ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ประเมินสถานการณ์วันต่อวัน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดวันเลือกตั้งซ่อม สส.จังหวัดเชียงราย เขต 7 ไว้ในวันที่ 14 กันยายน 2568 ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและระบบจัดการเลือกตั้งก็ดำเนินไปตามลำดับอย่างมีประสิทธิภาพ

เลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวัน

ทั้งนี้ กกต.ยังอยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์พื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เขต 5 อย่างใกล้ชิด โดยได้รับรายงานจากหน่วยงานท้องถิ่นว่า สถานการณ์ในพื้นที่ได้ดีขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มประชาชนบางส่วนได้ย้ายออกจากศูนย์พักพิงของอำเภอพิชัย และอำเภอเมือง แล้วกลับเข้าสู่พื้นที่ปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป

สถานการณ์ในจังหวัดศรีสะเกษ

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่ได้ประกาศปิดศูนย์พักพิงอย่างเป็นทางการ จึงต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดก่อนตัดสินใจ ว่าจะสามารถจัดเลือกตั้งได้เมื่อใด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและสิทธิของประชาชนในการออกเสียงเลือกตั้งอย่างเท่าเทียมและโปร่งใส

  • ติดตามสถานการณ์วันต่อวัน เพื่อประเมินความพร้อม
  • ยังไม่มีการปิดศูนย์พักพิงอย่างเป็นทางการ
  • ยังไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งในทันที

ขณะนี้ กกต.ยังไม่สามารถประกาศกำหนดการเลือกตั้งซ่อม สส.จังหวัดศรีสะเกษ เขต 5 ได้ เนื่องจากต้องประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยอย่างละเอียด ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าถึงการเลือกตั้งได้อย่างทั่วถึง

สำหรับจังหวัดเชียงราย ที่มีกำหนดการจัดเลือกตั้งซ่อมในช่วงเดือนกันยายนนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ระบุว่า การเตรียมความพร้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำบัตรเลือกตั้ง หรือการจัดบุคลากรในพื้นที่เลือกตั้งจำนวน 285 หน่วย ที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 130,000 คน ได้ดำเนินการไปเกือบเสร็จแล้ว

ประเมินสถานการณ์วันต่อวัน

ประธานกกต.กล่าวว่า หากสถานการณ์ในจังหวัดศรีสะเกษสามารถกลับสู่ภาวะปกติอย่างแน่นอน กกต.จะรีบประกาศกำหนดการเลือกตั้งซ่อมในเขต 5 เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย

ทั้งนี้ พื้นที่ในจังหวัดเชียงรายมีหน่วยเลือกตั้งเพียง 5 อำเภอ ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ภายในเวลา 22.00 น. ในวันเลือกตั้ง พร้อมระบบรายงานผลการนับคะแนนแบบเรียลไทม์ที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมการ

ประชาชนควรติดตามข่าวสารและกำหนดการอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างมีความหมาย

เลือกตั้งซ่อมเป็นเรื่องสำคัญที่สะท้อนเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย หากทุกฝ่ายให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ จะช่วยให้กระบวนการนี้เสร็จสิ้นได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

ที่มา – ประธานกกต. เผยเลือกตั้งซ่อม สส.ศรีสะเกษ เขต 5 ต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวัน

ของเขมร! EOD เร่งทำลายลูกจรวด BM21 เตือนประชาชนระวังเชื่อยังเหลืออีก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) จากกองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และเจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ได้เข้าดำเนินการทำลายลูกจรวด BM21 ที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากถูกยิงมาจากฝั่งกัมพูชาเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ของเขมร! EOD เร่งทำลายลูกจรวด BM21

จากการเก็บกู้ในพื้นที่ไร่นาของชาวบ้าน พบลูกจรวด BM21 ที่ยังไม่ระเบิดจำนวน 9 ลูก จากทั้งหมด 252 ลูกที่ตกลงมาในช่วงวันที่ 24-28 กรกฎาคม ซึ่งส่งผลให้มีความเสียหายต่อทรัพย์สินและหลายคนได้รับบาดเจ็บ

