ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทัพเรือแถลง ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ เสียชีวิต

กองทัพเรือได้ออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของ ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ รัตนวงษ์ ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างความเสียใจแก่ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง เหตุการณ์เศร้านี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 และได้นำมาซึ่งการสูญเสียบุคลากรที่สำคัญของกองทัพเรือ

ทัพเรือแถลง ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ เสียชีวิต

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พล.ร.อ. พาสุกรี วิลัยรักษ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ ตำแหน่ง ผู้บังคับหมวดป้องกัน ร้อย.บก. กรม ต่อสู้อากาศยานที่ 1 หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ทำหน้าที่ ผู้บังคับหมวดป้องกัน กองพันต่อสู้อากาศยานเฉพาะกิจป้องกันภัยทางอากาศส่วนหลัง ซึ่งถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือได้รับรายงานเหตุการณ์แล้ว โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 เวลา 19.00 น. ขณะที่ ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ กำลังปฏิบัติภารกิจในการตรวจสอบความพร้อมของอาวุธ ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส และได้รับการส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

การรักษาและการเสียชีวิตของ ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ

หลังจากได้รับการรักษาเบื้องต้นในโรงพยาบาลพื้นที่แล้ว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลา 22.15 น. ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ ได้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี คณะแพทย์ได้ทำการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้าย ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ ก็ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568

การสูญเสียครั้งนี้สร้างความเศร้าโศกให้กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างมาก พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามระเบียบในการดูแลสิทธิและสวัสดิการของครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่

กองทัพเรือขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งนี้ และขอสดุดีในความกล้าหาญและความเสียสละของ ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ รัตนวงษ์ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเสี่ยงและความเสียสละของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เราควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและดูแลครอบครัวของพวกเขา เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – ทัพเรือ เผย ‘ว่าที่ร.ต.ภัชทราวุฒิ’ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะเตรียมอาวุธ ระหว่างรบชายแดนไทย- กัมพูชา

ระวัง! ติดป้ายเตือนภัย ช้างป่า-กระทิง บุก!

สถานการณ์สัตว์ป่าบุกรุกพื้นที่ชุมชนยังคงเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ติดกับแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา นางสุรัสวดี (กิมหยง) เรืองจาบ กำนันตำบลโป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ในฐานะประธานกลุ่มจิตอาสาดูแลสัตว์ป่า ได้ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงว่า ปัจจุบันในพื้นที่ อ.โป่งตาลอง ซึ่งอยู่ติดกับแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบว่ามีสัตว์ป่าหลากหลายชนิด เช่น ช้างป่า และกระทิง ออกมาหากินนอกเขตอุทยานฯ บ่อยครั้ง

สัตว์ป่าเหล่านี้มักจะเข้ามาหากินในพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นไร่มันสำปะหลัง ข้าวโพด หรือไร่อ้อย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตรเป็นอย่างมาก และที่น่ากังวลคือ พบว่ามีช้างป่าออกมาเป็นโขลง จำนวน 4-5 ตัว โดยมีพลายอ้วนและพลายเบี่ยงเป็นจ่าฝูง พวกมันมักจะเข้ามาในชุมชนตั้งแต่เวลา 18.00 น. และเดินข้ามถนนทางหลวงชนบท 3052 ปากช่อง-วังน้ำเขียวเป็นประจำ

นางสุรัสวดีกล่าวเพิ่มเติมว่า ช้างป่าและกระทิงเหล่านี้ มักจะเดินข้ามถนนในช่วงเวลากลางคืน และจะเดินข้ามถนนกลับในช่วงเวลา 05.30 น. – 06.00 น. ในช่วงเช้าตรู่ ซึ่งในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ พบว่าพลายอ้วน ซึ่งเคยได้รับบาดเจ็บที่บริเวณก้นและได้รับการดูแลจากสัตวแพทย์จนหายดีแล้ว พร้อมด้วยพลายเบี่ยงและช้างป่าตัวอื่น ๆ ได้เดินข้ามถนน ทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมาเคยเกิดอุบัติเหตุรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชนกระทิงและช้างป่ามาแล้วหลายครั้ง

ด้วยเหตุนี้ กำนันกิมหยงจึงได้ประสานงานไปยัง น.ส.สายรุ่ง องค์ดี ผู้อำนวยการหมวดบำรุงทางหลวงชนบทวังน้ำเขียว เพื่อขอให้ติดตั้งป้ายเตือนและสัญญาณไฟกระพริบเตือน บริเวณทางโค้งและจุดที่ช้างป่าและกระทิงมักจะข้ามถนน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุรถชน ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองและดำเนินการติดตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ กลุ่มอาสาดูแลสัตว์ป่า ยังได้ร่วมกับนายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มอบหมายให้หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ ขญ.3 (ตะเคียนงาม) ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน และจิตอาสาจากประชาชนชาวบ้าน เข้ามาร่วมกันออกดูแลความเรียบร้อย เพื่อให้ผู้ขับขี่และประชาชนทั่วไปได้รับความปลอดภัย

ปลอดภัยไว้ก่อน! ติดป้าย-ไฟกะพริบ เตือนชาวบ้านระวัง ‘ช้างป่า-กระทิง’

มาตรการป้องกันอันตรายจาก ช้างป่า-กระทิง

สถานการณ์ช้างป่า-กระทิงบุกรุกพื้นที่ชุมชนเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและหาทางแก้ไขอย่างยั่งยืน การติดป้ายเตือนและติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบเป็นเพียงมาตรการเบื้องต้นเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างคนในชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการอยู่ร่วมกันกับสัตว์ป่าอย่างสันติและปลอดภัย

ดังนั้น หากท่านที่ต้องเดินทางในเส้นทางดังกล่าว โปรดขับรถด้วยความระมัดระวัง สังเกตป้ายเตือน และลดความเร็วเมื่อเข้าใกล้บริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับสัตว์ป่า เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและสัตว์ป่า

ที่มา – ปลอดภัยไว้ก่อน! ติดป้าย-ไฟกะพริบ เตือนชาวบ้านระวัง ‘ช้างป่า-กระทิง’

อาลัย ตู่ พงศนารถ สิ้นตำนานดาวร้ายในวัย 72 ปี

นับเป็นข่าวเศร้าของวงการบันเทิงอีกครั้ง เมื่อ “ตู่-พงศนารถ วินศิริ” อดีตนักแสดงมากฝีมือ ผู้สร้างผลงานประทับใจมากมาย ได้จากไปอย่างสงบด้วยโรคมะเร็ง เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่โรงพยาบาลเพชรเวช สิริอายุ 72 ปี ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและเพื่อนพ้องในวงการ

