ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

MEYOU ปล่อย “NO.1 LADY” เพลงรักอบอุ่นเพื่อแม่

ถูกสนใจอย่างมากสำหรับเพลง “NO.1 LADY” ที่ “MEYOU (ชิษณุชา ตันติเมธ)” ศิลปินหนุ่มมากความสามารถทั้งการร้องและเขียนเพลง ตั้งใจมอบให้กับคุณแม่ ด้วยเนื้อเพลงที่เข้าใจง่ายว่า “ไม่ว่ายังไง เธอก็ยังเป็นที่หนึ่งเสมอ ทั้งวันนี้และตลอดไป” ไม่ว่าที่ผ่านมาจะเจอใครมากมาย แต่แม่ก็ยังคงเป็นที่หนึ่งในใจเขาเสมอ เพลง “NO.1 LADY” เป็นเพลงที่อบอุ่นสุดๆ

เพลงนี้ยังเปิดโอกาสให้ตีความในมุมมองความรักของหนุ่มสาวได้อีกด้วย ขึ้นอยู่กับผู้ฟังแต่ละคนว่าจะมองในมุมใด แต่ใน Lyric Video ทาง MEYOU เลือกที่จะนำเสนอความงดงามของเพลง “NO.1 LADY” ผ่านจุดเริ่มต้นของเพลง นั่นก็คือ คุณแม่ โดยนำภาพถ่ายตั้งแต่สมัยสาวๆ ของคุณแม่ มาจนถึงวันที่ทั้งสองได้พบกัน ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย จนถึงปัจจุบัน และการเลี้ยงดูเขาให้เติบโต ซึ่งเป็นการสื่อสารและสะท้อนเนื้อหาของเพลงได้อย่างอบอุ่นตามที่ตั้งใจไว้ “Cause You’re My NO.1” นั่นเอง

เพลง “NO.1 LADY” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงรักธรรมดา แต่เป็นเพลงที่ MEYOU ตั้งใจเขียนเพื่อสื่อถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แม่ก็ยังคงเป็นที่หนึ่งในใจลูกเสมอ การใช้ภาพในมิวสิควิดีโอที่แสดงถึงความผูกพันและความทรงจำระหว่างแม่กับลูก ยิ่งทำให้เพลงนี้มีความหมายและเข้าถึงอารมณ์ของผู้ฟังมากขึ้น

“NO.1 LADY” เพลงรักสุดอบอุ่นเพื่อแม่

สำหรับใครที่กำลังมองหาเพลงรักความหมายดีๆ ที่มอบให้คุณแม่ในโอกาสพิเศษต่างๆ เพลง “NO.1 LADY” จาก MEYOU เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ไม่ควรพลาด ด้วยเนื้อหาที่ซึ้งกินใจ ทำนองที่อบอุ่น และมิวสิควิดีโอที่เต็มไปด้วยความรักและความผูกพัน จะทำให้คุณและคุณแม่รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างแน่นอน

ทำไมเพลง “NO.1 LADY” ถึงโดนใจใครหลายคน

  • เนื้อเพลงที่เข้าใจง่ายและซึ้งกินใจ
  • ทำนองเพลงที่ฟังง่ายและอบอุ่น
  • มิวสิควิดีโอที่ถ่ายทอดความรักและความผูกพันระหว่างแม่กับลูกได้อย่างงดงาม
  • เป็นเพลงที่สามารถมอบให้คุณแม่ในโอกาสพิเศษต่างๆ ได้

เพลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์ของแม่ลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้สื่อถึงความรักและความห่วงใยในทุกความสัมพันธ์ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างคู่รัก เพื่อน หรือคนในครอบครัว เพราะความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและควรค่าแก่การมอบให้แก่กันเสมอ

MEYOU สามารถถ่ายทอดความรู้สึกอบอุ่นเเละความรักผ่านบทเพลง “NO.1 LADY” ได้อย่างลงตัว นับว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงดีๆ ที่ควรค่าเเก่การฟังในช่วงเวลาที่ต้องการกำลังใจและเเรงผลักดันในการใช้ชีวิต

แฟนๆสามารถติดตามข่าวสารรอบโลกได้แล้ววันนี้ที่ www.dailynews.co.th และทุกแพลตฟอร์มของ Dailynews

ที่มา – “MEYOU” ปล่อย “NO.1 LADY” เพลงรักสุดอบอุ่นเพื่อแม่ แต่เท่โดนใจ!

รฟม. ทบทวนรถไฟฟ้า เทา-เงิน-ฟ้า จ้าง 200 ล้าน!

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เตรียมทบทวนโครงการรถไฟฟ้าสายสำคัญ ได้แก่ รถไฟฟ้า เทา-เงิน-ฟ้า โดยใช้งบประมาณถึง 200 ล้านบาท! มาดูกันว่าทำไมถึงต้องมีการทบทวน และโครงการเหล่านี้มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว

รฟม. ทบทวนรถไฟฟ้า เทา-เงิน-ฟ้า

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ส่งข้อมูลรายงานผลการศึกษาความเหมาะสมและวิเคราะห์โครงการรถไฟฟ้า 2 สายที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กทม. มาให้ รฟม. แล้ว ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเงิน ช่วงบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีฟ้า ช่วงดินแดง-สาทร ยังไม่ได้มีการศึกษา เป็นเพียงแค่การกำหนดแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ในแผนแม่บทแผนพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (พื้นที่ต่อเนื่อง) ระยะที่ 2 (M-MAP 2) จึงยังไม่มีข้อมูลใดๆ ในขณะนี้

