ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘เฉลิมชัย’อ้ำอึ้งเปลี่ยนบทบาทเป็นฝ่ายค้าน กั๊กรอเลือกนายกฯใหม่

เมื่อเวลา 18.28 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยร่วมมือกันในการเดินหน้าโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่จากพรรครัฐบาล

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ และรองนายกฯ ได้แถลงข่าวไปแล้ว และพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำของพรรครัฐบาลมีหน้าที่ในการผลักดันกระบวนการนี้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้นจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

‘เฉลิมชัย’อ้ำอึ้งเปลี่ยนบทบาทเป็นฝ่ายค้าน กั๊กรอเลือกนายกฯใหม่

ประเด็นหนึ่งที่น่าจับตามองคือ แม้พรรคประชาธิปัตย์จะให้ความร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แต่หากความเป็นไปได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างรัฐบาล นายเฉลิมชัย และพรรคของเขาจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากพรรคร่วมรัฐบาลไปเป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ

พรรคประชาธิปัตย์เลือกทางอย่างมีสติ

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนบทบาทจากพรรคร่วมรัฐบาลไปเป็นฝ่ายค้าน นายเฉลิมชัย ยังไม่ได้ให้คำยืนยันใด ๆ อย่างชัดเจน เพียงแต่ระบุว่าขณะนี้ยังมีเวลา และต้องรอให้การโหวตเลือกนายกฯ ใหม่เป็นที่แน่นอนก่อน ทั้งนี้ แม้อีกฝ่ายจะประกาศตัวเลขออกมาแล้วก็ตาม แต่เขากล่าวว่าการใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ในบางครั้งก็เป็นเรื่องปกติ

การตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมีสติในการเมือง โดยการไม่รีบด่วน และตัดสินใจอย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของประเทศมากกว่าผลประโยชน์เฉพาะพรรค ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรคในระยะยาว

เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการตัดสินใจของพรรคร่วมรัฐบาลรายใหญ่ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ หมายถึงการทำลายหรือปรับเปลี่ยนสมดุลอำนาจในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่อื่น ๆ เพิ่มเติมในอนาคต

หากคุณติดตามสถานการณ์ทางการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด อย่าลืมอัปเดตข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่พลาดโอกาสในการเข้าใจกระแสทางการเมืองที่สำคัญครั้งนี้

ที่มา – ‘เฉลิมชัย’อ้ำอึ้งเปลี่ยนบทบาทเป็นฝ่ายค้าน กั๊กรอเลือกนายกฯใหม่

รมช.กลาโหมเผยบอร์ด6เสือไฟเขียวโผทหารตามผบ.เหล่าทัพ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลา 13.35 น. ที่กระทรวงกลาโหม เกิดการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในการประชุมครั้งสำคัญนี้ พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกเหล่าทัพ ทั้ง พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ

รมช.กลาโหมเผยบอร์ด6เสือไฟเขียวโผทหารตามผบ.เหล่าทัพ

การประชุมในครั้งนี้เป็นการหารือเกี่ยวกับบัญชีรายชื่อการย้ายตำแหน่งของนายทหารชั้นนายพล ซึ่งได้รับการพิจารณาอย่างละเอียด โดยมีการประชุมเป็นระยะเวลานานกว่า 45 นาที ก่อนจะเข้าสู่การประชุมสภากลาโหมในเวลา 14.20 น. ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการอ่านคำวินิจฉัยคดีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร

พล.อ.ณัฐพล กล่าวชี้แจงว่า ที่ประชุมครั้งนี้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นระบบและเป็นลำดับขั้นตอน สอดคล้องกับแผนการปรับลดจำนวนนายพลตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในระยะยาว โดยขณะนี้มีนายพล 756 คนในปี 2551 และเป้าหมายคือลดลงเหลือ 378 คนภายในปี 2571 การปรับโครงสร้างในครั้งนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

