ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เมืองโฮจิมินห์เพิ่มเงินสนับสนุนกระตุ้นการมีบุตร

เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เริ่มดำเนินการเพิ่มเงินสนับสนุนให้กับมารดาและทารกจากครัวเรือนที่มีสถานะยากจนและใกล้ยากจน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนวางแผนมีบุตรมากขึ้น ตามรายงานจากสำนักข่าวซินหัว เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา

ข้อเสนอที่สภาประชาชนเมืองโฮจิมินห์ได้รับรองนี้ จะให้เงินช่วยเหลือในจำนวน 2 ล้านดอง (ประมาณ 2,460 บาท) ให้กับมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ในครอบครัวยากจนและใกล้ยากจน รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ และการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนที่เหมาะสมให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยแต่ต้องการมีลูก

เมืองโฮจิมินห์เพิ่มเงินสนับสนุนกระตุ้นการมีบุตร

ย้อนกลับไปในช่วงที่ผ่านมา เมืองโฮจิมินห์ประสบปัญหาอัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำที่สุดของประเทศ โดยมีเพียง 1.43 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งน้อยกว่าอัตราระดับทดแทนทางประชากรที่ควรจะอยู่ที่ 2.1 คน ความเป็นเช่นนี้อาจส่งผลต่อเสถียรภาพประชากรในอนาคต

มาตรการกระตุ้นการมีลูกในครัวเรือน

คำประกาศของสภาประชาชนระบุว่า ครอบครัวที่มีฐานะใกล้ยากจนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการให้เงินสนับสนุนสุขภาพ ทั้งมารดาและทารก พร้อมกับการสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพพื้นฐานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนหลังคลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้หญิงในครอบครัวด้อยโอกาสเกิดกล้าที่จะมีลูกมากขึ้น

  • สนับสนุนการดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์
  • จ่ายเงินช่วยเหลือทารกแรกเกิดกับครอบครัวยากจน
  • สร้างแรงจูงใจเพื่อเพิ่มอัตราการมีบุตรในเมือง
  • ลดความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการแม่และเด็ก

การเพิ่มเงินอุดหนุนทางสังคมในรูปแบบนี้เป็นการตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้ต่ำ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่ค่าใช้จ่ายสูงและแรงกดดันทางเศรษฐกิจสูง จึงทำให้การสนับสนุนด้านการดูแลสุขภาพแม่และเด็กกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มจำนวนประชากรในระยะยาว

นอกจากนี้ สิ่งที่เมืองโฮจิมินห์กำลังดำเนินการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประชากรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความมั่นคงในระดับชาติ เพราะหากอัตราการมีบุตรยังคงอยู่ในระดับต่ำ อาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

บทสรุป

อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับกระแสด้านประชากรที่เกิดขึ้นในเมืองโฮจิมินห์ เพราะการตัดสินใจเลือกมีลูกในระดับบุคคล ก็สนใจอยู่ในบริบทของชาติ เช่นเดียวกับการสนับสนุนจากภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลานี้

ที่มา – เมืองโฮจิมินห์เล็งเพิ่มเงินสนับสนุน หวังกระตุ้นประชาชนมีบุตร

‘ทักษิโฉ’ จะชักกระบี่หรือไม่? นิพิฏฐ์เปรียบถูกหักหลังอาจยุบสภา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า หากเปรียบการเมืองไทยกับเรื่องราวในวรรณกรรม ‘สามก๊ก’ แล้ว คุณทักษิณ ชินวัตร หรือที่ถูกเรียกกันว่า “ทักษิโฉ” นั้น อาจกำลังเผชิญหน้ากับการถูกหักหลังจากคนในขบวนการเดิม

‘ทักษิโฉ’ จะชักกระบี่หรือไม่?

นิพิฏฐ์เปรียบ ‘ทักษิณ’ ได้รับการเปรียบเทียบว่าเป็น ‘โจโฉ’ รับใช้ทุกคนแต่ไม่ยอมให้ใครหักหลัง แต่กลับถูกทรยศจากพวกพ้อง จนอาจจำต้องชักกระบี่อีกครั้ง โดยยกตัวอย่างจากคำพูดของยาขอบที่ว่า “ผู้ยอมทรยศคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศ” เพื่อแสดงให้เห็นภารกิจและความมุ่งมั่นในการใช้อานุภาพสุดท้ายที่มี

ขณะที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ‘ทักษิโฉ’ จะยังยืนหยัดแสดงอำนาจในฐานะผู้นำรัฐบาลเดิม หรือจะเลือกลายพังยอมแพ้ด้วยการยอมรับกรรมการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างไรก็ตามนิพิฏฐ์ระบุว่า หาก ‘ทักษิโฉ’ ไม่ยอมถูกหักหลัง ก็อาจแสดงอานุภาพแห่งกระบี่ดาบสุดท้าย คือ “ยุบสภา” เพื่อสลายสถานการณ์ที่ฝืดเคืองนี้

เปลี่ยนพรรคแยก จริงหรือทรยศ?

