ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

มาริษ จ่อร้องนานาชาติที่เจนีวา จี้จัดการกัมพูชาไม่หยุดรุกล้ำไทย

ล่าสุด กรณีที่ทหารกัมพูชารุกล้ำพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการตรวจพบทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้รัฐบาลไทยเตรียมขยับระดับการทูตกับนานาชาติ โดยเฉพาะผ่านการเดินทางของ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไปยังนครเจนีวา เพื่อกระตุ้นความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง

มาริษ จ่อร้องนานาชาติที่เจนีวา

จากข้อมูลที่เปิดเผย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายกฯ นิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา หน่วยทหารไทยตรวจพบว่ามีการเข้ามาปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ใกล้เคียงกับเนิน 350 จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ทหารไทยได้ขับไล่ฝ่ายตรงข้ามออก และตรวจสอบพื้นที่ แล้วพบทุ่นระเบิดสังหารชนิด PMN-2 จำนวน 3 ลูก พร้อมอาวุธอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง

กัมพูชารุกล้ำไทยอย่างเห็นได้ชัด

การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชาถูกมองว่าเป็นการละเมิดขอบเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน และขัดต่อพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อส่งให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (ไอโอที) เพื่อติดตามและเฝ้าระวังพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

นายนิกรเดชกล่าวเสริมว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ จะเดินทางไปยังนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อหารือกับประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการใช้ทุ่นระเบิด รวมถึงพบคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา (Committee on Cooperative Compliance) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของกัมพูชา และเรียกร้องให้นานาชาติสนับสนุนให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ระเบิดในพื้นที่ชายแดนร่วมกันอย่างรับผิดชอบ

  • รัฐบาลไทยยืนยันการปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มที่
  • มีการรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งให้คณะกรรมการไอโอที
  • นายมาริษอยู่ในกระบวนการเจรจาและตั้งข้อสังเกตบนเวทีนานาชาติ

ทั้งหมดนี้เป็นผลให้สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงอยู่ในความตึงเครียด แต่รัฐบาลไทยมีแผนการทูตที่เข้มแข็ง เพื่อใช้ระบบสากลในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

สิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายควรได้รับรู้คือ ประเทศไทยไม่ได้เพียงแต่ปกป้องดินแดนของตนเอง แต่ยังเตรียมพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่รับผิดชอบกับเวทีนานาชาติ เพื่อความสงบสุขของภูมิภาค

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารการทูตและการป้องกันชายแดนแบบไร้ข้อโต้แย้ง ต้องติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดข่าวสำคัญ

ที่มา – ‘มาริษ’ จ่อร้องนานาชาติที่เจนีวา จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ไม่หยุดรุกล้ำไทย-ลอบวางทุ่นระเบิด

โรงพยาบาลเอกชนตรวจแรงงานต่างด้าวต้องขึ้นทะเบียน สบส.ชัดเจน

ช่วงนี้กระแสข่าวเกี่ยวกับการ ตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว โดยสถานพยาบาลเอกชนกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า โรงพยาบาลเอกชนใดก็ตามที่ต้องการให้สามารถดำเนินการ ตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว ได้ จะต้องขึ้นทะเบียนกับกรมสบส. ก่อนเป็นอันขาด

โรงพยาบาลเอกชนตรวจแรงงานต่างด้าวต้องขึ้นทะเบียน

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวชัดเจนว่า เจตนาในการกำหนดข้อกฎหมายนี้ เพื่อให้มั่นใจในเรื่องมาตรฐานการตรวจ เช่น การยืนยันอัตลักษณ์ของแรงงานต่างด้าว การใช้ห้องแลปและห้องเอ็กซเรย์ที่มีคุณภาพ และการตรวจหาโรคต่างๆ ที่อาจเป็นอันตราย เช่น โรคเรื้อน โรคเท้าช้าง ซิฟิลิส และวัณโรค ซึ่งจะต้องมีการควบคุมและกำกับอย่างเข้มงวด หากให้เอกชนดำเนินการโดยไม่ขึ้นทะเบียนก่อน

ไม่ได้ลักลั่น 2 กระทรวงชัดเจน

ในการชี้แจงครั้งนี้ ทพ.อาคม ย้ำด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่กรณีที่ 2 กระทรวงขัดแย้งกัน แต่เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตั้งแต่ปี 2567 และมีผลบังคับใช้ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรงพยาบาลเอกชนที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในกระบวนการตรวจแรงงานต่างด้าว