ปัญหาความปลอดภัยจากลูกจรวดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้

พลตำรวจต้นเอก ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ลูกจรวด BM21 ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเป็นพื้นที่ชุมชน ทำให้พลเมืองต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ทั้งเรื่องบ้านเรือนที่ถูกทำลายและบาดเจ็บจากการระเบิด

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ EOD ยังประสบปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่าง Hook and Line ซึ่งส่งผลให้การเก็บกู้ลูกจรวดที่ฝังลึกในดิน 1-7 เมตร เป็นเรื่องยากลำบาก และใช้เวลานานกว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้น

ของเขมร! EOD เร่งทำลายลูกจรวด BM21 เพราะอะไร?

การทำงานของ EOD ไม่เพียงแต่ทำลายวัตถุระเบิดที่เป็นอันตราย แต่ยังมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะลูกจรวด BM21 ที่มี威力แตกตัวเองได้อย่างรุนแรงหากยังไม่ถูกทำลายอย่างสมบูรณ์

  • ลูกจรวด BM21 มีแรงสูงทำลายลูกต่อจำนวนมาก
  • ตกอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ
  • ยังมีลูกจรวดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้อยู่ในพื้นที่

ผู้บังคับการกล่าวด้วยว่า คาดว่ายังมีลูกจรวดของเขมรหลงเหลืออยู่ในพื้นที่อย่างแน่นอน จึงขอเตือนประชาชนในอำเภอบ้านกรวดและละแวกใกล้เคียง ให้ระมัดระวังและแจ้งเจ้าหน้าที่หากพบเห็นความผิดปกติทั้งบนพื้นที่เกษตร หรือในพื้นที่พักอาศัย

หากพบลูกจรวด ห้ามสัมผัสหรือพยายามเคลื่อนย้ายด้วยตนเอง หากเห็นวัตถุต้องสงสัย ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีผ่านสายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

สถานการณ์ในครั้งนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญให้กับชุมชนชายแดนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมและวิธีการตอบสนองต่อภัยคุกคามจากวัตถุระเบิด การร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต

สำหรับผู้ที่คำนึงถึงความปลอดภัย ควรเข้าร่วมกิจกรรมฝึกความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุระเบิดที่จัดโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถป้องกันและช่วยเหลือตนเองในสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – ของเขมร! EOD เร่งทำลายลูกจรวด ‘BM21’ เตือนประชาชนระวังเชื่อยังเหลืออีก

สสจ.อำนาจเจริญจัดสัมมนาฯ สรุปผลพัฒนางานสาธารณสุข

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุมดอกจาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ ได้มีการจัด สัมมนาวิชาการและสรุปผลการพัฒนางานสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี นายแพทย์ปฐมพงศ์ ปรุโปร่ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานเปิดงาน

สสจ.อำนาจเจริญจัดสัมมนาฯ สรุปผลพัฒนางานสาธารณสุข

กิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการดำเนินงานด้านสาธารณสุขของจังหวัดอำนาจเจริญ ตามตัวชี้วัดที่กำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุขและเขตสุขภาพที่ 10 เพื่อประเมินผลการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์สำคัญของกิจกรรม

รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ นายแพทย์ถิรพุทธิ เฉลิมเกียรติสกุล ได้เป็นผู้กล่าวรายงานเพื่อสรุปผลการดำเนินงานของหน่วยงาน ทั้งในเรื่องของตัวชี้วัดการทำงาน ข้อเสนอแนะในเชิงปรับปรุง และแนวทางพัฒนาในอนาคต

  • สรุปผลการพัฒนางานสาธารณสุขตามตัวชี้วัด
  • แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารและการให้บริการ
  • ร่วมกันพัฒนาและปรับปรุงระบบสาธารณสุขในพื้นที่

