ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’

เมื่อเวลา 13.30 น. วันศุกร์ที่ 8 ส.ค. 68 ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 ณ อาคารวิทยบริการและบริหาร มหาวิทยาลัยรามคำแหง สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 9/2568 โดยมีวาระสำคัญ เรื่อง ข้อเสนอเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’ โดยที่ประชุมได้อภิปรายและพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว มีมติให้เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’กิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของสมเด็จ ฮุนเซน ด้วยเหตุผลดังนี้

ตามที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ครั้งที่ 6/2544 วันจันทร์ที่ 16 ก.ค. 2544 วาระที่ 5.1 ได้มีมติอนุมัติปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ให้แด่ สมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในขณะนั้น โดยส่วนหนึ่งของคำประกาศเกียรติคุณได้ระบุว่า “สมเด็จ ฮุนเซนได้เสริมสร้างและส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมืออย่างดี ความสัมพันธ์โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชากับไทย เป็นไปอย่างมีมิตรภาพและภราดรภาพ ฯลฯ”

บัดนี้ ปรากฏว่า สมเด็จ ฮุนเซน ประธานพฤฒสภากัมพูชา สมาชิกรัฐสภากัมพูชา เสนาธิการ ทหารกองทัพกัมพูชา และพลเอกอาวุโสด้านการส่งกำลังบำรุงของกองทัพกัมพูชา ได้แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว โดยมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทยอย่างชัดแจ้ง มีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้กำลังอาวุธอย่างรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนชาวไทย เป็นเหตุให้ทหารและพลเรือนไทยต้องบาดเจ็บล้มตาย บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนเสียหายอย่างประเมินค่ามิได้ รวมตลอดทั้งสมเด็จ ฮุนเซน ส่งเสริมให้มีการรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของไทย ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันตามแนวพรมแดนของทั้งสองประเทศดังที่ทราบโดยทั่วกัน พฤติกรรมที่กล่าวมานี้ สวนทางกับคำประกาศเกียรติคุณที่สมเด็จ ฮุนเซน เคยได้รับการยกย่องเชิดชูจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ดังนั้น หากปล่อยให้สมเด็จ ฮุนเซน ถือครองสิทธิในปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ดังกล่าวต่อไปย่อมทำให้สังคมไทยเกิดความเข้าใจผิดในเจตนารมณ์ของการมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว เมื่อพฤติกรรมของผู้ได้รับมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เปลี่ยนแปลงไป คำประกาศเกียรติคุณดังกล่าวย่อมสมควรจักต้องถูกลบล้างไปด้วย ซึ่งการลบล้างคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว ดำเนินการได้ด้วยหนทางเดียวเท่านั้น คือ การเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’

กอร์ปกับข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าด้วยการให้ปริญญากิตติมศักดิ์ พ.ศ. 2560 ข้อ 5 ระบุว่า “ผู้ที่สมควรได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้นๆ มีชื่อเสียงเกียรติคุณดีเด่น มีคุณธรรมและต้องมีคุณสมบัติเฉพาะดังต่อไปนี้ 5.2 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือการงานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศชาติ หรือแก่สังคมนานาชาติ หรือบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับปริญญาที่จะได้รับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ผู้ได้รับมอบจักต้องธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์และคุณค่าของปริญญากิตติมศักดิ์นั้นๆ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น สภามหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงที่เป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จ ฮุนเซน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงมติเป็นต้นไป.

ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน

“>

การตัดสินใจครั้งนี้ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาไว้ซึ่งเกียรติและความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ การกระทำที่ขัดต่อคุณธรรมและผลประโยชน์ของประเทศชาติ ย่อมนำมาซึ่งการทบทวนและเพิกถอนสถานะดังกล่าวได้

ทำไม ม.รามฯ ถึงเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’

“>

เหตุผลหลักมาจากการที่สมเด็จ ฮุนเซน มีพฤติกรรมที่ขัดต่อคำประกาศเกียรติคุณเดิมที่มหาวิทยาลัยมอบให้ โดยเฉพาะการมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทย การสนับสนุนการใช้ความรุนแรง และการรุกล้ำอธิปไตยของชาติ

การเพิกถอนปริญญาในครั้งนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ และผลกระทบของการกระทำต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันการศึกษา

ที่มา – ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’ ใช้ความรุนแรง-ไร้มนุษยธรรมต่อคนไทย

หมอวรงค์ ฟาด ฮุน เซน ละเมิด GBC หลังลงนาม

จากกรณี “นายนิกรเดช พลางกูร” อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า  คณะผู้แทนไทยที่นำโดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาการแทน รมว.กลาโหม เข้าประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อเวลา 14.00 น. และเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของมาเลเซีย โดยมีมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน เข้าร่วมสังเกตการณ์ แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการประชุมดังกล่าวที่เป็นส่วนหนึ่งในกลไกหารือทวิภาคีระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งนี้ ก่อนการประชุมจีบีซีจะเริ่มขึ้น ประธานของฝ่ายไทยและกัมพูชาได้เข้าเยี่ยมคารวะนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงความยินดีต่อการหยุดยิง และเน้นย้ำว่าประเทศสมาชิกอาเซียนสนับสนุนการใช้กลไกทวิภาคีซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของไทย ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ประธานพรรคไทยภักดี ได้ออกมาโพสต์แสดงความกังวล ลงแฟนเพจ วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom หลัง “ฮุน เซน” ละเมิดจีบีซี ตามที่มีการประชุมไทย-กัมพูชา ที่ตกลงไว้ 13 ข้อ ได้ละเมิดในข้อ 9 ซึ่งมีรายละเอียดงดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “แค่วันแรก “ฮุน เซน” ก็ละเมิดจีบีซี ตามที่มีการประชุมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ซึ่งฝ่ายไทยมี “พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์” รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาการแทน รมว.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามี “พล.อ.เตีย เซฮา” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นหัวหน้าคณะ”

นอกจากนี้ “ผลการเจรจาได้มีการลงนามร่วมกัน ในวันที่7 สิงหาคมนี้ ที่ประเทศมาเลเซีย สิ่งที่น่าแปลกใจที่ฝ่ายกัมพูชาไม่เห็นด้วยใน 2 เรื่องคือ ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และความร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ออนไลน์สแกม ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยและประเทศในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง สิ่งที่น่ากังวลใจ หลังการลงนามเพียงวันเดียว วันรุ่งขึ้น 8 สิงหาคม เพจของ “ฮุน เซน” ก็ได้ทำการละเมิดข้อตกลง ที่ตกลงไว้ 13 ข้อ ได้ละเมิดในข้อ 9 ซึ่งมีรายละเอียด “งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม”

อีกทั้ง “เพราะเช้านี้เองในเพจส่วนตัวของ “ฮุน เซน” ได้มีการทำคลิปเผยแพร่ แม้จะเขียนข้อความว่า เชิญชมเพลง “กัมพูชาต้องการสันติภาพและความยุติธรรม” แต่ในสาระล้วนโจมตีมาที่ฝ่ายไทย โจมตีว่าไทยเราทำลายวัดที่เป็นมรดกโลก เรียกร้องให้ปล่อยตัวเชลยศึก หรือแม้แต่ใช้ข้อความ Thailand land of Bullies และภาพประกอบเพลงที่สื่อว่าโจมตีฝ่ายไทย”

“เพียงแค่วันเดียว “ฮุน เซน” ยังกล้าละเมิดข้อตกลง ด้วยการเผยแพร่ข่าวปลอม มีหรือที่ในอนาคต “ฮุน เซน” จะยอมเคารพข้อตกลง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่ประเทศต่างๆเขาเคารพกัน อยากบอกไปยังรัฐบาลนะครับ ที่ผ่านมาทั้งภูมิธรรมก็ผิดพลาดไปรับคำสั่งหยุดยิง พลเอกณัฐพลก็ผิดพลาด ที่ไปแถลงปกป้องรัฐบาลเขมร เรื่องการละเมิดการหยุดยิงหลังเที่ยงคืน ว่าเป็นเรื่องระดับปฏิบัติ วันนี้ “ฮุน เซน” กำลังละเมิดข้อ 9 ของข้อตกลง 13 ข้อ พวกท่านจะว่าอย่างไร”

“นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” ประธานพรรคไทยภักดี ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่หมอวรงค์ ฟาด ฮุน เซน ละเมิด GBC เพียงวันเดียวหลังลงนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเมิดข้อตกลงเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย

หมอวรงค์ ฟาด ฮุน เซน ละเมิด GBC เพียงวันเดียวหลังลงนาม

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อตกลงระหว่างประเทศ และความตั้งใจจริงของผู้นำกัมพูชาในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความร่วมมือในด้านต่างๆ ในอนาคต

ความกังวลต่อการละเมิดข้อตกลง GBC โดยฮุน เซน

การที่ หมอวรงค์ ฟาด ฮุน เซน ละเมิด GBC ได้สร้างความกังวลในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความน่าเชื่อถือและผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงอนาคตของความร่วมมือระหว่างประเทศ และความจริงจังในการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน

การละเมิดข้อตกลง GBC โดยฮุน เซน ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจในการเจรจาและข้อตกลงระหว่างประเทศ หากผู้นำไม่เคารพข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้ จะทำให้การสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่นเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

เหตุการณ์ หมอวรงค์ ฟาด ฮุน เซน ละเมิด GBC นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศ หากผู้นำไม่เคารพข้อตกลง จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความน่าเชื่อถือ และความร่วมมือในอนาคต

ที่มา – ‘หมอวรงค์’ ฟาดแรง ‘ฮุน เซน’ ละเมิดข้อตกลง GBC เพียงวันเดียวหลังลงนาม

ราชบุรีจัด “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ปี 2

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่บริเวณข้างที่ว่าการกำนันตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี นายเฉลิม นวมนิ่ม สหกรณ์จังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิดโครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ปีที่ 2 โดยมีพระครูสังฆรักษ์ สายชล ฐิตสาโร เจ้าอาวาสวัดเกาะลอย คณะครู นักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่ และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

นายธวิทย์ กุศลอภิบาล ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี จำกัด กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อการพัฒนาเกษตรกรรมไทย โดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมการปลูกข้าว การอนุรักษ์พันธุ์ข้าว และการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสหกรณ์การเกษตรเมืองราชบุรี วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าว ตำบลเกาะพลับพลา และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ มีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ให้แก่เยาวชน ผ่านกิจกรรมลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การดำนา การเรียนรู้เรื่องสายพันธุ์ข้าว การสาธิตแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว และการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนา ทั้งนี้ โครงการยังเน้นการปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกร และการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับข้าว เช่น ประเพณีแรกนาขวัญ การทำข้าวเม่า และการสวดมนต์ข้าวใหม่ เพื่อให้เยาวชนตระหนักถึงคุณค่าของข้าวไทย และความสำคัญของการพึ่งพาตนเองทางอาหาร

ซึ่งกิจกรรมในปีนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังประสบความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา โดยมีการติดตามผลจากโรงเรียนที่เข้าร่วม พบว่าเด็กมีความเข้าใจในกระบวนการผลิตข้าวมากขึ้น และเริ่มสนใจวิถีชีวิตแบบพอเพียงซึ่งเชื่อมโยงกับศาสตร์พระราชา

ราชบุรีสานต่อโครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว”

โครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ในจังหวัดราชบุรี เป็นโครงการที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นการปลูกฝังความรู้และความรักในข้าวไทยให้กับเยาวชนตั้งแต่ยังเล็ก ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีความเข้าใจและความตระหนักถึงคุณค่าของข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย

ทำไมโครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ถึงสำคัญ?

โครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องการปลูกข้าวเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ และเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวข้องกับข้าว ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนหันมาสนใจการพึ่งพาตนเองทางอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร การที่เยาวชนมีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการผลิตอาหาร จะช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

การที่เด็กๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริงในการปลูกข้าว จะทำให้พวกเขาเข้าใจถึงความยากลำบากของชาวนา และเห็นคุณค่าของข้าวทุกเม็ดที่พวกเรารับประทานกันทุกวัน ซึ่งจะนำไปสู่การบริโภคอย่างรู้คุณค่า และการลดการสูญเสียอาหาร

โครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” เป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการความรู้และการปฏิบัติจริง เพื่อสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพ และสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ดังนั้น เราจึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้มีโครงการแบบนี้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในทุกพื้นที่ของประเทศ

ที่มา – ราชบุรี เปิดโครงการ “ปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว” ปีที่ 2

UTme ถันยรักษ์ฯ ครูปาน x ยูนิโคล่

เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี แห่งการดำเนินงานของ มูลนิธิถันยรักษ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการขับเคลื่อนภารกิจสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงไทยหันมาใส่ใจสุขภาพและตระหนักรู้ในการป้องกันมะเร็งเต้านมของตนเอง…ล่าสุด มูลนิธิถันยรักษ์ฯ โดย นางบุษดี เจียรวนนท์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิ ร่วมกับ บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด โดย นางเขมจิรา เทศประทีป ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ และครูปาน – สมนึก คลังนอก ศิลปินชื่อดังของไทย เปิดตัว UTme ถันยรักษ์ฯ คอลเลคชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้แนวคิด “The Power of Self-Love”ผ่านคาแรกเตอร์ Cocoon น่ารักๆ ที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ให้สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ในสไตล์ของคุณลงบนเสื้อยืดและกระเป๋าผ้าที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ด้วยบริการ UTme ที่เป็นการผสานเทคโนโลยีการพิมพ์แบบเรียลไทม์เข้ากับแพลตฟอร์มสร้างสรรค์ลวดลายเฉพาะตัวผ่านหน้าจอสัมผัส ให้ทุกคนสามารถออกแบบและรับสินค้าได้ภายในไม่กี่นาที ทั้งยังสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ได้อย่างมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ณ ร้านยูนิโคล่ 3 สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ เมกาบางนา และไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้ – 30 มกราคม 2569

คอลเลคชันนี้มุ่งเน้นให้ผู้หญิงทุกคนหันมา “รักและดูแลสุขภาพของตัวเอง เพื่อคนที่เรารัก ผ่านคาแรกเตอร์ Cocoon ซึ่งครูปานออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อสื่อถึงพลังบวก ความสดใส และการมองโลกในแง่ดี โดยนำเสนอผ่าน 4 แนวคิดสำคัญ ได้แก่

รายได้ส่วนหนึ่ง ยูนิโคล่ จะร่วมสมทบทุนให้กับมูลนิธิถันยรักษ์ฯ เพื่อสนับสนุนภารกิจการส่งเสริมการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังคงเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของผู้หญิงไทยและทั่วโลก

ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยทรูปลูกปัญญา ได้ร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนแนวคิด “The Power of Self-Love” ผ่านการวางแผนกลยุทธ์การสื่อสารและการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้างถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพของผู้หญิง โดยมุ่งหวังให้ทุกคนในสังคมเห็นคุณค่าในตนเอง และเข้าถึงองค์ความรู้ในการป้องกันภัยมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นไปตามภารกิจของมูลนิธิถันยรักษ์ฯ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่า “การป้องกันที่ดีที่สุด คือการค้นพบที่เร็วที่สุด”

สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพื่อการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมกับศูนย์ถันยรักษ์ ที่ รพ. ศิริราช โทร. 0-2411-5657-9 หรือศูนย์ถันยรักษ์ โครงการ SIRIRAJ H SOLUTIONS โทร. 0-2414-0833 และทางเว็บไซต์ www.thanyarak.or.th และ Facebook: Thanyarak Breast Center

UTme ถันยรักษ์ฯ

UTme ถันยรักษ์ฯ คอลเลคชันพิเศษเพื่อผู้หญิง

UTme ถันยรักษ์ฯ เป็นมากกว่าเสื้อผ้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของการใส่ใจสุขภาพของผู้หญิง อย่ารอช้า! ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนมูลนิธิถันยรักษ์ฯ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านมไปพร้อมกัน

ที่มา – มูลนิธิถันยรักษ์ฯ คอลแลป ครูปาน และยูนิโคล่ เปิดตัว UTme Thanyarak

ขนส่งแม่น้ำล้านช้าง-โขง ครึ่งปี’68 โตแรง!

แม่น้ำล้านช้าง–แม่น้ำโขงถือเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ เชื่อมโยงประเทศจีนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระหว่างมณฑลยูนนานกับประเทศปลายน้ำในลุ่มแม่น้ำโขง

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานศุลกากรคุนหมิงระบุว่า ช่วงครึ่งแรกปี 2025 การขนส่งแม่น้ำล้านช้าง-โขงมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ปริมาณการนำเข้าและส่งออกสินค้ารวม 125,700 ตัน เพิ่มขึ้น 92.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าการค้าสูงกว่า 1,500 ล้านหยวน (ประมาณ 6,750 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 136.5% 

เส้นทางขนส่งระหว่างประเทศแม่น้ำล้านช้าง–แม่น้ำโขง ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เส้นทางน้ำสีทอง” เชื่อมโยงจีนกับประเทศลาว เมียนมา ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ทั้ง 6 ประเทศ

ครึ่งแรกปี 2025 การขนส่งแม่น้ำล้านช้าง-โขง

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการขนส่งทางแม่น้ำล้านช้าง-โขงในช่วงครึ่งแรกปี 2025 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลของเส้นทางนี้ ในฐานะที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าของภูมิภาค การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง จะยิ่งช่วยปลดล็อกศักยภาพนี้ให้เต็มที่มากยิ่งขึ้น

ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของการขนส่งแม่น้ำล้านช้าง-โขง

อะไรคือปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตอย่างรวดเร็วของการขนส่งทางแม่น้ำล้านช้าง-โขง? มีหลายปัจจัยที่เข้ามามีบทบาท ได้แก่:

  • การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ: หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น
  • ข้อตกลงทางการค้า: ข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น RCEP ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสมาชิก
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือ ถนน และระบบโลจิสติกส์ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า
  • ความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น: ความต้องการสินค้าจากจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โอกาสและความท้าทาย

การเติบโตของการขนส่งทางแม่น้ำล้านช้าง-โขง นำมาซึ่งโอกาสมากมายสำหรับธุรกิจและผู้บริโภคในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความท้าทายบางประการที่ต้องได้รับการแก้ไข:

  • ความผันผวนของระดับน้ำ: ระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีความผันผวนสูงในช่วงฤดูแล้งและฤดูฝน ทำให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างยากลำบาก
  • อุปสรรคทางกฎหมาย: กฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ อาจเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน
  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย: การขนส่งสินค้าทางน้ำมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น การโจรกรรมและการเกิดอุบัติเหตุ

เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสและแก้ไขความท้าทายเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการร่วมมือกันระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงกฎระเบียบ และส่งเสริมความปลอดภัยในการขนส่ง

การเติบโตของการขนส่งทางแม่น้ำล้านช้าง-โขง เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของภูมิภาคนี้ การพัฒนาเส้นทางนี้อย่างยั่งยืน จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตอย่างมั่นคง

ที่มา – ครึ่งแรกปี 2025 การขนส่งแม่น้ำล้านช้าง-โขง เติบโตพุ่งแรง (คลิป)

ภูมิธรรม มอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีมอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม เนื่องในวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประจำปี 2568 โดยมี น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับรางวัล

โดยนายภูมิธรรม กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาโดยตลอด เพราะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อผลสำเร็จของงานตามภารกิจของรัฐบาลและของกระทรวงมหาดไทยในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างการปฏิบัติงานระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้ไว้วางใจให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกท่าน เป็นดั่งแม่ทัพกองหน้า ขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบาย 5 ไร้ทุกข์ 3 สร้างสุขโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่คุกคามชีวิต และครอบครัวของพี่น้องประชาชนทุกหมู่บ้าน ตำบล จนเป็นวิกฤติที่รุนแรง ซึ่งผู้นำท้องที่ต้องร่วมมือกันสร้างความตระหนัก เป็นตาสับปะรดแจ้งข่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ รวมถึงการจัดระเบียบสังคม และปราบปรามผู้มีอิทธิพล สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนมากที่สุด ดูแลสุขอนามัยประชาชน ส่งเสริมการศึกษาให้เด็กในหมู่บ้าน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนให้ประสบผลสำเร็จ เกิดประสิทธิภาพต่อพื้นที่มากที่สุด” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม พร้อมฝากให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ดำรงตนในฐานะผู้นำที่ดี ยึดถือประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง มุ่งมั่นขับเคลื่อนการทำงานเพื่อสร้างศรัทธา สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดแก่สถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างสุดกำลังความสามารถ

ด้านนายนิรัตน์ กล่าวว่า กรมการปกครองได้ยกย่อง เชิดชูเกียรติกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ เสียสละ และทุ่มเทความรู้ความสามารถในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยในปี 2568 มีผู้ได้รับรางวัล รวม 264 คน ได้แก่ กำนันยอดเยี่ยม 131 คน และผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม 133 คน

ภูมิธรรม มอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม

ความสำคัญของรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม

การมอบรางวัลรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยมนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูเกียรติ แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

  • การแก้ไขปัญหายาเสพติด
  • การจัดระเบียบสังคม และปราบปรามผู้มีอิทธิพล
  • การดูแลสุขอนามัยประชาชน
  • การส่งเสริมการศึกษาให้เด็กในหมู่บ้าน
  • การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในชุมชน

การที่กำนันและผู้ใหญ่บ้านทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาชุมชนอย่างเต็มที่ สมควรได้รับการยกย่องและสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ มอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ยกย่อง เป็นแม่ทัพกองหน้าขับเคลื่อนสร้างสุขให้ประชาชน

‘ชูวิทย์’ แฉหมาก ‘ฮุนเซน’ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 68 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต สส. และ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความ ระบุหัวข้อว่า ฮุนเซน “ผู้ทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ”

แม้เวลาผ่านไป ฝุ่นเริ่มจาง ชายแดนเริ่มสงบลง

แต่ชนวนเหตุที่ “ฮุนเซน” นำคลิปมาปล่อยทิ้งระเบิด ไม่มีใครรู้

จู่ๆ ก็จัดหนัก

ด้วยวัตถุประสงค์เดียว คือ “ต้องการล้มทักษิณ”

เมื่อ “อุ๊งอิ๊ง“ เป็นนายกฯ ภายใต้เงาบารมีของทักษิณ

ล้มอุ๊งอิ๊ง คือ ล้มทักษิณ

ล้มทักษิณ คือ ล้มพรรคเพื่อไทย

ล้มพรรคเพื่อไทย คือ ล้มรัฐบาลไทย

แต่ “ฮุนเซน” จะล้ม “ทักษิณ” ไปทำไม?

อำนาจของฮุนเซนในเขมรนั้นเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีใครกล้าหือกล้าอือ

ตลอดระยะเวลาที่ครองอำนาจกว่า 40 ปี ฝ่ายค้านฝ่ายตรงข้ามของฮุนเซน มีแค่ 2 ทางให้เลือก “ไม่หนีก็ได้กระสุน” ไม่มีทางเลือกอื่น

ขนาดฝ่ายค้านเขมรมาเที่ยวกรุงเทพฯ ยังถูกยิงตายกลางถนน

สม รังษี ผู้นำฝ่ายค้านตัวยง ยังลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส

คนอย่างฮุนเซนที่อยู่กับอำนาจมาทั้งชีวิต คงไม่ใช่แค่ไม่พอใจนายกฯ อุ๊งอิ๊งว่า “ไม่เป็นมืออาชีพ” แล้วโกธรเท่านั้น

อะไรที่ลึกกว่านั้น ?

อะไรที่ฮุนเซนต้องการมากกว่า?

อะไรที่ฮุนเซนอยากได้แล้วไม่ได้รับการตอบสนอง?

ในความเห็นผมจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์“ ที่พรรคเพื่อไทยเดินสายโร้ดโชว์โปรโมท เพราะคาดว่าจะต่อยอดให้ประเทศ

ทุกประเทศรอบไทยมีหมด แล้วทำไมไทยจะมีไม่ได้?

ยิ่งที่เขมร มีบ่อนชุกกว่าปั๊มน้ำมันเสียอีก

สารพัดบ่อนปอยเปต สีหนุวิลล์ ที่จะเปิดได้ต้องฮุนเซนพยักหน้าคนเดียว

ตามด้วยส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจคาสิโนให้ตระกูลฮุนสูบปรนเปรอเปรมปรีดิ์มานาน

จะมีธุรกิจอะไรในเขมรเล่า ที่จะให้ฮุนเซนได้เร็วเท่าคาสิโน จีนจึงแห่กันมาเปิดไม่มีจำกัด

ใครใคร่เปิดบ่อนก็เปิด แต่ต้องจ่ายฮุนเซน นี่คือกฎเหล็ก

ยิ่งเปิดมาก ฮุนเซนก็รับมาก เป็นเงาตามตัว

จากเมืองที่ไม่มีอะไร จนเติบโตมีบ่อนทุกหัวระแหง เกิดสนามบิน เกิดการค้าต่อเนื่อง

แล้ววันหนึ่งเมื่อไอเดียบรรเจิด “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์“ โผล่มา

เขมรในฐานะเมืองคาสิโนจึงได้รับผลกระทบ กระแทกที่กล่องหัวใจฮุนเซนเต็มๆ

ตอกย้ำตัดสัมพันธ์สะบั้นด้วย “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่รัฐบาลไทยถูกบีบจากรัฐบาลจีน ถึงกับส่งระดับผู้ช่วยรัฐมนตรีจีนมาบัญชาการ

จนไทยต้องตัดไฟพม่า ลามไปถึง “ฮุนเซน“ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอีกระลอก

จากนั้นทักษิณแฉลากไส้ตึกบัญชาการ 25 ชั้น ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ฮุนเซนไฟเขียว เพราะถือว่าไม่ได้หลอกคนเขมร (ไม่มีอะไรให้หลอก) แต่หลอกคนไทยได้เงินดี

ไทยเดือดร้อน เขมรไม่เดือดร้อน ดังนั้นฮุนเซนไม่สน

เจอไปหลายดอกฮุนเซนจึงวางแผน

อันเป็นที่มาของการ “ลวงให้พูด“ ผ่านการเจรจากับล่าม “นายฮวด” ที่มีการตอกย้ำอ้างประเด็นเรื่อง “ด่าน” ที่ทหารปิด ทำให้ฮุนเซนไม่พอใจ

จนไปถึงประโยคลวงสำคัญจากนายฮวด สื่อภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำกับนายกฯ อุ๊งอิ๊งว่า

“ท่านฮุนเซนไม่พอใจท่านแม่ทัพภาค 2 มาก”

นายกฯ อุ๊งอิ๊งจึงหลุดพูดในทำนองว่า ท่านแม่ทัพเป็นคนละพวก เพื่อเอาใจฮุนเซนให้อารมณ์เย็นลง เจตนาเพื่อให้การเจรจาสำเร็จ

เจอประโยคทองนี้เข้าไป ฮุนเซนจึงเก็บไว้แล้วปล่อยคลิปออกมา

กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ใส่ประเทศไทย โดยคิดว่า “ทักษิณจบแน่”

ด้วยความที่ฮุนเซนรู้จักไทยเป็นอย่างดี ผ่าน รัฐบาลไทยมาเป็นสิบรัฐบาล

แต่การเมืองเขมรไม่เคยเปลี่ยน ฮุนเซนเป็นนายกฯ คนเดียวยาวนานตั้งแต่ปี 2528

จึงทำให้ฮุนเซนเข้าใจบริบททั้งการเมือง การทหารของไทย

ฮุนเซนไม่มีเพื่อน ไม่มีนาย เพราะเป็นนายกฯ ไร้คู่แข่ง หากใครเป็นคู่แข่ง ไม่หนี ก็ตาย

ใจฮุนเซนจึงเหี้ยมโหดอำมหิตยิ่งนัก

เมื่อเปิดการปะทะกันกับไทย เขมรก็ทำตัวเป็น ประเทศที่โดนไทยกลั่นแกล้ง เหมือนยูเครนรบกับรัสเซีย

โดยอ้างว่าเขมรถูกรุกรานก่อน ฮุนเซนทำตัวเสมือน ”เซเรนสกี้“ ฟ้องโลกให้เห็นว่าถูกไทยรังแก

อ้างว่าเป็นประเทศเล็กๆ เล่นการเมืองบนเวทีระดับโลกโดยใช้ความเป็นประเทศยากจน ถูกไทยรุกราน ทำตัวน่าสงสารถูกเปิดสงคราม

ลีลาเขมรนั้นแสดงละครเก่ง ไม่ต้องพึ่งองค์กรใดๆ

ขณะที่ไทยพะว้าพะวัง เพราะถือว่าเป็นประเทศใหญ่กว่า ส่งเครื่องบิน F-16 ไปรบ

ฮุนเซนรู้ว่าการปล่อยคลิปทำลายนายกฯ อุ๊งอิ๊งกระทบถึงทักษิณ และรัฐบาลไทยโดยตรง

จึงทำตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาลไทย หวังว่าแรงระเบิดของคลิปจะส่งผลถึงกองทัพ มวลชน และท้ายสุดความล่มสลายของรัฐบาลไทย

ฮุนเซนมองทะลุกระดานอำนาจ และรู้เรื่องความแตกแยกภายในของไทย

แผนนี้จึงเท่ากับ ”ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 3 ตัว“

ยอมทำลายความสัมพันธ์ เก็บอำนาจของตัวเองที่มาจากเงินบ่อนสนับสนุน

จึงกล้าเปิดคลิป ทั้งๆ ที่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร?

นี่คือ ฮุนเซน “ที่ยอมทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกมาทรยศ”

ทำความเข้าใจ หมาก ‘ฮุนเซน’ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

จากบทวิเคราะห์ของชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ชี้ให้เห็นถึงเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่าที่เราเห็น ‘ฮุนเซน’ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว จริงหรือไม่? ลองพิจารณาจากข้อมูลที่นำเสนอ

ทำไมต้อง ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว’ ?

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมฮุนเซนถึงต้องทำถึงขนาดนี้ การวิเคราะห์ของชูวิทย์ชี้ไปที่ผลประโยชน์ทางธุรกิจและการรักษาอำนาจของตนเอง

ฮุนเซนอาจมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในไทยและการเกิดขึ้นของ “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” จะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของตนเองในธุรกิจคาสิโน ดังนั้น การ‘ฮุนเซน’ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว จึงเป็นทางออกในการรักษาอำนาจและผลประโยชน์

  • การล้มทักษิณและรัฐบาลไทย
  • การแสดงบทบาทเป็นเหยื่อ
  • การรักษาอำนาจและผลประโยชน์ในกัมพูชา

การกระทำของฮุนเซน สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศ ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน และการช่วงชิงอำนาจที่ไม่มีวันสิ้นสุด การ‘ฮุนเซน’ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว เป็นกลยุทธ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเฉียบคมทางการเมืองของฮุนเซน

ที่มา – ‘ชูวิทย์’ แฉหมาก ‘ฮุนเซน’ ยอมทำลายสัมพันธ์ ยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

สถิติบาลีสนามหลวงปี 68: วัดพระธรรมกายเด่นสุด

สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวงประกาศผลสำนักเรียน/สำนักศาสนศึกษาดีเด่น ประจำปี 2568 ที่มีนักเรียนสอบประโยคบาลีสนามหลวงทุกประโยครวมกันได้มากที่สุด โดยแบ่งตามเขตการปกครองคณะสงฆ์ต่างๆ ได้แก่ ส่วนกลาง หนกลาง หนเหนือ หนตะวันออก และหนใต้ แต่ที่น่าจับตามองคือ สถิติบาลีสนามหลวงปี 68 ที่วัดพระธรรมกายสามารถทำคะแนนรวมได้สูงสุดในหนกลาง

เปิดสถิติ ‘บาลีสนามหลวง’ ปี 68 ‘วัดพระธรรมกาย’ มีนักเรียนสอบทุกประโยครวมกันได้มากสุด

มาดูรายละเอียดของแต่ละเขตการปกครองสงฆ์กันดีกว่า:

  • ส่วนกลาง: วัดโมลีโลกยาราม รวม 305 รูป
  • หนกลาง: วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี รวม 320 รูป
  • หนเหนือ: วัดตากฟ้า จ.นครสวรรค์ รวม 64 รูป
  • หนตะวันออก: วัดชัยศรี จ.ขอนแก่น รวม 52 รูป
  • หนใต้: วัดมหาธาตุวชิรมงคล จ.กระบี่ รวม 24 รูป

จะเห็นได้ว่าวัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ครองแชมป์ในส่วนของหนกลาง ด้วยจำนวนนักเรียนที่สอบได้รวมกันถึง 320 รูป ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ

รายละเอียดสถิติบาลีสนามหลวงปี 68 แต่ละหน

เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูรายละเอียดของสำนักเรียน/สำนักศาสนศึกษาดีเด่น 10 อันดับแรกของแต่ละหนกัน:

ส่วนกลาง

  1. วัดโมลีโลกยามราม 305 รูป
  2. วัดศรีเอี่ยม 53 รูป
  3. วัดราชบพิธ 44 รูป
  4. วัดหงส์รัตนาราม 40 รูป
  5. วัดบางนาใน 31 รูป
  6. วัดกัลยาณมิตร 29 รูป
  7. วัดอาวุธวิกสิตาราม 25 รูป
  8. วัดสร้อยทอง 24 รูป
  9. วัดไตรมิตรวิทยาราม 24 รูป
  10. วัดปทุมวนาราม 23 รูป

หนกลาง

  1. วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี 320 รูป
  2. วัดชัยมงคล จ.ชลบุรี 50 รูป
  3. วัดบางพลีใหญ่ใน จ.สมุทรปราการ 39 รูป
  4. วัดบัวขวัญ จ.นนทบุรี 28 รูป
  5. วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม 26 รูป
  6. วัดตะโก จ.พระนครศรีอยุธยา 19 รูป
  7. วัดแพรกษา จ.สมุทรปราการ 19 รูป
  8. วัดกษัตราธิราช จ.พระนครศรีอยุธยา 17 รูป
  9. วัดโคกกะเทียม จ.ลพบุรี 16 รูป
  10. วัดเขาสนามชัย จ.ประจวบคีรีขันธ์ 15 รูป

หนเหนือ

  1. วัดตากฟ้า จ.นครสวรรค์ 64 รูป
  2. วัดบ้านขุน จ.เชียงใหม่ 46 รูป
  3. วัดจองคำ จ.ลำปาง 29 รูป
  4. วัดพระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่ 16 รูป
  5. วัดศรีโคมคำ จ.พะเยา 14 รูป
  6. วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ 10 รูป
  7. วัดสังฆานุภาพ จ.กำแพงเพชร 8 รูป
  8. วัดมงคลธรรมกายาราม จ.เชียงราย 8 รูป
  9. วัดหนองกระดูกเนื้อ จ.นครสวรรค์ 7 รูป
  10. วัดไทรเหนือ จ.นครสวรรค์ 6 รูป

หนตะวันออก

  1. วัดชัยศรี จ.ขอนแก่น 52 รูป
  2. วัดสนมหมากหญ้า จ.อุบลราชธานี 48 รูป
  3. วัดเกียรติแก้วสามัคคี จ.ศรีสะเกษ 26 รูป
  4. วัดธาตุ จ.ขอนแก่น 25 รูป
  5. วัดคำเขื่อนแก้ว จ.อุบลราชธานี 15 รูป
  6. วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี 14 รูป
  7. วัดนาถวนาราม จ.ขอนแก่น 14 รูป
  8. วัดหนองแวง จ.ขอนแก่น 14 รูป
  9. วัดใหม่กรงทอง จ.ปราจีนบุรี 14 รูป
  10. วัดศรีชมชื่น จ.ขอนแก่น 13 รูป

หนใต้

  1. วัดมหาธาตุวชิรมงคล จ.กระบี่ 24 รูป
  2. วัดโคกสมานคุณ จ.สงขลา 16 รูป
  3. วัดคูหาสวรรค์ จ.พัทลุง 14 รูป
  4. วัดประดู่พัฒนาราม จ.นครศรีธรรมราช 8 รูป
  5. วัดหาดใหญ่สิตาราม จ.สงขลา 8 รูป
  6. วัดขันเงิน จ.ชุมพร 7 รูป
  7. วัดสุวรรณคีรี จ.ระนอง 7 รูป
  8. วัดพัฒนาราม จ.สุราษฎร์ธานี 6 รูป
  9. วัดพระมหาธาตุ จ.นครศรีธรรมราช 6 รูป
  10. วัดโคกเปี้ยว จ.สงขลา 5 รูป

จากข้อมูล สถิติบาลีสนามหลวงปี 68 นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถของนักเรียนและคณาจารย์จากสำนักเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ในการศึกษาและส่งเสริมพระปริยัติธรรม

การที่วัดพระธรรมกายมีนักเรียนสอบได้มากที่สุดในหนกลาง สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับการศึกษาพระปริยัติธรรมภายในวัด อย่างไรก็ตาม สถิติเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมินคุณภาพการศึกษา ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น คุณภาพของหลักสูตรและวิธีการสอน

ที่มา – เปิดสถิติ ‘บาลีสนามหลวง’ ปี 68 ‘วัดพระธรรมกาย’ มีนักเรียนสอบทุกประโยครวมกันได้มากสุด

ฝากขัง 2 อดีตพระดัง ทุจริตเงินวัด คดีสีกากอล์ฟ

จากกรณีอื้อฉาวที่สังคมจับตามอง เมื่อพบว่ามีพระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เสพเมถุน และมีความสัมพันธ์กับ น.ส.วิลาวัลย์ หรือ ‘สีกากอล์ฟ’ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้นำทีมตำรวจเปิดปฏิบัติการ ‘กอล์ฟทีม EP.1’ บุกเข้าตรวจค้น 3 จุดสำคัญในจังหวัดสุราษฎร์ธานี, พิจิตร และสมุทรสงคราม นำไปสู่การจับกุมอดีตพระชั้นผู้ใหญ่และบุคคลใกล้ชิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว สืบเนื่องมาจากการพบหลักฐานการยักยอกเงินวัดเพื่อนำไปดูแลสีกากอล์ฟ

ผู้ต้องหาในคดีนี้มีทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ นายวิรัติ หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี อดีตเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร อายุ 60 ปี, นายทิวากร หรือ อดีตพระมหาทิวากร อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท อายุ 59 ปี และ นายสันติชัย อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนสนิทของอดีตพระมหาทิวากร

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจ บก.ปปป. ได้ควบคุมตัว นายวิรัติ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ออกจากตึกเพื่อส่งฝากขังที่ศาลอาญาฯ ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเงินกว่า 3 ล้านบาท และจำนวนเงินที่มอบให้สีกากอล์ฟ แต่นายวิรัติปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ เพียงส่ายศีรษะก่อนที่จะขึ้นรถออกไป

ต่อมา นายสันติชัย ผู้ต้องหาในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานทุจริต ถูกควบคุมตัวออกมาในชุดเสื้อสีดำ สวมหน้ากากอนามัยสีขาว เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าได้พาอดีตเจ้าอาวาสหลบหนีหรือไม่ เจ้าตัวได้ยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่มีครับ ผมทำงานตามปกติ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

ด้านนายทิวากร หรืออดีตพระมหาทิวากร ได้เดินตามออกมาในชุดเสื้อสีขาว สวมหน้ากากอนามัยสีขาวเช่นกัน ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นการหลบหนีและการนำเงินวัดไปใช้ส่วนตัว เจ้าตัวตอบสั้นๆ ว่า “ไม่มีอะไรครับ ขอโทษครับ” ก่อนที่จะขึ้นรถตู้ไป

ฝากขัง 2 อดีตพระดัง ทุจริตเงินวัด คดีสีกากอล์ฟ

คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีงามในสังคม การกระทำดังกล่าวจึงสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ความคืบหน้าคดีฝากขัง 2 อดีตพระดัง

ความคืบหน้าล่าสุดในคดีฝากขัง 2 อดีตพระดัง ทุจริตเงินวัด คดีสีกากอล์ฟ คือการที่ศาลพิจารณาคำร้องขอฝากขัง และอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

สิ่งสำคัญที่สุดในกรณีนี้คือการรักษากระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม การทุจริตเงินวัดเป็นเรื่องร้ายแรงที่ทำลายศรัทธาของประชาชน และส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม

เรื่องราวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศีลธรรม จริยธรรม และความโปร่งใสในทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการศาสนา ซึ่งควรเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน

การที่อดีตพระสงฆ์กระทำการทุจริตและประพฤติผิดศีลธรรมเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาสนาพุทธ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง การส่งเสริมศีลธรรม และการตรวจสอบการดำเนินงานของวัดอย่างเข้มงวด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

และถึงแม้ว่าข่าวนี้จะทำให้หลายคนเสื่อมศรัทธา แต่ก็อย่าลืมว่ายังมีพระสงฆ์อีกมากมายที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และยังคงเป็นที่พึ่งทางใจให้กับญาติโยม เราควรให้กำลังใจและสนับสนุนพระสงฆ์เหล่านั้น เพื่อให้พวกท่านสามารถทำหน้าที่เผยแผ่พระธรรมและเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณต่อไป

ดังนั้น การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดีฝากขัง 2 อดีตพระดัง ทุจริตเงินวัด คดีสีกากอล์ฟ อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงปัญหาและร่วมกันหาทางแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ฝากขัง 2 อดีตพระดัง-ลูกศิษย์ คดีพัวพัน ‘สีกากอล์ฟ’ ทุจริตเงินวัด

สหรัฐฯ เพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลา เป็นสองเท่า!

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ว่า รัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งไม่ยอมรับชัยชนะในการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาของมาดูโร กล่าวหาว่า ผู้นำเวเนซุเอลาเป็นหัวหน้าแก๊งค้าโคเคน

“ในวันนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ประกาศเงินรางวัลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของเรา” นางพาเมลา บอนได รมว.ยุติธรรมสหรัฐ กล่าวในคลิปวิดีโอบนสื่อสังคมออนไลน์

อนึ่ง รัฐบาลวอชิงตันตั้ง ค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลา ก่อนหน้านี้ไว้ที่ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 809 ล้านบาท) เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

New York Post

ขณะที่ นายอีวาน กิล รมว.การต่างประเทศเวเนซุเอลา กล่าวว่า รางวัลนำจับที่ “น่าสมเพช” ของบอนได เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจที่ไร้สาระที่สุด เท่าที่รัฐบาลเวเนซุเอลาเคยเห็นมา

“ศักดิ์ศรีของมาตุภูมิของเราไม่ได้มีไว้ขาย และเราปฏิเสธปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองที่หยาบคายเช่นนี้” กิล กล่าวเพิ่มเติมบนแพลตฟอร์มเทเลแกรม

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐกล่าวหาว่า มาดูโรเป็นผู้นำแก๊งค้าโคเคนที่มีชื่อว่า “เดอะ คาร์เทล ออฟ เดอะ ซันส์” ซึ่งขนส่งยาเสพติดหลายร้อยตันเข้าสู่สหรัฐในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และทำเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านบอนไดกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับมาดูโร มูลค่ามากกว่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 22,640 ล้านบาท) นับตั้งแต่เดือน ก.ย. ปีที่แล้ว แต่การปกครองด้วยความหวาดกลัวของมาดูโรยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ มาดูโรจะไม่รอดพ้นจากกระบวนการยุติธรรม และจะต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมอันน่ารังเกียจของเขา.

เครดิตภาพ : AFP

สหรัฐเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลาสองเท่า เป็นมากกว่า “1,600 ล้านบาท”

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลาเป็นสองเท่า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการกดดันและโค่นล้มรัฐบาลมาดูโร

การที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่ามาดูโรเป็นผู้นำแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและอาจนำไปสู่การดำเนินการที่เข้มข้นยิ่งขึ้นจากสหรัฐฯ

ผลกระทบจากการเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลา

การเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลาอาจนำไปสู่ผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาจะยิ่งตึงเครียดมากขึ้น
  • สถานการณ์ภายในเวเนซุเอลา: อาจเกิดความไม่มั่นคงทางการเมืองและสังคมภายในเวเนซุเอลา
  • การค้ายาเสพติด: อาจส่งผลกระทบต่อการค้ายาเสพติดในภูมิภาคลาตินอเมริกา

แม้ว่าการเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลา จะเป็นการยกระดับแรงกดดันต่อมาดูโร แต่ก็ยังไม่แน่นอนว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเวเนซุเอลาได้จริงหรือไม่ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศนี้ จำเป็นต้องมีการเจรจาและการประนีประนอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการเพิ่ม ค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลา ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคลาตินอเมริกาและทั่วโลก การเฝ้าติดตามสถานการณ์และการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – สหรัฐเพิ่มค่าหัวผู้นำเวเนซุเอลาสองเท่า เป็นมากกว่า “1,600 ล้านบาท”