แม้ว่าโรงพยาบาลเอกชนจะขึ้นทะเบียนกับ กรมการจัดหางาน ไปแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดำเนินการตรวจ แรงงานต่างด้าว ได้ทันที ยังคงต้องขออนุญาตขึ้นทะเบียนกับ กรมสบส. เพิ่มเติม เพราะถือเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ

คลินิกไม่มีสิทธิตรวจแรงงานต่างด้าว

ทั้งนี้ ย้ำอีกครั้งว่า คลินิกไม่ว่าจะเป็นคลินิกทั่วไปหรือคลินิกที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานแล้ว ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวได้ โดยเด็ดขาด เพราะตามกฎหมายเฉพาะที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข อนุญาตเพียงโรงพยาบาลที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 41 แห่งที่ขึ้นทะเบียนกับ สบส. เท่านั้น

หากตรวจโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก กรมสบส. ถือว่าผิดกฎหมายและจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งจะมีการเข้าตรวจสอบสถานพยาบาลทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม การปลดล็อคให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการตรวจแรงงานต่างด้าว เพื่อช่วยลดภาระของภาครัฐที่อาจไม่สามารถตรวจได้ครบ 2 ล้านคนตามที่มีอยู่ จึงเป็นมาตฐานใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2567 แต่ไม่ใช่การให้ความยืดหยุ่นแบบไม่ต้องขึ้นทะเบียนเด็ดขาด

หากคุณเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ดำเนินการตรวจ แรงงานต่างด้าว อยู่ในปัจจุบัน ขอให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ขึ้นทะเบียนกับ สบส. แล้ว ไม่เช่นนั้นอาจถูกดำเนินคดีได้

อย่าเสี่ยงตรวจแรงงานต่างด้าวหากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน เพราะความผิดอาจตามมาได้แบบย้อนหลัง ไม่ว่าคุณจะขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานใดมาก่อนหน้านี้ เพราะเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพประชาชน กฎหมายฉบับเฉพาะต้องได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ที่มา – รองอธิบดีสบส. ย้ำเอกชนตรวจต่างด้าว อ้างขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานแล้วไม่ได้ ไล่ตรวจย้อนหลังแน่

ฝันสู่ครูมืออาชีพ! ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วย ภาค ค ปี 68

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พร้อมด้วยนางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (ผอ.สศศ.) ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสนามสอบแข่งขันในภาค ค เพื่อคัดเลือกบุคลากรเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่สนับสนุนความฝันของผู้ที่ต้องการเป็น ครูมืออาชีพ อย่างมีมาตรฐาน

ฝันสู่ครูมืออาชีพ! ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วย ภาค ค ปี 68

การสอบแข่งขันในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมกับตำแหน่งวิชาชีพและการปฏิบัติงานในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สำนักงาน กพฐ.) ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปที่มีความพร้อมทั้งศักยภาพและทักษะสามารถเข้าร่วมสอบเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการในตำแหน่งสำคัญด้านการศึกษา

ณ สนามสอบโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดสอบภาค ค นางรำไพ บุตรธนู ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา และคณะกรรมการอื่น ๆ จากสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ได้ให้การต้อนรับและนำท่านผู้ช่วยเลขาธิการกพฐ. เข้าตรวจพื้นที่สอบอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้องตามระเบียบและมีความโปร่งใส

บรรยากาศสนามสอบอย่างเข้มงวดและเรียบร้อย

ในการสอบครั้งนี้มีผู้เข้าสอบจำนวน 795 ราย ทั้งนี้บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเข้มงวด โดยผู้บริหารระดับสูงได้ให้คำแนะนำและให้กำลังใจแก่คณะกรรมการผู้คุมสอบ รวมถึงผู้เข้าสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนมีโอกาสในการแสดงศักยภาพอย่างเท่าเทียมกัน

การจัดสอบในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของหน่วยงานที่ต้องการคัดเลือกบุคลากรที่ไม่เพียงแต่มีความรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังมีความพร้อมทั้งด้านจริยธรรม ความรับผิดชอบ และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของ ครูมืออาชีพ ที่แท้จริง

  • การจัดสอบที่โปร่งใสและมีมาตรฐาน
  • การเน้นคุณภาพของผู้สอบเข้า
  • วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการคัดเลือกครูผู้ช่วย
  • การให้ความสำคัญกับจริยธรรมและวิชาชีพครู
  • เปิดโอกาสให้ทุกคนมีโอกาสฝันสู่ครูมืออาชีพ