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่ให้โอนภารกิจรถไฟฟ้าทั้ง 3 สายของ กทม. มาอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ รฟม. เพื่อช่วยทำให้การบริหารจัดการรถไฟฟ้าในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ กทม. ส่งมาให้เป็นข้อมูลที่ศึกษามาหลายปีแล้ว ซึ่งกายภาพพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ รฟม. ต้องทบทวนผลการศึกษาใหม่ โดยต้องลงสำรวจพื้นที่ ทบทวนแบบการก่อสร้าง และเปลี่ยนแปลงรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ด้วย

แผนการทบทวนโครงการรถไฟฟ้า เทา-เงิน-ฟ้า

รฟม. มีแผนจะเริ่มศึกษาทบทวนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทาและสายสีเงินภายในปี 2569 โดยใช้เวลาประมาณ 1 ปี คาดว่าจะเสนอขออนุมัติการดำเนินโครงการต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม., กระทรวงคมนาคม และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในปี 2570 หากไม่มีปัญหา คาดว่าจะสามารถเปิดประกวดราคาโครงการทั้ง 2 สายได้ในปี 2570 เช่นกัน โดยจะเข้าร่วมมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายด้วย

ส่วนสายสีฟ้าจะเริ่มดำเนินการศึกษาในระยะเวลาใกล้เคียงกัน แต่ต้องใช้เวลานานกว่าสายสีเทาและสายสีเงิน เพราะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด คาดว่าจะเสนอขออนุมัติโครงการได้ในปี 2571 ทั้งนี้ รถไฟฟ้าทั้ง 3 สายจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะรอง (ฟีดเดอร์) ที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายหลัก โดยเป็นประเภทรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail) อาทิ โมโนเรล และแทรม เป็นต้น ไม่ได้เป็นรถไฟฟ้ารางหนัก (Heavy Rail) เหมือนกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีม่วง หรือสายสีเขียว เบื้องต้นการศึกษาทั้ง 3 สาย คาดว่าจะใช้งบประมาณดำเนินการประมาณ 200 ล้านบาท

นอกจากนี้ นายกาจผจญยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) ระยะทาง 22.10 กิโลเมตร วงเงิน 41,720 ล้านบาท ว่าได้รายงานบอร์ด รฟม. แล้วว่าจะขอเสนอผลการศึกษาทบทวนและปรับปรุงผลการศึกษาออกแบบ เอกสารประกวดราคา และรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ต่อบอร์ดในช่วงปลายปี 2568 เนื่องจากยังมีประเด็นเรื่องการปรับแบบให้สอดคล้องกับโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ระยะที่ 1 (ตอน N2 ถนนประเสริฐมนูกิจ-ถนนวงแหวนรอบนอกฯ ด้านตะวันออก)

เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลใช้โครงสร้างร่วมกับทางด่วนบริเวณถนนประเสริฐมนูกิจ ซึ่งการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้มีการปรับแบบบางส่วนตรงตลาดหัวมุม ใกล้จุดตัดกับทางด่วนฉลองรัช ดังนั้น เมื่อต้องมีการปรับแบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ก็จะกระทบวงเงินก่อสร้าง จึงต้องปรับปรุงเรื่องต้นทุนและความเหมาะสมอีกครั้ง คาดว่าในปี 2569 จะสามารถเสนอขออนุมัติโครงการไปยังกระทรวงคมนาคมและ ครม. ได้ หากได้รับความเห็นชอบจะสามารถเปิดประมูลได้ในช่วงปลายปี 2569 อย่างไรก็ตาม รฟม. จะเร่งผลักดันรถไฟฟ้าทั้ง 4 สายให้เกิดขึ้นและเปิดให้บริการได้ตามแผน เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และเป็นทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเงิน ช่วงบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีระยะทาง 19.7 กม. 14 สถานี วงเงิน 48,380 ล้านบาท ปัจจุบันรายงานอีไอเอยังไม่ผ่านการพิจารณา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา ระยะที่ 1 ช่วงวัชรพล-ทองหล่อ ระยะทาง 16.25 กม. 15 สถานี วงเงิน 29,130 ล้านบาท รายงานอีไอเอ ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) แล้วเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2565 โครงการรถไฟฟ้าสายสีฟ้า ช่วงดินแดง-สาทร ระยะทาง 9.5 กม. 9 สถานี ยังไม่ได้ทำการศึกษา และรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย-ลำสาลี (บึงกุ่ม) รฟม. คาดว่าจะเปิดประมูลได้ในปี 2569 และเริ่มก่อสร้างปี 2570 เปิดบริการปี 2573 โดยรูปแบบเบื้องต้นเป็นรถไฟฟ้าโมโนเรล

การทบทวนโครงการรถไฟฟ้า เทา-เงิน-ฟ้า แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการปรับปรุงแผนงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้า เทา-เงิน-ฟ้า เราจะรีบนำมาอัปเดตให้ทราบกันต่อไปครับ

ที่มา – “รฟม.” จ้าง 200 ล้าน ลุยทบทวนรถไฟฟ้า “เทา-เงิน-ฟ้า” ข้อมูล กทม. ไม่อัปเดต

