ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ตรวจราชการ: อยุธยา กับ 8 ด้านที่ต้องจับตา

คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมหารือข้อราชการกับนายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 1 และคณะผู้ตรวจราชการกระทรวง ในการลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รอบ 3

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีนายประพันธ์ ตรีบุบผา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ผลการดำเนินงานของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 8 ด้าน ครอบคลุมประเด็นสำคัญต่างๆ อาทิ:

  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์
  • สถานการณ์แรงงาน
  • โครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า
  • กองทุนหมู่บ้าน
  • การแก้ไขปัญหายาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้า
การตรวจราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล รวมถึงประเด็นนโยบายสำคัญต่างๆ การตรวจราชการตามมาตรา 55 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ.2565 และการตรวจติดตามงานอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา คือ การสร้างการมีส่วนร่วมและบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานต่างๆ ให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา

การดำเนินงานดังกล่าว มุ่งเน้นให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สร้างรายได้ ขยายโอกาส และสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในทุกมิติได้อย่างยั่งยืน การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ความสำคัญของการติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน

การติดตามผลการดำเนินงานใน 8 ด้านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างยั่งยืน เนื่องจาก:

  • ช่วยให้ทราบถึงความคืบหน้าและผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานในแต่ละด้าน
  • ระบุปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขได้อย่างทันท่วงที
  • ประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
  • สร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการดำเนินงาน

การลงพื้นที่ของคณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

การตรวจราชการในครั้งนี้ มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เพื่อให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ

การที่คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่ 1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้านของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างจริงจัง การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอย่างยั่งยืน

ผมเชื่อว่าด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ และพัฒนาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแน่นอน

การคณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นสัญญาณที่ดีของการพัฒนาและความใส่ใจจากภาครัฐ

ที่มา – คณะผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตที่1 ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน 8 ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา

ม.5 ทำร้ายครู! โรงเรียนสั่งพักการเรียน ผู้ปกครองขอโทษ

จากกรณีที่เพจโหนกระแสได้นำเสนอเรื่องราวสุดสะเทือนใจ ครูสาวท่านหนึ่งถูกนักเรียนชายชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง เพียงเพราะไม่พอใจกับผลคะแนนสอบที่ออกมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดอุทัยธานี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา สร้างความตกตะลึงและความเสียใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: ม.5 เดือดผลสอบไม่ได้เต็ม ‘ต่อย-ถีบ’ ไม่ยั้งใส่ครูสาวกลางห้องเรียน

โรงเรียนสั่งพักการเรียน ม.5 ทำร้ายครู ผู้ปกครองขอโทษแทนลูกยื่นลาออกแล้ว

หลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โรงเรียนสั่งพักการเรียน ม.5 ทำร้ายครู ทันที พร้อมกันนี้ ผู้ปกครองของนักเรียนที่ก่อเหตุได้ติดต่อเข้ามาเพื่อแสดงความเสียใจและขอโทษคุณครูเป็นการส่วนตัว และเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นักเรียนชายคนดังกล่าวได้ยื่นเรื่องลาออกจากโรงเรียนในเวลาต่อมา

สำหรับอาการบาดเจ็บของครูสาวผู้เคราะห์ร้าย ขณะนี้กำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล โดยมีอาการฟกช้ำบริเวณดวงตา ศีรษะด้านซ้ายบวม และซี่โครงอักเสบ นอกจากนี้ คุณครูได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.หนองฉาง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นัดสอบปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 12 สิงหาคม 2568

คุณครูสาวได้เปิดเผยความรู้สึกว่า ทุกวันนี้ยังคงรู้สึกหวาดผวาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับผู้อื่น คุณครูยังกล่าวอีกว่า เรื่องคะแนนสอบไม่ใช่เหตุผลที่สมควรจะใช้ความรุนแรง เพราะยังมีอีกหลายวิธีที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงมือทำร้ายร่างกายกัน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมว่า ครูผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกาย ยืนยันที่จะดำเนินคดีกับนักเรียนที่ก่อเหตุให้ถึงที่สุด ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

ผลกระทบจากเหตุการณ์ โรงเรียนสั่งพักการเรียน ม.5 ทำร้ายครู

เหตุการณ์ โรงเรียนสั่งพักการเรียน ม.5 ทำร้ายครู นี้ ถือเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจอย่างยิ่งที่นักเรียนเลือกที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แทนที่จะหันมาพูดคุยหรือหาทางออกด้วยสันติวิธี

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการอบรมสั่งสอนและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับเยาวชน เพื่อให้พวกเขามีสติ มีเหตุผล และรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ที่สำคัญคือการสร้างความเข้าใจว่าการใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง แต่เป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายให้กับทุกฝ่าย

แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา

  • โรงเรียนและสถาบันการศึกษาควรมีมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรง โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียน
  • ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญกับการดูแลเอาใจใส่บุตรหลานอย่างใกล้ชิด และเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้เหตุผลและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี
  • สังคมควรช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และต่อต้านการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนและหาทางแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงในสังคมอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – โรงเรียนสั่งพักการเรียน ม.5 ทำร้ายครู ผู้ปกครองขอโทษแทนลูกยื่นลาออกแล้ว

คนไทยมองเหตุขัดแย้งไทย-กัมพูชา: โพลชี้

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมาโดยตลอด ล่าสุด สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิคได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับ “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา รวมถึงความขัดแย้งของสองตระกูล” ซึ่งทำการสำรวจจากประชาชนทั่วทุกภูมิภาค จำนวน 1,500 คน เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568

คนไทยมองสาเหตุความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เกิดจากนโยบายปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 37.5) มองว่าสาเหตุหลักของความขัดแย้งมาจากนโยบายปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของไทย รองลงมาคือข้อพิพาทเขตแดนทางประวัติศาสตร์ (ร้อยละ 22.4), การแทรกแซงของมหาอำนาจ (สหรัฐ/จีน) (ร้อยละ 21.8), ความขัดแย้งทางการเมืองภายในกัมพูชา (ร้อยละ 10.7) และความขัดแย้งระหว่างตระกูลผู้นำไทย-กัมพูชา (ร้อยละ 7.6)

เมื่อสอบถามถึงวัตถุประสงค์ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในการก่อความขัดแย้งกับไทย ผู้ให้สำรวจส่วนใหญ่ (ร้อยละ 45.6) มองว่าเป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน รองลงมาคือเพื่อสร้างความนิยมในกัมพูชา (ร้อยละ 33.5) และเพื่อแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย (ร้อยละ 19.3) นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่มองว่าเป็นเพราะเป็นนักยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด (ร้อยละ 0.1) และอื่นๆ (ร้อยละ 1.5)

มาตรการแก้ไขปัญหาที่คนไทยเห็นด้วย

ในส่วนของมาตรการในการยุติความขัดแย้ง ผู้ให้สำรวจส่วนใหญ่ (ร้อยละ 32.9) เห็นด้วยกับการเจรจาทวิภาคีผ่านกลไกอาเซียน รองลงมาคือการหยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข (ร้อยละ 26.4) และการยื่นเรื่องต่อศาลโลกหรือ UN (ร้อยละ 24.1) นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทางทหารจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมจำนน (ร้อยละ 16.5) และไม่มีความเห็น (ร้อยละ 1.1)

สถาบันฯ ยังได้สำรวจความเชื่อของประชาชนเกี่ยวกับทฤษฎี “ความขัดแย้งของสองตระกูล ชินวัตร-ฮุนเซน” ซึ่งผลสำรวจพบว่า ผู้ให้สำรวจส่วนใหญ่ (ร้อยละ 58.1) ไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง และมองว่าเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง ในขณะที่ร้อยละ 20.4 เชื่อบางส่วนว่าอาจเป็นปัจจัยเสริม และร้อยละ 11.4 เชื่ออย่างยิ่งว่ามีหลักฐานชัดเจน ส่วนร้อยละ 10.1 ไม่ทราบข้อมูล

จากผลสำรวจนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับประเด็นนโยบายปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฐานะสาเหตุของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจสะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ มุมมองของประชาชนต่อบทบาทของสมเด็จฯ ฮุน เซน และทฤษฎีความขัดแย้งระหว่างตระกูล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความหลากหลายของความคิดเห็นในสังคมไทยเกี่ยวกับประเด็นนี้ การทำความเข้าใจมุมมองเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญในการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ผลสำรวจนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่สามารถนำไปพิจารณาในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการนำข้อมูลมาวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้การดำเนินงานด้านการต่างประเทศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่มั่นคงและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใดๆ ต้องเริ่มต้นจากการเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน เข้าใจถึงความแตกต่าง และแสวงหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ เพราะสันติภาพและความร่วมมือ คือกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

ที่มา – ‘โพล’ชี้ ‘คนไทย’มองสาเหตุความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา เกิดจากนโยบายปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์

มมส.ทำเก๋! กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่ ส่งต่อชายแดน

โครงการ “กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่” ได้ต่อยอดจากปี 2562 ที่เกิดน้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี การทำอาหารครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากข้าวเหนียวหมูย่างสเตอริไลซ์ที่เคยช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปี 2562 ภาควิชาเทคโนโลยีอาหารและโภชนาศาสตร์ คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ทำกล่องข้าวน้อยให้แม่ เพื่อส่งให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยข้าวเหนียวหมูทอด และได้มีการพัฒนาต่อเนื่องมา 3 ปีเพื่อให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เพื่อรองรับและสร้างความมั่นคงทางอาหาร ต้องเตรียมความพร้อมไว้เสมอเพื่อสนับสนุนหากมีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

ล่าสุด ปัจจุบันได้เกิดเหตุการณ์ปะทะ ในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้เกิดการปะทะตอบโต้กันด้วยกำลังทางทหารอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดนไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารอย่างหนัก ภาควิชาเทคโนโลยีอาหารและโภชนาศาสตร์ คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคามและจิตอาสาจึงได้ผลิตข้าวให้กับทหารไทยแนวหน้า เพื่อให้ได้กินอิ่มท้อง โดยใช้ชื่อโครงการว่า กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ 12 ส.ค.68

ผศ.ดร.อัศวิน อมรสิน อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีอาหารและโภชนาศาสตร์ คณะเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า การทำอาหารในครั้งนี้เพื่อนำไปสนับสนุนทหารชายแดนแนวหน้า โดยมีความพิเศษของอาหารที่ทำเป็นอาหารพร้อมบริโภค จุดเด่นของอาหารคือ อาหารชนิดนี้เป็นอาหารสกินไลน์ ซึ่งจะไม่เน่าเสีย สามารถเปิดรับประทานได้ทันที โดยไม่ต้องอุ่น ปกติจะเตรียมอาหารเป็นกรณีฉุกเฉิน เป็นอาหารสภาวะวิกฤตเพื่อให้สามารถขนส่งได้ในระยะไกลๆ และสามารถเก็บรักษาได้นานๆ สามารถรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องปรุง อาหารมีอายุอยู่ได้ 1 ปี โดยไม่เน่าเสีย โดยมีการผ่านการฆ่าเชื้อระดับสเตอริไลซ์ ซึ่งใช้อุณหภูมิสูงกว่า 160 องศาเซลเซียส เพื่อให้มั่นใจว่าการฆ่าเชื้อนั้นเพียงพอสำหรับการถนอมอาหารและจุลทรีย์ตายในระดับอุตสาหกรรม