นอกจากนี้ นิพิฏฐ์ยังเปรียบกรณี ส.ส. หลายคนที่แยกย้ายจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ พล.อ.อนุทิน ว่าเปรียบเสมือน โจโฉ ที่เปลี่ยนใจยอมสังหารคนเก่าเพื่อวางแผนลอบสังหาร “ตั๋งโต๊ะ”

  • การแยกพรรค ไม่ใช่เพียงการย้ายตำแหน่ง แต่เป็นการแปลงใจจนอาจถูกมองว่าเป็นการ ‘การทรยศ’
  • ความซับซ้อนทางการเมือง จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาวอย่างไร
  • ข้อคิดเชิงลึก การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยตัวละครในตานาค คล้ายเรื่อง ‘สามก๊ก’ ที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและแผนการพรางเร้น

ข้อคิดจาก ‘ทักษิโฉ’ ที่อาจต้องชักกระบี่หรือไม่ในวันข้างหน้า สะท้อนให้เห็นถึงการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยทางแยกและฉากหลังคดเคี้ยว ซึ่งล้วนมีผลต่ออนาคตของประเทศ หาก ‘เขา’ ไม่ยอมแพ้ ก็อาจมีวันที่สภาต้องถูกยุบตามภูมิคดของ ‘ทักษิโฉ’ ด้วยสโลแกนล้างความแค้น

ที่มา – ‘ทักษิโฉ’ จะชักกระบี่หรือไม่? นิพิฏฐ์เปรียบ ‘ทักษิณ’ ถูกหักหลัง อาจต้องยุบสภาล้างแค้น!

เปียกแล้วจ้าแม่ JRBUBBLEGUM ปล่อยซิงเกิล ฝน (Hot Rain)

บอกเลยว่าความฮอตพุ่งเกินต้าน “JRBUBBLEGUM” (เจอาร์บับเบิ้ลกัม) ศิลปิน LGBTQ+ แรปเปอร์ตัวแสบ ปล่อยซิงเกิลใหม่ “ฝน (Hot Rain)” ที่ทั้งร้องเอง แรปเอง เล่นเอง จนทำคนฟังใจสั่นเปียกไปหมด

เปียกแล้วจ้าแม่ JRBUBBLEGUM ปล่อยซิงเกิล ฝน (Hot Rain)

เบื้องหลังความแซ่บนี้ได้ Brownzerr ที่ลงมือโปรดิวซ์บีตสุดเปียก จัดเต็มด้วยบีต Afrobeat ที่โยกได้ทุกองศา ผสมกับกลิ่นอาย ดนตรีพื้นบ้านไทย กลายเป็นรสชาติใหม่ที่ทั้ง Exotic และ International แบบไม่ซ้ำใคร จังหวะคือชวนให้ร่างกายขยับเหมือนกำลังเต้นใต้สายฝนจริง ๆ

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดของซิงเกิล ฝน (Hot Rain)

ไฮไลต์อยู่ที่เสียงร้องของ JR ที่พาอารมณ์ไปสุด ทั้งเย้ายวน ขี้เล่น เต็มไปด้วยความปรารถนาที่พร้อมละลายใจแฟนเพลง และด้วยท่อนแรปที่เด็ดไม่แพ้กัน “Stop it there, stop with class, เข้ามา เข้ามาชิด เข้ามา grab my ass, Heart rate สั่นเหมือน beat จะ crash, ยิ่งใกล้ ยิ่งร้อน ไม่อยาก stop this flash”

แต่ที่ทำเอาแฟน ๆ ฮือฮาหนักมากคือ MV “ฝน (Hot Rain)” ที่ JRBUBBLEGUM เล่นเป็นนางเอกเอง ด้วยการกำกับผ่าน Jedino ผู้กำกับที่คุมภาพให้แรงทะลุจอ บวกกับ Mystreet Studio ที่ออกแบบท่าเต้นยั่ว ๆ สับ ๆ จนโซเชียลลุกเป็นไฟ

JR ลุคคือสวย สับ เซ็กซี่ ยั่ว ๆ แบบตัวแม่ลงสนามเอง ทำเอาคนดูแทบหายใจไม่ทั่วท้อง

  • ซิงเกิลที่สะท้อนความเป็นตัวเองของศิลปิน LGBTQ+
  • บีตสุดแซ่บจาก Brownzerr ที่ผสานดนตรีไทยและ Afrobeats
  • MV ที่ได้ JRBUBBLEGUM เล่นเป็นนางเอกและมีท่าเต้นโดดเด่น

