ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ตร.ภาค 2 รวบแก๊งบัญชีม้า ถอนเงินส่งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ตำรวจสืบสวนภูธรภาค 2 โดยมี พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผบก.สส.ภ.2 เป็นผู้นำ ร่วมกับตำรวจสืบสวนภาค 1 และตำรวจสืบสวนภูธรจังหวัดสระบุรี เข้าจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับ ตร.ภาค 2 รวบแก๊งบัญชีม้า ถอนเงินส่งคอลเซ็นเตอร์ ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตร.ภาค 2 รวบแก๊งบัญชีม้า ถอนเงินส่งคอลเซ็นเตอร์

จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มนี้มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน มีทั้งทีมสั่งการ ทีมจัดหาบัญชีม้า และทีมควบคุมผู้ที่ไปถอนเงิน โดยใช้คนไทยเป็นผู้ถอนเงินสดจากบัญชีม้าผ่านหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งมีการเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ยึดของกลางรวมกว่า 8 แสนบาท

ในการจับกุมครั้งนี้ ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 6 คน แบ่งเป็นเจ้าของบัญชีม้า 2 ราย และผู้ควบคุมการถอนเงินอีก 4 ราย พร้อมของกลางเป็นเงินสดจำนวน 770,000 บาท และพบว่ามีเงินอีก 790,000 บาท ที่โอนเข้าบัญชีม้า แต่ยังไม่ได้ถูกถอนออกมาเพราะเจ้าของบัญชีม้าถูกจับกุมเสียก่อน

จากการตรวจสอบข้อมูลแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายแจ้งความว่าถูกกลุ่มคอลเซ็นเตอร์โทรหลอก โดยอ้างว่าเป็นพนักงานบริษัท AIS และขู่ว่าเบอร์โทรของผู้เสียหายนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดและคดีฟอกเงิน จนผู้เสียหายเกิดความกลัวและโอนเงินรวม 1,000,000 บาท เข้าบัญชีม้าของนางสาวพนิดา และนายประวิทย์

จากการซักถามผู้ต้องหา ทราบว่าเงินที่ได้จากการถอน จะแบ่งผลประโยชน์กัน โดยเจ้าของบัญชีม้าได้ส่วนละ 3,500 บาท ส่วนทีมควบคุมการถอนเงินได้ส่วนแบ่ง 2.2% จากยอดที่ถอนได้ ทั้งหมดจะส่งให้กลุ่มคนไทยในต่างประเทศผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม ซึ่งแต่ละครั้งไม่ซ้ำหน้ากันและก่อเหตุมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง

ข้อหาที่ใช้กับผู้ต้องหา

เบื้องต้นผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ข้อหา นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงเป็น ธุระจัดหาบัญชีม้า เปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก และร่วมกันเป็นอั้งยี่ซ่องโจร รวมถึงร่วมกันฟอกเงิน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ยืนยันว่าจะขยายผลดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการรายอื่นต่อไป และพร้อมส่งคืนเงินของกลางให้ผู้เสียหายภายหลังจากคดีสิ้นสุดลง

เตือนประชาชนอย่าเสี่ยง

หน่วยงานตำรวจเตือนประชาชนอย่างจริงจังว่าการเป็น บัญชีม้า หรือการให้บัญชีธนาคารถูกนำมาใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การถอนเงินให้กับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์นั้น ถือเป็นความผิดทางอาญาอย่างหนัก ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี และปรับสูงถึง 500,000 บาท

  • หาก เป็นผู้ให้เช่าบัญชีม้า ต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท
  • หาก เปิดบัญชีให้กับผู้อื่น ต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท
  • หากมีความผิดร่วมด้วยในข้อหา ฉ้อโกง ฟอกเงิน หรือคอมพิวเตอร์ฯ จะได้รับโทษเพิ่มเติมตามกฎหมาย

ดังนั้นขอให้ทุกคนระมัดระวังในการใช้บัญชีของตนเอง และอย่าไว้ใจกลุ่มคนแปลกหน้าในการขอใช้บัญชีไม่ว่าจะเพื่อผลประโยชน์ใดก็ตาม เพราะอาจนำไปสู่ความผิดกฎหมายได้

ความรู้และการพึงระวังคือด่านป้องกันระดับหนึ่งที่ทุกคนควรมี อย่าให้ความกลับกลายเป็นเครื่องมือของอาชญากรในโลกออนไลน์

ที่มา – ตร.ภาค 2 รวบแก๊งบัญชีม้า ถอนเงินส่งคอลเซ็นเตอร์ ยึดของกลาง 8 แสน

‘ชูศักดิ์’ ยันเพื่อไทยไม่เดียวดาย เผย รัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้

เมื่อเวลา 19.47 น. วันที่ 29 ส.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นที่ว่า รัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้หรือไม่ โดยระบุว่า ความเห็นส่วนใหญ่ภายใน ครม. เห็นว่าสามารถทำได้ และไม่ใช่เรื่องที่มีความเห็น 100% ว่าทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ยังไม่มีการหารืออย่างเป็นทางการจากแกนนำพรรคเพื่อไทย

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เขามีความเห็นชัดเจนว่า รัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้ เพราะหากนายกฯ คนปกติมีสิทธิ์ในเรื่องนี้ การรักษาการย่อมมีอำนาจเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการรักษาตำแหน่งและหน้าที่ตามโครงสร้างเดิม

การแก้รัฐธรรมนูญใน 4 เดือนคือเรื่องจริงไหม?

