์ม
  • เหตุการณ์ตั้งต้นลุกลามจากกรณีมอบสิทธิประโยชน์แก่สมาชิกสภาที่สูงผิดปกติ
  • ความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากเหตุเกิดในเมืองมากัสซาร์ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต

ติ๊กต็อกระงับฟีเจอร์ถ่ายทอดสดในอินโดนีเซีย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกใช้ในทางที่ผิด กับความเคลื่อนไหวจากรัฐบาลอินโดนีเซียที่ยังหาทางรับมือกับความตึงเครียดในสนามการเมืองไม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นสะท้อนความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยในโลกดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์รุนแรง เผยให้เห็นศักยภาพในการเผยแพร่ข้อมูลโดยรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูงหากถูกใช้ในทางที่ผิด การรักษาความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างแพลตฟอร์มและผู้ใช้จึงเป็นสิ่ง不可或ขาดในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโลกออนไลน์

หากคุณติดตามสถานการณ์เหตุการณ์ในอินโดนีเซียอยู่ อยากให้คุณลองนึกถึงบทบาทของตัวเองในโลกออนไลน์ เช่นเดียวกับการใช้แพลตฟอร์มอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีความไม่สงบ ทุกการกระทำมีความหมายกับสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน

ที่มา – ติ๊กต็อกระงับฟีเจอร์ถ่ายทอดสดในอินโดนีเซีย ท่ามกลางเหตุการประท้วงรุนแรง

ผวาหลุมกลางทุ่งนา คาดกระสุนเขมรยังไม่ระเบิด

ล่าสุด ชุมชนชายแดนจังหวัดสุรินทร์ตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนกหลังพบหลุมปริศนากลางทุ่งนา ซึ่งเชื่อว่าเป็นร่องรอยของลูกกระสุนปืนใหญ่ที่ทหารกัมพูชาอาจยิงเข้ามาในช่วงที่มีสถานการณ์ตึงเครียดเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่า ลูกกระสุนดังกล่าวยังไม่ระเบิด สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของชาวบ้านอย่างมาก

ผวาหลุมกลางทุ่งนา คาดกระสุนเขมรยังไม่ระเบิด

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายรุจิภาส มีกุศล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยทีมงานได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ชายแดนบริเวณช่องจอม ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในช่วงที่ผ่านมา โดยได้รับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากเจ้าของร้านค้าที่ต้องหยุดกิจการ รวมถึงความวิตกกังวลต่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านด่านฯ ได้นำทีมลงพื้นที่ตรวจสอบร่องรอยของลูกกระสุนที่ตกในทุ่งนา ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1.5 กิโลเมตร และพบว่าหลุมดังกล่าวมีลักษณะวงกลม มีต้นข้าวแหว่งหายไป ดินกระจายออกด้านข้างอย่างชัดเจน คาดว่าเกิดจากแรงระเบิดที่อาจจะยังไม่ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ชุมชนตื่นตระหนก คาดการณ์ว่าอาจยังไม่ระเบิด

“ชาวบ้านเพิ่งมาพบหลุมนี้เมื่อ 4 วันก่อน ทั้งที่คาดว่ากระสุนตกมาตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา และยังไม่แน่ชัดว่าหัวระเบิดทำงานไปแล้วหรือไม่” นายบุญดี สุขเต็ม ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กล่าว และได้แจ้งให้หน่วย EOD (Explosive Ordnance Disposal) หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบ แต่ยังไม่มีการบูรณาการดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ ทางชุมชนได้ตั้งสัญลักษณ์ไม้ปักเตือนรอบพื้นที่ และแจ้งให้คนในหมู่บ้านระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่อาจทำให้ดินจมลงไปและปิดบังจุดที่อาจมีวัตถุระเบิดป้องไว้

ชาวบ้านเรียกร้องให้หน่วยงานเร่งเข้าเก็บกู้

“เราอยากเร่งประสานขอให้ EOD เข้ามาตรวจสอบอย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ทำนาผลิตอาหาร หากกระสุนยังไม่ระเบิดจริง อาจเกิดอันตรายร้ายแรงได้ทุกเมื่อ” นายรุจิภาสกล่าวเสริม

  • สถานการณ์ตื่นตระหนกในชุมชน จากการค้นพบหลุมท่ามกลางไร่นา
  • ยังไม่แน่ชัด ว่าลูกกระสุนปืนใหญ่ได้ระเบิดไปแล้วหรือยัง
  • EOD ยังไม่ได้เคลื่อนไหว เนื่องจากภารกิจในพื้นที่อื่น

