ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ท่าข้ามพิทยาคม: ชัยชนะเดลินิวส์ คัพ 2025

ศึกฟุตบอลนักเรียน “กรมพลศึกษา เดลินิวส์คัพ 2025” รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก. ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ สนาม ม.กรุงเทพธนบุรี เป็นการพบกันระหว่างทีม ท่าข้ามพิทยาคม และ วิชูทิศ ในกลุ่ม B ที่แฟนบอลจับตามอง

เริ่มเกมได้เพียง 3 นาที ท่าข้ามพิทยาคม ก็ขึ้นนำอย่างรวดเร็วจากลูกสูตรเตะมุม รัชชานนท์ พูนพัฒนาทรัพย์ ลากบอลเข้าหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนยิงแฉลบกองหลังเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ทำให้ ท่าข้ามพิทยาคม ออกนำ 1-0 จากนั้นในนาทีที่ 18 ทรงพล ทองอาจ ได้บอลหลุดเดี่ยวจากการทำเกมตรงกลาง ก่อนที่จะลากเข้าไปยิงลอดขาผู้รักษาประตู วิชูทิศ ทำให้สกอร์ขยับเป็น 2-0 ช่วงเวลาที่เหลือในครึ่งแรก ทั้งสองทีมพยายามทำประตูเพิ่ม แต่ไม่สำเร็จ จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 2-0

ครึ่งหลัง วิชูทิศ พยายามเปิดเกมบุกเพื่อทวงประตูคืน และในนาทีที่ 79 นฤเทพ ศรีโลเพี้ยน ก็โขกทำประตูจากลูกเตะมุม ช่วยให้ วิชูทิศ ไล่มาเป็น 1-2 อย่างไรก็ตาม ท่าข้ามพิทยาคม ก็ตอบโต้ด้วยการสวนกลับเร็ว และในนาทีที่ 84 ทิวากร เชียงพฤกษ์ ลากบอลจี้เข้าหากองหลัง ก่อนซัดด้วยขวา บอลพุ่งเสียบใต้คานเข้าไปอย่างสวยงาม ทำให้ ท่าข้ามพิทยาคม นำห่าง 3-1

ท่าข้ามพิทยาคม คว้าชัยเหนือ วิชูทิศ

จบเกม ท่าข้ามพิทยาคม เอาชนะ วิชูทิศ ไปด้วยสกอร์ 3-1 เก็บ 3 คะแนนสำคัญ ทำให้ขยับขึ้นไปอยู่อันดับ 6 ของตาราง มี 6 คะแนน ส่วน วิชูทิศ ยังคงไม่มีคะแนน รั้งท้ายตารางกลุ่ม B และต้องตกชั้นไปเล่นในถ้วย ข.

สรุปผลการแข่งขัน: ท่าข้ามพิทยาคม vs. วิชูทิศ

  • ท่าข้ามพิทยาคม ชนะ วิชูทิศ 3-1
  • รัชชานนท์ พูนพัฒนาทรัพย์ และ ทรงพล ทองอาจ ทำประตูให้ ท่าข้ามพิทยาคม ในครึ่งแรก
  • นฤเทพ ศรีโลเพี้ยน ทำประตูให้ วิชูทิศ ในครึ่งหลัง
  • ทิวากร เชียงพฤกษ์ ทำประตูปิดท้ายให้ ท่าข้ามพิทยาคม

ชัยชนะของ ท่าข้ามพิทยาคม ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของทีม และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาฝีเท้าต่อไปในอนาคต การแข่งขันกีฬาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างทักษะ และประสบการณ์ให้กับนักเรียนนักกีฬา ขอเป็นกำลังใจให้ทุกทีมในการแข่งขันครั้งต่อๆ ไป

ที่มา – “ท่าข้ามพิทยาคม” คว้าชัยเหนือ “วิชูทิศ” ในศึกลูกหนังขาสั้น “เดลินิวส์ คัพ 2025”

ม.วลัยลักษณ์ ชู “สุขภาวะ” พัฒนานักศึกษา

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสัญจรคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ครั้งที่ 2/2568 โดยเน้นย้ำแนวคิดสำคัญเรื่อง “สุขภาวะ : รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา” ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้บริหาร บุคลากร และผู้นำนักศึกษาจาก 22 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ งานนี้จัดขึ้น ณ ห้องประชุมภัทรธรรมาภรณ์ ชั้น 9 โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นประธานเปิดการประชุม

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ได้กล่าวถึงความสำคัญของสุขภาวะในยุคปัจจุบันว่า ไม่ใช่เเค่ความรู้เเละทักษะเท่านั้นที่จะนำพาบัณฑิตไปสู่ความสำเร็จ แต่ยังต้องมีสุขภาวะที่ดีทั้งกาย ใจ และปัญญา ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสมดุล การมุ่งเน้นสร้าง “สุขภาวะ : รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา” จึงเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

นางสาวณัชริญา คงสุวรรณและนางสาวธัญญธร สิงห์ชัย นักศึกษาจาก ม.วลัยลักษณ์ที่เข้าร่วมประชุม ได้แสดงความคิดเห็นว่า การที่ผู้บริหารและคณาจารย์ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะ ทำให้นักศึกษารู้สึกดีใจและอบอุ่นใจ เพราะการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่ต้องปรับตัวอย่างมาก การมี “สุขภาวะ” ที่ดีจึงเป็นกุญเเจสำคัญที่ช่วยให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างมีความสุขเเละเต็มศักยภาพ

นายกีรดิต โยงราช นักศึกษาจาก ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่างๆ มีจำนวนนักศึกษาเป็นจำนวนมาก การส่งเสริมเรื่องสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง หากทุกคนในมหาวิทยาลัยมีสุขภาวะที่ดีในทุกด้าน จะทำให้สภาพเเวดล้อมในมหาวิทยาลัยดีขึ้น และส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาอีกด้วย

