ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชาวบ้านวังมะนาว สืบสานประเพณีประกวดวัวพันธุ์ไทย

ในยุคที่การพัฒนาสายพันธุ์สัตว์และสืบสานประเพณีเป็นสิ่งสำคัญ ชาวบ้านชุมชนวังมะนาว อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและเกษตรกรรมอย่างน่าสนใจ นั่นคือ การประกวดวัวพันธุ์ไทยสวยงาม ซึ่งเป็นการจัดงานประจำปีที่มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงวัวพันธุ์ไทยเกิดความรักในการดูแลสัตว์ มีความสามัคคี และมีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้แก่กันภายในชุมชน

งานนี้ถือเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมของชาวนาภาคกลาง ที่กำลังสูญหายไปจากการเปลี่ยนแปลงของยุคเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมไว้ไม่มากนัก ชาวบ้านชุมชนวังมะนาวจึงร่วมมือกันรักษาระเบียบประเพณีดั้งเดิมไว้

ชาวบ้านวังมะนาว สืบสานประเพณีประกวดวัวพันธุ์ไทย

สำหรับกิจกรรมประกวดวัวในครั้งนี้มีการแบ่งประเภทการประกวดออกเป็นทั้งหมด 12 รุ่น ได้แก่

  • พ่อพันธุ์
  • แม่พันธุ์
  • วัวลานใหญ่
  • วัวลานกลาง
  • วัวลานเล็ก
  • รุ่นวัวทะโมน
  • รุ่นสาวใกล้เชิง
  • ตัวเมียเล็ก
  • ตัวผู้เล็ก
  • ตัวเมียจิ๋ว
  • ตัวผู้จิ๋ว
  • วัวขี้เหร่

แต่ละรุ่นมีเกณฑ์การตัดสินที่เข้มงวด และพิจารณาจากลักษณะทั้งภายนอกและภายในของวัว เพื่อคัดเลือกให้ได้วัวที่มีคุณภาพที่สุด เพื่อให้สามารถนำไปสืบสานสายพันธุ์ในอนาคต

รักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมจากการเลี้ยงวัว

นายเชิงชาย พลับพิบูลย์ ผู้จัดงานได้เปิดเผยว่า การประกวดวัวพันธุ์ไทยสวยงามนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาวัฒนธรรมอันดีงามของประชาชนในพื้นที่ซึ่งช่วยส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมที่มีคุณค่า และเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องเกษตรกรให้แน่นแฟ้นมากขึ้น

“เราอยากให้ชาวบ้านมีความรักในการดูแลวัว ดูแลสัตว์เลี้ยงของตัวเอง แล้วก็อยากให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาวัวไทยให้ดีขึ้น ชุมชนวังมะนาวนี้ถือเป็นหนึ่งในชุมชนที่ยังรักษาประเพณีการจัดประกวดวัวไว้ ซึ่งในตอนนี้ก็มีเพียง 5 จังหวัดในภาคกลางเท่านั้นที่ยังทำกันอยู่” นายเชิงชายกล่าว

นอกจากการประกวดแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสนับสนุนอื่น ๆ เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงฝีมือของชาวบ้าน และการบริโภคอาหารท้องถิ่น ซึ่งช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่น และเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวและผู้ประกอบการในพื้นที่อีกด้วย

การจัดงานประกวดวัวพันธุ์ไทยสวยงามสื่อให้เห็นถึงจิตสำนึกในการรักษาสิ่งดี ๆ ของชาติ และการร่วมมือของชุมชนในการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิม การสร้างความภู pride และความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเองทำ และสิ่งที่มรดกทางวัฒนธรรมที่ผ่านมาคือสิ่งที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และเป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ต่อไป

หากท่านมีโอกาสแวะเวียนไปยังพื้นที่ราชบุรีโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลชุมชนวังมะนาว อย่าลืมแวะชมการประกวดวัวพันธุ์ไทยที่สวยงาม และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานมรดกจากบรรพบุรุษ สร้างแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์สิ่งดี ๆ ของชาติไว้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ชาวบ้านชุมชนวังมะนาว จัดประกวดวัวพันธุ์ไทยสวยงาม สืบสานประเพณี แลกเปลี่ยนความรู้

