ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รมช.กลาโหมยันรัฐบาลรักษาการไม่กระทบงานป้องกันประเทศ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีกระแสข่าวว่า รัฐบาลรักษาการอาจกระทบต่อการดำเนินงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะในเรื่องของภารกิจชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ไม่มีผลกระทบใดๆ

รมช.กลาโหมยันรัฐบาลรักษาการไม่กระทบงานป้องกันประเทศ

เมื่อถูกสอบถามว่าหาก รัฐบาลรักษาการสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ จะส่งผลต่อการทำงานของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) หรือไม่ พล.อ.ณัฐพลได้ชี้แจงว่าขณะนี้ยังต้องรอหารือภายในที่ประชุม แต่ในเรื่องของการป้องกันประเทศและปกป้องอธิปไตย์นั้น สื่อมวลชนและประชาชนไม่จำเป็นต้องเป็นกังวล เพราะพล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบอำนาจในการตัดสินใจในสถานการณ์เฉพาะหน้าไว้อย่างชัดเจนแล้ว

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างแท้จริง

พล.อ.ณัฐพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านนโยบายความมั่นคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น เนื่องจากทุกคำสั่งและการระบบที่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังป้องกันประเทศมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจน จึงไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ รมช.กลาโหมยังยืนยันว่าหากมีสถานการณ์ใดๆ เกิดขึ้นในแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งใหม่ พร้อมกล่าวว่า “เรื่องการป้องกันประเทศไม่มีปัญหา สบายใจได้”

พรรคการเมืองยังไม่มีสัญญาณชัดเจน

ทั้งนี้ เมื่อถูกสอบถามถึงสัญญาณจากพรรคก้าวไกล ซึ่งมีสมาชิกในคณะรัฐมนตรี เช่น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่ายังไม่มีการสื่อสารหรือสัญญาณใดๆ จากพรรค ในเรื่องของแนวทางการบริหารประเทศในช่วงรัฐบาลรักษาการ โดยระบุว่าตนเองไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมในพรรค เว้นแต่เฉพาะวาระการประชุมเท่านั้น

ซึ่งสิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าแม้ รัฐบาลจะอยู่ในช่วงรักษาการ แต่ด้านความมั่นคงยังคงมีโครงสร้างและการบริหารจัดการที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพโดยไม่เกิดความสับสนหรือหยุดชะงัก

ในมุมมองผู้เขียน การที่หน่วยงานความมั่นคงสามารถทำงานต่อได้อย่างปกติในช่วงที่รัฐบาลยังไม่ชัดเจนทางการเมือง ถือเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันความเข้มแข็งและระบบราชการที่มีวินัยสูงของไทย การตัดสินใจฉับไวในสถานการณ์วิกฤตจะทำให้ประเทศปลอดภัยและมั่นคงมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘รมช.กลาโหม’ ยัน รัฐบาลรักษาการไม่กระทบงานความมั่นคงป้องกันประเทศ

เลขาครม. เผย ครม. ตั้งรักษาการนายกฯ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐจารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ซึ่งมีวาระสำคัญในการแต่งตั้งบุคคลให้รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้

เลขาครม. เผย ครม. ตั้งรักษาการนายกฯ

นางณัฐจารีกล่าวว่า การจัดการประชุมครม. ในครั้งนี้เน้นไปที่ขั้นตอนการแต่งตั้งบุคคลรักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อกำหนดที่สำคัญว่าต้องมีคณะรัฐมนตรีที่ยังคงทำงานอยู่อย่างต่อเนื่อง นี่ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติปกติของรัฐบาลไทยในการจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือว่างปิดตำแหน่งสำคัญ

ทั้งนี้การรักษาการในตำแหน่งมีความสำคัญในการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องมีความรอบคอบและสอดคล้องกับกฎหมาย รวมถึงการพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการใช้อำนาจของรัฐบาล เช่น การใช้อำนาจยุบสภา ซึ่งเลขาธิการครม. ระบุว่า จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง

การตรวจสอบขั้นตอนทางกฎหมาย

คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการตีความกฎหมายและตรวจสอบขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการแต่งตั้งรักษาการนั้นสอดคล้องตามกฎหมายและมีความถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเช่น ไม่ว่ารักษาการจะมีอำนาจในการยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องมีการหารือและปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ poder ระหว่างตำแหน่งรักษาการกับตำแหน่งถาวร โดยใบหน้าของบุคคลที่เข้ามารับตำแหน่งรักษาการในคราวนี้จะส่งผลต่อภาพรวมของรัฐบาลในระยะสั้นและแนวทางการปฏิบัติงานของคณะรัฐมนตรีในอนาคต

