ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สธ. เผย! บาดเจ็บจากเหตุรบกัมพูชา 3 รายสาหัส

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้านการแพทย์และการสาธารณสุขที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนผู้บาดเจ็บและสถานะของโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบ

สธ. เผยประชาชนบาดเจ็บจากเหตุรบกัมพูชา 3 รายอาการสาหัส ยังรักษาตัวในรพ.

จากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พบว่าสถานการณ์ ณ เวลา 10.00 น. ยอดผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ที่ 17 ราย แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตโดยตรง 14 ราย และเสียชีวิตทางอ้อม 3 ราย ในส่วนของผู้บาดเจ็บสะสมมีจำนวน 39 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มี 3 รายที่อาการยังคงสาหัสและต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้บาดเจ็บที่ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 3 รายนั้น กระจายกันอยู่ที่โรงพยาบาลต่างๆ ได้แก่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ 1 ราย โรงพยาบาลศรีสะเกษ 1 ราย และโรงพยาบาลสุรินทร์ 1 ราย ทีมแพทย์และพยาบาลกำลังให้การดูแลรักษาอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นโดยเร็ว

ผลกระทบด้านสุขภาพจิตต่อผู้อพยพ

นอกจากผลกระทบทางกายภาพแล้ว สธ. ยังให้ความสำคัญกับผลกระทบทางด้านจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยได้ทำการคัดกรองสุขภาพจิตของผู้อพยพจำนวน 86,010 คน และพบว่ามีผู้ที่มีภาวะเครียดสูงถึง 4,511 คน และมีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย 497 ราย ตัวเลขเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลและแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ทีมงานด้านสุขภาพจิตกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้การดูแลและสนับสนุนทางจิตใจแก่ผู้อพยพ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความเครียดและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้

สถานการณ์ของโรงพยาบาลและสถานีอนามัย (รพ.สต.) ที่ได้รับผลกระทบก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากข้อมูลพบว่ามีโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบสะสม 20 แห่ง ในจำนวนนี้มี 10 แห่งที่เปิดให้บริการตามปกติแล้ว 7 แห่งที่เปิดให้บริการบางส่วน และยังมี 3 แห่งที่ยังคงปิดให้บริการ ได้แก่ โรงพยาบาลน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสุรินทร์ และโรงพยาบาลบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์

ในส่วนของ รพ.สต. พบว่ามีที่ได้รับผลกระทบสะสม 149 แห่ง โดยมี 60 แห่งที่เปิดให้บริการตามปกติ 46 แห่งที่เปิดให้บริการบางส่วน และ 43 แห่งที่ยังคงปิดให้บริการ การที่โรงพยาบาลและ รพ.สต. ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติย่อมส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้โรงพยาบาลและ รพ.สต. ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลให้ สธ. เผยประชาชนบาดเจ็บจากเหตุรบกัมพูชา 3 รายอาการสาหัส ยังรักษาตัวในรพ. แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางและความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การมีระบบการแพทย์และสาธารณสุขที่เข้มแข็งและการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตอย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบและปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน

การที่ สธ. เผยประชาชนบาดเจ็บจากเหตุรบกัมพูชา 3 รายอาการสาหัส ยังรักษาตัวในรพ. เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เราทุกคนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว และผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการดูแลและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

ที่มา – สธ. เผยประชาชนบาดเจ็บจากเหตุรบกัมพูชา 3 รายอาการสาหัส ยังรักษาตัวในรพ.

ชื่นชม! น้องกัญญาณัฐ ปั๊มหัวใจคุณลุงรถชน

เรื่องราวสุดประทับใจถูกแชร์สนั่นโลกออนไลน์ เมื่อนักเรียนหญิงชั้น ม.5 แสดงความกล้าหาญ ช่วยชีวิตคุณลุงประสบอุบัติเหตุรถชน แม้สุดท้ายจะไม่สำเร็จ… ไปติดตามเรื่องราว ชื่นชม! น้องกัญญาณัฐ นักเรียน ม.5 ปั๊มหัวใจคุณลุงรถชน แม้ยื้อไม่สำเร็จ กันเลย

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกิดกระแสชื่นชมอย่างล้นหลามในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนหล่มสักวิทยาคม ได้โพสต์คลิปวิดีโอของ น.ส.กัญญาณัฐ แสนแก้ว นักเรียนชั้น ม.5/11 กำลังทำ CPR ช่วยชีวิตชายสูงอายุที่ประสบอุบัติเหตุรถชน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ขณะที่ น.ส.กัญญาณัฐ นั่งรถไปโรงเรียน เมื่อรถมาถึงถนนสายบ้านโนนทอง-จางวาง อ.หล่มสัก รถได้ชนกับรถจักรยานไฟฟ้าของคุณลุงคนหนึ่ง ทำให้คุณลุงแน่นิ่งไปกับพื้น เธอจึงรีบลงไปดูพบว่าคุณลุงไม่มีชีพจรแล้ว เธอจึงรีบโทรแจ้งโรงพยาบาลและลงมือทำ CPR ทันที จนชีพจรคุณลุงกลับมาอีกครั้ง ก่อนที่เจ้าหน้าที่กู้ชีพจะมาถึงและนำส่งโรงพยาบาลหล่มสัก แต่เนื่องจากอาการสาหัสมาก คุณลุงจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา

น.ส.กัญญาณัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะเกิดเหตุไม่ได้รู้สึกตกใจเลย แต่คิดเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องช่วยชีวิตคุณลุงให้ได้ ซึ่งความรู้เรื่องการทำ CPR นี้ได้มาจากโครงการอบรมช่วยเหลือชีวิตที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น

ดร.พีรวัฒน์ จันทกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนหล่มสักวิทยาคม กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจในตัวของ น.ส.กัญญาณัฐ ที่เป็นนักเรียนจิตอาสาและนำความรู้มาใช้ช่วยเหลือคนได้จริง ทางโรงเรียนเตรียมมอบใบประกาศเกียรติคุณให้ และจะสนับสนุนนักเรียนหญิงคนนี้อย่างเต็มที่ในการสอบเข้าเรียนต่อในสายการแพทย์หรือสาธารณสุขตามที่ตั้งใจไว้

ชื่นชม! น้องกัญญาณัฐ นักเรียน ม.5 ปั๊มหัวใจคุณลุงรถชน แม้ยื้อไม่สำเร็จ

เรื่องราวของน้องกัญญาณัฐ สะท้อนถึงอะไร?

  • ความสำคัญของการฝึกอบรมและการเรียนรู้ทักษะชีวิต: โครงการอบรม CPR ของโรงเรียน ทำให้นักเรียนมีความรู้และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • จิตสำนึกสาธารณะและความกล้าหาญ: น้องกัญญาณัฐ ไม่ลังเลที่จะเข้าช่วยเหลือผู้อื่น แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ตื่นตระหนก
  • ความสำคัญของการมีสติและการตัดสินใจ: แม้จะไม่สามารถช่วยชีวิตคุณลุงได้ แต่การที่น้องกัญญาณัฐตัดสินใจทำ CPR อย่างรวดเร็ว ก็ช่วยยื้อชีวิตคุณลุงไว้ได้ช่วงหนึ่ง

เรื่องราว ชื่นชม! น้องกัญญาณัฐ นักเรียน ม.5 ปั๊มหัวใจคุณลุงรถชน แม้ยื้อไม่สำเร็จ เป็นอุทาหรณ์ให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การมีจิตใจที่พร้อมช่วยเหลือผู้อื่น และการใช้ความรู้ที่ได้เรียนมาให้เกิดประโยชน์ แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่อย่างน้อยก็ได้ทำดีที่สุดแล้ว

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการมีความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการทำ CPR นั้นสำคัญมาก เพราะสามารถช่วยชีวิตคนได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เราทุกคนควรเรียนรู้ทักษะเหล่านี้เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ชื่นชมในความกล้าหาญและความมีน้ำใจของน้องกัญญาณัฐ! และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของคุณลุงผู้เสียชีวิตด้วยครับ

ที่มา – ชื่นชม! ‘น้องกัญญาณัฐ’ นักเรียน ม.5 ปั๊มหัวใจคุณลุงรถชน แม้ยื้อไม่สำเร็จ

เลบานอนประณามอิหร่าน! ค้านปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงทวีความตึงเครียด เมื่อเลบานอนออกมาประณามอิหร่านอย่างรุนแรง สืบเนื่องจากกรณีที่อิหร่านแสดงท่าทีคัดค้านการปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของเลบานอน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า คณะรัฐมนตรีเลบานอนได้สั่งการให้กองทัพจัดทำแผนการที่จะทำให้รัฐบาลเบรุตสามารถควบคุมอาวุธทั้งหมดภายในประเทศได้แต่เพียงผู้เดียวภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งนั่นก็หมายความรวมถึงการปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ด้วย

อย่างไรก็ตาม นายอาลี อัคบาร์ เวลายาตี ที่ปรึกษาของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน โดยระบุว่า อิหร่านคัดค้านการปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างแน่นอน พร้อมทั้งยืนยันว่าอิหร่านจะยังคงให้การสนับสนุนประชาชนและการต่อต้านของเลบานอนต่อไป

ท่าทีดังกล่าวของอิหร่านได้สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลเลบานอนเป็นอย่างมาก กระทรวงการต่างประเทศเลบานอนจึงได้ออกมาตอบโต้ด้วยการโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ประณามคำกล่าวของเวลายาตี ว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของเลบานอนอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นการกระทำที่ไม่สามารถยอมรับได้

กระทรวงการต่างประเทศเลบานอนระบุเพิ่มเติมว่า “เจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนของอิหร่านกระทำการล้ำเส้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยการออกแถลงการณ์ที่ไม่สมควรเกี่ยวกับการตัดสินใจภายในของเลบานอน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอิหร่านแต่อย่างใด” พร้อมทั้งเตือนผู้นำในรัฐบาลเตหะรานว่าอิหร่านจะได้รับประโยชน์มากกว่า หากทางการให้ความสำคัญกับปัญหาของประชาชนของตนเอง

การผลักดันให้มีการปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เกิดขึ้นหลังจากสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาและฝ่ายต่อต้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน รวมถึงความกังวลที่ว่าอิสราเอลอาจยกระดับการโจมตีดินแดนเลบานอน หากรัฐบาลเบรุตไม่ดำเนินการใดๆเลบานอนประณามอิหร่าน กรณีค้านปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์

ประเด็นเรื่องการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความมั่นคงในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่อิหร่านออกมาแสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจนเช่นนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเลบานอนในระยะยาว

ทำไมเลบานอนถึงประณามอิหร่านเรื่องการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์?

ความสัมพันธ์ระหว่างเลบานอนและอิหร่านมีความซับซ้อน เนื่องจากอิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์มาอย่างต่อเนื่อง เลบานอนมองว่าการที่อิหร่านออกมาคัดค้านการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์เป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ และเป็นการขัดขวางความพยายามของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ

การที่เลบานอนออกมาประณามอิหร่านในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างมากต่อท่าทีของอิหร่าน และความกังวลเกี่ยวกับบทบาทของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในประเทศ เลบานอนต้องการที่จะเป็นรัฐที่สามารถควบคุมอาวุธภายในประเทศได้ทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม การปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์มีอิทธิพลอย่างมากในเลบานอน และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงสถานะของกลุ่มจึงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่เลบานอนกำลังเผชิญอยู่ในการสร้างความมั่นคงและเอกภาพของชาติ ท่าทีของอิหร่านยิ่งทำให้ภารกิจนี้ยากยิ่งขึ้น แต่เลบานอนก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของตนเอง

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างเลบานอนและอิหร่านในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจึงต้องอาศัยความเข้าใจ การเจรจา และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – รับไม่ได้! เลบานอนประณามอิหร่าน เหตุคัดค้านการปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์

“เรือมังกรไทย” สุดเจ๋ง คว้าทอง เวิลด์เกมส์ 2025!

สุดยอด! ทัพนักกีฬา “เรือมังกรไทย” สร้างชื่อเสียงกระหึ่มโลก คว้าเหรียญทองแรกให้ประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาเวิลด์เกมส์ 2025 ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยทั้งชาติ

ความสำเร็จครั้งนี้มาจากการแข่งขันเรือมังกร 10 ฝีพาย ผสม 200 เมตร ที่ทีมนักจ้ำบึ๊ด “เรือมังกรไทย” ของเราโชว์พลังและความสามัคคี พายเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยเวลา 47.15 วินาที คว้าเหรียญทองไปครองอย่างยิ่งใหญ่ เอาชนะเจ้าภาพอย่างจีนที่ทำเวลา 48.81 วินาที ซึ่งได้เหรียญเงิน และยูเครนที่ได้เหรียญทองแดงด้วยเวลา 48.85 วินาที

นอกจากเหรียญทองแล้ว ทัพ “เรือมังกรไทย” ยังสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในประเภทเรือมังกร 8 ฝีพาย โดยช่วยกันพายอย่างสุดกำลัง ก่อนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 ด้วยเวลา 46.32 วินาที คว้าเหรียญเงินมาครองได้อีกด้วย

“เรือมังกรไทย” กับความสำเร็จในเวิลด์เกมส์ 2025

การคว้าเหรียญทองและเหรียญเงินของ “เรือมังกรไทย” ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ความมุ่งมั่น และความสามัคคีของนักกีฬา รวมถึงการสนับสนุนจากทีมงานและผู้ฝึกสอนทุกคน ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาและเยาวชนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจกีฬาและพัฒนาตนเองให้ก้าวไปสู่ระดับโลก

ทำไม “เรือมังกรไทย” ถึงคว้าชัย?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “เรือมังกรไทย” ประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ คือ:

  • ความแข็งแกร่งของร่างกาย: นักกีฬาของเราได้รับการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อพัฒนากำลังและความทนทาน
  • เทคนิคการพายเรือที่ยอดเยี่ยม: โค้ชได้วางแผนและฝึกสอนเทคนิคการพายเรือที่เหมาะสมกับนักกีฬาแต่ละคน
  • ทีมเวิร์ค: ความสามัคคีและความเข้าใจกันภายในทีมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • จิตใจที่แข็งแกร่ง: นักกีฬาของเรามีความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทาย

การแข่งขันเรือมังกรเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความแข็งแกร่งของร่างกาย เทคนิค และทีมเวิร์ค การที่ “เรือมังกรไทย” สามารถคว้าชัยชนะได้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬาไทยและความสามารถในการพัฒนาไปสู่ระดับสากล

บทสรุปความสำเร็จของ “เรือมังกรไทย”

ความสำเร็จของ “เรือมังกรไทย” ในเวิลด์เกมส์ 2025 เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำของวงการกีฬาไทย เราขอแสดงความยินดีและชื่นชมในความสามารถของนักกีฬาและทีมงานทุกคน หวังว่าความสำเร็จนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาสนใจกีฬาและสนับสนุนนักกีฬาไทยให้ก้าวไปสู่ระดับโลกต่อไป

ร่วมส่งกำลังใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยในการแข่งขันเวิลด์เกมส์ 2025 และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ทางช่องทางต่างๆ

ที่มา – “เรือมังกรไทย” สุดเจ๋ง โค่นเจ้าภาพ ประเดิมเหรียญทองแรก “ศึกเวิลด์เกมส์ 2025”

วันนอร์นัดถกงบ 69: ปรับลดเกือบ 9 พันล้าน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภาฯ วาระพิเศษ ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระสองและวาระสาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายงานของกมธ. ระบุว่า งบประมาณปี 2569 ที่ตั้งไว้ 3,780 ล้านล้านบาท กมธ.มีมติปรับลดทั้งสิ้น รวม 8,920 ล้านบาท

โดยทุกกระทรวงและส่วนราชการถูกปรับลดงบประมาณ ทั้งนี้มีกระทรวงและส่วนราชการที่ปรับลดสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่

  1. กระทรวงมหาดไทย ปรับลด 2,148 ล้านบาท สำหรับรายการที่ปรับลดส่วนใหญ่เป็นค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดิน สิ่งก่อสร้าง อาคารต่างๆ ของส่วนราชการ
  2. หน่วยงานรัฐสภา 880 ล้านบาท
  3. กระทรวงคมนาคม 795 ล้านบาท
  4. กระทรวงสาธารณสุข 693 ล้านบาท
  5. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 459 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับงบประมาณที่ปรับลดดังกล่าว ตามรายงานของกมธ. ได้จัดสรรให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอตามความเหมาะสม และจำเป็น รวม 8,690 ล้านบาท และจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ รวม 230 ล้านบาท

สำหรับส่วนราชการที่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติม ประกอบด้วย

  1. รัฐวิสาหกิจ ตั้งเพิ่มจำนวน 4,914 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างงานโยธาตามสัญญาสัมปทานฯโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม กทม.
  2. กระทรวงการคลัง ตั้งเพิ่มจำนวน 1,568 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศปี 2569
  3. งบกลาง ตั้งเพิ่มจำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กรณีป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง ภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ
  4. กระทรวงแรงงาน ตั้งเพิ่มจำนวน 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ มาตรา 39
  5. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งเพิ่มจำนวน 153 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินสนับสนุนการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับคนพิการ
  6. หน่วยงานของศาล ตั้งเพิ่มจำนวน 83 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงานการพิจารณาพิพากษาคดีที่รวดเร็ว มีคุณภาพ
  7. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งเพิ่มจำนวน 20 ล้านบาท เพื่อใช้ในปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ส่วนของวัสดุเชื้อเพลิงและหล่อลื่น

นอกจากนั้นยังได้ตั้งเพิ่มในส่วนของ 2 แผนงาน ได้แก่ แผนงานบูรณาการ ตั้งเพิ่มจำนวน 20 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ติดสารเสพติดที่เข้าสู่กระบวนการบำบัดและพัฒนาพฤตินิสัย

แผนงานบุคลากรภาครัฐ จำนวน 160 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนค่าใช้จ่ายบุคลากร 6 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานอัยการสุงสุด 78 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 32 ล้านบาท สำนักงานศาลปกครอง 27 ล้านบาท สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) 13 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 6.9ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารายงานของกมธ. ยังได้แจ้งรายละเอียดถึงงบประมาณในส่วนของรายการเปลี่ยนแปลง

ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย ที่ปรับลดงบประมาณของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลง 114 ล้านบาท และได้เติมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลเมืองโคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา 35 ล้านบาท เทศบาลเมืองประโคนชัย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ 21 ล้านบาท เทศลาลเมืองลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ 23 ล้านบาท และ เทศบาลตำบลเขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทา 33 ล้านบาท

กระทรวงสาธารณสุข ได้ปรับลดงบส่วนของสำนักปลัดกระทรวงสาะธารสุข 70 ล้านบาท ไปจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 13 แห่ง อาทิ อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ 8.6 ล้านบาท อบจ.ยะลา 5 ล้านบาท อบจ.ร้อยเอ็ด 6 ล้านบาท อบจ.พะเยา 9.7ล้านบาท อบจ.ตาก 7.8ล้านบาท เป็นต้น.

วันนอร์นัดถกงบ 69

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ การปรับลดงบประมาณในบางส่วนและการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับบางหน่วยงาน สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและประเทศชาติโดยรวม

การพิจารณา งบประมาณปี 69 อย่างรอบคอบ

การที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร นัดประชุมสภาฯ วาระพิเศษเพื่อพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจสอบและอนุมัติงบประมาณของประเทศ เป็นโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปราย ซักถาม และเสนอแนะเกี่ยวกับรายละเอียดของงบประมาณ เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลจะเป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ผลการพิจารณาวันนอร์นัดถกงบ 69 ครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน

การที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ได้พิจารณาและปรับลดงบประมาณลงเกือบ 9 พันล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการตรวจสอบและควบคุมการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลอย่างเข้มงวด การปรับลดงบประมาณในบางรายการอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบางหน่วยงาน แต่ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในการประหยัดงบประมาณและนำเงินไปใช้ในโครงการที่มีความจำเป็นและสำคัญกว่า

การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับบางหน่วยงาน เช่น รัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง และงบกลาง ก็มีความจำเป็นเพื่อให้หน่วยงานเหล่านั้นสามารถดำเนินงานตามภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละหน่วยงานจะช่วยให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว การพิจารณาวันนอร์นัดถกงบ 69 เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความรอบคอบและความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ อย่างถ่องแท้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการพิจารณางบประมาณอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การปรับเปลี่ยนงบประมาณที่ กมธ. ได้ทำ จะส่งผลกระทบต่อโครงการต่างๆ อย่างไร และจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่ น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและพิจารณาอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ‘วันนอร์’นัดประชุมถกงบ 13-15 ส.ค.นี้ หลัง กมธ.งบฯปรับลด เกือบ 9 พันล้าน

ฉก.ไชยานุภาพ ยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ด หนุ่มทิ้งรถหนี

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญ เมื่อทหารชุดเฉพาะกิจไชยานุภาพ (ฉก.ไชยานุภาพ) สามารถยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ดได้สำเร็จ โดยผู้ต้องสงสัย 3 รายได้ทิ้งรถหลบหนีไปได้ รายละเอียดเป็นอย่างไรมาติดตามกัน

กองบังคับการผาดง หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ได้รับแจ้งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนส่งยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ จึงได้จัดกำลังกองร้อยทหารม้าที่ 1 ตั้งจุดตรวจชั่วคราวบริเวณบ้านหัวนา ต.เปียงหลวง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามกฎหมายยาเสพติด

ทหารชุดฉก.ไชยานุภาพ ยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ด

กระทั่งเวลา 21.45 น. ของวันที่ 9 ส.ค. พบรถกระบะ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขับเข้ามา เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น แต่รถคันดังกล่าวได้หยุดก่อนถึงจุดตรวจประมาณ 200 เมตร จากนั้นชายต้องสงสัย 3 รายได้ลงจากรถและวิ่งหลบหนีเข้าไปในพื้นที่

ผลจากการตรวจสอบภายในรถ พบกระสอบทำเป็นเป้สะพายหลังจำนวน 30 กระสอบ วางอยู่ท้ายกระบะ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยแบ่งเป็นกระสอบละ 200,000 เม็ด จำนวน 25 กระสอบ (รวม 5,000,000 เม็ด) และกระสอบละ 100,000 เม็ด (รวม 500,000 เม็ด) รวมยาบ้าที่ยึดได้ทั้งสิ้นประมาณ 5.5 ล้านเม็ด

ทหารชุดฉก.ไชยานุภาพ ยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ด

ในวันนี้ (10 ส.ค.) พล.ต.กิดากร จันทรา ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้มอบหมายให้ พ.อ.เดชาธร สายหยุด เป็นผู้แทนหน่วยฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบการตรวจยึดยาบ้า และนำของกลางส่งให้ สภ.เวียงแหง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

การตรวจยึดยาบ้า

สถิติการสกัดกั้นยาเสพติดที่น่าตกใจ

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน สามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 374 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 399 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 161,905,472 เม็ด, เฮโรอีน 145.8 กิโลกรัม, ไอซ์ 8,192 กิโลกรัม, ฝิ่น 93.5 กก. และ เคตามีน 696 กิโลกรัม จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 49 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 33 ศพ

หากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ในครั้งนี้ ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 33,323 ล้านบาท

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากยาเสพติด

การยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ดในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งในการสกัดกั้นยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ และสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของขบวนการค้ายาเสพติดในการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ

ที่มา – ทหารชุดฉก.ไชยานุภาพ ยึดยาบ้า 5.5 ล้านเม็ด 3 หนุ่มต้องสงสัยทิ้งรถหนีรอด

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7 ปิดฉาก 13 ปี

ทำเอาแฟนๆ ใจหายไม่น้อย หลังล่าสุด “เปรี้ยว-ทัศนียา การสมนุช” นักแสดงสาวมากฝีมือที่สร้างชื่อจากช่อง 7 HD ประกาศยุติบทบาทนักแสดงในสังกัดอย่างเป็นทางการ หลังตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับต้นสังกัดที่ร่วมงานกันมากว่า 13 ปี เพื่อเดินหน้าสู่เส้นทางใหม่ในฐานะนักแสดงอิสระ การตัดสินใจครั้งนี้ของ เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตการทำงานของเธอ

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7

โดยเธอยังได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความสุดซึ้งผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว เผยความรู้สึกขอบคุณต่อช่อง 7 HD ที่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่อบอุ่นและให้โอกาสมาโดยตลอด ซึ่งสาวได้ระบุว่า “วันนี้มาไหว้ลาผู้ใหญ่และพี่ๆ ในช่อง7 เปรี้ยวขอขอบคุณผู้ใหญ่ พี่ๆ ในช่องที่เคารพรักทุกคนนะคะ ที่ให้โอกาสดีๆ กับเปรี้ยวมาตลอด 13 ปี บ้านหลังนี้อบอุ่นและงดงามสำหรับเปรี้ยวเสมอ เป็นทั้งครู เป็นทั้งผู้ให้ เป็นมิตรภาพที่เปรี้ยวจะไม่ลืมเลย ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่คอยดูแล และซัพพอร์ตเปรี้ยวมาตลอดนะคะ

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7

วันนี้เปรี้ยวออกมาเริ่มต้นใหม่ มาหาประสบการณ์ใหม่ๆ หวังว่าพี่ๆ จะเป็นกำลังใจให้เปรี้ยวจากบ้านหลังนี้นะคะ ถ้าไม่มีช่อง 7HD และผู้ใหญ่ทุกท่าน พี่ๆ ทุกคน คงไม่มีใครรู้จัก เปรี้ยว ทัศนียา คนนี้ได้เลย ขอบคุณมากๆ ค่ะ ด้วยรักและเคารพจากใจจริงค่ะ #เป็นนักแสดงอิสระแล้วน้า #ในรอยยิ้มมีน้ำตาซ่อนอยู่”

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7

อย่างไรก็ตามหลังจากที่หลายคนได้เห็นโพสต์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนพี่น้องร่วมสังกัด หรือแฟนคลับ ต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์กันมากมาย อาทิ คิดถึงแย่เลย รักนะครับ , เป็นกำลังใจให้ลูกเปรี้ยวนะ , ขอให้เติบโตและมีผลงานให้ชมเยอะๆนะคะ , รักเด้ออิเปีย , นอติดตามผลงานต่อไป ฯลฯ

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7

โดยการเป็นนักแสดงอิสระของสาวเปรี้ยว ครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเส้นทางอาชีพของเธอ แฟนๆ คงต้องจับตาดูว่าเธอจะมีผลงานใหม่ๆ อะไรมาให้ติดตามกันบ้างในอนาคต การตัดสินใจของ เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7 ทำให้หลายคนสงสัยถึงทิศทางในอนาคตของเธอในวงการบันเทิง เรามาดูกันว่าจะมีอะไรต่อไปสำหรับนักแสดงมากความสามารถคนนี้

อนาคตของเปรี้ยว ทัศนียา หลังลาช่อง 7

การก้าวออกมาเป็นนักแสดงอิสระของ เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7 เปิดโอกาสให้เธอได้เลือกรับบทบาทที่หลากหลายมากขึ้น และร่วมงานกับผู้ผลิตที่แตกต่างกันไป นี่อาจเป็นโอกาสให้เธอได้พัฒนาฝีมือและแสดงศักยภาพในด้านต่างๆ ที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน แฟนๆ สามารถคาดหวังผลงานที่น่าสนใจและท้าทายจากเธอได้ในอนาคต

เปรี้ยว ทัศนียา ลาช่อง 7 ปิดฉาก 13 ปี

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการสิ้นสุดเส้นทาง 13 ปีในฐานะนักแสดงสังกัดช่อง 7 HD ของเปรี้ยว ทัศนียา แต่อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นการเริ่มต้นใหม่ที่น่าตื่นเต้นในเส้นทางอาชีพของเธอ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เธอเติบโตและพัฒนาตัวเองในวงการบันเทิงต่อไป แฟนๆ สามารถติดตามและให้กำลังใจเธอได้ในทุกๆ ผลงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – โบกมือลาบ้านที่รัก ‘เปรี้ยว ทัศนียา’ ลาช่อง 7 ปิดฉาก 13 ปี เผยความในใจก่อนผันตัวเป็นอิสระ!

“ทัพไทย” ลุ้น 6 ทอง! ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025

นายสัณหณัฐ สีจำปี นายกสมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทย เป็นประธานการแถลงข่าวการส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก ครั้งที่ 25 (The 25th World Transplant Games, 2025) ที่โรงแรมแคนทารี เฮ้าส์ รามคำแหง 42 กรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

โดยมี นางสาวฐปนีย์ โสภณ เลขาธิการสมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทย และ อ.นพ.ณัฐพัชร์ เขมวรวงศ์ ศัลยแพทย์ปลูกถ่ายอวัยวะ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อาจารย์แพทย์ประจำทีมชาติไทย ในครั้งนี้ รวมทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนในการส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก ครั้งที่ 25 ประกอบด้วย คุณสัมฤทธิ์ อนุภักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่ม CENTRAL, คุณวิยะดา บูรณะภากรณ์ ตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด, คุณกฤษณะ ศรีปทุมทอง ผู้อำนวยการฝ่ายขายบริษัท มาราธอน (ประเทศไทย) จำกัด, เชษฐ์ศิริชัย ไวยอริยโพชฌงค์ ฝ่ายการตลาด ตัวแทนบริษัท วิคเตอร์ สปอร์ตส์ (ประเทศไทย) จำกัด และคุณธนพล วิทยาชาการ กรรมการบริหาร หจก. แม็กซิมัม ซัพพลาย ร่วมแถลงความพร้อม

นายสัณหณัฐ สีจำปี กล่าวว่า สมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทย จัดส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 (World Transplant Games 2025) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-24 ส.ค.68 ที่เมืองเดรสเดรน ประเทศเยอรมนี โดยการแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลกครั้งนี้ มีนักกีฬาจากทั่วโลกเข้าร่วมแข่งขันกว่า 1,500 คน จากกว่า 50 ประเทศสมาชิกทั่วโลก ชิงชัยกันใน 17 ชนิดกีฬา

สำหรับการแข่งขันชิงชัยครั้งนี้มี คณะนักกีฬาไทย เข้าร่วม 26 คน ประกอบด้วยอาจารย์แพทย์ประจำทีม, พยาบาลประจำทีม, ตัวแทนหัวหน้าผู้ฝึกสอน และนักกีฬาตัวแทนทีมชาติไทย 23 คน ร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 135 รายการ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 6 เหรียญทอง ซึ่งนี้ผลงานของสมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทย ในการแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลกครั้งก่อนหน้า นักกีฬา 34 คน ของไทย สามารถสร้างประวัติศาสตร์คว้าอันดับ 4 ของโลกมาครอง ได้จากทั้งหมด 54 ประเทศ โดยทำได้ 39 เหรียญทอง และเป็นอันดับ 1 ของทวีปเอเชียอีกด้วย ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะของไทย ที่มีศักยภาพในการแข่งขันกีฬาในระดับโลกอย่างทัดเทียม

“สมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทย มีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางและผู้นำกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะในภูมิภาคเอเชีย (Transplant Sport Hub of Asia) เรามีความพร้อมในด้านมาตรฐาน องค์ความรู้ นักกีฬา สถานที่ และรวมถึงประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว จึงเหมาะสมสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ไปพร้อม ๆ กัน” นายสัณหณัฐ กล่าว

“ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025

การแข่งขันกีฬา“ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬาไทยในระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาปกติ หรือนักกีฬาผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนอวัยวะ

ความพร้อมของ “ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025

สมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะแห่งประเทศไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน “ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 โดยมีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจของนักกีฬาอย่างเข้มข้น รวมถึงการสนับสนุนจากผู้สนับสนุนต่างๆ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการกีฬา

  • นักกีฬา: นักกีฬา 23 คน
  • จำนวนรายการแข่ง: 135 รายการ
  • เป้าหมาย: 6 เหรียญทอง

การตั้งเป้าหมาย 6 เหรียญทองในการแข่งขัน “ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักกีฬาไทย นอกจากนี้ การแข่งขันนี้ยังเป็นโอกาสอันดีในการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้ผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนอวัยวะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนอวัยวะอีกด้วย การที่นักกีฬาไทยสามารถเข้าร่วมและประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศไทย

ผมเชื่อมั่นว่าด้วยความมุ่งมั่นและความพยายามของนักกีฬาไทย ประกอบกับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน “ทัพไทย” จะสามารถคว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 ได้อย่างแน่นอน และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีโลก

ที่มา – “ทัพไทย” วางเป้า 6 ทอง ศึกกีฬาผู้เปลี่ยนอวัยวะโลก 2025 พร้อมยืนหนึ่งของเอเชีย

รัฐบาลเชิญชวน! ร่วมงานวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

เนื่องในโอกาสมหามงคลวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคมนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. ที่จะถึงนี้ เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงรายละเอียดของการจัดงาน โดยรัฐบาลได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล พิธีถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ณ ท้องสนามหลวง ขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศจัดขึ้น เพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. และเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์

รัฐบาลเชิญชวนร่วมงานวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นแม่ของแผ่นดินอย่างแท้จริง พระองค์ทรงอุทิศพระวรกาย และพระสติปัญญา เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรของพระองค์ ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา การสาธารณสุข และการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นผู้นำในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ทรงส่งเสริมให้มีการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน และรักษาเอกลักษณ์ของชาติไทยให้คงอยู่สืบไป พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทยนั้นมากมายเกินคณานับ สมควรที่เราจะร่วมกันเทิดพระเกียรติ และน้อมนำพระราชดำริของพระองค์ท่านมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

กิจกรรมในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. มีอะไรบ้าง?

สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นเนื่องในวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค. นั้น มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค หน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมที่แสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตัวอย่างกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ

  • พิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร
  • พิธีถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่ม และจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล
  • การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ
  • กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์
  • การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว

นอกจากนี้ สถานที่ราชการและอาคารบ้านเรือนก็จะมีการประดับธงชาติไทย และธงตราสัญลักษณ์พระราชินี เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และแสดงความจงรักภักดี

เนื่องจากวันที่ 12 สิงหาคม ตรงกับวันอังคาร สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จึงได้แจ้งงดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะกลับมาดำเนินการประชุมอีกครั้งในวันอังคารที่ 19 สิงหาคม

อย่าลืม! ชวนคุณแม่และครอบครัวเข้าร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ และใช้เวลาอันมีค่าในวันแม่แห่งชาติ ร่วมกันสร้างความทรงจำที่ดี และแสดงความรักความกตัญญูต่อผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา

ที่มา – ‘รัฐบาล’ เชิญชวนประชาชนร่วมงานวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.

ใต้ป่วน! บึ้มทหารพราน เผากล้องวงจรปิดตำรวจ

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.กฤษฎา แก้วจันดี รอง ผบช.ภ.9 รักษาราชการแทน ผบก.ภจว.นราธิวาส ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.วีระศักดิ์ เพอแสละ ผกก.สภ.จะแนะ ปิดกั้นสวนยางพาราที่รกทึบของชาวบ้าน บริเวณบ้านไอร์บือแต หมู่ 4 ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง สืบเนื่องจากเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ชุดจรยุทธ์ กองร้อยทหารพรานที่ 4910 กรมทหารพรานที่ 49 ขณะกำลังพลรวม 7 นาย กำลังเดินลาดตระเวนกดดันกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่แฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 3 นาย ได้แก่ ส.อ.ธวัชชัย ขำเหนี่ยว อายุ 47 ปี, อส.ทพ.เอกพงษ์ เมืองเหนือ อายุ 31 ปี และ อส.ทพ.จิตวัต ดิฐจำนงค์ อายุ 26 ปี ซึ่งอาการล่าสุดปลอดภัยแล้ว เหตุเกิดเมื่อเวลา 19.20 น. ของคืนวันที่ 9 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

การปิดกั้นสวนยางพาราดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจากสภาพพื้นที่รกทึบ เกรงว่าคนร้ายจะใช้เป็นที่ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ขณะเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังได้ประสานงานกับผู้ใหญ่บ้านเพื่อแจ้งให้เจ้าของสวนยางพรงดกรีดยางเป็นการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย จนกว่าเจ้าหน้าที่จะเคลียร์พื้นที่และรวบรวมวัตถุพยานแล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน

จากการสังเกตการณ์ของเจ้าหน้าที่ พบว่าจุดเกิดเหตุอยู่ในป่าลึก ห่างจากถนนประมาณ 200 เมตร ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน คาดว่าคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในภาชนะขนาดเล็ก ฝังไว้บริเวณทางเดินในสวนยางพารา เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่เดินผ่านมาจึงจุดชนวน แต่พลาดเป้า ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

ในส่วนของ อ.บาเจาะ ในช่วงเช้าที่ผ่านมา พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ แก้วมี สว.(สอบสวน) สภ.ปะลุกาสาเมาะ ได้รับแจ้งจากนายซอและ มะแล ผู้ใหญ่บ้านมาแฮ ว่ามีกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งบนเสาไฟฟ้า บริเวณสามแยกบ้านมาแฮ ถูกคนร้ายลอบวางเพลิงได้รับความเสียหาย 1 ตัว ในช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 9 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 1 ได้เข้าตรวจสอบ พบว่ากล้องวงจรปิดดังกล่าวเป็นของ สภ.ปะลุกาสาเมาะ คาดว่าคนร้ายปีนหลังคากระเบื้องศาลาที่พักใกล้เสาไฟฟ้า แล้ววางเพลิงก่อนหลบหนีไป

เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นฝีมือของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เพื่อสร้างสถานการณ์และความปั่นป่วนในพื้นที่

โจรใต้ป่วน 2 อำเภอ ลอบบึ้มทหารพรานเจ็บ 3 เผากล้องวงจรปิดตำรวจ

สถานการณ์ความรุนแรงและเหตุการณ์ โจรใต้ป่วน 2 อำเภอ ลอบบึ้มทหารพรานเจ็บ 3 เผากล้องวงจรปิดตำรวจ สะท้อนอะไร

เหตุการณ์ โจรใต้ป่วน 2 อำเภอ ลอบบึ้มทหารพรานเจ็บ 3 เผากล้องวงจรปิดตำรวจ ที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้ ตอกย้ำให้เห็นว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามควบคุมสถานการณ์อย่างเต็มที่ แต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ยังคงหาช่องทางในการก่อเหตุร้ายอย่างต่อเนื่อง การลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารพรานและการเผากล้องวงจรปิดตำรวจ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความหวาดกลัวและบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์ความไม่สงบคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นได้

เหตุการณ์ โจรใต้ป่วน 2 อำเภอ ลอบบึ้มทหารพรานเจ็บ 3 เผากล้องวงจรปิดตำรวจ เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเร็ว

ที่มา – โจรใต้ป่วน 2 อำเภอ ลอบบึ้มทหารพรานเจ็บ 3 เผากล้องวงจรปิดตำรวจ