ซิงเกิลนี้ไม่ใช่แค่การเปิดตัวเพลงใหม่ แต่ยังเป็นการเผยตัวตนของศิลปินที่ไม่กลัวจะแตกต่าง และกล้าแสดงออกในแบบของตัวเอง

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบดนตรีที่มีมิติ หรือติดตามกระแส LGBTQ+ ในวงการเพลง บอกเลยว่าเพลงนี้คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ

ที่มา – เปียกแล้วจ้าแม่ “JRBUBBLEGUM” ปล่อยซิงเกิล “ฝน (Hot Rain)” ร้อนแรงจนโซเชียลเดือด

พบร้านอาหารแอบขายกระท่อมสี่คูณร้อย นายอำเภอลงพื้นที่จับกุม

เมื่อเวลา 05.06 น. วันที่ 30 สิงหาคม นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง ได้สั่งการให้นายวันชาติ วรรณพราหม ปลัดอาวุโสอำเภอบางละมุง นำกำลังฝ่ายปกครองเข้าตรวจสอบร้านอาหารคล้ายสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในซอยพัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากศูนย์ดำรงธรรมว่าร้านดังกล่าวเปิดบริการยาวถึงเช้า ส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้าน และมีข่าวว่าแอบจำหน่าย น้ำกระท่อมสี่คูณร้อย อย่างลับๆ

พบร้านอาหารแอบขายกระท่อมสี่คูณร้อย

เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าร้านตั้งอยู่ด้านหลังห้องพักหลายห้อง มีลักษณะคล้ายร้านอาหารหมูกระทะแต่จัดรูปแบบให้เป็นสถานบันเทิง มีดนตรีสด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเปิดเพลงคลอเบาๆ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการปิดเพลง ตรวจบัตรประชาชน และเก็บปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด

ผลตรวจปัสสาวะสีม่วง พบนักท่องเที่ยวและพนักงาน

ผลการตรวจปัสสาวะเบื้องต้นของทั้งพนักงานและลูกค้ารวม 5 คน พบสารเสพติดในร่างกาย เรียกว่า ‘ปัสสาวะสีม่วง’ ซึ่งเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่บ่งชี้ถึงการใช้สารเสพติดประเภท กระท่อมสี่คูณร้อย นอกจากนี้ยังพบหลักฐานว่ามีการจำหน่าย น้ำกระท่อมสี่คูณร้อย อย่างลับๆ ภายในร้านด้วย

เจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้ที่มีผลปัสสาวะสีม่วงไปทำประวัติที่อำเภอบางละมุงเพื่อเข้ากระบวนการบำบัด ส่วนผู้ดูแลร้านถูกแจ้งข้อกล่าวหา 3 ข้อ ได้แก่ เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต, จำหน่ายสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด และลักลอบขายน้ำกระท่อมต้ม จากนั้นได้ส่งตัวไปยังพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การลงพื้นที่ของนายอำเภอบางละมุงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามยาเสพติดและสถานบริการที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยต่อความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและนักท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบ

หากคุณหรือคนรอบข้างต้องเผชิญกับปัญหาสารเสพติด อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือ เพราะการช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นคือก้าวแรกสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มา – นายอำเภอบางละมุงนำกำลังบุกจับร้านอาหาร แอบขายกระท่อมสี่คูณร้อย พบทัวริสต์ฉี่ม่วงเพียบ

บิ๊กแมตช์ไทยลีก! ‘แข้งเทพ’ ดวลเดือด ‘บีจี’ เช็กคิว-ยิงสดครบทุกคู่

การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 1 “บีวายดี ซี ไลออน 6 ลีก 1” แมตช์เดย์ที่ 3 ทิ้งทวนก่อนพักฟีฟ่าเดย์ เกมวันเสาร์ที่ 30 ส.ค.68 มีบิ๊กแมตช์ “แข้งเทพ” ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด พบ “เดอะแรบบิท” บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ย้ายไปเตะที่ธรรมศาสตร์ สเตเดียม เตะเวลา 19.00 น.

ทั้ง 2 ทีม เตะมา 2 นัด ชนะ 1 เสมอ 1 มีทีมละ 4 แต้ม ฝั่ง ทรู แบงค็อก ของ “โค้ชแบน” ธชตวัน ศรีปาน น่าจะได้ “มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้าตัวเก๋า หายป่วยคืนสนาม ร่วมด้วย เซยะ คุโนริ ที่ 2 นัดแรก ยิง 3 ประตู ส่วนแดนกลาง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ที่เพิ่งคัมแบ๊กทีมชาติไทย ลงสนาม