ซึ่งโครงการนี้ได้ชื่อว่าโครงการ กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่ มีทั้งหมด 5 เมนู คือ ข้าวผัดไข่ใส่หมูทอดกระเทียมพริกไทย ข้าวเหนียวพร้อมบริโภค เนื้อทอด พร้อมบริโภค น้ำพริกพร้อมบริโภค และข้าวเหนียวเปียกมูนทุเรียนพร้อมบริโภค ทั้งหมดเป็นอาหารสเตอริไลซ์ โดยอาหารทั้งหมดเป็นแบบสเตอริไลซ์เพื่อกำจัดจุลินทรีย์ ส่งไปผ่านจิตอาสาขนส่ง ซึ่งจิตอาสาขนส่งคือ นครชัยแอร์ร่วมเป็นจิตอาสา โดยขนส่งอาหารไปที่กองทัพภาคที่ 2 โดยตรงเพื่อแจกจ่ายไปยังชายแดนแนวหน้า และจะมีจิตอาสาที่ร่วมสนับสนุนโครงการทั้งอาจารย์ และศิษย์เก่า เป็นผู้ที่ให้ความสนใจสนับสนุนโครงการโดยสนับสนุนซื้อวัตถุดิบ เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ส่งข้าวเหนียวทุเรียนไปที่แม่ทัพภาคที่ 2 โดยได้เสียงตอบรับ หากได้เมนูที่เป็นข้าวเหนียวถือว่าจะดีมาก

ด้วยความที่ว่าทหารส่วนมากเป็นลูกอีสานที่รับประทานข้าวเหนียว ข้าวเหนียวที่ทำส่วนมากจะเป็นข้าวเหนียว สเตอริไลซ์ ซึ่งได้มีการพัฒนาการวิจัยแล้วหลายครั้ง เมื่อเก็บเวลาระยะนานแต่ข้าวเหนียวยังนิ่มอยู่ และไม่เน่าเสียซึ่งสามารถรับประทานได้ทันที โดยถุงที่ใช้ เป็นถุงพิเศษ แบบรีทอร์ทเพ้าช์ (Retort Pouch) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะคือ สามารถทนความร้อนได้ สูงกว่า 125 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เป็นพิษ แต่จะนำมาใช้ความร้อน 115-117 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าปลอดภัย วัสดุอุปกรณ์เป็นฟู้ดเกรดทั้งหมด จะเริ่มส่งอาหารไปตั้งแต่วันนี้ ไปเรื่อยๆ

คณะอาจารย์และจิตอาสาฝากส่งกำลังใจ ให้ทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนเนื่องจากน้องๆ พี่จิตอาสาและทีมงานได้ตั้งใจทำอาหารเพื่อให้พี่ทหารได้รับประทานอาหารให้อิ่มและอร่อย ขอเป็นกำลังใจให้ทหารแนวหน้า และอยากให้กลับบ้านปลอดภัยทุกคน

พร้อมกันนั้นก่อนหน้านี้ มีสถานการณ์น้ำท่วม ในโครงการเชฟอุบล เป็นโครงการกล่องข้าวน้อยให้แม่ เป็นข้าวเหนียวหมูทอด และได้มีการพัฒนา 3 ปีให้มีคุณภาพดีขึ้นไปอีกเพื่อรองรับ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร ต้องเตรียมความพร้อมไว้เสมอ สนับสนุนสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้น โดยอาจารย์นิสิต ที่มีประสบการณ์มาแล้ว

มมส. ไอเดียเจ๋ง! ทำ”กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่” ส่งต่อชายแดนแนวหน้า

โครงการ “กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่” คืออะไร?

โครงการ กล่องข้าวน้องใส่เป้พี่ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความเอื้ออาทรของคนไทยที่มีต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน หรือประชาชนทั่วไป มีส่วนสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – มมส. ไอเดียเจ๋ง ทำกล่องข้าวน้องใส่เป้พี่  ส่งต่อชายแดนแนวหน้า

ม.5 เดือด! ต่อยครูสาว เหตุผลสอบไม่ได้เต็ม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อเพจโหนกระแสรายงานเรื่องราวสุดสะเทือนใจ ครูสาวถูกนักเรียนชายชั้น ม.5 ทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง เพียงเพราะไม่พอใจผลคะแนนสอบที่ไม่เป็นไปตามที่หวัง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จังหวัดอุทัยธานีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา สร้างความตกตะลึงและความกังวลใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อครูสาวเตรียมตัวที่จะประกาศผลสอบกลางภาคในห้องเรียน นักเรียนชาย ม.5 คนดังกล่าวได้สอบถามถึงคะแนนของตนเอง ซึ่งครูได้แจ้งว่าได้ 18 คะแนน เมื่อนักเรียนขอดูคะแนน ครูจึงให้ดูและอธิบายว่าเหตุใดจึงไม่ได้รับคะแนนเต็มในส่วนของการแสดงวิธีทำ แม้ว่าคำตอบจะถูกต้อง แต่เนื่องจากขาดการแสดงวิธีทำ ครูจึงไม่สามารถให้คะแนนเต็มได้