การมีรักษาการในตำแหน่งนายกฯ ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนและภาคประชาสังคม เพราะการจัดการในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนนี้เป็นจุดหนึ่งที่สะท้อนถึงกลไกการบริหาร และแสดงถึงความพร้อมของระบบราชการในการรองรับเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลที่ได้รับมาก่อนหน้านี้อาจมีการพูดถึงว่าอาจจะมีหลายตัวเลือกสำหรับผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งรักษาการ แต่ความเป็นไปได้ที่สูงในตอนนี้คือจะมีการแต่งตั้งตามลำดับความสำคัญจากภายในและภายนอกองค์กรบริหารราชการของรัฐ

บทบาทของรักษาการในสังคมการเมืองไทย

ความหมายของ ‘รักษาการ’ นั้น คือการแต่งตั้งบุคคลให้ทำหน้าที่แทนตำแหน่งที่ว่างหรือตกค้างเป็นช่วงเวลาหนึ่ง จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งบุคคลอื่นให้ดำรงตำแหน่งอย่างถาวร โดยตำแหน่งดังกล่าวอาจจะครอบคลุมงานสำคัญๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน และถือเป็นตำแหน่งที่มีผลต่อภาพรวมของประเทศ

การสังเกตพฤติกรรมของรักษาการจึงมีความสำคัญมาก เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้อาจตั้งต้นทิศทางให้กับนโยบายของรัฐบาลในอนาคต รักษาการจึงไม่ใช่เพียงแค่ “ผู้ทำหน้าที่แทน” แต่ถือเป็นหัวใจของการบริหารราชการในช่วงที่ละเอียดอ่อน

นอกจากนี้ยังเป็นบททดสอบความสามารถในการประสานงานและการตัดสินใจในสถานการณ์จริง โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ขัดแย้งหรือไม่มั่นคง ซึ่งหากผู้รักษาการสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

การแต่งตั้งรักษาการเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองตลอดเวลา ดังนั้นการเลือกตั้งบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ

วิเคราะห์ในเชิงลึกแล้ว ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากตำแหน่งรักษาการนี้ อาจส่งผลต่อการรักษาเสถียรภาพของประเทศในระยะสั้น และการกำหนดแนวทางเชิงนโยบายที่มีต่อทิศทางของการดำเนินงานของรัฐบาล

ดังนั้น เนื่องด้วยบทบาทของรักษาการสำคัญมาก รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมความพร้อมทุกด้าน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องนี้ถือเป็นเวทีใหม่ในการจัดการความรับผิดชอบของรัฐโดยไม่ให้เกิดช่องโล่งในระบบที่สำคัญ ซึ่งทุกฝ่ายควรร่วมมือกันสร้างความมั่นคงให้กับประเทศก่อนจะมีการแต่งตั้งถาวรในอนาคต

หากคุณติดตามข่าวการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด อย่าพลาดการติดตามการประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักข่าวชั้นนำ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและทันสถานการณ์

ที่มา – ‘เลขาครม.’ เผย ครม. ตั้งรักษาการนายกฯ

มหานครแห่งไมซ์ จากพัทยาสู่ระยอง

ประเทศไทยกำลังขยับขึ้นสู่ระดับใหม่ในฐานะจุดหมายปลายทางด้าน ไมซ์ หรือกิจกรรมทางธุรกิจรูปแบบการประชุม การสัมมนา งานแสดงสินค้า และอีเวนท์ระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี (Eastern Economic Corridor) ที่ถือเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่ง “มหานครแห่งไมซ์ จากพัทยาสู่ระยอง” ถือเป็นแรงผลักสำคัญในการยกระดับพื้นที่ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และเอกลักษณ์ของชุมชน ให้กลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางธุรกิจชั้นนำของโลก

มหานครแห่งไมซ์ จากพัทยาสู่ระยอง

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) กล่าวว่า “พื้นที่อีอีซีถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ซึ่งทีเส็บได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมต่อยอดการจัดกิจกรรมทางธุรกิจไมซ์ทั้งด้าน การประชุม อีเวนท์ งานแสดงสินค้ารูปแบบต่าง ๆ และเมกะอีเวนท์ เทศกาล ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