บิ๊กแมตช์ไทยลีก! ‘แข้งเทพ’ ดวลเดือด ‘บีจี’ เช็กคิว-ยิงสดครบทุกคู่

ส่วน บีจี ปทุม ของ “โค้ชบอย” ศุภชัย คมศิลป์ มี มาเธอุส ฟอร์นาซารี ที่นัดก่อน ยิง 2 ประตู ช่วยทีมชนะ ลำพูน วอริเออร์ 2-1 ร่วมด้วยขุนพลทีมชาติไทย ชนาธิป สรงกระสินธ์, เอกนิษฐ์ ปัญญา, เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ น่าเชื่อว่าคู่นี้จะเป็นเกมที่เต็มไปด้วยซุปเปอร์สตาร์และประตูเปิดบ้านที่หวาดเสียว

สิ่งที่แฟนบอลควรรู้ก่อนชมเกม

ไม่ว่าจะเป็นผู้ชมหน้าสนามหรือผู้ชมที่บ้าน คู่นี้คือบิ๊กแมตช์ไทยลีกที่ไม่ควรมองข้าม ในฐานะทีมที่ต่างมีเป้าหมายในการลุ้นแชมป์ลีกฤดูกาลนี้ ดังนั้นการเตรียมทีมให้พร้อมของโค้ชทั้งสองเป็นสิ่งสำคัญ เรามาดูรายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะได้ลงสนามในแมตช์นี้กัน

  • ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด: เซยะ คุโนริ, ธีรศิลป์ แดงดา, ริไชโร ซิฟโควิช, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์
  • บีจี ปทุม ยูไนเต็ด: มาเธอุส ฟอร์นาซารี, ชนาธิป สรงกระสินธ์, เอกนิษฐ์ ปัญญา, เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์

เรื่องน่าจับตามอง: การจัดทีมของโค้ชแบน และการกลับมาของมุ้ย ธีรศิลป์ ที่เป็นหัวหอกตัวเป้าของทีม แน่นอนว่าการมีเขาคืนสนามจะเพิ่มความมั่นใจและกำลังใจให้ลูกทีมได้มากขึ้นในการสู้เกมใหญ่ในวันเสาร์นี้

สำหรับใครที่อยากรู้ว่าใครจะได้ลงสนาม และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวก่อนถึงเวลาเตะ อย่าลืมเช็กตารางถ่ายทอดสดของคู่นี้ให้ครบก่อนชมการแข่งขันในวันเสาร์

คู่นี้ไม่ได้แค่มีคุณภาพนักเตะระดับท็อป แต่ยังเป็นคู่ที่น่าจับตามองทั้งในเรื่องของยอดผู้รักษาประตู และจังหวะยิงประตูที่คมกว่าฝ่ายตรงข้าม ใครจะได้คว้าชัยในบรรยากาศที่ตึงเครียดที่สุดคืนนี้?

คำเตือนสำหรับแฟนบอลทุกท่าน อย่าลืมเชียร์แบบมีสุขภาพดี จากที่บ้านหรือจุดชมรวม เพื่อความตื่นเต้นของฟุตบอลไทยลีกและนักกีฬาที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่ในทุกแมตช์

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณคือแฟนบอลตัวยงของทั้งสองทีม แล้วอยากรู้ว่าใครจะยิงประตูได้ก่อนในคืนนี้ ติดตามชมได้ทางระบบถ่ายทอดสดที่มีครบทุกแพลตฟอร์ม ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป

ที่มา – บิ๊กแมตช์ไทยลีก! ‘แข้งเทพ’ ดวลเดือด ‘บีจี’ เช็กคิว-ยิงสดครบทุกคู่

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ‘พรรคภูมิใจไทย-พรรคเพื่อไทย’ ชิงตั้งรัฐบาล

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวัฒนธรรม สถานการณ์การเมืองไทยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่เริ่มชิงจับขั้วรัฐบาลอย่างเปิดเผย

เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ‘พรรคภูมิใจไทย-พรรคเพื่อไทย’ ชิงตั้งรัฐบาล

คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับวงการการเมือง เนื่องจากการวินิจฉัยว่านายกฯ แพทองธารได้ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่เพียงแต่ทำลายภาพลักษณ์ของตนเอง แต่ยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือในระบอบการเมืองไทยโดยรวม ซึ่งส่งผลให้ทั้งรัฐบาลชุดเดิมถูกยุบลง และเกิดช่องว่างทางการเมือง

พรรคเพื่อไทย ยืนยันไม่มีดีลงูเห่า

ด้านพรรคเพื่อไทย นาทีดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ไม่มีความจริงในการดีลพลิกขั้วรัฐบาลอย่างที่กระแสข่าวลือกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีการติดต่อทางการเมืองลับล่อใดๆ และกลับเป็นพรรคการเมืองอื่นที่เริ่มเข้ามาหาพรรคเพื่อไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจุดแข็งและความนิยมของพรรครับเสียงในสภา