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายคือ ข้อเสนอจากพรรคประชาชน ที่ให้เวลา 4 เดือนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายชูศักดิ์ ระบุว่า การตั้งกรอบเวลานี้ไม่ได้หมายถึงจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จภายใน 4 เดือน แต่เป็นเพียงการประชุมทำประชามติให้เสร็จก่อน และหลังจากนั้นจึงดำเนินการยุบสภา เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งภายใต้ระบบใหม่

บทบาทของประชามติในกระบวนการยุบสภา

Mr. Chusak เสริมว่า แนวคิดจากพรรคประชาชนเน้นให้ทำประชามติก่อนยุบสภาให้สำเร็จ เพราะนอกจากจะตอบสนองต่อวิสัยทัศน์ทางการเมืองแล้ว ยังสามารถลดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่างๆ ได้ และจะทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

เมื่อถามว่าหากข้อพึงพอใจเหล่านี้ดำเนินการได้จริง จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งได้อย่างไร 他表示完全ไม่เป็นปัญหา เพราะทั้งเพื่อไทยและพรรคการเมืองส่วนใหญ่ต่างต้องการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และระบอบการเมืองที่ดีกว่าเดิม

ความพร้อมของพรรคการเมืองต่อการเลือกตั้ง

สื่อมวลชนสอบถามเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทุกพรรคการเมืองพร้อมสำหรับการเลือกตั้งหรือยัง? นายชูศักดิ์ ตอบว่า หากประเมินภาพรวมก็พบว่า หลายพรรคยังคิดว่าการยุบสภาเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และอยากให้สภาไปครบวาระตามปกติ แต่หากเหตุผลเชิงการเมืองหรือกฎหมายเกิดขึ้น มันก็ถือเป็นเหตุผลที่มีความจำเป็นในการดำเนินการเช่นนั้น

  • รัฐบาลรักษาการมีหน้าที่เหมือนรัฐบาลปกติ
  • ต้องมีข้อเสนอที่ชัดเจนในการประชุมสภา
  • การยุบสภาควรทำหลังจากบรรลุข้อพึงพอใจทางการเมืองแล้ว

สุดท้าย เมื่อถามถึงความกังวลว่าพรรคเพื่อไทยกำลัง “เดียวดาย” หลังจากมีพรรคร่วมรัฐบาลหลายแห่งหันไปเป็นฝ่ายค้าน นายชูศักดิ์ กล่าวอย่างชัดเจนว่า “ไม่หรอกครับ” เปิดกว้างถึงความเป็นไปได้ทุกทาง ทั้งการรวมเสียงหรือแยกแยกทางการเมือง ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยงและต่อรองของแต่ละฝ่าย

ปิดท้าย หากประชาชนและสื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด คงต้องรอดูความเคลื่อนไหวของทุกพรรคการเมืองในช่วงเวลานี้อย่างรอบคอบ เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่การเมืองไทยไม่เคยมีมาก่อน

หากคุณสนใจติดตามข่าวการเมืองวันต่อวัน ต้องติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อรับข่าวสารล่าสุดก่อนใคร!

ที่มา – ‘ชูศักดิ์’ ยันเพื่อไทยไม่เดียวดาย เผย รัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้

นกแอร์ยันบินเส้นทางในประเทศได้มาตรฐานปลอดภัย

สายการบินนกแอร์ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ขณะนี้ยังคงให้บริการบินภายในประเทศตามปกติ โดยไม่ได้รับผลกระทบจากการตรวจสอบของไอเคโอ (องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ) ที่มีกำหนดตรวจเยี่ยมประเทศไทยในช่วงวันที่ 27 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 เพื่อประเมินมาตรการความปลอดภัยด้านการบินของประเทศ ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลความปลอดภัย (USOAP) และการรักษาความปลอดภัยในการบินพลเรือน (USAP)

นกแอร์ยันบินเส้นทางในประเทศได้มาตรฐานปลอดภัย

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้แจ้งให้สายการบินนกแอร์เตรียมความพร้อมในการเข้ารับการตรวจสอบ อย่างไรก็ตามนกแอร์ยืนยันว่า ปัจจุบันไม่มีการให้บริการบินระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากการหยุดบินชั่วคราวดังกล่าว และยังคงบินในเส้นทางภายในประเทศทั้ง 16 เส้นทางอย่างปกติ ภายใต้การดูแลของ กพท. ที่ตรวจสอบด้านความสมควรในการบินอย่างเข้มงวด

การปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

สายการบินนกแอร์เผยว่า ได้มีการดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามคู่มือการซ่อมบำรุงที่ได้รับการรับรองจาก กพท. รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกผ่านการตรวจสอบจาก IOSA (IATA Operational Safety Audit) โดยมีการติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลการบินอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีความร่วมมือกับบริษัท Boeing ในด้านการบำรุงรักษาและการดำเนินการบิน

อีกทั้งทีมบุคลากรของนกแอร์ยังมีความพร้อมเป็นอย่างดี ทั้งในตำแหน่งนักบิน ลูกเรือ ช่างเทคนิค ผู้ตรวจสอบ การบิน ฯลฯ ซึ่งทุกคนผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานของ กพท. และไอเคโอ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้โดยสารจะได้รับบริการที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุด

ความมุ่งมั่นในเรื่องความปลอดภัย

จากคำแถลงของนกแอร์ สายการบินยืนยันว่า “ทุกเที่ยวบินของเรายังคงดำเนินการภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่สูงสุด ตามบทบัญญัติของ กพท. และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่า ทุกการเดินทางกับนกแอร์เป็นไปอย่างมั่นใจในทุกเส้นทาง”

  • มาตรฐานการบำรุงรักษา ตามแนวทางของ กพท. และอุตสาหกรรมโลก
  • ความร่วมมือ กับ Boeing และหน่วยงานเทคนิคที่เกี่ยวข้อง
  • พนักงานมีคุณภาพ ผ่านการฝึกทบทวนทักษะอย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้สายการบินนกแอร์ยังไม่มีกำหนดเปิดให้บริการเส้นทางระหว่างประเทศในทันที แต่ได้อยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมและประสานงานกับ กพท. เพื่อยื่นเอกสารขออนุญาตดำเนินการบินใหม่ ภายใต้มาตรการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

หากคุณกำลังมองหาสายการบินที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง นกแอร์คือตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากมีการลงทุนพัฒนาด้านบุคลากร การบิน และระบบการจัดการอย่างยั่งยืน ยืนยันว่าทุกเที่ยวบินถือเป็นประสบการณ์ที่ปลอดภัยและน่าพอใจสำหรับผู้โดยสารทุกคน

ที่มา – “นกแอร์” ยันยังบินเส้นทาง “ในประเทศ” ปกติ ลั่นได้มาตรฐานความปลอดภัย

ศาลสั่งปรับอ่วม 1,000-7,000 บาท ก๊วนเซียนพนันบ่อนไฮło-กำถั่ว ดอนเมือง

เมื่อช่วงเย็นวันที่ 29 สิงหาคม ณ ศาลแขวงดอนเมือง สำนักงานคดีพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 9 ได้มีการพิจารณาคดีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 โดยมีนายพิไทย เป็นจำเลยที่ 1 พร้อมด้วยพวกรวม 44 คน ศาลได้อ่านคำฟ้องและอธิบายให้จำเลยฟัง หลังจากที่จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงมีคำพิพากษาลงโทษในความผิดเกี่ยวกับการเล่นพนันแบบผิดกฎหมาย

ศาลสั่งปรับอ่วม 1,000-7,000 บาท ก๊วนเซียนพนันบ่อนไฮโล-กำถั่ว ดอนเมือง

ในคดีดังกล่าว ศาลสั่งปรับค่าปรับในอัตราคนละ 2,000 บาท ทว่าเมื่อพิจารณาถึงการรับสารภาพของจำเลย ศาลจึงลดโทษเหลือเพียงคนละ 1,000 บาท และยึดของกลางที่ใช้ในการเล่นพนันไว้ด้วย โดยคำพิพากษานี้ถือว่าเป็นการลดโทษอย่างมหาศาล เพราะหากไม่ได้รับการรับสารภาพ จำเลยอาจเผชิญโทษจำคุกได้

ความผิดในการเล่นไฮโลและกำถั่ว

นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาคดีเพิ่มเติมที่ยื่นโดยอัยการสำนักงานคดีพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 9 เช่นเดียวกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเล่นพนันรูปแบบต่าง ๆ ทั้งไฮโล และกำถั่ว ซึ่งมีจำเลยรวมเป็นจำนวน 117 คน ศาลสั่งปรับผู้ต้องหาทั้งหมดในอัตราคนละ 2,000 บาท โดยลดโทษเหลือ 1,000 บาทสำหรับผู้รับสารภาพ ทั้งนี้ยึดของกลางเพื่อเป็นหลักฐาน

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ต้องหาบางคนที่มีประวัติรอการลงโทษในคดีอื่น ๆ ศาลระบุว่าเนื่องจากคดีนี้ไม่มีการตัดสินข้อหาด้วยโทษจำคุก จึงไม่สามารถใช้หลักการบวกโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยคนต่างด้าวถูกควบคุมตัวและลงโทษ