ความทรงจำที่ไม่อยากจำ – getsunova ปล่อยเพลงเศร้าใหม่

วงดนตรีร้อยล้านวิว getsunova ค่าย White Music ในเครือ GMM Music กลับมาอีกครั้งพร้อมเพลงใหม่ที่ทำเอาหลายคนหลั่งน้ำตา ชื่อเพลงว่า “ความทรงจำที่ไม่อยากจำ (MEMORY)” เพลงเศร้าที่ถ่ายทอดความเจ็บปวดของความทรงจำที่เคยหวานใจ แต่กลับกลายเป็นบาดแผลเมื่อต้องจากลากันไป

ความทรงจำที่ไม่อยากจำ

“ความทรงจำที่ไม่อยากจำ” ผลงานเพลงที่เกิดขึ้นจากการรวมแรงบันดาลใจของสมาชิกวง getsunova เนม, ปราการ, นาฑี, นต และไปร์ท ที่นำเสนอความรู้สึกในมุมของการทักทายกับความเจ็บปวดพร้อมบอกทุกคนว่า บางครั้งการอยู่กับความทรงจำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันเจ็บปวดกว่าการลืมเสียอีก

เรื่องราวในเพลงและความหมาย

เพลงนี้พูดถึงความรู้สึกหัวใจที่ต้องบอกลา และอยากให้คนที่จากไปได้ทบทวนเรื่องราวอีกครั้ง เพราะมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะลืมได้ง่าย ความทรงจำไม่ว่าจะดีหรือร้าย มีโอกาสกลายเป็นสิ่งที่ทำลายหัวใจ ถ้ามันเกิดขึ้นกับคนที่คุณรักและไม่มีทางกลับมา

มิวสิกวิดีโอ “ความทรงจำที่ไม่อยากจำ” พาเราเข้าสู่โลกของตัวละครคู่รักสูงวัย ที่ต้องเผชิญหน้ากับชีวิตที่เหลือเพียงความทรงจำเหล่านั้น ทุกฉาก ทุกภาพ เป็นการสื่อสารกับผู้ชมด้วยความจริงใจอันหนักแน่น จนหลายคนยอมรับว่า “เข้าใจเจ็บปวดนี้มากกว่าคำพูดใดๆ”

  • เนื้อเพลงลึกซึ้ง สะท้อนความจริงของหัวใจ
  • เสียงทรงพลังจากคอรัสของ เ้ายเหวย ฮัน
  • มิวสิกวิดีโอเรื่องราวจริงใกล้ตัว
  • ความทรงจำที่ไม่อยากจำ

ถ้าคุณกำลังค้นหาเพลงที่ร้องให้ความทรงจำที่เคยหวาน และตอนนี้กลายเป็นสิ่งที่เจ็บปรี๊ดอยู่ ความทรงจำที่ไม่อยากจำ จาก getsunova เป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุด เพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ความทรงจำผ่านความรู้สึกนี้ก็ยังอยู่ และมันก็ยังเจ็บเหมือนเดิม

ฟังเพลงนี้ผ่านวันที่คิดถึง “เพื่อให้หัวใจมีเวลาให้กับความรู้สึก”

ที่มา – “getsunova” ปล่อยเพลงใหม่  “ความทรงจำที่ไม่อยากจำ” เศร้า กินใจ… เมื่อความทรงจำกลายเป็นสิ่งที่เจ็บปวด!

ขอบอก..ยางรถยนต์ใช้แล้วมีประโยชน์เยอะ

ในยุคที่ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้น การนำ ยางรถยนต์ใช้แล้ว มาใช้ประโยชน์ใหม่ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและมีความหมาย ล่าสุด ไพรม์มัส กรุ๊ป ได้ร่วมมือกับกองทัพบกในการบริจาค ยางรถยนต์ใช้แล้ว จำนวน 524 เส้น มาจากศูนย์บริการรถยนต์ในเครือ ซึ่งรวมถึงแบรนด์ชั้นนำอย่าง Mercedes-Benz, Zeekr, Deepal, MG และ Aion เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของกองทัพในด้านต่างๆ

ขอบอก..ยางรถยนต์ใช้แล้วมีประโยชน์เยอะ

การริเริ่มดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการแสดงความเอื้ออาทรจากภาคเอกชนที่มีต่อสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทรัพยากรยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งในหน่วยงานทหาร

ประโยชน์ของยางรถยนต์ใช้แล้ว

ยางรถยนต์ใช้แล้ว มีศักยภาพในการแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายประเภท ได้แก่:

  • ทำเป็นวัสดุรองพื้นในโครงการก่อสร้าง
  • ใช้ในการทำสนามเด็กเล่นและพื้นที่ออกกำลังกาย
  • ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างถนน
  • นำไปรีไซเคิลเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่