จากภาพรวมของการสอบแข่งขันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการฯ ได้วางระบบที่เน้นความรอด้วยกัน อีกทั้งยังส่งเสริมความมั่นคงของระบบการศึกษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีสำหรับทั้งผู้เข้าสอบที่มีโอกาสก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นผู้ร่วมพัฒนาการศึกษาของประเทศ และสำหรับสังคมโดยรวม

หากคุณเองมีหนทางสู่ความฝันเป็นครู อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมอย่างมืออาชีพ เพราะเส้นทางของครูผู้ช่วยที่ดี คือจุดเริ่มต้นของครูมืออาชีพที่แท้จริง

ที่มา – ฝันสู่ครูมืออาชีพ! ผู้ช่วยเลขาธิการกพฐ. ตรวจสนามสอบครูผู้ช่วย ภาค ค ปี 68 เรียบร้อย-โปร่งใส

โตโยต้า “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” ที่งาน BIG MOTOR SALE 2025

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดฉากโปรโมชั่นแรงในงาน “BIG MOTOR SALE 2025” พร้อมข้อเสนอพิเศษ “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์โตโยต้าภายในงาน หรือผ่านผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22-31 สิงหาคม 2568 ณ บูธ A03 ฮอลล์ EH 101-102 ไบเทค บางนา

โตโยต้า “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” จัดเต็มในงานใหญ่

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษในครั้งนี้ ลูกค้าจะได้รับดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 72 เดือน หรือเลือกผ่อนเริ่มต้นในอัตราพิเศษ ส่งท้ายด้วยฟรีประกันชั้น 1 และสิทธิประโยชน์มากมายอีกเพียบ ไม่ว่าจะซื้อรถรุ่นใดของโตโยต้า ไม่ว่าจะเป็น SUV สุดนิยมอย่าง YARIS CROSS, COROLLA CROSS, INNOVA ZENIX หรือรถสปอร์ต CAMRY และ ALPHARD ตระกูล HILUX REVO และ FORTUNER รวมถึง NEW YARIS ATIV HEV 2025 รุ่นไฮบริดประหยัดน้ำมันสูงสุด 29.4 กม./ลิตร

รถยนต์ไฮบริดจากโตโยต้า คุ้มค่าจริง

ภายใต้คอนเซปต์ “เอกสารครบ ผ่านเงื่อนไข รับรถไว” ลูกค้าจะสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์โตโยต้าได้รวดเร็วภายในงาน โดยได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมจากบริการตลอดอายุการใช้งาน และเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดยาวนานสูงสุดถึง 10 ปี

นอกจากนี้ ยังมีบริการประเมินรถยนต์เก่าจาก Toyota Sure โดยผู้เชี่ยวชาญภายในบูธโตโยต้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนรถคันใหม่ได้อย่างคุ้มค่า ทันสมัย และสะดวก

  • โปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% สูงสุด 72 เดือน
  • ฟรีประกันชั้น 1 ทุกรุ่นที่ร่วมรายการ
  • บริการประเมินรถเก่า โดย Toyota Sure
  • สิทธิพิเศษจาก Toyota Leasing และธนาคารพันธมิตร

สำหรับใครที่สนใจ โตโยต้า “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” อย่าพลาด!! ร่วมเป็นเจ้าของรถยนต์โตโยต้าคุณภาพ ราคาย่อมเยา และโปรโมชั่นเด็ดๆ ได้ในงาน “BIG MOTOR SALE 2025” ระหว่างวันที่ 22-31 สิงหาคมนี้ ที่บูธ A03 ไบเทค บางนา หรือที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

ที่มา – โตโยต้า จัดให้ “โปรได้ใจ คุ้มไซส์ BIG” ที่งาน “BIG MOTOR SALE 2025”

โขลงช้างป่าแม่ด้วนไล่ 2 นักท่องเที่ยววิ่งหนีเข้าป่า

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันที่นักท่องเที่ยวหลายคู่ต้องจดจำเป็นพิเศษ หลังพบว่าตนเองกลายเป็นเป้าหมายของโขลงช้างป่าแม่ด้วนจำนวนกว่าสิบตัว ที่แตกฝูงพุ่งตรงมายังตำแหน่งที่กำลังเดินทางผ่านอยู่บริเวณผาตะแบก ก่อนถึงป้อมเขาเขียว 1 กม. ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีนักท่องเที่ยวชาย-หญิง 2 คน ถูกช้างกลุ่มดังกล่าวไล่จนต้องทิ้งรถจักรยานยนต์วิ่งหนีเข้าป่ากระเจิงอย่างหวาดเสียว

