ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

DJI เปิดตัว Osmo 360 ในไทยอย่างเป็นทางการ!

วงการคอนเทนต์เมืองไทยได้ก้าวเข้าสู่มิติใหม่แห่งการเล่าเรื่อง เมื่อ DJI แบรนด์ผู้นำด้านเทคโนโลยีกล้องระดับโลก จับมือ EC MALL ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย จัดงานเปิดตัว DJI Osmo 360 กล้อง 360 องศาระดับเรือธงอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ชื่องาน “Grand Reveal Experience Event” ซึ่งจัดขึ้น ณ The Cloud Event Venue

ในงานนี้ มีผู้บริหารจากทั้ง DJI Global และ DJI Thailand เดินทางมาร่วมงาน พร้อมแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายแวดวง รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังสายคอนเทนต์ที่เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริงของ DJI Osmo 360 แบบใกล้ชิด

DJI Osmo 360 คือกล้อง 360° รุ่นใหม่ที่มาพร้อมความสามารถในการบันทึกวิดีโอระดับ 8K/50fps เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรม พร้อมเซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว ความละเอียดภาพนิ่งสูงถึง 120MP และดีไซน์เซ็นเซอร์รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบเฉพาะตัว ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่การรับภาพและให้คุณภาพสูงแม้ในสภาพแสงน้อย

เทคโนโลยีเซ็นเซอร์นี้ยังเป็นพื้นฐานเดียวกับที่ใช้ใน DJI Osmo Pocket 3 กล้องขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมสูงจากผู้ใช้งานทั่วโลก ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเชี่ยวชาญของ DJI ในการพัฒนาเซ็นเซอร์สำหรับกล้องคอนซูเมอร์ในระดับมืออาชีพ

ในงานเปิดตัว มีการสาธิตการใช้งานของ Osmo 360 โดย คุณอธิภัทร อภิบาลบัณฑิต ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ DJI ซึ่งได้แนะนำฟีเจอร์หลักของผลิตภัณฑ์ อาทิ:

  • ความสามารถในการถ่ายวิดีโอ 8K/50fps รอบทิศทาง
  • AI Gimbal Stabilization ช่วยให้ภาพนิ่งและคมชัดแม้ในขณะเคลื่อนไหว
  • โหมดถ่ายภาพ HDR Video และ Time-lapse
  • ฟีเจอร์ Live Streaming ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

พร้อมโซนทดลองจริงให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสการใช้งานจากสถานการณ์จริง โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญของ DJI คอยให้คำแนะนำตลอดทั้งงาน

คุณณรงค์ชัย เหลืองนฤมิตชัย ผู้อำนวยการบริษัท EC MALL กล่าวในงานว่า การได้เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับ DJI ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันนวัตกรรมสู่ผู้ใช้งานในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นทั้งด้านการจัดจำหน่าย การบริการหลังการขาย และการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับผู้รักการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้เติบโตไปพร้อมกัน

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือช่วงเสวนาบนเวที ซึ่งมีครีเอเตอร์ชั้นนำของไทยร่วมพูดคุยและแชร์ประสบการณ์หลังทดลองใช้ DJI Osmo 360 ได้แก่:

  • คุณ X (ชื่อสมมติ) – บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชื่อดัง
  • คุณ Y (ชื่อสมมติ) – ยูทูปเบอร์สายไลฟ์สไตล์
  • คุณ Z (ชื่อสมมติ) – ผู้กำกับภาพยนตร์อิสระ

ทุกเสียงต่างยืนยันถึงศักยภาพของ Osmo 360 ว่าเป็นกล้องที่เปลี่ยนวิธีคิดในการเล่าเรื่องโดยสิ้นเชิง ด้วยความละเอียดระดับ 8K และอินเตอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ผู้ใช้สามารถบันทึกภาพแบบรอบทิศทาง แล้วเลือกมุมหรือเฟรมที่ต้องการในภายหลังอย่างยืดหยุ่น โดยไม่สูญเสียคุณภาพเมื่อนำไปตัดต่อหรือเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ

DJI Osmo 360 พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ที่ EC MALL ทั้ง 10 สาขาทั่วประเทศ โดยมีให้เลือก 2 ชุด ดังนี้:

  • DJI Osmo 360 Standard Combo
  • DJI Osmo 360 Creator Combo

พร้อมอุปกรณ์เสริมหลากหลายที่ออกแบบมาสำหรับการถ่ายทำทุกสถานการณ์ อาทิ Battery Extension Rod, Vortex Rotating Handle, Selfie Stick, และชุดติดตั้งสำหรับหมวกกันน็อก ฯลฯ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่: www.EC-MALL.com

DJI เปิดตัว “Osmo 360” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ทำไม DJI Osmo 360 ถึงน่าสนใจ?

การเปิดตัว DJI Osmo 360 ในประเทศไทย ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีการถ่ายภาพ 360 องศา กำลังเข้าใกล้ผู้ใช้งานทั่วไปมากขึ้น ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ฟีเจอร์ที่ใช้งานสะดวก รวมถึงคุณภาพของภาพและวิดีโอที่ยอดเยี่ยม ทำให้ Osmo 360 กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับทั้งมืออาชีพและผู้เริ่มต้นที่ต้องการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่แตกต่างและน่าสนใจ

ที่มา – DJI เปิดตัว “Osmo 360” อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ภูมิธรรมลงศรีสะเกษ! ดูความเสียหาย 9 ส.ค.นี้

นายภูมิธรรม เวชยชัย เตรียมลงพื้นที่ศรีสะเกษพร้อมนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ เพื่อตรวจสอบความเสียหายและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อประเมินสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกำหนดการลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษในวันที่ 9 สิงหาคมที่จะถึงนี้ โดยจะเดินทางไปพร้อมกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสำรวจความเสียหายในสถานที่ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ

“เราจะลงพื้นที่ไปดูสถานที่ต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย เช่น ปั๊มน้ำมัน ที่มีการระบุว่ายังไม่ได้รับการดูแล” นายภูมิธรรมกล่าว “และหากสามารถเข้าพื้นที่ได้ จะเข้าไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลที่ได้รับความเสียหายด้วย”

ภูมิธรรมลงศรีสะเกษ ตรวจสอบความเสียหาย

แนวทางการลงพื้นที่ครั้งนี้จะมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก่อน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่เป็นภาระต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน หากสถานการณ์ไม่อำนวยหรือไม่พร้อม ก็จะเน้นการทำงานในส่วนแนวหลังที่เป็นไปได้ โดยนายภูมิธรรมได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดเช่นเดิม และขอความร่วมมือให้งดการต้อนรับใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้การลงพื้นที่เป็นไปตามสภาพความเป็นจริงมากที่สุด

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือการตรวจสอบกระแสข่าวเกี่ยวกับการไม่ได้รับงบประมาณในการเยียวยาและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการลงพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ชำเม็ง ตำบลธงชัย จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เห็นข้อเท็จจริงด้วยตาตนเอง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการเจรจาและหาทางช่วยเหลือในระดับที่กว้างขึ้น

การลงพื้นที่ศรีสะเกษ: มุ่งเน้นช่วยเหลือประชาชน

“เราจะลงไปดูศูนย์อพยพ ที่มีประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก แม้มีบางส่วนทยอยกลับบ้านแล้ว” นายภูมิธรรมกล่าว พร้อมย้ำว่ายังไม่มีประกาศให้ประชาชนเดินทางกลับบ้านได้ในขณะนี้ เนื่องจากได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 2 หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีเขตติดต่อชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อประเมินความพร้อมและความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

ดังนั้น การพิจารณาให้ประชาชนกลับบ้านจะขึ้นอยู่กับความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่ หากพื้นที่ใดปลอดภัย ก็จะอนุญาตให้ประชาชนกลับบ้านได้ โดยจะพิจารณาเป็นรายพื้นที่ไป

การลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษของนายภูมิธรรมและนายมาริษในครั้งนี้ ถือเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่จริง จะช่วยให้รัฐบาลสามารถวางแผนและดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นการยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมเดินทางไปด้วย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ไปสู่การพิจารณาและแก้ไขในระดับประเทศและนานาชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่ความร่วมมือและความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากต่างประเทศได้อีกด้วย

การเดินทางลงพื้นที่ศรีสะเกษครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลที่มีต่อประชาชนในพื้นที่ และความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การลงพื้นที่ศรีสะเกษของนายภูมิธรรมและคณะ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนและดำเนินงานเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษต่อไป

การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก เป็นสิ่งที่ควรยกย่อง และการพิจารณาให้กลับบ้านเป็นรายพื้นที่ เป็นแนวทางที่เหมาะสมและรอบคอบ

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ เผย เตรียมลงพื้นศรีสะเกษพร้อม ‘มาริษ’ ดูความเสียหาย-ข้อเท็จจริง 9 ส.ค.นี้

กมธ.กีฬา เตรียมความพร้อมเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย

คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ได้จัดการประชุมเพื่อหารือเรื่องการเตรียมความพร้อมในการเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย ณ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี โดยมีนายจำลอง อนันตสุข รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่4 และโฆษกคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา เข้าร่วมการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นหลักในการประชุมครั้งนี้คือ การเตรียมความพร้อมในการเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี และโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี การประชุมได้รับเกียรติจากนายวิษณุ ไล่ชะพิษ ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉัตร์ชัย แสงสุขีลักษณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ซึ่งได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเกี่ยวกับนโยบายและการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ นางสมจิต บุญคงเสน ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการโรงเรียนกีฬา และนายสานิตย์ เอี่ยมผู้ช่วย ผู้ฝึกสอนกีฬาแฮนด์บอลทีมชาติไทย ได้นำเสนอข้อมูลการเตรียมความพร้อมของทีมชาติไทยในการเก็บตัวฝึกซ้อม ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาไทย

กมธ. การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ประชุมเตรียมความพร้อมเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย

ในช่วงท้ายของการประชุม ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันอภิปราย แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และเยี่ยมชมศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญในการพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักกีฬา

หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการฯ ได้เดินทางไปยังศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วยนายไมตรี คงเรือง นายกสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายอัครวิทย์ จิ๋วนารายณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 2 เพื่อเยี่ยมชมการฝึกซ้อมนักกีฬาคนพิการ และรับฟังการบรรยายสรุป แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความพร้อมของนักกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ซึ่งจะจัดขึ้นต่อจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ พร้อมทั้งมอบสิ่งของจำเป็นให้แก่นักกีฬาและผู้ฝึกสอน

การเตรียมความพร้อมนักกีฬาทีมชาติไทย

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะกรรมาธิการในการสนับสนุนและพัฒนากีฬาของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมของนักกีฬาทีมชาติไทยสำหรับการแข่งขันในระดับนานาชาติ การสนับสนุนด้านต่างๆ เช่น การฝึกซ้อม การพัฒนาบุคลากร และการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นักกีฬาไทยประสบความสำเร็จในการแข่งขันต่างๆ

การที่คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับการเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความสำคัญของการฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ การเก็บตัวฝึกซ้อมจะช่วยให้นักกีฬาได้พัฒนาทักษะและความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ รวมถึงเสริมสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในทีม

  • การสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนานักกีฬา
  • การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็น
  • การให้กำลังใจและสนับสนุนนักกีฬาอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจ

โดยรวมแล้ว การประชุมครั้งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการกีฬาของประเทศไทย และเป็นสัญญาณที่ดีว่านักกีฬาไทยจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย และการแข่งขันในอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเอาข้อเสนอแนะต่างๆ ที่ได้จากที่ประชุมไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้นักกีฬาไทยได้รับการเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุดและสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติได้

ที่มา – กมธ. การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ประชุมเตรียมความพร้อมเก็บตัวนักกีฬาทีมชาติไทย

จีน-ไทย ร่วมมืออาชีวศึกษา บ่มเพาะบุคลากร

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองกุ้ยหยาง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ว่าคุณจรรยา พาบุ อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ในจังหวัดขอนแก่น นำคณะผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาไทย 8 แห่งเข้าร่วมงานสัปดาห์ร่วมมือทางการศึกษาจีน-อาเซียน ในฐานะที่ปรึกษาความร่วมมือระหว่างประเทศของกลุ่มวิทยาลัยอาชีวศึกษาไทย

คุณจรรยาซึ่งเคยเดินทางเยือนหลายภูมิภาคของจีน ทั้งหูหนาน กว่างซี และยูนนาน เพื่อหารือความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาท้องถิ่น กล่าวว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาจีนมีเครื่องไม้เครื่องมือขั้นสูง เทคโนโลยีทันสมัย และหลักสูตรใหม่ ๆ มากมาย

ทั้งนี้ วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่เริ่มต้นร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาเกษตรแห่งมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเริ่มต้นจากการแลกเปลี่ยนบุคลากรสู่การแลกเปลี่ยนนักศึกษา ต่อมาในปี 2560 วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ยังร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคทรัพยากรน้ำและพลังงานน้ำกุ้ยโจวเพื่อแลกเปลี่ยนคณะครูสอนภาษาระหว่างกันด้วย

ปัจจุบัน วิทยาลัยอาชีวศึกษาไทย 7 แห่ง เปิดสอนหลักสูตรเกี่ยวกับทางรถไฟ ซึ่งทั้งหมดมีความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาจีน ขณะที่คุณจรรยาวางแผนขยายความร่วมมือไปยังเทคโนโลยีอีกหลายด้าน เช่น การร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาการขนส่งอู่ฮั่นในด้านโครงการฝึกอบรมเทคโนโลยีเลเซอร์ ซึ่งฝ่ายไทยวางแผนจัดส่งคณะครู 10-30 คน เข้าร่วมฝึกอบรมที่จีนเพื่อเรียนรู้การพัฒนามาตรฐานหลักสูตร ในเดือนต.ค.นี้

ด้านคุณชาญชัย แสนจันทร์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยอาชีวศึกษาของไทยกับจีนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา กล่าวว่า วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานีดำเนินความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาจีนราว 20 แห่ง ครอบคลุมด้านโลจิสติกส์ การเกษตร และยานยนต์พลังงานใหม่ พร้อมเสริมว่านักเรียนอาชีวะของไทยราว 30% สนใจอยากไปศึกษาต่อที่จีนด้วย

ดร. สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการไทย กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศสมาชิก ซึ่งจีนสามารถมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาของอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา ขณะที่การร่วมฝึกอบรมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านทางรถไฟความเร็วสูงถือเป็นความร่วมมืออันโดดเด่นระหว่างไทยกับจีน ซึ่งไทยจะยังคงจัดส่งนักเรียนไปจีนเพื่อฝึกอบรมความรู้เหล่านี้ต่อไป

ความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในด้านอาชีวศึกษานับว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และความสามารถที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับนักเรียนนักศึกษาไทย

จีน-ไทย เดินหน้าร่วมมือ “อาชีวศึกษา” บ่มเพาะบุคลากรหลากสาขา

ความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างยั่งยืน การที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาของไทยและจีนได้ร่วมมือกันในหลากหลายสาขา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายในอนาคต

อนาคตความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา จีน-ไทย

มองไปข้างหน้า ความร่วมมือด้าน จีน-ไทย ร่วมมืออาชีวศึกษา จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของโลกที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่นักเรียนนักศึกษาไทยได้มีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ จากประเทศจีน จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความได้เปรียบในตลาดแรงงานได้เป็นอย่างดี

  • การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์
  • การพัฒนาร่วมกันของหลักสูตร
  • การฝึกอบรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศอีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อด้านอาชีวศึกษา การเลือกศึกษาในสาขาที่มีความร่วมมือกับประเทศจีนถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะจะได้รับโอกาสในการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และได้รับประสบการณ์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตอย่างแน่นอน

จีน-ไทย ร่วมมืออาชีวศึกษา เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของเยาวชนไทยและเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

การส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือด้าน จีน-ไทย ร่วมมืออาชีวศึกษา จึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญและร่วมกันผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “จีน-ไทย” เดินหน้าร่วมมือ “อาชีวศึกษา” บ่มเพาะบุคลากรหลากสาขา

ททท.น่าน สำรวจฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม

นายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานน่าน นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดน่าน หลังสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมคลี่คลาย เพื่อติดตามการฟื้นฟูและประเมินความพร้อมในการกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ที่ได้เร่งระดมกำลังทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาสะอาด สวยงาม พร้อมสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจังหวัดน่าน ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของจังหวัด เพื่อเป็นการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดน่าน ททท.สำนักงานน่านจึงได้ลงพื้นที่สำรวจการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน

จากการสำรวจพบว่า แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ได้รับความนิยมในอำเภอปัว อำเภอบ่อเกลือ และอำเภอนาน้อย ยังคงสามารถท่องเที่ยวได้ตามปกติ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อาทิ ถนนเลข 3 หมู่บ้านสะปัน ,บ้านสกาด บ่อเกลือโบราณ หรือพิพิธภัณฑ์เครื่องเงิน ,โกโก้วัลเลย์ ,จุดชมวิวกิ่วม่วง ,อุทยานดอยภูคา,อุทยานศรีน่าน,อุทยานขุนสถาน นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินทางไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และวิถีชีวิตเรียบง่ายของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างปลอดภัย รวมไปถึงที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ ยังคงพร้อมให้บริการ

ในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและโบราณสถานสำคัญ อาทิ วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง ซึ่งเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่าน ,วัดถ้ำเชตวัน,วัดเบ็งสกัด,วัดภูเก็ต,วัดก๋ง เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าสักการะได้ตามปกติ รวมถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน และถนนคนเดินน่าน ที่ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงวันหยุดยาวนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่และจิตอาสาช่วยกันทำความสะอาดฟื้นฟูพื้นที่จนกลับมาสะอาดเรียบร้อยพร้อมต้อนรับผู้มาเยือน

อย่างไรก็ตาม สำหรับวัดภูมินทร์ ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง “ปู่ม่าน ย่าม่าน” อันเลื่องชื่อ ขณะนี้เปิดให้เข้าชมได้บางส่วน เพื่อรอการตรวจสอบโครงสร้างอย่างละเอียดจากกรมศิลปากร เพื่อความปลอดภัยและการอนุรักษ์อย่างถูกต้อง

ททท.สำนักงานน่าน ลงพื้นที่สำรวจการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม

นายโยธิน เปิดเผยว่า ททท.สำนักงานน่าน ได้ร่วมกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นและประชาสัมพันธ์ให้แก่นักท่องเที่ยวทราบว่าน่านยังคงเป็นจังหวัดที่มีความงดงามและพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเต็มที่ พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนน่าน เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ วิถีชีวิตเรียบง่าย และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง

ททท. สำนักงานน่านได้ให้ความสำคัญกับการสำรวจการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วมเป็นอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการมาเยือนจังหวัดน่าน และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดให้กลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว

ความคืบหน้าการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม

จากการสำรวจล่าสุด พบว่าการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วมในภาพรวมเป็นไปด้วยดี โดยหลายพื้นที่กลับมาเปิดให้บริการได้ตามปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีบางส่วนที่ยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูเพิ่มเติม ซึ่งทาง ททท. สำนักงานน่าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ททท. สำนักงานน่าน ได้จัดทำแผนประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์การฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

“น่านยังสวยงามเหมือนเดิม และทุกคนที่นี่ก็ยังรอยิ้มและคำว่า ‘ยินดีต้อนรับ’ จากใจ…ให้กับนักท่องเที่ยวทุกท่าน” นายโยธินกล่าวทิ้งท้าย

จังหวัดน่านพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านอีกครั้ง มาร่วมสัมผัสเสน่ห์น่านหลังน้ำท่วม ฟื้นฟูใจไปกับธรรมชาติที่สวยงามและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ แล้วคุณจะหลงรักน่านอย่างแน่นอน!

ที่มา – ททท.สำนักงานน่าน ลงพื้นที่สำรวจการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม

จุฬาราชมนตรีเปิดงานมาอัลฮิจเราะฮ์ ปัตตานี

นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “งานมาอัลฮิจเราะฮ์ ประจำปี 1447” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 5 สิงหาคม 2568 ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยมี พลตรีเฉลิมชัย สุทธินวล ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี ผู้แทนของแม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4, ผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.), ปลัดจังหวัดปัตตานี, ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี, เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี, รองประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี รวมถึงคณะกรรมการจัดงาน ผู้นำศาสนา และตัวแทนจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์กรศาสนาในพื้นที่ เข้าร่วมเป็นเกียรติในกิจกรรม

การจัดงานมาอัลฮิจเราะฮ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมฉลองการขึ้นปีใหม่อิสลาม (เดือนมุฮัรรอม ปีฮิจเราะฮ์ศักราช 1447) และเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของโลกมุสลิม คือ การฮิจเราะฮ์ (อพยพ) ของท่านศาสดามุฮัมมัดจากนครมักกะฮ์สู่นครมะดีนะฮ์ นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายเพื่อธำรงรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมและประเพณีของมลายูมุสลิมในพื้นที่ภาคใต้ ส่งเสริมความสามัคคีในสังคมพหุวัฒนธรรม และเสริมสร้างความเข้าใจในหลักคำสอนอิสลามที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญของชุมชน

ภายในงานมีกิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมบรรยายธรรมศาสนา, กิจกรรมเสวนาทางวิชาการ, กิจกรรมแข่งขันทางวัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้าน, กิจกรรมการแข่งขันทักษะวิชาการของผู้เรียนศูนย์ฯ (ตาดีกา), กิจกรรมออกบูทสินค้า และร้านค้าอื่นๆมากมาย

ทั้งนี้ พลตรีเฉลิมชัย สุทธินวล ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี ในฐานะผู้แทนของแม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้สนับสนุนของรางวัลเพื่อใช้ในการจับฉลากภายในงาน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรมอัลฮิจเราะฮ์จัดขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดที่มีพี่น้องมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งประกอบด้วย ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และกรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมความศรัทธา ความเข้าใจในหลักคำสอนอิสลาม และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ในการเสริมสร้างพื้นที่สันติสุขผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำศาสนา และประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

จุฬาราชมนตรีเปิดกิจกรรมมาอัลฮิจเราะฮ์ประจำปี 1447 จังหวัดปัตตานี

การจัดงาน จุฬาราชมนตรีเปิดกิจกรรมมาอัลฮิจเราะฮ์ประจำปี 1447 จังหวัดปัตตานี ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือในสังคมพหุวัฒนธรรม การรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ และการธำรงรักษาวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ความสำคัญของ มาอัลฮิจเราะฮ์

งาน จุฬาราชมนตรีเปิดกิจกรรมมาอัลฮิจเราะฮ์ประจำปี 1447 จังหวัดปัตตานี เป็นมากกว่าการเฉลิมฉลองปีใหม่ แต่เป็นการเน้นย้ำถึงคุณค่าของความศรัทธา ความสามัคคี และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม

การจัดงาน จุฬาราชมนตรีเปิดกิจกรรมมาอัลฮิจเราะฮ์ประจำปี 1447 จังหวัดปัตตานี เป็นประจำทุกปี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ ในประเทศไทย และเป็นแบบอย่างที่ดีของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ที่มา – จุฬาราชมนตรีเปิดกิจกรรมมาอัลฮิจเราะฮ์ประจำปี 1447 จังหวัดปัตตานี

‘บิ๊กป้อม’เปิดมูลนิธิฯ รับห่วงบ้านเมือง

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เปิดให้อวยพรวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 ปี ในวันที่ 11 ส.ค. 2568 ทั้งนี้ช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหาร เป็นตัวแทน ผู้บัญชาการทหารบก รวมถึง พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 เข้าอวยพร ข้าราชการทหาร ตำรวจนักการเมือง ทยอยเข้ามาอวยพรต่อเนื่อง

โดยพล.อประวิตร มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกล่าวว่า อายุ 80 แล้วจะไปแข็งแรงเหมือนคนหนุ่มได้อย่างไรยอมรับว่ายังเป็นห่วงประเทศชาติ และได้ลงพื้นที่ เยี่ยมเยือนประชาชน ที่ไม่อีโหน่อีเหน่อะไรแต่ได้รับความเดือดร้อน กับเหตุการณ์นี้ พร้อมให้กำลังใจทหารในแนวหน้า.

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทำให้หลายฝ่ายต่างจับตามองการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ์ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘บิ๊กป้อม’ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และการเปิดบ้านให้ผู้ใกล้ชิดเข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 80 ปี

‘บิ๊กป้อม’ ถือเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการเมืองไทย ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างยาวนาน การออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง จึงได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ นอกจากนี้ การเปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากประชาชนในวงกว้าง

‘บิ๊กป้อม’เปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ อวยพรวันเกิด รับห่วงบ้านเมือง

การที่ ‘บิ๊กป้อม’ ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่ท่านมีต่อประเทศชาติ การแสดงความเห็นดังกล่าว อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงบทบาทที่ท่านอาจจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคต

อนาคตทางการเมืองของ ‘บิ๊กป้อม’

แม้ว่า ‘บิ๊กป้อม’ จะมีอายุ 80 ปีแล้ว แต่ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมา ทำให้ท่านยังคงเป็นบุคคลสำคัญที่น่าจับตามองในแวดวงการเมือง การออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และการเปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงบทบาทที่ท่านจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

การเมืองไทยในอนาคตยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การมีผู้นำที่มีประสบการณ์และวิสัยทัศน์กว้างไกล จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนำพาประเทศชาติก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างมั่นคง

สถานการณ์ปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ในท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของพวกเราทุกคน การมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และการสนับสนุนผู้นำที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์ จึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ดี

การที่ ‘บิ๊กป้อม’ ยังคงแสดงความห่วงใยต่อบ้านเมือง สะท้อนให้เห็นว่าท่านยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าอายุจะมากขึ้นแล้วก็ตาม

ที่มา – ‘บิ๊กป้อม’เปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ อวยพรวันเกิด รับห่วงบ้านเมือง

‘บุญสิงห์’ เปิดแข่งบอร์ดเกมวิชาการ ปั้นทักษะเรียนรู้

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแข่งขันบอร์ดเกมวิชาการ รอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคและชิงถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 งาน “Suksapan Ed-Fest : Board Game 2025”

โดยมี นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ในฐานะรักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. รองศาสตราจารย์ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. นายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. นายอดุลย์ศักดิ์ บุญอเนก ผู้อำนวยการ สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 1 และนายอำนาจ อัปษร รองผู้อำนวยการ สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 2 พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูและนักเรียนจากทั่วประเทศ เข้าร่วมงาน

โดยนายบุญสิงห์ กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศแก่ผู้เข้าแข่งขันในครั้งนี้ สร้างความปลื้มปิติแก่ผู้ร่วมงานทุกคน และขอขอบคุณครู ผู้ปกครองที่ร่วมส่งเสริมให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ รวมถึงผู้จัดงานที่ช่วยผลักดันให้งานนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ที่ปรึกษารมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับกิจกรรมครั้งนี้เปิดมุมมองใหม่ของการเรียนรู้ ด้วยการใช้บอร์ดเกมวิชาการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาการ ที่ช่วยเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ วางแผน แก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง “ระบบนิเวศน์และสายใยอาหาร” ที่มีผลกระทบถึงมนุษย์ สัตว์ และพืชได้มากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดทุกคนก็จะได้ตระหนักถึงสภาวะต่างๆ ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตภายในระบนิเวศน์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคต

ด้านนายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.กล่าวในนามของคณะผู้จัดงานว่า วัตถุประสงค์ของการจัดการแข่งขันในครั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างสร้างสรรค์พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์การวางแผนการทำงานร่วมกันและการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลผ่านกิจกรรมการเล่นบอร์ดเกมวิชาการ ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการศึกษาเชื่อมโยงไปถึงเนื้อหาในบทเรียนวิชาชีววิทยาและพัฒนาทักษะสมองที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในระดับสากล

องค์การค้าของสกสคร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกันจัดการแข่งขันขึ้นใน 4 ภูมิภาคเป็นรอบคัดเลือกคือจังหวัดพิษณุโลกจังหวัดขอนแก่นจังหวัดราชบุรีและจังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยมีโรงเรียนเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 416 โรงเรียนมีผู้เข้าร่วมงาน 2,489 คนโดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสำนักการศึกษากรุงเทพมหานครและศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว

เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาคและรอบชิงชนะเลิศระดับถ้วยรางวัลพระราชทานซึ่ง ผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานฯ ปี 2568 รางวัลชนะเลิศ: โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: โรงเรียนกระสังพิทยาคม รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสฤษฏ์ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3: โรงเรียนหล่มสักวิทยาคม รางวัลชมเชยอันดับ 1: โรงเรียนวังทองพิทยาคม รางวัลชมเชยอันดับ 2: โรงเรียนเทศบาล 5 เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี รางวัลชมเชยอันดับ 3: โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์

นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีกิจกรรม เสริมความรู้ บูธจากผู้ผลิตบอร์ดเกมในประเทศและต่างประเทศ บูธสื่อเสริมการเรียนรู้ดิจิทัลต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

บอร์ดเกมวิชาการ: เปิดโลกการเรียนรู้

ทำไมบอร์ดเกมวิชาการถึงสำคัญ?

การแข่งขันบอร์ดเกมวิชาการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการนำเกมมาประยุกต์ใช้ในการศึกษา ซึ่งไม่เพียงเเต่สร้างความสนุกสนาน แต่ยังช่วยกระตุ้นทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้เเละการใช้ชีวิตในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย

นอกจากนี้ บอร์ดเกมยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาทางวิชาการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสนใจในปัจจุบัน การเล่นบอร์ดเกมที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศน์จะช่วยให้ผู้เล่นเข้าใจถึงความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างๆ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศน์

การส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบอร์ดเกมวิชาการจึงเป็นสิ่งที่ควรให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยให้พร้อมสำหรับการเผชิญกับความท้าทายในอนาคต

ที่มา – ‘บุญสิงห์’ เปิดแข่งบอร์ดเกมวิชาการ ชี้ เปิดโลกเรียนรู้ ปั้นทักษะคิดวิเคราะห์-วางแผน-แก้ปัญหา

โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.วริศรา ศรีแสง ผู้อำนวยการ โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง (พานิชอุทิศ) สังกัดกองการศึกษา เทศบาลบาลเมืองสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี พร้อมด้วยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดโครงการฝึกอบรมการป้องกัน และระงับอัคคีภัยให้แก่ คณะครู และนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ (พานิชอุทิศ) โดยได้รับความร่วมมือจาก นายธนกร ตันติไพจิตร นายกเทศมนตรีเมืองสองพี่น้อง น.ส.ศตบงกช ฉันทกูล ผู้อำนวยการกองการศึกษา น.ส.มลฤดี อินทร์ใจเอื้อ หัวหน้าฝ่ายบริหารการศึกษา น.ส.สินีนาถ โพธิพันธ์ นักวิชาการศึกษาชำนาญการ นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองสองพี่น้อง ร่วมเป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้ พร้อมการสาธิตการผจญเพลิง โดยมีการจำลองสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้อาคารเรียนเสมือนจริง เพื่อให้แก่คณะครู และนักเรียนได้รู้ถึงวิธีการป้องกัน และระงับเหตุเพลิงไหม้ในเบื้องต้น ภายในอาคารโดมโรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ (พานิชอุทิศ)

โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง

นายธนกร ตันติไพจิตร นายกเทศมนตรีเมืองสองพี่น้อง กล่าวว่า เทศบาลเมืองสองพี่น้อง ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย จากการเกิดอัคคีภัย และเหตุเพลิงไหม้ จึงได้ร่วมกับ กองการศึกษา เทศบาลเมืองสองพี่น้อง เจ้าหน้าที่ฝ่ายงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองสองพี่น้อง คณะครู และนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ (พานิชอุทิศ) จัดโครงการฝึกอบรมดับเพลิง และซ้อมแผนป้องกันอัคคีภัย โดยมอบให้ฝ่ายงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย นำเจ้าหน้าที่ และบุคลากรผู้เกี่ยวข้องอบรมให้ความรู้ ในการป้องกันการเกิดอัคคีภัย และการผจญเพลิงในเบื้องต้น เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยให้กับคณะครู นักเรียน เจ้าหน้าที่ และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนทรัพย์สินของทางราชการ

โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง

น.ส.ริศรา กล่าวว่า เนื่องจากคณะครู และนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ (พานิชอุทิศ) ยังขาดประสบการณ์ความรู้ และทักษะในการป้องกันระงับอัคคีภัย จึงได้ร่วมกับ นายธนกร จัดทำแผนการป้องกันอัคคีภัย และซ้อมแผนการระงับอัคคีภัย โดยมีผู้ชำนาญการ และผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงเข้ามาให้ความรู้ อาทิ ทฤษฎีการเกิดเพลิงไหม้ การแบ่งประเภทของเพลิง และวิธีดับเพลิงประเภทต่างๆ จิตวิทยาเมื่อเกิดอัคคีภัย การป้องกันแหล่งกำเนิดของการติดไฟ เครื่องดับเพลิงชนิดต่างๆ วิธีการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย การวางแผนการป้องกัน และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ด้วยความปรารถนาดีจาก เจ้าหน้าที่ฝ่ายงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองสองพี่น้อง

โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง

ทำไมโรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ต้องซ้อมแผนดับเพลิง?

การฝึกซ้อมแผนดับเพลิงใน โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การฝึกซ้อมช่วยให้คณะครูและนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดับเพลิงที่ถูกต้อง การอพยพอย่างปลอดภัย และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความตระหนักถึงอันตรายจากอัคคีภัย และส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันและระงับอัคคีภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของการซ้อมแผนดับเพลิงในโรงเรียน

  • สร้างความตระหนักถึงอันตรายจากอัคคีภัย
  • ให้ความรู้และทักษะในการดับเพลิงเบื้องต้น
  • ฝึกการอพยพอย่างปลอดภัย
  • ส่งเสริมความร่วมมือในการป้องกันอัคคีภัย
  • ลดความเสียหายจากอัคคีภัย

การฝึกซ้อมแผนดับเพลิงใน โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากอัคคีภัย การเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกโรงเรียนควรให้ความสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทุกคน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการซ้อมแผนดับเพลิง

จากการซ้อมแผนดับเพลิง ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการมีสติและการทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์อัคคีภัย การรู้ตำแหน่งของอุปกรณ์ดับเพลิง การรู้วิธีใช้งาน และการช่วยเหลือผู้อื่น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักและฝึกฝนให้ชำนาญ เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

การฝึกซ้อมแผนดับเพลิงครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยของเทศบาลเมืองสองพี่น้อง ที่มีต่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ การสนับสนุนและให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันและระงับอัคคีภัย เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่

ที่มา – โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางลี่ ซ้อมแผนดับเพลิง สร้างความปลอดภัย

รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ฟื้นสัมพันธ์สหรัฐ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ว่าบริษัทดีจีไอกรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในล็อบบี้ยิสต์ของสหรัฐ ยื่นเอกสารต่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. เพื่อขึ้นทะเบียนตัวแทนต่างชาติตามกฎหมายตัวแทนต่างชาติของสหรัฐ ( ฟารา ) ว่าบริษัทบรรลุข้อข้อตกลงมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 97.02 ล้านบาท ) ต่อปี กับกระทรวงข่าวสารเมียนมา เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา ในการดำเนินการรัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐ

ทั้งนี้ ดีจีไอ กรุ๊ป จะให้บริการด้านกิจการสาธารณะกับลูกค้า เกี่ยวกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับสหรัฐ “เน้นที่การค้า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม” และเอกสารลงนามโดยผู้บริหารสองคนของดีจีไอ กรุ๊ป คือ นายจัสติน ปีเตอร์สัน และนายไบรอัน แมคเคบ โดยปีเตอร์สันเคยทำงานให้กับรัฐบาลสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย

ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ปฏิเสธให้ความเห็นอย่างเป็นทางการ ว่าความเคลื่อนไหวของดีจีไอ กรุ๊ป จะส่งผลกระทบต่อมาตรการคว่ำบาตรหลายส่วนที่สหรัฐยังคงบังคับใช้ฝ่ายเดียวกับรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างไร

อนึ่งกระทรวงการคลังสหรัฐออกแถลงการณ์ เมื่อปลายเดือนก.ค. ที่ผ่านมา ถอนชื่อบริษัทและนักธุรกิจหลายคนซึ่งมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารเมียนมา ออกจากบัญชีรายชื่อการคว่ำบาตร ได้แก่ บริษัท “เคที เซอร์วิสเซส แอนด์ โลจิสติกส์” และนายโจนาธาน มโย จอ ต่อง ผู้ก่อตั้ง, บริษัท “เอ็มซีเอ็ม กรุ๊ป” และนายอ่อง หล่าย อู ผู้ก่อตั้ง และบริษัท “ซันแทค เทคโนโลยีส์” และนายซิต แต่ง อ่อง ผู้ก่อตั้ง นอกจากนี้ ยังมีอีกบุคคลหนึ่ง คือนาย ติน ลัต มิน

ปัจจุบัน เมียนมาเป็นแหล่งแร่ธาตุหายากที่สำคัญของโลก ซึ่งมีความต้องการสูงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการทหารและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยการจัดหาวัตถุดิบประเภทนี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาลสหรัฐชุดปัจจุบัน ในการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับจีน ซึ่งควบคุมกำลังการผลิตแร่ธาตุหายากถึง 90% ของโลก.

เครดิตภาพ : AFP

รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ เพื่อฟื้นฟูสัมพันธ์กับสหรัฐ

การที่รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ เป็นจำนวนเงินมหาศาล เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างมากในการปรับปรุงภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของตนเองในเวทีโลก แต่คำถามสำคัญคือ การกระทำนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหรัฐฯ ที่มีต่อรัฐบาลทหารเมียนมาได้จริงหรือไม่ และมาตรการคว่ำบาตรที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ จะได้รับการพิจารณาใหม่หรือไม่

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ

การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเมียนมา อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการค้าและการลงทุน การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับจีน การที่เมียนมาเป็นแหล่งแร่ธาตุหายาก ทำให้สถานการณ์ยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

  • การฟื้นฟูความสัมพันธ์อาจนำไปสู่การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในเมียนมา
  • การจัดการทรัพยากรธรรมชาติอาจมีการเปลี่ยนแปลง
  • การแข่งขันกับจีนในด้านแร่ธาตุหายากอาจเข้มข้นขึ้น

การที่รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการปรับปรุงความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจเช่นสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์นั้นยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย และผลลัพธ์สุดท้ายยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการล็อบบี้และการประชาสัมพันธ์ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ การใช้เงินจำนวนมากเพื่อปรับปรุงภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ อาจเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผล แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สถานการณ์ภายในประเทศเมียนมา และท่าทีของสหรัฐอเมริกาเอง

ที่มา – รัฐบาลทหารเมียนมาทุ่มจ้างล็อบบี้ยิสต์ เพื่อฟื้นฟูสัมพันธ์กับสหรัฐ