สุขภาวะ : รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา

ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เพื่อส่งเสริมแนวคิด “สุขภาวะ : รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา” อาทิ:

  • การปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สุขภาวะ: รากฐานของการพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา” โดยผู้แทนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
  • การเสวนาเเลกเปลี่ยนมุมมองจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
  • นิทรรศการแสดงผลงานและนวัตกรรมการดูแลนักศึกษาจาก 17 สำนักวิชา 3 วิทยาลัยของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และมหาวิทยาลัยเครือข่าย
  • กิจกรรมเวิร์กชอป “ฮีลใจไปด้วยกัน เติมพลังชีวิต” เพื่อสร้างเสริมพลังบวกให้กับผู้เข้าร่วมงาน

ทำไมสุขภาวะถึงสำคัญต่อนักศึกษา?

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือการเป็นเวทีกลางในการเเลกเปลี่ยนองค์ความรู้เเละเเนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice) ในการส่งเสริมสุขภาวะของนิสิตนักศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

การที่มหาวิทยาลัยต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะของนักศึกษา แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่ว่า การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่กดดันหรือตึงเครียด แต่เกิดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อนักศึกษามีความสุข สุขภาพดี และมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ การลงทุนในสุขภาวะของนักศึกษาจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะจะช่วยสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป

ที่มา – ม.วลัยลักษณ์จัดประชุม ทปอ.ชูแนวคิด “สุขภาวะ” รากฐานพัฒนาศักยภาพนิสิตนักศึกษา

ฮุน เซน โต้ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญา ลั่นทิ้งไปแล้ว!

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ออกมาตอบโต้กรณีที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.รามฯ) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตของท่าน โดยให้เหตุผลว่า “สมเด็จ ฮุน เซน” มีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทย ซึ่งสวนทางกับคำประกาศเกียรติคุณที่เคยให้ไว้

สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้โพสต์ข้อความตอบโต้ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีเนื้อหาที่แสดงถึงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของ ม.รามฯ อย่างชัดเจน

ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิต ‘ฮุนเซน’ ใช้ความรุนแรง-ไร้มนุษยธรรมต่อคนไทย

ใจความสำคัญของโพสต์ดังกล่าวมีดังนี้:

“น่าขำจริงๆ วันนี้ผมได้ยินมาว่า มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ ได้มีการลงมติถอนปริญญาบัตร (กิตติมศักดิ์) ที่มอบให้ผม!”

สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังกล่าวอีกว่า “ขอชี้แจงให้คุณทราบว่า คุณไม่จำเป็นต้องมาถอนปริญญาบัตรจากผมหรอก เพราะผมทิ้งมันลงส้วมไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2008 ตอนที่ประเทศไทยส่งกองทัพเข้ารุกรานปราสาทพระวิหารของชาวกัมพูชา” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจาก ม.รามฯ อีกต่อไป

นอกจากนี้ ท่านยังระบุว่า “ปริญญาบัตรของคุณ ไม่มีคุณค่าใดๆ สำหรับผมที่จะเก็บรักษาไว้ ผมไม่รู้สึกภาคภูมิใจแม้แต่น้อย กับกระดาษแผ่นหนึ่งที่เรียกว่าปริญญาบัตรของพวกคุณ”

และทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ว่า “สมองของ ฮุน เซน ไม่ได้เกิดมาจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยของพวกคุณหรอก สมองของฮุน เซน เกิดมาจากการสั่งสอนของประชาชนชาวกัมพูชา และโรงเรียนของประเทศกัมพูชา”

ฮุน เซน โต้ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญา

จากข้อความทั้งหมดที่สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้โพสต์ ทำให้เห็นถึงความรู้สึกและทัศนคติของท่านที่มีต่อกรณีการเพิกถอนปริญญาบัตรในครั้งนี้อย่างชัดเจน ท่านมองว่าการกระทำของ ม.รามฯ เป็นเรื่องที่ไร้สาระ และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความภาคภูมิใจหรือคุณค่าในตัวเองของท่านแต่อย่างใด

ปฏิกิริยาต่อกรณี ฮุน เซน โต้ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญา

หลังจากที่ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา มีผู้คนจำนวนมากที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของ ม.รามฯ รวมถึงท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซน

  • ผู้ที่เห็นด้วยกับการเพิกถอนปริญญา: มองว่าการกระทำของสมเด็จฯ ฮุน เซน ในอดีตที่ผ่านมานั้น ขัดแย้งกับหลักการและคุณธรรมที่มหาวิทยาลัยยึดถือ จึงสมควรที่จะถูกถอดถอนปริญญาบัตร
  • ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเพิกถอนปริญญา: มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องของการเมือง และไม่ควรนำมาเกี่ยวข้องกับการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่มองว่าการเพิกถอนปริญญาบัตรในครั้งนี้ อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ไม่ว่าความคิดเห็นจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ

การออกมาโต้ตอบของ ฮุน เซน โต้ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกที่แข็งกร้าวและไม่ยอมอ่อนข้อของผู้นำกัมพูชาท่านนี้ การที่ท่านกล่าวว่าได้ทิ้งปริญญาบัตรลงในส้วมตั้งแต่ปี 2008 แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างมากต่อประเทศไทยในอดีต

อย่างไรก็ตาม การที่สมเด็จฯ ฮุน เซน เน้นย้ำว่าสมองของท่านไม่ได้มาจากมหาวิทยาลัยของไทย แต่มาจากการสั่งสอนของประชาชนและโรงเรียนในกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในชาติกำเนิดและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศกัมพูชาให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