MAXIMICE THE FUTURE: พลิกโฉมเมืองระยอง

ภายใต้แนวคิด MAXIMICE THE FUTURE ระยองเตรียมตัวรับบทบาทเป็น “มหานครแห่งไมซ์” เวทีโลก ใน 5 มิติ ได้แก่ ความพร้อมของพื้นที่, ชุมชน, อาหาร, ความยั่งยืน และ Wellness ซึ่งช่วยให้เมืองนี้ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจและคุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วมกิจกรรมไมซ์

เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ โครงการ EEC Expo 2025 ได้เปิดเวทีเชื่อมโยงนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของอีอีซี รองรับการลงทุนและการเจรจาธุรกิจโดยเฉพาะ

ชุมชนน่ารักน่าชิม “บ้านทับมา”

อีกหนึ่ง亮点ของระยองคือชุมชนผู้เลี้ยง ชันโรง ที่บ้านทับมา ซึ่งมี “ดอกรักแรกพบ” เป็นอาหารโปรดของชันโรง น้ำผึ้งที่ได้จากชันโรงจึงมีคุณภาพสูงและมีความสะอาด อีกทั้งผู้คนในชุมชนยังสามารถสร้างรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น น้ำผึ้ง ยาหม่อง และสบู่ น่าสนใจสุด ๆ

นอกจากชุมชนแล้ว อาหารก็เป็นอีกหนึ่งมิติที่ “มหานครแห่งไมซ์ จากพัทยาสู่ระยอง” ให้ความสำคัญ ด้วยการยกระดับสู่ Luxury Culinary Experiences เช่น วิถีอาหารระยองเฉียบคมกับชุดเมนูจากเชฟไมค์ ที่มาพร้อมรสชาติที่สะดุดตาและซับซ้อน

Natural & Wellness สัมผัสกับ potion แห่งการเยียวยา

อีกมุมหนึ่งที่พลิกโฉมระยองคือ Miracle of Natural ที่สวนดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งใช้เทคนิคการแปรรูปก๊าซเหลือใช้จาก PTT LNG ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยพลัง

จุดหมายปลายทางที่ให้คุณรีเซ็ตจิตใจคือ Hotel Fuse ระยอง Holistic Wellness Hotel สุดยอดจุดพักผ่อนพร้อมประสบการณ์ Sound Bath Therapy ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสกับธรรมชาติของเสียงที่เยียวยา

“ระยองมีทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ทำให้จังหวัดนี้พร้อมรองรับงานไมซ์ทุกรูปแบบในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของทีเส็บในการกระตุ้น “ไมซ์เพื่อเศรษฐกิจ” กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยจาก Value for Money สู่การเป็น High Value-Added MICE Destination บนเวทีโลก” ดร.ศุภวรรณ ทิ้งท้าย

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการวางแผนงานไมซ์ในอนาคต “มหานครแห่งไมซ์ จากพัทยาสู่ระยอง” คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบทั้งด้านโอกาส เทคโนโลยี และเอกลักษณ์ของชุมชน

ที่มา – “มหานครแห่งไมซ์” จากพัทยาสู่ระยอง

ครูสอนภาษาจอมหื่น อนาจารลูกศิษย์ ด.ญ.ในห้องเรียน

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการ支队สืบสวนสอบสวนกรมตำรวจ สั่งการให้ พ.ต.ท.พีรพัฒน์ คล้ายคลึง สว.ตม.จว.สุพรรณบุรี พร้อมชุดสืบสวนและตำรวจ สภ.เมืองสุพรรณบุรี เข้าจับกุม ครูสอนภาษา ผู้มีพฤติกรรมอนาจารลูกศิษย์หญิงวัยเพียง 11 ปี ภายในห้องเรียน

ครูสอนภาษาจอมหื่น อนาจารลูกศิษย์ด.ญ.ในห้องเรียน

ผู้ต้องหาคือนายมาจิต อายุ 59 ปี สัญชาติอินเดีย-อเมริกัน ซึ่งเป็น ครูสอนภาษา อยู่ที่สถาบันสอนภาษาแห่งหนึ่งในอำเภอเมืองสุพรรณบุรี มีพฤติกรรมกระทำ อนาจารเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี รวมถึงใช้กำลังประทุษร้ายและข่มขู่ผู้อื่น