ยืนยันไม่เปลี่ยนแปลงแผน เน้นความเหมาะสมกับสถานการณ์

รมช.กลาโหม ยืนยันว่า บัญชีรายชื่อที่เสนอเพื่อให้ 6 เสือกลาโหมพิจารณานั้น เป็นไปตามแผนที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพได้เสนอไว้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ การเลือกบุคลากรในครั้งนี้จะพิจารณาจากความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับความสามารถ บุคลิกภาพ และเสมอภาคในการมอบหมายหน้าที่ ไม่ใช่เพียงอาวุโสตามลำดับอายุราชการ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความตึงเครียดบริเวณชายแดนตะวันออกและตะวันตก ทำให้จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างกำลังพลอย่างรอบคอบ ซึ่งคณะกรรมการมีความเชื่อมั่นว่าคนที่ได้รับการเสนอชื่อจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับภารกิจ

ทั้งนี้ การเคลื่อนย้ายที่เสนอไปนี้รวมถึง พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ เข้ารับตำแหน่งใหม่เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม, พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พล.อ.อ.เสกสรร คันธานนท์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ส่วนกองทัพบกยังคงมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ เป็นผู้บัญชาการทหารบกจนกว่าจะถึงวัยเกษียณ

แม้จะมีข่าวลือเกี่ยวกับผลกระทบจากการเรียกร้องของคนภายนอก เช่น เรื่องแม่ทัพภาคที่ 1 แต่ รมช.กลาโหมยืนยันว่าการจัดการภายในกองทัพเป็นเรื่องในระบบราชการและอยู่ในกระบวนการที่ถูกต้อง ไม่ได้รับอิทธิพลจากกระแสภายนอกแต่อย่างใด

การลงนามโผทหารในวันนี้จึงสามารถดำเนินการได้อย่างพร้อมเพรียงด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย พร้อมกับการเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงและความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งในและนอกประเทศ การกระจายกำลังพลลงสู่ตำแหน่งสำคัญอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการทำงานของกระทรวงกลาโหมในปีนี้

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในวงการทหาร และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคง ต้องรอดูว่าจะเกิดการประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงกลาโหมในเร็วๆ นี้ หรือไม่

ที่มา – ’รมช.กลาโหม’ เผย บอร์ด 6 เสือกลาโหม ลงนาม ‘โผทหาร’ ไฟเขียวตามที่ ผบ.เหล่าทัพ เสนอ ยัน เลือกคนที่เหมาะสมกับสถานการณ์

อัยการตีกลับคดีหมอแอร์ค้ายาเสพติด สั่งตร.รวบหลักฐานเพิ่ม

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 16.00 น. นายศักดิ์เกษม นิไทรโยค ผู้ตรวจการอัยการและโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ได้รับสำนวนคดียาเสพติดจากกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดยเป็นคดีที่มีผู้ต้องหา 24 คน ซึ่งรวมถึง พ.ต.ท.หญิง ลัดดาวัลย์ ฉินประสิทธิชัย และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล ในการ สมคบกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์อย่างผิดกฎหมาย เพื่อจุดประสงค์ในการค้า และเป็นข้าราชการที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด

อัยการตีกลับคดีหมอแอร์ค้ายาเสพติด สั่งตร.รวบหลักฐานเพิ่ม

สำนักงานคดียาเสพติดของอัยการสูงสุดได้ดำเนินการตรวจสอบสำนวนคดีซึ่งมีความซับซ้อนและเป็นกรณีที่ประชาชนให้ความสนใจสูง ทั้งในแง่ของผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผลกระทบต่อสังคม อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาเบื้องต้น พบว่าการสอบสวนยังมีช่องว่าง เนื่องจากการรวบรวมพยานหลักฐานยังไม่ครบถ้วนเพียงพอ ทำให้ตามระเบียบแล้วยังไม่สามารถปิดคดีได้ตาม มาตรา 140 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ทำไมอัยการถึงส่งคืนคดี

พนักงานอัยการสำนักงานพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 9 ได้มีมติส่งคืนสำนวนคดีให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดและรวดเร็ว โดยต้องรวบรวมสาระสำคัญของพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ ก่อนวันที่ 1 กันยายน 2568 เวลา 13.00 น. ก่อนครบกำหนดฝากขังสุดท้ายของผู้ต้องหาที่หนึ่ง