ในขณะนี้ ทีมงานได้ขอให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมมือสังเกตพื้นที่รอบ ๆ ไร่นาของตนเอง หากพบจุดที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น ดินถูกขุดหรือพืชผลโล่งหาย ให้รีบแจ้งผู้นำชุมชนทันที นอกจากนี้ยังควรติดสัญลักษณ์แจ้งเตือน เช่น เชือกแดง-ขาว หรือป้ายเตือนว่า “ห้ามเข้า” เพื่อป้องกันอันตราย

ความปลอดภัยของประชาชนเป็นเรื่องที่ต้องไม่ละเลย

สถานการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่แฝงมากับการอยู่ใกล้ชายแดน แม้สงครามจะสงบลง แต่เศษวัตถุสงครามอาจกลายเป็นภัยร้ายแฝงอยู่ในที่ที่ไม่มีใครคาดคิด การร่วมมือของทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งจากประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เวลาผ่านไปทุกชั่วโมง ก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับความปลอดภัยของประชาชน เราจึงมา呼吁ว่า รัฐบาลควรมีการประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดให้เร่งเข้ามาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และมีมาตรการป้องกันในระยะยาวด้วย

ที่มา – ผวาหลุมกลางทุ่งนา คาดระเบิด ‘เขมร’ ยังไม่บึ้ม เร่งประสาน EOD เก็บกู้

ภูมิธรรม-ทวี-เดชอิศม์ พร้อมแกนนำเพื่อไทย ถึง ปชน. เจอมวลชน

เมื่อเวลา 13:55 น. แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เดินทางไปยังที่ทำการพรรคประชาชน เพื่อเข้าร่วมการประชุมตามกำหนดการกับพรรคประชาชน

ภูมิธรรม-ทวี-เดชอิศม์ พร้อมแกนนำเพื่อไทย ถึง ปชน. เจอมวลชน

การเดินทางครั้งนี้ของแกนนำพรรคเพื่อไทยมาถึงที่ทำการพรรคประชาชน เป็นโอกาสที่ ภูมิธรรม-ทวี-เดชอิศม์ และคณะจะได้พบปะพูดคุยกับพรรคประชาชน เรื่องแนวทางการเมืองในประเทศไทย รวมถึงสูตรร่วมรัฐบาลในอนาคต

บรรยากาศการเข้าพบพรรคประชาชน

ด้านหน้าที่ทำการพรรคมวลชนจากพรรคประชาชนได้รวมตัวกันพร้อมป้ายข้อความหลากหลาย สื่อสารเสียงของคนหลายกลุ่ม โดยมีข้อความว่า “เพื่อไทยศูนย์รวมโจร”, “ซ้ายก็เจ็บ ขวาก็เจ็บ” และการตะโกนไล่ “พรรคเพื่อเขมรเก็ตเอาท์” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์และความไม่พอใจบางอย่างจากภาคประชาชนที่มีต่อพรรคเพื่อไทย

ขณะที่บรรยากาศภายในอาคารเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลถูกเจ้าหน้าที่พรรคประชาชนเชิญให้ขึ้นไปพบปะพูดคุยในห้องประชุมร่วมกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค และแกนนำอื่นๆ ที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

สำหรับuestos座谈会上การประชุมครั้งนี้ ถือเป็นการสื่อสารในหลายแง่มุมทั้งทางการเมืองและเชิงกลยุทธ์ โดยคาดว่าจะเป็นแนวทางให้เกิดข้อตกลงบางประการก่อนที่จะเข้าสู่การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติครั้งต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่า น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้รับเชิญมาร่วมพิจารณาสถานการณ์เชิงกลยุทธ์ด้วย ซึ่งสื่อให้เห็นถึงบทบาทของพรรคในภาวะภูมิลำเนาทางการเมืองตอนนี้

บรรยากาศภายนอกอาคารก่อนการประชุมยังคงตื่นตัว เมื่อแกนนำพรรคเพื่อไทยเดินจากยานพาหนะไปยังอาคารมีเสียงตะโกนไล่และข้อความต่อต้านที่ถูกชูขึ้นมา แต่ทุกฝ่ายยังยึดมั่นในความสงบและไม่มีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด

  • การประชุมระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างเสถียรภาพรัฐบาล
  • บรรยากาศภายนอกมีการต่อต้านจากมวลชน สะท้อนความไม่พอใจในนโยบายบางประการ
  • พรรคเพื่อไทยเตรียมรับมือกับสูตรร่วมรัฐบาลในรูปแบบใหม่ ภายใต้เสียงเรียกร้องจากประชาชน

การที่ ภูมิธรรม-ทวี-เดชอิศม์ และแกนนำพรรคร่วมจริงร่วมรัฐบาลจะสามารถค้นหาระบบของการเมืองใหม่ที่ตอบโจทย์ประชาชนได้ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น คงต้องรอดูในอนาคตอันใกล้หลังจากการประชุมในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม งานนี้ยังมองว่าพรรคเพื่อไทยต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องและเปิดใจรับฟังภาคประชาชนมากกว่าเดิม ไม่เพียงแต่เพื่อการอยู่ในอำนาจ แต่เพื่อผู้นำที่มีจริยธรรมและปราศจากการแบ่งแยก