อีกหนึ่งคดีที่น่าสนใจ คือกรณีที่มี 19 คนถูกกล่าวหาว่าลักลอบเล่นพนันประเภท “กำถั่ว” ซึ่งมีปัญหาของบุคคลต่างด้าวปนอยู่ด้วย โดยจำเลยที่ 19 ถูกควบคุมตัวเพิ่มเติมจากข้อหาว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลจึงมีคำสั่งลงโทษจำคุกร่วมกับปรับ โดยลดโทษปรับในอัตราที่เหมาะสม แต่จำเลยที่ 19 ถูกลงโทษจำคุก 4 เดือน พร้อมปรับไม่เกิน 7,000 บาท พร้อมทั้งให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี

  • ความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มีบทลงโทษทั้งปรับและจำคุก
  • การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี และอาจได้รับการลดโทษ
  • บุคคลต่างด้าวผิดกฎหมายอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษหลายประการ
  • ศาลสั่งปรับอ่วม 1,000-7,000 บาท ก๊วนเซียนพนันบ่อนไฮ-lo-กำถั่ว ดอนเมือง

จากกรณีดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงฝีมือการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่สามารถจัดการกับการเล่นพนันผิดกฎหมายในลักษณะหนักหน่วง รวมทั้งสามารถแยกความผิดของแต่ละผู้ต้องหาได้อย่างชัดเจน พอเหมาะกับความผิด แม้ว่ากรณีนี้จะไม่มีการลงโทษหนักอย่างจำคุก แต่การจับกุมจำนวนกลุ่มใหญ่แบบนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญแก่สังคมที่อาจมองข้ามผลกระทบจากการเล่นพนันผิดกฎหมาย

หากคุณเสี่ยงโชคแบบมีความบันเทิง ควรเลือกวิธีการที่ถูกกฎหมายเพื่อปลอดภัยจากภาระทางกฎหมายในอนาคต ความสนุกอาจทำให้คุณ付出มากกว่าที่คิด

ที่มา – ศาลสั่งปรับอ่วม 1,000-7,000 บาท ก๊วนเซียนพนันบ่อนไฮโล-กำถั่ว ดอนเมือง

‘พปชร.’ประชุมใหญ่สามัญปี 2568 ‘บิ๊กป้อม’ หัวหน้า ‘สันติ’ คัมแบ๊ค เลขา

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 10.30 น. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ครั้งที่ 2 ภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานในการประชุมครั้งนี้ โดยมีวาระสำคัญหลายประเด็นที่ถูกพิจารณา และให้ความเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกภาพ

‘พปชร.’ประชุมใหญ่สามัญปี 2568 ประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ในการประชุมใหญ่สามัญปี 2568 ของพรรคพลังประชารัฐ มีมติที่น่าสนใจอยู่หลายข้อ โดยได้มีการแก้ไขข้อบังคับพรรค พ.ศ. 2561 ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องหมายและตราสัญลักษณ์ของพรรคที่มีการตัดข้อความในข้อ 4(1) และเปลี่ยนเป็นการใช้ตราสัญลักษณ์ใหม่ที่แสดงคำว่า “พรรค” อยู่บนกึ่งกลางด้านในของเครื่องหมาย พร้อมด้วยคำว่า “พลัง” สีเขียว “ประชา” สีน้ำเงิน และ “รัฐ” สีแดง ภายใต้วงล้อพลวัตที่แสดงสัญลักษณ์สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว บนพื้นสีขาวอย่างชัดเจน

กิจกรรมการประชุมที่นำมาซึ่งโครงสร้างใหม่

นอกจากนี้ ในการประชุมใหญ่สามัญปี 2568 ยังมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเพิ่มเติม ซึ่งผลการลงมติสรุปว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน เข้ารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคคนที่ 1 และ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการพรรค ส่วนกรรมการบริหารอื่น ๆ ที่ได้รับเลือกเพิ่มเติม ได้แก่ นายภัครธรณ์ เทียนไชย, พล.ต.ท.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ, นายบุรินทร์ สุขพิศาล, พล.ท.กิตติพนธ์ สมจิต และ พล.ต.ยศวัจน์ นิมิตรภานนท์

ในส่วนของคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ก็มีการเพิ่มเติมของ นายสันติ พร้อมพัฒน์ และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน เข้าทำหน้าที่ในลักษณะที่ครอบคลุมทั้งในส่วนของกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าสาขาจังหวัดปัตตานี และตัวแทนพรรคประจำจังหวัดสระแก้ว

ก่อนปิดประชุม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ของพรรคพลังประชารัฐอีกครั้งว่าเป็นพรรคแนวอนุรักษ์นิยมทันสมัย ที่ยึดมั่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และมีหลักการดำเนินงานที่ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีมติอย่างชัดเจนในการยืนยันแนวทางยกเลิก MOU ปี 2543 และ 2544 ซึ่งเคยเป็นข้อตกลงกับกัมพูชา เนื่องจากส่งผลให้เกิดปัญหาในการเจรจาจัดการเขตแดนทั้งด้านบกและทะเล

จากภาพรวมของ ‘พปชร.’ประชุมใหญ่สามัญปี 2568 เห็นได้ว่าการปรับโครงสร้างภายในพรรคและการเสริมทัพคณะผู้บริหารนั้นมีความเข้มงวดแต่มีประสิทธิภาพ นับเป็นก้าวสำคัญในการวางแผนเชิงรุกเพื่อเสริมศักยภาพในเวทีการเมืองไทยต่อไป