ด.ญ.ถูกข่มขู่ กลัวจนต้องเปิดเผย

ผู้เสียหายเป็นนักเรียนหญิงอายุ 11 ปี ซึ่งเรียนกับนายมาจิต มีการถูกกระทำอนาจารหลายครั้งในห้องเรียน โดยบางครั้งผู้ต้องหายังใช้คำพูดข่มขู่ว่าหากบอกใครจะมาฆ่าผู้เสียหาย เด็กคนนี้ต้องทนอยู่ในความกลัวจนกระทั่งเล่าเรื่องให้มารดาฟัง และเกิดการแจ้งความร้องทุกข์

หลังศาลออกหมายจับ ตำรวจชุดสืบสวน ตม.จว.สุพรรณบุรี พร้อมกำลังของ สภ.เมืองสุพรรณบุรี ได้ปฏิบัติการเข้าจับกุมผู้ต้องหาภายในสถาบันที่เขาสอน ซึ่งตอนนั้นเขากำลังอยู่ในห้องเรียนกับลูกศิษย์คนอื่นๆ

หลักฐานชัดเจนจากกล้องวงจรปิด

พ.ต.ท.พีรพัฒน์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธต่อข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม พยานหลักฐานซึ่งเป็นภาพจาก กล้องวงจรปิดภายในห้องเรียน แสดงให้เห็นชัดเจนว่านายมาจิตเข้าไปจับต้องตามร่างกายของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับความยินยอม รวมถึงใช้สิ่งของขว้างใส่ผู้เสียหายก่อนเดินออกจากห้องไป

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในที่สาธารณะต่อหน้าลูกศิษย์คนอื่นๆ ซึ่งสามารถยืนยันเหตุการณ์ได้ ทำให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าภาพในวีดีโอยังไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่จะแสดงในชั้นศาล

ตรวจสอบความผิดซ้ำในประเทศอื่น

ขณะนี้เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จังหวัดสุพรรณบุรียังอยู่ระหว่างตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหา เผื่อว่าจะมีความผิดในลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่นๆ หรือประเทศต้นทาง เพื่อใช้ประกอบในกระบวนพิจารณา

หน่วยงานต่างๆ เตรียมดำเนินการเพิกถอนสิทธิการอยู่ในราชอาณาจักร เพราะถือว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นอันตรายอย่างมากต่อสังคม ทั้งในด้านจริยธรรมและกฎหมาย

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในสภาพแวดล้อมของโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา การมีระบบ กล้องวงจรปิด และการสังเกตพฤติกรรมครูอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อปกป้องเด็ก ๆ อย่างแท้จริง

เราในฐานะผู้ปกครอง ควรเปิดพื้นที่ให้ลูกน้อยได้พูดคุย แบ่งปัน ความรู้สึกที่แปลกๆ หรือกลัวบางอย่างจากผู้ใหญ่ เพราะบางครั้งเสียงของพวกเขาอาจเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดผู้ที่แอบแฝงความชั่วร้าย

ที่มา – วงจรปิดชัด! บุกรวบ “ครูสอนภาษา” จอมหื่น อนาจารลูกศิษย์ด.ญ.ในห้องเรียน

“อโมริม” รับผิดพูดจาด้วยอารมณ์ รู้สึกไม่แน่นอน

หลังจากที่ รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พ่ายแพ้ให้กับทีม กริมสบี ทาวน์ ในเกม ถ้วยคาราบาว คัพ จนตกรอบ ทำให้เขาต้องเผชิญกับกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องคำพูดของเขาหลังเกมที่แสดงถึงความไม่แน่นอนของอารมณ์

“อโมริม” รับผิดพูดจาด้วยอารมณ์ความรู้สึกไม่แน่นอน

อโมริม ยอมรับเองว่า เขาเป็นคนมีอารมณ์แรง และบางครั้งความรู้สึกเหล่านั้นก็ทำให้เขาพูดเกินขีดจำกัด หลังจากสโมสรพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงต่อทีมชั้นล่าง ซึ่งถูกตีความโดยทั้งแฟนบอลและสื่อว่าเขากำลังพิจารณาลาออกจากตำแหน่ง

ความจริงเบื้องหลังคำพูด

เขาอธิบายว่า คำพูดที่ว่า “บางครั้งผมเกลียดนักเตะของผม และบางครั้งผมก็รักนักเตะ” เป็นเพียงความรู้สึกจริงๆ ของเขานั่นเอง “ผมจะไม่แสดงออกอย่างสม่ำเสมอเหมือนที่ผู้จัดการทีมหลายคนทำ ผมคือผม และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมมี แพสชั่น กับทีม” เขากล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น อโมริม ยังกล่าวอีกว่า “ในวันที่เราแพ้ ผมจะเปลี่ยนไปไม่ได้ ผมก็อยากลาออกบ้าง ผมก็อยากอยู่ที่นี่ถึง 20 ปีเหมือนกัน ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับวันนั้น ผมไม่อยากทำเป็นดีๆ จนคนอื่นไม่เห็นความจริงใจของผม”

