ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เกาหลีเหนืออวดความสำเร็จทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานใหม่ 2 รุ่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ว่า สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ซึ่งเป็นเสียงของรัฐบาลเปียงยาง ได้ออกมาประกาศว่า นายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เดินทางไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งเพื่อสังเกตการณ์การซ้อมยิง ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานใหม่ 2 รุ่น ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะที่เหนือกว่ารุ่นก่อน ๆ

เกาหลีเหนืออวดความสำเร็จทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานใหม่ 2 รุ่น

รายงานจาก KCNA ระบุว่า แม้จะไม่เปิดเผยข้อมูลเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับ ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 รุ่นใหม่ ที่เพิ่งได้รับการทดสอบ แต่ได้เน้นย้ำว่า ผลการทดลองระบุว่า ขีปนาวุธทั้งสองรุ่นนั้นมีระบบเทคโนโลยีที่มีความสามารถสูงในการทำลายเป้าหมายทางอากาศหลากหลายประเภท ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญสำหรับ arsenal ด้านอาวุธของเกาหลีเหนือ

ท่านผู้นำสั่งเร่ง “ภารกิจสำคัญ” ก่อนการประชุมใหญ่พรรคคนงาน

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า คุณคิมjong-un ได้สั่งการอย่างตรงไปตรงมาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหาร “ต้องเร่งดำเนินการให้ภารกิจสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบอาวุธให้สำเร็จก่อนการประชุมใหญ่ของพรรคคนงานครั้งต่อไป” ซึ่งเป็นการเปิดฉากการแสดงศักยภาพทางทหารของประเทศอย่างชัดเจน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ กระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือ ได้ประกาศประณามการซ้อมรบประจำปีของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ที่มีชื่อว่า “Freedom Shield” ซึ่งมีกำหนดการตั้งแต่ 18 ส.ค. ถึง 28 ส.ค. โดยเรียกการกระทำนี้ว่า “เป็นการกระทำที่วางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อยั่วยุและข่มขู่” ตามรายงานข่าว

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. เหตุการณ์ตึงเครียดยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อทหารเกาหลีเหนือเข้าไปใกล้เขตแดนทางทหาร (MDL) และทหารเกาหลีใต้ได้ยิงกระสุนปืนเตือนเพื่อเตือนให้พวกเขายุติการละเมิดเขตแดน ซึ่งกองทัพเกาหลีใต้ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเพื่อตอบโต้ความเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสมของฝั่งตรงข้าม ซึ่งหลังจากได้ยินเสียงปืน ทหารเกาหลีเหนือได้ล่าถอยกลับไป

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศยังคงเป็นสมรภูมิที่ต้องจับตา ทั้งในแง่ของพัฒนาการด้านอาวุธและการแสดงพลังทางการทูต การทดสอบ ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานใหม่ 2 รุ่น จึงไม่ใช่แค่การสาธิตพลัง แต่เป็นการเตือนสติเยี่ยงโลกว่า เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าในเส้นทางการทหารอย่างไม่หวั่นไหว

การรายงานข่าวนี้มีนัยสำคัญทั้งในด้านกลยุทธ์ทางทหารและบรรยากาศทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมใหญ่ของพรรคก้าวหน้าแรงครั้งใหม่ของเกาหลีเหนืออีกด้วย

ที่มา – เกาหลีเหนืออวดความสำเร็จ ทดสอบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน 2 รุ่นใหม่

นอภ.เมืองลพบุรียันหลวงพ่ออลงกตไม่มีความผิด

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายรัฐพล ธุระพันธ์ นอภ.เมืองลพบุรี ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ชื่อของ “หลวงพ่ออลงกต” ถูกเปรียบเทียบกับ “นายอลงกต พลมุข” อดีตข้าราชการอำเภอผักไห่ที่เสียชีวิตแล้ว โดยระบุชัดเจนว่า หลังการตรวจสอบเลขบัตรประชาชน 13 หลักของทั้งสองคนนั้นไม่ตรงกัน

นอภ.เมืองลพบุรียันหลวงพ่ออลงกตไม่มีความผิด

จากการติดตามข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า หลวงพ่ออลงกต ได้ยื่นเปลี่ยนชื่อเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2552 ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าทั้งสองเป็นคนละบุคคลกัน แม้จะมีชื่อเดียวกันและวันเกิดใกล้เคียง แต่เมื่อดูจากสูติบัตรและข้อมูลอื่น ๆ พบว่าท่านมีภูมิลำเนาที่จังหวัดขอนแก่น ส่วนในใบสุทธิฯ ที่มีการแจ้งวันเกิดไม่ตรงกัน เป็นเรื่องที่สำนักพุทธศาสนาอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ข้อมูลจากสำนักทะเบียนราษฎร์ยืนยันความชัดเจน