ที่มา – ‘ภูมิธรรม-ทวี-เดชอิศม์’ พร้อมแกนนำเพื่อไทย ถึง ปชน. เจอมวลชนส้มตะโกนไล่ ‘พรรคเพื่อเขมร’

สรรพากรเปิดระบบ D-VAT & SBT บริการดิจิทัลครบวงจร

กรมสรรพากรได้เปิดตัวระบบ D-VAT & SBT อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นระบบบริการดิจิทัลครบวงจรสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยมุ่งเน้นการให้บริการแบบ End-to-End ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียน เปลี่ยนแปลงข้อมูล การยื่นคำขอ ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไปจนถึงการพิจารณาและคืนภาษี

สรรพากรเปิดระบบ D-VAT & SBT บริการดิจิทัลครบวงจร

นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ได้กล่าวถึงความสำคัญของระบบ D-VAT & SBT ว่าสามารถบูรณาการขั้นตอนการให้บริการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ ช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถดำเนินการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และลดภาระงานของเจ้าหน้าที่

พัฒนาอย่างไรให้ตอบโจทย์ผู้ใช้

ในการพัฒนาระบบ D-VAT & SBT นี้ กรมสรรพากรได้นำเอา Design Thinking มาเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจผู้ใช้ วิเคราะห์ปัญหาของระบบเดิม และหาวิธีแก้ไขจุดบกพร่อง พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จาก Agile Methodology ที่ช่วยให้การพัฒนาระบบเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับ User Experience (UX) และ User Interface (UI) เป็นพิเศษ โดยได้จัดให้มีการทดลองใช้งานกับกลุ่มผู้ใช้บริการตัวอย่าง และนำข้อเสนอแนะที่ได้มารวมไว้ในการปรับปรุงให้ระบบใช้งานง่าย ลดความซับซ้อน และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ในทุกระดับ

ด้วยการพัฒนาในรูปแบบนี้ ทำให้ระบบ D-VAT & SBT กลายเป็นศูนย์กลางในการจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะในรูปแบบ Anywhere Anytime Any Device ซึ่งผู้ใช้งานสามารถดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมงจากอุปกรณ์ใดก็ได้ ช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรของทั้งผู้เสียภาษีและเจ้าหน้าที่

เป้าหมายของการพัฒนาระบบภาษีดิจิทัล

อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวอีกว่า การพัฒนาระบบ D-VAT & SBT ไม่ได้มุ่งไปที่การปรับปรุงเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของกรมในการขับเคลื่อนการให้บริการภาษีเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ เป็นหัวใจสำคัญของระบบใหม่นี้

เป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่ช่วยลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการด้านภาษี ระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ถือเป็นก้าวสำคัญของกรมสรรพากรในเชิงนวัตกรรม เพื่อให้การบริการสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบ D-VAT & SBT คุณสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานสรรพากรในพื้นที่ หรือโดยตรงที่ ศูนย์สารนิเทศสรรพากร (RD Intelligence Center) ได้ที่โทร. 1161

อย่าลืมเตรียมพร้อมสำหรับการจัดการภาษีในแบบดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้คือโอกาสใหม่สำหรับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่

ที่มา – สรรพากรเปิดบริการระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ พัฒนารูปแบบบริการดิจิทัล

ย้ำอีกครั้ง! ‘พรรคประชาชน‘ยึดเงื่อนไข 3 ข้อ ยันยังไม่ตัดสินใจรับข้อเสนอพรรคไหน

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา เฟซบุ๊กพรรคประชาชนได้ออกมาโพสต์ภาพและข้อความเพื่อชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข่าวลือต่าง ๆ ที่กำลังถูกแชร์อย่างต่อเนื่องบนโลกโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะข่าวปลอมที่อ้างว่าพรรคประชาชนได้เสนอเงื่อนไขให้โหวตพลเอกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอว่าต้องยกเลิกมาตรา 112 เป็นต้น

ย้ำอีกครั้ง! ‘พรรคประชาชน‘ยึดเงื่อนไข 3 ข้อ ยันยังไม่ตัดสินใจรับข้อเสนอพรรคไหน

พรรคประชาชนได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ความจริงแล้ว พรรคประชาชนมีเงื่อนไขเพียง 3 ข้อเท่านั้นในการตัดสินใจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นข้อเสนอที่พรรคได้ประกาศอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ต้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ยุบสภาภายใน 4 เดือน
  • จัดทำประชามติ เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ
  • พรรคประชาชนจะไม่ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด และไม่มีบุคคลในพรรคหรือตัวแทนใดไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