นอกจากนี้ การบริจาคมีความหมายว่า ช่วยลดปริมาณขยะยางในสิ่งแวดล้อม และยังช่วยแบ่งเบาภาระของหน่วยงานที่ต้องการทรัพยากรในการดำเนินงานประจำวัน

การมาร่วมงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมมอบอย่างเป็นทางการจากกองทัพบก ได้แก่ พล.ต.วีรธัช ศรีใส ผู้อำนวยการสำนักส่งกำลังบำรุง กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก, พ.อ.ธนิต อิ่มอกใจ เสนาธิการศูนย์การเคลื่อนย้ายกองทัพบก และพ.อ.อัครนิธิ์ ณ เชียงใหม่ นายทหารฝ่ายยุทธการกรมขนส่งทหารบก ซึ่งทุกท่านสนับสนุนและชื่นชมในการริเริ่มครั้งนี้อย่างเต็มที่

การนำ ยางรถยนต์ใช้แล้ว มารีไซเคิลหรือบริจาค ไม่เพียงช่วยสังคม แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับภาคธุรกิจรายอื่นๆ ให้มีความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

หากเราช่วยกันย่อยย้ำและระมัดระวังทรัพยากร แม้แต่สิ่งเล็กๆ เช่น ยางรถยนต์ ก็สามารถเติมเต็มคุณค่าให้กับสังคมได้อย่างมาก

ที่มา – ขอบอก..ยางรถยนต์ใช้แล้วมีประโยชน์เยอะ

สหรัฐจำกัดสิทธิยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีรัสเซีย

สถานการณ์ในยุโรปตะวันออกยังคงเกิดความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีรายงานว่า สหรัฐอเมริกาได้จำกัดสิทธิของยูเครน ในการนำระบบขีปนาวุธโจมตีพิสัยไกล “อะแทคซิมส์” (ATACMS) มาโจมตีเป้าหมายในแดนรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริหารความขัดแย้งในพื้นที่

สหรัฐจำกัดสิทธิยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีรัสเซีย

จากข้อมูลที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ระบุว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้มีการจำกัดขอบเขตการใช้ระบบขีปนาวุธทางยุทธวิธีระยะไกลที่ยูเครนได้รับมอบ เพื่อไม่ให้นำไปโจมตีในดินแดนของรัสเซียโดยตรง โดยระบบนี้คือ ATACMS (Army Tactical Missile System) ที่มีพิสัยโจมตีได้ถึง 300 กิโลเมตร ระยะที่มากเพียงพอที่จะเข้าถึงเป้าหมายสำคัญของรัสเซียได้

การส่งมอบระบบ ATACMS ให้กับยูเครนในช่วงสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซียนั้น เคยถือว่าเป็นการกระตุ้นกำลังใจอย่างหนึ่งจากฝ่ายตะวันตก อย่างไรก็ตาม การจำกัดสิทธิการใช้งานในขณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของสหรัฐในการป้องกันไม่ให้เกิดการขยายสงครามสู่ดินแดนรัสเซียโดยตรง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ผลพวงจากการควบคุมพิสัยโจมตี

ข้อมูลยังระบุว่า ระบบ ATACMS ที่ยูเครนได้รับนั้น เป็นรุ่นพัฒนาใหม่ที่มีระยะยิงที่มากกว่ารุ่นเดิมซึ่งมีพิสัยแค่ 165 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม การควบคุมการใช้ระบบให้ยิงได้เพียงแค่ในพื้นที่สงครามเท่านั้น นับเป็นการส่งสัญญาณว่า อเมริกาต้องการควบคุมความรุนแรงของสถานการณ์ และไม่ต้องการให้ศึกสงครามลุกลามไปสู่ระดับที่อาจกระทบเยือกโลก

ไม่มีฝ่ายใดได้ออกมาให้คำแถลงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อจำกัดนี้ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดจากแหล่งข่าวในกรุงวอชิงตันทำให้เกิดแรงกดดันใหม่เกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ

ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ทำนายไว้ว่า จะมีการตัดสินใจครั้งสำคัญเกี่ยวกับการเจรจาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนภายในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า โดยเสนอแนวทางให้ผู้นำทั้ง 2 ประเทศมานั่งเจรจากันโดยตรง เพราะเห็นว่าความขัดแย้งในตอนนี้แทบไม่มีความคืบหน้า