กิจกรรมดังกล่าวยังมีการเชิญผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากท้องถิ่นเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ ทั้ง นายถวัลย์ นิยมพานิชพัฒนา นายกเทศมนตรีเมืองอำนาจเจริญ และ นายสมศักดิ์ หอมชื่น ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองอำนาจเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน สาธารณสุขอำเภอ ตลอดจนหัวหน้ากลุ่มงานในสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ

“การจัด สัมมนาวิชาการและสรุปผลการพัฒนางานสาธารณสุข เป็นโอกาสที่ดีเพื่อทบทวนผลการดำเนินงานและหาจุดปรับปรุง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่อไป”

ทั้งนี้ การจัด สสจ.อำนาจเจริญจัดสัมมนาวิชาการและสรุปผลการพัฒนางานสาธารณสุข นับเป็นกิจกรรมที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เป็นอีกขั้นหนึ่งของการวางแผนระดับแผนกและระดับจังหวัด ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการให้บริการทางการแพทย์ในอนาคต

หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือผู้สนใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน งานในลักษณะนี้ถือเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นได้เช่นกัน

ที่มา – สสจ.อำนาจเจริญจัดสัมมนาวิชาการและสรุปผลการพัฒนางานสาธารณสุข

รองผู้ว่าฯอยุธยาฯร่วมโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่วัดตาลเอน หมู่ที่ 1 ตำบลตาลเอน อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายธีรศักดิ์ โฉมศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมเป็นประธานในพิธีถวายการต้อนรับคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับหน ของโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา หมู่บ้านรักษาศีล 5 หนกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

หมู่บ้านรักษาศีล 5 ส่งเสริมสันติชุมชน

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้ชุมชนมีความสามัคคี รักษาศีล 5 และใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ โดยมีพระธรรมวชิรสุนทร ผู้รักษาการประธานบริหารกลางโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ร่วมด้วยพระเทพสมุทรวัชราจารย์ และคณะกรรมการที่สำคัญ จากทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วัดตาลเอนจุดเริ่มต้นแห่งความเปลี่ยนแปลง

วัดตาลเอนเป็นหนึ่งใน 27 สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นตามระเบียบมหาเถรสมาคม พ.ศ. 2558 โดยเป็นสำนักที่ 15 ที่จัดทำโครงการธรรมนาวา “วัง” ซึ่งเป็นกิจกรรมพระราชทานที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจในหลักอริยสัจ 4 และแนวทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อย่างยั่งยืน โครงการนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนนำหลักธรรมไปใช้ในการดำเนินชีวิตจริงๆ

  • มีความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่
  • สนับสนุนการศึกษาและการอบรมตามหลักพระพุทธศาสนา
  • นำร่องหมู่บ้านตาลเอนในแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภายใต้การนำของวัดตาลเอน หมู่บ้านตาลเอน หมู่ที่ 1 ตำบลตาลเอน ถูกคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้แนวทางจากพระพุทธศาสนา ผ่านการประชุมหารือ การอบรม และการปฏิบัติตามหลักศีล 5 อย่างจริงจัง เพื่อเตรียมพร้อมให้ชุมชนอยู่อย่างสงบสุขและมีความเข้มแข็ง

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาก็ได้มีการลงพื้นที่เพื่อดำเนินการติดตาม กำกับ และประเมินผลโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 อย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการเป็นรูปธรรมและสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการดังกล่าวถือเป็นความริเริ่มที่น่าสนใจ เน้นการใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการสร้างความร่วมมือในชุมชน และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน

หากคุณเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปลี่ยนแปลงทั้งตัวคุณและเพื่อนบ้าน

ที่มา – รองผู้ว่าฯ อยุธยาฯร่วมโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ “หมู่บ้านรักษาศีล 5” หนกลาง

กลุ่ม Bright Future ยื่นหนังสือถึง กมธ.ฯ ขอใช้บัตรชมพูแทนซีไอ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่รัฐสภา กลุ่ม Bright Future ได้นำโดย นายวีระ แสงทอง ผู้ประสานงานฯ ไปยื่นหนังสือถึง คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชนฯ ของวุฒิสภา เรื่องการรับรองแรงงานเมียนมาในประเทศไทย โดยเสนอให้ใช้บัตรชมพูเป็นเอกสารหลักเพียงใบเดียว โดยไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารซีไอ (CI) อีกต่อไป