นายรัฐพลกล่าวว่า จากข้อมูลของฝ่ายปกครองและสำนักทะเบียนราษฎร์ ถือว่ากรณีนี้ได้ปิดไว้เรียบร้อยแล้ว และหลวงพ่ออลงกตไม่มีความผิดในประเด็นที่ถูกกล่าวอ้าง ยืนยันว่าเป็นเพียงความสับสนจากข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการตรวจสอบมูลนิธิของวัดพระบาทน้ำพุที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยทุกปีมีการรายงานผลการทำงานของมูลนิธิในวันที่ 31 มีนาคม ซึ่งในช่วงล่าสุดได้มีการแจ้งเรื่องทรัพย์สินและที่ดินมูลค่ารวมหนึ่งล้านบาทต่อมูลนิธิ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าตรงกับวัตถุประสงค์ของการจดตั้งหรือไม่

ชุมชนลพบุรีตั้งข้อสังเกตในกิจกรรมมูลนิธิ

“ใจฟ้าอาคาเดมี่” ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นของมูลนิธิธรรมลักษณ์ และมูลนิธิอาทรประชานาถ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบชัดเจน โดยทางผู้บังคับบัญชาจะต้องชี้แจงอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม รายงานด้านที่ดินเพิ่มขึ้นจากเดิม แสดงให้เห็นว่ามีการขยายกิจกรรมของมูลนิธิในลักษณะที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

  • มูลนิธิฟ้าสร้างไทย: ปิดไปแล้วเมื่อ 31 ตุลาคม 2567
  • มูลนิธิธรรมลักษณ์ และอาทรประชานาถ: อยู่ระหว่างตรวจสอบ

อีกหนึ่งประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วงปลายสิงหาคม คือการกล่าวอ้างของเพจ “แฉวีรกรรมหมอบี” ที่พาดพิงถึง “เจ้าของร้านเพชรงานดัง” ในเมืองลพบุรี ว่าเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวของวัดพระบาทน้ำพุ และเรื่องในเครือข่ายฟอกเงิน ซึ่งหากดูจากสถานการณ์จริง ปรากฏว่าเจ้าของร้านเพทราไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัดแต่อย่างใด

ร้านเพชรมีความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจค้าขายครีมเสริมความงาม และช่วยเหลือชุมชนโดยการแจกอาหารให้กลุ่มเปราะบาง นอกจากนี้ ท่านยังถูกกล่าวอ้างว่า “มีสามีเป็นตำรวจ” ซึ่งความจริงแล้ว นายตำรวจที่ถูกกล่าวถึงเป็นเพียงคนรู้จักที่ใช้เวลาโลดแล่นอกราชการในการดูแลความปลอดภัยของร้าน ไม่ใช่สามีตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

หลังจากเกิดข้อประเด็นดังกล่าว ทางผู้เสียหายได้รวบรวมหลักฐานทุกอย่างเข้าแจ้งความกับ พล.ต.ต.จักรทิพย์ วงศ์ชูสกุล ผกก.สภ.เมืองลพบุรี เพื่อดำเนินคดีกับเพจ “แฉวีรกรรมหมอบี” ซึ่งได้ลบโพสนี้ออกไปเนื่องจากเผชิญกระแสทัวร์แรง

การตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป โดยหวังว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องจะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเป็นผู้สังเกตการณ์ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงในทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือมูลนิธิที่ขับเคลื่อนโดยองค์กรศาสนา

ที่มา – ‘นอภ.เมืองลพบุรี’ ยัน ‘หลวงพ่ออลงกต’ ไร้ความผิด ชี้เลขบัตรปชช.ไม่ตรงกับ ‘อดีตขรก.ผักไห’

เกราะเหล็กตัดไม่เหมาะบริจาค ต่างจากเหล็กทั่วไป แถมกันกระสุนไม่ได้

จากกรณีแฟนเพจ “thaiarmedforce.com” ได้โพสต์เตือนเกี่ยวกับ เกราะเหล็กตัด ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันกระสุนอย่างแท้จริง แม้ว่าแผ่นเหล็กนี้จะมีความสามารถในการหยุดกระสุนได้ในระดับหนึ่ง แต่แรงกระแทกและเศษกระสุนที่กระจายออกมานั้น อาจทำให้ผู้ใส่เกิดบาดเจ็บรุนแรงหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ แฟนเพจจึงแนะนำให้หน่วยงานที่รับบริจาคหยุดใช้ เกราะเหล็กตัด เหล่านี้ทันที เนื่องจากไม่มีประโยชน์ต่อความปลอดภัยของทหาร

เกราะเหล็กตัดให้ประโยชน์น้อย และอันตรายมาก

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งซึ่งคาดว่าเป็นทหาร มีการโพสต์แนะนำเกี่ยวกับการบริจาคเกราะกันกระสุน โดยเฉพาะกับ เกราะเหล็กตัด ที่ผู้บริจาคจำนวนมากนำไปบริจาคให้กับทหาร โดยมีการเน้นย้ำว่า เกราะเหล็กตัด จากเหล็กธรรมดาที่ไม่มีมาตรฐานไม่ได้เป็นเกราะป้องกันกระสุนจริง และไม่มีประสิทธิภาพที่เพียงพอในการรับมือกับกระสุนปืนยาว

รายละเอียดจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก

โพสต์ดังกล่าวระบุว่า “ใครที่คิดจะบริจาค เกราะเหล็กตัด จากเหล็กธรรมดาที่ไม่ได้มาตรฐานจากร้านขายเหล็กทั่วไปให้ทหาร คิดให้ดีบริจาคให้ถูกหน่วยถูกที่ครับ ใช้ประโยชน์ได้น้อยมาก หนักมากแต่กันกระสุนปืนยาวไม่ได้จริง” อีกทั้งเพิ่มเติมว่า “แนวหน้าไม่มีใครใส่หรอก เพราะรุ่นที่กันได้มีราคาสูงแต่ประสิทธิภาพก็ยังไม่ดี ทำให้กระสุนแตกกระจายไปโดนส่วนอื่น หรือเพื่อนบาดเจ็บแทน หรือแย่กว่านั้นคือโดนตาหรือโดนคอ”

ทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับการบริจาค

ผู้ใช้เฟซบุ๊กยังแนะนำว่า ถ้าผู้มีจิตศรัทธาต้องการบริจาคเพื่อช่วยเหลือทหาร ควรซื้อเสื้อเกราะเปล่าๆ ที่มีจำหน่ายในแอปพลิเคชันต่างๆ ซึ่งสามารถใช้งานได้จริง และเหมาะสมกับหน่วยที่จะนำไปใช้มากกว่า

  • กันกระสุนได้ดีกว่าเหล็กตัด
  • น้ำหนักเบาเหมาะกับการใช้งาน
  • ใช้งานในสภาพการรบได้จริง

“บางหน่วยอาจจะพอใช้แก้ขัดได้ ถ้าบริจาคให้หน่วยช่วยรบ หน่วยสนับสนุนการรบ และหน่วยขนส่งอย่างพลขับรถล้อ หน่วยปืนใหญ่ หรือทหารม้า ที่อยู่ในพื้นที่ยิงสนับสนุนฝ่ายส่งกำลังบำรุง น่าจะพอป้องกันสะเก็ดระเบิดไว้ได้ และโอกาสโดนปืนยาวนั้นต่ำมาก” โพสต์ระบุเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม สำหรับหน่วยแนวหน้า เช่น ทหารราบ ทหารพราน หรือหน่วยแนวหน้าอื่นๆ ย้ำว่าไม่ควรใช้ เกราะเหล็กตัด อย่างเด็ดขาด เนื่องจากไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกระสุนปืนยาว และอาจทำให้กระสุนแตกแยกกระเจิง ทำร้ายอวัยวะสำคัญของตนเองหรือผู้อื่นแทน

“แต่หน่วยแนวหน้าอย่างทหารราบ ทหารพราน หน่วยหน้าแนวอื่นๆ ใช้ไม่ได้ มันกันไม่ได้ครับ ถึงกันได้ก็แฉลปไปโดนส่วนอื่นที่สำคัญกว่า อาจตายไวกว่าเดิมครับ กันกระสุนปืนยาวไม่ได้ ขอบคุณทุกคนครับ”

สรุป

การบริจาคควรมีความรู้เท่าทัน และเข้าใจความต้องการจริงของผู้รับ เพื่อไม่ให้ของบริจาคกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยของผู้ใส่ การเลือกบริจาคเฉพาะของที่มีคุณภาพและตรงกับมาตรฐาน เช่น เสื้อเกราะหรือเกราะมาตรฐานทหารบก จะช่วยสนับสนุนกำลังใจและกำลังกายของทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผู้รู้แนะนำ ‘เกราะเหล็กตัด’ ไม่เหมาะบริจาค ต่างจากเหล็กทั่วไป แถมกันกระสุนไม่ได้

บัตรทองรักษาป่วยเล็กน้อยที่ร้านยา-คลินิก 2 ครั้งต่อเดือน

ผู้ถือบัตรทองจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในการรักษาอาการป่วยเล็กน้อยเริ่มวันที่ 1 กันยายน 2568 โดยสามารถเข้ารับบริการที่ร้านยาคุณภาพหรือคลินิกเวชกรรมได้สูงสุด 2 ครั้งต่อเดือน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในทางเลือกใหม่สำหรับผู้มีสิทธิบัตรทองในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

บัตรทองรักษาป่วยเล็กน้อยที่ร้านยา-คลินิก 2 ครั้งต่อเดือน

จากข้อมูลที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แจ้ง เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ได้อธิบายถึงแนวทางใหม่ในการให้บริการแก่ผู้ถือบัตรทอง โดยระบุว่าจะมีการขยายช่องทางการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย (common illness) จำนวน 32 ถึง 42 อาการ ผ่านหน่วยบริการนวัตกรรม ซึ่งรวมถึง ร้านยาคุณภาพ, คลินิกเวชกรรม, คลินิกพยาบาล และบริการ Telemedicine ทั้งผ่านแอปพลิเคชันและตู้ห่วงใย โดยสามารถใช้สิทธิได้สูงสุดเดือนละ 2 ครั้ง