  • สหรัฐต้องการรักษาระดับของการสนับสนุนไว้ในขอบเขตที่ปลอดภัย
  • ขีปนาวุธ ATACMS ถูกจำกัดการใช้เพื่อป้องกันไม่ให้สงครามลุกลาม
  • ทรัมป์มีแผนนำเสนอกลไกการเจรจาที่สามารถจบสงครามได้

นอกจากนี้ ทรัมป์ระบุว่า หากการเจรจาไม่สำเร็จ อาจมีการใช้มาตรการคว่ำบาตรหรือเพิ่มภาษีต่อรัสเซีย ก่อนจะขู่เตือนว่า “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้” หากทุกฝ่ายยังยืนกรานตามแนวเดิม และหากเป็นเช่นนั้น สหรัฐอาจถอนตัวด้วยการบอกว่า “การสู้รบครั้งนี้เป็นเรื่องของคุณสองคนแล้ว”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นับเป็นเครื่องชี้ว่า แม้ประเทศต่างๆ จะพยายามสนับสนุนยูเครน แต่ยังระวังไม่ให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อรัสเซียมากเกินไป ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ แนวทางการจำกัดสิทธิ สหรัฐจำกัดสิทธิยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลโจมตีรัสเซีย จึงถือเป็นการควบคุมความเสี่ยงในระดับนานาชาติในระยะสั้น

สรุป การจำกัดสิทธิในครั้งนี้ถือว่าเป็นการวางตัวของโลกในสงครามครั้งใหญ่ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อใด หากผู้นำรัสเซียและยูเครนสามารถมานั่งเจรจากันได้จริง ก็เป็นความหวังว่าความขัดแย้งจะค่อยๆคลี่คลายลง

ที่มา – สหรัฐจำกัดสิทธิยูเครน ในการใช้ระบบขีปนาวุธโจมตีพิสัยไกลกับรัสเซีย

‘ศบ.ทก.’ เผย สถานการณ์ชายแดนยังปกติ แต่พบการลักลอบวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนในพื้นที่ 11 จุด ครอบคลุม 7 จังหวัดยังคงอยู่ในภาวะปกติ โดยกองทัพไทยยังคงมีการตรึงกำลังพลและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

‘ศบ.ทก.’ เผย สถานการณ์ชายแดนยังปกติ แต่พบการลักลอบวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานว่าพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาในบางพื้นที่ ทำให้รัฐบาลมีข้อมูลชัดเจนว่า กัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่กำหนดไว้ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 รวมถึงผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 และสนธิสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง

การลักลอบวางระเบิดเพิ่มเติมในพื้นที่จ.สุรินทร์

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ได้ทำการตรวจสอบพื้นที่ที่พบว่ามีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 โดยทหารกัมพูชาในบริเวณด้านตะวันตกของเนิน 350 อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งพบวัตถุระเบิดเพิ่มเติม ได้แก่ ระเบิดชนิด PMN-2 อีก 2 ลูก รวมเป็น 3 ลูก และลูกระเบิด “ค.ด้าน” จำนวน 2 ลูก พร้อมตะปูเรือใบจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บหลักฐานและเคลื่อนย้ายวัตถุอันตรายออกจากพื้นที่แล้ว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่า กัมพูชายังคงมีความพยายามในการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยในการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และพร้อมที่จะตอบสนองทั้งทางการทูตและความมั่นคงอย่างเหมาะสม

  • การเฝ้าระวังชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง
  • ความเคลื่อนไหวที่น่ากังวลของทหารกัมพูชา
  • พบ PMN-2 และระเบิดอื่นอีกหลายลูกในพื้นที่

ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลของ ศบ.ทก. จึงเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนและประชาคมโลกรับรู้ถึงสถานการณ์ที่ยังไม่นิ่งงันในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในบริเวณจังหวัดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น จ.สุรินทร์ ซึ่งมีแนวชายแดนติดกับกัมพูชายาวหลายสิบกิโลเมตร

ไม่ว่าจะมีสถานการณ์ใดเกิดขึ้น รัฐบาลไทยจะยังคงยึดมั่นในหลักการรักษาความสงบสุขและผลประโยชน์ของชาติไว้เสมอ พร้อมทั้งรักษามาตรฐานความมั่นคงและสื่อสารกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างโปร่งใส

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทยอย่างใกล้ชิด เราแนะนำให้ติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและทันเหตุการณ์