“เราไม่มีงูเห่า ไม่มีใครไปที่อื่น” นายวิสุทธิ์กล่าวอย่างชัดเจน และยืนยันด้วยว่าหากเกิดสถานการณ์พิเศษขึ้น พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเดิมก็ยังพร้อมร่วมมือกัน เลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้าเป็นนายกฯ คนใหม่ ซึ่งในขณะนี้นายชัยเกษม นิติสิริ ก็ยังเป็นแคนดิเดตที่พรรคเตรียมไว้

พรรคภูมิใจไทย เร่งเดินเกมจับมือพรรคร่วม

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยก็เริ่มเร่งขยับเกมโดยมีการเปิดรับพรรคร่วมรัฐบาลกลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น ที่มี สส. 18 คน และเดินทางเข้าพบพรรคประชาชน (ปชน.) เพื่อสร้างสัมพันธภาพ และเก็บเสียงสนับสนุน

นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เผยว่า ขณะนี้ทำใจร่มๆ และเชื่อมั่นว่าประเทศมีกระบวนการยุติธรรมที่กำลังทำหน้าที่ พร้อมกับมองว่าการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ต้องดำเนินอย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังต้องมีการพูดคุยและเจรจาภายในวงกว้าง

พรรคประชาชน เสนอเงื่อนไขให้พรรคภูมิใจไทย

พรรคประชาชน ในนามของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ออกมาแถลงหลังทราบคำวินิจฉัยของศาล โดยเสนอเงื่อนไขสำคัญในการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นรัฐบาล ได้แก่ ให้นายกฯ คนใหม่ยุบสภาภายใน 4 เดือน และนำประเทศเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมยืนยันว่าจะทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านอย่างเต็มที่

  • ยุบสภาภายใน 4 เดือน
  • จัดการประชามติแก้ รธน.
  • ไม่มี สส.พรรคประชาชน เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรี

สิ่งที่น่าจับตามองอีกด้านหนึ่งคือ ความเคลื่อนไหวของ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ปรากฏในภาพร่วมอาหารกับ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ในการรวมพลังเชิงขั้ว

ในท้ายที่สุด “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคเพื่อไทย” ก็กำลังเดินเกมการเมืองยาวสุดเส้นทางอย่างเต็มกำลัง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งการนำประเทศในช่วงเวลาอันสั้นนี้ ใครจะได้เป็นแกนนำฝ่ายบริหารในช่วงถัดไป ต้องจับตาต่อไป

อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยกำลังพิสูจน์ว่า ความกล้าหาญในการตัดสินใจของรัฐธรรมนูญนั้น สามารถเป็นแรงผลักสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ในระบอบประชาธิปไตย

ติดตามข่าวสารการเมืองแบบเรียลไทม์ได้ที่นี่ ทุกวัน ทุกประเด็นที่คุณไม่ควรพลาด

ที่มา – เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ‘พรรคภูมิใจไทย-พรรคเพื่อไทย’ ชิงตั้งรัฐบาล

ศาลอุทธรณ์สหรัฐชี้ทรัมป์ไม่มีอำนาจรีดภาษี ทำเนียบขาวยื่นฎีกา

ล่าสุดศาลฎีกาของสหรัฐฯ ได้ออกคำตัดสินว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจในการใช้อำนาจตามกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) ปี 1977 เพื่อออกกฎหมายเก็บภาษีกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจนอกขอบเขตจากที่กฎหมายให้ไว้

ศาลอุทธรณ์สหรัฐชี้ทรัมป์ไม่มีอำนาจรีดภาษี

จากการตัดสินใจของคณะตุลาการศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐฯ ที่มีมติ 7 ต่อ 4 ว่า สภาคองเกรสเป็นหน่วยงานเพียงหน่วยเดียวที่มีสิทธิ์ปรับเปลี่ยนหรือกำหนดกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ โดยถือว่าการกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ในการใช้อำนาจ IEEPA เพื่อจัดเก็บภาษีกับประเทศ伙伴ส่วนใหญ่ เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต

ทั้งนี้ คำตัดสินดังกล่าวสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (ITC) ที่มีมติให้ระงับภาษีพิเศษรวมกว่า 10% ที่ประธานาธิบดีประกาศใช้กับแรงงานและสินค้าเกษตรในช่วงต้นเดือนเมษายน อีกทั้งระงับกำแพงภาษีจำหน่ายตอบแทนที่มีการประกาศกระทบกับแคนาดา เม็กซิโก และจีน ซึ่งกดดันให้อุตสาหกรรมดังกล่าวหยุดชะงักไปหลายเดือน