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใช้สิทธิ์ 2 ครั้งต่อเดือน

หากผู้ถือบัตรทองใช้สิทธิเข้ารับบริการที่ร้านยาในการรักษาครั้งแรก และในครั้งที่สองไปใช้บริการที่คลินิกเวชกรรม ถือว่าใช้สิทธิครบถ้วนในเดือนนั้นแล้ว หากรู้สึกอาการไม่ดีขึ้นหลังใช้สิทธิ 2 ครั้ง ควรไปรักษาต่อที่สถานพยาบาลหลักที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งระบบจะสามารถติดตามประวัติการใช้งานได้อย่างแม่นยำผ่านบัตรประชาชน

นอกจากนี้ ทพ.อรรถพร ยัง提醒 ว่าผู้ใช้สิทธิบัตรทองจำเป็นต้องเก็บรักษาบัตรประชาชนให้ปลอดภัยอย่างมาก เพราะหากมีการรั่วไหลออกมายังผู้ไม่ประสงค์ดี อาจนำไปใช้ในการแอบอ้างเข้ารับบริการแทนเจ้าของบัตรจริง และอาจทำให้สูญเสียสิทธิ์โดยไม่รู้ตัว

  • ใช้สิทธิได้สูงสุด 2 ครั้งต่อเดือน
  • เลือกรับบริการที่ร้านยา คลินิกเวชกรรม ฯลฯ ได้อย่างสะดวก
  • หากอาการยังไม่ดีขึ้น ไปรับบริการที่โรงพยาบาลประจำ
  • ระวังการเปิดเผยบัตรประชาชน

การเปลี่ยนแปลงในปี 2568 นี้เป็นความพยายามของภาครัฐในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้ถือบัตรทอง โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการป่วยเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปโรงพยาบาลทุกครั้ง ทำให้ทั้งประหยัดเวลาและมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

หากคุณเป็นผู้มีบัตรทอง ควรเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเข้ารับบริการในวันที่ 1 กันยายนนี้ด้วยการตรวจสอบสิทธิ์และสถานพยาบาลใกล้บ้านที่สามารถให้บริการแบบปฐมภูมิได้ การมีสิทธิ์นี้จะทำให้การรักษาเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ดีเดย์ 1 ก.ย.นี้ บัตรทองป่วยเล็กน้อยรักษาที่ร้านยา-คลินิก 2 ครั้งต่อเดือน

พิมพิมประภาทำหูฟังหล่นหายบนเครื่องบิน

เรื่องราวที่ทำเอาชาวเน็ตแห่คอมเมนต์ไม่หยุด เมื่อ พิม พิมประภา ตั้งประภาพร นักแสดงสาวสุดฮอต กลายเป็นข่าวดังอีกครั้งหลังจากโพสต์คลิปประสบการณ์บินเครื่องระหว่างเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ โดยในคลิปเล่าเหตุการณ์ที่ว่าขณะเครื่องบินกำลังจะลงจอด เธอรู้สึกว่าหูฟังไร้สายที่ใส่อยู่หายไปข้างหนึ่ง คาดว่าหล่นลงไปในซอกเบาะที่ลึกจนมองไม่เห็น

พิมพิมประภาทำหูฟังหล่นหายบนเครื่องบิน

จากเหตุการณ์ดังกล่าว พิมได้ร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่บนเครื่องบิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่ลังเลที่จะรื้อเบาะที่นั่งเพื่อช่วยค้นหาหูฟังที่หล่นหาย จนสามารถกู้คืนมาได้ในที่สุด บรรยากาศในคลิปเผยให้เห็นว่าพิมแสดงออกถึงความเกรงใจและขอโทษเจ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องราวที่ทำเอาผู้ชมหลายคนประทับใจในท่าทีของทั้งสองฝ่าย

ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

หลังจากที่คลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไปบนโซเชียล มีชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์เพียบ โดยมีความคิดเห็นที่หลากหลาย คนส่วนหนึ่งชื่นชมความน่ารักของพิม ที่ไม่ใช่แค่น่ารัก แต่ยังมีมารยาทในการใช้บริการอย่างดี อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่า นี่อาจเป็นอีกหนึ่งคอนเทนต์แปลกๆ ที่เธอรังสรรค์ขึ้นในระหว่างการเดินทาง

  • ผู้ใช้งาน: ‘น่ารักมาก พนักงานดีน่ารัก’
  • ผู้ใช้งาน: ‘มีเรื่องวุ่นวายเสมอเมื่อเธอเดินทางไปต่างประเทศ’