“คุณกิ๊ก วรธนพจน์” เพื่อนนักแสดง ได้โพสต์ข้อความอาลัยผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความว่า “ต่อสู้มายาวนานหลายครั้งกับความเจ็บปวดนี้ วันนี้พี่ไม่ต้องเจ็บปวดอีกแล้วนะพี่ตู่ ความทรงจำดีๆก็อยู่ในใจตลอดไป ขอแสดงความเสียใจและอาลัยด้วยนะครับ พี่ตู่พงศนารถ วินศิริ รูปนี้ถ่ายไว้นานสมัยแคนสองแผ่นดิน มุมน่ารักของดาวร้าย”

“อ้น อังกอร์” ก็ได้โพสต์ข้อความถึง ตู่ ว่า “RIP.พี่ตู่ พงศนารถ วินศิริ ผมเล่นละครเป็นลูกน้องพี่ตู่กว่า10เรื่อง #ขอดวงวิญญาณของพี่ตู่จงสถิตย์ในสรวงสวรรค์เบื้องบน”

สำหรับพิธีทางศาสนาของ ตู่ พงศนารถ จะจัดขึ้นที่วัดธาตุทอง กรุงเทพฯ ศาลาแม่สุพร (ศาลา 27) โดยมีกำหนดการดังนี้:

  • พิธีรดน้ำศพ: วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 16.30 น.
  • พิธีสวดพระอภิธรรม: วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 18.00 น.
  • พิธีสวดพระอภิธรรม: วันอาทิตย์ที่ 10 – วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 18.30 น.
  • (ปิดสวด) วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568
  • พิธีสวดพระอภิธรรม: วันพุธที่ 13 – วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 18.30 น.
  • (ปิดสวด) วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568
  • พิธีฌาปนกิจ: วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568
  • พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา: เวลา 09.00 น.
  • พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์: เวลา 09.30 น.
  • ถวายภัตตาหารเพล: เวลา 10.00 น.
  • มาติกา-บังสุกุล: เวลา 11.00 น.
  • พิธีฌาปนกิจ ณ เมรุหลัง: เวลา 14.00 น.

จึงขอกราบเรียนเชิญด้วยความเคารพอย่างสูง

(เจ้าภาพขออภัยหากมิได้มาเรียนเชิญด้วยตนเอง)

ตู่ พงศนารถ วินศิริ เกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2496 ที่จังหวัดสงขลา เป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงอาวุโสมากฝีมือ ที่ฝากผลงานไว้มากมายทั้งภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ โดยส่วนใหญ่มักได้รับบทบาทเป็นตัวร้าย ไม่ว่าจะเป็นบทกำนัน, เสี่ย, เจ้าพ่อ หรือผู้มีอิทธิพลต่างๆ เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่ปี 2539 และร่วมงานกับหลายช่อง รวมถึงซีรีส์ ละครสั้น และภาพยนตร์อีกมากมาย

ผลงานการแสดงของ ตู่ พงศนารถ มีมากมาย อาทิ ละครระย้า, อังกอร์, เพชรตาแมว, ทอง 5, กษัตริยา, วัยซนคนมหัศจรรย์, มาทาดอร์, ชุมแพ, เสาร์ 5, ป่านางเสือ, ขุนเดช, เลือดเจ้าพระยา, ข้าบดินทร์, ทายาทอสูร, เพลิงพระนาง, สารวัตรใหญ่, หมอหลวง, เสียดาย 2, แจ๋ว, 13 เกมสยอง, บุพเพสันนิวาส 2 และผลงานเรื่องสุดท้ายคือบท “เจ้าพ่อเดชา” ในละครเรื่อง พ่อตาปืนโต ตอน สาวกำนันพันธุ์ดุ ทางช่อง 7

อาลัย ตู่ พงศนารถ สิ้นตำนานดาวร้าย

การจากไปของ “ตู่ พงศนารถ” ถือเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการบันเทิงไทย ผลงานการแสดงของ ตู่ พงศนารถ จะยังคงอยู่ในความทรงจำของแฟนๆ ตลอดไป

ร่วมอาลัย ตู่ พงศนารถ และรำลึกถึงผลงานของท่าน

พวกเราขอร่วมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ ตู่ พงศนารถ สิ้นตำนานดาวร้าย ขอให้ดวงวิญญาณของท่านสู่สุคติ และขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวของท่านผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – สิ้นตำนานดาวร้าย! ‘ตู่ พงศนารถ’ จากไปอย่างสงบในวัย 72 ปี หลังต่อสู้มะเร็งมานาน!

แรงงานกัมพูชากลับประเทศ 1,000 คน ใช้เวลาแค่ 20 นาที

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. เจ้าหน้าที่ประจำจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา ได้ใช้เวลาเพียง 20 นาที ในการอำนวยความสะดวกให้แก่แรงงานกัมพูชากลับประเทศ จำนวน 1,000 คนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา

ทั้งนี้การจัดการระบบที่ดีของเจ้าหน้าที่ ทำให้การผ่านแดนเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น โดยเฉพาะการจัดลำดับให้ผู้ป่วย เด็ก และสตรีมีครรภ์ได้เดินทางผ่านออกไปก่อน รวมถึงการช่วยแยกสิ่งของสัมภาระจำนวนมาก เพื่อป้องกันผลกระทบทางสุขภาพจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด

โดยวันนี้จำนวนแรงงานกัมพูชากลับประเทศลดลงจากเมื่อวาน อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ นายกองเอก ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร, นาวาเอก สยาม เชิดชิด หน.นปพท.จันทบุรี, นายไทยพิชิต ดวงตา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเทพนิมิต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ตม.จว.จันทบุรี, ตชด., เจ้าหน้าที่ สภ.บ้านแปลง, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง, สาธารณสุขอำเภอโป่งน้ำร้อน, อบต.เทพนิมิต และเจ้าหน้าที่ตลาดบ้านแหลม ทำให้การบริการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้จุดผ่านแดนยังคงเปิดทำการตามเวลาปกติคือ 09.00-15.00 น. โดยเปิดให้แรงงานเดินทางผ่านได้เฉพาะประตูเล็ก ส่วนประตูใหญ่ยังคงปิดอยู่เหมือนเดิม

แรงงานกัมพูชากลับประเทศ 1,000 คน ใช้เวลาแค่ 20 นาที

สถานการณ์แรงงานกัมพูชากลับประเทศยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจำนวนจะลดลงจากวันก่อนหน้า แต่การจัดการที่ดีของเจ้าหน้าที่ก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การเดินทางกลับของแรงงานเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

ทำไมการจัดการแรงงานกัมพูชากลับประเทศจึงสำคัญ?