อธิบดีอัยการสำนักงานคดียาเสพติด นายพงศ์พิเชษฐ์ จันทรพรกิจ ได้สั่งการจัดตั้งทีมเฉพาะเพื่อดูแลการทำงานของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เป็นกรณีสำคัญที่ต้องให้ความโปร่งใสอย่างสูงสุด และสอดคล้องกับหลักนิติธรรม

  • การดำเนินคดีในรูปแบบนี้ช่วยยืนยันความเป็นธรรมต่อประชาชน
  • ข้าราชการที่มีส่วนร่วมในคดียาเสพติดจะได้รับการสอบสวนอย่างเข้มงวด
  • การส่งคืนคดีคือการรักษาขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การเคลียร์ผู้ต้องหา

สำนักงานอัยการสูงสุดจะติดตามความคืบหน้าและการสอบสวนของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมหากมีความชัดเจนในขั้นตอนต่อไป

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้ต้องหาจะเป็นข้าราชการระดับผู้นำหรือสถานะใดก็ตาม หากมีพฤติกรรมผิดกฎหมาย ระบบยุติธรรมย่อมสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างไม่เห็นอิทธิพล ซึ่งถือเป็นการยืนยันให้เห็นว่า ความยุติธรรมยังคงเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและปกป้องสังคมได้เสมอ

ที่มา – อัยการตีกลับสำนวน ‘หมอแอร์ค้ายาเสียสาว’ สั่งตร.รวบหลักฐานเพิ่ม ส่งคืนด่วนก่อนบ่าย 1 ก.ย.

อนุทินเจรจาพรรคประชาชน เห็นพ้องทุกข้อเสนอ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ทำการพรรคประชาชน เป็นวันสำคัญของการเจรจาทางการเมืองของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมทั้งนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีการมาเจรจาหารือกับพรรคประชาชนกว่าหนึ่งชั่วโมง

อนุทินเจรจาพรรคประชาชน เห็นพ้องทุกข้อเสนอ

ผลของการเจรจาครั้งนี้ออกมาในเชิงบวก โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยว่าทุกข้อเสนอของพรรคประชาชนได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ และไม่มีข้อสงสัยใด ๆ กล่าวคือมีการเห็นพ้องตรงกันทั้งในประเด็นการยุบสภา และคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มผู้บริจาคพรรคประชาชน

สิ่งที่เห็นพ้องระหว่าง อนุทิน เท้ง และพรรคประชาชน

ด้านเลขาธิการพรรคประชาชนอย่างนายศรายุทธิ์ ใจหลัก ยืนยันว่าผลการพูดคุยเป็นไปในทางบวก เนื่องจากทุกข้อเสนอที่พรรคประชาชนได้นำเสนอไปนั้น อนุทิน ยอมรับครบถ้วน และไม่มีเงื่อนไขใดที่ขัดแย้งกัน

ทั้งนี้ก่อนการพูดคุย จะเป็นการสื่อสารผ่านตัวแทนของพรรคประชาชน ได้แก่ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน ซึ่งประเด็นหลัก ๆ ที่ อนุทินเจรจาพรรคมหาชน เห็นพ้องก็คือเหตุการณ์การยุบสภา การคืนอำนาจ และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางเชิงนโยบายสำคัญอย่างหนึ่งที่ประชาชนเรียกร้อง

ที่น่าสังเกตคือกลุ่มผู้เห็นด้วยกับการยุบสภา และคืนอำนาจ ก็มารวมตัวกันหน้าที่ทำการพรรคประชาชน โดยแสดงจุดยืนผ่านการชูป้ายและรณรงค์ที่เน้นว่า “ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีเสียงร่วมในการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับรายละเอียดสำคัญจากการเจรจา หากย้อนกลับไปดูข้อเสนอหลักจากพรรคประชาชน มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก คือ การยุบสภา, คืนอำนาจให้ประชาชน, และ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งทั้งสามข้อนี้ถูก อนุทิน ยอมรับจนเกิดการเห็นพ้องอย่างเต็มที่ แม้จะมีข้อเสนออื่น ๆ ที่อาจระบุเงื่อนไขเพิ่มเติม แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่สามารถเจรจาต่อได้