  • สิ่งที่เกิดขึ้นหลังเกม เป็นจุดสะท้อนของมุมมองคนหนึ่งที่ใส่ใจในงานอย่างจริงจัง
  • อโมริม แข็งแกร่งในแบบของตัวเอง แม้จะโดนวิจารณ์เรื่องคำพูด
  • เขาไม่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการความจริง

เมื่อถูกถามว่าจะยังคุมทีมต่อหรือไม่ในสัปดาห์หน้า เขายอมรับว่า “ผมไม่สามารถให้คำมั่นกับใครได้ในตอนนี้ เพราะมันเป็นแค่ความรู้สึกของผมในวันนี้ แต่ในวันนี้ ผมก็ยังเป็นผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และผมเชื่อว่ามันกำลังดีขึ้น”

แม้คำพูดจะดูไม่มั่นคงในสายตาผู้อื่น แต่สำหรับแฟนบอลบางกลุ่ม ความจริงที่อโมริมแสดงออกจึงอาจเป็นสิ่งที่พวกเขาเคารพ เพราะเขาไม่ได้มาแสดงละคร แต่มาเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้กับทีม

คุณคิดว่า เมื่อผู้จัดการทีมพูดจากใจ แม้จะดูแรงไปบ้าง ก็ยังดีกว่าคำพูดที่สวยงามแต่ไร้ความจริงใจ หรือไม่?

ที่มา – “อโมริม” รับผิดพูดจาด้วยอารมณ์ความรู้สึกไม่แน่นอน

‘เดชอิศม์’ลั่น‘ปชป.’ไม่ทิ้ง‘เพื่อไทย’100%

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 30 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงแนวทางในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ว่า “ยังหนึ่งเดียว” โดยยืนยันว่า ‘เดชอิศม์’ กับ ‘ปชป.’ จะไม่ทิ้ง ‘เพื่อไทย’ อย่างแน่นอน

‘เดชอิศม์’ลั่น‘ปชป.’ไม่ทิ้ง‘เพื่อไทย’100%

การร่วมรัฐบาลในครั้งนี้เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากจาก各方 ทั้งสังคมและสื่อมวลชน โดยเฉพาะการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ในการเดินหน้าร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ แม้จะมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการติดต่อจากหลายฝ่าย เพื่อชักชวนพรรคประชาธิปัตย์ไปอยู่ข้างตรงข้าม แต่ ‘เดชอิศม์’ ได้ยืนยันแล้วว่า การร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นทิศทางที่ชัดเจนและมั่นคงร้อยเปอร์เซ็นต์

จุดยืนที่ชัดเจนภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ระบุว่า แม้จะมีแรงกดดันจาก各方 แต่พรรคประชาธิปัตย์จะไม่เปลี่ยนแปลงทิศทาง เนื่องจากเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และการบริหารประเทศของพรรคเพื่อไทย รวมถึงความพร้อมของคณะทำงานที่จะดำเนินนโยบายเพื่อประโยชน์แห่งชาติและประชาชน

  • ยืนยันการร่วมรัฐบาลอย่างแน่วแน่
  • ปฏิเสธการเจรจาแอบแฝงจากขั้วตรงข้าม
  • ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐบาล

นอกจากนี้ เดชอิศม์ยังเผยว่าการตัดสินใจร่วมรัฐบาลไม่ใช่เพียงเรื่องของความสัมพันธ์ในระดับพรรค แต่เป็นการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนที่จะได้รับภายใต้นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดใหม่ที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ

การเมืองในรอบใหม่ของ‘ปชป.’และ‘เพื่อไทย’

พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ ‘เดชอิศม์’ ยืนยันว่าจะเป็นพันธมิตรหลักของพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่า ‘ปชป.’ ไม่หลุดจากความร่วมมือที่ได้สร้างไว้ ทั้งในเชิงนโยบาย การบริหารประเทศ และการตัดสินใจที่ส่งผลต่ออนาคตของประเทศ