กลุ่ม Bright Future ยื่นหนังสือถึง กมธ.ฯ ขอใช้บัตรชมพูแทนซีไอ

จากสถานการณ์ในเมียนมาที่ยังคงเผชิญกับภาวะสงครามอย่างต่อเนื่อง ทำให้แรงงานเมียนมาที่ทำงานในประเทศไทยพบกับปัญหาในการได้รับเอกสารเล่มเขียว หรือ ซีไอ ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ในการเดินทางไป-กลับระหว่างสองประเทศ แต่ด้วยความล่าช้าและค่าใช้จ่ายที่สูง จึงเป็นภาระทั้งต่อแรงงานและนายจ้าง

ปัญหาจากเอกสารซีไอ

ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ได้มีมติเห็นชอบให้กระทรวงแรงงานเปิดศูนย์ทำเอกสารซีไอในประเทศไทย 4 แห่ง ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 6 สิงหาคมถึง 6 พฤศจิกายน 2568 เพื่อความสะดวกแก่แรงงานที่ไม่สามารถเดินทางกลับเมียนมาเพื่อทำเอกสารได้

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Bright Future เห็นว่ากระบวนการนี้ยังไม่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง จึงเสนอให้ใช้ บัตรชมพู ซึ่งเป็นบัตรที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยออกให้แก่แรงงานข้ามชาติที่มีนายจ้าง และมีสถานะถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทย เป็นเอกสารหลักในการยืนยันตัวตนแทนซีไอ เพื่อลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

  • บัตรชมพู เป็นบัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง
  • ซีไอ เป็นเอกสารของทางการเมียนมา
  • ลดความซ้ำซ้อนในระบบการจัดการแรงงาน

จากการประกาศของกรมจัดหางานในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 อ้างอิงจากมติคณะรัฐมนตรี และข้อเสนอของกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ระบุให้มีการเปิดศูนย์ให้บริการซีไอใน 4 จังหวัดข้างต้น แต่กลุ่ม Bright Future มองว่าการพึ่งพาเอกสารดังกล่าวยังมีข้อจำกัด ทั้งในด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และความยุ่งยากในการดำเนินการ

นายนพรัตน์ วิทยเลิศพันธุ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ให้ความเห็นว่า พฤติการณ์นี้จะถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมและสร้างความเป็นธรรมให้แก่แรงงานต่างด้าวที่มีถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย

ดังนั้น ข้อเสนอของ กลุ่ม Bright Future จึงนับเป็นแนวทางที่เป็นมิตรต่อแรงงานต่างชาติ และลดภาระที่ไม่จำเป็นบนไหล่ของแรงงานและนายจ้างในประเทศไทย

หากมีการปรับใช้บัตรชมพูเป็นเอกสารหลัก คาดว่าจะช่วยลดความยุ่งยากในการดำเนินงาน และทำให้กระบวนการขออนุญาตทำงานของแรงงานเมียนมาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปกป้องสิทธิและสวัสดิการของแรงงานต่างด้าว ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยยกระดับความเท่าเทียมและความยั่งยืนในระบบการทำงานไทยได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ’กลุ่ม Bright Future‘ ยื่นหนังสือถึง ‘กมธ.พัฒนาการเมืองฯวุฒิสภา’ให้ใช้บัตรชมพูเพียงใบเดียวรับรองแรงงานเมียนมาในไทย

หัวหน้าฯแก่งกระจาน ส่งมอบรถของกลางคดีรุกที่อุทยานฯ กว่า 4 พันไร่

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ทำการส่งมอบ รถของกลาง ที่เกี่ยวข้องกับคดีบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,074 ไร่ ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