นักเรียนชายไม่ยอมรับฟังคำอธิบาย ครูจึงแนะนำให้ไปสอบถามครูท่านอื่นเพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม นักเรียนจึงไปสอบถามครูสอนคณิตศาสตร์อีกท่าน ซึ่งก็ให้เหตุผลในทำนองเดียวกันว่าการให้คะแนนขึ้นอยู่กับดุลพินิจของครูผู้สอนแต่ละท่าน

หลังจากนั้น นักเรียนชายกลับมาหาครูสาวอีกครั้งและถามว่า ครูที่ไปถามให้คะแนนเท่านี้ ครูจะให้คะแนนเพิ่มหรือไม่ ครูยืนยันว่าไม่สามารถให้คะแนนเพิ่มได้ เนื่องจากเป็นดุลพินิจของครูผู้สอน และแนะนำให้นักเรียนสงบสติอารมณ์ก่อนที่จะกลับมาพูดคุยกันใหม่

ด้วยความโกรธ นักเรียนชายเตะโต๊ะที่ครูนั่งตรวจข้อสอบ ก่อนที่จะออกจากห้องไปประมาณ 10 นาที แล้วกลับเข้ามาใหม่พร้อมกับพูดว่า “ครูต้องขอโทษผม” ครูจึงถามกลับว่า “ใครกันแน่ที่ต้องขอโทษ” นักเรียนคนดังกล่าวนั่งอยู่ที่โต๊ะประมาณ 2-3 นาที

เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อนักเรียนชายลุกขึ้นต่อยใบหน้าครูหลายครั้ง เตะ และตีเข่าใส่ครู จนเพื่อนร่วมห้องต่างตกใจและพยายามเข้าช่วยเหลือ ห้ามปราม กระทั่งมีครูอีกท่านเข้ามาช่วยระงับเหตุ นักเรียนชายยังคงใช้คำพูดหยาบคายด่าทอครู และกล่าวว่า “สมควรแล้วที่ทำกับครูแบบนี้” การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพและความรุนแรงที่เกินกว่าเหตุ

ม.5 เดือด! ต่อยครูสาว เหตุผลสอบไม่ได้เต็ม

เหตุการณ์ม.5 เดือด! ต่อยครูสาว เหตุผลสอบไม่ได้เต็ม สะท้อนปัญหาการควบคุมอารมณ์และความเคารพต่อครูอาจารย์ในสังคมปัจจุบัน การที่นักเรียนแสดงความรุนแรงต่อครูด้วยเหตุผลเพียงเพราะไม่พอใจผลการเรียนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ม.5 เดือด! ต่อยครูสาว

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของครูผู้ถูกกระทำอย่างมาก นอกจากนี้ ยังส่งผลเสียต่อบรรยากาศการเรียนรู้ในโรงเรียน และสร้างความหวาดกลัวให้กับนักเรียนคนอื่นๆ การกระทำของนักเรียนชายคนดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และควรได้รับการลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต โรงเรียนและครอบครัวควรให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการควบคุมอารมณ์ให้กับนักเรียน นักเรียนควรเรียนรู้ที่จะยอมรับผลการเรียน และแก้ไขปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นแทนการใช้ความรุนแรง ครูอาจารย์ควรได้รับการเคารพและให้เกียรติในฐานะผู้ให้ความรู้และอบรมสั่งสอน

นอกจากนี้ การสื่อสารระหว่างครูและนักเรียนก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ครูควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน และอธิบายเหตุผลในการให้คะแนนอย่างชัดเจน นักเรียนก็ควรแสดงความเคารพและให้เกียรติครู และใช้เหตุผลในการพูดคุยและเจรจา

สังคมไทยควรให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมแห่งความเคารพและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง และจะนำไปสู่ความขัดแย้งและความเสียหายที่มากขึ้น เราควรร่วมมือกันสร้างสังคมที่สงบสุขและน่าอยู่สำหรับทุกคน ม.5 เดือด! ต่อยครูสาว เหตุผลสอบไม่ได้เต็ม เป็นบทเรียนราคาแพงที่สังคมต้องตระหนัก

เหตุการณ์ ม.5 เดือด! ต่อยครูสาว เหตุผลสอบไม่ได้เต็ม เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ และหวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต และสร้างสังคมที่ครูและนักเรียนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ที่มา – ม.5 เดือดผลสอบไม่ได้เต็ม ‘ต่อย-ถีบ’ ไม่ยั้งใส่ครูสาวกลางห้องเรียน

วันแม่ปีนี้ไม่มีลูกกลับบ้าน! เรื่องเศร้าแม่พลทหาร

วันที่ 11 ส.ค. 68 หลังจากเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่คร่าชีวิต พลทหารวีรยุทธ กระจ่างทอง อายุ 22 ปี และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพไปเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ความสูญเสียครั้งนี้ยังคงสร้างความสะเทือนใจให้ครอบครัวและสังคม

ต่อมา มีการเปิดเผยถึงชีวิตความเป็นอยู่ของ นายกิมแดง อายุ 60 ปี และ นางติน อายุ 61 ปี บิดามารดาของพลทหารวีรยุทธ ว่าต้องอาศัยอยู่ในกระต๊อบเล็ก ๆ บนที่ดินของทางราชการ (ทบ.5) ท่ามกลางสภาพแร้นแค้น จนเรื่องราวถูกเผยแพร่และมีประชาชนร่วมบริจาคช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานบ้านหลังใหม่ให้แก่ครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมีภาพโครงสร้างบ้านเล็ก ๆ ที่พลทหารวีรยุทธเคยตั้งใจสร้างให้พ่อแม่จากเงินเก็บของตนเอง พร้อมสัญญาว่า “จะสร้างบ้านใหม่ให้เสร็จ” แต่กลับจากไปเสียก่อน โดยล่าสุดมีภาคเอกชนอาสาสานต่อจนบ้านหลังนี้ใกล้สมบูรณ์