กรณีต้องสงวนอำนาจไว้เฉพาะสภานิติบัญญัติ

ประเด็นสำคัญที่ศาลยกขึ้นมาพูดถึงคือว่าภายใต้กฎหมาย U.S. Constitution อำนาจในการควบคุมนโยบายทางเศรษฐกิตรวมถึงการจัดเก็บภาษีกับต่างประเทศนั้น มีหน้าที่แสดงความเห็นอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น การกระทำของประธานาธิบดีโดยอ้างกฎหมายฉุกเฉิน IEEPA จึงถูกมองว่าผิดหลักกฎหมาย เพราะมันไม่ใช่การปฏิบัติตามขั้นตอนการออกกฎหมายอย่างเหมาะสม และเนื่องจากไม่มีความสามารถในการประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอย่างครบวงจร

  • การใช้อำนาจฉุกเฉินตามกฎหมาย IEEPA ผิดขอบเขต
  • ประธานาธิบดีไม่มีสิทธิกำหนดนโยบายภาษีการค้าเองโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส
  • คำตัดสินศาลสนับสนุนความโปร่งใสในการตัดสินใจด้านการค้าระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องภาษียานยนต์ ชิ้นส่วนเหล็ก และอะลูมิเนียม ซึ่งนำเสนอในมาตรการภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมายขยายการค้าปี 1962 ยังมีข้อยกเว้น เพราะกฎหมายมาตราดังกล่าวให้อำนาจประธานาธิบดีใช้มาตรการพิทักษ์ด้านความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งผลของการพิจารณานี้จึงจำเป็นต้องแยกดูรายกรณี

ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยย้อนกลับไปถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2561 เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐจัดทำมาตรการพิธีการยกเลิกการดำเนินการตามกฎหมายยุติธรรมด้านภาษีที่กระทบต่อการค้าโลก และออกมติดังที่มีการประกาศก่อนหน้า หากคำตัดสินศาลฎีกาทำให้มาตรการดังกล่าวถูกยกเลิกจริง อาจส่งผลอย่างมากสู่การจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กับคู่ค้าโลก ทั้งในแง่ของรูปธรรมและกระบวนการโดยรวม

ที่สำคัญกว่านั้นคือคำพิพากษานี้จะมีผลใช้บังคับวันที่ 14 ตุลาคมนี้ ซึ่งเปิดช่องให้ทีมทนายความของทำเนียบขาวสามารถอุทธรณ์ต่อศาลฟ้องร้องสูงสุดของสหรัฐได้อีก ซึ่งตามรายงานระบุว่าทางทำเนียบขาวไม่เพียงแต่เตรียมการดำเนินกระบวนการทางกฎหมายต่อไป แต่ยังเรียกร้องอย่างหนักว่าคำเสียเป็นเส้นทางหายนะ และเชื่อมั่นว่าในชั้นศาลฎีกาน่าจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

บทสรุป

ในอดีตเมื่อผู้นำสหรัฐฯ ตั้งใจกำหนดมาตรการจัดเก็บภาษีการค้าที่กระทบต่อประโยชน์ของคู่ค้า กฎหมายกลายเป็นอาวุธที่ถูกใช้ควบคู่กับความเซี่ยงทางการเมือง และทางความมั่นคงสากล ในขณะที่ศาลย่อย-สภาตุลาการยอมรับเดิมพันเพื่อรับความยุติธรรมให้แก่บุคลากรที่ได้รับผลกระทบรายเล็ก ฝ่ายบริโภค โดยคณะกรรมการบริหารกฎหมายพลเมืองในรัฐสภาสหรัฐฯ ยังกำหนดขอบเขตสิทธิและหน้าที่อย่างครอบคลุม คำตัดสินบทใหม่นี้อาจจะเปิดทางให้เกิดการโหวต формировาระเบียบทางเศรษฐกิจอย่างถาวร และให้ระบบยอมรับว่าสิทธิของเขาถูกต้องตามกฎหมาย

หากได้โอกาสอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาสำเร็จ อาจเปลี่ยนแปลงเส้นทางโลกสู่🍒 ความสงบสุขทางการค้า ✨ ขอให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการทั้งสองฝ่ายได้.FLOAT.cammutual !!}

ติดตามข่าวสารและนโยบายการค้าระหว่างประเทศผ่านช่องทางสื่อของเรา พร้อมถอดบทวิเคราะห์ที่迄一切都清楚!

ที่มา – ศาลอุทธรณ์สหรัฐชี้ทรัมป์ไม่มีอำนาจรีดภาษี ทำเนียบขาวยื่นฎีกา

ซิ่งระห่ำสุขุมวิท บิ๊กไบค์อาหรับพุ่งชนท้ายจยย.เพื่อนหวิดดับ

เมื่อเวลา 03.06 น. วันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุอุบัติเหตุบนถนนสุขุมวิท ขาเข้าสัตหีบ ตรงข้ามห้างแม็คโครพัทยา เหตุเกิดจากการ ซิ่งระห่ำสุขุมวิท ของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลาง ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยเหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการแข่งกันขี่จักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดการชนกันอย่างรุนแรง