ยืนยันไม่ร่วมรัฐบาลเด็ดขาด

พรรคประชาชนยืนยันอีกครั้งว่า ไม่มีการเพิ่มเติมเงื่อนไขอื่นใด ๆ จากนี้ และในขณะนี้ พรรครวมทั้งตัวแทนของพรรค ยังไม่ได้ตัดสินใจรับข้อเสนอจากพรรคใดทั้งสิ้น ทั้งนี้ เพื่อให้ข้อมูลเป็นไปตามความเป็นจริง ประชาชนควรรับฟังข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการของพรรคประชาชนเท่านั้น

ในยุคที่ข่าวลือสามารถแพร่กระจายได้ในพริบตา การได้ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องและไม่หลงเชื่อข่าวลวงที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสถาบันการเมือง

ทั้งนี้ ต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดของพรรคประชาชน ว่าในอนาคตจะมีการปรับแนวทางหรือมีข้อตกลงใด ๆ เพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากถือเป็นพรรคภูมิใจไทยที่มีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรพอสมควรมีบทบาทสำคัญในกระบวนการทางการเมืองของประเทศ

หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองไทย ควรเช็กข่าวอยู่เสมอและพึงระมัดระวังต่อข่าวลือบนโซเชียลมีเดีย เพราะอาจมีผลต่อการตัดสินใจของคุณในอนาคต อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเสมอ

ที่มา – ย้ำอีกครั้ง!‘พรรคประชาชน‘ยึดเงื่อนไข 3 ข้อยันยังไม่ตัดสินใจรับข้อเสนอพรรคไหน

4 เคล็ดลับหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพสมัครงานออนไลน์

ปัจจุบันมิจฉาชีพออนไลน์กลายเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวสำหรับคนไทย โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านช่องทางรับสมัครงานออนไลน์ ซึ่งเหยื่อหลายคนถูกหลอกให้จ่ายเงินค่าธรรมเนียม หรือให้ข้อมูลส่วนตัวไปโดยไม่รู้ตัว

4 เคล็ดลับหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพสมัครงานออนไลน์

จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ระบุว่าคนไทยสูญเสียเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ และการร้องเรียนเพิ่มขึ้น 21.74% ในปี 67 โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านการรับสมัครงานออนไลน์

1. ตรวจสอบเว็บไซต์ก่อนสมัครงาน

ก่อนสมัครงาน ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์และหลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์ที่ดูน่าสงสัย เพราะอาจเป็นเว็บไซต์ฟิชชิงที่มุ่งนำข้อมูลของคุณไปใช้ในทางที่ผิด

2. ห้ามแชร์ข้อมูลสำคัญเร็วเกินไป

อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรประชาชน หรือเลขบัญชีธนาคารแก่ผู้สมัครงานทันที เพศหญิงถูกต้องจะขอข้อมูลเหล่านี้หลังจากได้งานอย่างเป็นทางการเท่านั้น

3. ตรวจสอบโพสต์รับสมัครงานให้ละเอียด

ควรตรวจสอบประกาศรับสมัครงานจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้หรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของบริษัท หากงานดูดีเกินจริง อาจเป็นกับดักของบุคคลประสงค์ร้าย

4. อย่าโอนเงินก่อนเริ่มงาน

นายจ้างที่ถูกต้องจะไม่เรียกเก็บเงินใด ๆ ก่อนเริ่มงาน หากเจอผู้รับสมัครงานใดผู้รับสมัครงานหนึ่งขอเงินล่วงหน้า ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

หน่วยงานต่าง ๆ เช่น Meta, กสทช., ก.ล.ต. และเอ็ตด้า ได้ร่วมกันรณรงค์ผ่านแคมเปญ “Is This Legit?” เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในการป้องกันตนเองจากมิจฉาชีพ

มิจฉาชีพไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาวิธีการหลอกลวงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในฐานะผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ควรปฏิบัติตัวอย่างมีสติ เฝ้าระวังข่าวสาร และอย่าไว้ใจข้อมูลที่ไม่สามารถยืนยันได้

สุดท้ายนี้ หากคุณเจอกับข้อเสนอที่ดูน่าเชื่อถือหรือถูกใจเกินจริง อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจก่อนแสดงความสนใจ เพราะการ “อย่าเชื่อ อย่ารีบ และอย่าโอน” จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากมิจฉาชีพออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – เปิด 4 เคล็ดลับเลี่ยงกลโกงรับสมัครงาน รู้ทันมิจฉาชีพออนไลน์ก่อนตกเป็นเหยื่อ