หัวหน้าฯแก่งกระจาน ส่งมอบรถของกลางคดีรุกที่อุทยานฯ กว่า 4 พันไร่

เหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา เมื่อคณะเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้ง พ.ท.ชยานันท์ เสาตรง ผู้บัญชาการค่ายธนะรัชต์ ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบและตรวจยึดทรัพย์สิน ได้แก่ รถแบ๊กโฮและรถบรรทุก อีก 2 คัน ที่ถูกใช้ในการ ลอบขุดภูเขา บริเวณพื้นที่ที่ถูกบุกรุกในเขตอุทยาน

คดีบุกรุกพื้นที่อุทยานพลุโจนครั้งใหญ่

พื้นที่ดังกล่าวซึ่งอยู่ในบริเวณหมู่ 1 ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีที่ดินที่ถูกบุกรุกทั้งในเขต อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ ราชพัสดุ (ปข.605) รวมทั้งสิ้น 4,074–3–29 ไร่ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อบุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 15 ราย ด้วยข้อหาบุกรุกพื้นที่สำคัญตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 เป็นต้น

ภายหลังจากตรวจยึด รถของกลาง ดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ได้นำมาเก็บไว้ที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ก่อนจะนำส่งมอบให้กับร.ต.อ.สมโภช พรายงาม รอง สว.(สอบสวน) สภ.บ้านหนองพลับ เพื่อดำเนินคดีและเก็บเป็นพยานหลักฐานในสำนวนคดีต่อไป

  • พื้นที่เกิดเหตุรวมกว่า 4 พันไร่
  • ตรวจสอบการบุกรุกทั้งอุทยานและที่ดินราชพัสดุ
  • บุคคลและบริษัทที่เกี่ยวข้องถึง 15 ราย
  • ใช้กฎหมายคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติหลายฉบับ

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่สำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายในการ ปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติ และ พื้นที่สงวนแห่งชาติ ที่ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ไม่ให้ถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือการค้าขายที่ผิดกฎหมาย

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อมและความรักในธรรมชาติของไทย การติดตามพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายagainst nature แบบนี้จะช่วยสร้างแรงผลักดันให้หน่วยงานรัฐดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่ออนาคตของสิ่งแวดล้อมไทย

ที่มา – หัวหน้าฯแก่งกระจาน ส่งมอบรถของกลางคดีรุกที่อุทยานฯ กว่า 4 พันไร่

ม.นครพนม ซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ เสริมความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 มหาวิทยาลัยนครพนม ได้จัดโครงการฝึกอบรมซ้อมดับเพลิงและฝึกอพยพหนีไฟ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้บริหาร บุคลากร และนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัย

ม.นครพนม ซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ เสริมความปลอดภัย

โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันและรับมือกับเหตุเพลิงไหม้ โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งจากฝ่ายบริหาร บุคลากร และนักศึกษา เพื่อให้ทุกคนมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

กิจกรรมที่จัดขึ้นในโครงการ

กิจกรรมในโครงการนี้ มีการบรรยายและสาธิตขั้นตอนการใช้ถังดับเพลิงอย่างถูกต้อง รวมถึงการฝึกอพยพหนีไฟอย่างมีระบบและปลอดภัย โดยมีวิทยากรจากเทศบาลเมืองนครพนม นำโดย จ่าเอกธนากร เมืองสำนัก นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยชำนาญการ มาให้ความรู้และแนะนำเทคนิคต่าง ๆ ที่จำเป็นในการรับมือกับเหตุเพลิงไหม้

นอกจากนี้ ยังมีการซ้อมจริงในการอพยพออกจากอาคารอย่างมีระเบียบวินัย ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจถึงเส้นทางอพยพที่ปลอดภัย และวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

การจัดกิจกรรมนี้ ส่งผลดีต่อความพร้อมของมหาวิทยาลัยนครพนม ในการป้องกันและรับมือกับภัยอันตรายจากเพลิงไหม้ ทั้งในด้านความรู้และการปฏิบัติจริง โดยได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาอย่างมาก

การเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนในสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้และทำงาน ทำให้ทุกคนสามารถมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่