ซิ่งระห่ำสุขุมวิท ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุร้าย

เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุหน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถาน เมืองพัทยา รับแจ้งเหตุหลังเกิดการชนกันระหว่างรถจักรยานยนต์ 2 คัน โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นบนถนนสุขุมวิท ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังจากได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่จึงรีบ赶赴现场เพื่อดำเนินการช่วยเหลือทันที

ที่จุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าสปาร์คสีขาว ทะเบียนฉกข 4 ชลบุรี ล้มคว่ำ พร้อมกับเห็นผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวอาหรับ นอนอยู่ใกล้เคียงและได้รับบาดเจ็บ ซึ่งไม่ห่างไกลนัก อีกจุดหนึ่งบนถนนเดียวกัน พบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ฮอนด้า CBR 650R สีดำ ทะเบียน 1 กข 4852 กรุงเทพมหานคร สภาพแตกหัก บิดเบี้ยว ผู้ขับขี่ซึ่งเป็นชาวตะวันออกกลางเช่นเดียวกัน ได้รับบาดเจ็บสาหัส

พยานในที่เกิดเหตุเผยเรื่องราว

จากคำให้การของนายจักพงษ์ วงอินทร์ อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นพยานเหตุ เปิดเผยว่า เขาขับรถออกจากสัญญาณไฟแดงและสังเกตเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอาหรับขี่จักรยานยนต์แข่งกันด้วยความเร็ว ลักษณะก้มตัวหมอบกับถนน เมื่อเขาตั้งใจจะหยิบมือถือเพื่อบันทึกภาพ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อ บิ๊กไบค์พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ ของกลุ่มเพื่อนอย่างรุนแรง ทำให้ทั้งสองคนกระเด็นล้มไปในทิศทางต่างๆ

  • ผู้บาดเจ็บได้รับการปฐมพยาบาลโดยด่วน
  • มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยอีก 2 ราย
  • เพื่อนๆ นักท่องเที่ยวตกใจและมารวมตัวดูเหตุการณ์
  • ภาพจากกล้องวงจรปิดชัดเจนและถูกเก็บเป็นหลักฐาน

ภาพจากกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน สามารถเห็นได้ว่าก่อนเกิดเหตุ รถจักรยานยนต์คันหนึ่งขี่อยู่ในเลนขวา ขณะที่บิ๊กไบค์มาพุ่งด้วยความเร็วสูงและชนเข้าด้านท้ายอย่างจัง ส่งผลให้รถทั้งสองคันเสียหลักและล้มไถลบนพื้นถนนอย่างน่าหวิ่ง

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้บันทึกภาพเหตุการณ์ พยาน และกล้องวงจรปิดที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด

ซิ่งระห่ำสุขุมวิท ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงความอุ่นใจของนักท่องเที่ยวในการขับขี่บนท้องถนนไทย หากไม่มีการควบคุมหรือการรับรู้ต่อความปลอดภัย อาจส่งผลให้มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นได้อีก หากคุณกำลังวางแผนมาเที่ยวไทย อย่าลืมให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – ซิ่งระห่ำสุขุมวิท! บิ๊กไบค์อาหรับพุ่งท้ายจยย.เพื่อน หวิดดับต่อหน้า

‘ไหลตาย’ เพชฌฆาตเงียบ ป้องกันได้แค่ใส่ใจตัวเอง

หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับโรคไหลตาย ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้ป่วยเสียชีวิตขณะนอนหลับแบบไม่มีอาการเตือน และไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ภาวะนี้มีสาเหตุจากกลุ่มอาการบรูกาดา ที่เกิดจากการผิดปกติทางพันธุกรรมของการนำไฟฟ้าในหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงจนเสียชีวิตได้ทันที

สาเหตุเสี่ยงของโรคไหลตาย

โรคไหลตาย มีความเชื่อมโยงกับพันธุกรรมอย่างชัดเจน ประเภทการถ่ายทอดแบบรุ่นต่อรุ่น แต่บางคนอาจไม่มีอาการจนกระทั่งเกิดภาวะฉับพลัน ปัจจัยต่างๆ ที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น ขาดโพแทสเซียม วิตามินบี1 อัลกอฮอล์ การนอนหลับลึก และการใช้ยานอนหลับ

อาการเบื้องต้นที่ควรระวัง

ผู้ที่อาจมีความเสี่ยงควรสังเกตอาการที่บ่งบอกถึงโรคไหลตาย เช่น หมดสติขณะพักผ่อน มีเสียงหอบเหนื่อย เกร็งของแขนขา หรือหายใจลำบาก

  • หมดสติหรือเป็นลม
  • เกร็งของแขนและขา
  • หายใจลำบาก หรือมีเสียงเฮือก
  • ผิวหนังคล้ำ โดยเฉพาะริมฝีปาก