การจัดการที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ยังช่วยลดผลกระทบทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด และความแออัด นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความมีมนุษยธรรมของเจ้าหน้าที่ไทยที่มีต่อแรงงานข้ามชาติ

  • การจัดลำดับความสำคัญ: ผู้ป่วย เด็ก และสตรีมีครรภ์ ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
  • การช่วยเหลือด้านสัมภาระ: ช่วยลดภาระและป้องกันอันตราย
  • การประสานงาน: หน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

การที่เจ้าหน้าที่สามารถเคลียร์แรงงานกัมพูชากลับประเทศจำนวนมากได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงานและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเรียนรู้และปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เพื่อนบ้านของเรา

ที่มา – ใกล้หมด! แรงงานกัมพูชา 1,000 คนกลับประเทศ ใช้เวลาแค่ 20 นาที เคลียร์

lyn around กับคอลฯ Don’t Call It Cute

“lyn around” (ลิน อราวนด์) เชิญชวนสาวช่างฝันทุกคนก้าวเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการที่ผสมผสานความเหนือจริงไปกับแคปซูลคอลเลกชั่นประจำฤดูกาล Fall 2025 ภายใต้ชื่อ “Don’t Call It Cute” ถ่ายทอดมุมมองใหม่ต่อเสื้อถัก (Knitwear) ที่ถูกยกระดับด้วยเทคนิคการทอแบบปรับ Tension และเล่น Texture บางชิ้นทอโปร่งบางเป็นพิเศษเพื่อสร้างมูฟเมนต์ผ่านซิลูเอตขี้เล่น และรายละเอียดที่แสนคมคาย คอลเลกชั่นนี้เป็นการตีความใหม่ของคำว่า “น่ารัก” ที่มักจะถ่ายทอดเป็นงานดีไซน์แสนหวาน

แต่ในครั้งนี้จะถูกสะท้อนออกมาเป็นดีไซน์ที่กล้าและซ่ามากขึ้น อันเป็นการท้าทายต่อภาพจำแบบเดิมๆ ของผู้หญิงที่น่ารัก โลกของ lyn around ส่งแคปซูลคอลเลกชั่น Don’t Call It Cute สะท้อนนิยามความน่ารักไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือจุดยืน จึงไม่ใช่เพียงการย้อนกลับไปสู่ห้องนอนยุค Y2K แต่คือการยึดพื้นที่ตัวตนผ่านแฟชั่น ด้วยสไตล์ที่ดูไร้เดียงสาแต่มีความชัดเจน เยาว์วัยแต่มีจุดยืน อ่อนหวานแต่ไม่อ่อนแอ เนี้ยบแบบมีลูกเล่น Feminine และ Playful อย่างมีชั้นเชิง

สัมผัสไฮไลต์ไอเทมของคอลเลกชั่นนี้ อาทิ Striped Knit Tops เสื้อแขนสั้นผ้านิตลายทาง ที่เมื่อแมตช์กับเสื้อครอปและกระโปรงมินิ จะได้ลุค Preppy ที่ดูสดใหม่และขี้เล่นอย่างมีจังหวะ, Logo-Embroidered Camisoles เสื้อกล้ามผ้านิตปักโลโก้แบรนด์ในเฉดแดงและดำ มินิมอลแต่คมชัด, Sleeveless Cropped Tops & Vests เสื้อครอปแขนกุดและเสื้อกั๊กตกแต่งโลโก้แบรนด์ พร้อมดีเทล Heart Arrow สุดเอกซ์คลูซีฟ

Contrast-Stitch Cardigans คาร์ดิแกนแขนยาวตกแต่งฝีตะเข็บสีตัด สร้างมิติให้เลเยอร์ลุคดูมีชั้นเชิงมากขึ้น, Knit Tank Tops With Playful Buttons เสื้อกล้ามผ้านิตที่ลดทอนความหวานแบบเดิม เติมกลิ่นเฟมินีนแบบมั่นใจผ่านกระดุมลายหัวใจและดีเทลสนุกๆ และไฮไลต์สุดท้ายของคอลเลกชั่นนี้ Relaxed Wide-Leg Knit Pants กางเกงผ้านิตขาสั้นและขายาวทรงขากว้าง ใส่ง่ายแต่ยังรักษาโครงลุคให้ดูเฉียบแบบเฟมินีน ไม่หลุดจากแก่นของสาวลิน อราวนด์

พาเลตต์สีหลัก ถูกคัดสรรอย่างตั้งใจให้อยู่ระหว่าง Soft และ Bold ทั้ง สีชมพูนม, ฟ้าก้อนเมฆ, สีเหลืองเนย และสีเขียวแอปเปิล แสดงความไร้เดียงสาแบบมีมุม ตัดด้วยแดงสตรอว์เบอร์รีและกรมท่ามิดไนท์ เพื่อสร้าง Contrast ที่ทรงพลัง แต่ยังคงกลิ่นอายความ Youthful อยู่ทุกมุมกลายเป็นฉากหลังให้หญิงสาวในลุค Don’t Call It Cute ที่ไม่ได้เป็นเพียงชุดสำหรับวันสบายๆ หรือการนัดพบในคาเฟ่ แต่เป็น Statement Piece สะท้อนจุดยืนของสาวยุคใหม่.

lyn around ส่งแคปซูลคอลเลกชั่น Don’t Call It Cute สะท้อนนิยามความน่ารักไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือจุดยืน

ทำความรู้จักคอลเลกชั่น lyn around ส่งแคปซูลคอลเลกชั่น Don’t Call It Cute สะท้อนนิยามความน่ารักไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือจุดยืน

คอลเลกชั่นนี้ของ lyn around สะท้อนให้เห็นว่า ความน่ารักไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความหวานแหวว แต่เป็นพลังที่สามารถแสดงออกถึงความมั่นใจและจุดยืนของตัวเองได้ เป็นการผสมผสานความอ่อนหวานและความแข็งแกร่งได้อย่างลงตัว ใครที่กำลังมองหาเสื้อผ้าที่สะท้อนตัวตนและไม่ตามกรอบเดิมๆ ลองไปชมคอลเลกชั่นนี้กันได้เลยค่ะ รับรองว่าจะได้แรงบันดาลใจในการแต่งตัวมากขึ้นแน่นอน!