ผลที่ตามมาของการเข้าใจตรงกันนี้ ทำให้พรรคภูมิใจไทยเตรียมเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับพรรคประชาชน โดยรวมถึงพรรคกล้าธรรมอื่น ๆ ที่มีแนวร่วมเดียวกันotoxic

การเจรจาครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อแนวทางการเมืองในระยะสั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนของระบบที่ประเทศต้องการ คือ ประชาชนมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้กำหนดอนาคตของระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนี้ ต้องจับตาดูว่า ผลของการเจรจาจะไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบใด และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะตอบสนองต่อแรงกดดันจากประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงอย่างไรในอนาคต

ที่มา – ‘อนุทิน’พบ‘เท้ง‘ชื่นมื่นเผยเห็นพ้องทุกข้อเสนอ‘พรรคประชาชน’

ธีรรัตน์ เผย กำลังใจยังดี คุย กล้าธรรม ทำงานร่วมกันต่อ

เมื่อเวลา 18.55 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่พรรคเพื่อไทย นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ข้อมูลภายหลังเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า ขณะนี้กำลังใจของท่านยังคงดี และยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง

ธีรรัตน์ เผย กำลังใจยังดี คุย กล้าธรรม ทำงานร่วมกันต่อ

เมื่อถูกถามถึงข่าวการที่พรรคกล้าธรรมแสดงจุดยืนในการเปิดรับฟังข้อเสนอจากพรรคภูมิใจไทย นางสาวธีรรัตน์ได้กล่าวว่า จำเป็นต้องรอดูรายละเอียดการพูดคุยอย่างเป็นทางการก่อน อย่างไรก็ตาม ก็ถือเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุย และเจรจาได้ เนื่องจากทุกฝ่ายล้วนมีเหตุผลของตนเอง

ยืนยันคุย กล้าธรรม ร่วมงานได้หากมีช่องทาง

ในส่วนของคำถามที่ว่า ได้มีการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรมไปแล้วหรือยัง นางสาวธีรรัตน์ให้คำตอบว่า ช่วงที่ยังอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีโอกาสพูดคุยกับกลุ่มพรรคกล้าธรรมแล้วว่าจะสามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ แต่ก็ต้องรอก่อนว่าทางพรรคกล้าธรรมจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการหรือไม่

สำหรับเรื่องกระแสข่าวลือที่ว่า ส.ส. พรรคเพื่อไทยบางส่วนเป็นงูเห่า นางสาวธีรรัตน์ได้แสดงความเห็นว่า มีภาพข่าวและข้อมูลที่หลุดออกมา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือการพูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา และสิ่งสำคัญคือ จะต้องใช้เวลาในการให้ข้อมูลมากกว่านี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน

  • ผลกระทบต่ออนาคตของการเมืองไทย ถือเป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะสื่อสารกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระบบที่กว้างขึ้น
  • ความมั่นคงของรัฐบาล หากมีความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยลดโอกาสการโยกย้ายรัฐบาลในระยะสั้น
  • บทบาทของประชาชน สามารถเป็นผู้สังเกตการณ์และติดตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน

จากข้อมูลที่ได้รับ ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าจะมีความร่วมมืออย่างเป็นทางการเกิดขึ้นจริงในระยะใกล้ แต่ความคืบหน้าของสถานการณ์นี้ย่อมมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างมาก

สรุป นางสาวธีรรัตน์ ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงาน และความพร้อมในการร่วมมือกับพรรคต่างๆ ในกรณีที่มีพื้นที่ร่วมกัน โดยเฉพาะกับพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นพันธมิตรที่น่าจับตามองในระยะต่อไป

หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองไทย การติดตามความเคลื่อนไหวของกรณีนี้อย่างใกล้ชิดถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางการเมืองในระยะสั้นและกลาง