ที่มา – ‘ศบ.ทก.’ เผย สถานการณ์ชายแดนยังปกติ แต่พบการลักลอบวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม

สังคมตั้งคำถาม! ไทม์ไลน์ชื่อ ‘หลวงพ่ออลงกต’ สวนทางเอกสาร กรมการปกครอง-ใบสุทธิพระ

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา โลกออนไลน์ได้เริ่มมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของ หลวงพ่ออลงกต หรือ พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต พลมุข) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี หลังจากการเปิดเผยว่ากรมการปกครองมีการบันทึกการเปลี่ยนชื่อของเขาในปี พ.ศ. 2552

อย่างไรก็ตาม ตาม ใบสุทธิพระ ที่ออกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 กลับแสดงชื่อ “อลงกต พลมุข” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อสงสัยในวงกว้างว่าข้อมูลทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน จึงเกิดคำถามว่า หลวงพ่ออลงกต มีการเปลี่ยนชื่อจริงหรือไม่ และถ้าหากมี เหตุใดชื่อใหม่จึงปรากฏในเอกสารสงฆ์ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนตามกฎหมาย

สังคมตั้งคำถาม! ไทม์ไลน์ชื่อ ‘หลวงพ่ออลงกต’ สวนทางเอกสาร กรมการปกครอง-ใบสุทธิพระ

ที่น่าสนใจคือ แม้เลขบัตรประชาชนของท่านจะยังคงเป็นเลขเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในขณะเดียวกัน ชื่อในเอกสารต่างๆ ก่อนปี 2552 กลับสะท้อนแบบเดียวกับที่ปรากฏในใบสุทธิพระ ทำให้หลายคนเริ่มสืบค้นไทม์ไลน์ของชื่อดังกล่าว และพบว่ามีหลายหลักฐานที่ไม่สอดคล้องกัน

ทำไมชื่อในใบสุทธิพระและกรมการปกครองจึงไม่ตรงกัน?

การเปิดเผยข้อมูลจากหน่วยงานราชการและศาสนา พลิกโผให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในข้อมูลส่วนบุคคลของพระภิกษุในวงการศาสนา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกรณีของ หลวงพ่ออลงกต แต่เป็นประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับตัวบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

  • มีการเปลี่ยนชื่อตามกฎหมายในปี พ.ศ. 2552
  • แต่ชื่อ “อลงกต พลมุข” ปรากฏในใบสุทธิพระตั้งแต่ พ.ศ. 2529
  • ข้อมูลจากกรมการปกครองและแวดวงสงฆ์ไม่ตรงกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยในวงกว้าง

ปัจจุบัน ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมการปกครองและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งทำให้สังคมออนไลน์ยิ่งตั้งคำถามมากขึ้นว่า เหตุใดจึงไม่มีการอธิบายความคลาดเคลื่อนของข้อมูลเหล่านี้

เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กเกี่ยวกับชื่อ แต่ก็สะท้อนถึงความสำคัญของความถูกต้อง โปร่งใส และความเป็นระเบียบในกระบวนการบันทึกข้อมูลในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นด้านราชการหรือศาสนา

ในตอนท้าย หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ให้ความชี้แจงอย่างชัดเจน ก็อาจทำให้ความคลาดเคลื่อนเล็กๆ กลับกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ

ที่มา – สังคมตั้งคำถาม! ไทม์ไลน์ชื่อ ‘หลวงพ่ออลงกต’ สวนทางเอกสาร กรมการปกครอง-ใบสุทธิพระ

พร้อมเพย์ปริศนา วัดพระบาทน้ำพุ โยนให้ธนาคารสอบต่อ

กรณีที่วัดพระบาทน้ำพุได้กลายเป็นข่าวใหญ่ เมื่อถูกตรวจสอบพบว่ามีการเปิดบัญชีพร้อมเพย์โดยใช้เลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นของหลวงพ่ออลงกต ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในวงกว้าง ล่าสุด กรมการปกครองได้ออกมาชี้แจงและปัดความรับผิดชอบ โดยระบุว่าเรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของธนาคารพาณิชย์

พร้อมเพย์ปริศนา วัดพระบาทน้ำพุ

จากข้อมูลที่กรมการปกครองได้ระบุไว้ ทางหน่วยงานได้ชี้ให้เห็นถึงรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต ที่ยังคงมีการใช้งานอยู่แม้ว่าท่านจะสวรรคตไปแล้ว โดยกรมระบุว่า:

  • หลวงพ่ออลงกต หรือเดิมชื่อ เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ได้มีการเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2552 เป็น “อลงกต พูลมุข” โดยยังคงใช้เลขบัตรประชาชนเดิม
  • มีการออกใบสุทธิพระซึ่งไม่ได้เป็นเอกสารราชการที่ยืนยันตัวตนตามระบบราชการ
  • พบว่าบุคคลที่ชื่อว่า “อลงกต พลมุข” (ผู้เสียชีวิตแล้ว) ก็มีการจดทะเบียนและทำบัตรประชาชนด้วยรูปถ่ายของตนเองโดยไม่มีการปนเปื้อนของภาพผู้อื่น

เจาะลึกข้อมูลสำคัญ

กรมการปกครองยืนยันว่า การเปิดบัญชีพร้อมเพย์ในชื่อของผู้เสียชีวิตนั้น ไม่ใช่การทำผิดพลาดของกรม เพราะก่อนจะเข้าระบบการเงิน ระบบธนาคารจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นจากสำเนาบัตรประชาชน ดังนั้นการที่ธนาคารให้บริการและเปิดบัญชีจึงต้องผ่านกระบวนการของตนเองด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีประเด็นเกี่ยวกับบัญชีกองทุนอาทรประชานาถ ซึ่งมีเลขประจำตัวตรงกับผู้เสียชีวิตดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า กรณีนี้มีการดำเนินการที่น่าสนใจในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการด้านบันทึกข้อมูลจนถึงระบบทะเบียนราษฎร

สำหรับประชาชนที่อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ส่วนป้องกันและปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โทร. 0 2791 7983

พร้อมเพย์ปริศนา นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนปัญหาด้านการจัดการข้อมูลของหน่วยงานราชการเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยประเด็นด้านการตรวจสอบของการเงินที่อาจมีช่องโหว่ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของวัดและพระที่มีต่อสังคมด้วย

เราอยากเสนอให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐ สาธารณชน และระบบการเงินได้ร่วมพิจารณาและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพราะการเปิดช่องให้เกิดกรณีที่คล้ายกันอีกจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงความเชื่อถือในระบบราชการ

ที่มา – กรมการปกครองปัดความรับผิดชอบ! “พร้อมเพย์ปริศนา” วัดพระบาทน้ำพุ โยนให้ธนาคารสอบต่อ

ครอบครัว พลมุข ยัน พระอลงกต ไม่ใช่ญาติ เพียงชื่อ-สกุลตรงกัน

ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า พระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม อาจมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับครอบครัว “พลมุข” ในพื้นที่ ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นมาของพระองค์ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 127 บ้านโจด หมู่ 9 ต.กู่ทอง อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม และได้รับการยืนยันจากครอบครัวโดยตรงว่า พระอลงกตไม่ใช่ญาติ แม้จะมีชื่อและนามสกุลตรงกันก็ตาม

ครอบครัว พลมุข ยันไม่ใช่ญาติ

ที่บ้านของ นายเสริมวิทย์ พลมุข อายุ 85 ปี ซึ่งเป็นผู้ถูกระบุว่าเป็นพ่อของพระอลงกต ได้ชี้แจงชัดเจนว่า ลูกชายของตนมี 3 คน โดยคนโตมีชื่อว่า อลงกต พลมุข และคนกลางยังมีชีวิตอยู่ ส่วนคนเล็กเสียชีวิตไปแล้ว ท่านยืนยันว่า พระอลงกตไม่ใช่ลูกชายหรือญาติของตน แม้จะมีชื่อ-สกุลตรงกันก็เป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น

พลมุข: เพียงชื่อเดียวกัน

ดร.ดาหวัน ทะสา นายก อบต.กู่ทอง ซึ่งเป็นหลานสาวของนายเสริมวิทย์ และมีผลพวงความเป็นญาติกับลูกชายของท่านที่เสียชีวิตไปแล้ว เผยว่า ครอบครัวเคยสงสัยเช่นกันว่าพระในพื้นที่มีชื่อเดียวกัน แต่ไม่เคยเชื่อจริง ๆ ว่าทั้งสองคนคือคนเดียวกัน เพราะลูกชายของนายเสริมวิทย์เกิดปี 2505 เรียนที่ขอนแก่น และต่อมาได้ทำงานราชการที่ราชบุรี ก่อนเสียชีวิตปี 2566