โขลงช้างป่าแม่ด้วนไล่ให้ตื่นระทึก

มีรายงานว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน กลุ่มโขลงช้างป่าจากแม่ด้วนจำนวนมาก วิ่งออกมาแบบจู่โจม ทำให้นักท่องเที่ยวตกใจวิ่งหนีเข้าป่า โชคดีที่มีพลเมืองดีที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ใช้รถกระบะเข้าไปช่วยเหลือรับผู้ประสบเหตุออกมาได้ทัน หลังจากนั้นจึงกลับไปช่วยกันนำรถจักรยานยนต์ที่ถูกทิ้งไว้กลับมาได้อย่างปลอดภัย

เหตุเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีผู้เล่นในพื้นที่มาก

หนึ่งในผู้ประสบเหตุได้เผยว่า ตนเองกำลังเดินทางจากจังหวัดนครนายกมุ่งหน้าไปยังจังหวัดชัยภูมิ ผ่านทางดังกล่าวเหมือนที่เคยมาเป็นประจำ แต่ในวันนั้นดันมาพบเจอโขลงช้างป่าแม่ด้วนไล่แตกฝูงอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ทำให้ต้องรีบขับหนีแบบไม่คิดใคร่ เพราะความปลอดภัยของตนเองเป็นสำคัญ

ท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้ประสบเหตุ ยังมีเหตุพ่วงเกิดขึ้นอีกกรณีหนึ่ง คือรถกระบะที่ใช้ช่วยเหลือได้ถอยชนกับรถเก๋งที่กำลังหลบหนีจากโขลงช้างในเวลาเดียวกัน แต่โชคดีที่ทั้งสองฝ่ายยังสามารถพูดคุยกันและตกลงกันได้อย่างสงบ เหตุไม่ถึงขั้นรุนแรง และที่สำคัญคือไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

โขลงช้างป่าแม่ด้วนกลับเข้าป่าหลังเกิดเหตุ

หลังจากเกิดเหตุเสร็จสิ้น โขลงช้างป่าแม่ด้วนกลุ่มดังกล่าวก็ได้เดินต่อเข้าสู่ป่าลึกและหายตัวไป ท่ามกลางความตกใจของนักท่องเที่ยวในพื้นที่และพลเมืองดีที่อยู่ใกล้เหตุการณ์

เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตื่นตัวให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ หรือหน่วยป้องกันระบำบ้านเมืองจังหวัด เพื่อเตรียมมาตรการป้องกันในพื้นที่เสี่ยง และเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

สิ่งที่ควรทราบเพิ่มเติมในการเดินทางผ่านเส้นทางธรรมชาติล้วน คือการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบสภาพพื้นที่ก่อนเดินทาง รวมไปถึงการเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัวที่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ เช่น โขลงช้างป่าแม่ด้วนไล่หรือสัตว์ป่าที่อาจเกิดพฤติกรรมไม่คาดคิด

หากใครวางแผนเดินทางไปยังพื้นที่ธรรมชาติในอนาคต ต้องอย่าลืมคำเตือนและประสบการณ์จากกรณีครั้งนี้ด้วยนะครับ และอย่าลืมเช็คข่าวสารอัปเดตความเคลื่อนไหวของสัตว์ป่าทุกครั้งก่อนออกเดินทาง

ที่มา – โขลงช้างป่าแม่ด้วนนับสิบแตกฝูง ไล่ 2 นักท่องเที่ยวทิ้งรถวิ่งหนีเข้าป่ากระเจิง!

ผลโพลเผยคนไทยเชื่อมั่นกองทัพฯ

ผลสำรวจจากซูเปอร์โพลชี้ให้เห็นถึงความภูมิใจและความสุขของคนไทยต่อกองทัพไทย โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในตัวแม่ทัพภาค 2 และ “ผู้กองอะตอม” ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

ผลโพลเผยคนไทยเชื่อมั่นกองทัพ ภูมิใจทหาร ชื่นชอบแม่ทัพภาค 2 กับ “ผู้กองอะตอม”

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง “ความภูมิใจ ความสุขของคนไทย” จากกลุ่มตัวอย่างกว่า 1,093 คน ทั่วทุกภาคส่วนของประเทศ ระหว่างวันที่ 20 – 23 สิงหาคมที่ผ่านมา

ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 92.6 ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกภูมิใจใน “ความกล้าหาญและเสียสละของทหารไทยที่ปกป้องแผ่นดิน” ส่วนร้อยละ 91.7 ระบุว่าภูมิใจใน “กองทัพไทย” อย่างมากถึงมากที่สุด โดยมีเพียง 2.9% เท่านั้นที่ไม่แสดงความภูมิใจ

ความชื่นชอบต่อบุคคลในหน่วยทหาร

ผลโพลเผยคนไทยเชื่อมั่นกองทัพ ภูมิใจทหาร ชื่นชอบแม่ทัพภาค 2 กับ “ผู้กองอะตอม” โดยความนิยมของบุคลากรทหารชายแดนไทย–กัมพูชามีอันดับสูงสุด ได้แก่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง “แม่ทัพภาค 2” ร้อยละ 64.5 และรองลงมาคือ “ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ (ผู้กองอะตอม)” อยู่ที่ร้อยละ 63.8

  • แม่ทัพภาค 2 – 64.5%
  • ผู้กองอะตอม – 63.8%
  • นักบินรบ F-16 และกริพเพน – 61.7%
  • นักรบชุดดำ-ตชด. – 58.9%
  • กลุ่มอาสาสมัคร – 55.3%

ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ความชื่นชอบต่อกำลังพลแนวหน้ากระจุกตัวในระดับสูง แสดงให้เห็นถึงการยอมรับต่อตัวบุคคลและศักยภาพการปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะ

สุขภาพจิตและภาคภูมิใจของสังคม

ความสุขที่มาจากการปกป้องอธิปไตยและการเกื้อกูลในช่วงวิกฤตมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 88.6% โดยตัวเลขสูงสุดคือ “กองทัพไทยยึดคืนแผ่นดินไทยได้” (94.3%) รองลงมาคือ “ทหารสู้รบด้วยความกล้าหาญ” (91.2%) สงครามและความขัดแย้งแม้จะเป็นประเด็นละเอียดอ่อน แต่ผลการป้องปรามและช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

จากผลลัพธ์นี้ ทุนความภูมิใจ ซึ่งก่อให้เกิดอารมณ์เชิงบวกระดับสูง จึงสามารถส่งผลเสริม “ทุนความไว้วางใจเชิงสถาบัน” ต่อกองทัพ ทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงบวกในเชิงสังคมอย่างยั่งยืน

โดยสรุป ผลโพลเผยคนไทยเชื่อมั่นกองทัพ ภูมิใจทหาร ชื่นชอบแม่ทัพภาค 2 กับ “ผู้กองอะตอม” สะท้อนถึงความเชื่อมั่นถ้วนหน้าของสังคมไทยต่อกองทัพในภาพรวม พร้อมแรงผลักดันให้เกิดการสื่อสารเชิงคุณค่าที่ผสมผสานระหว่าง “ความกล้าหาญ” และ “ความเอื้ออาทร” อย่างกลมกลืน

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารสาธารณะและผลักดันความไว้วางใจในระยะยาว การเน้นเรื่องเล่าที่ผสมผสานคุณค่าความกล้าหาญเข้ากับมนุษยธรรม จะช่วยยกระดับบทบาทของหน่วยทหารให้เป็น “ทูตสังคม” ชั้นแนวหน้า เช่นเดียวกับการส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และคุณค่าของบรรพบุรุษเพื่อต่อยอดสู่พลเมืองที่มีคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม ความภูมิใจและความเชื่อมั่นของสังคมไทยต่อทหารนั้น ยังต้องผูกพันด้วยความรับผิดชอบและการเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในความยั่งยืนของความไว้วางใจสถาบัน

ที่มา – ผลโพลเผยคนไทยเชื่อมั่นกองทัพ ภูมิใจทหาร ชื่นชอบแม่ทัพภาค 2 กับ “ผู้กองอะตอม”

ย้อนเส้นทาง ‘วีนา ปวีนา’ นางงามผู้ไม่ยอมแพ้ 8 ปีกว่าคว้ามง

เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จที่รอคอยมานานกว่า 8 ปีเลยทีเดียวสำหรับ “วีนา-ปวีนา ซิงห์” นางงามสาวลูกครึ่งไทย-อินเดีย อายุ 29 ปี ที่ในที่สุดสามารถคว้ามงกุฎ “Miss Universe Thailand 2025” จากจังหวัดสระบุรีมาครองได้สำเร็จ ปิดตำนาน “นางรอง” ที่เธอผ่านมาอย่างสง่างาม