สรุปได้ว่า การฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ ไม่เพียงมีประโยชน์ในเชิงทักษะ แต่ยังช่วยให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนภายในมหาวิทยาลัยอีกด้วย

หากคุณยังไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมฝึกซ้อมในลักษณะนี้ ลองหาโอกาสเข้าร่วมกับหน่วยงานที่จัดใกล้บ้านคุณ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – ม.นครพนม ซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ เสริมความปลอดภัยแก่บุคลากรและนักศึกษา

กลุ่มนักบินโดรนการเกษตรอุทัยธานียิ้มได้ หลังเริ่มกลับมาบินได้ปกติอีกครั้ง

ในจังหวัดอุทัยธานี เริ่มมีข่าวดีสำหรับกลุ่มนักบินโดรนการเกษตร หลังจากที่การลงทะเบียนตามข้อกำหนดของ กสทช. เริ่มเป็นระบบมากขึ้น ทำให้หลายคนสามารถกลับมาบินโดรนเพื่อซ่อมถ่ายพืชผลและให้บริการเกษตรได้อีกครั้ง โดยเฉพาะนายภูชิสส์ เภาพงษ์ นักบินโดรนที่ได้รับความนิยมในพื้นที่อำเภอทัพทัน ซึ่งหลังจากหยุดงานหลายวันจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ตอนนี้เขากลับมาให้บริการเกษตรกรได้แล้ว

กลุ่มนักบินโดรนการเกษตรอุทัยธานียิ้มได้ หลังเริ่มกลับมาบินได้ปกติอีกครั้ง

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้สื่อข่าวได้ไปลงพื้นที่พบกับนายภูชิสส์ เภาพงษ์ อายุ 34 ปี หมู่ที่ 3 บ้านหนองสระ ตำบลหนองสระ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งได้นำโดรนขนาด 20 ลิตร มาให้บริการหว่านยาบำรุงต้นข้าวและยากำจัดศัตรูพืชให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ หลังจากที่ทำการลงทะเบียนผ่านแอปของ กสทช. อย่างถูกต้องตามระเบียบ

นายภูชิสส์ได้เปิดเผยว่า ช่วงที่หยุดบินทำให้ขาดรายได้ไปกว่า 6 หมื่นบาท แต่เกษตรกรในพื้นที่กลับสนใจจองคิวไว้ล่วงหน้าจำนวนมาก ซึ่งวันแรกที่กลับมาบินก็ได้รับงานไปกว่า 30 ไร่ โดยตอนนี้เขาสามารถวางแผนงานในช่วงสัปดาห์ได้อย่างมั่นใจ เพราะเชื่อว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ และรายได้ก็เริ่มเดินเข้ามาอีกครั้ง

ความท้าทายที่ยังคงมีอยู่

แม้จะมีนักบินโดรนหลายคนที่สามารถกลับมาให้บริการได้แล้ว แต่ก็ยังมีบางรายที่ยังติดขัดกับระบบลงทะเบียนของ กสทช. เช่น นายธีรพล พวงชื่น อายุ 42 ปี ในพื้นที่อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งถึงแม้จะพยายามทำการลงทะเบียนเป็นเวลานาน แต่ระบบยังไม่เปิดให้ลงทะเบียนสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เขายังต้องเลื่อนการบินและพักโดรนไว้ที่บ้าน

นายธีรพลระบุว่า เขาต้องลงทุนในโดรนอุปกรณ์ชุดใหม่ไปกว่า 5 แสนบาท แต่ยังไม่สามารถลงพื้นที่ให้บริการได้เลย โดยค่างวดผ่อนก็ยังต้องจ่ายตามกำหนด จึงอยากให้ กสทช. ปรับปรุงระบบลงทะเบียนให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพื่อให้นักบินโดรนในพื้นที่ทั่วประเทศสามารถกลับมาให้บริการได้อย่างปลอดภัยและถูกต้อง

  • ผู้ใช้หลายรายติดขัดกับระบบลงทะเบียนของ กสทช.
  • นักบินโดรนบางรายเริ่มกลับมาให้บริการได้แล้ว
  • ยังมีปัญหาด้านสถานะการลงทะเบียนในระบบ