กลุ่มเสี่ยงและแนวทางป้องกัน

กลุ่มเสี่ยงสำคัญของโรคไหลตาย คือ บุคคลที่มีประวัติครอบครัวเสียชีวิตแห่งปริศนา หรือมีความผิดปกติของลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบบรูกาดา โดยควรเข้ารับการซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น

  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
  • ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียง (Echocardiography)
  • ตรวจพันธุกรรม (Genetic testing)

วิธีการรักษาที่ช่วยชีวิต

แม้ยังไม่มีการรักษาโรคไหลตาย โดยตรง แต่สามารถป้องกันการเกิดซ้ำได้ผ่านวิธีทางการแพทย์ เช่น การผ่าตัดฝังเครื่อง ICD ไว้ในหน้าอกเพื่อกระตุ้นหัวใจหากเกิดภาวะผิดจังหวะ และการรักษาด้วยคลื่นความถี่สูง (Ablation) รวมถึงการใช้ยาควบคุมจังหวะหัวใจ

การสังเกตตนเองและวินิจฉัยตั้งแต่เนื่อนๆ ถือเป็นบทสรุปสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันโรคไหลตาย ก่อนที่จะกลายเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ดังนั้น ไม่ควรประมาทกับอาการเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกาย

ที่มา – ‘ไหลตาย’ เพชฌฆาตเงียบ ป้องกันได้แค่ใส่ใจตัวเอง

อาร์เตตาโล่งใจซากาไม่ต้องผ่าตัด

ข่าวดีสำหรับแฟนบอล อาร์เซนอล เมื่อ มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีม เปิดเผยว่า บูคาโย ซากา ปีกขวาตัวเก่งของทีม ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังฝั่งซ้าย

อาการบาดเจ็บของซากาไม่ต้องผ่าตัด

อาการของ ซากา ไม่หนักถึงขั้นจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาด้วยมีด Scalpel โดยแพทย์แจ้งเพียงว่าจำเป็นต้องพักฟื้นอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

การบาดเจ็บครั้งนี้เกิดขึ้นจากเกมที่ อาร์เซนอล เปิดบ้านเฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด ไปแบบสุดมัน 5-0 เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่ง ซากา เล่นได้ไม่เต็มเวลา และต้องลงมาพักก่อนจบเกม

อาร์เตตาเปิดใจถึงอาการของซากา

อาร์เตตา กล่าวว่า “อาการของบูคาโยดีขึ้นเรื่อยๆ เขาจะไม่สามารถลงสนามในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า แต่โชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีการผ่าตัด การบาดเจ็บไม่รุนแรงเหมือนครั้งก่อน ดังนั้นเรามีเวลาในการดูแลเขาอย่างรอบคอบ”

ทั้งนี้ ซากา จะพลาดลงสนามในเกมบิ๊กแมตช์กับ ลิเวอร์พูล ที่กำลังจะมาเยือนในนัดสำคัญของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การที่ ซากา ไม่ต้องผ่าตัดถือเป็นข่าวดีสำหรับทั้งนักเตะ เอง และสโมสร เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด และทำให้เขาสามารถกลับมาลงสนามได้อย่างปลอดภัย

  • อาการบาดเจ็บไม่จำเป็นต้องผ่าตัด
  • ซากา ต้องพักประมาณ 2-3 สัปดาห์
  • พลาดลงสนามพบ ลิเวอร์พูล นัดสำคัญ
  • ฟอร์มฟื้นตัวดีกว่าที่คาด

เนื่องจากในช่วงต้นฤดูกาล ซากา เคยเจ็บเข่าจนต้องพักยาว และต้องเข้ารับการทำศัลยกรรม ทำให้หลายคนกังวลว่าอาการครั้งนี้อาจมีผลกระทบระยะยาวเท่ากัน แต่จากข้อมูลที่ได้รับตอนนี้ บ่งบอกว่าความเสียหายมีน้อยกว่ามาก

จากสถานการณ์นี้ หาก อาร์เซนอล สามารถดูแลนักเตะได้อย่างเหมาะสม และให้เวลาในการพักฟื้นอย่างเพียงพอ น่าเชื่อว่า ซากา จะสามารถกลับมาโชว์ฟอร์มอันทรงพลังได้อีกครั้งในเร็วๆ นี้

ในโลกฟุตบอล นักเตะบาดเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่สำคัญคือการจัดการกับอาการอย่างมีทักษะ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบระยะยาว ซึ่งจากกรณีของ ซากา ทีมงานการแพทย์ของ อาร์เซนอล คงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของ อาร์เซนอล อย่าลืมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของนักเตะอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกข่าวสารสำคัญบนเส้นทางสู่แชมป์พรีเมียร์ลีก

ที่มา – “อาร์เตตา” โล่งใจ “ซากา” ไม่จำเป็นต้องขึ้นเขียงผ่าตัด