ผู้สังเกตการณ์ด้านการเมืองมองว่า การยืนยืนอย่างเด็ดขาดของ ‘เดชอิศม์’ เป็นสัญญาณชัดเจนถึงความจริงใจในการร่วมงาน และเป็นภูมิคุ้มกันต่อแรงผลักดันจากฝ่ายค้านหรือขั้วตรงข้ามที่หวังให้รัฐบาลแตกแยก ซึ่งในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า ‘เพื่อไทย’ ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง อีกทั้งมีพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง ‘ปชป.’ เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่การแสดงจุดยืนครั้งนี้ของ ‘เดชอิศม์’ นับว่าสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและพรรคพวกที่เคียงข้างอยู่ ว่าการร่วมรัฐบาลนี้มีความมุ่งมั่น และพร้อมเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในอนาคตด้วยกันอย่างแน่นแฟ้นไม่มีการลังเล

หากคุณติดตามประเด็นการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด รับรองได้ว่าคำพูดและจุดยืนของ “เดชอิศม์” นี้เป็นเสียงที่ส่งสัญญาณถึงอนาคตของการเมืองไทย หากไม่มีความผันผวนที่จะทำให้เกิดความกังวลง่าย ๆ เพราะทุกฝ่ายต่างตั้งใจอยู่เคียงข้างและทำงานร่วมกัน

ที่มา – ‘เดชอิศม์’ลั่น‘ปชป.’ไม่ทิ้ง‘เพื่อไทย’100%

‘เทยไทยบ้าน’ หนังฟีลกู๊ดพาเฮาลุ้นน้ำตาซึมกับมิตรภาพ

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้เมนี่ขอพาทุกคนไปดูหนังสุดฟีลกู๊ดเรื่อง ‘เทยไทยบ้าน’ ที่รวมไว้ทั้งความฮา ความซึ้ง และมิตรภาพที่เข้มแข็งของแก๊งเพื่อนสาวสุดคูลในชนบท บอกเลยว่าใครได้ดูจะต้องยิ้มจนแก้มแตกและน้ำตาซึมไปพร้อมกันแน่นอนค่ะ

‘เทยไทยบ้าน’ เรื่องราวที่อบอุ่นหัวใจ

เทยไทยบ้าน เป็นเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนสาวสุดซี้ที่ใช้ชีวิตอย่างเต็มตัวในหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางทุ่งนาอันงดงาม พวกเขาไม่ใช่แค่เพื่อนธรรมดา แต่เป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่พร้อมกันเสมอไม่ว่าจะเจออุปสรรคหรือความท้าทายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก ความฝัน หรือแม้กระทั่งการยอมรับจากสังคม

ทางผู้กำกับใช้วิธีถ่ายทอดเรื่องราวอย่างน่ารัก เต็มไปด้วยความจริงใจและรายละเอียดชีวิตประจำวันที่ทำให้เราเห็นภาพของพวกเขาชัดเจน ฉากฮาลุ่มลุ่ยมีมาให้เพลิน ๆ ทุกตอน สลับกับฉากซึ้งที่จะทำให้คุณได้หยุดคิดถึงคุณค่าของมิตรภาพและตัวตนของตัวเอง

ความฮาที่ซ่อนความจริงใจ

สิ่งที่ทำให้ เทยไทยบ้าน โดดเด่นคือความสมดุลของอารมณ์ เรื่องนี้ไม่ใช่หนังตลกแบบมุกเกา ๆ อย่างเดียว แต่เต็มไปด้วยบทสนทนาที่ซ่อนพลังอารมณ์อยู่ทุกประโยค เหมาะกับคนที่ชื่นชอบการดูหนังเบา ๆ แต่ได้ใจความจริง

นักแสดงในเรื่องก็แสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าพวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกันจริง ๆ และเรากำลังแอบมองชีวิตของพวกเขาอยู่ โดยเฉพาะฉากที่ต้องแกล้งขำแล้วลุกล้ำเข้าไปใกล้ความรู้สึกจริง ตรงกลางหัวใจจนน้ำตาจะไหล

สวยงามในทุกแง่มุมของชีวิตชนบท

หนึ่งในจุดแข็งของเรื่องคือบรรยากาศแบบไทยบ้าน ที่ถ่ายทอดได้สวยจนชวนอยากรีบเดินทางไปอยู่กับพวกเขาสักวัน ภาพของแคนนาไร่ ข้าวเย็น ท้องนา และบ้านไม้เก่า ๆ เป็นฉากหลังที่ทำให้หนังน่าอยู่จริง ๆ เหมือนได้พักใจจากการวิ่งเต้นในชีวิตเมืองไปชั่วคราว