ย้อนเส้นทาง ‘วีนา ปวีนา’ นางงามผู้ไม่ยอมแพ้ 8 ปีกว่าคว้ามง

เส้นทางความมุ่งมั่นของวีนาไม่ใช่เรื่องง่าย เธอประกวดมาแล้วทั้งสิ้น 4 ครั้งในรอบ 8 ปี โดยเริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนจากจังหวัดเชียงใหม่ในปี Miss Universe Thailand 2018 ซึ่งเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายและคว้าตำแหน่งรองอันดับ 2 มาครอง

แรงบันดาลใจที่ผลักดันให้เดินหน้า

อีกครั้งในปี 2020 เธอกลับมาแข่งขันอีกครั้งในฐานะตัวแทนจากจังหวัดบางแสน และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนได้ตำแหน่งรองอันดับ 1 ในปี 2023 เธอกลับมาอีกครั้งเป็นตัวแทนจากจังหวัดภูเก็ต และได้ตำแหน่งรองอันดับ 2 อีกครั้ง

การผันตัวมาเป็น “Miss Universe Thailand 2025” จากจังหวัดสระบุรีในปีนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่เปล่งปรายอย่างแท้จริง ความมุ่งมั่น การฝึกฝน และการไม่ยอมแพ้ คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้

  • ปี 2018: รองอันดับ 2
  • ปี 2020: รองอันดับ 1
  • ปี 2023: รองอันดับ 2
  • ปี 2025: คว้ามง Miss Universe Thailand 2025

วีนาเป็นหนึ่งในนางงามที่คงความสม่ำเสมอและมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง หยิบยกความแตกต่างของตัวเอง และเปลี่ยนมันให้เป็นจุดเด่นที่น่าจดจำ เธอไม่เพียงแค่แข่งขันเพื่อตัวเอง แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วไป

ในวันนี้ วีนา ปวีนา ซิงห์ กลายเป็นตัวแทนของประเทศไทยในเวที Miss Universe 2025 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เส้นทางที่ยาวนานกว่า 8 ปีได้ปิดฉากลงด้วย传奇游戏แห่งความสำเร็จ

ความสำเร็จของวีนาสอนให้เราได้เรียนรู้ว่า ความมุ่งมั่น กับความไม่ยอมแพ้ จะพาเราไปสู่จุดหมายได้เสมอ เราเชื่อว่าต่อไปนี้ วีนาจะสร้างความภูมิใจให้ประเทศไทยอย่างเต็มเปี่ยม

หากคุณยังไม่ลองฝึกฝนตัวเองในสิ่งที่คุณรักและมุ่งมั่น อย่ารอช้า! เพราะทุกฝันล้วนเป็นไปได้ เมื่อคุณไม่ยอมแพ้เลย

ที่มา – ย้อนเส้นทางมุ่งมั่น ‘วีนา ปวีนา‘ นางงามผู้ไม่เคยยอมแพ้ ปิดตำนาน ‘นางรอง’ กัดฝันสู้ 8 ปีจนคว้ามงสำเร็จ

‘ภูมิธรรม’ สั่งการผู้ว่าฯติดตามพายุ ‘คาจิกิ’

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้เปิดเผยว่า พายุโซนร้อนกำลังแรง “คาจิกิ” ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขณะนี้อยู่ห่างจากเมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม ประมาณ 570 กิโลเมตร และเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แผนกอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า พายุอาจมีกำลังแรงขึ้นเมื่อเข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และจะเริ่มอ่อนกำลังหลังขึ้นฝั่งเวียดนามตอนบนภายในวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ขึ้นฝั่งไทย แต่“คาจิกิ”จัดเป็นพายุที่มีความรุนแรงสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น พายุหมุนเขตร้อน อาจนำฝนตกหนักไปยังหลายพื้นที่ เช่น ภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันตก และกรุงเทพมหานคร

‘ภูมิธรรม’ สั่งการผู้ว่าฯติดตามพายุ ‘คาจิกิ’

ด้วยสถานการณ์ที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 แห่ง และกรุงเทพมหานคร ให้ร่วมมือติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนทั่วประเทศ