ทั้งนี้ ยังมีเน็ตไอดอลด้านการบินเข้ามาให้ข้อมูลชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า เหตุที่เจ้าหน้าที่ต้องใส่ใจในเรื่องหูฟังหายไม่ใช่เพียงเพราะมีความต้องการใช้งานของผู้โดยสารเท่านั้น แต่เป็นมาตรการด้านความปลอดภัย เพราะของเล็ก ๆ อย่างหูฟังหากหล่นลงไปในเส้นสายของเครื่องบิน อาจทำให้เกิดอันตรายต่อระบบหรือกลไกภายในเครื่องได้

ความคิดเห็นจากผู้ใช้

เรื่องราวครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่กลายเป็น话题 теп็นข่าวไปทั่วโลกออนไลน์ และนับได้ว่า ‘พิมพิมประภาทำหูฟังหล่นหายบนเครื่องบิน’ ได้เขาให้เห็นถึงความตั้งใจของเจ้าหน้าที่สายการบินในการให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารอย่างเต็มที่ รวมถึงความน่ารักในตัวของนักแสดงสาวที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

หากคุณเคยเจอเหตุการณ์ที่แปลก คล้ายกันระหว่างเดินทาง มาแชร์ประสบการณ์ของคุณเพื่อให้เราได้รู้ว่าคุณเป็นคนที่มีดวงแบบไหนในสายตาของเทวดาบิน ที่ได้บินเจออะไรแปลกๆ ไม่น้อยไปกว่าพิมเลยละ

ที่มา – ‘พิม พิมประภา’ ทำหูฟังหล่นหายบนเครื่องบิน เจ้าหน้าที่ต้องรื้อเบาะหา ‘วุ่นทั้งลำ’

อาร์เตตาเซ็งซากา-โอเดการ์ดบาดเจ็บส่อแววอดดวลหงส์แดง

มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีมอาร์เซนอล แสดงความผิดหวังหลังจากที่ทีมต้องสูญเสียตัวผู้เล่นสำคัญทั้งสองรายอย่าง บูคาโย ซากา และ มาร์ติน โอเดการ์ด จากการบาดเจ็บในเกมที่พวกเขาชนะ ลีดส์ ยูไนเต็ด 5-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา การบาดเจ็บของ “ซากา-โอเดการ์ด” เริ่มส่งผลกระทบในทันที โดยมีข่าวลือว่าทั้งสองคนนี้จะพลาดเกมพบกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป็นคิวบิ๊กแมตช์ของ “ปืนใหญ่”

อาร์เตตาเซ็งซากา-โอเดการ์ดบาดเจ็บส่อแววอดดวลหงส์แดง

“โอเดการ์ดมีปัญหาที่หัวไหล่ แน่นอนว่าเราจะต้องรอดูผลของการแสกนก่อนว่าหนักแค่ไหน และต้องพักนานหรือเปล่า ส่วน ซากา ผมยังไม่ได้คุยกับเขา แต่ถ้าเขาถูกหามขึ้นเปลออกนอกสนามมันคงดูไม่ค่อยดี เพราะเขารู้สึกเจ็บที่แฮมสตริง หลังวิ่งอย่างรวดเร็วและปะทะกับกองหลัง ผมคิดว่าน่าจะเป็นแบบนั้น” อาร์เตตา กล่าว

อาการบาดเจ็บของซากาและโอเดการ์ด

จากการประเมินเบื้องต้น อาการบาดเจ็บของ “ซากา-โอเดการ์ด” เริ่มบ่งบอกถึงความรุนแรงที่อาจส่งผลต่อโอกาสในการลงสนามในเกมที่สำคัญกับ “หงส์แดง” โดยสำนักข่าวกีฬาและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่ได้สังเกตจากคลิปวิดีโอต่างก็คาดว่า โอเดการ์ด อาจต้องพักรักษาอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ระหว่าง 1 ถึง 4 สัปดาห์ ส่วน “ซากา” ที่มีปัญหาที่กล้ามเนื้อแฮมสตริง คาดว่าอาจต้องพักยาวระหว่าง 2 ถึง 6 สัปดาห์ หากอาการรุนแรงจริง

ผมไม่แน่ใจว่า พวกเขาทั้งคู่ต้องพักนานแค่ไหน ในขณะที่เราก็เพิ่งเสีย ไค ฮาแวร์ตซ์ ไปก่อนหน้านี้ และเรายังต้องมาเสียสองผู้เล่นคนสำคัญอีก นั่นคือเหตุผลที่เราต้องมีทีมที่พร้อม” อาร์เตตาเสริม