lyn around ส่งแคปซูลคอลเลกชั่น Don’t Call It Cute สะท้อนนิยามความน่ารักไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือจุดยืน เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ต้องการแสดงออกถึงความเป็นตัวเองอย่างมั่นใจ และไม่ต้องการถูกจำกัดด้วยภาพลักษณ์เดิมๆ ของคำว่าน่ารัก

ที่มา – ‘lyn around’ ส่งแคปซูลคอลเลกชั่น Don’t Call It Cute สะท้อนนิยามความน่ารักไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือจุดยืน

มอบรางวัล “แม่ดีเด่น” ปี 2568 โดยมูลนิธิฯ

มูลนิธิบรรเทาภัย สมาคมผู้สูงวัยใจรักแผ่นดิน มูลนิธิต้นบุญ และเดลี่มิลเลอร์ Daily Mirror ได้จัดงานมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ รางวัล “แม่ดีเด่น” ปี 2568 แม่ คือหัวใจของการให้ เพื่อยกย่องบทบาทของ “แม่” ในหลากหลายมิติครอบคลุมถึงหัวใจ ความรัก และการให้ ที่ไร้เงื่อนไข โดยได้จัดสาขารางวัลไว้ถึง 12 สาขา คือ รางวัลเกียรติยศศิลปิน สาขาแม่ดีเด่น สาขาแม่อุปถัมภ์ สาขาแม่เลี้ยงเดี่ยวสร้างแรงบันดาลใจ สาขาแม่ครูพ่อครู สาขาแม่ผู้บริหาร สาขาพ่อในบทบาทแม่ สาขาพ่อผู้เคียงข้างแม่ สาขาลูกหัวใจแม่ สาขาบุคคลดีเด่น

โดย รศ.ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล ที่ปรึกษา รมต. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติผู้อำนวยการศูนย์นโยบายสาธารณะและการจัดการ ม.เกษมบัณฑิตเป็นประธานมอบรางวัล ณ ศูนย์ประชุม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๘

ทั้งนี้มีบุคคลในวงการบันเทิง บุคคลดีเด่น รวมถึงแม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ ร่วมกับรางวัลกว่า 100 คนอาทิ นส.สุภัค ดวงรักษา (สาขาแม่ดีเด่นแห่งปี) นายซาเวียร์ ศิษย์นีย์ (สาขาพ่อผู้เคียงข้างแม่) เจ้าของธุรกิจเม้งปูดอง นส. สุริวัสสา อ่ำสวัสดิ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์(สาขาแม่ดีเด่นแห่งปี) นส.วิภาวดี พวงพิลา (สาขาแม่ดีเด่นแห่งปี) นายอดิศร โค้วเนื่องศรี(สาขาบุคคลดีเด่น) นาย ธนวรรธน์ จำนงค์ (สาขาบุคคลดีเด่น) นส.ภาศิริ ม่วงศิริกุล

และยังมี ผู้จัด ดารา นักร้อง นักแสดง และ บุคคลในวงการที่เข้ารับรางวัล อาทิ แม่หนู-สรวงสุดา ชลลัมพี, กอบสุข จารุจินดา, นิภาพร นงนุช (อดีตนางเอกวัยรุ่นคนดัง เจ้าของฉายา “โอลิเวียร์ ฮัสซีย์ เมืองไทย”, นายหมวดโท จิระวดี อิศรางกรู ณ อยุธยา, แม่นก-จันทนา ศิริผล, ปิยะนุช ศกุนตนาค (อดีตนางเอกเด็กปั้นของ ฉลอง ภักดีวิจิตร และ ภริยาอดีตแม่ทัพภาค 4), กรุงศรีวิไล สุทินเผือก, ณหทัย พิจิตรา, โดโด้-ยุทธพิชัย ชาญเลขา, อรุณ ภาวิไล, แม็กกี้-อาภา ภาวิไล , แมน-วทัญญู มุ่งหมาย, โก้-ดร.ธีรศักดิ์ พันธุจริยา, เต้-นันทศัย พิศลยบุตร, เจจินตัย อันติมานนท์, กำปั้น บาซู, เล้ง-ณัฐพล นิลดอนหวาย, แสตมป์-พรวศิน เรืองนุกูล, กานต์-วิภากร สุขพิมาย, เท็ดดี้ โลโซ, แมงปอ AF 10, บาส-นัฐวัฒิ จุลกะนาค (นักร้องวง ONE O ZEVEN) และ ลิลลี่ เหงียน ที่มาร่วมเดินแฟชั่นโชว์ผ้าไทยในงาน

มูลนิธิฯ จัดงานมอบรางวัล “แม่ดีเด่น” ปี 2568

งานมอบรางวัล “แม่ดีเด่น” ปี 2568 ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิบรรเทาภัย สมาคมผู้สูงวัยใจรักแผ่นดิน มูลนิธิต้นบุญ และ Daily Mirror เป็นการยกย่องความเสียสละและความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ในหลากหลายสาขาอาชีพ สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสถาบันครอบครัว และบทบาทสำคัญของผู้หญิงที่เป็นมากกว่าผู้ให้กำเนิด

ทำไมต้องมอบรางวัล “แม่ดีเด่น” ปี 2568

การมอบรางวัล “แม่ดีเด่น” ปี 2568 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้รางวัล แต่เป็นการส่งเสริมให้สังคมตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นแม่ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้หญิงทุกคนที่มีบทบาทในการดูแลและอบรมสั่งสอนลูกให้เติบโตเป็นคนดีของสังคม การจัดงานเช่นนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความสุข

การยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลที่ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็น “แม่” ถือเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญและสนับสนุน เพราะพวกเธอเหล่านี้คือผู้ที่สร้างและหล่อหลอมสังคมให้ดีขึ้น ด้วยความรัก ความเสียสละ และความอดทนอันยิ่งใหญ่

ที่มา – มูลนิธิบรรเทาภัย สมาคมผู้สูงวัยใจรักแผ่นดิน มูลนิธิต้นบุญ และ Daily Mirror จัดงานมอบรางวัล “แม่ดีเด่น” ปี 2568

ไอคอนสยาม พร้อมเสิร์ฟความสุขรับวันแม่

บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เตรียมพร้อมมอบความสุขในช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้! ไอคอนสยาม และ ไอซีเอส Lifestyle Complex ขอต้อนรับทุกท่านสู่ช่วงเวลาแห่งความรักและความอบอุ่นในครอบครัว โดยเชื่อว่าไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้ใช้เวลาดีๆ ร่วมกันในมื้ออาหารแสนอร่อย ที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อคุณแม่และทุกคนในครอบครัว พบกับร้านอาหารมากมายที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการ

ไอคอนสยาม พร้อมเสิร์ฟความสุขรับวันแม่

นอกจากอาหารอร่อย ไอคอนสยามยังเตรียมของขวัญสุดพิเศษให้เลือกซื้อมากมาย จากแบรนด์ดังชั้นนำ เพื่อมอบเป็นของขวัญแทนใจให้กับคุณแม่ พร้อมกิจกรรมสุดประทับใจที่รอสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน อาทิ มหกรรมแสดงศิลปะโคมไฟยู่หยวนเต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย การแสดงระบำสายน้ำ ICONIC Multimedia Water Features อันตระการตา และ Alangkarn Waterfall น้ำตกสูง 15 เมตร ที่จะมาพร้อมข้อความบอกรักแม่สุดซึ้ง

ร้านอาหารชื่อดังรอคุณแม่อยู่ที่ไอคอนสยาม

สำหรับใครที่กำลังมองหาร้านอาหารอร่อยๆ ไอคอนสยามมีร้านอาหารชั้นนำให้เลือกมากมาย อาทิ JUMBO Seafood ร้านอาหารทะเลชื่อดังระดับตำนาน ที่ครองใจคนรักอาหารซีฟู้ดสไตล์จีน-สิงคโปร์มายาวนานกว่า 40 ปี, Mozza By Cocotte ร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนรสเลิศ, Shoo Loong Kan หม้อไฟจีนต้นตำรับจากเมืองฉงชิ่ง ที่มาพร้อมน้ำซุปเข้มข้นและวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม, Tenjo Sushi & Yakiniku Premium Buffet ร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นสุดพรีเมียม ที่ให้คุณได้อิ่มอร่อยกับเนื้อวากิวและซูชิหลากหลายหน้า, และ ทองสมิทธ์ ร้านอาหารไทยรสชาติจัดจ้านที่ถูกปากคนไทย

และเพื่อให้เทศกาลวันแม่ปีนี้พิเศษยิ่งขึ้น ไอคอนสยามมอบแคมเปญโปรโมชั่นสุดพิเศษ “FROM FLAVOR TO FAVOR” ดีลสุดคุ้มสำหรับสมาชิก ONESIAM เมื่อซื้อ Siam Gift Card สำหรับใช้ที่ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 3,000 บาทขึ้นไป รับ Siam Gift Card เพิ่มอีกใบมูลค่า 300 บาท (สำหรับใช้ชำระขั้นต่ำ 600 บาท/ใบเสร็จ) และหากซื้อ Siam Gift Card สำหรับใช้ที่ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 12,000 บาทขึ้นไป รับ Siam Gift Card เพิ่มอีกใบมูลค่า 1,500 บาท (สำหรับใช้ชำระขั้นต่ำ 3,000 บาท/ใบเสร็จ) ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 สิงหาคม 2568

อย่าพลาดโอกาสที่จะพาคุณแม่มาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ไอคอนสยามในช่วงวันแม่ปีนี้! มาร่วมสร้างความทรงจำดีๆ และเติมเต็มความสุขให้กับคุณแม่ด้วยอาหารอร่อย กิจกรรมสนุกๆ และของขวัญสุดประทับใจ แล้วคุณจะรู้ว่าไอคอนสยามคือเดสติเนชั่นที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัวอย่างแท้จริง

ที่มา – ไอคอนสยาม พร้อมเสิร์ฟความสุขรับวันแม่

“ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด” ซีรีส์วายมาแรง!

สิ้นสุดการรอคอยกับการเปิดตัวสุดคึกคักสมการรอคอยสำหรับซีรีส์วายฟอร์มยักษ์ที่สร้างจากนิยายออนไลน์ชื่อดังใน Web Comic ของ LINE WEBTOON ที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ให้แฟนๆ ได้รับชมกันเป็นครั้งแรก สำหรับซีรีส์วายพีเรียดแฟนตาซีเรื่อง “ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด” จากโปรเจกต์ CHANGE2561 ORIGINAL ที่ได้นำตัวละครจากโลกออนไลน์สู่หน้าจอเป็นครั้งแรก พร้อมโปรดักชั่นสุดอลังการ และเรื่องราวของความรัก ความโรแมนติกที่มาพร้อมกับความ Fantasy และความเข้มข้นของการหักมุมที่คาดไม่ถึง โดยล่าสุดก็ได้ฤกษ์งามยามดีในการออนแอร์ พร้อมกับงานรับชมครั้งแรกพร้อมกับแฟนคลับของซีรีส์แบบใกล้ชิดก่อนใครในโลก

บรรยากาศในงาน “ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด FIRST PREMIERE” เต็มไปด้วยสื่อมวลชน และเหล่า FC ที่ต่างพร้อมใจกันมาให้กำลังใจนักแสดงที่ตนเองชื่นชอบกันอย่างเต็มที่ เปิดเวทีสุดอลังการด้วยโชว์สุดร้อนแรงจาก นัท ศุภณัฐ ที่มาในเพลง “THIS IS ME” จากนั้นพิธีกรก็ได้เชิญคู่พระเอก-นายเอกอย่าง ปิง-โอบนิธิ ผู้รับบท หม่อมโกศล และ นัท-ศุภณัฐ ผู้รับบท พรินซ์และขุนวรเดช ร่วมด้วย ป๊อป-ภัทรพล รับบท หลวงบรรจง, ลี-อัสรี รับบท เจษ, เอตั้น-ธนกร รับบท พระไชยเชษฐ์ และเบลเล่-จิรัชญา รับบท ปานดาว มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวความประทับใจในซีรีส์ บทบาทตัวละครที่ได้รับ และเบื้องลึกเบื้องหลังในการทำงานที่ทุกคนต่างทุ่มเทกันอย่างสุดกำลัง

จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยกับการรับชม “ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด” Ep.1 พร้อมๆ กัน ทำเอาเหล่าสาวกวายฟินจิกหมอน ส่งเสียงกรี๊ด และหัวเราะกันอย่างมีความสุขตลอดเวลา และยังได้ปรับอารมณ์เข้าสู่โหมดหวาน เมื่อ นัท ศุภณัฐ ที่รับบท พรินซ์และขุนวรเดช ปรากฏตัวออกมาในชุดห่มสไบที่สวยงาม พร้อมกับโชว์ความหวานกับ 3 หนุ่ม ปิง, ป็อป และ ลี ผ่านเพลง “โลกอีกใบ” ซึ่งเป็นเพลงประกอบซีรีส์อีกด้วย จากนั้นพิธีกรดีเจอ๋องก็ได้เชิญนักแสดงทั้ง 6 ท่านขึ้นมาบนเวที พร้อมกับเซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วยกิจกรรม Lucky Fan เพื่อค้นหาผู้โชคดี 30 ท่านจากทุกโซนขึ้นมาถ่ายรูปโพลาลอยด์กับนักแสดงทั้ง 6 ท่านแบบใกล้ชิด เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาพิเศษที่ถูกอกถูกใจแฟนๆ เป็นอย่างมาก

จากนั้น ดีเจอ๋อง ได้เชิญ พี่ฉอด สายทิพย์, เอส วรฤทธิ์ และนักแสดงทั้ง 6 ท่าน มาร่วมเปิดใจพูดคุยถึงความรู้สึก รวมถึงประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในกองถ่าย พร้อมทั้งโมเมนต์หลากอารมณ์ ทั้งสนุก สุข และน้ำตาไหล พร้อมกล่าวคำขอบคุณจากใจถึงแฟนๆ ทุกคนที่มาร่วมงานและคอยส่งกำลังใจให้กันมาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ ก่อนจะส่งท้ายอีกครั้งด้วยเพลง “THIS IS ME” ที่ นัท, ปิง, ป๊อป, ลี และเอตั้น เสิร์ฟอินเนอร์แบบจัดเต็ม ลงจากเวทีไปใกล้ชิดกับแฟนๆ ทั่วโรงภาพยนตร์ เรียกเสียงกรี๊ดกันอย่างสนั่น

“ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด” ดูได้ที่ไหน?

สำหรับใครที่พลาดชมในโรงภาพยนตร์ สามารถรอติดตามชมซีรีส์ “ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด” ได้ทางช่องวัน31 และดูออนไลน์เวอร์ชัน UNCUT ได้บนแอปฯ iQIYI เตรียมหมอนให้พร้อม แล้วมาฟินจิกหมอนไปพร้อมๆ กัน!

โดยรวมแล้ว “ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด” เป็นซีรีส์วายพีเรียดแฟนตาซีที่น่าติดตาม ด้วยเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ โปรดักชั่นที่อลังการ และนักแสดงที่มากความสามารถ แฟนๆ ซีรีส์วายไม่ควรพลาด! หากคุณกำลังมองหาซีรีส์วายเรื่องใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณฟินจิกหมอน “ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด” คือคำตอบ

ทำไมต้องดู “ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด”?

  • เนื้อเรื่องน่าติดตาม: พล็อตเรื่องมีความน่าสนใจ ผสมผสานความรัก โรแมนติก แฟนตาซี และการหักมุม
  • โปรดักชั่นอลังการ: เสื้อผ้า หน้าผม ฉาก และองค์ประกอบต่างๆ ทำออกมาได้สวยงามสมจริง
  • นักแสดงมากฝีมือ: ปิง-นัท และนักแสดงคนอื่นๆ แสดงออกมาได้ดีและเข้าถึงบทบาท

ดังนั้น อย่าลืมติดตามชม “ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด” แล้วมาเป็น #ด้อมท่านขุน ไปด้วยกัน!

แฟนๆสามารถติดตามข่าวสารรอบโลกได้แล้ววันนี้ที่ www.dailynews.co.th และทุกแพลตฟอร์มของ Dailynews

ที่มา – “ปิง-นัท” เปิดม่านซีรีส์วายพีเรียดแฟนตาซี “ฉันนี่แหละท่านขุนที่สวยที่สุด” คอสตูมปังเนื้อหาน่าสนใจจนแฟนๆรีวิว

แพรรี่สงสัย! วัดพระบาทน้ำพุ เงินล้นหรือขาด?

จากกรณีข่าวออนไลน์ที่นักวิชาการศาสนาชื่อดังออกมาเปิดเผยว่า วัดพระบาทน้ำพุ ต.เขาสามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี มีแนวทางการรับผู้ป่วย HIV ที่แตกต่างจากเมื่อ 10-20 ปีที่ผ่านมา โดยมีการระบุถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เรื่องราวเริ่มจากญาติของผู้ป่วย HIV ที่เป็น LGBTQ+ ต้องการนำผู้ป่วยไปรักษาที่วัดพระบาทน้ำพุ เนื่องจากไม่สามารถดูแลเองได้เพราะมีงานประจำทำ เมื่อติดต่อประสานงานและเสนอเงิน 25,000 บาทเป็นค่าแรกเข้า ทางวัดกลับปฏิเสธโดยไม่มีคำอธิบาย ทำให้เกิดความสงสัยว่าเงินบริจาคที่ผู้คนร่วมกันทำบุญนั้นมีความหมายอย่างไร เรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจอย่างมากในโลกออนไลน์

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา “แพรรี่ ไพรวัลย์” อดีตพระนักเทศน์ชื่อดัง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านแฟนเพจ “ไพรวัลย์ วรรณบุตร” โดยตั้งคำถามถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างภาพลักษณ์ของวัดพระบาทน้ำพุที่มักปรากฏในสื่อว่าขาดแคลน กับข้อมูลการถือครองที่ดินกว่า 2,000 ไร่ภายใต้นามมูลนิธิ

แพรรี่ระบุข้อความว่า “ด้วยความเคารพนะคะ ภาพความขาดแคลนของวัดพระบาทน้ำพุ ที่ปรากฏในสื่อบ่อยครั้ง”

แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความสงสัยมากยิ่งขึ้นคือ “กับภาพของการถือครองที่ดินมากกว่า 2,000 ไร่ ในนามของมูลนิธิ เป็นอะไรที่ดูขัดแย้งกันมากเลยค่ะ สรุปแล้วเงินบริจาคของวัดมีล้นเกิน หรือมีไม่เพียงพอกันแน่คะ“ ข้อความนี้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของวัดและการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ

แพรรี่ตั้งคำถามถึงวัดพระบาทน้ำพุ สรุปคือเงินบริจาคล้นเกินหรือไม่เพียงพอกันแน่

ประเด็นที่แพรรี่ยกขึ้นมานั้นสะท้อนถึงความกังวลของประชาชนที่มีต่อความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาคขององค์กรการกุศลขนาดใหญ่ หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมวัดพระบาทน้ำพุถึงมีภาพลักษณ์ที่แตกต่างกันในสื่อ และการถือครองที่ดินจำนวนมากนั้นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหรือไม่

ความขัดแย้งนี้ทำให้หลายคนเริ่มพิจารณาถึงความสำคัญของการตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายเงินบริจาค เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสอันดีที่องค์กรการกุศลต่างๆ จะได้ทบทวนและปรับปรุงระบบการจัดการเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความไว้วางใจให้กับผู้บริจาค

ความโปร่งใสของวัดพระบาทน้ำพุ: เงินบริจาคล้นเกินหรือไม่เพียงพอกันแน่?

คำถามที่แพรรี่ตั้งขึ้นไม่ได้มุ่งโจมตีวัดพระบาทน้ำพุโดยตรง แต่เป็นการกระตุ้นให้สังคมตั้งคำถามและพิจารณาถึงความรับผิดชอบขององค์กรการกุศลในการจัดการเงินบริจาคอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ การที่วัดพระบาทน้ำพุมีชื่อเสียงในการช่วยเหลือผู้ป่วย HIV ทำให้ได้รับการบริจาคเป็นจำนวนมาก แต่การจัดการทรัพย์สินและการสื่อสารเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของวัดยังคงเป็นประเด็นที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

การบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลเป็นเรื่องที่ดี แต่การตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและการติดตามการใช้จ่ายเงินบริจาคก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรการกุศล ผู้บริจาค หรือสังคมโดยรวม การสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและทำให้การช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยั่งยืน

วัดพระบาทน้ำพุกับอนาคตแห่งความโปร่งใส: เงินบริจาคล้นเกินหรือไม่เพียงพอกันแน่?

เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจให้เราพิจารณาถึงความสำคัญของการสนับสนุนองค์กรการกุศลด้วยความเข้าใจและตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกัน การตั้งคำถามและเรียกร้องความโปร่งใสไม่ได้เป็นการทำลายศรัทธา แต่เป็นการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ที่มา – ‘แพรรี่’ ตั้งคำถามถึงวัดพระบาทน้ำพุ สรุปคือเงินบริจาคล้นเกินหรือไม่เพียงพอกันแน่

ไขข้อข้องใจ! ภัยจาก “สงคราม” ประกันภัยคุ้มครอง?

ยังมีข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางว่า ภัยจาก “สงคราม (War)” และกลุ่มภัยที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาแยกกันหรือไม่ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรุณา หรือเงินช่วยเหลือในลักษณะมนุษยธรรม “Ex-gratia payment” เป็นสิ่งที่ทำได้หรือฝ่าฝืนกฎหมาย มุมมองทางวิชาการที่น่าสนใจจากนักกฎหมายประกันภัยและนักวิชาการต่างชาติต่อกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ล่าสุด อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ มีความเห็นว่า สำหรับท่านที่คุ้นเคยกับเงื่อนไขข้อยกเว้นภัยจาก “สงคราม (War)” และกลุ่มภัยที่เกี่ยวข้อง จะพบว่า ในกรมธรรม์ประกันภัยประเภทต่างๆ มักมีข้อยกเว้นภัย ในลักษณะนี้อยู่ แต่วิธีการเขียนและการใช้ถ้อยคำมีความหมายแตกต่างกันไป และมักมีการระบุภัยหลายๆ ประเภท ทั้งภัยที่มีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก และภัยที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน รวมกันไว้ในข้อยกเว้นข้อเดียวกัน เช่น ยกเว้นภัยจาก “สงคราม (War)” “การกระทำของศัตรูต่างชาติ” “การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์” “การรุกราน” “การกบฏ” “การแข็งข้อ” “จลาจล” “การก่อการร้าย” “สงครามกลางเมือง” ฯลฯ ซึ่งภัยต่าง ๆ ที่กล่าวมามักจะถูกเขียนรวมอยู่ในข้อยกเว้นเดียวกัน แต่เมื่อจะมีการหยิบยกมาใช้ปฏิเสธความคุ้มครอง จะต้องระบุโดยชัดแจ้งว่ากรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้รับความคุ้มครองเนื่องจากภัยตัวใด ไม่ใช่การกล่าวอ้างข้อยกเว้นทั้งข้อโดยรวม ๆ

1. ความเห็นของสำนักงาน คปภ. ที่มีการสื่อสารออกไปว่า สถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ยังไม่เข้าข่ายคำว่า “สงคราม (War)” เนื่องจากมีคำถามตรงเข้ามาเป็นจำนวนมากว่า กรณีดังกล่าวถือเป็น “สงคราม (War)” แล้วหรือไม่

ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่ากรณีดังกล่าว เป็นที่ยอมรับในทางระหว่างประเทศว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีองค์ประกอบครบถ้วนและรุนแรงจนถึงขนาดเป็น “สงคราม (War)”

แม้แนวคิดเรื่อง “สงคราม (War)” ในอนุสัญญาเจนีวา ปี 1949 จะต้องมีการรับรองหรือการสร้างสภาวะสงคราม โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผ่านการออกประกาศสงครามเท่านั้น แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันในทางระหว่างประเทศเช่นเดียวกันว่ามีสงครามแบบที่ไม่มีการประกาศด้วย

อย่างไรก็ตาม กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จนถึงเวลานี้ ยังไม่มีประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ หรือสื่อหลักใดในโลก ใช้คำว่า “สงคราม (War)” ส่วนใหญ่ใช้คำว่า ความขัดแย้ง “conflict” ในขณะที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ใช้คำเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ว่า “intensifying border clashes between Thailand and Cambodia” ซึ่งแปลความได้ว่า การปะทะตามแนวชายแดน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ เพราะยังมีความเห็นของนักวิชาการต่างประเทศหลายฝ่าย ที่ยังเห็นแตกต่างกันอยู่ว่า แม้มีความขัดแย้งทางอาวุธ (Armed Conflict) แล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจน เรื่องระดับความรุนแรงที่สูงจนทำให้การปะทะยกระดับถึงขั้นที่เป็น “สงคราม (War)” โดยนักวิชาการหลายท่านยังเห็นว่า “สงคราม (War)” จะต้องมีองค์ประกอบเรื่องความต่อเนื่องและ ความยาวนาน (duration & intensity) ประกอบด้วย

ดังนั้น ตามหลักการตีความ ข้อยกเว้นจะต้องถูกใช้และตีความอย่างเคร่งครัด จึงเป็นเหตุที่ สำนักงาน คปภ. จึงให้ความเห็นว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ยังไม่เข้าข่ายคำว่า “สงคราม (War)” ตามที่กำหนดไว้ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัย แต่หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไป ย่อมต้องมีการกลับมาพิจารณากันใหม่ตามสถานการณ์ที่เป็นจริง ในห้วงเวลานั้น ๆ ต่อไป

2. การตีความว่าจะเข้าข้อยกเว้นอื่นตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่นั้น สำนักงาน คปภ. ยังไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยแต่ละประเภทของแต่ละบริษัทมีการกำหนดข้อยกเว้นในกลุ่มที่เกี่ยวกับ “War risks Exclusion” มีการใช้ถ้อยคำที่มีความหลากหลาย และแต่ละคำมีความหมายแตกต่างกัน และแยกขาดจากกัน เช่น “สงคราม (War)” “การกระทำของศัตรูต่างชาติ” “การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์” “การรุกราน” “การกบฏ” “การแข็งข้อ” “จลาจล”“การก่อการร้าย”“สงครามกลางเมือง” ฯลฯ จึงต้องพิจารณาถ้อยคำตามข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัย ประกอบกับข้อเท็จจริง สถานที่ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปเป็นรายกรณี ทั้งนี้ ในกรณีที่มีข้อพิพาทที่คู่กรณีไม่อาจหา ข้อยุติกันได้ มีแนวทางที่ใช้อยู่ 2 ลักษณะ ได้แก่

1) การเจรจาไกล่เกลี่ยประนีประนอมกัน หรือ

2) การนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรม ในการใช้ดุลยพินิจ พิจารณาหรือการตีความถ้อยคำหรือความหมายของข้อกำหนด เงื่อนไขความคุ้มครอง และข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งหากเทียบเคียงจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองปี 2553 คู่กรณีในเหตุการณ์ดังกล่าวมีข้อพิพาทในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับการพิจารณาข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นจำนวนมาก แม้สถานที่เกิดเหตุตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน แต่ลักษณะข้อเท็จจริงในรายละเอียด เงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยการนำสืบในศาลและการกล่าวอ้างข้อยกเว้นในถ้อยคำที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ผลของคดีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งศาลได้พิเคราะห์องค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่า มีทั้งคำพิพากษาของศาลที่ตีความว่า เข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยและไม่เข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัย

การจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรุณา หรือเงินช่วยเหลือในลักษณะมนุษยธรรม “Ex-gratia payment” เป็นสิ่งที่ทำได้หรือฝ่าฝืนกฎหมาย

หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทประกันภัยหลายแห่งที่มีความประสงค์จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ในขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่า สถานการณ์ดังกล่าวเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ หรือไม่ประสงค์ที่จะนำข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยมาต่อสู้ แต่ก็มีความกังวลในประเด็นข้อกฎหมายว่าจะเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 33 (10) แห่งพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 หรือมาตรา 31 (11) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 เรื่องการให้ประโยชน์อื่นเป็นพิเศษนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย อันเป็นการต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่นั้น เห็นว่า กรณีเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยสุจริตของผู้รับประกันภัย ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จึงไม่ใช่การจ่ายประโยชน์เป็นพิเศษนอกเหนือจากไปจากที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ทั้งนี้ เมื่อเทียบเคียงกับคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศ มีกรณีที่ศาลได้พิพากษาให้ผู้รับประกันภัยสามารถรับช่วงสิทธิ จากผู้เอาประกันภัยเพื่อไล่เบี้ยต่อผู้ขนส่ง แม้ว่าผู้รับประกันภัย จะใช้ดุลยพินิจในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันภัยโดยไม่ได้ยกข้อต่อสู้ที่จะทำให้ตนหลุดพ้นจากความรับผิด มาปฏิเสธความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยก็ตาม โดยไม่ได้วินิจฉัยว่าการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้รับประกันภัย เป็นการจ่ายตามอำเภอใจ (British & Foreign Marine Ins. Co. v. Kilgour Steamship Co., Limited, 1910)

ทั้งนี้ อาจเพราะเหตุว่าเมื่อกล่าวอ้างข้อยกเว้นก็จะต้องมีภาระการนำสืบ ซึ่งผู้รับประกันภัยย่อมสามารถใช้ดุลยพินิจว่า จะชดใช้สินไหมทดแทน จะเจรจาประนีประนอมยอมความ หรือจะต่อสู้คดี

สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรุณา หรือเงินช่วยเหลือในลักษณะมนุษยธรรม “Ex-gratia payment” แม้ตามหลักการจ่ายในกรณีดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้ เฉพาะในกรณีที่บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติของภาคธุรกิจประกันภัยของไทย

ในกรณีที่การตีความข้อตกลงคุ้มครองหรือข้อยกเว้นกรมธรรม์ประกันภัยมีความไม่ชัดเจนว่ากรมธรรม์ประกันภัยจะต้องให้ความคุ้มครองหรือไม่ แต่บริษัทประสงค์จะช่วยเหลือผู้เอาประกันภัย และไม่ต้องการให้ผู้เอาประกันภัยเข้าใจผิดว่ากรณี ที่เกิดขึ้นต้องได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยอย่างแน่นอน บริษัทจะมีการตกลงประนีประนอมยอมความกับ ผู้เอาประกันภัย และพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยในลักษณะที่ภาคธุรกิจประกันภัยไทยเรียกกันว่า “ค่าสินไหมทดแทนกรุณา หรือเงินช่วยเหลือในลักษณะมนุษยธรรม “Ex-gratia payment” เช่นเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากภาพรวมผลและกระทบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณีที่เกิดความไม่ชัดเจน บริษัทย่อมสามารถช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน โดยพิจารณาชดใช้ค่าสินทดแทนในลักษณะ “การจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรุณา หรือ เงินช่วยเหลือในลักษณะมนุษยธรรม “Ex-gratia payment”” ได้ เพื่อให้เกิดการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือให้ความช่วยเหลือ ผู้เอาประกันภัยอย่างเหมาะสม ซึ่งสำนักงาน คปภ. พร้อมเป็นคนกลางเข้าร่วมเจรจากับบริษัทประกันภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือ แก่ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชนตามความเหมาะสมต่อไป

ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการช่วยรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย และ ลดข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในศาล รวมทั้งช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความรักความสามัคคีของคนในชาต

ไขข้อข้องใจ ภัยจาก “สงคราม” ประกันภัยคุ้มครองหรือไม่ การจ่ายค่าสินไหมกรุณา ฝ่าฝืนกฎหมายหรือเปล่า

เมื่อเกิดภัยจาก “สงคราม” ประกันภัยจะคุ้มครองหรือไม่?

บทความนี้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นละเอียดอ่อนเรื่อง ภัยจาก “สงคราม” และการคุ้มครองของประกันภัย รวมถึงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนกรุณา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้เอาประกันและบริษัทประกันภัยในการทำความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเอง

ที่มา – ไขข้อข้องใจ ภัยจาก “สงคราม” ประกันภัยคุ้มครองหรือไม่ การจ่ายค่าสินไหมกรุณา ฝ่าฝืนกฎหมายหรือเปล่า