ทรัมป์ชูบทบาท ยุติศึกชายแดนไทย-กัมพูชา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวในช่วงหนึ่งของพิธีลงนามในข้อตกลงร่วมระหว่างประธานาธิบดีอิลฮาม อาลีเยฟ ผู้นำอาเซอร์ไบจาน กับนายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชินเนียน ผู้นำอาร์เมเนีย ที่ทำเนียบขาว ว่าในฐานะผู้นำสหรัฐ เขาต้องการสร้างสันติภาพให้กับพื้นทีขัดแย้งทั่วโลก

ในกรณีของไทยและกัมพูชา ถือเป็นกระบวนการสันติภาพที่เริ่มต้นได้ไม่นาน การสู้รบที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตบนแนวชายแดน “2,000 ราย” ทรัมป์กล่าวว่า ตอนนั้นสนทนากับผู้นำของหนึ่งในสองประเทศเกี่ยวกับเรื่องการค้า ว่าสหรัฐจะไม่ลงนามในข้อตกลงการค้าด้วย หากไทยและกัมพูชายังคงสู้รบกันแบบนี้

หลังจากนั้น ไทยและกัมพูชาต่างแสดงภาวะความเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม การสู้รบจึงยุติ และสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้เป็นจำนวนมาก.

เครดิตภาพ : AFP

ทรัมป์ชูบทบาทยุติศึกชายแดนไทย-กัมพูชา

เรื่องราวของ ทรัมป์ชูบทบาทยุติศึกชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจเมื่อมีการเปิดเผยถึงบทบาทของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย การเข้ามามีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ในครั้งนั้น เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางถึงวิธีการและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

เบื้องหลังการ ทรัมป์ชูบทบาทยุติศึกชายแดนไทย-กัมพูชา

โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวอ้างถึงบทบาทของตนเองในการยุติความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา โดยระบุว่าการเจรจาเกี่ยวกับการค้ากับผู้นำของทั้งสองประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การหยุดยิง อดีตประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ลงนามในข้อตกลงทางการค้าหากยังคงมีการสู้รบเกิดขึ้น การตัดสินใจดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับการเจรจาและข้อตกลงที่เกิดขึ้นยังคงเป็นที่สนใจของสาธารณชน หลายฝ่ายยังคงตั้งคำถามถึงขอบเขตและผลกระทบที่แท้จริงของบทบาทของทรัมป์ในการยุติความขัดแย้งดังกล่าว การเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจถึงพลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแก้ไขความขัดแย้ง

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการทูตระหว่างประเทศ และความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้นำในการแก้ไขความขัดแย้ง การที่ ทรัมป์ชูบทบาทยุติศึกชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เห็นว่าการเจรจาและการสร้างแรงกดดันทางการเมืองสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ความขัดแย้งได้

นอกจากนี้ การที่ทรัมป์หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาอีกครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตระหนักถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงทั่วโลก แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับวิธีการและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แต่การที่ผู้นำสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศถือเป็นสิ่งสำคัญ

สำหรับประเทศไทยและกัมพูชา การยุติความขัดแย้งและการหันมาร่วมมือกันในด้านต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีบนพื้นฐานของความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต

ดังนั้น การที่ ทรัมป์ชูบทบาทยุติศึกชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะมีรายละเอียดอย่างไร ก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพและความมั่นคง หากคุณสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแก้ไขความขัดแย้ง อย่าลืมติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้คุณได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ที่มา – ทรัมป์ชูบทบาทยุติศึกชายแดนไทย-กัมพูชา หลังมีผู้เสียชีวิต “มากกว่า 2,000 ราย”

‘เห็ด’ อุดมประโยชน์ เสริมภูมิต้านทานโรค

“เห็ด” เป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการนำมาปรุงอาหาร ด้วยรสชาติและอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่ดีต่อร่างกาย การบริโภค ‘เห็ด’ อุดมประโยชน์ เสริมภูมิต้านทาน ให้ร่างกายแข็งแรง

“คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล” บอกเล่าสาระน่ารู้เกี่ยวกับประโยชน์ของ “เห็ด” ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารมาช้านาน ปัจจุบันได้มีการจำแนกเห็ดไว้หลากหลายชนิด ซึ่งสามารถแบ่งเป็น “เห็ดที่กินได้” และ “เห็ดที่กินไม่ได้หรือเห็ดพิษ” ซึ่งรับประทานเข้าไปแล้ว ก่อให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ประสาทหลอน หรือมีพิษต่อระบบต่างๆของร่างกายจนถึงเสียชีวิต

สำหรับเห็ดที่กินได้ ประกอบด้วย เห็ดโคน เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง เห็ดฟาง เห็ดเผาะ เห็ดแชมปิญอง เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดเหล่านี้ถูกนิยมนำมาใช้เป็นอาหาร เนื่องจากมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดี มีความคล้ายคลึงกับเนื้อสัตว์ เนื่องจาก เห็ดมีกรดอะมิโนกลูตามิคที่ช่วยกระตุ้นประสาทการรับรส สามารถหาซื้อได้ง่าย อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และมีประโยชน์ที่หลากหลาย ‘เห็ด’ อุดมประโยชน์ เสริมภูมิต้านทาน จริงหรือไม่ ไปดูกัน

‘เห็ด’ อุดมประโยชน์ เสริมภูมิต้านทาน

คุณประโยชน์ของเห็ด

1.เป็นแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติที่มีแคลอรีต่ำ มีไขมันต่ำ และน้ำตาลค่อนข้างน้อย มีแร่ธาตุและวิตามินกว่า 15 ชนิด ได้แก่ โฟเลต ซิลิเนียม สังกะสี ทองแดง แมกนีเซียม โพแทสเซียม วิตามินบีรวม และวิตามินดี

ยกตัวอย่างข้อมูลโภชนาการของเห็ดแชมปิญองสีน้ำตาล ปริมาณ 1 ถ้วยตวง ให้แคลอรีเท่ากับ 15 kcal ประกอบด้วยโปรตีน 2.2 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.3 กรัม เส้นใยอาหาร 0.7 กรัม และน้ำตาล 1.4 กรัม

เห็ดต่างสายพันธุ์อาจให้สารอาหารแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน อาทิ เห็ดนางรมและเห็ดหอมอุดมไปด้วยใยอาหาร ขณะที่เห็ดไมตาเกะและเห็ดแชมปิญองสีขาวเป็นเห็ดที่มีวิตามินดีสูง โดยพบว่าเห็ดที่ได้รับแสงยูวีจะมีปริมาณวิตามินดีที่สูงขึ้น ซึ่งให้ประโยชน์ต่อกระดูกและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เห็ดแชมปิญองสีน้ำตาลเป็นแหล่งของสังกะสีซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกันและช่วยในการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก

2.สารอาหารต่างๆ ในเห็ดมีประโยชน์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย และต้านมะเร็ง ช่วยในการทำงานของระบบต่างๆ และปรับสมดุลของน้ำในร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น

@ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และต้านมะเร็ง โดยสารสกัดจากเห็ดนางรมสายพันธุ์สีเหลืองมีปริมาณสารฟีโนลิกรวม และให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด ขณะที่สารสกัดจากเห็ดนางรมสายพันธุ์สีดำและสายพันธุ์สีชมพูแสดงฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้สูงที่สุด

@ กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย พบว่าเห็ดมีสารที่สำคัญ คือเบต้ากลูแคนส์ เป็นสารเชิงซ้อนกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ มีฤทธิ์ในการปรับเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย โดยไปกระตุ้นการทำงานของแมคโคฟาสในระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม และต้านการติดเชื้อ

@ ฤทธิ์ในการลดความดันโลหิต เห็ดมีแร่ธาตุโพแทสเซียมซึ่งมีผลต่อการปรับสมดุลของโซเดียมในร่างกาย การรับประทานเห็ดในปริมาณที่เหมาะสมจึงสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้

@ ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด จากการศึกษาของ Chang และคณะปี 2015 พบว่าสารสกัดเห็ดหลินจือสามารถปรับสมดุลของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ เพิ่มความทนต่อกลูโคส และเพิ่มความไวต่ออินซูลิน ซึ่งอาจมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวานได้

@ ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด จากการศึกษาของ Bobek และคณะปี 1999 ในสัตว์ทดลอง (หนูและกระต่าย) พบว่าเห็ดนางรมมีฤทธิ์ในการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้

@ ฤทธิ์ในการลดไข้และต้านการอักเสบ ยกตัวอย่างจากการวิจัยของ Suseem และคณะปี 2011 พบว่าเมื่อทำการศึกษาในหนูทดลองสารสกัดของเห็ดนางฟ้าภูฐานให้ฤทธิ์ในการลดไข้และต้านการอักเสบได้

@ เป็นอาหารที่ใช้ควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเห็ดมีแคลอรี่ต่ำ อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและโปรตีน สามารถรับประทานแทนอาหารพวกเนื้อสัตว์หรืออาหารที่มีไขมันสูง จากการศึกษาพบว่าเมื่อทำการปรับเปลี่ยนการบริโภคร้อยละ 20 ของอาหารด้วยเห็ดแทนเนื้อสัตว์ ส่งผลทำให้ค่า BMI และขนาดรอบเอวของอาสาสมัครลดลง นอกจากนี้การศึกษาของ Aida และคณะปี 2009 พบว่าเห็ดหอมและเห็ดแชมปิญองซึ่งอุดมไปด้วยสารกลุ่มโพลีแซคาไรด์มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ดีในลำไส้จึงมีประโยชน์ที่ดีต่อการขับถ่าย

จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า “เห็ด” เป็นแหล่งอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย หากรับประทานเป็นประจำสามารถช่วยส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรง เสริมภูมิต้านทานต่อสู้กับโรคร้ายต่างๆ

ข้อควรระวังในการกินเห็ด

-การรับประทานเห็ดควรระมัดระวังในการเลือกซื้อ การจำแนกชนิดเห็ดต้องมั่นใจจริงๆ ว่ารู้จักเห็ดชนิดนั้นๆ

-ไม่ควรรับประทานเห็ดที่ไม่คุ้นเคย เพราะอาจเป็นเห็ดพิษซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

-ลักษณะของเห็ดพิษที่ไม่ควรเก็บมาบริโภค ได้แก่ เห็ดที่มีปุ่มปม เห็ดที่มีหมวกเห็ดสีขาว มีวงแหวนใต้หมวก มีปลอกหุ้มโคน มีลักษณะคล้ายสมองหรืออานม้า เห็ดที่ขึ้นใกล้มูลสัตว์ เป็นต้น.

ดังนั้นการทาน ‘เห็ด’ อุดมประโยชน์ เสริมภูมิต้านทาน เป็นเรื่องจริง แต่ต้องระมัดระวังในการเลือกทานด้วยนะครับ

ที่มา – ‘เห็ด’ อุดมประโยชน์ เสริมภูมิต้านทาน

เตือน! 43 จังหวัดรับมือฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน

วันที่ 11 สิงหาคม กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาพยากรณ์อากาศ โดยระบุว่าหลายพื้นที่จะต้องรับมือกับ ฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงระมัดระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและสะสม ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มใกล้แหล่งน้ำ เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านประเทศลาวและเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น

นอกจากสถานการณ์ฝนที่ต้องเฝ้าระวังแล้ว คลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนก็เริ่มมีกำลังแรงขึ้นเช่นกัน โดยในทะเลอันดามันตอนบน คลื่นอาจสูงถึง 2 เมตร และในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นอาจสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนในทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบน คลื่นสูง 1-2 เมตร และอาจสูงกว่า 2 เมตรในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

เตือน 43 จังหวัด “กทม.-ทั่วไทย” รับมือฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน

จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา สถานการณ์ ฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน ที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทยมีดังนี้:

  • ภาคเหนือ: มีฝนฟ้าคะนอง 40% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในจังหวัดเชียงราย พะเยา และน่าน
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มีฝนฟ้าคะนอง 70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: มีฝนฟ้าคะนอง 40% ของพื้นที่ ส่วนมากในจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี
  • ภาคตะวันออก: มีฝนฟ้าคะนอง 70% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด
  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก): มีฝนฟ้าคะนอง 40% ของพื้นที่ ส่วนมากในจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
  • ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก): มีฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในจังหวัดระนอง พังงา ตรัง และสตูล
  • กรุงเทพฯ และปริมณฑล: มีฝนฟ้าคะนอง 60% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง

เตรียมพร้อมรับมือ ฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน

เพื่อความปลอดภัย ขอแนะนำให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน ดังนี้:

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบเส้นทางและหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วม
  • เตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น ไฟฉาย น้ำดื่ม อาหารแห้ง และยาสามัญประจำบ้าน
  • หากอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเตรียมพร้อมอพยพหากสถานการณ์รุนแรง

ถึงแม้ว่าการเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ ฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน อาจเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่การเตรียมพร้อมที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและดูแลสุขภาพให้แข็งแรงในช่วงฤดูฝนนี้

ที่มา – เตือน 43 จังหวัด “กทม.-ทั่วไทย” รับมือฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน

เดลินิวส์ 11 ส.ค. ทบ.ซัดเขมร: ละเมิดอธิปไตย!

มาอัปเดตข่าวเด่นจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 11 ส.ค. ทบ.ซัดเขมรกัน! ฉบับวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นำเสนอข่าวสารที่น่าสนใจมากมาย ตั้งแต่ประเด็นร้อนแรงระดับประเทศไปจนถึงเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเรา มาดูกันว่ามีอะไรที่พลาดไม่ได้บ้าง

เดลินิวส์ 11 ส.ค. ทบ.ซัดเขมรลวงโลก ละเมิด-รุกล้ำอธิปไตย วางระเบิด

เริ่มกันที่ประเด็นข่าวหน้าหนึ่งที่เข้มข้น: กองทัพบก (ทบ.) ออกมาตอบโต้เขมรอย่างดุเดือด กรณีละเมิดและรุกล้ำอธิปไตย พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเขมรมีการวางระเบิดในพื้นที่ชายแดน โฆษกรัฐบาลยืนยันว่าทหารไทยได้เหยียบเข้าไปในเขตประเทศจริง และกำลังพิจารณามาตรการประท้วงทั้งในระดับชายแดนและระดับนานาชาติ เรื่องนี้เป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ข่าวเด่นอื่นๆ ในเดลินิวส์ฉบับนี้

  • เขากระโดง: นิพนธ์ชี้ว่าสามารถถอนสิทธิในที่ดินเขากระโดงได้ 35 ราย ส่วนที่เหลือยังไม่มีแนวเขตที่ชัดเจน คดีนี้ยังคงยืดเยื้อและต้องรอลุ้นคำสั่งฟ้องจากอัยการสูงสุดกันต่อไป
  • มะเร็งตับ: ข่าวที่น่ากังวลคือ คนไทยกว่า 3 ล้านคนเสี่ยงเป็นมะเร็งตับ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกัน ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงถึง 95% ใครที่เกิดก่อนปี 2535 ควรระวังเป็นพิเศษ
  • สาดกรด: เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ สาวแค้นบุกห้างสาดกรดใส่แฟนเก่า อาการสาหัส พุพองทั่วตัว เพื่อนรีบนำส่งโรงพยาบาล
  • หลวงพ่ออลงกต: หลวงพ่ออลงกต งดให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับปมที่ดินสีกา 2 พันไร่ มอบหมายให้ไวยาวัจกรเป็นผู้ชี้แจงแทน ยืนยันว่าจะรีบดำเนินการโอนคืนวัด

นอกจากนี้ ในฉบับล่วงหน้าวันที่ 12 ส.ค. 2568 (กรอบ 1 ดาว) ยังมีข่าวสารที่น่าสนใจอีกมากมาย:

  • เขมรเสริมทัพ: สถานการณ์ชายแดนยังคงตึงเครียด เขมรถูกกล่าวหาว่าเสริมทัพป่วนบริเวณปราสาทตาควายและตาเมือนธม มีพิธีพระราชทานเพลิงศพเหยื่อจากการสู้รบ แม่ทัพภาคที่ 2 รับมอบโดรนเพื่อเสริมศักยภาพในการป้องกันประเทศ
  • สภาร้อนถกงบ: สภาผู้แทนราษฎรมีการอภิปรายงบประมาณปี 2569 กมธ. มีมติปรับลดงบประมาณ 8.9 พันล้านบาท เรื่องเขากระโดงยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างต่อเนื่อง และต้องรอลุ้นคำสั่งฟ้องจากสำนักงานอัยการสูงสุด
  • มะเร็งตับ (ย้ำอีกครั้ง): ข่าวสุขภาพที่สำคัญ คนไทยกว่า 3 ล้านคนยังคงเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ ควรตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนป้องกัน
  • สาดกรด (อีกแล้ว): ข่าวอาชญากรรม สาวแค้นอดีตแฟน สาดกรดใส่กลางห้างดัง อาการสาหัส

จะเห็นได้ว่าข่าวสารในเดลินิวส์ 11 ส.ค. ทบ.ซัดเขมรและฉบับวันที่ 12 สิงหาคมนั้น ครอบคลุมหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งการเมือง ความมั่นคง สังคม อาชญากรรม และสุขภาพ แต่ละเรื่องล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนในสังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างเดลินิวส์ เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญ

โดยรวมแล้ว ข่าวสารในเดลินิวส์ 11 ส.ค. ทบ.ซัดเขมรสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจบริบทของสังคมและสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้

ที่มา – เดลินิวส์ 11 ส.ค. ทบ.ซัดเขมรลวงโลก ละเมิด-รุกล้ำอธิปไตย วางระเบิด

อุดมสมบูรณ์! เปิดภาพ ‘นากเผือก’ โชว์ตัวที่ห้วยขาแข้ง

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวที่น่าตื่นเต้นจากเพจเฟซบุ๊ก “ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ซึ่งได้เผยแพร่ภาพอันน่าประทับใจของ ‘นากเผือก’ ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ภาพเหล่านี้ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้อีกด้วย

ภาพที่ถูกแชร์แสดงให้เห็นนากหลายตัวเดินเรียงแถวข้ามถนน โดยมีทั้งนากสีเข้มและ นากเผือก ซึ่งเป็นภาพที่หาชมได้ยาก เป็นการยืนยันถึงความหลากหลายทางชีวภาพ และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่อนุรักษ์แห่งนี้ การปรากฏตัวของ ‘นากเผือก’ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้งยังคงเป็นบ้านที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์ป่าหลากหลายชนิด

อุดมสมบูรณ์! เปิดภาพ ‘นากเผือก’ โผล่โชว์ตัวสถานเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

นอกจากความสวยงามและความน่ารักของนากแล้ว สิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักคือ นากเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 นากเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณนักล่า และต้องการพื้นที่ในการดำรงชีวิต การนำนากมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และมีบทลงโทษทั้งจำและปรับ

ทำไมนากเผือกถึงมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ?

การปรากฏตัวของ ‘นากเผือก’ แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรสัตว์ป่าในพื้นที่นั้นๆ การมีอยู่ของสัตว์ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่แตกต่างกัน ช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของประชากรสัตว์ป่าต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม และภัยคุกคามต่างๆ นอกจากนี้ นากยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรของสัตว์น้ำขนาดเล็ก และรักษาสมดุลของระบบนิเวศในแหล่งน้ำ

หากพบเห็นสัตว์ป่าพลัดหลง หรือต้องการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่า สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1362

เรื่องราวของ ‘นากเผือก’ ที่ห้วยขาแข้ง เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ผืนป่า และสัตว์ป่า การปกป้องพื้นที่อนุรักษ์ และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สัตว์ป่าเหล่านี้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – อุดมสมบูรณ์! เปิดภาพ ‘นากเผือก’ โผล่โชว์ตัวสถานเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

สลด! คู่รักมีเพศสัมพันธ์ในรถ ตกผาดับ

ความรักนำไปสู่โศกนาฏกรรม! ข่าวเศร้าจากต่างประเทศรายงานว่า คู่รักชาวบราซิลเสียชีวิตหลังจากรถยนต์ที่พวกเขากำลังมีเพศสัมพันธ์กันอยู่ พลัดตกลงไปจากหน้าผาสูงชันกว่า 1,300 ฟุต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองเวนดา โนวา โด อิมิกรานเต ทางตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนในพื้นที่และผู้ที่ได้รับทราบข่าวเป็นอย่างมาก

คู่รักมีเพศสัมพันธ์ในรถ พลาดตกผาดับ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ อาเดรียนา มาชาโด ริเบโร วัย 42 ปี และ มาร์โกเน ดา ซิลวา การ์โดโซ วัย 26 ปี ได้เดินทางไปยังจุดชมวิวที่เป็นลานปล่อยเครื่องร่อน หลังจากไปส่งน้องชายของมาร์โคนและแฟนสาวกลับบ้านแล้ว ตำรวจคาดการณ์ว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังมีเพศสัมพันธ์กันภายในรถ การเคลื่อนไหวอาจทำให้รถที่จอดอยู่บริเวณขอบหน้าผาเสียหลักและพลิกคว่ำตกลงไปในที่สุด

รายงานระบุว่า รถยนต์ตกลงไปกว่า 100 เมตร ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะกระเด็นออกมาจากตัวรถ และรถได้พลิกคว่ำต่อไปอีก 300 เมตร สภาพรถพังยับเยิน ศพของทั้งคู่ถูกพบในสภาพเปลือยกายไม่ไกลจากซากรถ โดยผู้ดูแลที่กำลังถางป่าเป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์และแจ้งเจ้าหน้าที่ในเวลาประมาณ 07.00 น. ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงให้ข้อมูลว่าได้ยินเสียงดังคล้ายรถชนในช่วงเวลา 01.30-02.00 น. แต่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เนื่องจากความมืด

สาเหตุการเสียชีวิตของคู่รักที่มีเพศสัมพันธ์ในรถ

จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด และพบว่ารถยนต์ถูกดึงเบรกมือไว้แล้ว หัวหน้าทีมสืบสวน อัลแบร์โต โรเก เปเรส กล่าวว่าอุบัติเหตุครั้งนี้น่าจะเกิดจากการเคลื่อนไหวของทั้งคู่ภายในรถ ทำให้รถเสียหลักและตกลงไปในที่สุด ข้อมูลจากครอบครัวและเพื่อนของทั้งสองคนยืนยันว่า พวกเขาคบหากันมาประมาณ 6 เดือน และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ไม่มีประวัติอาชญากรรม หรือการทะเลาะวิวาทใดๆ

ข่าวเศร้านี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ระมัดระวังในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือมีความเสี่ยงอันตราย การกระทำใดๆ ที่ประมาทเลินเล่ออาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่คาดฝันได้

  • ข้อควรระวังในการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยว: ควรศึกษาเส้นทาง สภาพแวดล้อม และข้อควรปฏิบัติให้ละเอียด
  • การจอดรถในที่ลาดชัน: ควรดึงเบรกมือให้แน่น และหันล้อไปในทิศทางที่ปลอดภัย
  • การทำกิจกรรมส่วนตัวในรถยนต์: ควรเลือกสถานที่ที่ปลอดภัย และคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

เหตุการณ์คู่รักมีเพศสัมพันธ์ในรถแล้วตกผาเสียชีวิตครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง และการตระหนักถึงความปลอดภัยในทุกสถานการณ์ แม้แต่ในกิจกรรมส่วนตัว เราก็ไม่ควรประมาท เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ

การสูญเสียครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ชีวิตนั้นเปราะบางและไม่แน่นอน เราควรใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีสติ ไม่ประมาท และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

ที่มา – สุดสลด! คู่รักมีเพศสัมพันธ์ในรถ เคลื่อนไหวเพลินไหลตกผาสูง 1,300 ฟุตเสียชีวิต

ตกปลาเจอ ‘ทุ่นระเบิดสังหาร’ สุดช็อก!

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ตำรวจสภ.กบินทร์บุรี ได้รับแจ้งว่ามีคนตกปลาแล้วพบระเบิดไม่ทราบชนิด บริเวณสระน้ำสวนน้อมเกล้า ถนนเชื่อมต่อสาย 33 เก่า-เทศบาลกบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี หลังจากที่ได้รับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่ EOD ทำการตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบกับผู้แจ้ง ทราบชื่อ คือ นายนันทวุธ คงเมือง อายุ 22 ปี พนักงานโรงงาน ซึ่งใช้เวลาว่างในช่วงของวันหยุดมาตกเบ็ดหาปลา ปรากฏว่าพบกับระเบิดไม่ทราบชนิด ลักษณะเป็นแท่งสูงประมาณ 10 เซนติเมตร มีบ่วงวงกลมลักษณะคล้ายกับสลักอยู่ด้านบน

สอบถามนายนันทวุธ เล่าว่า ตนได้มาตกปลาแล้วปลามันกินเบ็ด จากนั้นก็ดึงเบ็ดมา แล้วปลาหลุด แล้วก็สาวเบ็ดกลับมา แล้วเบ็ดไปติดอะไรสักอย่างหนักๆ ตนก็เลยดำน้ำลงไปเอาขึ้นมา จากนั้นก็ล้างออกมาดู ถึงกับช็อกเพราะคล้ายลูกระเบิด แล้วมันมีสลักอยู่ ก็เลยรีบแจ้งตำรวจมาดู วันนี้ตกปลายังไม่ได้สักตัว กลับได้ทุ่นระเบิดสังหารมาแทน

ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นำโดย ร.ต.อ.เทวัญ ภูมิฐาน (หน.ชุด) เข้าตรวจสอบเบื้องต้นพบวัตถุต้องสงสัยดังกล่าว เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิดกระโดดระเบิด รุ่น ozm-3 (ผลิตในรัสเซีย) จำนวน 1ลูก สภาพพร้อมใช้งาน เพื่อความปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนใกล้เคียง เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯจึงได้นำไปทำลายต่อไป

เบื้องต้นสระน้ำดังกล่าวเมื่อช่วงเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ก็มีชาวบ้านมางมหอยแล้วพบหัวกระสุนอาร์พีจีจุดเดียวกันกับที่พบล่าสุด.

ตกปลาเจอ ‘ทุ่นระเบิดสังหาร’

เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้เกิดขึ้นเมื่อหนุ่มนักตกปลาหวังจะมาพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุด แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับวัตถุอันตรายร้ายแรงอย่าง ทุ่นระเบิดสังหาร ทำให้ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเก็บกู้

รายละเอียดเหตุการณ์พบทุ่นระเบิดสังหาร

  • สถานที่: สระน้ำสวนน้อมเกล้า อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี
  • ผู้พบ: นายนันทวุธ คงเมือง อายุ 22 ปี
  • ลักษณะวัตถุ: แท่งสูงประมาณ 10 เซนติเมตร มีบ่วงวงกลมคล้ายสลัก
  • ชนิดระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิดกระโดดระเบิด รุ่น ozm-3 (ผลิตในรัสเซีย)

การพบทุ่นระเบิดสังหารในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นถึงอันตรายที่แฝงตัวอยู่ใกล้ตัวเรา แม้แต่ในสถานที่ที่ดูเหมือนจะปลอดภัยอย่างสระน้ำสาธารณะ

เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดได้เข้าดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง และนำทุ่นระเบิดสังหารไปทำลายอย่างปลอดภัย

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการสังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัว และแจ้งเจ้าหน้าที่หากพบเห็นวัตถุต้องสงสัยที่อาจเป็นอันตราย เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

สิ่งที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่เสี่ยงจากวัตถุระเบิดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีการสู้รบหรือมีการใช้งานทางทหารในอดีต

หากคุณพบเห็นวัตถุต้องสงสัยที่ไม่คุ้นเคย อย่าเข้าใกล้หรือสัมผัส ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบและดำเนินการอย่างปลอดภัย

ที่มา – หนุ่มไปนั่งตกปลานึกว่าได้ตัวใหญ่ ดึงขึ้นมาแทบช็อกเป็น ‘ทุ่นระเบิดสังหาร’

‘พงศ์กวิน’ ลงพื้นที่สุรินทร์ฟังปัญหาก่อนเยียวยารอบ 2

‘พงศ์กวิน’ ลงพื้นที่สุรินทร์ฟังปัญหาก่อนเยียวยารอบ 2

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยประชาชน จึงได้มอบหมายให้ตน พร้อมด้วย นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และคณะ ลงพื้นที่ จ.สุรินทร์ บำรุงขวัญกำลังใจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมมอบถุงยังชีพให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านและประชาชน 1,400 ชุด ณ โรงเรียนประสาทวิทยาคาร ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โดยมีนายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายวสันต์ ชิงชนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายสุทธิโรจน์ เจริญธนะศักดิ์ นายอำเภอกาบเชิง พันจ่าตรีทวัช พันธุชิน นายอำเภอปราสาท หัวหน้าส่วนราชการ สังกัดกระทรวงแรงงานในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมด้วย

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ตนมีความห่วงใยประชาชน และขอบคุณเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ที่ช่วยกันดูแลรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในความเสียสละ วันนี้ตนและคณะลงพื้นที่เพื่อมาให้กำลังใจ และรับฟังข้อมูล ความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง เพื่อนำข้อมูลข้อเท็จจริงไปแก้ไขปัญหา วางแผนกำหนดการเยียวยารอบสอง และพร้อมให้การช่วยเหลือในมิติด้านแรงงานอย่างครอบคลุมต่อไป

“กระทรวงแรงงาน พร้อมที่จะร่วมผนึกกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และขอยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ” รมว.แรงงาน กล่าว

นายพงศ์กวิน กล่าวต่อว่า ส่วนความกังวลใจของแรงงานกัมพูชาเรื่องความปลอดภัย กระทรวงแรงงานขอให้ความมั่นใจว่าแรงงานทุกคน ยังคงสามารถทำงานในประเทศไทยและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศไทย อย่างไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกันยังได้ส่ง 5 เสือแรงงาน ลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งประสานขอความร่วมมือกับนายจ้าง สถานประกอบการที่จ้างแรงงานกัมพูชาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมกำชับให้ระวังการกระทบกระทั่งระหว่างนายจ้าง ลูกจ้างไทย และแรงงานกัมพูชา

ส่วนสถานประกอบการ ที่แจ้งความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากแรงงานกัมพูชากลับประเทศนั้น จะมีการเร่งทำ MOU กับศรีลังกา ซึ่งมีความพร้อมในการส่งแรงงานมาทำงาน รวมถึงแรงงานสัญชาติอื่นๆ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศแล้วประมาณ 30,000 คน ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้จะทยอยกลับมาเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ.

การลงพื้นที่สุรินทร์ของนายพงศ์กวินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิการของแรงงานต่างชาติ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การ‘พงศ์กวิน’ ลงพื้นที่สุรินทร์ฟังปัญหาก่อนเยียวยารอบ 2 นั้นเป็นโอกาสสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์จริง และนำไปสู่การกำหนดมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่ได้จากการ ‘พงศ์กวิน’ ลงพื้นที่สุรินทร์ฟังปัญหาก่อนเยียวยารอบ 2

  • รับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง
  • ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชน
  • มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น
  • วางแผนกำหนดการเยียวยารอบสอง
  • สร้างความมั่นใจให้กับแรงงานต่างชาติ

การที่นายพงศ์กวินลงพื้นที่สุรินทร์เพื่อฟังปัญหาด้วยตนเอง ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การเยียวยาที่ตรงจุดต่อไป หวังว่าการเยียวยารอบสองนี้ จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ได้จริง และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชายแดน

ที่มา – ‘พงศ์กวิน’ ลงพื้นที่สุรินทร์ฟังปัญหาก่อนเยียวยารอบ 2