ติดตามข่าวสารอัปเดตพรรคพลังประชารัฐ และสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยได้ที่นี่

ที่มา – ‘พปชร.’ประชุมใหญ่สามัญปี 2568 ‘บิ๊กป้อม’ หัวหน้า ‘สันติ’ คัมแบ๊ค เลขา

16 ปีที่รอคอย! สวนกุหลาบ ดวลโทษเอาชนะ อัสสัมชัญธนบุรี คว้าแชมป์เดลินิวส์ คัพ 2025

การแข่งขันฟุตบอลระหว่างโรงเรียน รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า หรือ “เดลินิวส์ คัพ 2025” รอบชิงชนะเลิศ ที่สนามศุภชลาศัย โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี เป็นการพบกันระหว่างสองทีมคู่ปรับอย่าง “อัสสัมชัญธนบุรี” กับ “สวนกุหลาบวิทยาลัย” ซึ่งเคยพบกันในนัดชิงชนะเลิศเมื่อปี 2565 โดย “เจ้าสัวน้อย” อัสสัมชัญธนบุรี ชนะไป 2-0 พร้อมคว้าแชมป์ไปครอง

16 ปีที่รอคอย! สวนกุหลาบ ดวลโทษเอาชนะ อัสสัมชัญธนบุรี คว้าแชมป์เดลินิวส์ คัพ 2025

เกมในครั้งนี้ สวนกุหลาบวิทยาลัย ถูกแบนนักเตะสำคัญถึง 5 คน ได้แก่ ธีมากร โปจีน, ภูริณัฐ ทองหยวน, นิติกร สรพินิจ, คิรากร ทองคำ และสรรคพงษ์ อักษรดำ ทำให้ต้องปรับแผนการเล่น ขณะที่อัสสัมชัญธนบุรี เริ่มเกมด้วยการครองบอลและบุกเข้าใส่ “ชมพู-ฟ้า” อย่างต่อเนื่อง สวนกุหลาบวิทยาลัย เลือกตั้งรับเป็นหลัก และรอจังหวะสวนกลับ เกมเปิดมาค่อนข้างเข้มข้นแต่จบครึ่งแรกแบบสกอร์ 0-0

ครึ่งหลังเป็นของสวนกุหลาบ

ช่วงครึ่งหลัง สวนกุหลาบวิทยาลัย เริ่มทำเกมดีขึ้น และได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะการเล่นทางซ้าย โดย ศิรสิทธิ์ ทรัพย์สิน ซัดไกลเข้าไปอย่างสวยงามในนาทีที่ 83 อย่างไรก็ตาม อัสสัมชัญธนบุรี ก็ตีเสมอได้ในนาทีที่ 89 จากลูกฟรีคิกที่ผู้รักษาประตูพลาด เหลือ 90 นาทีจบเกมเสมอ 1-1 ส่งผลให้ต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ

  • ศิรสิทธิ์ ทรัพย์สิน – ผู้ทำประตูนำ 1-0
  • นิติพงศ์ อนันตณรงค์ – ผู้ซัดประตูตีเสมอ
  • สโมสรกุหลาบวิทยาลัย – ทีมที่คว้าแชมป์ครั้งที่ 2 หลัง 16 ปี
  • อัสสัมชัญธนบุรี – แชมป์เก่าพลาดโอกาสคว้าแชมป์สมัยที่ 9

จากการดวลจุดโทษ สวนกุหลาบวิทยาลัย สามารถยิงได้แม่นกว่าเอาชนะไป 4-2 (สกอร์รวม 5-3) ทำให้คว้าแชมป์ เดลินิวส์ คัพ 2025 ได้สำเร็จ เป็นสมัยที่ 2 หลังจากรอคอยมานานกว่า 16 ปี และเป็นการล้างแค้นจากการแพ้ในรอบชิงเมื่อปี 2565

สำหรับแฟนบอลที่รอดูศึกชิงแชมป์นี้ต้องบอกเลยว่าคุ้มค่าสุดๆ เพราะทั้งสองทีมโชว์ฟอร์มกันอย่างมันส์สุดขีดจนจบเกม ด้วยการดวลโทษแบบเหนียวระอุ ถือเป็นแมตช์ที่น่าจดจำในประวัติศาสตร์ฟุตบอลรายการนี้อย่างแท้จริง หากคุณพลาดได้ชมถ่ายทอดสด ต้องตามรูปภาพและคลิปไฮไลต์ที่เราจัดให้ที่ลิงก์ด้านล่างกันเลย

ที่มา – 16 ปีที่รอคอย! “สวนกุหลาบ” ดวลโทษดับแชมป์เก่า”อัสสัมชัญธนบุรี” คว้าแชมป์ ศึกลูกหนังขาสั้น “เดลินิวส์ คัพ 2025”

จีนพัฒนาเทคโนโลยี “โฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์” ทลายขีดจำกัด 6จี