รอข่าวสารผ่านวอร์รูมกลาง

ในส่วนของการบริหารสถานการณ์ในกรณีฉุกเฉินนั้น นายภูมิธรรมยังได้แจ้งว่าให้มีการตั้งวอร์รูมขึ้นในทุกพื้นที่ เพื่อประสานงานและประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากพบว่าพื้นที่ใดมีแนวโน้มจะเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้ว่าราชการจะต้องสั่งการผ่านผู้อำนวยการอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการทันที

  • เตรียมแผนอพยพพื้นที่เสี่ยง
  • ดูแลปัจจัยด้านอาหาร การกิน และสิ่งจำเป็นอื่นๆ
  • เตรียมพื้นที่ปลอดภัยรองรับผู้ลี้ภัย
  • ขับเคลื่อนการช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยพิบัติแบบฉับพลัน

นอกจากนี้ ยังกำชับให้ตรวจสอบวัตถุที่มีความสูง เช่น ป้ายโฆษณา หรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ถล่มหรือถูกลมแรงกระหน่ำ ซึ่งอาจสร้างอันตรายต่อความปลอดภัยของประชาชน

สำหรับพื้นที่ติดทะเล นายภูมิธรรมกล่าวเสริมว่า ควรติดตามคลื่นสูงอย่างใกล้ชิด และจัดการห้ามประชาชนและนักท่องเที่ยวเล่นน้ำ รวมถึงพิจารณาการเดินเรือของเรือโดยสาร เรือประมง หากสถานการณ์รุนแรง ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำพาเรือที่ออกไปแล้วกลับมาฝั่งอย่างปลอดภัย

ย้ำอีกครั้งว่า ‘ภูมิธรรม’ สั่งการผู้ว่าฯติดตามพายุ ‘คาจิกิ’ อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นอกจากนี้ ประชาชนสามารถโทรสอบถามข้อมูลหรือขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชม. ผ่านสายด่วนนิรภัย 1784

หากคุณอยู่ในพื้นที่ที่รับผลกระทบจากพายุ “คาจิกิ” อย่าประมาท และควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกขณะ ข่าวจากเว็บไซต์ข่าว

ดิว อริสรา กล่าวคำอาลัยพ่อทั้งน้ำตา เปิดข้อความในวาระสุดท้าย

ช่วงชีวิตของนักแสดงสาว “ดิว อริสรา” ต้องเจอกับความทุกข์หลายประการ ทั้งในเรื่องส่วนตัวและคดีความ จนต้องเดินทางไปพักใจต่างประเทศ แต่ในช่วงเวลานั้น “เฮียหลี” หรือพ่อของเธอ “วิชิต ทองบริสุทธิ์” ก็จากไปโดยไม่มีโอกาสได้เจอกันเป็นครั้งสุดท้าย

ดิว อริสรา กล่าวคำอาลัยพ่อทั้งน้ำตา

ครอบครัวของดิวจึงตัดสินใจรักษาร่างของพ่อไว้ 100 วัน เพื่อรอเธอได้กลับมาส่งท้ายพ่อด้วยความเคารพและรัก ในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ดิวได้จัดพิธีแห่ศพอย่างเรียบง่าย มีพี่ชาย สญาคริยา ญาติพี่น้อง และเพื่อนสนิทเข้าร่วม

คำอาลัยจากหัวใจ

ในพิธีดังกล่าว ดิว อริสรา ได้อ่านคำอาลัยด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือบด้วยความเศร้า เธอเล่าให้ทุกคนฟังถึงข้อความจากคุณพ่อในช่วงวาระสุดท้าย ถึงแม้เธอจะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่พ่อกลับไม่เคยตำหนิ กลับส่งข้อความให้กำลังใจอย่างน่าซาบซึ้ง

ข้อความที่ดิวเปิดเผยก็คือ “ถึงแม้ลูกคนนี้จะพลาดพลั้ง ทำผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง แต่ป๊าไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะรู้สึกผิดหวังในตัวที่ดิว แม้กระทั่งวาระสุดท้ายในชีวิตป๊า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดิวกำลังเผชิญปัญหาในชีวิตอยู่ ทำให้เราไม่มีโอกาสได้พบกันใกล้ๆ แต่เราได้มีโอกาส FaceTime พูดคุยกัน… ป๊ารักลูกเสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างป๊าไม่เคยคิดไม่ดีต่อลูกๆทุกคน ป๊าให้อภัยลูกๆทุกคนเสมอ และป๊ารักลูกๆทุกคนตลอดไป“