ไม่ใช่แค่ภาพรวม รายละเอียดเล็ก ๆ เช่น อาหารพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่น และการใช้ภาษาถิ่นก็แทรกมาอย่างลงตัว ช่วยเสริมให้เรื่องมีมิติลึกขึ้น โดยเฉพาะให้มุมมองใหม่เกี่ยวกับ “ผู้หญิงชนบท” ที่มักถูกมองข้ามในสายตาคนเมือง

ความหมายที่อยู่เบื้องหลังความตลก

ดูจบแล้วจะรู้สึกได้ถึงพลังบวก และการเติบโตของตัวละครทั้งหมด พวกเขาเรียนรู้ที่จะยอมรับตัวเอง ตามความฝัน แม้จะไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานสังคม แต่ก็มีกันและกันเสมอ

ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่ดูสบาย ๆ แต่จับใจ หรือต้องการหนังที่มีข้อคิดแต่ไม่หนักเกินไป ‘เทยไทยบ้าน’ คือคำตอบที่ลงตัวที่สุด ทั้งอารมณ์ขัน ความรู้สึก และความหมายที่ซ่อนอยู่ในทุกฉาก

เมนี่ขอให้ทุกคนไปหาดูและไปเห็นรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนแบบที่พวกเขาให้ไว้เลยค่ะ รับรองดูจบแล้วหัวใจแน่น้ำตา ยิ้มขาดแม่งแต่ไม่มีคำว่าผิดหวังแน่นอน!

ที่มา – MOVIE STATION : ‘เทยไทยบ้าน’ หนังฟีลกู๊ดที่พาทุกคนไปม่วนฮาแถมน้ำตาไหลกับมิตรภาพของแก๊งนี้

ชมรมวิศวกรภาคกลางอยุธยา มอบคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์ CSR

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายยุทธนา ครุฑกาศ ในฐานะประธานชมรมวิศวกร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 (ภาคกลาง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยสมาชิกชมรมวิศวกร ได้ร่วมกิจกรรม Corporate Social Responsibility (CSR) ที่มีความหมายต่อสังคมอย่างแท้จริง

ชมรมวิศวกรภาคกลางอยุธยา มอบคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์ CSR

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการส่งมอบ คุรุภัณฑ์ทางการแพทย์ พร้อมสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อโรงพยาบาลชุมชน เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุข และแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีเป้าหมายให้บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล สามารถใช้งานอุปกรณ์เพื่อให้การรักษาและการตรวจโรคของประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การส่งมอบ CSR เพื่อช่วยเหลือสังคม

กิจกรรมจัดขึ้น ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ ทำให้การสนับสนุนจากภาคเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทางทีมงานได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีความจำเป็น เช่น เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องช่วยฟังหัวใจ รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันติดเชื้อ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ขณะปฏิบัติหน้าที่

กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในแนวทางของ ชมรมวิศวกรภาคกลางอยุธยา ในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในวงกว้าง ทั้งต่อชุมชนท้องถิ่น และต่อส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยกิจกรรม CSR เช่นนี้ถือเป็นการสร้างค่านิยมในเชิงบวกผ่านความร่วมมือเพื่อเป้าหมายร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย

  • กิจกรรม CSR ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนและองค์กร
  • การสนับสนุนด้านสาธารณสุขมีความสำคัญต่อพื้นที่ห่างไกล
  • การมีส่วนร่วมของวิศวกรในโครงการเพื่อสังคม

จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะในระดับชมรมวิศวกรภาคกลางอยุธยา ไม่เพียงแต่เน้นผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีต่อประชาชน แต่ยังใส่ใจต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในชุมชนผ่านกิจกรรม CSR ที่สร้างความยั่งยืน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจร่วมสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม เช่นนี้ อย่ารอช้า เพราะการเริ่มต้นเพียงเล็ก ๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างให้ดีขึ้นในสังคมได้

ที่มา – ชมรมวิศวกร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 (ภาคกลาง) อยุธยา มอบคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์ ช่วยเหลือสังคม (CSR)

จีนต่อเวลาภาษีตอบโต้ทุ่มตลาด “ฟีนอล” นำเข้าอีก 5 ปี ไทยโดนด้วย

จากการรายงานของสำนักข่าวซินหัวจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการขยายระยะเวลาการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดจากการนำเข้า “ฟีนอล” อีกเป็นเวลา 5 ปีเต็ม ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีผลทั้งต่อประเทศที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ รวมถึงประเทศไทยด้วย