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ว่าด้วยการผสานการทำงานระหว่างโฟโทนิกและอิเล็กทรอนิกส์ ทีมวิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและมหาวิทยาลัยซิตี ฮ่องกง สามารถพัฒนาระบบความกว้างคลื่นสูงสุดที่รองรับการส่งสัญญาณไร้สายความเร็วสูงพร้อมการปรับความถี่ได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าครั้งแรกของโลก ที่คาดว่าจะช่วยยกระดับความเสถียรและประสิทธิภาพของเครือข่าย 6จี ในอนาคต

จีนพัฒนาเทคโนโลยี “โฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์” ทลายขีดจำกัด 6จี

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ ระบุว่า การสื่อสาร 6จี ในอนาคต ต้องอาศัยการส่งข้อมูลความเร็วสูงในหลายย่านความถี่และหลายสถานการณ์ แต่ฮาร์ดแวร์อิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมมักจำกัดเฉพาะย่านความถี่บางช่วงเนื่องจากข้อจำกัดด้านการออกแบบ โครงสร้าง และวัสดุ ทำให้ยากต่อการใช้งานข้ามย่านความถี่หรือครอบคลุมสเปกตรัมทั้งหมด และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจึงใช้เวลาสี่ปีในการพัฒนาระบบโฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์ความกว้างคลื่นสูงสุด

เทคโนโลยีพิเศษสำหรับ 6จี ที่ไม่มีใครมี

ระบบนี้รองรับการส่งสัญญาณความเร็วสูงในทุกความถี่ระหว่าง 0.5-115 กิกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งถือเป็นความสามารถชั้นนำระดับโลกในด้านการใช้งานเต็มสเปกตรัม และยังมีศักยภาพในการปรับความถี่แบบยืดหยุ่น ทำให้สามารถสลับไปยังความถี่อื่นเมื่อเกิดการรบกวน ซึ่งเพิ่มความเสถียรของการสื่อสารและประสิทธิภาพการใช้สเปกตรัม

หวังซิ่งจวิน รองคณบดีสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง อธิบายว่า เทคโนโลยีนี้เปรียบเหมือนการสร้างทางด่วนขนาดยักษ์ที่มีสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เป็นยานพาหนะ และมีย่านความถี่เป็นเลนถนน ซึ่งก่อนหน้านี้สัญญาณต้องเบียดอยู่ในหนึ่งหรือสองเลน แต่ปัจจุบันมีหลายเลนให้เลือก หากเลนใดถูกปิดกั้น สัญญาณยังสามารถสลับไปเลนอื่นได้ ทำให้การสื่อสารเร็วขึ้นและราบรื่นขึ้น

การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า ระบบนี้สามารถส่งสัญญาณไร้สายด้วยอัตราที่เร็วกว่า 100 กิกะบิตต่อวินาที ซึ่งเพียงพอที่จะถ่ายทอดวิดีโอขนาด 8เค ความละเอียดสูงพร้อมกัน 1,000 รายการ เข้าเกณฑ์ข้อกำหนดความเร็วสูงสุดของ 6จี และยังคงประสิทธิภาพสม่ำเสมอในทุกย่านความถี่

ปัจจุบัน ทีมวิจัยกำลังทำงานเพื่อยกระดับการบูรณาการของระบบ เพื่อสร้างโมดูลโฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะซึ่งสามารถปรับใช้กับระบบอื่น ได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดขนาด น้ำหนัก และการใช้พลังงานลงให้น้อยที่สุด.

การพัฒนาเทคโนโลยี “โฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์” นี้ ถือเป็นอีกขั้นสำคัญสู่โลกแห่งการสื่อสารที่เร็ว แม่นยำ และไม่มีสะดุดในยุค 6จี

ที่มา – จีนพัฒนาเทคโนโลยี “โฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์” ทลายขีดจำกัด 6จี เร็วแรงกว่าเดิม

ชัยเกษม ปัดตอบปมชิงตำแหน่งนายกฯ ยันทำตามแนวทางพรรค

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เกิดเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนั้น นายชัยเกษม นิติสิริ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกฯ อันดับที่ 3 จากพรรคเพื่อไทย กลับยังไม่ให้ความคิดเห็นอย่างเป็นทางการ

ชัยเกษม ปัดตอบปมชิงตำแหน่งนายกฯ

จากข่าวที่มีการรายงาน นายชัยเกษมกล่าวว่าขณะนั้นเขากำลังรับประทานอาหารกับเพื่อนอยู่ที่นอกบ้าน และยังไม่สะดวกให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้น ท่าทีนี้ทำให้หลายคนจับตามองว่าจะเป็นโอกาสของเขายังไงในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่อาจว่างลง จากกรณีที่ศาลอนุญาโตตัดสิน

ทำตามแนวทางพรรคเพื่อไทยอย่างแน่วแน่

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสต่างๆ นายชัยเกษมได้ยืนยันว่าหลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยในการดำเนินการว่าจะมีแนวทางอย่างไรต่อไป และหากพรรคเพื่อไทยมีมติหรือกำหนดแนวทางออกมาอย่างไร เขาก็ยืนยันว่าจะทำตามอย่างแน่วแน่ การแสดงท่าทีนี้ของเขานั้นสร้างความเชื่อมั่นแก่ฐานเสียงของพรรคได้มากเพราะไม่ใช่คนที่มีจุดยืนของตนเองเท่านั้น แต่พร้อมจะยอมรับผลการตัดสินใจของพรรคอย่างเต็มที่