ระหว่างที่กล่าวคำอาลัย ดิวเกือบจะร้องไห้ออกมา เธอไม่อาจควบคุมความเศร้าได้ เพราะรักในตัวพ่ออย่างลึกซึ้ง หลังจากนั้นเธอได้ร้องเพลง “เรื่องจริง – sin singular” เพื่อเป็นการอำลาพ่ออย่างเต็มหัวใจ

แม้ช่วงเวลานี้จะเต็มไปด้วยความเสียใจ แต่ก็เป็นการปลอบใจให้ตัวเองว่าความรักที่มีให้กันและกันจะยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป

การสูญเสียคนในครอบครัวเป็นสิ่งที่ยากจะลืมเลือน แต่ทุกคำพูด และความรักของพ่อที่ได้ถ่ายทอดไว้ ย่อมเป็นพลังใจที่สำคัญในวันที่เธอเจ็บปวดอย่างหนัก

อดีตความหลังอาจเจ็บปวด แต่คำพูดของพ่อดึกดื่นที่ว่า “ป๊าให้อภัยลูกทุกคน” ย่อมเป็นคำพูดที่เติมพลังให้เธอเดินหน้าต่อในวันข้างหน้า

หากคุณเคย经历过ช่วงเวลาที่ยากลำบากทางใจ สิ่งที่คนใกล้ตัวให้คุณไว้อาลัยไว้ ย่อมเป็นแรงผลักดันให้คุณหายเจ็บได้เช่นกัน

ที่มา – ‘ดิว อริสรา’ กล่าวคำอาลัยพ่อทั้งน้ำตา เปิดข้อความในวาระสุดท้าย ‘ป๊าให้อภัยลูกทุกคน’

“อนุชา” บุกตลาดนัดวัดกลางบางแก้ว ดันแคมเปญ SAN “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” สกัดโรค NCD

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอนุชา สะสมทรัพย์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายฐิติพันธ์ จูจันทร์โชติ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางไปยัง ตลาดนัดวัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนแคมเปญสุขภาพและสุขาภิบาลอาหารภายใต้แนวคิด “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” (SAN) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

“สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” ป้องกันโรค NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

การเข้าพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนจากภาครัฐว่าอยากให้ภาคประชาชน เจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการ ตระหนักถึงความสำคัญของสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในสิ่งแวดล้อมในการประกอบอาหาร การจัดการวัตถุดิบ และภาชนะที่ใช้ในการปรุง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน

ตลาดนัดเป็น “พื้นที่เสี่ยง” ต่อโรค NCDs ที่ต้องอยู่ในสายตา

ตลาดนัดมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ก็ถือเป็นพื้นที่ที่ต้องได้รับการดูแลพิเศษอย่างต่อเนื่อง เพราะหากStores ภายในตลาดไม่ได้มาตรฐานมากเพียงพอ เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคและมลพิษทางอาหาร ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะสุขภาพที่ไม่ดี โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงกับโรคกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน

นอกจากนี้ ท่านรองโฆษกฯ ยังกล่าวว่า “อาหารที่ดีไม่ควรมีเพียงรสชาติที่อร่อยเท่านั้น แต่ต้องมีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับการรับประทาน ด้วยการควบคุมสุขาภิบาลที่ดี ทั้งร้านค้าและผู้บริโภคจึงสามารถมั่นใจได้ว่าทุกจาน จะถูกจัดเตรียมอย่างพร้อมเพรียงต่ออายุขัยและความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย”

  • ส่งเสริมตลาดนัดมาตรฐาน SAN
  • ลดความเสี่ยงจากโรคเรื้อรัง (NCDs)
  • ให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการอย่างมีจริยธรรม
  • ปกป้องผู้บริโภคด้วยจรรยาบรรณด้านอาหาร

แคมเปญในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การตรวจสอบว่าร้านใดสะอาดหรือไม่ แต่เป็นองค์ประกอบของการสร้างความตระหนักรู้ การให้คำแนะนำอย่างตรงจุด และการร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ จนถึงผู้บริโภคเอง “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” จึงไม่ใช่เพียงแค่สโลแกน แต่คือแนวทางในการสร้างอนาคตแห่งสุขภาพของชาติ

หากคุณอยากให้ครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรง ต้องเริ่มจากการเลือกร้านอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐานเสมอ ร่วมมือกับรัฐ เพื่อสร้าง “สุขภาวะ” ที่ยั่งยืน

ที่มา – “อนุชา” พาบุกตลาดนัดวัดกลางบางแก้ว ดันแคมเปญ SAN “สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” สกัดโรค NCD