สุดท้ายนี้ การที่ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญาของสมเด็จฯ ฮุน เซน และการตอบโต้ของสมเด็จฯ ฮุน เซน ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและน่าติดตามต่อไปว่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในอนาคตอย่างไร

ที่มา – ‘ฮุน เซน’ โต้ ม.รามฯ เพิกถอนปริญญา ลั่นไม่มีค่าจะเก็บรักษา-ทิ้งส้วมไปนานแล้ว

11 ส.ค. บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้าม

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) แจ้งว่า กพท. ได้ออกประกาศฉบับที่ 3 ยังคงห้ามทำการบินอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภททั่วราชอาณาจักร จนถึงวันที่ 15 ส.ค. 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อความมั่นคง และความปลอดภัยทางการบินในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา อย่างไรก็ตามตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2568 กพท. จะผ่อนปรนอนุญาตเฉพาะการบินโดรนเพื่อการเกษตร ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ได้แก่ ผู้บังคับโดรน และตัวโดรนต้องขึ้นทะเบียนกับ กพท. ครบถ้วน และยังไม่หมดอายุ, ได้รับอนุญาตปฏิบัติการบินเพื่อการเกษตรจาก กพท.

ไม่มีประวัติฝ่าฝืนหรือถูกเพิกถอนสิทธิการบิน, ทำการบินได้เฉพาะในพื้นที่เกษตรของตน หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่, แจ้งการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ผ่านเว็บไซต์ uasportal.caat.or.th หรือแอปพลิเคชัน UAS Portal ของ CAAT หรืออีเมล ศตอ.น. [email protected] หรือ ตำรวจท้องที่ หรือกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน, ความสูงการบินไม่เกิน 30 เมตร, ทำการบินได้ระหว่างเวลา 06.00–18.00 น. เท่านั้น (ห้ามบินกลางคืน) และใช้เพื่อโปรย หว่าน สารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ สารเคมี เพื่อการเกษตร น้ำ หรือปุ๋ยเท่านั้น ห้ามใช้เพื่อถ่ายภาพหรือสำรวจ

ทั้งนี้ กพท. ได้กำหนดพื้นที่ห้ามทำการบินโดรนทุกประเภทโดยเด็ดขาด ได้แก่ พื้นที่หวงห้าม/อันตรายตามที่ประกาศใน AIP Thailand (16 พื้นที่หลัก เช่น ศรีษะเกษ, นครสวรรค์, จันทบุรี, ตราด, ราชบุรี, นครราชสีมา, อุบลฯลฯ) จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีกองกำลังปฏิบัติการภาคพื้น (7 จังหวัด) อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี, อำเภอเมือง จ.ระยอง, รัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบิน และจุดขึ้นลงอากาศยานทุกแห่ง และพื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเป็นการเฉพาะเพิ่มเติม

ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเจ้าหน้าที่มีอำนาจทำลายหรือตอบโต้อากาศยาน รวมถึงใช้ระบบต่อต้านอากาศยานไร้นักบิน (Anti-Drone System) ได้ อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัย หรือพบการฝ่าฝืน สามารถแจ้งได้ที่ กพท. โทร. 02-568-8851 (ในเวลาราชการ) อีเมล[email protected] หรือ ศตอ.น. โทร. 02-126-7846 อีเมล [email protected] รวมถึงสถานีตำรวจหน่วยทหาร หรือหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่

ตั้งแต่ 11 ส.ค. อนุญาตให้บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้ามบินทั่วไทย

สรุปง่ายๆ คือ ตั้งแต่ 11 ส.ค. อนุญาตให้บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้ามบินทั่วไทย แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ กพท. กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากใครที่ต้องการใช้โดรนเพื่อการเกษตรในช่วงนี้ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ลงทะเบียนโดรนและตัวเองเรียบร้อยแล้ว ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง และปฏิบัติตามข้อกำหนดทุกประการ เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางกฎหมาย

เงื่อนไขสำคัญสำหรับการบินโดรนเกษตร ตั้งแต่ 11 ส.ค.

  • โดรนและผู้บังคับโดรนต้องขึ้นทะเบียนกับ กพท.
  • ต้องได้รับอนุญาตปฏิบัติการบินเพื่อการเกษตรจาก กพท.
  • ทำการบินในพื้นที่เกษตรของตนเอง หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่
  • แจ้งการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 12 ชั่วโมง
  • ความสูงการบินไม่เกิน 30 เมตร
  • ทำการบินได้เฉพาะระหว่าง 06.00-18.00 น. เท่านั้น
  • ใช้เพื่อการเกษตรเท่านั้น

การประกาศนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรที่ใช้โดรนในการทำการเกษตร แต่ก็ต้องไม่ลืมที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมาย หากไม่แน่ใจในข้อกำหนดใดๆ ควรติดต่อ กพท. เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้การใช้งานโดรนเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

การที่ ตั้งแต่ 11 ส.ค. อนุญาตให้บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้ามบินทั่วไทย แสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการสนับสนุนภาคการเกษตร ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยทางการบิน การใช้เทคโนโลยีโดรนในการเกษตรสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำการเกษตรและต้องการใช้โดรนประเภทอื่น อาจจะต้องรอประกาศเปลี่ยนแปลงจาก กพท. อีกครั้ง แต่ในระหว่างนี้ก็ควรติดตามข่าวสารและเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานโดรนในอนาคต เมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง

ดังนั้น หากคุณเป็นเกษตรกรที่กำลังมองหาโอกาสในการใช้โดรนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน อย่าพลาดโอกาสนี้! ตรวจสอบคุณสมบัติของโดรนและตัวคุณเองให้พร้อม ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ให้เต็มที่ แต่ที่สำคัญที่สุดคือคำนึงถึงความปลอดภัยในทุกขั้นตอน

ตั้งแต่ 11 ส.ค. อนุญาตให้บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้ามบินทั่วไทย การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานโดรนกลุ่มอื่นๆ ดังนั้นควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ตั้งแต่ 11 ส.ค. อนุญาตให้บินโดรนเกษตรได้ โดรนอื่นยังห้ามบินทั่วไทย

ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล ทหารเมียนมายิงสนั่นชายแดน

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.00 น. ได้รับรายงานจากชุดเฝ้าตรวจชายแดน ที่ 4102 ว่าได้ยินเสียงการใช้อาวุธเครื่องยิงหนัก (ไม่ทราบชนิด) ยิงปะทะกันประมาณ 20 นาที ในพื้นที่ระหว่าง บ้านยัวฮินลู กับ บ้านเยยันตะ 1 ต./ กิ่ง อ.กะระตุริ จว.ปกเปียน ด้านตรงข้าม ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ทั้งนี้คาดว่าเป็นการยิงก่อกวนจากฝ่าย กกล.กอทูเล ( KTLA ) ดังนั้น ทหารเมียนมา ฐานปฏิบัติการยัวฮินลู จึงยิงตอบโต้ ปัจจุบันสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ และไม่ได้รับรายงานการสูญเสียอย่างใด

ขณะเดียวกัน นายพิศิษฐ์ ฤทธิพิชัยสงคราม นายอำเภอท่าแซะ สั่งการกำนัน ทุกตำบล และผู้ใหญ่บ้าน ทุกหมู่บ้าน ติดตามข่าวสารและเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับราษฎรไทยและติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อำเภอท่าแซะจึงให้ บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และหน่วยงาน ความมั่นคงในพื้นที่ให้เป็นเอกภาพในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ได้ประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก และหลงเชื่อข่าวเท็จที่อาจจะเกิดขึ้น จากบุคคลไม่หวังดี และขอให้รับฟังข่าวสารจากหน่วยงานราชการเท่านั้น กรณีเกิดสถานการณ์ปะทะที่รุนแรงหรืออาจส่งผลกระทบขอให้อพยพราษฎรในพื้นที่เสี่ยง ไปอยู่ในที่ปลอดภัยและรายงานให้นายอำเภอท่าแซะ หรือปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทราบโดยทันที

กรณีปรากฏข่าวสารสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงบริเวณชายแดน ด้าน อ.ท่าแซะ ให้รายงานนายอำเภอท่าแซะ หรือปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทราบโดยทันที

ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา ยิงตอบโต้ก่อกวนกันสนั่นชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปะทะกันระหว่างกองกำลังต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ หนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือการ ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา ยิงตอบโต้ก่อกวนกันสนั่นชายแดน ซึ่งสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เมื่อชุดเฝ้าตรวจชายแดนรายงานว่าได้ยินเสียงปืนใหญ่และการปะทะกันอย่างหนักในบริเวณชายแดน อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร คาดการณ์ว่าเป็นการยิงตอบโต้กันระหว่าง กกล.กอทูเล (KTLA) และทหารเมียนมา

สถานการณ์ล่าสุด ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา

แม้ว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติแล้ว แต่ทางการไทยยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด นายอำเภอท่าแซะได้สั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อให้การเฝ้าระวังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทางการยังขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก และขอให้รับฟังข่าวสารจากหน่วยงานราชการเท่านั้น หากเกิดสถานการณ์รุนแรงหรือมีผลกระทบใดๆ ขอให้แจ้งให้นายอำเภอหรือปลัดอำเภอทราบทันที

การ ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา ยิงตอบโต้ก่อกวนกันสนั่นชายแดน ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน และจำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และการปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับความปลอดภัยของทุกคนในพื้นที่

การที่ประชาชนให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการในการแจ้งข่าวสารที่อาจเป็นประโยชน์ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที การมีสติ และไม่ตื่นตระหนกต่อข่าวลือต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้ด้วยดี การ ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา ยิงตอบโต้ก่อกวนกันสนั่นชายแดน เป็นเหตุการณ์ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ปะทะเดือด! กกล.กอทูเล-ทหารเมียนมา ยิงตอบโต้ก่อกวนกันสนั่นชายแดน

ระทึก! นักปีนเขาแขวนค้างเติ่ง 2,000 เมตร

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา ทีมกู้ภัยนอร์ทชอร์ เรสคิว (North Shore Rescue) หรือ NSR ได้โพสต์แถลงการณ์ทางเฟซบุ๊กเพจ ยืนยันว่าพวกเขาได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน นักปีนเขา 2 คนประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากหน้าผาเมื่อเวลา 22.40 น. ของคืนก่อนหน้า โดยนักปีนเขาทั้งสองติดอยู่บนยอดเขายักในมณฑลบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ที่ความสูงราว 1,980 เมตร และหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ สถานการณ์นักปีนเขาแขวนค้างเติ่งครั้งนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกอย่างมาก

ในแถลงการณ์ยังระบุว่า สภาพอากาศขณะนั้น “เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การปีนเขาอันตรายมาก” พร้อมเสริมว่า “นักปีนเขาทั้งสองคนห้อยตัวนักปีนเขาแขวนค้างเติ่งอยู่กลางหน้าผา” ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย

นักปีนเขาแขวนค้างเติ่ง

เจ้าหน้าที่ได้เริ่มปฏิบัติการกู้ภัยในทันที โดยใช้เฮลิคอปเตอร์และอุปกรณ์ช่วยมองในเวลากลางคืน แต่เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทั้งยังมีเมฆปกคลุมและควันจากไฟป่า ทำให้ความพยายามที่จะเข้าถึงตัวนักปีนเขาล้มเหลวหลายครั้ง

หลังจากนั้น ทีมกู้ภัยจำเป็นต้องยกเลิกภารกิจชั่วคราวและนำเฮลิคอปเตอร์ลงจอดที่สนามบินโฮป ก่อนที่จะพยายามเข้าช่วยเหลืออีกครั้งในเวลาประมาณ 04.00 น. แต่ก็ยังไม่สำเร็จ จนกระทั่งในเวลา 05.30 น. ได้มีการส่งทีมกู้ภัยชุดใหม่ขึ้นไปและสามารถเข้าถึงตัวนักปีนเขาได้สำเร็จ

ถัดจากนั้น เฮลิคอปเตอร์ก็สามารถบินเข้าใกล้จุดเกิดเหตุที่นักปีนเขาแขวนค้างเติ่งอยู่ได้ โดยทีมกู้ภัยได้ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะก่อน ตามด้วยเพื่อนของเขา

นักปีนเขาได้รับการช่วยเหลือ

จากภาพถ่ายที่ทีมกู้ภัย NSR เผยแพร่ รวมถึงคลิปวิดีโอของบริษัททาลอนซึ่งมีบริการให้เช่าเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ในปฏิบัติการครั้งนี้ แสดงให้เห็นภาพของทีมงานและเฮลิคอปเตอร์ที่ค่อยๆ เข้าใกล้นักปีนเขาซึ่งติดค้างอยู่บนหน้าผาชัน โดยมีเพียงสายรัดนิรภัยยึดโยงไว้อย่างน่าหวาดเสียว

ชมคลิป

เจ้าหน้าที่ระบุว่า “นี่เป็นภารกิจที่ซับซ้อนมาก มีทั้งการบินตอนกลางคืน การช่วยเหลือโดยใช้เทคนิคดึงและรับตัวคน การกู้ภัยบนภูเขา และการใช้รอกยกตัวซับซ้อน” พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และอวยพรให้นักปีนเขาที่บาดเจ็บหายเป็นปกติโดยเร็ว

ลุ้นระทึก! สองนักปีนเขาแขวนร่างค้างเติ่งกลางหน้าผาแบบข้ามคืนที่ความสูงเฉียด 2,000 เมตร

ความเสี่ยงในการปีนเขาและการเตรียมพร้อม

เหตุการณ์นักปีนเขาแขวนค้างเติ่งที่ความสูงเกือบ 2,000 เมตรนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปีนเขา การเตรียมพร้อมที่ดี การตรวจสอบสภาพอากาศ และการมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงและรับประกันความปลอดภัยของผู้ที่รักการผจญภัยบนภูเขาสูง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของทั้งนักปีนเขาและทีมกู้ภัย การตัดสินใจที่รวดเร็วและการทำงานเป็นทีมที่แข็งแกร่งคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิตนี้ไปได้

ที่มา – ลุ้นระทึก! สองนักปีนเขาแขวนร่างค้างเติ่งกลางหน้าผาแบบข้ามคืนที่ความสูงเฉียด 2,000 เมตร

12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี! รถไฟฟ้าจัดให้

ใกล้เข้ามาแล้วกับวันแม่แห่งชาติ! เตรียมตัว​พาคุณแม่ไปเที่ยวกันหรือยัง? ถ้ายังไม่มีไอเดีย ลองมาดูโปรโมชั่นดีๆ ที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM มอบให้ เนื่องในโอกาสพิเศษ12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี!

รฟม. และ BEM จัดกิจกรรมสุดพิเศษ ยกเว้นค่าโดยสารสำหรับคุณแม่ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ชวนคุณลูกควงคุณแม่ สร้างความทรงจำดีๆ ด้วยการเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT ทั้งสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) และสายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) เพียงคุณลูกพาคุณแม่ไปแสดงตัวที่ห้องออกบัตรโดยสาร ก็รับคูปองโดยสารรถไฟฟ้า MRT ฟรี! ได้ทุกสถานี ตลอดระยะเวลาที่เปิดให้บริการ (สำหรับคุณลูกชำระค่าโดยสารตามปกติ) เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปตะลุยเที่ยวกันเลย!

12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี!

แล้วจะไปเที่ยวที่ไหนดี? รถไฟฟ้า MRT พาไปได้หลายที่เลยนะ:

  • สายสีน้ำเงิน: วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่), เยาวราช, สถานีหัวลำโพง (ถ่ายรูปกับสถาปัตยกรรมสวยๆ), สามย่านมิตรทาวน์, สวนลุมพินี, The Street Ratchada
  • สายสีม่วง: วัดสร้อยทอง, ตลาดบางใหญ่, เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต

นอกจากนี้ รอบๆ สถานีอื่นๆ ก็ยังมีร้านอาหารอร่อยๆ คาเฟ่เก๋ๆ อีกเพียบ ลองทำการบ้านดู แล้วเลือกสถานที่ที่คุณแม่ชอบ รับรองว่าทริป12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี! จะเป็นวันที่พิเศษสุดๆ อย่างแน่นอน

ทำไมต้อง 12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี! กับ MRT?

เพราะการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และที่สำคัญ ช่วยลดปัญหาการจราจร ทำให้คุณแม่ไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทางนานๆ มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ด้วยกันได้มากขึ้น แถมยังได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

กิจกรรม 12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี! นี้ เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ใช้เวลาคุณภาพกับคุณแม่ สร้างความทรงจำที่ประทับใจ และบอกรักท่านด้วยการดูแลเอาใจใส่ นอกจากนี้ การเดินทางด้วยรถไฟฟ้ายังช่วยสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนอีกด้วย

เพราะฉะนั้น อย่ารอช้า! วางแผน12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี! กับรถไฟฟ้า MRT กันได้เลย รับรองว่าจะเป็นวันที่คุณแม่มีความสุขมากๆ แน่นอน

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook (เฟซบุ๊ก) และ X (เอ็กซ์): BEM Bangkok Expressway and Metro, Mobile Application (โมบายแอปพลิเคชัน): Bangkok MRT และศูนย์บริการข้อมูล โทร. 0-2624-5200

ที่มา – 12 สิงหา พาคุณแม่เที่ยวฟรี!

นกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายา! ตำรวจรวบยกแก๊ง

เรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นจริง! วานนี้ (7 ส.ค. 2568) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจในสหราชอาณาจักร สามารถทลายแก๊งค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้สำเร็จ โดยอาศัยหลักฐานสำคัญที่ได้จากนกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายาในคลิปวิดีโอ ซึ่งพูดรหัสลับที่ใช้ในการซื้อขายยาเสพติดออกมา

รายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแลงคาสเชอร์ระบุว่า นกแก้วตัวดังกล่าวได้พูดว่า “สองชิ้น 25, สองชิ้น 25!” ซึ่งเป็นรหัสลับที่หมายถึงราคาของยาเสพติดประเภทโคเคนและเฮโรอีน คลิปวิดีโอที่มีหลักฐานนี้ อยู่ในโทรศัพท์มือถือที่ตำรวจยึดได้จาก อดัม การ์เน็ตต์ หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติด

แก๊งค้ายาเสพติดซึ่งมีสมาชิก 15 คน ในเมืองแบล็กพูล ถูกจับกุมทั้งหมด เพราะนอกจากจะมีหลักฐานจากนกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายาสีเหลืองตัวจิ๋วพูดรหัสลับขายยาเสพติดแล้ว ยังปรากฏตัวในคลิปวิดีโอที่มันกำลังเล่นกับเงินสดที่ได้จากการค้ายาอีกด้วย

ตำรวจระบุว่า คลิปวิดีโอดังกล่าวแสดงให้เห็นภาพของ แชนนอน ฮิลตัน สมาชิกแก๊งและหนึ่งในผู้ต้องสงสัยกำลังสอนนกแก้วให้พูดคำว่า “สองชิ้น 25” ต่อหน้าเด็ก ส่วนคลิปวิดีโออื่นๆ ในโทรศัพท์ของเธอ เผยให้เห็นการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเธอกับการ์เน็ตต์ และคลิปที่ดูเหมือนจะเป็นภาพโคเคนก้อน ประกอบเสียงเพลง “โคเคน” อีกทั้งยังพบเงินสด กัญชา โคเคน และเฮโรอีนจำนวนมากในบ้านของฮิลตัน

ขณะจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดแก๊งนี้ การ์เน็ตต์ซึ่งเป็นหัวหน้ากำลังรับโทษจำคุก 15 ปี ในคดีอื่นอยู่แล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ยึดโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสารในระหว่างการตรวจค้นในเรือนจำได้ ก็พบคลิปวิดีโอของนกแก้วช่างพูด ซึ่งกลายเป็นเบาะแสและหลักฐานสำคัญ

เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมจากโทรศัพท์ของสมาชิกคนอื่นในแก๊งก็พบว่า การ์เน็ตต์ยังคงบงการการค้าที่ผิดกฎหมายจากในเรือนจำ โดยเขามีช่องทางการสื่อสารกับสมาชิกเกือบทุกคน เพื่อสั่งการและสั่งให้ทำลายหลักฐานเพื่อหลบหนีการจับกุมของตำรวจ

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ได้ทั้งหมด 15 คน อายุระหว่าง 21-50 ปี ซึ่งลงมือกระทำผิดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ถึงกรกฎาคม 2567 ในเมืองแบล็กพูล โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหาและดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำหรับ การ์เน็ตต์ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊ง ถูกตั้งข้อหาสมคบกันค้ายาเสพติดประเภท 1 และถูกตัดสินจำคุกเพิ่มอีก 19 ปีครึ่ง ซึ่งต้องรับโทษต่อจากโทษเดิมที่เขากำลังรับอยู่

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่า ชะตากรรมของนกแก้วช่างจ้อตัวนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้ว

นกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายา

เรื่องราวของนกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายา กลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นสัตว์เลี้ยงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีอาชญากรรมร้ายแรง นกแก้วตัวนี้ไม่ได้เป็นแค่พยาน แต่เป็นผู้ให้การที่นำไปสู่การจับกุม

นกแก้วปากดี: ฮีโร่จำเป็น?

แน่นอนว่านกแก้วตัวนี้ไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นฮีโร่ แต่มันได้ทำหน้าที่นั้นไปโดยปริยาย การพูดรหัสลับที่มันถูกสอนมา กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่มัดตัวผู้กระทำผิดได้อย่างแน่นหนา นี่เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจมีความสำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของอาชญากรรมและการสืบสวนสอบสวน ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมาก บางครั้งหลักฐานสำคัญก็มาจากสิ่งที่เราคาดไม่ถึง และในกรณีนี้คือนกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายาที่ช่วยให้ตำรวจสามารถรวบตัวคนร้ายได้ยกแก๊ง

จากเหตุการณ์นี้เราได้เห็นถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายและความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติด แม้ว่าการต่อสู้กับยาเสพติดจะเป็นเรื่องยาก แต่เรื่องราวนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราเชื่อว่า ความยุติธรรมสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ

  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
  • ความสำคัญของหลักฐานทุกชิ้น
  • ความไม่คาดฝันในการสืบสวน

เรื่องราวของนกแก้วตัวนี้สอนให้เรารู้ว่าอย่าประมาทในสิ่งเล็กน้อย เพราะบางครั้งสิ่งที่เรามองข้ามอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาที่ยิ่งใหญ่ก็ได้

ที่มา – นกแก้วปากดี แฉเจ้าของนักค้ายา ชี้ช่องให้ตำรวจรวบตัวยกแก๊ง

อดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ว่าเมื่อวันพุธ (6 ส.ค.) นายดีน เคน อดีตนักแสดง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เปิดเผยว่า เขาจะเข้าพิธีสาบานตนเป็นเจ้าหน้าที่ไอซีอีโดยเร็วที่สุด

เคนรับบทซูเปอร์แมนระหว่างปี 2536-2540 ในซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง “Lois & Clark: The New Adventures of Superman” รวมถึงภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์อีกหลายเรื่อง รวมถึงเคยเป็นผู้กำกับอีกด้วย

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ ระบุในแถลงการณ์ว่า เคนจะเข้าพิธีสาบานตนเป็น “เจ้าหน้าที่กิตติมศักดิ์” ในเดือนส.ค.นี้ และเสริมว่า ซูเปอร์แมนกำลังส่งเสริมให้ชาวอเมริกัน “กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในชีวิตจริง” ด้วยการเข้าร่วมกับไอซีอี

เคนกล่าวในรายการของฟ็อกซ์นิวส์ว่า เขาได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่บางคนของไอซีอีแล้ว และจะเข้าพิธีสาบานตนเป็นเจ้าหน้าที่โดยเร็วที่สุด พร้อมย้ำอีกว่า ทุกคนต้องทำงานร่วมกัน และเขาหวังว่าอดีตเจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่ไอซีอีคนอื่น ๆ จะร่วมมือกัน เพื่อจะบรรลุเป้าหมายในการรับสมัคร และช่วยกันปกป้องประเทศ

อนึ่ง ไอซีอีประกาศเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า จะให้โบนัสสูงสุด 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านบาท) รวมถึงความช่วยเหลือด้านกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา สำหรับชาวอเมริกันซึ่งสนใจเข้าร่วมไอซีอี

นอกจากนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐ เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ส.ค. ว่ามีผู้สมัครมากกว่า 80,000 คนสำหรับตำแหน่ง 10,000 ตำแหน่ง และรัฐบาลยกเลิกข้อจำกัดเรื่องอายุของผู้สมัครแล้ว.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

อดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐ

เรื่องราวของอดีตนักแสดงผู้รับบทซูเปอร์แมนที่ผันตัวมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐฯ กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในขณะนี้ ดีน เคน อดีตนักแสดงผู้โด่งดังจากการรับบทซูเปอร์แมน ได้ประกาศว่าเขาจะเข้าร่วมกับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) ในฐานะเจ้าหน้าที่กิตติมศักดิ์

ทำไมอดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ ถึงตัดสินใจเช่นนี้?

การตัดสินใจของดีน เคน สร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน เนื่องจากภาพลักษณ์ของซูเปอร์แมนที่ช่วยเหลือผู้คนและความยุติธรรมนั้นขัดแย้งกับบทบาทของเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพ อย่างไรก็ตาม เคนได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เขาต้องการที่จะใช้ชื่อเสียงของเขาในการช่วยเหลือประเทศ และสนับสนุนการทำงานของ ICE

การเข้าร่วมของเคนในฐานะเจ้าหน้าที่กิตติมศักดิ์ จะเป็นการช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ ICE หรือไม่? มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปในเรื่องนี้ บางคนมองว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดี ในขณะที่บางคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการใช้ชื่อเสียงของซูเปอร์แมนเพื่อสนับสนุนนโยบายที่ controversial

ICE กำลังพยายามที่จะขยายจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยมีการเสนอโบนัสและสวัสดิการต่างๆ เพื่อดึงดูดผู้สมัคร นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ยกเลิกข้อจำกัดเรื่องอายุของผู้สมัคร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการเจ้าหน้าที่อย่างมาก

การที่อดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับการเมือง ภาพลักษณ์ และความรับผิดชอบต่อสังคมของคนดัง การตัดสินใจของเคนครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อความนิยมของเขาหรือไม่ และจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ ICE อย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป

การเปลี่ยนแปลงบทบาทของดีน เคน จากซูเปอร์ฮีโร่ในจอ มาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้อพยพ สร้างความแตกตื่นและกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเขา สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เรื่องราวของอดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐ จะยังคงเป็นที่พูดถึงไปอีกนาน

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาการอพยพ และความท้าทายในการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาความมั่นคงของชาติกับการปฏิบัติต่อผู้อพยพด้วยมนุษยธรรม และยังเป็นการเตือนใจว่า แม้แต่ซูเปอร์ฮีโร่ก็อาจมีบทบาทที่ขัดแย้งในโลกแห่งความเป็นจริง

ดังนั้น เรื่องราวของอดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐ จึงเป็นมากกว่าข่าวบันเทิง แต่เป็นประเด็นที่กระตุ้นให้เราคิดทบทวนถึงค่านิยม ความเชื่อ และความรับผิดชอบต่อสังคมของเรา

ที่มา – อดีตนักแสดง ‘ซูเปอร์แมน’ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นเจ้าหน้าที่ปราบผู้อพยพของสหรัฐ

ภัยเงียบ! PTSD จิตแพทย์เตือน อย่ามองข้าม

บางครั้ง…สิ่งที่หลงเหลือจากภัยพิบัติหรือเหตุการณ์รุนแรงอาจไม่ใช่แค่ซากปรักหักพัง หรือรอยแผลภายนอก แต่คือรอยร้าวลึกในจิตใจของผู้สูญเสีย โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่ต้องพรากไปคือ “คนที่เรารักที่สุด” ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ คู่ชีวิต ลูก หรือเพื่อนสนิท การจากลาอย่างกะทันหันท่ามกลางเหตุการณ์อันสั่นสะเทือนจิตใจ อาจกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ไม่สามารถสมานได้ด้วยเวลา และทำให้ผู้ที่ยังอยู่ ตกอยู่ในภาวะ “โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ” หรือ PTSD โดยไม่รู้ตัว

พญ.ดุจฤดี อภิวงศ์ จิตแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า PTSD โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (Post-Traumatic Stress Disorder) เป็นภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนรุนแรงทั้งทางกายและใจ เช่น ภัยพิบัติ อุบัติเหตุร้ายแรง การถูกคุกคาม หรือแม้แต่การได้เห็นเหตุการณ์อันโหดร้าย รวมถึงการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในเหตุการณ์เหล่านั้น อาการของโรคมักไม่แสดงทันที แต่อาจค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงันภายในระยะเวลา 1 เดือนหลังเหตุการณ์ หรืออาจนานเป็นปี โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ภาพเหตุการณ์ย้อนกลับ (Flashbacks) ฝันร้าย หวาดกลัว ระแวง หลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ความรู้สึกผิด ความสิ้นหวัง การนอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือรู้สึกไม่มีคุณค่าในตนเอง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจรบกวนชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง กระทบทั้งความสัมพันธ์ การงาน และการเข้าสังคม

สิ่งสำคัญที่หลายคนอาจไม่รู้คือ อาการของ PTSD มีรากมาจากระบบประสาทของร่างกายที่ถูกรบกวน โดยเมื่อเผชิญเหตุรุนแรง สมองจะกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ให้ร่างกายตื่นตัวต่อภัยอันตราย และลดการทำงานของระบบพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ที่มีหน้าที่ฟื้นฟูและผ่อนคลาย เมื่อระบบตื่นภัยทำงานหนักเกินไปต่อเนื่อง สมองและร่างกายจะอยู่ในสภาวะเครียดตลอดเวลา หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ กล้ามเนื้อเกร็ง สมองไม่สามารถกลับสู่ภาวะสมดุล ส่งผลให้เกิดอาการทางจิตใจเรื้อรังตามมา

กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม เช่น สูญเสียคนใกล้ชิด ได้เห็นภาพความรุนแรงซ้ำ ๆ หรือมีความไวต่อความเครียดสูงเป็นทุนเดิม หากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง โรคนี้อาจลุกลามกลายเป็นโรคซึมเศร้า หรือพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การใช้สารเสพติด หรือการเก็บตัวแยกจากสังคมอย่างรุนแรง

พญ.ดุจฤดี ให้ข้อมูลต่อว่า แม้โรคนี้จะดูซับซ้อน หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการสามารถบรรเทาและฟื้นฟูได้ โดยเริ่มจากการดูแลตนเองในระดับเบื้องต้น เช่น การฝึกหายใจลึกและช้า (Breathing Exercise) ที่ช่วยให้ระบบประสาทเข้าสู่โหมดผ่อนคลาย การจดบันทึกความรู้สึกเพื่อเข้าใจและปลดปล่อยความคิดที่ติดค้างในใจ การฝึกสมาธิหรืออยู่กับปัจจุบัน (Mindfulness) ที่ช่วยให้เราค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวเองจากอดีต รวมถึงการหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีนที่กระตุ้นอาการให้รุนแรงขึ้น กิจกรรมอย่างศิลปะบำบัด ดนตรีบำบัด ออกกำลังกายเบา ๆ หรือการได้ทำงานอาสาและใช้เวลาอยู่กับผู้คนที่ปลอดภัย ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ใจกลับมาแข็งแรงทีละน้อย

ภัยเงียบ PTSD! จิตแพทย์เตือน บาดแผลในใจจากเหตุสะเทือนขวัญอย่ามองข้าม

สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่าปล่อยให้ตัวเองหรือคนที่คุณรักต้องเผชิญกับภาวะนี้ตามลำพัง” หากรู้สึกว่าไม่สามารถรับมือได้ด้วยตนเอง หรือมีอาการที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยเร็ว เพราะการได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ฟื้นตัวได้รวดเร็ว และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง

สัญญาณเตือน! อาการ PTSD ที่คุณอาจมองข้าม

ต่อไปนี้เป็นสัญญาณเตือนบางประการของ ภัยเงียบ PTSD! จิตแพทย์เตือน บาดแผลในใจจากเหตุสะเทือนขวัญอย่ามองข้าม ที่คุณอาจมองข้าม:

  • ภาพเหตุการณ์ร้าย ๆ ย้อนกลับมาในหัวซ้ำ ๆ
  • ฝันร้ายบ่อย ๆ
  • รู้สึกหวาดกลัวหรือระแวงอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงสถานที่หรือสถานการณ์ที่ทำให้คิดถึงเหตุการณ์
  • รู้สึกผิดหรือไม่มั่นใจในตัวเอง

พญ.ดุจฤดี ให้ข้อทิ้งท้ายว่า “สุขภาพจิตที่ดี เริ่มต้นจากการรู้เท่าทันตัวเอง หมั่นสังเกตอารมณ์ ยอมรับความรู้สึก และฝึกมีสติอยู่กับปัจจุบันเสมอ การฝึกสติไว้ก่อนเหตุการณ์จะเกิด เปรียบเสมือนเรียนรู้วิธีว่ายน้ำก่อนจะตกน้ำ หากเราเตรียมใจให้แข็งแรงตั้งแต่วันนี้ ก็จะไม่มีอะไรทำให้เราจมลงไปกับความเศร้าได้ง่าย ๆ อีกต่อไป”

อย่าปล่อยให้บาดแผลในใจกลายเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการช่วยเหลือที่เหมาะสม และกลับมามีความสุขอีกครั้ง

ที่มา – ภัยเงียบ PTSD! จิตแพทย์เตือน บาดแผลในใจจากเหตุสะเทือนขวัญอย่ามองข้าม