จากการสังเกตดูนั้น ท่าทีของนายชัยเกษมสร้างภาพลักษณ์เป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะสูง มีบุคลิกที่น่าเชื่อถือ และพร้อมจะรับผิดชอบภารกิจที่อาจได้รับมอบหมายจากพรรคในอนาคต การทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการวางตัวอย่างเหมาะสมในช่วงเวลาที่พรรคเพื่อไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์สำคัญทางการเมือง

แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีคำแถลงอย่างเป็นทางการจากนายชัยเกษมเรื่องตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่จากคำพูดและท่าทีที่ออกมานั้น ทำให้เห็นว่าตนมีความพร้อมในการรองรับบทบาทที่อาจได้รับในอนาคต และเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานภายในพรรคอย่างแท้จริง

เมื่อพรรคเพื่อไทยสามารถสรุปแนวทางได้อย่างชัดเจน บรรดานักการเมืองในพรรคก็จะมีหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนไปตามทิศทางที่ได้รับมาจากสมาพันธ์ สำคัญที่สุดคือต้องมีความพร้อมทั้งด้านคุณสมบัติ ความสามารถ รวมทึงความเชื่อมั่นจากประชาชนด้วย

ทั้งนี้ ชัยเกษม ยังถือเป็นบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในพรรคเพื่อไทยมาก่อนหน้านี้ และหากสถานการณ์ดันพัฒนาไปในทิศทางที่เขาต้องรับภาระหน้าที่ใหม่ ก็ถือว่าเป็นแวดวงที่น่าติดตาม เพราะมาจากคนที่มีแนวคิดและไหวพริบทางการเมืองสูง

  • ตามแนวทางพรรคอย่างแน่วแน่
  • แสดงออกถึงความพร้อมรับผิดชอบ
  • สร้างความน่าเชื่อถือทั้งในและนอกพรรคมากขึ้น
  • กำลังเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าตอนนี้ชัยเกษม นิติสิริ จะยังไม่แสดงท่าทีอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการชิงตำแหน่งนายกฯ แต่สิ่งที่แสดงออกมาทำให้รู้ว่าเขายังมีความพร้อม และยืดหยุ่นในการสนับสนุนพรรคในทุกบทบาท ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด หากพรรคกำหนดให้รับผิดชอบ ก็พร้อมปฏิบัติตามทันที

ใครจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ต้องพิจารณาหลายปัจจัย แต่แน่นอนว่า ชัยเกษม น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่พรรคเพื่อไทยอาจใช้พิจารณาอยู่ภายในใจในวันข้างหน้า

ที่มา – ‘ชัยเกษม’ ปัดตอบปมชิงนายกฯ ยันทำตามแนวทางพรรค

“พลังประมวลผลอัจฉริยะ” ของจีน ครองอันดับ 2 โลก

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองกุ้ยหยาง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ว่าความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการผลักดันโครงการ “ข้อมูลตะวันออก การประมวลผลตะวันตก” ซึ่งถือเป็นโครงการเชิงกลยุทธ์ในแผนพัฒนาผลิตภาพหลักของประเทศจีน โดยในปัจจุบัน ศูนย์การประมวลผลระดับชาติทั้ง 8 แห่งของจีนมีพลังการประมวลผลใหม่รวมกันมากกว่า 60% ซึ่งรวมถึง “พลังประมวลผลอัจฉริยะ” ที่มีความสามารถสูงถึง 620,000 เพตะ-ฟล็อปส์

“พลังประมวลผลอัจฉริยะ” สร้างความโดดเด่นให้จีน

จีนได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่นำหน้าด้านเทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะในเรื่องของ “พลังประมวลผลอัจฉริยะ” ที่สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะในด้านปัญญาประดิษฐ์ การเรียนรู้ของเครื่อง หรือ Big Data ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยพลังการประมวลผลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง

เมืองกุ้ยโจว ก้าวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีชั้นนำ

เมืองกุ้ยโจวซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการ “ข้อมูลตะวันออก การประมวลผลตะวันตก” ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และประสบความสำเร็จในการสร้างศูนย์กลางการประมวลผลระดับชาติที่ทันสมัย โดยเฉพาะการเปิดตัวช่องสัญญาณเครือข่ายประมวลผลแบบออปติคัล 400G แห่งแรกของโลก ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่น่าทึ่งในด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและการประมวลผลข้อมูล

“พลังประมวลผลอัจฉริยะ” นี้ถือเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำพาจีนไปสู่การเป็นผู้นำโลกในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ การมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงได้หลายประเภท จึงเป็นจุดแข็งที่ไม่ควรถูกมองข้าม