ที่มา – ‘ธีรรัตน์’ เผย กำลังใจยังดี คุย ‘กล้าธรรม’ ทำงานร่วมกันต่อ

‘ภูมิธรรม’คุย ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ไร้‘กล้าธรรม’ร่วมด้วย

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลา 17.00 น. ที่โรงแรมปริ๊นเซส หลานหลวง มีการประชุมกันของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมด้วยบรรดาผู้บริหารพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคพันธมิตรที่อยู่ในฝักแห่งรัฐบาลชุดใหม่ ทั้งในตำแหน่งรักษาการรองนายกฯ และรักษาการรัฐมนตรี ซึ่งต่างมาร่วมกัน논หารือเกี่ยวกับแนวทางในการสร้างรัฐบาลที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ.

‘ภูมิธรรม’คุย ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ไร้‘กล้าธรรม’ร่วมด้วย

ที่ประชุมในครั้งนี้มีผู้นำพรรคสำคัญเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ได้แก่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลหลัก และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รักษาการรองนายกฯ โดยทั้งสองมีบทบาทสำคัญในการประสานนโยบายร่วมระหว่างพรรคต่างๆ. ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยก็ได้ส่งตัวแทนสำคัญเข้าร่วมประชุมเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความจริงใจในการทำงานร่วมกัน.

การขาดความมั่นคงในพรรคร่วมรัฐบาล

หนึ่งในประเด็นที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ครั้งนี้คือ การขาดตัวแทนพรรคกล้าธรรมในการประชุมร่วมกันโดยตรง. สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาบางประการเกี่ยวกับความสามารถในการเจรจาและการสร้างความมั่นคงภายในพรรคร่วมรัฐบาล บางพรรคอาจยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถในช่วงแรกของการเข้าร่วม หากไม่มีผู้แทนของพรรคกล้าธรรมเองเข้ามาสนับสนุนอย่างเป็นทางการ อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว.

  • นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รักษาการรมช.ศึกษาธิการ (ชพ.)
  • นายวราวุธ ศิลปอาชา รักษาการรมว.พัฒนาสังคม (ชทพ.)
  • นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการรมว.ทรัพยากรธรรมชาติ (ปชป.)
  • นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค (รทสช.)
  • นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (รทสช.)

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าในวงพูดคุยครั้งนี้ ไม่มีกลุ่มพรรคที่มีภาพลักษณ์เชิงกล้าธรรมมาร่วมมากนัก. สื่อหลายสำนักรายงานว่า พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคอาจยังไม่มั่นใจในแนวทางการทำงานที่โปร่งใสของพรรครัฐบาลใหม่. ขณะที่พรรคเพื่อไทยและอีกหลายพรรคมีบทบาทสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจภายในภาครัฐ แต่ก็ยังมีสาระสำคัญบางอย่างที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติมเรื่อยๆ.

แม้ว่าการประชุมในครั้งนี้จะเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้นในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็มีความคาดหวังว่าจะนำไปสู่ทางออกร่วมที่มั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่‘พรรคร่วมรัฐบาล’ไร้‘กล้าธรรม’ร่วมด้วย. ซึ่งหมายความว่า ความต้องการฉับพลันในการหาผลประโยชน์ร่วมและสานสัมพันธ์ระหว่างพรรคอาจยังไม่เพียงพอ เพราะเหลือเพียงแรงผลักดันเชิงพาณิชย์และกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น.

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการเพื่อสร้างกรอบการทำงานร่วมกัน. ทั้งนี้ ประเทศประเทศไทยยังจำเป็นต้องได้รับรัฐบาลที่มีความโปร่งใส สามารถต่อสู้กับการทุจริต และสามารถปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองให้แก่สังคมอย่างแท้จริง.

หากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลในวันข้างหน้า สามารถเรียนรู้และพัฒนาแนวทางการทำงานเพื่อสร้างสรรค์ตัวตนที่ชัดเจนในเชิงกล้าธรรมมากขึ้น นั่นก็จะส่งผลดีต่อความมั่นคงในระยะยาวของรัฐบาลเท่านั้น.