นอกจากนี้ ญาติยังเล่าให้ฟังว่า อ.เฉลิมพล พลมุข อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอยุธยา เคยสอบถามเรื่องนี้กับตัวเองด้วย พร้อมกับระบุว่าเคยมีลูกศิษย์ที่ใช้นามสกุลเดียวกัน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นญาติจริง ๆ

  • มีข่าวลือว่าพระอลงกตเป็นญาติกับครอบครัว พลมุข
  • ครอบครัว พลมุข ยืนยันว่าไม่ใช่ญาติจริง
  • มีเพียงความบังเอิญของชื่อและนามสกุลเท่านั้น
  • พระอลงกตทำงานบริการสังคมมานาน

ทั้งนี้ ครอบครัว พลมุข ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าไม่มีเจตนาจะทำลายภาพลักษณ์ของพระอลงกต เพราะท่านเป็นผู้ที่มีผลงานดีต่อชุมชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ครอบครัวอยากให้ภาครัฐเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความโปร่งใส และป้องกันปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ชื่อ-นามสกุลที่ซ้ำกัน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงิน

กรณีนี้จึงเปิดประเด็นใหม่เกี่ยวกับการตรวจความสัมพันธ์ในด้านเชื้อสาย และความสำคัญของการใช้ชื่อและสกุลที่ถูกต้อง พร้อมให้ความเคารพในคุณธรรมและจริยธรรมที่พระอลงกตสร้างไว้ต่อชุมชนโดยไม่มีข้อกังขา

หากคุณมีข่าวหรือเรื่องราวคล้ายกัน อย่าลืมตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ และอย่าปล่อยให้ข่าวลือทำลายความเชื่อมั่นโดยไม่ตรวจสอบ

ที่มา – ครอบครัว “พลมุข” มหาสารคามยัน พระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ไม่ใช่ญาติ – แค่ชื่อสกุลตรงกัน

มูลค่าการค้าต่างประเทศเซินเจิ้น ม.ค.-ก.ค.ปีนี้สูงที่สุดในจีน

ในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้ เมืองเซินเจิ้นได้ครองตำแหน่งมูลค่าการค้าต่างประเทศสูงที่สุดในประเทศจีนอย่างโดดเด่น ด้วยมูลค่าการนำเข้าและส่งออกรวมสูงถึง 415,940 ล้านหยวน หรือประมาณ 1.87 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

มูลค่าการค้าต่างประเทศเซินเจิ้น ม.ค.-ก.ค.ปีนี้สูงที่สุดในจีน

ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่า การส่งออกของเซินเจิ้นมีมูลค่ารวม 255,620 ล้านหยวน (ประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ในระดับรายเดือนของปีนี้ โดยเพิ่มขึ้น 4.7% และในขณะเดียวกัน การนำเข้าเพิ่มขึ้น 8.8% เป็นจำนวน 160,320 ล้านหยวน (ประมาณ 722,805.12 ล้านบาท)

เหตุผลเบื้องหลังความสำเร็จของการค้าในเซินเจิ้น

การเติบโตอย่างต่อเนื่องของ มูลค่าการค้าต่างประเทศเซินเจิ้น ได้รับการยันยันจากศักยภาพที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิม รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนล้ำสมัย ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

ตลอดช่วงเจ็ดเดือนที่ผ่านมา การส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้ามีมูลค่าสูงถึง 1.17 ล้านล้านหยวน (มากถึง 5.27 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็น 74.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของเมือง ทำให้เป็นแรงผลักดันหลักในการเพิ่ม มูลค่าการค้าต่างประเทศเซินเจิ้น อย่างต่อเนื่อง

  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพิ่มขึ้น 37.9%
  • รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 21.7%
  • วงจรรวม (Integrated Circuits) เพิ่มขึ้น 40.9%

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของ มูลค่าการค้าต่างประเทศเซินเจิ้น คือ ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้การนำเข้าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จากราชอาณาจักรเศรษฐกิจในเมืองเซินเจิ้นเติบโต 14.7% และคิดเป็น 82.1% ของสัดส่วนการนำเข้าทั้งหมด

ด้านวิสาหกิจเอกชนของเมืองเซินเจิ้นก็มีบทบาทในการขับเคลื่อนกิจกรรมการค้าในระดับสูง โดยมีมูลค่าค้าขายรวม 1.8 ล้านล้านหยวน หรือราว 8.12 ล้านล้านบาท คิดเป็น 69.8% ของมูลค่าการค้ารวมของเมือง