ท้ายที่สุด นักบินโดรนการเกษตรในจังหวัดอุทัยธานีเริ่มกลับมาพบรอยยิ้มหลังได้บินให้บริการอีกครั้ง แต่ก็ยังมีความท้าทายบางประการที่ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนทั้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ใช้บริการ เพื่อให้ระบบการให้บริการโดรนในภาคเกษตรมีความเสถียรต่อไป

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือเจ้าของพื้นที่เกษตรกรรม การวางแผนใช้บริการจากนักบินโดรนที่มีความพร้อมและผ่านการลงทะเบียนแล้วจะช่วยลดความเสี่ยงในการบริหารพื้นที่ของคุณได้มาก ขอให้การบริการโดรนในอนาคตเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – กลุ่มนักบินโดรนการเกษตรอุทัยธานียิ้มได้ หลังเริ่มกลับมาบินได้ปกติอีกครั้ง

เสาไห้จัดแข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน

ที่บริเวณศูนย์แข่งขันเรือยาวประเพณี อ.เสาไห้ จ.สระบุรี มีการแถลงข่าวจัดงานโครงการประเพณีการแข่งขันเรือยาว จ.สระบุรี ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 16-17 สิงหาคม ณ ลำน้ำป่าสัก โดยมีนายชินนาอาชว์ รสิอัครศักดิ์ นายอำเภอเสาไห้ เป็นประธานในการแถลงข่าวครั้งนี้

เสาไห้จัดแข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน

นายชินนาอาชว์ รสิอัครศักดิ์ กล่าวว่า ตามนโยบายของ นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการ จ.สระบุรี มุ่งเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด ตามแนวยุทธศาสตร์ของรัฐบาล จึงได้จัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีในลำน้ำป่าสักชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 ขึ้น

การแข่งขันเรือยาวครั้งนี้เป็นครั้งที่ 29 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทรงพระกรุณโปรดเกล้าพระราชทานถ้วยรางวัลแก่เรือยาวที่ชนะเลิศใน 3 ประเภท สำหรับปีนี้ยังมีการถ่ายทอดสดรอบชิงชนะเลิศทางทีวีสีช่อง 5 และภายในงานยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และของดีอำเภอเสาไห้ ให้ทุกท่านเลือกซื้อเป็นของฝาก

ใบ้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม

ด้านนายธนฤกต อัตถะสัมปุณณะ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ประเพณีการแข่งขันเรือยาวถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรีได้จัดสรรงบประมาณ 2,500,000 บาท เพื่อดำเนินการจัดงานในครั้งนี้อย่างเต็มรูปแบบ

นายณัฐปคัลย์ อัครวิชญ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานพระนครศรีอยุธยา) กล่าวเสริมว่า นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวถือเป็นแนวทางสำคัญ หนึ่งในนั้นคือการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะการโปรโมทกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ซึ่งสามารถสร้างรายได้และการจ้างงานให้กับชุมชนในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

เรือยาวต่างจังหวัดร่วมประชันฝีพาย

นายวิจักขณ์ โพธ์ใบ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี และเป็นผู้เชิญเรือยาวจากจังหวัดต่างๆ เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ กล่าวว่า คณะกรรมการได้คัดเลือกเรือดี เรือดังจากหลายจังหวัด อาทิ พิจิตร, ปทุมธานี, เพชรบุรี และจังหวัดอื่นๆ ในประเภทต่างๆ ได้แก่

  • เรือยาวใหญ่ 55 ฝีพาย
  • เรือยาวกลาง 40 ฝีพาย
  • เรือยาวเล็ก 30 ฝีพาย
  • เรือยาวจิ๋ว 12 ฝีพาย

และยังมีเรือที่เคยแชมป์ถ้วยพระราชทานในอดีตเดินทางมาประชันฝีพายอีกครั้ง นับเป็นการรวมพลังแห่งประเพณีและวัฒนธรรมไทยที่สำคัญ