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’คุย ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ไร้‘กล้าธรรม’ร่วมด้วย

‘กล้าธรรม’แถลงจุดยืน ยึดประโยชน์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พรรคกล้าธรรม นำโดย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค ได้แถลงข่าวจุดยืนของพรรครายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีชุดเดิมสิ้นสุดลงทันที เนื่องจากนายกรัฐมนตรีขาดคุณสมบัติและฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

‘กล้าธรรม’แถลงจุดยืน ยึดประโยชน์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

นางนฤมล กล่าวว่า “จุดยืนของพรรคกล้าธรรม คือ การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญเราก็พร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไข และกฎหมายอื่น ๆ ที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาของประชาชนและประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้” ซึ่งแสดงถึงความตั้งใจของพรรคในการให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นหลักสำคัญในการทำงาน

แนวทางในการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรม

.party กล้าธรรม เน้นย้ำว่า พรรคจะต้องมีความชัดเจนในแนวทางการทำงาน โดยจะดูว่าทิศทางการบริหารประเทศของฝ่ายใดมีความสอดคล้องกับแนวทางของพรรคหรือไม่ และยังต้องฟังความเห็นจากสมาชิกพรรคทุกคนก่อนจะตัดสินใจร่วมมือกับใคร เพราะ “เราเป็นพรรคการเมือง เราต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม และต้องมีมติจากสมาชิกทุกคน”

ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้เลือกก้าวไปร่วมกับอดีตพรรคร่วมฯ ทันทีก็เกิดจากความต้องการที่จะรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคให้มากที่สุด “ตอนที่ศาลท่านอ่านคำวินิจฉัย ตนอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลกับคณะรัฐมนตรี กับท่านนายก หลังจากท่านนายกแถลงเสร็จ เราจะเดินหน้าต่ออย่างไร ตนเองตัดสินใจเป็นตัวคนเดียวไม่ได้ เพราะเราเป็นพรรคการเมือง เราต้องมารับฟังความเห็นของสมาชิกพรรคทุกคน และต้องขอมติของทุกคนในพรรคว่าเราจะเดินไปในทิศทางใด”

  • ยึดหลักประโยชน์ของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  • พร้อมร่วมมือแก้ไขกฎหมายและปัญหาของประเทศ
  • ตัดสินใจร่วมมือหลังมีมติของสมาชิกพรรค

ความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนมองเห็นถึงแนวทางการทำงานที่เน้นประโยชน์สาธารณะเป็นหัวใจหลัก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเมืองที่เข้มแข็งและโปร่งใสในระยะยาว

ความคิดเห็นส่วนตัว: พรรคกล้าธรรมมีแนวทางชัดเจนในการทำงานที่เริ่มต้นจากการฟังเสียงประชาชนและสมาชิกในพรรค ซึ่งหากทำได้อย่างจริงจัง จะสามารถเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศผ่านวิกฤติการเมืองในช่วงนี้ได้

ที่มา – ‘กล้าธรรม’แถลงจุดยืน ยึดประโยชน์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เวียดนามสร้างโอกาสจากราคากาแฟที่พุ่งในตลาดโลก

ราคากาแฟทั่วโลกเพิ่มขึ้นราว 40% ในปี 2567 ตามรายงานจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) โดยสาเหตุหลักเกิดจากสภาพอากาศที่ผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตในประเทศผู้นำอย่างบราซิล โคลอมเบีย และอินโดนีเซีย ขณะที่ความต้องการในตลาดใหญ่ๆ เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สิ่งนี้เปิดโอกาสใหม่ให้กับประเทศผู้ส่งออกรายอื่นๆ โดยเฉพาะ “เวียดนาม” ที่มีศักยภาพในการเติบโตเป็นอย่างมาก

เวียดนามสร้างโอกาสจากราคากาแฟที่พุ่งในตลาดโลก

ตามรายงานจากกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนาม ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว มูลค่าการส่งออกกาแฟของเวียดนามมีมูลค่าสูงถึง 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,130 ล้านบาท ทำให้มูลค่าการส่งออกรวมในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้แตะที่ 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 116,528 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 20% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การเติบโตนี้สะท้อนถึงศักยภาพของเวียดนามในฐานะผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ของโลก

โอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟ

อย่างไรก็ตาม กาแฟที่เวียดนามส่งออกยังคงเป็นกาแฟชนิดไม่แปรรูปในสัดส่วนถึง 85% ในขณะที่สัดส่วนกาแฟแปรรูปเชิงลึก เช่น กาแฟคั่ว กาแฟสำเร็จรูป และกาแฟพิเศษ อยู่ที่เพียงแค่ 12-15% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างบราซิลและโคลอมเบียที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 30-40%

บริษัทใหญ่ของเวียดนาม เช่น วินาคาเฟ (เวียดนาม คอฟฟี คอร์ปอเรชัน) เจิ่น เหวียน และเนสท์เล่ ได้เริ่มลงทุนในเทคโนโลยีการแปรรูปกาแฟเพื่อผลิตกาแฟสำเร็จรูปและกาแฟพิเศษ แต่แบรนด์จากเวียดนามยังไม่สามารถแข่งขันกับแบรนด์ระดับโลกอย่างสตาร์บัคส์ ลาวาซซา หรือเนสท์เล่ ได้อย่างเต็มตัว ซึ่งนี่คือจุดที่รัฐบาลและภาคเอกชนควรมาร่วมมือกันเพิ่ม

  • ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ: เวียดนามควรเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีการแปรรูปกาแฟ
  • สนับสนุนธุรกิจด้วยนโยบายจากรัฐ: เช่น สินเชื่อพิเศษ และมาตรการส่งเสริมแบรนด์
  • เรียนรู้จากความสำเร็จ: เหมือนกับ “ข้าวหอมมะลิไทย” หรือ “กาแฟอาราบิก้าโคลอมเบีย”
  • ขยายตลาดใหม่: ควรมุ่งเป้าไปที่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปใต้

กล่าวโดยสรุป เวียดนามมีโอกาสในการยกระดับภาวะเศรษฐกิจจากการพุ่งสูงของราคากาแฟโลก หากสามารถเปลี่ยนกลยุทธ์ในการผลิตและตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น ด้วยการสร้างแบรนด์ของตัวเองและเพิ่ม附加值ในห่วงโซ่价值链ของกาแฟ

ที่มา – ‘เวียดนาม’ อาจสร้างโอกาสจากราคา ‘กาแฟ’ ที่พุ่งสูงขึ้นในตลาดโลก

ด่วน! ‘ธรรมนัส’ ชู ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 18.20 น. พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค และนางนฤมลภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรค ได้จัดแถลงการณ์ถึงจุดยืนในการร่วมรัฐบาลภายใต้ความเป็นผู้นำของพรรคภูมิใจไทย

ในเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีรายงานว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเดินทางมายังพรรคกล้าธรรมหลังจากจบกิจกรรมที่พรรคประชาชน ซึ่งทำให้กระแสในการจัดรัฐบาลชุดใหม่เริ่มเข้มข้นมากขึ้น

ด่วน! ‘ธรรมนัส’ ชู ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล

พรรคกล้าธรรม ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากเห็นว่ามีประสบการณ์ทางการเมืองและความสามารถในการบริหารงานของประเทศ

แนวทางการเมืองของพรรคกล้าธรรม

  • เสนอ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี
  • สนับสนุนความร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย
  • เน้นความโปร่งใสในการทำงานร่วมกัน
  • ส่งเสริมนโยบายด้านเศรษฐกิจและสวัสดิการ

จากแถลงการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า พรรคกล้าธรรมมีแนวโน้มชัดเจนในการเลือกแนวทางการเมือง โดยมองเห็นศักยภาพของพรรคภูมิใจไทยและการทำงานร่วมกันในรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ นับเป็นข่าวสำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังจากการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ยังมีสมาชิกพรรคกล้าธรรมออกมายืนยันว่า หากพรรคกล้าธรรมได้เข้าร่วมรัฐบาลจริง จะมุ่งเน้นการ เร่งรัดนโยบายด้านเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของร.อ.ธรรมนัส พร้อมกับพรรคกล้าธรรม ถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดเตรียมรัฐบาลชุดใหม่ ว่าพร้อมให้ความร่วมมือแก่พรรคที่เห็นพ้องกับแนวทางพัฒนาประเทศ