ผลประกอบการอันโดดเด่นของเซินเจิ้นในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีภายในภูมิภาค เมืองแห่งนี้ยังคงรักษาตำแหน่งเป็นศูนย์กลางการค้าที่น่าจับตามองของโลกอีกแห่งหนึ่ง

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือนักลงทุนในตลาดจีน การติดตามสถานการณ์มูลค่าการค้าต่างประเทศของเซินเจิ้นจะช่วยเปิดโอกาสในการวางแผนธุรกิจในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – มูลค่าการค้าต่างประเทศเซินเจิ้น ม.ค.-ก.ค.ปีนี้ ครองแชมป์สูงที่สุดในจีน

สวนดุสิตโพลชี้ 93% คนไทยมองการทุจริต ‘รุนแรง’

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม สำนักข่าวรายงานจาก “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,163 คน ระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2568 เพื่อสอบถามเกี่ยวกับ สวนดุสิตโพลชี้ 93% คนไทยมองการทุจริต ‘รุนแรง’ ในปัจจุบัน และมุมมองต่อปัญหาในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง

สวนดุสิตโพลชี้ 93% คนไทยมองการทุจริต ‘รุนแรง’

จากการสำรวจที่น่าตกใจพบว่า คนไทยส่วนใหญ่หรือคิดเป็นร้อยละ 93.47 เห็นว่า การทุจริตในปัจจุบันมีความรุนแรงมาก ซึ่งสะท้อนความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อระบบโดยรวมของสังคม นอกจากนี้ ถึงร้อยละ 78.50 ยังไม่เชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบและลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ปัญหาที่ถูกกังวลมากที่สุดคือการทุจริตด้านงบประมาณภาครัฐ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 86.93 ให้ความเห็นเช่นนี้

ความไม่ไว้วางใจแผ่ขยายไปทุกสถาบัน

ผลสำรวจ สวนดุสิตโพลชี้ 93% คนไทยมองการทุจริต ‘รุนแรง’ ยังชี้ให้เห็นว่า มีร้อยละ 68.96 ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เชื่อว่ารัฐบาลในปัจจุบันจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ นับเป็นสัญญาณอันตรายที่ประชาชนเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นไม่เพียงแค่ในรัฐบาล แต่กังวลไปถึงสถาบันสำคัญอย่างศาสนาและมูลนิธิ

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนถึงความรู้สึกสิ้นหวังของประชาชนอย่างชัดเจน โดยสถาบันที่เคยเป็นที่พึ่งทางใจอย่างศาสนา กลับกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ทำให้เห็นว่า สวนดุสิตโพลชี้ 93% คนไทยมองการทุจริต ‘รุนแรง’ ไม่ใช่เพียงในวงการการเมืองเท่านั้น แต่ลึกซึ้งไปถึงรากฐานของสังคมไทย

  • 93% มองว่าการทุจริตมีความรุนแรงมาก
  • 78.5% ไม่มั่นใจในระบบตรวจสอบผู้กระทำผิด
  • 86.9% กังวลต่อการทุจริตงบประมาณ
  • 69% ไม่เชื่อถือองค์กรทางศาสนา

ด้านอาจารย์ ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก อาจารย์ประจำหลักสูตรนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เสริมว่า การทุจริตในแวดวงศาสนาและมูลนิธินั้นสะท้อนว่า “การทุจริตได้หยั่งรากลึกในทุกหย่อมหญ้า” และเมื่อสถาบันเหล่านี้เริ่มสูญเสียความน่าเชื่อถือ ก็หมายถึงความหวังของประชาชนเริ่มดับหายตามลำดับ

ความไม่ไว้วางใจนี้หากไม่ได้รับการแก้ไขโดยรัฐบาลและภาคประชาชนร่วมมือกัน อาจกลายเป็นแรงกดดันทางสังคมและส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงในอนาคตได้

จากผลสำรวจครั้งนี้ ชัดเจนว่า สวนดุสิตโพลชี้ 93% คนไทยมองการทุจริต ‘รุนแรง’ เป็นเสียงเรียกร้องที่ควรได้รับการฟังอย่างจริงจัง การกระทำที่โปร่งใสและมีจริยธรรมจากทุกภาคส่วน จะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กลับมาสู่สังคมไทย

ที่มา – สวนดุสิตโพลชี้คนไทย 93% มอง “โกง” รุนแรง! หมดศรัทธาทั้งการเมือง-ศาสนา