ดังนั้นคณะผู้จัดจึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านที่สนใจไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้ชื่นชอบในกีฬาน้ำประเพณีนี้ เดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานในการแข่งขันที่ศูนย์แข่งขันเรือยาว อำเภเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ในวันที่ 16-17 สิงหาคม 2568 นี้

การรักษาประเพณีไว้ไม่ให้สูญหายเป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งกีฬาและกิจกรรมเช่นการแข่งขันเรือยาวถือเป็นทางหนึ่งที่ช่วยสานต่อวัฒนธรรมไทยอย่างมีคุณค่า อย่าลืมมาร่วมสัมผัสแรงบันดาลใจนั้นในปีนี้!

ที่มา – เสาไห้จัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีในลำน้ำป่าสักชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า

ศอ.บต.หารือแนวทางช่วยเหลือเด็ก-ครอบครัวไทยในมาเลเซีย

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้จัดการประชุมเพื่อหารือแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเด็กและครอบครัวคนไทยในประเทศมาเลเซีย ณ ห้องประชุมประสงค์ สุ่นศิริ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีหน่วยงานระดับนโยบายจากทั้งไทยและมาเลเซียร่วมแลกเปลี่ยนและทบทวนบทบาทในการคุ้มครองเด็กข้ามแดน ที่ประสบปัญหาต่างๆ ทั้งทางสังคม ความรุนแรง และการละเมิดสิทธิ

ศอ.บต.เดินหน้าหารือแนวทางการช่วยเหลือเด็กและครอบครัวคนไทยในประเทศมาเลเซีย

การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติร่วมกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างกลไกความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างไทยและมาเลเซีย ในการจัดทำมาตรฐานขั้นตอนการดูแล เด็กและครอบครัวคนไทยในประเทศมาเลเซีย ให้มีความเป็นระบบและตอบโจทย์ปัญหาจริง

ปัญหาที่พบกับเด็กและครอบครัวไทยในมาเลเซีย

ที่ประชุมพบว่า เด็กไทยที่เดินทางไปยังมาเลเซียมีหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เกิดจากมารดาที่ถูกจำคุกในเรือนจำของมาเลเซีย เด็กที่ตามผู้ปกครองไปทำงาน หรือแม้แต่เด็กที่เกิดในโรงพยาบาลของมาเลเซียแต่หนีออกจากโรงพยาบาลเพราะค่าใช้จ่ายสูง ยังมีปัญหาเรื่องบิดาหรือมารดาที่เป็นชาวต่างชาติโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ส่งผลให้เด็กไม่มีสัญชาติที่ชัดเจน

  • เด็กที่เกิดในเรือนจำต่างประเทศ
  • เด็กที่ตามผู้ปกครองไปทำงานในต่างแดน
  • เด็กที่เกิดกับหมอแม่น
  • เด็กที่ไม่ทราบรากเหง้า
  • ผู้หญิงไทยที่ตกเป็นเหยื่อค้าประเวณีในต่างแดน

ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดทำแนวทางการปฏิบัติตามมาตรฐาน (SOP) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว

หน่วยงานร่วมมือจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะ

ในที่ประชุมได้มีการนำเสนอภาพรวมบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 13 หน่วยงาน และได้เห็นพ้องร่วมกันในการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะ เพื่อดำเนินการศอ.บต.เดินหน้าหารือการจัดทำแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเด็กและครอบครัวคนไทยในประเทศมาเลเซีย อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่าแนวทางและ SOPs ที่จะถูกจัดทำขึ้น จะช่วยให้หน่วยงานทั้งในไทยและต่างประเทศสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็ก รวมถึงให้ความคุ้มครองกับครอบครัวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน

การช่วยเหลือ เด็กและครอบครัวคนไทยในประเทศมาเลเซีย ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากสังคมและประชาชนด้วย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถดูแลพลเมืองของตนได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใด

ที่มา – ศอ.บต.เดินหน้าหารือการจัดทำแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเด็กและครอบครัวคนไทย ในประเทศมาเลเซีย