หากข่าวดังกล่าวเป็นจริง จะเปิดโอกาสให้ พรรคภูมิใจไทย มีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ และอาจทำให้เกิดระบบพรรคการเมืองใหม่ที่เข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งต่างจากอดีตที่ผ่านมาอย่างเด่นชัด

ทั้งนี้ผลการรวมพลังแนวร่วมจะสามารถบรรลุจุดประสงค์ในการทำงานร่วมกันได้หรือไม่ ยังคงต้องติดตามการเจรจาอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า

และนี่คือหนึ่งใน ด่วน! ‘ธรรมนัส’ ชู ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์การเมืองไทยในระยะต่อไป

น่าสนใจว่าจะนำไปสู่รัฐบาลชุดใหม่หรือเปล่า โปรดติดตาม developments อย่างใกล้ชิด และติดตามวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเรา

อัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดได้ที่นี่ก่อนใคร!

ที่มา – ด่วน ! ‘ธรรมนัส’ ประกาศ ‘กล้าธรรม’ ชู ‘อนุทิน’ นั่งนายกรัฐมนตรี

เลขาธิการพรรคประชาชาติ ยืนยันจับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา นายซูการ์โน มะทา ส.ส.จังหวัดยะลา และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีคำสั่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งหมดพ้นจากตำแหน่งทันที โดยนายซูการ์โนได้ชี้แจงว่า พรรคประชาชาติจะยังคงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

เลขาธิการพรรคประชาชาติ ยืนยันจับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ ทางพรรคประชาชาติมองว่าพรรคเพื่อไทยมีหน้าที่ในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเร่งด่วน เพื่อเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของตนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา รวมถึงควรแจ้งแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาลให้เข้ามาร่วมหารืออย่างเต็มขั้น เพื่อที่จะได้ไม่เกิดช่องว่างในหน้าที่ และยังคงสามารถบริการประชาชนหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง

การตั้งรัฐบาลชุดใหม่คือหน้าที่ต่อเนื่อง

เมื่อมีผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเล็กอาจไม่เชื่อมั่นพรรคร่วมรัฐบาล จึงอาจไม่สนับสนุนอย่างเต็มที่ นายซูการ์โน กล่าวว่า เขามีความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะเมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดก่อนหน้า จะเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยมีเสียงสนับสนุนจากพรรคเล็กเป็นจำนวนมาก และปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศต้องการให้มีการตรวจสอบและขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ส.ส.ต้องรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น ทั้งยังต้องมีนโยบายเชิงรุกเพื่อประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้พรรคประชาชาติจึงมั่นใจว่าสามารถก้าวข้ามวิกฤตและทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • พรรคประชาชาติยืนยันสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่
  • การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ควรดำเนินอย่างเร่งด่วน
  • เน้นความรับผิดชอบของ ส.ส. ในสภา
  • เน้นนโยบายเพื่อประชาชนเป็นหลัก

“การตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พรรคประชาชาติพร้อมจะร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน หรือ นางสาวแพทองธาร พรรคประชาชาติยังคงยื่นมือร่วมกันทำงานเพื่อประเทศอย่างเต็มตัว” นายซูการ์โน เสริม

เรียกได้ว่า ตอนนี้ยังไม่มีภาพชัดเจนของการจัดตั้งครม.ใหม่ มีเพียงประเด็นที่ว่าพรรคต่าง ๆ ควรเร่งเคลื่อนไหวโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

พรรคประชาชาติและพรรคเพื่อไทยต้องร่วมมือกันให้ดี เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีความน่าเชื่อถือจากประชาชน

ที่มา – ‘เลขาธิการพรรคประชาชาติ’ ยันจับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล