ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ญี่ปุ่นเตือน! ภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะ ปะทุรอบใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ว่าสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติญี่ปุ่น (เจเอ็มเอ) รายงานการปะทุของภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะ ซึ่งอยู่ในกลุ่มภูเขาคิริชิมะ ตั้งอยู่ที่จังหวัดคาโงชิมะและมิยาซากิ ในภูมิภาคคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อช่วงเย็นของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น มีการพ่นเถ้าถ่านและกลุ่มควันสูงขึ้นไปในอากาศเป็นระยะทางราว 3,000 เมตร

ขณะเดียวกัน เจเอ็มเอคาดการณ์ว่า จะมีเถ้าภูเขาไฟปริมาณปานกลางตกลง ในเมืองโคบายาชิและทาคาฮารุ ในจังหวัดมิยาซากิ และเมืองคิริชิมะ ในจังหวัดคาโงชิมะ อีกทั้งอาจมีหินภูเขาไฟขนาดเล็กตกลงมาในรัศมีประมาณ 14 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปากปล่องภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ ภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะปะทุอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2561 ด้านสำนักงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของญี่ปุ่นยังคงเตือนภัยสถานการณ์ที่ภูเขาภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะ ไว้ที่ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับคงที่ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งตั้งอยู่บนเขต “วงแหวนไฟแห่งแปซิฟิก” เป็นการเรียงตัวของรอยต่อเปลือกโลกเป็นแนวคล้ายเกือกม้า จึงเผชิญกับสถานการณ์ภูเขาไฟปะทุและแผ่นดินไหวเป็นประจำ

ญี่ปุ่นเตือน “ภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะ” ปะทุรอบใหม่

สถานการณ์ล่าสุดนี้ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคงคุกรุ่นและมีการปะทุเป็นระยะๆ การปะทุแต่ละครั้งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

นอกจากนี้ เถ้าภูเขาไฟที่ตกลงมายังสร้างความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรและทรัพย์สินอื่นๆ การทำความสะอาดเถ้าภูเขาไฟเป็นงานที่ยากลำบากและต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที

ผลกระทบและการเฝ้าระวัง ภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะ

การปะทุของภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการคมนาคมในภูมิภาคอีกด้วย นักท่องเที่ยวอาจหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ทำให้ธุรกิจในท้องถิ่นได้รับผลกระทบไปด้วย

ทางการญี่ปุ่นได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบจากการปะทุของภูเขาไฟ รวมถึงการแจ้งเตือนประชาชน การให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเอง และการเตรียมแผนอพยพในกรณีที่จำเป็น การเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ

การปะทุของภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะเป็นเครื่องเตือนใจว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่เสมอ การเตรียมพร้อมและการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนและภาครัฐ

ถึงแม้ว่าการปะทุของภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะ จะเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่ด้วยความรู้และความร่วมมือกัน เราสามารถลดผลกระทบและสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนได้ อย่าลืมติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากทางการอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ญี่ปุ่นเตือน “ภูเขาไฟชินโมเอะดาเกะ” ปะทุรอบใหม่ เฝ้าระวังเถ้าถ่าน-หินภูเขาไฟ

‘สส.เลย’ จี้รัฐบาลแก้ปัญหาเขตป่ารุกที่ทำกิน

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 66 นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ตนได้หารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งเข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนใน 3 เรื่อง ดังนี้ 1.ชาวบ้านในพื้นที่บ้านวังเป่ง ต.อิปุ่ม อ.ด่านซ้าย จ.เลย ว่า พื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต และไม่มีเครือข่ายมือถือใดๆ ซึ่งชาวบ้านเคยร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงได้ขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนด้วย

นายธนยศ กล่าวต่อว่า 2.ชาวบ้าน ต.โพนสูง และ ต.วังยาว อ.ด่านซ้าย เรื่องป่ารุกคน ซึ่งชาวบ้านอาศัยและทำกินมาเป็นเวลานาน แต่กลับถูกประกาศให้อยู่ในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ทำโครงการต่างๆ ของภาครัฐไม่สามารถสนับสนุนงบประมาณเข้าไปได้ เช่น โครงการขุดสะสมทบขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เลย ซึ่งตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางแก้ไขปัญหาให้คนได้อยู่กับป่าอย่างยั่งยืน

นายธนยศ กล่าวต่อว่า 3.ปัญหาของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่เป็นอาสาสมัครช่วยฝ่ายปกครอง จากการลงพื้นที่พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ใน จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ พบว่าในหลายพื้นที่ไม่มีค่าตอบแทน ไม่มีเครื่องแบบ ไม่มีงบสนับสนุน ต้องใช้เงินส่วนตัวซื้อใส่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในสมัยที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาเรื่องค่าตอบแทน สวัสดิการ กองทุนต่างๆ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้คนทำงาน จึงขอฝากประธานสภาผู้แทนราษฎรถึงกระทรวงมหาดไทย ให้เร่งพิจารณาดูแลพี่น้อง ชรบ.เหล่านี้ด้วย

‘สส.เลย’จี้รัฐแก้ปัญหาเขตป่ารุกที่ทำกิน

จากกรณีที่ สส.เลย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่นั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างเร่งด่วน เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ปัญหาเขตป่ารุกที่ทำกิน: ความท้าทายที่ต้องแก้ไข

ปัญหาเขตป่ารุกที่ทำกินเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและมีความเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การหาแนวทางที่ยั่งยืนเพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสันติจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในข้อเสนอแนะที่น่าสนใจคือการพิจารณาแนวทางการจัดการที่ดินแบบผสมผสานที่อนุญาตให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน โดยมีการควบคุมและกำกับดูแลอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ การสนับสนุนโครงการพัฒนาต่างๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้และมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าไปพร้อมๆ กัน การแก้ไขปัญหา ‘สส.เลย’จี้รัฐแก้ปัญหาเขตป่ารุกที่ทำกิน จึงไม่ใช่แค่การจัดสรรที่ดิน แต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์

การที่ ‘สส.เลย’จี้รัฐแก้ปัญหาเขตป่ารุกที่ทำกิน นั้นแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในปัญหาของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลควรรับฟังและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและสร้างความเป็นธรรมในสังคม การแก้ไขปัญหา ‘สส.เลย’จี้รัฐแก้ปัญหาเขตป่ารุกที่ทำกิน อย่างยั่งยืนนั้น จะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนในระยะยาว

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเขตป่ารุกที่ทำกินจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถปรับตัวและดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี การแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วมและโปร่งใสจะนำไปสู่ความไว้วางใจและความร่วมมือที่ดีระหว่างภาครัฐและประชาชน

การแก้ไขปัญหาเขตป่ารุกที่ทำกินต้องเริ่มต้นจากการรับฟังเสียงของประชาชนและทำความเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาจะช่วยให้ได้แนวทางที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การที่ สส.ออกมาเรียกร้องในประเด็นนี้ นับว่าเป็นกระบอกเสียงสำคัญให้กับประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลควรให้ความสำคัญและพิจารณาแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน

ที่มา – ‘สส.เลย’จี้รัฐแก้ปัญหาเขตป่ารุกที่ทำกิน

เจี๊ยบ อมรัตน์ โดนทัวร์ลง ปมแซะ บุ๋ม ปนัดดา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนจับตามอง เมื่อ “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” พิธีกรและนางงามชื่อดัง ได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกของศูนย์เฉพาะกิจ ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการประชาสัมพันธ์และสื่อสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน แม้หลายคนจะแสดงความยินดีและให้กำลังใจ แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ล่าสุด “เจี๊ยบ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ข้อความบนแฟนเพจ “Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” โดยระบุว่า “หน้าที่โฆษกคงไม่ใช่ไปชนแบบปลากัด การสื่อสารต้องเน้นความสุขุมและความแม่นยำของข้อมูล ไม่ใช่เน้นความมันหรือความสะใจ ต้องมีภาพของความเป็นมืออาชีพให้ประชาคมโลกเชื่อถือ #ไทยกัมพูชา #ปนัดดา” หลังจากข่าวนี้เผยแพร่ออกไป โดยเฉพาะในเฟซบุ๊กเดลินิวส์ ก็มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ ชี้หน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ต้องมีความเป็นมืออาชีพ!

ความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นการต่อว่า เจี๊ยบ อมรัตน์ ที่ออกมาบั่นทอนกำลังใจ บุ๋ม ปนัดดา ในการทำงานเพื่อชาติ หลายคนมองว่าหากไม่ได้ลงมือทำเอง ก็ไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้อื่น บางส่วนก็ชื่นชมการเสียสละของบุ๋ม ปนัดดา และไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเจี๊ยบ อมรัตน์ ตัวอย่างความคิดเห็นเช่น “เธอทำอะไรได้ดีกว่าบุ๋มนอกจากปากดีแต่ไม่มีตำแหน่งแห่งที่ ถ้าเธอมีความสามารถใครเขาก็คงเชิญไปทำงาน นี่ริษยาจนออกมาเห่า”, “เขาไม่ได้เลือกตัวเองทำไมถึงชอบปากดีจัง มีหัวไว้กั้นหูจริงๆๆ คุณปนัดดาดีที่สุดแล้วจ้า”, “ยังไง คุณบุ๋ม มีความคิด ความสุภาพ ในการพูดจา และวุฒิภาวะ น่าจะมีมากกว่า เจี๊ยบ นะ สวยกว่า ด้วย555”, “ถ้าคุณมีคุณสมบัติกว่าคุณบุ๋ม ทำไมเขาไม่เลือกคุณ ตอบ!!!”, “ฉันศรัทธาคุณบุ๋ม ชัดเจนนะ ลุยทุกเหตุ ทันท่วงที ขนาดท้องยังลุยช่วย ปชช. จบนะ” เป็นต้น

เจี๊ยบ อมรัตน์ โดนทัวร์ลง ปมแซะ บุ๋ม ปนัดดา

สรุปได้ว่าประเด็น เจี๊ยบ อมรัตน์ โดนทัวร์ลง ปมแซะ บุ๋ม ปนัดดา กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ โดยความคิดเห็นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเจี๊ยบ อมรัตน์ และให้กำลังใจบุ๋ม ปนัดดาในการทำหน้าที่โฆษกต่อไป

ทำไม เจี๊ยบ อมรัตน์ โดนทัวร์ลง ปมแซะ บุ๋ม ปนัดดา?

เหตุผลหลักที่ทำให้ เจี๊ยบ อมรัตน์ โดนทัวร์ลง ปมแซะ บุ๋ม ปนัดดา มาจากการที่หลายคนมองว่าเป็นการบั่นทอนกำลังใจผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวม นอกจากนี้ การใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมในการวิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่ชาวเน็ต

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการแสดงความคิดเห็นในสังคมออนไลน์ควรเป็นไปด้วยความระมัดระวัง และคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้อื่น การวิพากษ์วิจารณ์ควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่การทำลายกำลังใจหรือสร้างความขัดแย้ง

ที่มา – ทัวร์ลง “เจี๊ยบ อมรัตน์” หลังแซะ “บุ๋ม ปนัดดา” ปมหน้าที่โฆษกไม่ใช่ชนแบบปลากัด ชาวเน็ตจวกตรงๆหุบปากซะ!

ครูหื่นโดน 2 ข้อหาหนัก ‘เจตนาฆ่า-พกปืน’

จากกรณีครูประจำชั้นของเด็กนักเรียนหญิงวัย 14 ปี ใช้อาวุธปืนพกขนาด .38 มม. ยิง นายทวีศักดิ์ พลหลาย อายุ 43 ปี เสียชีวิต หลังครูรับเด็กนักเรียนหญิงมาส่งที่บ้าน ขณะที่เด็กนักเรียนหญิงเดินไปฟ้องย่าว่า ถูกครูลวนลามขณะนั่งรถมาส่งที่บ้าน ทำให้ย่าโกรธจัด เดินเข้ามาต่อว่า จนนายทวีศักดิ์ ซึ่งเป็นน้า ได้ชกหน้าครูหลายครั้ง ครูจึงใช้อาวุธปืนยิงจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ 10 ส.ค. พ.ต.อ.สมบัติ บุญปาน ผกก.สภ.เมืองเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ผู้ก่อเหตุเป็นครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.นาป่า อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ หลังก่อเหตุได้ขับรถมาที่ สภ.เมืองเพชรบูรณ์ เพื่อมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เบื้องต้นพบว่าครูคนดังกล่าว ถูกทำร้ายบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะตาซ้ายบวมเกือบปิด และมีอาการมึนหัว ขณะนี้รอผลเอ็กซเรย์และการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า จะต้องนอนรักษาตัวกี่วัน

จากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาโดน 2 ข้อหาหนัก ‘เจตนาฆ่า-พกอาวุธปืน’ และข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ก่อเหตุได้ให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นการป้องกันตัว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสอบสวนพยานที่อยู่ในเหตุการณ์เพิ่มเติม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนพฤติกรรมการลวนลามเด็กนักเรียนหญิงนั้น ผู้ก่อเหตุได้ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่า เป็นเพียงการลูบหัวเอ็นดูแบบครูกับลูกศิษย์เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่นเลย คดีนี้สะเทือนใจสังคมเป็นอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับผู้ที่ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดี แต่กลับกระทำความผิดร้ายแรง

โดน 2 ข้อหาหนัก ‘เจตนาฆ่า-พกอาวุธปืน’

คดีครูหนุ่มถูกแจ้ง โดน 2 ข้อหาหนัก ‘เจตนาฆ่า-พกอาวุธปืน’ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ไม่เพียงแต่ความรุนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของครูที่ถูกกล่าวหาว่าลวนลามลูกศิษย์หญิง

รายละเอียดข้อหา ‘เจตนาฆ่า-พกอาวุธปืน’

การแจ้งข้อหาเจตนาฆ่า แสดงให้เห็นว่าตำรวจมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าครูหนุ่มมีเจตนาที่จะทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ชีวิต การพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นความผิดทางอาญาเช่นกัน ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

พฤติกรรมลวนลามที่ถูกกล่าวหา แม้ว่าครูจะปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเป็นการแสดงความเอ็นดู แต่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย หากมีการสืบสวนและพบว่ามีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์

โดน 2 ข้อหาหนัก ‘เจตนาฆ่า-พกอาวุธปืน’ ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อชื่อเสียงและหน้าที่การงานของครูหนุ่ม หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง อาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกและถูกปลดออกจากราชการ

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเด็กและเยาวชน ต้องระมัดระวังในการแสดงออก และปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้อีก

การกระทำของผู้ก่อเหตุเป็นการกระทำที่อุกอาจ และส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของวงการครูอย่างมาก การที่ครูซึ่งเป็นผู้ที่ควรให้ความรู้และอบรมสั่งสอน กลับกระทำการที่ผิดกฎหมายเสียเอง ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในมาตรฐานของครู

นอกจากนี้ การที่ครูพกพาอาวุธปืนไปยังสถานที่ต่างๆ ยิ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควร เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นได้ หากครูมีปัญหาหรือความขัดแย้งกับผู้อื่น ก็ควรแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ควรใช้อาวุธปืนในการตัดสินปัญหา

โดน 2 ข้อหาหนัก ‘เจตนาฆ่า-พกอาวุธปืน’ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับครูหนุ่มรายนี้ และหวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับครูคนอื่นๆ ให้ระมัดระวังในการกระทำของตนเอง และดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนและสังคม

ที่มา – โดน 2 ข้อหาหนัก ‘เจตนาฆ่า-พกอาวุธปืน’ ครูหนุ่มหื่นลวนลามเด็กนักเรียนหญิง

วอน! ‘2 มหา’ลัยดัง’ ถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’

ผศ.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร อดีตคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า จากการที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงมีมติถอดถอนดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขารัฐศาสตร์ สมเด็จฮุนเซน นั้นถือว่าการดำเนินการดังกล่าวของสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยิ่งที่สภามหาวิทยาลัยตระหนักในเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีที่สั่งสมมานานวัน แต่ในขณะเดียวกันจากการติดตามในประเด็นที่สภามหาวิทยาลัยของไทยเคยมอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่สมเด็จฮุนเซน พบว่าขณะนี้มีอีก 2 มหาวิทยาลัยที่ยังนิ่งเฉยและไม่มีปฏิกริยาใดๆออกมาสู่สังคม

ผศ.รัฐพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ดังนั้นเพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัย และประเทศชาติโดยเฉพาะสมเด็จฮุนเซนซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยและไม่เคารพในหลักอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน จึงวิงวอนให้ทั้ง 2 สถาบันโดยเฉพาะสภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาซึ่งเคยมอบปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เมื่อปี 2549 ณ หอประชุมกระทรวงการต่างประเทศ และสภามหาวิทยาลัยเกริก ที่เคยมอบปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการสื่อสารทางการเมือง ควรที่จะเร่งดำเนินการแสดงจุดยืนด้วยการถอดถอนปริญญาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน

วอน ‘2 มหาวิทยาลัยดัง’ พิจารณาถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’

ประเด็นเรื่องการวอน ‘2 มหาวิทยาลัยดัง’ พิจารณาถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’ กำลังเป็นที่สนใจและถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยเฉพาะในแวดวงวิชาการและสังคมออนไลน์ หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความชอบธรรมในการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่บุคคลที่อาจมีประเด็นขัดแย้งทางด้านการเมืองหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายกรณีทั่วโลก มหาวิทยาลัยต่างๆ มักจะพิจารณาถอดถอนปริญญาเมื่อพบว่าผู้ที่ได้รับปริญญามีพฤติกรรมหรือกระทำการใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย

ทำไมต้องวอน ‘2 มหาวิทยาลัยดัง’ พิจารณาถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’?

เหตุผลหลักที่ ผศ.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร ออกมาเรียกร้องให้ 2 มหาวิทยาลัยดังกล่าวพิจารณาถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่สมเด็จฮุนเซนนั้น มาจากความกังวลเกี่ยวกับบทบาทและจุดยืนของสมเด็จฮุนเซนที่มีต่อประเทศไทย รวมถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ การที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ตัดสินใจถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่สมเด็จฮุนเซนไปแล้วนั้น ยิ่งทำให้เกิดแรงกดดันมากขึ้นต่อ 2 มหาวิทยาลัยที่เหลือให้เร่งพิจารณาและตัดสินใจในประเด็นนี้อย่างรอบคอบ

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในการวอน ‘2 มหาวิทยาลัยดัง’ พิจารณาถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’ คือ:

  • เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัย
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ความคิดเห็นของประชาคมมหาวิทยาลัย
  • หลักการและจริยธรรมทางวิชาการ

การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องกระทำด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบในทุกด้าน

ในท้ายที่สุด การตัดสินใจว่าจะถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง แต่สิ่งสำคัญคือการดำเนินการด้วยความโปร่งใส ยึดหลักการและเหตุผลที่สมควร และคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของมหาวิทยาลัยและประเทศชาติ

การออกมาวอน ‘2 มหาวิทยาลัยดัง’ พิจารณาถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’ จึงเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – วอน ‘2 มหาวิทยาลัยดัง’ พิจารณาถอดถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’

นักวิจัยพัฒนา “แบบจำลองไตมนุษย์” อยู่ได้นานสุดในแล็บ

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองเยรูซาเลม ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ว่าการเลือกแบบจำลองสำหรับงานวิจัยมีบทบาทสำคัญต่อการทำความเข้าใจโรคไตและพัฒนาการรักษาใหม่ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา แบบจำลองจากสัตว์มีส่วนช่วยในการค้นพบมากมาย แต่กลับไม่ได้สะท้อนถึงสุขภาพหรือโรคของมนุษย์อย่างแม่นยำเสมอไป

ออร์แกนอยด์ กลายมาเป็นเครื่องมือซึ่งมีศักยภาพสำหรับศึกษาโรคไตช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่ออร์แกนอยด์ที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลองจากสเต็มเซลล์เหล่านี้ไม่ได้เป็นอวัยวะขนาดจิ๋วที่แท้จริง หากแต่มีลักษณะเหมือนก้อนเซลล์กลวงสามมิติที่เลียนแบบพฤติกรรมของเซลล์ภายในร่างกายได้อย่างใกล้เคียง

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยของอิสราเอลสามารถเพาะเลี้ยงออร์แกนอยด์ไตให้เติบโต และคงสภาพได้ยาวนานถึง 34 สัปดาห์ ซึ่งนับว่านานที่สุดเท่าที่เคยมีมา ขณะที่ออร์แกนอยด์ก่อนหน้านี้มักสลายตัวภายในเวลาเพียง 4 สัปดาห์ การพัฒนาแบบจำลองไตมนุษย์ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการศึกษาโรคไต

ในช่วงเวลาการเพาะเลี้ยงที่ยาวนาน ออร์แกนอยด์เหล่านี้มีพัฒนาการเป็นโครงสร้างชีวภาพต่าง ๆ อาทิ ท่อชีวภาพ และก่อรูปเป็นโครงสร้างสำคัญของไตอย่างตัวกรองเลือดและท่อปัสสาวะ ซึ่งช่วยให้นักวิจัยสามารถศึกษาทั้งการพัฒนาไตในภาวะปกติและผิดปกติ ตลอดจนทดลองผลกระทบของการกลายพันธุ์ของยีน หรือภาวะเป็นพิษจากยาต่อไตของทารกในครรภ์ได้

การเจริญเติบโตในระยะยาวนี้ช่วยเปิดเผยถึงกระบวนการพัฒนาไตและจุดเริ่มต้นของโรคต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อนักวิจัยยับยั้งสัญญาณบางอย่างในออร์แกนอยด์ และพบความผิดปกติแต่กำเนิดที่คล้ายกับที่พบในผู้ป่วยจริง

ผลการวิจัยดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่ในวารสารเอ็มโบ ( EMBO Journa l) เปิดเผยว่า ระบบออร์แกนอยด์แบบใหม่ยังมีความบริสุทธิ์สูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยในแบบจำลองก่อนหน้านี้ ออร์แกนอยด์ไตมักปะปนไปด้วยเซลล์ชนิดอื่นที่ไม่ต้องการ เนื่องจากใช้เซลล์ต้นกำเนิดแบบพลูริโพเทนต์ ( pluripotent ) ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเซลล์ได้ทุกชนิดในร่างกาย แต่ในการศึกษาครั้งใหม่นี้ ออร์แกนอยด์สร้างขึ้นจากเซลล์ต้นกำเนิดเฉพาะของเนื้อเยื่อไตเท่านั้น ทำให้สามารถศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้แม่นยำยิ่งขึ้น

ออร์แกนอยด์ใหม่เป็นแหล่งเซลล์ไตที่สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้เข้าใจหน้าที่ของเซลล์แต่ละชนิดในกระบวนการพัฒนาและทำงานของไตได้ดีขึ้น การพัฒนาแบบจำลองไตมนุษย์นี้จะช่วยให้การวิจัยโรคไตมีความแม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ผลวิจัยยังชี้ว่าแบบจำลองนี้เปิดประตูสู่การแพทย์ฟื้นฟู โดยในอนาคตเนื้อเยื่อไตที่เพาะเลี้ยงในห้องทดลอง อาจสามารถนำไปปลูกถ่ายในร่างกายมนุษย์ได้จริง.

นักวิจัยพัฒนา “แบบจำลองไตมนุษย์” อยู่ได้นานสุดเป็นประวัติการณ์ในแล็บ

ความสำคัญของ “แบบจำลองไตมนุษย์”

การสร้างแบบจำลองไตมนุษย์ที่สามารถอยู่ได้นานถึง 34 สัปดาห์ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับไตและโรคไต นอกจากจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกการทำงานของไตได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการเปิดประตูสู่การพัฒนาวิธีการรักษาใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

  • การศึกษาการพัฒนาไต: แบบจำลองนี้ช่วยให้นักวิจัยสามารถศึกษาพัฒนาการของไตในสภาวะปกติและผิดปกติได้อย่างละเอียด
  • การทดสอบยา: สามารถใช้แบบจำลองในการทดสอบผลกระทบของยาต่อไตได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถคัดกรองยาที่มีศักยภาพในการรักษาโรคไตได้รวดเร็วขึ้น
  • การแพทย์ฟื้นฟู: ในอนาคต แบบจำลองนี้อาจนำไปสู่การสร้างเนื้อเยื่อไตเพื่อใช้ในการปลูกถ่ายทดแทนไตที่เสียหายได้

อนาคตของการรักษาโรคไตอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงด้วยความก้าวหน้าในการพัฒนาแบบจำลองไตมนุษย์นี้ การวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะนำไปสู่การค้นพบวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตได้อย่างแน่นอน ร่วมติดตามความก้าวหน้าและสนับสนุนงานวิจัยด้านนี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของผู้ป่วยโรคไต

ที่มา – นักวิจัยพัฒนา “แบบจำลองไตมนุษย์” อยู่ได้นานสุดเป็นประวัติการณ์ในแล็บ

ใต้ญี่ปุ่นอ่วม! ฝนตกหนักแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (เจเอ็มเอ) ประกาศเตือนภัยการเกิดดินถล่มและน้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำของภูมิภาคคิวชู และจังหวัดยามางูจิ สถานการณ์ภูมิภาคทางใต้ของญี่ปุ่นยังคงเผชิญกับฝนตกหนัก “ในแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก

ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นสั่งอพยพประชาชนในหลายพื้นที่ของจังหวัดนางาซากิ จังหวัดมิยาซากิ จังหวัดโออิตะ จังหวัดฟุกุโอกะ จังหวัดซางะ และจังหวัดคุมาโมโตะ ซึ่งเจเอ็มเอประกาศว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงเผชิญกับฝนตกหนัก ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก

รายงานของเจเอ็มเอระบุด้วยว่า ภูมิภาคแห่งนี้ “กำลังเผชิญกับฝนตกหนักที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” อาทิ เมืองคิริชิมะ ในจังหวัดคาโงชิมะ มีปริมาณฝนสะสม 500 มิลลิเมตร ในรอบ 24 ชั่วโมง ของวันศุกร์ที่ผ่านมา มากกว่าค่าเฉลี่ยของเดือน ส.ค. ถึงสองเท่า ปริมาณน้ำฝนที่มากเกินไปเป็นสาเหตุหลักของน้ำท่วมและดินถล่ม

แม้หลังจากนั้นมีการลดระดับการเตือนภัยลงแล้ว แต่ยังคงต้องมีการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปริมาณฝนที่ต่อให้น้อยก็ยังมีความเสี่ยงของการเกิดภัยพิบัติ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ภูมิภาคทางใต้ของญี่ปุ่นยังคงเผชิญกับฝนตกหนัก “ในแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

สถานการณ์ภูมิภาคทางใต้ของญี่ปุ่นยังคงเผชิญกับฝนตกหนัก “ในแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในพื้นที่ เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิต

ผลกระทบและความเสียหายจากฝนตกหนัก

ฝนตกหนักครั้งนี้ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ถนนหลายสายถูกตัดขาด บ้านเรือนจมอยู่ใต้น้ำ ไร่นาเสียหาย ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย

  • บ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก
  • ถนนและสะพานถูกตัดขาด
  • พื้นที่ทางการเกษตรจมอยู่ใต้น้ำ
  • ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง

สถานการณ์ภูมิภาคทางใต้ของญี่ปุ่นยังคงเผชิญกับฝนตกหนัก “ในแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ทำให้หน่วยงานต่างๆ ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จัดหาที่พักพิง อาหาร และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และประเทศ

แนวทางการรับมือกับภัยพิบัติจากฝนตกหนัก:

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • อพยพไปยังที่ปลอดภัยเมื่อได้รับการแจ้งเตือน
  • ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ
  • ร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย

การเรียนรู้จากประสบการณ์และปรับปรุงแผนการรับมือภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายจากภัยธรรมชาติได้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคทางใต้ของญี่ปุ่นยังคงเผชิญกับฝนตกหนัก “ในแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ และร่วมมือกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ที่มา – ภูมิภาคทางใต้ของญี่ปุ่นยังคงเผชิญกับฝนตกหนัก “ในแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

เปิดใจ! แม่ทัพยัน ‘ปราสาทตาควาย’ ของไทย

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2568 ที่สโมสรร่วมเริงไชย กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางมารับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคจำนวนมากจากน้ำใจจากชาวไทยสู่ทหารชายแดน พร้อมทั้งมอบโดรนเพื่อใช้เสริมขีดความสามารถในการวางแผนและปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ ทั้งนี้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา พร้อมคณะเดินทางมามอบสิ่งของและให้กำลังใจทหารกล้าที่ประจำการอยู่ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมีนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีจิตศรัทธาในการนำสิ่งของเป็นจำนวนมากมามอบส่งไปเป็นกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่แนวชายแดน

พล.ท.บุญสิน ได้กล่าวขอบคุณน้ำใจของชาวไทยและพูดถึงสถานการณ์ที่ผ่านมาว่า ตนนั่งดูแผนที่ประเทศไทย 1 ต่อ 50,000 เห็นเครื่องหมายสีแดงที่ข้าศึกมาวางกำลังอยู่เลยเขตแดนประเทศไทยเข้ามาอยากจะนำออกไป แต่ด้วยเวลา 4 คืน 5 วัน ตนทวงกลับมาได้เท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างได้วางแผนไว้หมด นี่คือสิ่งที่น้องๆทหารแนวหน้าร่วมกันทำ เป็นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดในเวลาแค่นั้น ตั้งแต่ฝ่ายตรงข้ามได้ล่วงล้ำเข้ามาขุดคูเลต วางกับระเบิด ซึ่งเป็นการวางกำลังล้ำเข้ามาในเขตแดนเรา 100-150 เมตร นั่นคือการลุกล้ำครั้งแรก ที่ตนมาเป็นแม่ทัพ ในความรู้สึกคือไม่ยอม มึงต้องออกไปเท่านั้น ด้วยวิธีการและขั้นตอนต่างๆ เป็นวิธีการปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก จนเกิดเหตุการณ์ที่ทหารไทยไปเหยียบกับระเบิดในจุดต่างๆ ซึ่งเป็นกับระเบิดใหม่ทั้งนั้น คือประเทศกัมพูชาตระบัดสัตย์ไม่เคารพอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งนำมาซึ่งความวุ่นวายที่ประสาทตาเมือนทมอีก

ในอดีตเรายอมให้พี่น้อง 2 ประเทศได้ขึ้นมาเพื่อสักการะเป็นข้อตกลงมานานแล้ว จึงไม่สามารถปิดได้ กัมพูชาอ้างว่าเป็นของเขา พี่น้องประชาชนคนไทยก็บอกว่าทำไมแม่ทัพไม่ปิดในเมื่อเป็นของไทยซึ่งในช่วงนั้นตนถูกคนไทยทั้งประเทศด่า เพราะพี่น้องไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างนี้มานานแล้ว ถ้าปิดต้องยิงกันทันที เพราะเราไปปิดประเทศเขาเหมือนกันในความรู้สึกของกัมพูชาเป็นเช่นนี้ แต่วันนั้นที่ปิดเนื่องจากมีพี่น้องไทยกัมพูชาจะมาปะทะกันที่ประสาทตาเมือนธม จึงตัดสินใจปิดประสาท ลดเหตุการณ์นองเลือดจากพี่น้อง 2 ประเทศ แต่คำว่าปิดคือการประกาศสงคราม 4 คืน 5 วันเราได้อธิปไตยคืนมาประมาณ 11 พื้นที่ หนึ่งในนั้นคือภูมะเขือ ที่น้องๆทหารหลายคนต้องไปสละชีพและได้รับบาดเจ็บตรงนั้น เพื่อให้ได้พื้นที่คืนมาซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ปัจจุบันเป็นพื้นที่อยู่ในการควบคุมของเราและอยู่ในเขตแดน 1 ต่อ 50,000 ของเราอยู่แล้ว

ปัจจุบันหลังจากหยุดยิงอยู่ในขั้นของการตึงกำลังทั้งสองฝ่าย อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาของทั้งสองฝ่าย และที่แน่ๆ ทหารของเราอยู่ตรงไหนก็จะอยู่ตรงนั้นไม่มีกลับไปที่เดิม คณะเจรจาเห็นด้วยทั้งหมด หลังจากนี้ไปเขมรจะว่ายังไงค่อยว่ากันอีกที ขอบคุณรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร สส. และรัฐสภาที่ช่วยผลักดัน ช่วยเหลือในเรื่องรัฐบาลต่อรัฐบาลที่จะต่อสู้กันในเวทีโลกต่อไป ส่วนในระดับพื้นที่ ณ เวลานี้ยังไม่มีอะไรที่จะเกิดการปะทะกันระดับการใช้อาวุธ อีกทั้งยังไม่มีสิ่งบอกเหตุ ส่วนทหารที่เหยียบกับระเบิดเมื่อวานนี้ (9 ส.ค.) เป็นบริเวณฐานเก่าของเขมรที่ถอนกำลังออกไป คือเราสามารถขับไล่แต่มีการวางทุ่นระเบิดดักไว้ก่อนหน้านี้ เป็นระเบิดใหม่ ที่เราตรวจพบเช่นเดียวกับตอนที่เขามาวางแรกๆ ได้แสดงความเสียใจกับครอบครัวของทหารที่สูญเสีย ขาขาด 1 นาย บาดเจ็บ 2 นาย จากนี้มีการปรับให้ใช้เครื่องจักรเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการใช้คนพยายามใช้รถและเครื่องมือเพื่อป้องกันความสูญเสีย

สรุปว่าในขณะนี้ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ปกติอยู่ทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากันรอการเจรจาคลี่คลาย รวมไปถึงการถอนกำลัง ทางด้านกัมพูชามีท่าทีที่เป็นมิตรขึ้น พยายามพูดคุยเจรจาให้สถานการณ์ตึงเครียดลดลงโดยเร็ว ปัจจุบันศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัดเรือนทยอยให้ชาวบ้านได้กลับไปยังภูมิลำเนาเข้าหมู่บ้านให้เฝ้าระวังในเรื่องของระเบิดหรือจรวดที่ตกลงในพื้นที่แล้วยังไม่ระเบิด ไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้ให้แจ้งฝ่ายความมั่นคงส่งหน่วยงานไปเก็บกู้วัตถุระเบิดเพื่อความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

สำหรับสถานการณ์โดรนตอนนี้แยกเป็น 2 ส่วน คือโดรนที่อยู่ตามแนวชายแดนและโดรนที่อยู่ในประเทศ มีโดรนที่บินอยู่ในพื้นที่ทางตอนในเป็นจำนวนมาก ส่วนโดนชายแดนเป็นเรื่องของยุทธวิธีเป็นเรื่องปกติของแต่ละประเทศที่ใช้กัน เราก็มีเขาก็มี เป็นการบินตามแนวเขตแดนเพื่อเฝ้าระวังและสังเกตความเคลื่อนไหวทั้งกลางวันและกลางคืน ปัจจุบันการสงครามที่ใช้โดรนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งตอนรับตำแหน่งแม่ทัพใหม่รีบหาโดรนมาก่อนโดยไม่คิดว่าจะมีการรบกันเกิดขึ้น จนกระทั่งได้ใช้จริง ฝั่งตรงข้ามก็มีการใช้ด่วนในช่วงท้ายๆ ของการรบ ถือว่าเป็นการตื่นตัวในเรื่องของโดรนในปัจจุบัน ในบางประเทศมีการสอนอากาศยานไร้คนขับและการแอนตี้โดรนแล้ว ปัจจุบันมีการบินโดรนภายในประเทศหลายจุด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนสอบสวนว่ามาจากไหนเพื่ออะไร จับผู้ต้องหาได้ทางคนไทย คนจีน และคนกัมพูชา ซึ่งเป็นรูปแบบของฝ่ายตรงข้ามที่วางสายข่าวไว้เพื่อการหาพิกัดสำคัญ เรามีการตอบโต้โดยการแจ้งให้ผู้ว่าทั้ง 20 จังหวัดให้บูรณาการร่วมกันหาเครื่องมือในการแอนตี้โดรนและค้นหาบุคคลที่เป็นโดรนให้ได้ ฝากพี่น้องประชาชนสอดส่องดูแลอย่าคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ส่วนหน่วยงานราชการและเอกชนได้เร่งจัดหาช่วยกันนำระบบแอนตี้โดรนทุกระบบและโดรนลาดตระเวน เพื่อมาเสริมทัพ

ประสาทตาควายกับประสาทตาเมือนธมต่างฝ่ายต่างใช้กำลังเข้ามายึด โดยเฉพาะประสาทตาเมือนธมฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังหลักพันนายเพื่อเข้ายึด ส่วนปราสาทตาควายมีฐานของทหารกัมพูชาที่อยู่ใกล้ตัวปราสาทและการออกกำลังและวางระเบิดเต็มหน้าแนว อยากเข้าไปต้องเจาะในส่วนนี้เป็นแนวปฏิบัติที่เราปฏิบัติตลอด 4 วัน เป็นปราสาทเดียวที่เรายังตรึงกำลังอยู่ เรายังเข้าไปในตัวประสาทไม่ได้ เนื่องจากว่ามีความเข้มแข็งของฝ่ายตรงข้ามในการที่จะพยายามล็อกประสาทนี้ไว้นานแล้ว เนื่องจากภูมิประเทศที่เราเสียเปรียบมาก และมีการวางทุ่นระเบิดหนาแน่น อย่างไรก็ตามทหารไทยของเราอยู่ห่างจากปราสาทตาควายประมาณ 30 เมตร ส่วนทหารเขมรมีฐานอยู่ติดกับตัวปราสาทซึ่งเป็นการได้เปรียบ ยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่าปราสาทตาควายเป็นของเรากำลังดำเนินการเพื่อนำคืนกลับสู่พี่น้องประเทศไทยให้ได้ แม้ในกรอบเวลาที่เรามีเราได้พื้นที่กลับคืนมา 11 จุด เราจะมุ่งมั่นต่อเพื่อรักษาอธิปไตยต่อไป

เปิดใจ! แม่ทัพภาค2 ยัน ‘ปราสาทตาควาย’ ของไทย

“ห้วงเวลาที่เหลือก่อนจะเกษียณจากตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อะไรจะเกิดขึ้นก็พร้อม จะรบหรือไม่รบก็พร้อม น้องๆ ทหารที่อยู่แนวชายแดนก็พร้อม รอเวลาว่าจะอย่างไรเท่านั้นเอง และให้เชื่อมั่นว่าคนที่จะมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ต่อล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีประสบการณ์ หลังจากนี้ก็จะอยู่กับพี่น้องคนไทยเป็นพลเมืองดี ไปเลือกตั้งตามห้วงระยะเวลา จะนำความหวังดีนี้ไปให้น้องๆทหารตามแนวชายแดนเพื่อเป็นขวัญกำลังใจที่ดี ทหารบางรายบาดเจ็บยังไม่หายไข้ ก็ยังขอลงหน้าแนวเพื่อไปอยู่กับพี่กับเพื่อนทหารร่วมรบ นี่คือผลที่ได้รับจากขวัญกำลังใจจากพี่น้องประชาชนที่อยู่แนวหลัง ฝากขอบคุณทุกคนด้วยความเคารพจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” พล.ท.บุญสิน กล่าว

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ ‘ปราสาทตาควาย’

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงตึงเครียด การเจรจาและการเฝ้าระวังยังคงเป็นสิ่งสำคัญ ความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ทหารไทยยึดมั่นเสมอมา

ที่มา – เปิดใจ! แม่ทัพภาค2 ยัน ‘ปราสาทตาควาย’ ของไทย ลั่นก่อนเกษียณจะทำให้ดีที่สุด

กองทัพเรือปูนบำเหน็จ ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ เสียชีวิต

นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกองทัพเรือ กับกรณีการเสียชีวิตของ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ รัตนวงษ์ ตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดป้องกัน ร้อย.บก.กรม ต่อสู้อากาศยานที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ซึ่งทำหน้าที่ ผู้บังคับหมวดป้องกัน กองพันต่อสู้อากาศยานเฉพาะกิจป้องกันภัยทางอากาศส่วนหลัง ที่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย – กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ แต่ระหว่างที่ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ กำลังปฏิบัติภารกิจในการตรวจสอบความพร้อมของอาวุธ ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างไม่คาดคิด จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ ได้เข้ารับการรักษาตัวอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจยื้อชีวิตไว้ได้ และได้เสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ และได้สั่งการให้เร่งดำเนินการตามระเบียบในการดูแลสิทธิและสวัสดิการต่างๆ พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นขวัญกำลังใจให้กับครอบครัว

กองทัพเรือปูนบำเหน็จ ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเตรียมอาวุธ

เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและแสดงความขอบคุณต่อความเสียสละ กองทัพเรือจึงได้พิจารณาปูนบำเหน็จและสิทธิกำลังพลสูงสุดให้แก่ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ ผู้ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติงานในสภาพที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิต โดยในเบื้องต้น สิทธิประโยชน์ที่ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ จะได้รับ ประกอบด้วย:

  • เงินประกันภัยหมู่กองทัพเรือ จำนวน 500,000 บาท
  • เงินเดือนค้างจ่าย จำนวน 10,021 บาท
  • บำเหน็จตกทอด จำนวน 1,277,720 บาท
  • เงินช่วยเหลือจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ จำนวน 45,000 บาท
  • เงินช่วยพิเศษ 3 เท่า จำนวน 112,740 บาท
  • เงินฌาปนกิจ กองทัพเรือ จำนวน 340,000 บาท

รวมสิทธิประโยชน์ที่เป็นตัวเงินทั้งสิ้นประมาณ 2,355,481 บาท นอกจากนี้ กองทัพเรือจะพิจารณาปูนบำเหน็จให้เลื่อนขั้นเงินเดือนและเลื่อนยศตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมต่อไป

การปูนบำเหน็จและให้สิทธิประโยชน์แก่ ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ ผู้เสียชีวิต

การตัดสินใจของกองทัพเรือในการปูนบำเหน็จและให้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่แก่ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่กองทัพเรือมีต่อกำลังพลทุกนาย โดยเฉพาะผู้ที่เสียสละตนเองในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ถือเป็นสิ่งที่สมควรและเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่

เหตุการณ์การเสียชีวิตของ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ เป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงความเสียสละและความเสี่ยงที่ทหารต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ พวกเขาเหล่านี้สมควรได้รับการยกย่องและให้เกียรติอย่างสูงสุด และสังคมควรให้ความสำคัญกับการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของพวกเขา

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ ว่าที่ เรือตรี ภัชทราวุฒิ รัตนวงษ์ และขอสดุดีวีรกรรมของท่านที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อชาติ

ดังนั้น การที่กองทัพเรือ ปูนบำเหน็จ ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ เสียชีวิต จึงเป็นการกระทำที่สมควรอย่างยิ่งเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียสละ

ที่มา – กองทัพเรือ ปูนบำเหน็จ ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเตรียมอาวุธ

ด่วน! ทนายเกิดผล ขอถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ

จากกรณี “หลวงพ่ออลงกต” รับเซ็นเอกสารอ่านไม่ถี่ถ้วน ยันหากตำรวจพบความผิด “หมอบี” ก็จะดำเนินคดีเช่นกัน รับท้อใจคนทำบุญน้อยลง ชี้ให้รอวัด และ “หมอบี” แถลงพร้อมกันภายใน 7 วัน จะได้รับคำตอบแน่นอน ต่อมา “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” เดินหน้าพิสูจน์ความจริงให้ “หลวงพ่ออลงกต” ยืนยันมีข้อมูลเพียงพอเอาผิดผู้ที่สร้างเพจปลอมและกล่าวหา พร้อมขอพิจารณาด้วยสติปัญญาตามที่หลวงพ่อเคยสอนอยู่เสมอ ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” ทนายความชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กทนายเกิดผล แก้วเกิด ถึงประเด็นดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “เรียนสื่อมวลชน เนื่องจากสภาทนายความได้มีการตั้งคณะทำงาน เพื่อคลี่คลายคดีวัดพระบาทน้ำพุ อย่างเป็นทางการในวันสองวันนี้ ดังนั้นเพื่อการทำงานของคณะทนายความเป็นเอกภาพ ในการดำเนินการของคณะทำงาน และเนื่องจากสุขภาพผมไม่แข็งแรง อาจจะเป็นอุปสรรคในการเดินทางไปร่วมงาน และร่วมประชุมกับคณะทำงานของสภาทนายความ”

อย่างไรก็ตาม “ผมจึงได้ขออนุญาต และกราบเรียนหลวงพ่อว่าขออนุญาตถอนตัวจากการเป็นทนายความของวัดในคดีนี้ หากสื่อมวลชนมีข้อสงสัยในการซักถามปัญหาเกี่ยวกับคดีของวัด โปรดสอบถามไปยังวัดหรือคณะทำงานของสภาทนายความชุดใหม่ขอบคุณครับ”

จากข่าวที่ออกมาล่าสุด ทนายเกิดผล ขอถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ ทำให้เกิดความสงสัยในหมู่ประชาชนถึงสาเหตุของการตัดสินใจครั้งนี้ การถอนตัวอย่างกระทันหันของทนายความชื่อดัง ย่อมส่งผลกระทบต่อรูปคดี และความเชื่อมั่นของผู้ที่ติดตามข่าวสารอย่างแน่นอน

ทนายเกิดผล ขอถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ

การตัดสินใจของทนายเกิดผลในครั้งนี้ อาจมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องสุขภาพส่วนตัว และการเข้ามามีบทบาทของสภาทนายความในการคลี่คลายคดีดังกล่าว การที่สภาทนายความเข้ามาดูแลคดีนี้ อาจทำให้ทนายเกิดผลเห็นว่า การทำงานร่วมกับคณะทำงานของสภาทนายความ อาจเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากกว่า

เหตุผลในการถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ

ถึงแม้ว่าทนายเกิดผลจะไม่ได้ระบุเหตุผลที่ชัดเจนในการขอถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ แต่จากข้อความที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สามารถอนุมานได้ว่า มีสองปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของทนายเกิดผล ได้แก่

  • การเข้ามามีบทบาทของสภาทนายความ: การที่สภาทนายความได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อคลี่คลายคดีวัดพระบาทน้ำพุ ทำให้ทนายเกิดผลเห็นว่า การทำงานของคณะทนายความเป็นเอกภาพ จะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากกว่า
  • ปัญหาสุขภาพส่วนตัว: ทนายเกิดผลระบุว่า สุขภาพของตนเองไม่แข็งแรง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการเดินทางไปร่วมงาน และร่วมประชุมกับคณะทำงานของสภาทนายความ

อย่างไรก็ตาม การถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุของทนายเกิดผล ไม่ได้หมายความว่าคดีนี้จะสิ้นสุดลง สภาทนายความจะเข้ามาดำเนินการต่อ เพื่อให้ความจริงปรากฏ และความเป็นธรรมเกิดขึ้น

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม และการเสียสละประโยชน์ส่วนตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม การที่ทนายเกิดผลตัดสินใจถอนตัว เพื่อให้สภาทนายความเข้ามาดำเนินการต่อ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ และความมุ่งมั่นที่จะให้ความจริงปรากฏ

ขอบคุณข้อมูล : ทนายเกิดผล แก้วเกิด

ที่มา – ด่วน! ‘ทนายเกิดผล’ ขอถอนตัวจากคดีวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมส่งไม้ต่อให้สภาทนายความดำเนินการ