ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ผบ.สูงสุด’หนุน‘กองทัพบก’สร้างรั้วแข็งแรง บ้านหนองจาน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้ให้สัมภาษณ์หลังเข้าร่วมการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ประจำปี 2568 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี โดยให้ความเห็นว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาสันติภาพและขับเคลื่อนความเจริญทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ

พล.อ.ทรงวิทย์ กล่าวว่า การรักษาความเป็นกลางของไทยมีบทบาทสำคัญในการเป็นคนกลางที่ขับเคลื่อนการเจรจาและการลดความตึงเครียดในภูมิภาค รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางการต่อสู้กับภัยคุกคามหลากหลายมิติ เช่น ภัยไซเบอร์และภัยในอวกาศ ซึ่งถือเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

‘ผบ.สูงสุด’หนุน‘กองทัพบก’สร้างรั้วแข็งแรง บ้านหนองจาน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังได้เปิดเผยว่า ในการประชุมนี้ มีหลายประเทศสอบถามถึงสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทางทหารไทยได้ใช้โอกาสในการชี้แจงข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงแนวทางการปฏิบัติของไทยอย่างถูกต้องและโปร่งใส

แผนรักษาความมั่นคงชายแดน

เรื่องของการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวรักษาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พล.อ.ทรงวิทย์ ระบุชัดเจนว่า กองทัพบกได้เริ่มดำเนินการจริงจัง ไปที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้เคียงกับบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว

  • มีการส่งเสนาธิการลงไปตรวจสอบสถานการณ์พื้นที่อย่างใกล้ชิด
  • ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นดินแดนของไทยอย่างแน่นอน
  • ได้รับคำรับรองจากผู้บัญชาการสูงสุดว่าจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ในวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น และได้ให้คำสั่งชัดเจนว่าจะต้องมีการสร้างรั้วหรือกำแพงที่แข็งแรงขึ้น เพื่อป้องกันการบุกรุกจากฝั่งด้านกัมพูชา รวมถึงเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มวงจร

การปฏิบัติดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของกองทัพบกที่มุ่งเน้นการป้องกันชายแดนอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะในพื้นที่จุดร้อนอย่าง_district_ สระแก้ว ซึ่งอยู่ใกล้กับด่านผ่านแดนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและรักษาความมั่นคงเชิงกลยุทธ์อย่างมาก

นอกจากนี้ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการทหาร เช่น กำแพงหรือแนวป้องกัน ยังเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของไทยต่อการปกป้องผลประโยชน์เชิงชาติอย่างมีระเบียบวินัยตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ

ในภาพรวมแล้ว คำสั่งจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดสะท้อนถึงความพร้อมของกองทัพบกที่จะรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอย่างรอบด้าน ภายใต้กรอบของความรับผิดชอบและบทบาทในฐานะผู้รักษาความเป็นสันติของประเทศ

จากการลงพื้นที่อย่างจริงจังในจังหวัดสระแก้วแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการสร้างแนวรั้วแข็งแรงเพื่อคุ้มครองและปกป้องประชาชนและดินแดน ไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์ใดก็ตาม

ผู้เขียนมีความเห็นว่า: การสร้างรั้วแข็งแรงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นเพียงหนึ่งในหลายขั้นตอนในการรักษาความมั่นคงของประเทศ หากต้องการให้ยั่งยืน ควรมีการลงทุนในระบบรักษาความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร ระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และการประสานความร่วมมือระหว่างชาติเพื่อนบ้านอย่างเป็นระบบ

ที่มา – ‘ผบ.สูงสุด’หนุน‘กองทัพบก’สร้างรั้วแข็งแรง บ้านหนองจาน

อสส.อุทธรณ์ยกฟ้อง 6 จำเลยคดีบอสอยู่วิทยา

สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ออกคำสั่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ที่ได้ยกฟ้องจำเลย 6 รายในคดีที่เกี่ยวข้องกับ อสส.อุทธรณ์ยกฟ้อง 6 จำเลย ทุจริตเปลี่ยนแปลงความเร็ว “บอส อยู่วิทยา” โดยคำสั่งดังกล่าวเป็นการพิจารณาคดีตามหนังสือแจ้งมติคณะกรรมการป.ป.ช. ที่มีต่อกรณีความเร็วรถในคดีที่นายวรยุทธ อยู่วิทยา ขับรถยนต์ชนท้ายรถจักรยานยนต์ ทำให้ ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐเสียชีวิต

อสส.อุทธรณ์ยกฟ้อง 6 จำเลย ทุจริตเปลี่ยนแปลงความเร็ว “บอส อยู่วิทยา”

ในการดำเนินคดีครั้งนี้ อัยการสูงสุดได้มอบอำนาจให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ เพื่อดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 และร่วมกับจำเลยอีก 7 คน ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชอบธรรม แล้วกลายเป็นการมีส่วนช่วยให้ผู้กระทำผิดถูกตัดโทษ หรือมีโทษน้อยลง

ข้อหากล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา

ทั้ง 8 จำเลยถูกกล่าวหาหลากหลายข้อ โดยอ้างอิงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 157, 200 วรรค 1 รวมถึงมาตราต่างๆ ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2554 และพ.ศ. 2561 ที่บางข้อเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสนับสนุนหรือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการดำเนินคดีอย่างไม่ถูกต้อง

  • ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
  • ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ
  • ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดีอย่างทุจริต

อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องก่อนศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งศาลรับไว้พิจารณาภายใต้คดีหมายเลขดำ อท 131/2567 ส่งผลให้เกิดคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ที่ยกฟ้องจำเลยจำนวน 6 ราย (จำเลยที่ 1 – 3 และ 5 – 7) พร้อมทั้งให้หมายขังไว้ระหว่างอุทธรณ์ และลงโทษจำเลยอีก 2 ราย คือ จำเลยที่ 4 และ 8 ด้วยโทษจำคุกตามข้อหา

อสส.มีคำสั่งอุทธรณ์กรณีที่ศาลยกฟ้อง

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 อัยการสูงสุดได้พิจารณาเห็นว่า การที่ศาลอาญายกฟ้อง อสส.อุทธรณ์ยกฟ้อง 6 จำเลย ทุจริตเปลี่ยนแปลงความเร็ว “บอส อยู่วิทยา” โดยไม่พิจารณาฐานความผิดอย่างเพียงพอ จึงมีคำสั่งอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยใหม่ และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 6 และ 7 ตามฐานความผิด เนื่องจากเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่สมควรได้รับการลงโทษอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม สำหรับจำเลยที่ 4 และ 8 อัยการสูงสุดจะไม่ดำเนินการอุทธรณ์อีก แต่จะดำเนินการหารือกับคณะกรรมการป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามมาตรา 61 ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และส่งสำนวนคดีให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 รับการดำเนินการต่อไป

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายของอัยการสูงสุดอย่างเป็นระบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการสืบสวนติดตามข้อเท็จจริง และยังสื่อถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินคดีตามหลักความยุติธรรมอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในประเด็นคดีที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคม

คดีนี้ยังเป็นกรณีศึกษาต้นแบบที่สื่อถึงความสำคัญของความโปร่งใสและการไม่ละเมิดอำนาจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และอาจเป็นเมนูกฎหมายที่ประชาชนให้ความสนใจติดตามผลอย่างใกล้ชิดในอนาคตอันใกล้

ที่มา – อสส.มีคำสั่งอุทธรณ์คดียกฟ้อง 6 จำเลย ทุจริตเปลี่ยนแปลงความเร็ว “บอส อยู่วิทยา”

ห่วง!ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาก-หากปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น

ราสินค้าเกษตรในประเทศไทยตกต่ำมากในขณะนี้จนเป็นปัญหาหนักหน่วง หลายชนิดมีราคาตกลงกว่า 20% โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา ที่ได้รับผลกระทบหนัก ทำให้เกษตรกรหลายคนประสบปัญหารายได้ลดลง เหนื่อยยากโดยได้ไม่คุ้มค่า

ห่วง!ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาก-หากปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น

ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีการคลังกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำกว่า 12 ปีที่ผ่านมา คือ “ค่าเงินบาทที่แข็งเกินไป”

ค่าเงินบาทแข็งเกินไป ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุน

เหตุการณ์ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างประเทศถึง 15% ในรอบ 1 ปี ทำให้สินค้าเกษตรไทยมีราคาแพงขึ้นเมื่อขายออกไปยังต่างประเทศ แม้จะได้เงินดอลลาร์เต็มจำนวนแต่เมื่อเอากลับมายอดเงินบาทกลับน้อยลงอย่างมาก

นี่คือข้อจำกัดที่เกิดจากการบริหารนโยบายเศรษฐกิจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โลก

  • ผลผลิตทางการเกษตรลดลง
  • รายได้เกษตรกรลดตามลง
  • หนี้สินครัวเรือนเพิ่มขึ้น
  • การจ้างงานในภาคเกษตรน้อยลง

หาก ห่วง!ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาก-หากปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญ และการพึ่งพารายจ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยตรง

แนวทางแก้ไข: ปรับค่าเงินบาทลงเพื่อช่วยเกษตรกร

การปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม ไม่ใช่การให้ความอ่อนค่า แต่เป็นการปรับให้เป็นกลางตามภาวะเศรษฐกิจโลกจริง ซึ่งจะช่วยให้ราคาผลผลิตเกษตรเพิ่มขึ้นทันที

เมื่อเกษตรกรขายได้ราคาดีขึ้น รายได้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม เช่น รายได้จากการท่องเที่ยว และส่งออกสินค้าอื่นๆ

ท่านผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากใช้นโยบายดังกล่าวจะเห็นผลใน 3 เดือนและชัดเจนในปีถัดไป การเติบโตของ GDP และรายได้ประชาชนจะเป็นไปได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

เพื่อสังคมเกษตรกรและอนาคตของประเทศ เราควรมองการเงินโลกอย่างลึกซึ้ง ปรับแนวทางการดูแลเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับภูมิภาคโลก ใกล้เคียงกับประเทศที่กำลังพัฒนา

ที่มา – ห่วง!ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาก-หากปรับค่าเงินบาทให้เหมาะสม เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้น

สหรัฐยันผู้ป่วยปรสิตหนอนกินเนื้อไม่เสี่ยงต่อภาคเกษตรกรรม

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีรายงานเกี่ยวกับการระบาดของปรสิตหนอนกินเนื้อหรือที่เรียกว่า “สกรูเวิร์ม” ซึ่งเป็นปรสิตที่อาศัยอยู่ในร่างกายของสัตว์เลือดอุ่น เช่น วัว สุกร และแม้กระทั่งมนุษย์ โดยการระบาดครั้งนี้มีแนวโน้มแพร่กระจายไปทางภาคเหนือของอเมริกากลางและภาคใต้ของเม็กซิโก ส่งผลให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ของสหรัฐต้องเร่งเฝ้าระวังและป้องกันอย่างเข้มงวด

สหรัฐยันผู้ป่วยปรสิตหนอนกินเนื้อไม่เสี่ยงต่อภาคเกษตรกรรม

ล่าสุด ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ได้ยืนยันว่า มีผู้ป่วยรายหนึ่งที่ติดปรสิตหนอนกินเนื้อมาจากเอลซัลวาดอร์ เดินทางเข้ามายังสหรัฐเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงเกษตรสหรัฐรวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของสหรัฐโดยตรง

นายสตีเฟน เวเดน รองรัฐมนตรีเกษตรสหรัฐ ได้อธิบายเพิ่มเติมระหว่างการเข้าร่วมงาน “ฟาร์ม โพรเกรส โชว์” ที่เมืองดีเคเตอร์ รัฐอิลลินอยส์ ว่า การประกาศข่าวล่าช้านั้นเกิดจากความไม่คุ้นเคยกับขั้นตอนการประกาศของ CDC แต่ในความเป็นจริง หากผู้ป่วยไม่มีอาการทางคลินิกหรือไม่แพร่เชื้อให้สัตว์ ความเสี่ยงที่จะกระทบต่อภาคเกษตรกรรมก็แทบไม่มีเลย

สถานการณ์ในพื้นที่

กระทรวงเกษตรสหรัฐได้เริ่มดำเนินการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดในพื้นที่รัศมี 32 กิโลเมตร รอบเขตวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงบางพื้นที่ของรัฐแมริแลนด์และเวอร์จิเนีย โดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบเฉพาะจุด มีการตั้งจุดสังเกตต่างๆ ในการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์สังเกตพฤติกรรมของสัตว์ปศุสัตว์ในพื้นที่ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อจนกระทบผลผลิตปศุสัตว์ในระดับประเทศ

  • ปรสิตสกรูเวิร์มมีวงแพร่กระจายกว้างขึ้นในอเมริกากลาง
  • สำนักงาน CDC เป็นผู้รับผิดชอบติดตามผู้ป่วยรายที่พบ
  • กระทรวงเกษตรสหรัฐยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงต่อภาคเกษตร
  • มีการเฝ้าระวังในรัศมี 32 กิโลเมตร รอบวอชิงตัน ดี.ซี.

แม้แผนการเฝ้าระวังจะถือว่าเข้มงวด แต่ทางกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่าผู้ป่วยปรสิตหนอนกินเนื้อรายนี้ไม่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศหรือผลผลิตภาคเกษตรกรรมของสหรัฐแต่อย่างใด เพียงแต่มีความจำเป็นต้องรายงานต่อสาธารณชนเพื่อสร้างความโปร่งใสและมั่นใจต่อชุมชน

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อุตสาหกรรมสัตว์และเกษตรกรรมในสหรัฐยังคงมีความมั่นคง ไม่เกิดความเสียหายมหาศาลในเชิงเศรษฐกิจ ฉะนั้น การเฝ้าระวังในระยะสั้นจึงเป็นมาตรการที่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และหากมีความกังวลควรปรึกษาแพทย์หรือหน่วยงานสาธารณสุขที่เชื่อถือได้

ที่มา – สหรัฐยัน ผู้ป่วยปรสิตหนอนกินเนื้อไม่เสี่ยงต่อภาคเกษตรกรรม

อุตรดิตถ์จัด Uttaradit Green Fest 2025 ครั้งที่ 2

อุตรดิตถ์เตรียมจัดงาน Uttaradit Green Fest 2025 ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “เกษตรปลอดภัย ผู้บริโภคมั่นใจ เมืองสดใส ประชาชนสุขภาพดี” เพื่อส่งเสริมและยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในจังหวัด

อุตรดิตถ์จัด Uttaradit Green Fest 2025 ครั้งที่ 2

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมฟรายเดย์ อุตรดิตถ์ นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยนางสาวกนกอร แสงอรุณ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ และนายธวัช บุญสาร ประธานประชาคมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน Uttaradit Green Fest 2025 ครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ โดยงานนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 14 กันยายน 2568 ณ ลานจอดรถห้างฟรายเดย์สรรพสินค้า อุตรดิตถ์

กิจกรรมภายในงานที่น่าสนใจ

ภายในงาน Uttaradit Green Fest 2025 จะจัดกิจกรรมให้ผู้เข้าชมได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างหลากหลาย เช่น นิทรรศการความรู้เกี่ยวกับเกษตรปลอดภัย บริการตรวจสุขภาพและตรวจสารตกค้างในผลผลิตทางการเกษตรฟรี ตลอดจนโซนจำหน่ายสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัยจากผู้ประกอบการกว่า 80 ราย ซึ่งถือเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงอุปสงค์-อุปทานผ่านกิจกรรม Business Matching และการสาธิตการทำอาหาร (Cooking Show) โดยเชฟมืออาชีพจากพื้นที่

  • นิทรรศการเกษตรปลอดภัย
  • ตรวจสุขภาพและสารตกค้างฟรี
  • โซนสินค้าเกษตรและ OTOP กว่า 80 คูหา
  • กิจกรรม Business Matching
  • การแสดงศิลปวัฒนธรรมและคอนเสิร์ต

ทั้งยังมีพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้สนุกสนานกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมจังหวัดร่วมกับคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังทุ่งเสาร์ของแต่ละวัน

ศิลปินร่วมแสดงแต่ละวัน

  • 10 กันยายน 2568: หนุ่ม The Voice
  • 11 กันยายน 2568: จิมมี่ The Voice
  • 12 กันยายน 2568: จ่อย ไมค์ทองคำ
  • 13 กันยายน 2568: ไอพี ไหทองคำ
  • 14 กันยายน 2568: เอิร์น เดอะสตาร์

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังสามารถชมการแสดงไฟร์โชว์ทุกวันเวลา 19.00 น. เป็นไฮไลท์อีกหนึ่งกิจกรรมที่เติมความสนุกและตื่นเต้นให้กับงาน

อุตรดิตถ์เชิญชวนประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยว รวมถึงผู้สนใจทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ มาร่วมสนับสนุนสินค้าเกษตรคุณภาพ พร้อมสนุกไปกับกิจกรรมที่จัดมาอย่างจุใจในงาน Uttaradit Green Fest 2025 ครั้งที่ 2 ช่วยกันขับเคลื่อนจังหวัดสู่ “เมืองเกษตรและอาหารปลอดภัย” อย่างยั่งยืน

ที่มา – อุตรดิตถ์ เตรียมจัดงาน “Uttaradit Green Fest 2025” ครั้งที่ 2 มหกรรมสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย

มารี เบรินเนอร์ เมาแล้วขับ ภาพลักษณ์พัง ตอกย้ำดราม่าสายปาร์ตี้

ล่าสุดคุณมารี เบรินเนอร์ กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลหลังมีข่าวเกี่ยวกับการเมาแล้วขับ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงทำให้เธอเผชิญกับข้อหาทางอาญา แต่ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ที่เคยใสสะอาดและเป็นที่รักของแฟนคลับอย่างหนัก

มารี เบรินเนอร์ สาวปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ

หลายคนอาจยังจำกันได้ถึงภาพในอดีตของมารี เบรินเนอร์ ที่ชอบแชร์ไลฟ์สไตล์การดื่มไวน์ริมสระว่ายน้ำบนอินสตาแกรม เพื่อสร้างภาพลักษณ์วัยรุ่นที่มีสไตล์ มีทั้งความมั่นใจและความเป็นตัวของตัวเอง

การรับรู้ใหม่ผ่านคดีเมาแล้วขับ

อย่างไรก็ตาม เมื่อภาพเหล่านั้นถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ล่าสุด ทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยหลายคนมองว่านี่คือ “ตอกย้ำ” ถึงไลฟ์สไตล์ สายปาร์ตี้ อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่โมเมนต์สนุกๆ ตามที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 2025 ซึ่งมารี ต้องรับสารภาพข้อหาขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน และขับรถในขณะเมาสุรา ขณะที่ไฮโซบอส อีกฝ่าย ต้องรับสารภาพข้อหาดูหมิ่นหน้าที่เจ้าหน้าที่ และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่

ศาลแขวงพระนครเหนือได้พิพากษาลงโทษ ให้มารี ต้องจำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท แต่รอลงอาญา 2 ปี พร้อมงานบริการสังคม 12 ชั่วโมง และคุมประพฤติ 1 ปี ส่วนไฮโซบอส ได้รับโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท พร้อมรอลงอาญา 1 ปี

ภาพลักษณ์หลังคดี — พังหรือฟื้นได้?

ไม่ว่าจะสรุปยังไง อิทธิพลจากกรณีนี้มีผลกระทบอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของมารี เบรินเนอร์ หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าเธอจะสามารถกลับมาเป็น “นางเอกหน้าเหวี่ยงในใจแฟนๆ” ได้อีกหรือไม่ หรือการเป็นสายปาร์ตี้ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนในวงการบันเทิงของเธอโดยไม่รู้ตัว

  • ภาพลักษณ์ของดาราในยุคดิจิทัลเสี่ยงต่อถูกจับผิดได้ตลอดเวลา
  • การเมาแล้วขับเป็นประเด็นที่สังคมไม่ยอมอภัยง่าย ๆ
  • อดีตไลฟ์สไตล์กลับมาถูกขุดขึ้นเพื่อตีความอีกครั้ง

เรื่องของมารี เบรินเนอร์ สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อใดความดังเข้ามา มันก็อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำลายทุกอย่างได้ ไม่ใช่แค่ชื่อเสียง แต่อาจรวมถึงอนาคตในวงการบันเทิงด้วย ไม่ว่าอย่างไร การมีภาพลักษณ์ที่ดีกับความรับผิดชอบย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี ไม่ใช่เฉพาะคนในวงการบันเทิงเท่านั้น

ใครที่ยังไม่มีประกันรถยนต์ ก็อย่าลืมตรวจเช็กและเตรียมพร้อมก่อนจะสายเกิน เพราะอุบัติเหตุไม่มีใครรู้มาก่อน

ที่มา – ‘มารี เบรินเนอร์’ จากไวน์ริมสระสู่คดีเมาแล้วขับ ภาพลักษณ์พัง ตอกย้ำดราม่าสายปาร์ตี้

ขอนแก่นเยือนเวียงจันทน์ ฉลองเมืองคู่มิตร

เมื่อเร็วๆ นี้ จังหวัดขอนแก่นได้จัดคณะผู้แทนซึ่งประกอบด้วยภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 30 ราย เดินทางไปเยือน นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อเข้าประชุมและเจรจาธุรกิจ พร้อมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองคู่มิตรระหว่างขอนแก่นและเวียงจันทน์ ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพความร่วมมือในหลากหลายด้าน

ขอนแก่นเยือนเวียงจันทน์ ฉลองเมืองคู่มิตร

นายภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า คณะผู้แทนจากขอนแก่นที่นำโดย นายนิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้เดินทางไปเยี่ยมคำนับ นายอาดสะพังทอง สีพันดอน เจ้าครองนครหลวงเวียงจันทน์ ณ สํานักงานปกครองนครหลวงเวียงจันทน์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากฝ่ายลาว

เชื่อมโยงธุรกิจ ขอนแก่น – เวียงจันทน์

ในโอกาสดังกล่าว สมาคมท่องเที่ยวและไมซ์ขอนแก่น ได้นำนักธุรกิจในหลากหลายสาขาของจังหวัดขอนแก่น เช่น การท่องเที่ยว การค้าการลงทุน การศึกษา การแพทย์ การดูแลสุขภาพ รวมถึงผู้ประกอบการโรงแรม รถเช่า สมุนไพรไทย และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เข้าร่วมประชุมและเจรจาเชื่อมโยงกับสมาคมนักธุรกิจแห่งชาติลาว ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และทำความตกลงในการร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

กิจกรรมใน本次แลกเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานภายใต้การเป็นเมืองคู่มิตร ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งจังหวัดขอนแก่นและนครหลวงเวียงจันทน์ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน โดยเน้นการทำงานร่วมกันในกลุ่มด้านการค้า การลงทุน อุตสาหกรรม การศึกษา การท่องเที่ยว การเกษตร แรงงาน สวัสดิการ สุขภาพ เทคโนโลยี และการขนส่ง พร้อมกับพัฒนาเมืองอัจฉริยะร่วมกันอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมเชื่อมโยงทางธุรกิจครั้งนี้เป็นการแปลงแผนงานให้เป็นรูปธรรม โดยเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายใหม่ๆ ระหว่างนักธุรกิจบนพื้นที่ทั้งสองฝั่ง อีกทั้งได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับความเข้าใจและการเจริญเติบโตร่วมกันของประชาชนทั้งในจังหวัดขอนแก่นและนครหลวงเวียงจันทน์

ทั้งนี้ การดำเนินงานร่วมกันของทั้งสองเมืองมิตรภาพ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของจังหวัดขอนแก่นในฐานะศูนย์กลางการจัดประชุม สัมมนา และนิทรรศการ (MICE) ตลอดจนการเป็นศูนย์กลางทางด้านการค้าของภูมิภาคอีสาน ที่มีศักยภาพล้นเหลือเพื่อรองรับความร่วมมือในมิติและความลึกขึ้นเรื่อยๆ

ในอนาคตหากการร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายดำเนินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะสามารถเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเพิ่มศักยภาพของทั้งสองเมืองให้โดดเด่นในระดับภูมิภาคและนานาชาติ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวหรือธุรกิจใดๆ ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เราเชื่อว่า ขอนแก่นเยือนเวียงจันทน์ ฉลองเมืองคู่มิตร นี้คือจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่สำหรับคุณ

ที่มา – ขอนแก่น นำนักธุรกิจกว่า 30 ราย เยี่ยมเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ ฉลองสถาปนาเมืองคู่มิตร ผนึกพลังรัฐ-เอกชน

วรวุฒิหนุนรถไฟฟ้า20บาทแต่ห่วงรัฐอุดหนุน

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา นายวรวุฒิ โตวิรัตน์ รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ประชาชนในเมืองใหญ่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดย วรวุฒิหนุนรถไฟฟ้า20บาทแต่ห่วงรัฐอุดหนุน ว่าเป็นหลักการที่ดีและถูกทิศทางต่อการแก้ปัญหาราคาค่าโดยสารที่สูงเกินไปในปัจจุบัน

วรวุฒิหนุนรถไฟฟ้า20บาทแต่ห่วงรัฐอุดหนุน

ทั้งนี้ วรวุฒิหนุนรถไฟฟ้า20บาทแต่ห่วงรัฐอุดหนุน อธิบายว่า เหตุผลที่พรรคไทยสร้างไทยเห็นด้วยกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทนั้น เนื่องจากอัตราค่าโดยสารในปัจจุบันถือว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นบริเวณที่การเดินทางด้วยรถเมล์หรือรถไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน การลดค่าโดยสารลงเหลือ 20 บาทตลอดสายจึงเป็นการลดภาระค่าครองชีพและช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะได้มากขึ้น

ระบุรัฐบาลต้องจัดการต้นทุนอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ วรวุฒิหนุนรถไฟฟ้า20บาทแต่ห่วงรัฐอุดหนุน แต่ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับระบบที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยเฉพาะการใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่ออุดหนุนผู้ให้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะสูงถึง 5,500 ล้านบาทต่อปีในช่วงแรก และสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเพิ่มเส้นทางการให้บริการ ซึ่งเงินเหล่านี้ล้วนมาจากการชำระภาษีของประชาชนทั่วประเทศ การใช้เงินจำนวนมากในลักษณะนี้โดยไม่มีแผนระยะยาวอาจกลายเป็นภาระทางการคลังที่หนักหนาในอนาคต

ดังนั้น พรรคไทยสร้างไทยจึงเสนอให้รัฐบาลควรปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารต้นทุนตั้งแต่ต้นทางโดยการเจรจากับเอกชนเพื่อลดค่าสัมปทาน รวมถึงเจรจากับกรุงเทพมหานครเพื่อลดสัดส่วนการแบ่งรายได้จากรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เป็นภาระต้นทุนสำคัญ เพื่อให้อาจนำค่าตั๋วรถไฟฟ้าให้ลงไปได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องใช้งบประมาณชดเชยมากเกินไป

  • ลดภาระจากรายได้ที่แบ่งให้ กทม.
  • เจรจาลดค่าสัมปทานกับเอกชน
  • เร่งขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมทั้งเมือง

อีกทั้งยังควรดำเนินการเร่งด่วนเพื่อให้ระบบตั๋วร่วม (One Card) สามารถใช้งานได้จริงทั่วทุกสาย โดยหากประชาชนสามารถใช้บัตรใบเดียวเดินทางต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นอีกทาง ซึ่งถือเป็นประโยชน์โดยตรงแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็นต้องอุดหนุนด้วยงบประมาณมหาศาล

ถึงแม้นโยบาย วรวุฒิหนุนรถไฟฟ้า20บาทแต่ห่วงรัฐอุดหนุน นี้จะได้รับการยอมรับในแง่ของเป้าหมาย แต่การนำเสนอมิใช่เพียงแค่ “ประชานิยม” ชั่วคราว ต้องสามารถวางแผนอย่างยั่งยืนเพื่อให้นโยบายดังกล่าวกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับคุณภาพชีวิตของประชาชนและพัฒนาความเป็นเมืองอย่างแท้จริง

พรรคไทยสร้างไทยจึงเสนอให้กำหนดกรอบการอุดหนุนระยะสั้นและระยะยาวให้ชัดเจน พร้อมกับจัดทำแนวทางปรับโครงสร้างระบบค่าโดยสารให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้หนักหนาเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะเจ้าของระบบและประชาชนซึ่งควรได้รับความเป็นธรรมเท่าเทียม

ในภาพรวมแล้ว หากใช้เฉพาะวิธีอุดหนุนงบประมาณโดยไม่มีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ อาจทำให้เกิดการฟ้องร้องหรือปัญหาในระยะยาว จึงจำเป็นต้องตรวจทานและออกแบบนโยบายอย่างรอบคอบอย่างไร้ที่ติ เพื่อความยั่งยืนของระบบขนส่งสาธารณะในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แนวทางที่พรรคเสนอมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะในราคาที่เหมาะสมโดยไม่รู้สึกหนักหนา ทั้งยังคำนึงถึงธรรมชาติของการดำเนินงานทางการเงินของประเทศ

หากใช้นโยบายอย่างถูกต้องและมีการบริหารอย่างแม่นยำ ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณขนาดใหญ่ ก็พร้อมจะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระบบขนส่งเมืองใหญ่ ทำให้รถไฟฟ้าไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน

ดังนั้น การสนับสนุนหลักการ วรวุฒิหนุนรถไฟฟ้า20บาทแต่ห่วงรัฐอุดหนุน จึงต้องมาพร้อมกับการลงรายละเอียดว่าจะใช้วิธีการใดในการบริหารกลไกและต้นทุน เพื่อให้โครงการไม่ล้มเหลวในระยะยาว

ที่มา – ‘วรวุฒิ’ หนุนหลักการรถไฟฟ้า 20 บาท แต่ห่วงรัฐอุดหนุนงบฯ บานปลาย

‘ภูมิธรรม’ งงย้อนถามใครคือ ‘เบญจามิน’ หลังมีข่าวขอสัญชาติไทย

ล่าสุดมีกระแสข่าวดราม่ากรณีที่นายเบนจามิน เมาเออร์ เบอร์เกอร์ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ ได้ยื่นเอกสารขอกำหนดสัญชาติไทย หลังจากที่เคยเป็นตัวละครที่เกี่ยวข้องกับข่าวการซื้อขายเครื่องบินของนายทักษิณ ชินวัตร รัฐมนตรีต่างประเทศในอดีต จนเป็นที่จับตามองของสาธารณชน

‘ภูมิธรรม’ งงย้อนถามใครคือ ‘เบญจามิน’หลังมีข่าวขอสัญชาติไทย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 สิงหาคมที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว แม้ว่าจะมีการรายงานว่ากรมการปกครองได้ส่งเรื่องขอสัญชาติไทยของ “เบญจามิน” มาให้พิจารณา แต่ตนไม่เคยได้ยินหรือเห็นข้อมูลแต่อย่างใด

โดย ‘ภูมิธรรม’ ย้ำว่า วิธีการทำของตนคือประสบตามกฎหมาย หากผู้ใดทำถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องพิจารณา แต่หากมีอะไรผิดกฎหมายก็จะไม่รับพิจารณาแน่นอน เพราะการขอสัญชาติไทยมีขั้นตอนที่เข้มงวด และต้องผ่านการตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกองบัญชาการตำรวจสันติบาล เป็นต้น

ย้ำถ้าผิดกฎหมายไม่รับพิจารณาแน่นอน

เมื่อแยบถามต่อว่า จะมีความเป็นไปได้หรือไม่หากประชาชนรับรู้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันตั้งแต่สมัยอดีตรัฐมนตรีอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เคยกล่าวถึง “เบญจามิน” ว่าเคยยื่นเรื่องขอสัญชาติมาแล้ว ‘ภูมิธรรม’ ชี้ว่าหากสมัยก่อนการพิจารณาไม่ผ่าน อาจเป็นเพราะเอกสารไม่ครบถ้วน หรือมีปัญหาทางกฎหมาย แต่หากภายในโปรแกรมคำขอรายละเอียดครบถ้วนและถูกต้อง ก็ยังสามารถพิจารณาใหม่ได้ตามหลักการ

  • พิจารณาตามกฎหมาย
  • ใช้ขั้นตอนที่มีอยู่
  • หากมีข้อผิดพลาด จะไม่รับพิจารณา
  • ต้องผ่านการตรวจสอบหลายหน่วยงาน

ด้านความเชื่อมโยงของ ‘เบญจามิน’ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร ทางด้าน ‘ภูมิธรรม’ ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยหรือตนโดยตรง “ทุกอย่างอาจถูกโยง แต่ไม่ใช่เรื่องของเรา” นายภูมิธรรมกล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการชี้แจงเพิ่มเติม จะได้เห็นภาพกว้างของกรณีดังกล่าวอย่างมีข้อมูล ไม่หลงเชื่อข่าวลือ ซึ่งในฐานะหน่วยงานราชการก็ยืนยืนยันว่า พิจารณาทุกกรณีอย่างเที่ยงธรรม ผ่านกรอบกฎหมายเสมอ

หากคุณเป็นผู้สนใจเรื่องสัญชาติไทยหรือกฎหมายทรัพยากรของรัฐ อย่าลืมติดตามข่าวสารในวงการราชการอยู่เสมอ เพราะการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายอาจมีกระทบต่อทุกคนได้

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ งงย้อนถามใครคือ ‘เบญจามิน’หลังมีข่าวขอสัญชาติไทย ชี้ หากผิดกฎหมายไม่รับพิจารณา

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวสัญจรชุมชน ปี 2568

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ณ โรงเรียนชุมชนแหลมงอบ (นิเทศก์อุปถัมภ์) จังหวัดตราด นายมนตรี ปรีดา นายอำเภอแหลมงอบ ได้เป็นประธานพิธีเปิด สวนสัตว์เปิดเขาเขียวสัญจรชุมชน ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ครู นักเรียน และประชาชนทั่วไป รวมกว่า 400 คน

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวสัญจรชุมชน

ภายในงานได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ให้กับนักเรียนกว่า 10 โรงเรียน ผ่าน 6 ฐานกิจกรรมที่สร้างสรรค์โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งกิจกรรมแต่ละฐานได้ถ่ายทอดความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า การอนุรักษ์ และความหลากหลายทางชีวภาพ

ฐานกิจกรรมน่าสนใจ

  • Why Zoo : ทำไมต้องมีสวนสัตว์
  • Who am I : ฉันคือใคร
  • สัตว์ป่าสงวน 21 ชนิดของประเทศไทย
  • การอนุรักษ์สัตว์ป่าหายาก
  • จากยอดเขาสู่ท้องสมุทร
  • ไขปริศนาสัตว์โลกใต้ทะเล

สวนสัตว์เปิดเขาเขียวสัญจรชุมชน นี้มีเป้าหมายเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนตั้งแต่เนื่อนๆ โดยการให้เด็กได้ใกล้ชิดกับสัตว์ป่า ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พร้อมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และสัตว์ป่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยส่งเสริมการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียน

โครงการนี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนทั่วประเทศผ่านการเดินทางของ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เข้าไปสัมผัสและเรียนรู้กับชุมชนและโรงเรียนในจังหวัดต่าง ๆ ด้วยวิธีการที่น่าสนใจ สนุก และมีประโยชน์ เป็นการสนับสนุนแนวคิด “เรียนรู้ได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน”

หากคุณเป็นครู ผู้ปกครอง หรือผู้ที่สนใจอยากให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ของคุณ ควรติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและส่งเสริมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ให้กับเยาวชนในชุมชนของคุณ

ที่มา – สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดโครงการฯสัญจรสู่ชุมชน ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568