โดยจีนระบุว่าหากยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ในตอนนี้ อาจทำให้เกิดการทุ่มตลาด “ฟีนอล” ซ้ำอีกครั้งจากต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมีและพลาสติกที่ใช้ฟีนอลเป็นวัตถุดิบหลัก

จีนต่อเวลาภาษีตอบโต้ทุ่มตลาด “ฟีนอล” นำเข้าอีก 5 ปี ไทยโดนด้วย

ฟีนอลเป็นสารเคมีอินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตวัสดุหลายประเภท เช่น พลาสติก ตัวทำละลาย และสารฆ่าเชื้อ จึงมีความต้องการใช้สูงในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเส้นใยสังเคราะห์ เคมีภัณฑ์ ยา หรือแม้แต่ในกระบวนการกลั่นปิโตรเลียม

ผลกระทบต่อไทยจากภาษีตอบโต้ฟีนอล

สำหรับไทยที่เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการส่งออกฟีนอลไปยังจีน อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะภาคธุรกิจผู้ส่งออกวัตถุดิบเคมี ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนในการแข่งขันเพิ่มขึ้น หรือการค้นหาตลาดทางเลือกใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง

  • โรงงานอุตสาหกรรมเคมีในไทยอาจต้องปรับกลยุทธ์
  • ต้นทุนการผลิตอาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษีเพิ่ม
  • ภาคส่งออกจำเป็นต้องมองหาช่องทางใหม่

ทั้งนี้ฟีนอลเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนมาก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการค้าในระดับโลกอย่างเช่น ในครั้งนี้ จึงถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการบริหารความเสี่ยงทางการค้าและพัฒนาศักยภาพภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกวัตถุดิบเคมีไปยังจีน ควรติดตามข่าวสารและแนวโน้มทางการค้าระหว่างประเทศให้ใกล้ชิด เพื่อวางแผนกลยุทธ์ให้เหมาะสมในระยะยาว

ที่มา – จีนต่อเวลาภาษีตอบโต้ทุ่มตลาด “ฟีนอล” นำเข้าอีก 5 ปี ไทยโดนด้วย

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ปี 2568

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ภายใต้การดูแลขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับเกียรติในการคว้ารางวัล “ศูนย์ราชการสะดวก” หรือ GECC ประจำปี พ.ศ. 2568 ในระดับ “พื้นฐาน” ซึ่งถือเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับหน่วยงานด้านการบริการสาธารณะ

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2568

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน กรุงเทพมหานคร โดยมีนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและเป็นผู้มอบโล่เกียรติยศ ให้กับผู้ได้รับรางวัลในปีนี้

ในการนี้ นางจงกลนี แก้วสด รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยได้เดินทางเข้าร่วมพิธี พร้อมด้วย นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว และคณะผู้บริหารตลอดจนพนักงานของสวนสัตว์ ซึ่งทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้

คุณภาพการบริการอยู่ในระดับสากล

รางวัล ศูนย์ราชการสะดวก GECC เป็นการยอมรับในมาตรฐานการบริการด้านความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ซึ่งสวนสัตว์เปิดเขาเขียวได้นำหลักนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น

  • ให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ
  • รวดเร็วทันใจผู้ใช้บริการ
  • เป็นมิตรและใส่ใจทุกรายละเอียด
  • มีระบบจัดการที่เหมาะสมตามหลักสากล

การได้รับรางวัลนี้ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับการบริการให้ตรงใจผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านความสะดวก ความเร็ว และความน่าเชื่อถือ ผ่านการพัฒนาโครงสร้าง บุคลากร และระบบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลางบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการผ่อนคลายและสัมผัสธรรมชาติไปพร้อมกับความสะดวกสบาย

หากคุณยังไม่เคยมาเยี่ยมชม “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว” เรามาชมสัตว์นานาพันธุ์ สนุกกับกิจกรรมกลางแจ้ง และสัมผัสบรรยากาศผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติเขียวขจีกันดีกว่า รับรองว่าคุ้มค่าและประทับใจอย่างแน่นอน

ที่มา – สวนสัตว์เปิดเขาเขียว องค์การสวนสัตว์ฯ คว้ารางวัล “ศูนย์ราชการสะดวก” GECC ประจำปี 2568