สถานการณ์ปัจจุบันของทีม

  • ซากา เจ็บที่กล้ามเนื้อแฮมสตริง คาดพัก 2-6 สัปดาห์
  • โอเดการ์ด เจ็บที่หัวไหล่ อาจพัก 1-4 สัปดาห์
  • ทีมเพิ่งสูญเสีย ไค ฮาแวร์ตซ์ ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ทีมงานแพทย์ของอาร์เซนอลจะต้องดูผลการวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ตัวเลขที่ชัดเจนมากขึ้นสำหรับ “ซากา-โอเดการ์ด” ที่ได้รับบาดเจ็บสองรายดังกล่าว ทว่าหากข่าวคราวคาดการณ์เป็นจริง หากัปตันทีมและหัวใจสำคัญของทีมอย่าง “ซากา” จะพลาดเกมกับ “หงส์แดง” อย่างแน่นอน ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการเล่นของ “ปืนใหญ่” อย่างหนัก

ในสถานการณ์ที่ทีมประสบปัญหาหลายรายนี้นับเป็นการทดสอบจิตวิทยาของ อาร์เตตา อย่างแท้จริงด้วย เพราะต้องปรับแผนและเรียกตัวนักเตะ reserves เข้ามาลงสนามอย่างเร่งด่วน เพื่อเตรียมรับมือกับเกมคู่แข่งสำคัญอย่างลิเวอร์พูลที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น

ภาพ AFP/gettyimages

หากคุณเป็นแฟนบอลตัวยงของ “ปืนใหญ่” อย่าลืมติดตามข่าวการฟื้นตัวของ “ซากา-โอเดการ์ด” ให้ใกล้ชิด เพราะสถานการณ์นี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของความสามารถในการบู๊ของทีมในช่วงหลังคว้าชัยเหนือลีดส์มาได้

ที่มา – “อาร์เตตา” เซ็ง “ซากา-โอเดการ์ด” บาดเจ็บ ส่อแววอดดวล “หงส์แดง” สัปดาห์หน้า

การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 สิงหาคม ที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย น.ส.ชญาภา สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในกระบวนการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่าง เป็นธรรม รวดเร็ว และครอบคลุม โดยให้ความสำคัญกับการไม่ให้ใครตกหล่น

การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยมองว่าการดำเนินการด้านการเยียวยาในสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ค่อนข้างมีรายละเอียดและซับซ้อนมากกว่ากรณีที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติธรรมชาติทั่วไป โดยเฉพาะในเรื่องของกลไกการชดเชย การพิจารณาสิทธิ และความเสียหายที่เกี่ยวข้องทั้งด้านบุคคลและทรัพย์สิน

พรรคเพื่อไทยติดตามเคสอย่างใกล้ชิด

จากสถานการณ์ดังกล่าว พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญในการช่วยประสานงานกับภาครัฐ เพื่อให้กระบวนการเยียวยาเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมและทั่วถึง พร้อมทั้งการติดตามกรณีที่อาจมีความล่าช้า หรือขาดการเยียวยาให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องใช้การประเมินสถานการณ์อย่างละเอียด ทั้งจากหน่วยงานรัฐ การเคลื่อนไหวของชุมชน และการตรวจสอบข้อมูลความเสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแม้จะซับซ้อน แต่ถือว่าจำเป็นต่อการให้ความช่วยเหลือที่แท้จริงแก่ประชาชนที่ประสบเหตุการณ์ดังกล่าว

พรรคเพื่อไทยจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเยียวยาอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การเยียวยาเบื้องต้น การชดเชยความเสียหายในระยะยาว รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในช่วงฟื้นฟูหลังปะทะ

เวลาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าความช่วยเหลือในกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของค่าใช้จ่ายหรือความเสียหาย แต่มีมิติของความยุติธรรมและความเมตตาต่อชีวิตของผู้คน ที่อาจต้องใช้การวางแผนระยะยาวในการเยียวยาผลกระทบจากปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา อีกทั้งยังเป็นบทเรียนสำคัญในการจัดการกับสถานการณ์แนวชายแดนในอนาคต

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ หรือมีผู้ใกล้ตัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ติดต่อช่องทางการร้องเรียนที่เปิดให้บริการจากทั้งภาครัฐ หรือติดต่อพรรคเพื่อไทยเพื่อขอความช่วยเหลือและคำแนะนำในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของตนเอง

การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา คือเรื่องที่ต้องได้รับการใส่ใจอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ในระยะสั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวที่อาจกระทบต่อชีวิตและการดำรงอยู่ของชุมชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ‘เพื่อไทย’ ชี้ การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซับซ้อนกว่าภัยธรรมชาติ

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพในจ.นครศรีธรรมราช

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตครัวเรือนที่มีภาวะยากจนในพื้นที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและภาคีเครือข่ายในการจัดโครงการ ป่อเต็กตึ๊ง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้กับกลุ่มเป้าหมายจำนวน 33 ครัวเรือน ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 760,000 บาท

ป่อเต็กตึ๊ง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ

ในการดำเนินการในครั้งนี้ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้เป็นประธานในพิธีอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิฯ พร้อมทั้งหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนที่จัดให้มีการบริการสุขภาพฟรีแก่ประชาชนในพื้นที่ เช่น การตรวจรักษาทั่วไป การคัดกรองเบาหวานและการวัดสายตา รวมถึงจัดกิจกรรมนันทนาการและแจกของแจกพิเศษ สร้างความสุขและความอบอุ่นให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย

โครงการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ยากจน

โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ เป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการมอบโอกาสทางอาชีพแก่ครัวเรือนยากจนเพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โครงการดำเนินในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ เช่น ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

  • ระยะที่ 1: ดำเนินใน 17 จังหวัดของภาคกลาง จำนวน 98 ครัวเรือน
  • ระยะที่ 2: ดำเนินใน 17 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 230 ครัวเรือน
  • ระยะที่ 3: ดำเนินใน 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 485 ครัวเรือน
  • โครงการพิเศษช่วยเพื่อนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย จำนวน 57 ครัวเรือน

รวมจำนวนครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนแล้วกว่า 870 ครัวเรือน ด้วยมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มากกว่า 17 ล้านบาท ทั้งนี้นอกจากการให้อุปกรณ์ประกอบอาชีพ ยังส่งเสริมให้ความรู้การบริหารจัดการและทักษะพื้นฐานในการประกอบอาชีพ เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับครัวเรือนและชุมชน

การดำเนินโครงการด้วยหัวใจเพื่อสังคมของ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ไม่เพียงช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนให้ความสำคัญกับภารกิจทางสังคม การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจะช่วยให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้ที่ต้องการมากที่สุดอย่างแท้จริง

หากคุณต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ลองเริ่มจากการสนับสนุนหรือเป็นอาสาสมัครกับองค์กรดี ๆ อย่าง ‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นในทุกชีวิตที่เราช่วยกันสร้างขึ้น

ที่มา – ‘ป่อเต็กตึ๊ง’ มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ครัวเรือนยากจนใน จ.นครศรีธรรมราช

กาชาดระยอง-PTTLNG บริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือสังคม

เมื่อเร็วๆ นี้ กาชาดระยอง-PTTLNG ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมที่มีความหมายอย่าง “บริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือสังคม” โดยมีผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาของ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) ร่วมด้วยจิตอาสาจากบริษัทคู่ค้า หน่วยงานข้างเคียง และภาคประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

กาชาดระยอง-PTTLNG สร้างคุณค่าให้กับสังคม

จากกิจกรรมนี้มีผู้เข้าร่วมบริจาคโลหิตจำนวน 130 คน ซึ่งสามารถรวบรวมโลหิตได้ถึง 48,000 ซีซี จำนวนโลหิตที่ได้รับบริจาคจะนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยและประชาชนที่ต้องการโลหิตในจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นการช่วยกันอย่างเป็นรูปธรรมในระดับท้องถิ่น

ความตั้งใจที่ชัดเจนภายใต้ CSR ระยะยาว

กิจกรรมนี้ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเฉพาะกิจ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง ความตั้งใจของ PTTLNG ในการดำเนินธุรกิจไปพร้อมกับการพัฒนาคุณค่าให้กับสังคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะภายใต้แนวทางการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ที่เน้นการทำงานอย่างต่อเนื่อง ยึดมั่นที่จะทำให้เกิดประโยชน์จริงแก่สังคมท้องถิ่น

วัตถุประสงค์ของกิจกรรม ไม่เพียงแค่การจัดหาโลหิตให้กับโรงพยาบาลท้องถิ่น แต่ยังเพื่อส่งเสริมให้พนักงานและชุมชนมีจิตอาสาต่อสังคม และเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายมีส่วนร่วมในเชิงบวก เพื่อสร้างชุมชนที่มีความเข้มแข็งและมีน้ำใจแก่กัน

  • รวมพลังจิตอาสากว่า 130 คน
  • รวบรวมโลหิตได้กว่า 48,000 ซีซี
  • เป้าหมายเพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลในพื้นที่ระยองและใกล้เคียง
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรด้าน CSR และความรับผิดชอบต่อสังคม

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจาก “กาชาดระยอง-PTTLNG บริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือสังคม” ไม่เพียงแค่ต่อให้แก่ผู้ป่วย แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนในสังคมหันมาใส่ใจและมีส่วนร่วมต่อความต้องการของชุมชน การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในกิจกรรมเช่นนี้ จึงถือเป็นรูปแบบหนึ่งของมรดกทางสังคมที่มีคุณค่า

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการส่งเสริมสังคมให้ดีขึ้น เราเชื่อว่าการมีจิตอาสามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมแบบนี้ จะช่วยให้ชีวิตของคุณและผู้อื่นมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘กาชาดระยอง-PTTLNG’ จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ร่วมสร้างคุณค่าเพื่อสังคม

ทีมม้า’หา-คุม-กด-ส่งบอส’ แฉยุทธวิธีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรับตัว

ยุคหลังโควิดและปัญหารบในแดนไกล ดูเหมือนว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” จะปรับตัวจนกลายเป็นโครงข่ายที่ฉลาดและซับซ้อนขึ้นมาก โดยเฉพาะยุทธวิธีการหา “บัญชีม้า” ควบคุม แล้วไปกดเงินส่งต่อบอสชาวต่างชาติ ซึ่งกลายเป็นวิธีที่ใช้งานมากที่สุดในปัจจุบัน

ทีมม้า’หา-คุม-กด-ส่งบอส’ แฉยุทธวิธีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรับตัว

จากการปฏิบัติการของ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พร้อมหน่วยเฉพาะกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า การหลอกลวงผ่านโทรศัพท์ของมิจฉาชีพไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด กลับเพิ่มความซับซ้อน ทั้งในกลไกการฟอกเงินและการแอบอ้างตัวตนหลากหลาย

ระบบบัญชีม้า เปลี่ยนเป็น ‘หา-คุม-กด-ส่งบอส’

ผู้สืบสวนระบุว่า ขบวนการหลอกลวงในยุคปัจจุบันแบ่งหน้าที่ย่อยละเอียด ตั้งแต่การ หา บัญชีม้าผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น โฆษณาบน Facebook ว่าถูกปิดการเชื่อมต่อข้ามแดน ต้องการคนเปิดบัญชี พร้อมสัญญาว่าจะได้เงินเปอร์เซ็นต์

จากนั้นจะมีผู้ คุม คนหลัก เช่น _signed-influencer_ หรือมือขวาของบอส คอยดูแลบัญชีม้า และมีหน้าที่พาไป กด เงินที่ธนาคาร พร้อมลงนามในเอกสารหรือกด OTP เพื่อยืนยันตัวตนแทน

เมื่อได้เงินมาแล้วก็จะมีเครือข่ายนำส่งให้ผู้ ส่งบอส โดยตรง ซึ่งมักเป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจากประเทศจีน ที่มีการควบคุมระดับสูงและเป็นฝ่ายออกคำสั่งให้กลุ่มในประเทศไทย “แนวทางใหม่ของกลุ่มมิจฉาชีพคือ ไม่วิ่งไปเปิดบัญชีที่พรมแดนอีกต่อไป แต่วางระบบภายในประเทศอย่างเป็นระบบแทน” พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เผย

แผนฟอกเงินเปลี่ยนรูปแบบหลอกลวง

ปัจจุบันการฟอกเงินผ่านบัญชีม้ามีลักษณะชัดเจนว่า จะมีการทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อง่ายขึ้น โดยแอบอ้างจากหน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ หรือใช้แอปพลิเคชันไลน์ อ้างว่าได้คืนเงินจากสินค้าเสียหาย เพื่อให้เหยื่อโอนซ้ำ

  • ดึงบัญชีม้าโดยหลอกโยบาย “ติดขบวนการปิดพรมแดน”
  • สัญญาให้รายได้ 3-5% จากจำนวนเงินที่ถอน
  • แต่สุดท้าย บัญชีม้ามักถูกออกหมายจับ

อย่างในคดีเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีการจับกุมขบวนการ 6 คน ซึ่งร่วมกันกลุ่ม “หา-คุม-กด-ส่งบอส” โดยบัญชีม้าชาวไทยได้รับเงินครั้งละ 1,000-2,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่สามารถตามติดได้จากธุรกรรมธนาคาร และตามเส้นทางไลน์ขึ้นไปจนถึงบอสชาวจีน 2 คน

อีกกรณีในจังหวัดเชียงราย มีผู้เสียหายโอนเงินกว่า 2.7 ล้านบาท เพื่อ “ขอคืนเงิน” จากจีนคอมเมอร์ซ แต่กลับถูกใช้บัญชีม้าในระบบที่ซ้ำซ้อน ไม่ว่าจะเป็นมิจฉาชีพขับรถ หรือเป็นผู้สั่งการผ่านแอป

ถึงจะได้เงิน แต่โทษหนัก!

แม้ ทีมม้า’หา-คุม-กด-ส่งบอส’ จะแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจนและเป็นระบบ แต่ความจริงผู้เปิดบัญชีม้าและผู้ร่วมขบวนการล้วนมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง

ข้อหาที่อาจยื่นมา ได้แก่ ฉ้อโกง ซ่องโจร ร่วมมือฟอกเงิน และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น เซึ่งมีโทษจำคุกถึง 10 ปี พร้อมปรับสูง

ในขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สร้างวอร์รูมระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย กสทช. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อติดตามและยุติวงการ“แก๊งคอลเซ็นเตอร์”

คำเตือนจากเจ้าหน้าที่อยู่ตรงนี้: อย่าเชื่อบริการ “ง่ายเกินไป” เพราะ “ของฟรีไม่มีในโลก” ถ้าไม่แน่ใจ อย่าคุย อย่าโอนเงิน และอย่าเปิดบัญชีให้ใครเด็ดขาด

ที่มา – ทีมม้า’หา-คุม-กด-ส่งบอส’ แฉยุทธวิธีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรับตัว