ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ประกาศขึ้นทะเบียนบัณฑิต มจพ. ปีการศึกษา 2567

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์มาพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ประจำปีการศึกษา 2567 ในวันอังคารที่ 28 และวันพุธที่ 29 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยมีกำหนดการ ดังนี้

วันซ้อมย่อย

  • วันจันทร์ที่ 6 – วันพุธที่ 8 ตุลาคม 2568 ณ มจพ. กรุงเทพฯ
  • วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม 2568 ณ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี
  • วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2568 ณ มจพ. วิทยาเขตระยอง
  • วันที่ 19 ตุลาคม 2568 วันถ่ายภาพหมู่บัณฑิต ณ มจพ. กรุงเทพฯ

วันฝึกซ้อมใหญ่

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

วันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

วันอังคารที่ 28 และวันพุธที่ 29 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ขอประกาศให้ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 ประกาศขึ้นทะเบียนบัณฑิต มจพ. เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ https://ceremony.kmutnb.ac.th

ทั้งนี้ ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถติดตามข้อมูลกำหนดการในวันฝึกซ้อมย่อย วันรับพระราชทานปริญญาบัตร ตลอดจนสถานที่ที่ใช้ในการดำเนินการและรายละเอียดต่าง ๆ ได้ที่เว็บไซต์ https://kmutnb.ac.th และ https://acdserv.kmutnb.ac.th หรือเพจพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มจพ. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 1628-1635

ขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตทุกท่านที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2567 นี้ การประกาศขึ้นทะเบียนบัณฑิต มจพ. เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญในการเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรอันทรงเกียรติ

ประกาศขึ้นทะเบียนบัณฑิต มจพ. เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

สำหรับบัณฑิต มจพ. ที่กำลังจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร อย่าลืมดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียนบัณฑิต มจพ. เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เพื่อให้การเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเป็นไปอย่างราบรื่น

ขั้นตอนการประกาศขึ้นทะเบียนบัณฑิต มจพ.

สามารถตรวจสอบขั้นตอนและรายละเอียดการประกาศขึ้นทะเบียนบัณฑิต มจพ. เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 ได้ที่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยฯ

ขอให้บัณฑิตทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันแห่งความสำเร็จนี้ และขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานต่อไป

ที่มา – ประกาศขึ้นทะเบียนบัณฑิต มจพ. เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

ด่วน! อธิบดีสั่งนายอำเภอ X-Ray โดรนเชิงรุก

สถานการณ์โดรนในประเทศไทยกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อ ‘อธิบดีกรมการปกครอง’ ได้สั่งการให้นายอำเภอทั่วประเทศดำเนินการ X-Ray โดรนเชิงรุก เพื่อสืบหาความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าโดรนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กกรมการปกครองแฟนเพจได้เผยแพร่คำสั่งของ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา กรมการปกครอง ที่สั่งการให้นายอำเภอทั่วประเทศ ทำการ X-Ray โดรน เชิงรุก โดยให้เร่งประสานการปฏิบัติกับผู้กำกับการทุกสถานีตำรวจภูธร เพื่อหาข่าวการนำเข้า การมีอยู่ การเตรียมนำไปใช้ของโดรน และอุปกรณ์ควบคุมที่ผิดสังเกตทุกกรณี พร้อมทั้งเร่งตรวจสอบหน่วยควบคุมการใช้งาน

หากพบเจอสิ่งผิดปกติ ให้ควบคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้อง และส่งเจ้าหน้าที่เพื่อทำการสืบสวนข้อเท็จจริง พร้อมทั้งให้แจ้งสายด่วนความมั่นคง 1374 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นายนิรัตน์ ยังได้ออกโทรสารในราชการกรมการปกครองถึงปลัดจังหวัดทุกจังหวัด โดยระบุว่า ตามที่กรมการปกครองได้มีโทรสารด่วนที่สุด ที่ มท. 0308.2 /ว 27220 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ขอให้ที่ทำการปกครองจังหวัดแจ้งอำเภอ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน สอดส่องออกลาดตระเวนในพื้นที่ หากพบเจอผู้ทำการบังคับอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน “โดรน” ให้ควบคุมตัวและส่งเจ้าหน้าที่เพื่อทำการสืบสวนข้อเท็จจริง

อธิบดีกรมการปกครอง สั่ง นายอำเภอทั่วประเทศ X-Ray โดรนเชิงรุก

มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายทหารในการเฝ้าระวังพฤติการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ตามแนวทาง “มหาดไทยคือบ้าน ทหารคือรั้ว” กรมการปกครองจึงขอให้จังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการสำรวจ (X-Ray) ผู้ทำการบังคับอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน “โดรน” เชิงรุก สืบหาความเคลื่อนไหวการนำเข้าโดรนในพื้นที่ จำนวนการครอบครอง วัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ และอุปกรณ์ควบคุมที่ผิดสังเกตทุกกรณี รวมถึงประสานหน่วยงานที่มีภารกิจควบคุมการใช้งานโดรน โดยเร่งประสานการปฏิบัติกับสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ และรายงานผลให้กรมการปกครองทราบอย่างต่อเนื่อง

ทำไมนายอำเภอต้อง X-Ray โดรนเชิงรุก?

การที่ อธิบดีกรมการปกครอง สั่งการให้นายอำเภอทั่วประเทศ X-Ray โดรนเชิงรุกนั้น แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ การใช้โดรนอย่างไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับอนุญาตอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรม การก่อการร้าย หรือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ การตรวจสอบเชิงรุกจึงเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการใช้โดรน
  • การขึ้นทะเบียนโดรนและการขออนุญาตบินที่ซับซ้อนมากขึ้น
  • ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการกำกับดูแลการใช้โดรน

คำแนะนำสำหรับผู้ใช้งานโดรน:

  • ศึกษาและปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้โดรนอย่างเคร่งครัด
  • ขึ้นทะเบียนโดรนและขออนุญาตบินอย่างถูกต้อง
  • หลีกเลี่ยงการบินในพื้นที่หวงห้ามหรือพื้นที่ที่อาจเป็นอันตราย
  • เคารพสิทธิส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น

การดำเนินการตามนโยบาย ‘อธิบดีกรมการปกครอง’ สั่ง นายอำเภอทั่วประเทศ X-Ray โดรนเชิงรุก ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อผู้ใช้งานโดรนทั้งในเชิงธุรกิจและส่วนตัว การทำความเข้าใจกฎหมายและปฏิบัติตามอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ‘อธิบดีกรมการปกครอง’ สั่ง นายอำเภอทั่วประเทศ X-Ray โดรนเชิงรุก

เดชอิศม์ ซัดกลับ ศุภชัย ถ้าพ่อติดคุก ต้องรับโทษด้วยไหม

จากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย พาดพิงถึงคดีญาติของนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย เรื่องการบุกรุกโบราณสถานหัวเขาแดง จ.สงขลา ทำให้เกิดการตอบโต้กลับอย่างดุเดือด

เดชอิศม์ ซัดกลับ ศุภชัย ถ้าพ่อติดคุก ต้องรับโทษด้วยไหม

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ตนอยากถามกลับไปว่านายศุภชัยยังเป็นนักกฎหมายอยู่หรือไม่ เพราะคนที่เป็นนักกฎหมายต้องมีจริยธรรมด้วย และยังเป็นนักการเมืองอยู่หรือไม่ หากยังเป็นคนมองที่ปวงชนชาวไทย อย่าไปมองที่คนใดคนหนึ่งหรือตระกูลใดตระกูลหนึ่งนั่นไม่ใช่นักการเมือง

“การที่ญาติพี่น้องไปกระทำความผิด เราต้องไปรับผิดด้วยหรือ พี่ผมไปกระทำความผิด ผมต้องไปรับผิดด้วยหรือ หากยกตัวอย่างง่าย ๆ หากพ่อของคุณศุภชัย ไปบุกรุกเขากระโดงแล้วโดนศาลตัดสินจำคุก ถามว่าคุณศุภชัยต้องไปรับโทษด้วยไหม ก็ไม่ต้อง ฉะนั้นจึงอยากให้นายศุภชัยตั้งหลักคิดให้ดี อย่าเอามาปนเปกัน ที่สำคัญวันนี้ญาติผม บุกรุกโบราณสถาน ไม่ใช่หัวเขาแดงแต่เป็นเขาน้อย ตอนนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์และฎีกา จึงไม่แน่ใจว่าการที่นายศุภชัยมาพูดเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่” นายเดชอิศม์ กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

เดชอิศม์ท้าสาบาน! กรณี เดชอิศม์ ซัดกลับ ศุภชัย ถ้าพ่อติดคุก ต้องรับโทษด้วยไหม

พร้อมฝากไปถึงนายศุภชัยว่าเอาอย่างนี้ดีไหม เราขนคนที่เป็นผู้ต้องหาระหว่างเขากระโดงเขาน้อยมาที่วัดพระแก้วมาสาบานร่วมกันว่ายอมรับคำพิพากษาของศาลฎีกา ฝ่ายสงขลาตนได้ถามไปแล้วเขายินดีจะมา จึงขอฝากไปถึงนายศุภชัยด้วย ให้ขนผู้ต้องหาเขากระโดงมาด้วยค่ารถตนออกให้ก็ได้

เมื่อถามถึงกรณีเขากระโดงขั้นตอนของการพิจารณาเป็นอย่างไร นายเดชอิศม์ กล่าวว่า เป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่ต้องเพิกถอน น่าจะต้องรออธิบดีคนใหม่มาเพิกถอนโฉนดที่ดิน ซึ่งทางรมว.มหาดไทยได้ให้นโยบายไว้ชัดเจน ว่าที่ดินหลวงต้องเป็นของหลวงเท่านั้นทุกตารางนิ้ว เพราะฉะนั้นต้องทำให้เร็วที่สุด และต้องทำทั่วประเทศไม่ใช่ที่นี่ที่เดียว ย้ำว่าที่ดินของหลวงต้องเอากลับมาเป็นของหลวงให้หมดและต้องไม่ยืดเยื้อกว่านี้ ประชาชนทั้งประเทศรอคอยมานาน

เมื่อถามต่อว่าเรื่องค่าชดเชยและเยียวยาชาวบ้านที่อยู่บริเวณเขากระโดงนั้น นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ก็ต้องไปดูเรื่องความผิด แต่เท่าที่ดูไม่เหมือนเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์มีการทำมาเป็นทอด ๆ แต่เขากระโดงมีทอดเดียวคือคนที่บุกรุกและมาทำโฉนดเลยการที่จะฟ้องเอาผิด ไม่รู้จะฟ้องเอาผิดกับใคร ส่วนถ้ามีการขายต่อเจ้าที่ 2 และ 3 ไปก็ต้องดูว่าความผิดตกอยู่ที่ใคร ส่วนที่ที่มีการก่อสร้างก็ถือว่าเป็นการบุกรุก

เมื่อถามต่อว่าที่ของการรถไฟซึ่งถูกสร้างเป็นสนามแข่งรถนั้น นายเดชอิศม์ กล่าวว่า กรมที่ดินมีหน้าที่เอากลับไปให้การรถไฟ ส่วนหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของการรถไฟว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่ชาวบุรีรัมย์จะรวมตัวกัน เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมเรื่องเขากระโดง นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องที่เขาต้องไปว่ากัน ส่วนตนถือว่าหมดหน้าที่แล้ว เพราะ จากนี้เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินเพิกถอนเป็นคนเซ็นเพิกถอน

เมื่อถามต่อว่ามีการมองว่าที่มาทำเรื่องนี้เป็นการเปิดศึกกับฝ่ายตรงข้าม นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ไม่มี ตนจะไปเปิดศึกทำไม ตนตัวน้อยมาก สู้พละกำลังเขาไม่ได้เลย เป็นรอง 20 ถึง 30 ต่อ 1 หรือ 100 ต่อ 1 ตนไม่อยากสู้รบกับใครเลย แต่ต้องทำหน้าทีแต่ต้องทำหน้าที่ ณ วันนี้ให้ดีที่สุด.

จากประเด็น เดชอิศม์ ซัดกลับ ศุภชัย ถ้าพ่อติดคุก ต้องรับโทษด้วยไหม เราได้เห็นถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างนักการเมืองสองพรรค และการตอบโต้กันไปมาในประเด็นที่ละเอียดอ่อน การออกมาตอบโต้ของนายเดชอิศม์ แสดงให้เห็นถึงการปกป้องศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของตนเองและครอบครัว อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะมีข้อสรุปอย่างไรและจะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตหรือไม่

ที่มา – ‘เดชอิศม์’ซัดกลับ‘ศุภชัย’ถ้าพ่อติดคุก ต้องรับโทษด้วยไหม

พม.ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฉบับใหม่เข้าสภา

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เตรียมผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฉบับใหม่เข้าสภา ซึ่งมีความชัดเจน ทันต่อสถานการณ์ และครอบคลุมถึงประเด็นเด็กอุ้มบุญ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. …. หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติหลักการไปแล้ว

ขณะนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนที่จะส่งกลับมาให้กระทรวง พม. ยืนยันความเห็นอีกครั้ง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้ยืนยันความเห็นไปยัง ครม. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป กระบวนการทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กฉบับใหม่เข้าสภาให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

พม.ชงร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฉบับใหม่เข้าสภา

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กฉบับใหม่เข้าสภา นี้ครอบคลุมประเด็นที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ การขยายบทนิยามของคำว่า "เด็ก" ให้ครอบคลุมถึงเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ รวมถึงเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำความผิด หรือถูกเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเรื่องครอบครัวทดแทน และกระบวนการคุ้มครองเด็กที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและหลากหลายที่เด็กแต่ละคนอาจเผชิญได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือเพื่อการคุ้มครองเด็ก

ร่าง พ.ร.บ. ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคประชาสังคม โดยมีครอบครัว โรงเรียน และชุมชน เป็นแกนกลางหลักในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เด็กสามารถเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาของเด็กทุกคน

สถานการณ์ปัญหาสังคมในปัจจุบันมีความซับซ้อนและทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ในครอบครัว การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานก็เป็นปัญหาที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน จากรายงานของศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) พบว่ามีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยปัญหาที่พบมากที่สุดคือเรื่องรายได้และความเป็นอยู่ ตามด้วยปัญหาความรุนแรง ความสัมพันธ์ในครอบครัว คนไร้ที่พึ่ง และขอทาน

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติจริงในพื้นที่ โดยเน้นการเสริมสร้างศักยภาพให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุม เป็นธรรม และทันต่อสถานการณ์ การมีกฎหมายที่เข้มแข็งและทันสมัย เช่น ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กฉบับใหม่เข้าสภา นี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาและสร้างสังคมที่ดีขึ้นสำหรับเด็กและเยาวชน

การผลักดันร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กฉบับใหม่เข้าสภา ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็กของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การมีกฎหมายที่ทันสมัยและครอบคลุม จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญได้อย่างตรงจุด และสร้างสังคมที่เอื้อต่อการพัฒนาของเด็กทุกคนอย่างยั่งยืน

ที่มา – พม.ชงร่างพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฉบับใหม่เข้าสภา ชัดเจน ทันสถานการณ์ ครอบคลุมเด็กอุ้มบุญ

เดชอิศม์ซัด ศุภชัย ถ้าพ่อติดคุก ต้องรับโทษด้วยไหม

จากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย พาดพิงถึงคดีญาติของนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คดีบุกรุกโบราณสถานหัวเขาแดง จ.สงขลา ทำให้เกิดการตอบโต้ทางการเมืองอย่างเผ็ดร้อน ล่าสุดนายเดชอิศม์ได้ออกมาตอบโต้กลับอย่างดุเดือด

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ตนอยากถามกลับไปว่านายศุภชัยยังเป็นนักกฎหมายอยู่หรือไม่ เพราะคนที่เป็นนักกฎหมายต้องมีจริยธรรมด้วย และยังเป็นนักการเมืองอยู่หรือไม่ หากยังเป็นคนมองที่ปวงชนชาวไทย อย่าไปมองที่คนใดคนหนึ่งหรือตระกูลใดตระกูลหนึ่งนั่นไม่ใช่นักการเมือง

“การที่ญาติพี่น้องไปกระทำความผิด เราต้องไปรับผิดด้วยหรือ พี่ผมไปกระทำความผิด ผมต้องไปรับผิดด้วยหรือ หากยกตัวอย่างง่าย ๆ หากพ่อของคุณศุภชัย ไปบุกรุกเขากระโดงแล้วโดนศาลตัดสินจำคุก ถามว่าคุณศุภชัยต้องไปรับโทษด้วยไหม ก็ไม่ต้อง ฉะนั้นจึงอยากให้นายศุภชัยตั้งหลักคิดให้ดี อย่าเอามาปนเปกัน ที่สำคัญวันนี้ญาติผม บุกรุกโบราณสถาน ไม่ใช่หัวเขาแดงแต่เป็นเขาน้อย ตอนนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์และฎีกา จึงไม่แน่ใจว่าการที่นายศุภชัยมาพูดเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่” นายเดชอิศม์กล่าว

พร้อมฝากไปถึงนายศุภชัยว่าเอาอย่างนี้ดีไหม “เราขนคนที่เป็นผู้ต้องหาระหว่างเขากระโดงเขาน้อยมาที่วัดพระแก้วมาสาบานร่วมกันว่ายอมรับคำพิพากษาของศาลฎีกา ฝ่ายสงขลาตนได้ถามไปแล้วเขายินดีจะมา จึงขอฝากไปถึงนายศุภชัยด้วย ให้ขนผู้ต้องหาเขากระโดงมาด้วยค่ารถตนออกให้ก็ได้“

เดชอิศม์ซัด ศุภชัย ถ้าพ่อติดคุก ต้องรับโทษด้วยไหม

เมื่อถามถึงกรณีเขากระโดงขั้นตอนของการพิจารณาเป็นอย่างไร นายเดชอิศม์ กล่าวว่า เป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่ต้องเพิกถอน น่าจะต้องรออธิบดีคนใหม่มาเพิกถอนโฉนดที่ดิน ซึ่งทางรมว.มหาดไทยได้ให้นโยบายไว้ชัดเจน ว่าที่ดินหลวงต้องเป็นของหลวงเท่านั้นทุกตารางนิ้ว เพราะฉะนั้นต้องทำให้เร็วที่สุด และต้องทำทั่วประเทศไม่ใช่ที่นี่ที่เดียว ย้ำว่าที่ดินของหลวงต้องเอากลับมาเป็นของหลวงให้หมดและต้องไม่ยืดเยื้อกว่านี้ ประชาชนทั้งประเทศรอคอยมานาน

ค่าชดเชยและเยียวยาชาวบ้านกรณีเขากระโดง

เมื่อถามต่อว่าเรื่องค่าชดเชยและเยียวยาชาวบ้านที่อยู่บริเวณเขากระโดงนั้น นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ก็ต้องไปดูเรื่องความผิด แต่เท่าที่ดูไม่เหมือนเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์มีการทำมาเป็นทอด ๆ แต่เขากระโดงมีทอดเดียวคือคนที่บุกรุกและมาทำโฉนดเลยการที่จะฟ้องเอาผิด ไม่รู้จะฟ้องเอาผิดกับใคร ส่วนถ้ามีการขายต่อเจ้าที่ 2 และ 3 ไปก็ต้องดูว่าความผิดตกอยู่ที่ใคร ส่วนที่ที่มีการก่อสร้างก็ถือว่าเป็นการบุกรุก

เมื่อถามต่อว่าที่ของการรถไฟซึ่งถูกสร้างเป็นสนามแข่งรถนั้น นายเดชอิศม์ กล่าวว่า กรมที่ดินมีหน้าที่เอากลับไปให้การรถไฟ ส่วนหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของการรถไฟว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่ชาวบุรีรัมย์จะรวมตัวกัน เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมเรื่องเขากระโดง นายเดชอิศม์ กล่าวว่า  ยังไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องที่เขาต้องไปว่ากัน ส่วนตนถือว่าหมดหน้าที่แล้ว เพราะ จากนี้เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินเพิกถอนเป็นคนเซ็นเพิกถอน

เมื่อถามต่อว่ามีการมองว่าที่มาทำเรื่องนี้เป็นการเปิดศึกกับฝ่ายตรงข้าม นายเดชอิศม์ กล่าวว่า  ไม่มี ตนจะไปเปิดศึกทำไม ตนตัวน้อยมาก สู้พละกำลังเขาไม่ได้เลย เป็นรอง 20 ถึง 30 ต่อ 1 หรือ 100 ต่อ 1 ตนไม่อยากสู้รบกับใครเลย แต่ต้องทำหน้าทีแต่ต้องทำหน้าที่ ณ วันนี้ให้ดีที่สุด.

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ดินในประเทศไทย และการตอบโต้ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ การที่นายเดชอิศม์ออกมาตอบโต้ประเด็น เดชอิศม์ซัด ศุภชัย ถ้าพ่อติดคุก ต้องรับโทษด้วยไหม นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะปกป้องชื่อเสียงของตนเองและครอบครัว และยังเป็นการตอบโต้ทางการเมืองต่อคู่แข่งอีกด้วย ประเด็นนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อการเมืองไทย

การออกมาตอบโต้ประเด็น เดชอิศม์ซัด ศุภชัย ถ้าพ่อติดคุก ต้องรับโทษด้วยไหม เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของนายเดชอิศม์ และคาดว่าจะมีการตอบโต้กลับจากนายศุภชัยในเร็ว ๆ นี้ เรื่องราวนี้ยังไม่จบลงง่าย ๆ และประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

การที่นายเดชอิศม์กล่าวถึงประเด็น เดชอิศม์ซัด ศุภชัย ถ้าพ่อติดคุก ต้องรับโทษด้วยไหม ทำให้เห็นถึงความพยายามในการเบี่ยงเบนประเด็นจากข้อกล่าวหาเรื่องญาติบุกรุกที่ดิน และเน้นไปที่หลักการความรับผิดชอบส่วนบุคคลมากกว่า

ที่มา – ‘เดชอิศม์’ซัดกลับ‘ศุภชัย’ถ้าพ่อติดคุก ต้องรับโทษด้วยไหม

สหรัฐฯ ยกเลิกสัญญา “วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ” จริงหรือ?

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการวัคซีน! สหรัฐอเมริกาประกาศยกเลิกสัญญา “วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ” หลายโครงการ ทำให้เกิดความสงสัยและความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของวัคซีนชนิดนี้ หลายคนอาจจะเกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีการตัดสินใจเช่นนี้ และมันจะส่งผลกระทบต่อพวกเราอย่างไร วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงประเด็นนี้กัน

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ว่าการประกาศของนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุขสหรัฐ ถือเป็นความพยายามล่าสุดของเขา ในการนำความสงสัยเกี่ยวกับวัคซีนมาเชื่อมโยงกับนโยบายหลักของรัฐบาลสหรัฐ

“เราตรวจสอบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ รับฟังผู้เชี่ยวชาญ และดำเนินการ ซึ่งสำนักงานวิจัยและพัฒนาขั้นสูงทางชีวการแพทย์ (บาร์ดา) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐ จะยุติการลงทุนเพื่อพัฒนาวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ จำนวน 22 ราย เนื่องจากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า วัคซีนเหล่านี้ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เคนเนดี กล่าวในแถลงการณ์

นอกจากนี้ เคนเนดีกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐจะโยกย้ายเงินทุนดังกล่าว ไปยังแพลตฟอร์มวัคซีนที่ปลอดภัยและครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งยังคงมีประสิทธิภาพ แม้เชื้อไวรัสเกิดการกลายพันธุ์ก็ตาม

กระนั้น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อวัคซีนไข้หวัดนกเอ็มอาร์เอ็นเอ ของบริษัท โมเดอร์นา และโครงการอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการปฏิเสธหรือการยกเลิกข้อเสนอก่อนการอนุมัติสัญญาหลายรายการ จากบริษัทยาใหญ่ ๆ อย่างไฟเซอร์ และซาโนฟี่

อนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐระบุว่า โครงการที่ได้รับผลกระทบมีมูลค่ารวมเกือบ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,177 ล้านบาท) ส่วนโครงการระยะสุดท้ายบางโครงการ ถูกยกเว้นจากการดำเนินการครั้งนี้ เพื่อรักษาการลงทุนของผู้เสียภาษีก่อนหน้านี้

“ผมขอแจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนว่า กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐ สนับสนุนวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ สำหรับชาวอเมริกันทุกคนที่ต้องการ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรากำลังก้าวข้ามข้อจำกัดของวัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ และลงทุนในโซลูชันที่ดีกว่า” เคนเนดี กล่าวทิ้งท้าย

สหรัฐฯ ยกเลิกสัญญา “วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ” เพราะอะไร?

เหตุผลหลักที่สหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกสัญญา“วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ” ตามที่กล่าวมาข้างต้น คือข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าวัคซีนเหล่านี้อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนเท่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังต้องการที่จะลงทุนในแพลตฟอร์มวัคซีนที่มีความปลอดภัยและครอบคลุมมากกว่า เพื่อให้สามารถรับมือกับการระบาดของโรคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ผลกระทบจากการยกเลิกสัญญา

การยกเลิกสัญญาในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทผู้ผลิตวัคซีนหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัท โมเดอร์นา ซึ่งเป็นผู้พัฒนาวัคซีนไข้หวัดนกเอ็มอาร์เอ็นเอ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อโครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีนอื่น ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเอ็มอาร์เอ็นเอ รวมถึงการยกเลิกข้อเสนอการทำสัญญาจากบริษัทยาใหญ่ ๆ อย่างไฟเซอร์ และซาโนฟี่ อีกด้วย

  • ความล่าช้าในการพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่: การยกเลิกสัญญาอาจทำให้การพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเอ็มอาร์เอ็นเอต้องหยุดชะงัก หรือล่าช้าออกไป
  • ความเชื่อมั่นในวัคซีน: ข่าวการยกเลิกสัญญาอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีเอ็มอาร์เอ็นเอ
  • การลงทุนในเทคโนโลยีวัคซีนอื่น ๆ: การยกเลิกสัญญาอาจกระตุ้นให้มีการลงทุนในเทคโนโลยีวัคซีนอื่น ๆ ที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่า

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ยืนยันว่ายังคงสนับสนุนวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคน และจะยังคงลงทุนในโซลูชันที่ดีกว่าเพื่อรับมือกับการระบาดของโรคต่าง ๆ ในอนาคต

ถึงแม้ว่าการตัดสินใจยกเลิกสัญญา “วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ” ในครั้งนี้ จะสร้างความกังวลและความไม่แน่นอน แต่ก็เป็นโอกาสที่จะได้ทบทวนและพัฒนาเทคโนโลยีวัคซีนให้มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ที่มา – สหรัฐยกเลิกสัญญา “วัคซีนเอ็มอาร์เอ็นเอ” อ้างสงสัยความปลอดภัย

ดีอี ยกระดับต้านข่าวปลอม คุยแพลตฟอร์มโซเชียลร่วมมือ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมาได้มีข้อสั่งการให้ยกระดับการต่อต้านข่าวปลอม เพื่อรับมือกับข่าวปลอมด้านความมั่นคง โดยให้แต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อป้องกันข่าวปลอม” หรือ “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งชาติ” ขึ้น ซึ่ง รมว.ดีอีเป็นประธานฯ พร้อมด้วย นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานฯ โดยบูรณาการหน่วยงานด้านความมั่นคง และด้านการประชาสัมพันธ์ ทำงานร่วมกัน อาทิ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น

“คณะกรรมการชุดนี้ทำงานในการวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อป้องกันข่าวปลอม ที่ความรุนแรงและมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสาร ที่แพร่และส่งต่อทางสื่อสังคมออนไลน์ที่มีการเผยแพร่เนื้อหาไม่เหมาะสมมีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หรือ เฟค นิวส์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการปลุกระดมยั่วยุ สร้างความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมอันดี และสถาบันหลักของชาติ ตลอดจนความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่มีขึ้นทางสื่อสังคมออนไลน์และระบบอินเทอร์เน็ต สามารถนำลงและปิดกั้นจากระบบได้อย่างรวดเร็ว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้หารือกับผู้บริหารแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยจากการหารือกับผู้บริหารของเมตา ผู้ให้บริการเฟสบุ๊ค ในการจัดการกับข่าวที่มีผลเสียกับประเทศไทย โดยเฉพาะข่าวด้านความมั่นคง โดยเฟซบุ๊ก รับที่จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบหากรัฐบาลร้องขอให้ตรวจสอบ โดยจะ มีการสนับสนุน 5 แนวทาง คือ

  • 1. เพิ่มความสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบข่าวปลอมของทั้งสองประเทศ
  • 2. เพิ่มกำลังคนตรวจสอบเนื้อหา
  • 3. จะให้ใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอตรวจสอบเนื้อหาที่สร้างขึ้นจากเอไอมากยิ่งขึ้น
  • 4. ใช้เอไอตรวจสอบพฤติกรรมที่อาจเป็น ไอโอ หรือปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร เช่น แอคเคาท์เดียวไปคอมเมนต์วันละหลายพันคอมเมนต์
  • 5. ให้มีการยืนยันตัวตนอย่างถูกต้อง กรณีที่มีการลงโฆษณา เพื่อให้หาผู้รับผิดชอบได้

ดีอี ยกระดับต้านข่าวปลอม คุยแพลตฟอร์มโซเชียลร่วมมือ

การที่กระทรวงดิจิทัลฯ (ดีอี) ยกระดับการต่อต้านข่าวปลอม นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากข้อมูลที่บิดเบือนและเป็นเท็จ ซึ่งกำลังแพร่หลายอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน เช่น ความขัดแย้งชายแดน การดำเนินการเชิงรุกเช่นนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของประชาชน

ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มโซเชียล: หัวใจสำคัญในการต้านข่าวปลอม

การหารือและความร่วมมือกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นช่องทางหลักในการเผยแพร่และส่งต่อข่าวสาร การที่ Facebook ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบข่าวปลอม และสนับสนุนแนวทางต่างๆ เช่น การใช้ AI ตรวจสอบเนื้อหาและพฤติกรรมที่น่าสงสัย ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้

นอกจากนี้ การที่ Facebook ให้ความสำคัญกับการยืนยันตัวตนของผู้ลงโฆษณา จะช่วยลดปัญหาการโฆษณาชวนเชื่อและการเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่อาจมีเจตนาแอบแฝงได้

อย่างไรก็ตาม การต่อต้านข่าวปลอมไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐหรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแต่เพียงเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม เราทุกคนควรมีสติและวิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร ตรวจสอบแหล่งที่มาและความถูกต้อง ก่อนที่จะเชื่อและส่งต่อข้อมูลเหล่านั้น

การยกระดับการต่อต้านข่าวปลอม จะช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

การที่กระทรวงดีอี เร่งยกระดับการต่อต้านข่าวปลอม ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามของข้อมูลเท็จ

ที่มา – “ดีอี”ยกระดับต้านข่าวปลอมคุยแพลตฟอร์มโซเซียลพร้อมให้ความร่วมมือ

ภาษีทรัมป์ 19% กับเงินบาทแข็งค่า ใครได้ใครเสีย

จากกรณีที่ “วรวงศ์ รามางกูร” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ออกมาเรียกร้องต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายนโยบายการเงิน รับมือกับผลกระทบจากภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐ หรือภาษีทรัมป์ 19% ที่จะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ พร้อมเสนอให้แทรกแซงค่าเงินบาทผ่านการซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อลดค่าเงิน ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และไม่ผิดกติกาสากล เนื่องจากไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อส่งออกโดยตรง

รู้จักค่าเงินคืออะไร?

ค่าเงิน คือ “อัตราแลกเปลี่ยน” เมื่อมีการค้าขายกับต่างประเทศแต่ใช้สกุลเงินต่างกัน ประเทศคู่ค้าต้องทำการกำหนด “อัตราแลกเปลี่ยน” ระหว่างเงินสองสกุล ซึ่งการเทียบเงินสกุลที่ต่างกันนี้ไม่ได้เปรียบเทียบจากขนาดของประเทศหรือขนาดเศรษฐกิจ แต่จะเปรียบเทียบจาก “อำนาจซื้อที่แท้จริง” ของเงินสกุลนั้น ๆ ในการซื้อสินค้าหรือบริการ

ค่าเงินแข็ง/อ่อน คืออะไร?

อัตราแลกเปลี่ยนไม่จำเป็นต้องเท่าเดิมเสมอไป อาจแพงขึ้นหรือถูกลงก็ได้ หรือที่ได้ยินบ่อย ๆ ว่าค่าเงินแข็งหรืออ่อน

“ค่าเงินบาทแข็ง” หมายถึง เงินบาทมีค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น หากเมื่อวานนี้ใช้เงิน 30 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐ แต่วันนี้อัตราแลกเปลี่ยนถูกปรับเป็น 28 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น เงินบาทมีค่ามากขึ้นหรือ “แพงขึ้น” เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หรือเรียกว่า “ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ”

“ค่าเงินบาทอ่อนลง” ก็มีลักษณะตรงข้าม คือ เงินบาทมีค่าน้อยลงหรือ “ถูกลง” เช่น เมื่อวานใช้เงิน 30 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐ แต่วันนี้อัตราแลกเปลี่ยนถูกปรับเป็น 32 บาท แลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์นี้เรียกว่า “ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ”

สาเหตุที่ทำให้ค่าเงินแข็ง/อ่อน?

เงินแต่ละสกุลมีลักษณะเหมือนสินค้าที่ราคาขึ้นลงจากกลไกตลาด หรือกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานเงินตราของแต่ละประเทศ เช่น กรณีเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หากมีความต้องการซื้อเงินบาทมากขึ้น โดยเอาเงินดอลลาร์สหรัฐมาขาย เงินบาทก็จะแพงขึ้น (แข็งค่าขึ้น) ในทางกลับกันหากมีความต้องการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น โดยเอาเงินบาทมาขาย เงินบาทก็จะถูกลง (อ่อนค่าลง)

ภาษีทรัมป์ 19% กับเงินบาทแข็งค่า ใครได้-ใครเสียประโยชน์

ผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าต่อภาษีทรัมป์ 19%

การที่เงินบาทแข็งค่าควบคู่ไปกับการบังคับใช้ภาษีทรัมป์ 19% ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชนในหลายด้าน มาดูกันว่าใครได้ใครเสียประโยชน์จากสถานการณ์นี้:

เงินบาทแข็งค่าใครได้-ใครเสีย

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า:

  • ผู้นำเข้า: สามารถซื้อสินค้าจากต่างประเทศได้ในราคาที่ถูกลง เนื่องจากเงินบาทมีอำนาจซื้อมากขึ้น
  • ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ: สามารถแลกเงินบาทเป็นเงินสกุลต่างประเทศได้มากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางถูกลง
  • ผู้ที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินต่างประเทศ: ภาระหนี้สินลดลงเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท

ผู้ที่เสียประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า:

  • ผู้ส่งออก: สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นในตลาดโลก ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
  • ภาคการท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเดินทางมาประเทศไทยน้อยลง เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น
  • ผู้ที่ทำงานในต่างประเทศและส่งเงินกลับบ้าน: จำนวนเงินที่ส่งกลับบ้านเมื่อแปลงเป็นเงินบาทจะน้อยลง

เงินบาทอ่อนค่าใครได้-ใครเสีย

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า:

  • ผู้ส่งออก
  • ภาคการท่องเที่ยว

ผู้ที่เสียประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า:

  • ผู้นำเข้า
  • ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ สถานการณ์ค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 6 ส.ค. ตามการรายงานของ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ในช่วงเช้าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 32.33-32.35 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเคลื่อนไหวในกรอบแคบ มีแรงหนุนในด้านแข็งค่าตาม Sentiment ของสกุลเงินอื่นในภูมิภาคจากการที่เงินดอลลาร์ฯ มีปัจจัยลบ ภาษีทรัมป์ 19% ที่กระทบต่อการส่งออกของไทยจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง

โดยสรุปแล้ว การที่เงินบาทแข็งค่าควบคู่ไปกับการบังคับใช้ภาษีทรัมป์ 19% ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ดังนั้น ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ เพื่อลดผลกระทบด้านลบและคว้าโอกาสจากสถานการณ์นี้ให้ได้มากที่สุด

ที่มา – ภาษีทรัมป์ 19% เริ่ม 7 ส.ค. ท่ามกลางเงินบาทแข็งค่า ใครได้-ใครเสียประโยชน์

‘ภูมิธรรม’ รับมอบ ช่วยเหลือผู้รับผลกระทบชายแดน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยจากหน่วยงานและองค์กรภาคเอกชน ซึ่งการบริจาคครั้งนี้เป็นการบริจาคผ่านกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนางชื่นชีวัน ลิมป์ธีระกุล รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วม

โดยนายภูมิธรรม รับมอบสิ่งของ-เงินบริจาคช่วยเหลือผู้รับผลกระทบสถานการณ์ชายแดน จากหน่วยงานและองค์กรภาคเอกชน เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกล่าวขอบคุณหน่วยงาน และองค์กรภาคเอกชนสำหรับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ภูมิธรรม’ รับมอบสิ่งของ-เงินบริจาคช่วยเหลือผู้รับผลกระทบสถานการณ์ชายแดน

สำหรับหน่วยงานและองค์กรภาคเอกชนที่บริจาคสิ่งของ-เงินบริจาค ช่วยเหลือผู้รับผลกระทบสถานการณ์ชายแดน ประกอบด้วย บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) รถไฟฟ้า BTS มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 50,000,000 บาท, มูลนิธิเรนวูด (ประเทศไทย) มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 2,573,888 บาท ประกอบด้วย เงินสด เครื่องมือแพทย์ และเครื่องอุปโภคบริโภค และสมาคมแต่จิ๋วแห่งประเทศไทย ชมรม 9 สมาคมจีน และสมาคมจีนอำเภอต่าง ๆ มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 2,490,000 บาท

ทั้งนี้ ในช่วงเช้าวันเดียวกัน มูลนิธิเพื่อสัมพันธภาพไทย-จีน ร่วมกับบริษัทหยงซิง สตีล (ไทยแลนด์) จำกัด ได้มอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 3,000,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชาด้วย

ความสำคัญของการช่วยเหลือผู้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ทำให้พวกเขาต้องการความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ที่พักอาศัย ยา และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ การที่นายภูมิธรรมเป็นตัวแทนรัฐบาลรับมอบสิ่งของ-เงินบริจาคช่วยเหลือผู้รับผลกระทบสถานการณ์ชายแดน จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและใส่ใจของรัฐบาลที่มีต่อประชาชน

การบริจาคจากหน่วยงานและองค์กรภาคเอกชนต่างๆ เป็นสิ่งที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทยที่มีต่อกันในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ความช่วยเหลือเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

นอกจากสิ่งของและเงินบริจาคแล้ว การให้กำลังใจและความเข้าใจก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การรับฟังปัญหาและความต้องการของผู้ที่ได้รับผลกระทบจะช่วยให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และมีคนพร้อมที่จะช่วยเหลือ

ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ ความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เราสามารถช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง

การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้สิ่งของและความช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่เป็นการแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

การร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการให้ความช่วยเหลือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

เราหวังว่าความช่วยเหลือเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ รับมอบสิ่งของ-เงินบริจาคช่วยเหลือผู้รับผลกระทบสถานการณ์ชายแดน

รอง ผบช.ลงพื้นที่ชายแดน มอบขวัญกำลังใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ รอง ผบช.ภ.2 พร้อมด้วย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เดินทางมาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจ ที่ สภ.ตาพระยา ในการปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย โดยมี พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว , พ.ต.อ.เอกฤทธิ์ จีระมณีมัย ผกก.สภ.ตาพระยา และข้าราชการตำรวจในสังกัด และ ตำรวจ ตชด.12 ร่วมกันต้อนรับและรับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค น้ำดื่ม นม เครื่องดื่มชูกำลัง ขนม และเวชภัณฑ์ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ชายแดน การลงพื้นที่ของ รอง ผบช.ลงพื้นที่ชายแดน ครั้งนี้ สร้างขวัญและกำลังใจให้เจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก

พล.ต.ต.ชัยต์พจน ได้กำชับนโยบายสำคัญ ตามแนวทางของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.ภ.2 ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เพื่อคอยสนับสนุนซึ่งหน่วยแนวหน้าจะเข้มแข็งได้นั้นถ้าแนวหลังส่งพลังใจไปถึง แม้ภารกิจจะหนักเพียงใดแต่ความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาที่ให้จะคือพลังสำคัญ

นอกจากนั้นได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กับข้าราชการตำรวจอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อพูดคุยกันถึงปัญหาหรือแนะนำการทำงานแบบไม่ต้องมีพิธีการ เพื่อจะได้ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับความผ่อนคลายนำไปสู่การพัฒนาได้ดีในภายภาคหน้าสืบไป

รอง ผบช.ลงพื้นที่ชายแดนมอบของบำรุงขวัญให้กำลังใจเจ้าหน้าที่

การที่ รอง ผบช.ลงพื้นที่ชายแดน เพื่อมอบขวัญและกำลังใจ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย การมีกำลังใจที่ดีถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการลงพื้นที่ชายแดนของ รอง ผบช.

  • สร้างขวัญและกำลังใจ: การเยี่ยมเยียนและมอบสิ่งของจำเป็นช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าได้รับการดูแลและเอาใจใส่
  • รับฟังปัญหา: การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการช่วยให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบปัญหาและข้อเสนอแนะจากผู้ปฏิบัติงาน
  • กำชับนโยบาย: การเน้นย้ำนโยบายสำคัญช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าใจแนวทางการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง

การปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนนั้นมีความยากลำบากและเสี่ยงอันตราย การที่ผู้บังคับบัญชาให้ความสำคัญและลงพื้นที่ไปให้กำลังใจด้วยตนเอง จึงเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก ทำให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนต่อไป

รอง ผบช.ลงพื้นที่ชายแดน และการมอบสิ่งของบำรุงขวัญไม่ใช่แค่การให้สิ่งของ แต่เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและความขอบคุณต่อความเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกท่าน

ที่มา – รอง ผบช.ลงพื้นที่ชายแดนมอบของบำรุงขวัญให้กำลังใจเจ้าหน้าที่