ความรู้สึกของแม่ในวันแม่ปีนี้

นางตินเผยว่า แม้วันนี้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก แต่หัวใจยังโศกเศร้า โดยเฉพาะวันแม่ที่กำลังจะมาถึง เพราะทุกปีลูกชายจะกลับมากราบแม่ อาบน้ำให้ และมอบเงินให้ครั้งละ 2,000–3,000 บาท แต่ปีนี้ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้า ได้เพียงคิดถึงอยู่เงียบ ๆ

เธอยังเล่าถึงความฝันเมื่อคืนที่ผ่านมา ว่าลูกชายพาไปยังสนามรบ ผ่านซอกเล็ก ๆ ก่อนบอกให้หลบ แล้วจูงแขนพาหนีการต่อสู้ วิ่งหนีสุดแรงท่ามกลางเสียงปืน ก่อนสะดุ้งตื่นเมื่อคนข้าง ๆ ปลุก และพบว่ามีเสียงหมาเห่าหอนหน้าบ้านในคืนวันพระ ทำให้เชื่อว่าลูกชายกลับมาหาจริง ๆ

วันแม่ปีนี้ไม่มีลูกกลับบ้าน

เรื่องราวสุดสะเทือนใจนี้สะท้อนถึงความรักและความผูกพันของแม่ที่มีต่อลูก แม้ลูกจะจากไปแล้วก็ตาม ใน หลายครอบครัวอาจต้องเผชิญกับความสูญเสียคล้ายกัน การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว อาจเป็นหนทางหนึ่งในการเยียวยาจิตใจ

ความหมายของวันแม่ปีนี้ไม่มีลูกกลับบ้าน

การที่ ย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของความรักในครอบครัว และการใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารักให้มากที่สุด เพราะชีวิตไม่แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของพลทหารวีรยุทธ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง แต่ในความโศกเศร้านั้น ก็ยังมีความหวังและความช่วยเหลือจากผู้คนมากมายที่หยิบยื่นน้ำใจให้ ทำให้เห็นว่าสังคมไทยยังมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และไม่ทอดทิ้งกัน

สำหรับใครหลายคนที่ ลองหาเวลาทำกิจกรรมดีๆ ร่วมกันในครอบครัว อาจจะเป็นการทำอาหารร่วมกัน ดูหนัง ฟังเพลง หรือแค่พูดคุยกันอย่างเปิดอก ก็สามารถสร้างความสุขและความทรงจำดีๆ ให้กับทุกคนได้

การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่ว่าจะเป็นลูก พ่อ แม่ หรือคนในครอบครัว เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือการยอมรับความจริง ทำใจให้ได้ และก้าวเดินต่อไปข้างหน้า โดยเก็บความทรงจำดีๆ ของพวกเขาไว้ในใจตลอดไป

ใน ขอส่งกำลังใจให้กับทุกครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความสูญเสีย ขอให้ทุกท่านเข้มแข็งและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – วันแม่ปีนี้!ไม่มีลูกกลับบ้าน แม่พลทหารวีรยุทธเล่าความฝันคืนวันพระ เหมือนได้เจอกันครั้งสุดท้าย

SAM ครบรอบ 25 ปี ทำโครงการเพื่อชุมชน

บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM เฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 25 ปี จัดทำโครงการ “SAM พื้นที่ความสุขเพื่อชุมชน” ร่วมบริจาคที่ดินเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่ส่วนกลางของชุมชน เพื่อส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชนและสังคมในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ณ หมู่บ้าน เค.ซี. การ์เด้นท์ โฮม

นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM เป็นประธานในพิธีมอบที่ดินเนื้อที่กว่า 5 ไร่ ในหมู่บ้าน เค.ซี. การ์เด้นท์ โฮม 2 ซอยนิมิตใหม่ 40 ตำบลสามวาตะวันออก เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ เพื่อเป็นสาธารณะประโยชน์แก่ชุมชน โดยมีนายพีรวัส พูนวิทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตคลองสามวา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและตัวแทนชุมชนเข้าร่วมในพิธี

สำหรับการมอบที่ดินแปลงนี้ เป็นโครงการนำร่องของกิจกรรมเพื่อสังคมของ SAM ในปี 2568 ซึ่งเป็นวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี SAM จึงมีความตั้งใจที่จะมอบที่ดินเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ ด้วยเล็งเห็นว่าที่ดินแปลงนี้มีศักยภาพในการพัฒนาหรือต่อยอดเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาหรือสร้างความเจริญให้แก่ชุมชนในอนาคต นับว่าสอดคล้องกับเจตนารมณ์การดำเนินธุรกิจของ SAM ในการเป็น AMC แห่งรัฐที่พร้อมส่งมอบโอกาส เพื่อคนไทยเริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน โครงการ SAM ครบรอบ 25 ปี ทำโครงการ ‘SAM พื้นที่ความสุขเพื่อชุมชน’ ถวายพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 10 นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

พร้อมกันนี้ SAM ยังจัดกิจกรรม “SAM พื้นที่ความสุขเพื่อชุมชน” บริเวณพื้นที่ส่วนกลางและสนามเด็กเล่นในโครงการหมู่บ้าน เค.ซี. การ์เด้นท์ โฮม 3 ซึ่งเดิมเป็นทรัพย์สินรอการขายหรือ NPA ที่ SAM บริจาคให้แก่ชุมชนเมื่อปี 2563 โดยปลูกไม้ยืนต้นและไม้ประดับเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและออกซิเจน พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์โดยทาสีรั้ว เวทีแอโรบิคและเครื่องเล่นสนามต่าง ๆ ให้มีสีสันสวยงามสดใส ปลอดภัย น่าใช้งาน เหมาะสมเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และเพิ่มพัฒนาการของเด็กๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์ร่วมกันของชาวชุมชน

โดยภายในงานมีคณะผู้บริหาร พนักงานจิตอาสาจาก SAM และพันธมิตรที่สำคัญ ได้แก่ สำนักงานเขตคลองสามวา ตัวแทนชาวบ้านชุมชน เค.ซี. การ์เด้นท์ โฮมมากกว่า 200 คน และเด็กนักเรียนจิตอาสาจากโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา 2 ประมาณ 50 คนที่มาร่วมปลูกต้นไม้และรับของเล่นเป็นรางวัลแห่งการทำความดีในครั้งนี้ด้วย นับเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขแก่ครอบครัวของคนในชุมชนที่เป็นหน่วยเล็กที่สุดให้มีความเข้มแข็งและเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่ยั่งยืน

“การปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ที่เกิดขึ้นนั้น ต้องขอขอบคุณความร่วมมือจากพันธมิตรคนสำคัญทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในชุมชน ถือเป็นสัญญาณที่ดีและมีคุณค่าต่อ SAM เป็นอย่างมาก เนื่องจากโครงการที่จัดขึ้น ไม่เพียงช่วยสร้างชุมชนที่น่าอยู่และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีแก่คนในชุมชน แต่ยังสะท้อนถึงถึงความใส่ใจของ SAM ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของอย่างแท้จริง”

SAM ครบรอบ 25 ปี ทำโครงการ ‘SAM พื้นที่ความสุขเพื่อชุมชน’ ถวายพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 10

โครงการ SAM ครบรอบ 25 ปี ทำโครงการ ‘SAM พื้นที่ความสุขเพื่อชุมชน’ ถวายพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 10 ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรม CSR แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ SAM ในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมไทยอย่างแท้จริง การส่งมอบพื้นที่สีเขียว การปรับปรุงภูมิทัศน์ และการสร้างพื้นที่สาธารณะประโยชน์ ล้วนเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชุมชน

ทำไมโครงการ SAM พื้นที่ความสุขเพื่อชุมชนจึงสำคัญ?

  • ส่งเสริมคุณภาพชีวิต: การมีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะที่สวยงาม ปลอดภัย ช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและใจของคนในชุมชน
  • สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน: กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม ช่วยสร้างความสามัคคีและความเป็นเจ้าของร่วมกัน
  • สานต่อพระราชปณิธาน: โครงการนี้เป็นการถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยการสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชน
  • สร้างความยั่งยืน: การลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนเป็นการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

โครงการ SAM ครบรอบ 25 ปี ทำโครงการ ‘SAM พื้นที่ความสุขเพื่อชุมชน’ ถวายพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 10 เป็นตัวอย่างที่ดีขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน อยากให้มีโครงการดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นอีกเยอะๆ เลยครับ

ที่มา – SAM ครบรอบ 25 ปี ทำโครงการ ‘SAM พื้นที่ความสุขเพื่อชุมชน’ ถวายพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ 10

“ฟาน ไดค์” ฉุน! แฟนพาเลซก่อกวนพิธีอาลัย

เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังกัปตันทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อแฟนบอล คริสตัล พาเลซ ที่ส่งเสียงดังรบกวนระหว่างพิธีไว้อาลัยให้กับดาวยิงผู้ล่วงลับ ดิโอโก โชตา เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ ผู้ตัดสิน คริส คาวานาห์ ต้องเป่าหยุดพิธีก่อนกำหนด ในเกมคอมมูนิตีชิลด์ ที่พาเลซคว้าแชมป์ด้วยการชนะจุดโทษ 3-2 หลังเสมอในเวลาปกติ 2-2 ที่สนามเวมบลีย์

พฤติกรรมของแฟนบอลพาเลซบางรายเริ่มต้นด้วยการส่งเสียงรบกวนเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากเริ่มพิธีไว้อาลัย แม้ว่าแฟนบอล “ดิ อีเกิลส์” ส่วนใหญ่จะรู้สึกอับอายและพยายามเรียกร้องให้กลุ่มคนดังกล่าวเงียบเสียง แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำดังกล่าวได้ ทำให้ คาวานาห์ ตัดสินใจยุติการยืนไว้อาลัยก่อนเวลาที่กำหนดไว้

ฟาน ไดค์ กล่าวด้วยความฉุนเฉียวว่า “ใช่ ผมผิดหวัง นั่นคือทั้งหมดที่ผมอยากจะพูด หลายคนพยายามที่จะห้ามปรามพวกเขา แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร มันก็เป็นแบบที่เห็น มันน่าผิดหวังที่ได้ยินเสียงแบบนั้น พวกเขาคงกลับบ้านพร้อมกับความสุขที่ได้ทำเรื่องแบบนั้นลงไป” สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความเหมาะสมและความเคารพในการแสดงออกของแฟนบอลในสนามกีฬา

“ฟาน ไดค์” ฉุน! แฟนพาเลซก่อกวนพิธีอาลัย

ในขณะที่ อาร์เนอ ชล็อต กุนซือทีมพยายามที่จะลดความสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าวลง โดยกล่าวว่า “บางทีแฟนบอลอาจจะไม่เข้าใจว่าช่วงเวลาไหนที่ควรจะเงียบ และเพียงแค่อยากจะเชียร์ทีมของพวกเขา แฟนบอลพาเลซคนอื่นๆ พยายามที่จะทำให้พวกเขาสงบลง แต่กลับกลายเป็นการส่งเสียงดังขึ้น แฟนบอลของเราก็ตอบโต้ ผมไม่คิดว่ามีเจตนาร้ายใดๆ แฟนบอลพาเลซทั่วโลกต่างให้ความเคารพต่อดิโอโกและอังเดรอย่างมาก”

ทำไม “ฟาน ไดค์” ถึงแสดงความไม่พอใจต่อแฟนพาเลซ?

ความไม่พอใจของ “ฟาน ไดค์” นั้นเข้าใจได้ เพราะพิธีไว้อาลัยเป็นช่วงเวลาที่ควรจะเต็มไปด้วยความสงบและความเคารพ การที่แฟนบอลกลุ่มหนึ่งส่งเสียงดังรบกวนเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติผู้เสียชีวิตและครอบครัว นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงออกถึงการขาดความเคารพต่อเพื่อนร่วมอาชีพและแฟนบอลคนอื่นๆ ที่ต้องการร่วมไว้อาลัยอย่างสงบ

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในวงการฟุตบอล หลายคนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและเรียกร้องให้มีการลงโทษผู้ที่กระทำการดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้สโมสรต่างๆ ให้ความรู้แก่แฟนบอลเกี่ยวกับมารยาทในการชมกีฬาและการแสดงความเคารพต่อผู้เล่นและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสนาม

ฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียงแค่เกมกีฬา แต่ยังเป็นเวทีที่แสดงออกถึงสปิริตและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การกระทำที่ไม่เหมาะสมของแฟนบอลกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งสามารถบ่อนทำลายคุณค่าเหล่านี้ได้ ดังนั้น การสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงความสำคัญของมารยาทและวัฒนธรรมในการเชียร์กีฬาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เราควรจดจำเหตุการณ์นี้ไว้เป็นบทเรียน และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการเชียร์กีฬาที่สร้างสรรค์และให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพื่อให้ฟุตบอลเป็นกีฬาที่สร้างความสุขและความสามัคคีให้กับทุกคน

ที่มา – “ฟาน ไดค์” ฉุนแฟนพาเลซสร้างความวุ่นวายพิธีอาลัย

วันนี้ 11 สิงหาคม 2568 ธนาคารหยุดไหม? เช็กเลย!

ช่วงวันหยุดยาววันแม่แห่งชาติ ระหว่างวันที่ 9-12 สิงหาคม 2568 เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันหยุดราชการ พนักงานบริษัทเอกชน วันหยุดธนาคาร แล้ววันนี้ 11 สิงหาคม 2568 ธนาคารหยุดไหม หลายคนคงมีคำถามนี้ในใจ

วันนี้ 11 สิงหาคม 2568 ธนาคารหยุดไหม

เช็กเลย! วันนี้ 11 สิงหาคม และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2568 ธนาคารหยุดไหม?

สำหรับช่วงวันแม่แห่งชาติ และวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 9-12 สิงหาคม 2568 นั้น ธนาคารส่วนใหญ่จะหยุดทำการ ซึ่งเป็นวันหยุดธนาคาร วันหยุดสาขาทั่วไปที่อยู่นอกห้างสรรพสินค้า แต่ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะสาขาธนาคารในห้างสรรพสินค้าส่วนใหญ่ยังคงเปิดทำการตามปกติ

สาขาในห้างเปิด! วันนี้ 11 สิงหาคม 2568 ธนาคารหยุดไหม เช็กให้ละเอียด

หากคุณต้องการทำธุรกรรมทางการเงินในช่วงวันหยุดยาวนี้ และไม่สะดวกที่จะเดินทางไปยังสาขาในห้างสรรพสินค้า ก็ยังมีช่องทางอื่นๆ ที่คุณสามารถใช้บริการได้หลากหลายช่องทาง เพื่อความสะดวกสบาย ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็สามารถจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้อย่างง่ายดาย ตัวเลือกเหล่านี้ ได้แก่:

  • คอลเซ็นเตอร์ (Call Center): โทรศัพท์สอบถามข้อมูลหรือทำธุรกรรมบางประเภทได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ตู้ ATM/CDM: ฝาก ถอน โอน จ่ายบิล ได้ง่ายๆ ใกล้บ้านคุณ
  • โมบายแบงก์กิ้ง (Mobile Banking): ทำธุรกรรมทุกอย่างได้บนมือถือ ไม่ว่าจะโอนเงิน จ่ายบิล เช็กยอด ก็สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย

ดังนั้น ไม่ว่าวันนี้ 11 สิงหาคม 2568 ธนาคารหยุดไหม หากเป็นสาขาทั่วไปอาจจะหยุด แต่สาขาในห้างยังเปิด หรือใช้ช่องทางออนไลน์ได้เลย

วางแผนการทำธุรกรรมทางการเงินของคุณล่วงหน้า เพื่อให้คุณสามารถจัดการเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ได้อย่างราบรื่นในช่วงวันหยุดยาวนี้ เลือกใช้บริการที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ และอย่าลืมตรวจสอบเวลาทำการของสาขาธนาคารในห้างสรรพสินค้าที่คุณสนใจ เพื่อไม่ให้เสียเวลาเดินทาง

ถึงแม้ว่าสาขาธนาคารบางแห่งจะปิดทำการในช่วงวันหยุดยาว แต่ก็ยังมีช่องทางอื่น ๆ ที่พร้อมให้บริการคุณอยู่เสมอ ทำให้คุณสามารถจัดการเรื่องการเงินได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ หรือการใช้บริการตู้ ATM ที่มีอยู่มากมายตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศ

ดังนั้น ก่อนออกเดินทางไปทำธุรกรรมที่ธนาคารในช่วงวันหยุดยาว อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดเสียก่อน เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างเหมาะสม และไม่พลาดโอกาสในการทำธุรกรรมที่คุณต้องการ

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับวันหยุดยาว และใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวอย่างเต็มที่

ที่มา – วันนี้ 11 สิงหาคม 2568 ธนาคารหยุดไหม เช็กสาขาไหนบ้างเปิดทำการ

วรวุฒิ คว้าโพเดียม GT3 สนามเซปัง

วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี สวมหัวใจสิงห์ ลุยฝนแซงคว้าโพเดียม GT3 สนามเซปัง! สิงห์ มอเตอร์สปอร์ต ทีม ไทยแลนด์ เผชิญสถานการณ์สุดพลิกผัน เมื่อฝนตกในช่วงท้ายของการแข่งขัน TSS The Super Series By B-Quik 2025 เรซที่ 6 ที่สนามเซปัง ส่งผลให้ วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี ที่ตัดสินใจเปลี่ยนยางฝน ไล่แซงรอบสุดท้าย ขยับจากอันดับ 6 ขึ้นมาจบบนโพเดียมอันดับที่ 4 รุ่น GT3 ได้สำเร็จ

การแข่งขันเรซที่ 6 ของศึก TSS The Super Series By B-Quik 2025 เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ยังคงดวลความเร็วกันที่ เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ภายใต้กติกา 60 นาที บวก 1 รอบ ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญในเรซนี้ อยู่ที่ฝนที่ตกลงมาในช่วง 15 นาทีสุดท้าย บวกกับเซฟตี้คาร์ที่ต้องออกมาวิ่งนำขบวนก่อนรีสตาร์ทรอบสุดท้าย

ในเรซนี้ รถแข่ง Honda NSX GT3 หมายเลข 12 จาก สิงห์ มอเตอร์สปอร์ต ทีม ไทยแลนด์ ออกตัวจากอันดับที่ 2 โดยมี กันตศักดิ์ กุศิริ สตาร์ทเป็นมือแรก ต่อด้วย ปิติ ภิรมย์ภักดี ขณะที่รถแข่ง Ferrari 296 GT3 หมายเลข 89 คาร์โล แวน แดม ทำหน้าที่ออกสตาร์ทจากอันดับ 3 ก่อนส่งไม้ต่อให้ วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี ทำหน้าที่ใน 30 นาทีหลัง

หลังแตะมือเข้าพิตในช่วงครึ่งทาง ปิติ ภิรมย์ภักดี ในรถหมายเลข 12 ออกมาไล่ผู้นำ รถแข่ง AAS Motorsport หมายเลข 18 ของ วุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ ได้อย่างดุเดือด ทว่าในช่วง 15 นาทีสุดท้าย เมื่อฝนตกลงมา รถแข่ง 2 คันนำตัดสินใจไม่เข้าพิตเปลี่ยนอย่างฝน ขณะที่รถแข่งคันอื่นๆ รวมถึง Ferrari 296 GT3 ของวรวุฒิ ตัดสินใจเข้าพิตเปลี่ยนยางเพื่อออกมาไล่ในช่วงท้าย

ซึ่งจุดพลิกผันสำคัญเกิดขึ้นในช่วง 8 นาทีสุดท้าย เมื่อกรรมการตัดสินใจส่งเซฟตี้คาร์ ออกมาวิ่งนำเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย ก่อนจะให้มีการรีสตาร์ทในช่วงรอบสุดท้าย ส่งผลให้รถแข่ง 2 คันผู้นำ ถูกรถแข่งทีม B-Quik หมายเลข 27 ของ อดิศักดิ์ ตั้งพูลเจริญ ที่ใส่ยางฝน แซงเข้าเส้นชัยไปอย่างพลิกความคาดหมาย

ขณะที่ วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี ในรถแข่งหมายเลข 89 ที่เปลี่ยนยางฝน ก็สามารถไล่แซงจากที่ 6ในช่วงรีสตาร์ท จบอันดับที่ 4 บนโพเดียมได้สำเร็จ พร้อมเก็บเพิ่ม 12 คะแนน ส่วน TP12 ปิติ ภิรมย์ภักดี ประคองรถภายใต้ยางสลิคเข้าเส้นชัยอันดับที่ 6 เก็บ เพิ่ม 8 คะแนนสำคัญ พร้อมรักษาโอกาสในการลุ้นแชมป์รุ่น GT3 ต่อไป

ทั้งนี้ศึก TSS The Super Series By B-Quik 2025 อีเวนต์ที่ 4 จะยังคงแข่งขันกันที่ เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 20-21 ก.ย.นี้ โดยแฟนความเร็วสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของทีมแข่งหัวใจสิงห์ได้ที่แฟนเพจ Singha Motorsport Team Thailand

“วรวุฒิ” สวมหัวใจสิงห์ ลุยฝนแซงคว้าโพเดียม GT3 สนามเซปัง

สรุปผลงาน วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี ในสนามเซปัง

โดยรวมแล้ว การแข่งขันในสนามเซปังนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและประสบการณ์ของนักแข่งไทยอย่าง วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี ได้เป็นอย่างดี การตัดสินใจที่เด็ดขาดในการเปลี่ยนยางฝนในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้เขาสามารถพลิกสถานการณ์และคว้าโพเดียมมาได้อย่างน่าประทับใจ นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการวางแผนและการปรับตัวตามสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับสูง

ที่มา – “วรวุฒิ” สวมหัวใจสิงห์ ลุยฝนแซงคว้าโพเดียม GT3 สนามเซปัง