  • ขับเคลื่อนด้วยพลังประมวลผลที่เหนือชั้น
  • สร้างนวัตกรรมผ่านข้อมูลขนาดใหญ่
  • โครงการระดับชาติที่ถูกออกแบบมาอย่างแม่นยำ
  • เป็นแบบอย่างในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี

การลงทุนอย่างต่อเนื่องของจีนในการพัฒนาพลังงานด้านไอทีและการประมวลผลนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวที่จะควบตำแหน่งผู้นำโลกในแวดวงนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต ไม่ใช่แค่ในเอเชีย แต่ในระดับโลก

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าติดตามคือการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ไปสู่ประเทศอื่นๆ และการได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของจีนในตลาดโลกจะส่งผลต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างไรในระยะยาว

หากคุณสนใจเรื่องเทคโนโลยีและการพัฒนาในระดับโลก การติดตามพัฒนาการของ “พลังประมวลผลอัจฉริยะ” จากจีนถือเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลย

ที่มา – “พลังประมวลผลอัจฉริยะ” ของจีน ครองอันดับ 2 ของโลก

สยอง! หนุ่มเดือดจัด จุดไฟเผาตัวเองหลังจากทะเลาะกับเมียเรื่องตั๋วเครื่องบิน

เมื่อไม่นานมานี้ โลกออนไลน์ถูกสะเทือนด้วยคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งจุดไฟเผาตัวเองทั้งเป็นในสนามบินแห่งหนึ่งในประเทศคาซักสถาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากการทะเลาะกับภรรยาผ่านโทรศัพท์ในขณะที่กำลังร้องขอตั๋วเครื่องบิน ซึ่งเป็นภาพที่น่าตกใจและสะเทือนขวัญผู้พบเห็นจริงๆ

ชายหนุ่มเผาตัวเองทั้งเป็นหลังทะเลาะเรื่องตั๋วเครื่องบิน

จากข้อมูลที่สื่อต่างประเทศรายงาน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในสนามบินนานาชาติอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน ชายหนุ่มรายหนึ่งได้เดินเข้ามาที่ห้องขายตั๋วโดยสาร เพื่อขอซื้อตั๋วเครื่องบิน หลังพลาดรถไฟขบวนสุดท้ายที่จะพาเขากลับบ้าน

ขณะที่อยู่ภายในห้อง ชายหนุ่มได้ขอใช้โทรศัพท์เพื่อติดต่อภรรยา แต่กลับเกิดการทะเลาะกันทางสาย หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเทน้ำมันราดตัวเอง ก่อนจะจุดไฟเผาตัวเองอย่างน่าสะพรึงกลัว เจ้าหน้าที่ในสนามบินพยายามเจรจากับเขา แต่ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นได้

เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

กองกำลังรักษาความปลอดภัยที่อยู่ในจุดเกิดเหตุระบุว่า ชายหนุ่มได้อนุญาตให้พนักงานออกจากห้องก่อนที่เขาจะกระทำสิ่งผิดปรกติ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นภาพที่ไม่อาจลืมเลือน เพราะตัวเขามีเปลวไฟลุกไหม้จนเสื้อผ้าและร่างกายแทบไหม้หมด พนักงานจึงต้องรีบนำถังดับเพลิงมาฉีดเพื่อดับไฟ

หลังจากเหตุการณ์ เขาก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาวะวิกฤต แต่โชคดีที่สามารถรอดชีวิตมาได้ โดยตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการรักษาอย่างใกล้ชิด

ตำรวจสอบสวนกรณีชายจุดไฟเผาตัวเอง

เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งเปิดเผยว่า ชายคนดังกล่าวนั้นอาจดื่มสุราจนเมา มีการใช้กลิ่นแอลกอฮอล์แรงจนกระตุ้นพฤติกรรมผิดปกติ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าเขานำน้ำมันเข้ามาในสนามบินได้อย่างไร ซึ่งคาดว่าอาจไปซื้อมาจากปั๊มน้ำมันใกล้เคียง

Spanish

  • ชายคนดังกล่าวหลังทะเลาะกับภรรยาทางโทรศัพท์
  • เริ่มราดตัวด้วยน้ำมันหน้าเคาน์เตอร์ในสนามบิน
  • จุดไฟเพื่อเผาตัวเองแบบไม่สนอันตรายต่อผู้อื่น
  • เจ้าหน้าที่รีบดับเพลิงและช่วยเหลือทันที

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของอารมณ์ไม่ดีเมื่อควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเครียด โกรธ หรือเมาสุรา หากไม่สามารถระบายออกมาหรือจัดการได้อย่างเหมาะสม ก็อาจส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่นอย่างรุนแรง และในครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเปล่าดใจจริงๆ

หากคุณมีสถานการณ์ทางอารมณ์ที่ควบคุมตัวเองได้ยาก ควรมองหาความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที หันมาพูดคุยกับคนรอบข้าง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจ เพื่อการแก้ไขที่ถูกต้องและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – สยอง! หนุ่มเดือดจัด จุดไฟเผาตัวเองหลังจากทะเลาะกับเมียเรื่องตั๋วเครื่องบิน