ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษสมี-มารศาสนา

รัฐบาลไทยกำลังเร่งเครื่องแก้ไขกฎหมายเพื่อจัดการกับปัญหาพระสงฆ์ที่กระทำผิดและประพฤติไม่เหมาะสม โดยมุ่งเน้นการเพิ่มโทษสำหรับ ‘สมี’ และ ‘มารศาสนา’ เพื่อฟื้นฟูความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา

รัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษเอาผิด ‘สมี-มารศาสนา’

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ที่ประพฤติมิชอบหรือกระทำผิดกฎหมาย โดยนายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้วางแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับพระสงฆ์ โดยเฉพาะในประเด็นที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

ปัจจุบัน สาเหตุแห่งความผิดของพระสงฆ์มี 4 ประเภทหลัก ได้แก่ การลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ เสพเมถุน และการอวดอุตริ ซึ่งหากผิดวินัยสงฆ์ จะเข้าข่ายอาบัติปาราชิกและต้องสึก แต่ในด้านกฎหมายของรัฐยังไม่มีบทลงโทษในบางกรณี เช่น เสพเมถุน และอวดอุตริ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีโทษทางอาญา เช่น การจำคุกหรือปรับ เพื่อให้สอดคล้องกับความวิตกกังวลของสังคมและวิกฤตศรัทธา

แนวทางการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่

  1. การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ: เช่น การมั่วสีกา ซึ่งอาจมีมูลเหตุจากความประสงค์ต่อทรัพย์ด้วย จึงควรมีการตรวจสอบรายรับรายจ่ายของวัดและพระอย่างรัดกุม
  2. การออกกฎหมายและข้อกำหนด: ขณะนี้ได้ประสานให้มหาเถรสมาคมออกกฎระเบียบเพิ่มเติม เช่น การห้ามวัดถือเงินสดเกิน 100,000 บาท หากเกินต้องนำฝากธนาคาร และต้องรายงานรายรับรายจ่ายต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทุกเดือน โดยสรุปรายงานปีละ 1 ครั้ง
  3. การป้องปราม: โดยจะประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยในการกำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ร่วมสอดส่องดูแลพฤติกรรมของพระสงฆ์ในชุมชน ผ่านเครือข่ายผู้นำหมู่บ้านและประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมเสนอให้แก้ไขบทลงโทษเกี่ยวกับพระปลอมที่เข้ามาแอบอ้างบวชเป็นพระสงฆ์ ซึ่งปัจจุบันบทลงโทษยังเบาอยู่ โดยจะปรับให้มีโทษปรับและโทษจำคุกที่ชัดเจนและเข้มงวดมากขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การหารือร่วมกับมหาเถรสมาคมซึ่งมีหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์โดยตรง

ความคืบหน้าล่าสุดในการแก้ปัญหาสมี-มารศาสนา

นายจิรายุ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ที่ประพฤติไม่เหมาะสมหรือกระทำผิดกฎหมาย ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยศูนย์ป้องกันปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา ได้เปิดปฏิบัติการ “กวาดลานวัด” เข้าตรวจค้นเป้าหมายกว่า 200 จุดทั่วประเทศ เพื่อจับกุมผู้ต้องหาคดีต่าง ๆ เช่น ยักยอกทรัพย์ ฟอกเงิน เมาแล้วขับ หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติดและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่แฝงตัวบวชเป็นพระ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักมีจำนวน 181 ราย แบ่งเป็นผู้ต้องหาที่ยังมีสถานะเป็นพระ 154 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีระดับเจ้าอาวาสรวมอยู่ด้วย และผู้ต้องหาที่สึกแล้วอีก 27 ราย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการจับกุม และดำเนินการตรวจค้นจุดเป้าหมายอื่น ๆ ต่อเนื่อง

การดำเนินการของรัฐบาลในการรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษเอาผิด ‘สมี-มารศาสนา’ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องพระพุทธศาสนาจากภัยคุกคามต่างๆ

  • การตรวจสอบรายรับรายจ่ายของวัด
  • การออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น
  • การปราบปรามพระสงฆ์ที่กระทำผิด

ล้วนเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา

“รัฐบาลยืนยันเดินหน้าอย่างจริงจังในการปกป้องและส่งเสริมพระพุทธศาสนา แก้วิกฤตศรัทธา เพื่อไม่ให้การกระทำของคนส่วนน้อยมาบั่นทอนความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันเป็นหูเป็นตาในการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส เพื่อร่วมกันปกป้องศาสนาของชาติให้บริสุทธิ์และมั่นคงสืบไป” นายจิรายุ กล่าว

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษเอาผิด ‘สมี-มารศาสนา’ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการที่จะทำให้พระพุทธศาสนากลับมาเป็นที่พึ่งทางใจของประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบผลสำเร็จ

การรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษเอาผิด ‘สมี-มารศาสนา’ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับพระพุทธศาสนาในระยะยาว เพื่อให้ศาสนาสามารถดำรงอยู่และเป็นแสงสว่างนำทางให้กับสังคมไทยต่อไป

ที่มา – รัฐบาลเร่งแก้กฎหมายสางปัญหาพระ เพิ่มโทษเอาผิด ‘สมี-มารศาสนา’

ปลัดอุตฯ สั่งกรมโรงงานเน้นใช้เทคโนโลยีจัดการ พร้อมเปลี่ยนการทำงาน ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสุนทร แก้วสว่าง นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา และนายปณตสรรค์ สูจยานนท์ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม รับมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน จากดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเป็นทิศทางการขับเคลื่อนภารกิจของกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี นายวีรพงษ์ เอี่ยมเจริญชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายเตมีย์ พันธุวงค์ราช ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เราคาดหวังสิ่งที่แตกต่างไม่ได้ ถ้าเราทำเหมือนเดิม จากสถานการณ์ความไม่สงบ ภัยพิบัติ การเอารัดเอาเปรียบประชาชน การลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ และกลไกเขตปลอดอากร ล้วนเป็นปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นให้ปัญหาภาคอุตสาหกรรมขยายวงกว้าง จึงเน้นย้ำให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินงานเชิงรุกด้วยแนวคิดใหม่ ๆ สู่การพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับระบบงานต่าง ๆ พร้อมพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน เพื่อรับมือกับความท้าทายในยุคปัจจุบันและอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ ภาคอุตสาหกรรมเติบโตอยู่ร่วมกับชุมชน ได้อย่างสมดุล

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้รับนโยบายแนวทางการดำเนินงานและการพัฒนาเปลี่ยนแปลง เร่งเปลี่ยนจาก “ตั้งรับ” เป็น “การรุก” ตลอดจนส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการครอบคลุมในทุกมิติ อย่างไรก็ดีการรับมอบนโยบายในครั้งนี้ ยังเป็นการเสริมแกร่งให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ได้แรงบันดาลใจและมุมมองใหม่ที่แตกต่าง นำไปสู่ทิศทางการดำเนินงานอย่างชัดเจน และกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวไปสู่ยุคใหม่ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

นอกจากนี้ดร.ณัฐพล ได้ติดตามผลการดำเนินงานในประเด็นสำคัญต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจกรมโรงงานอุตสาหกรรมให้บรรลุผลตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิ การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ด้วยระบบ E-License , การพิจารณาอนุญาตในคู่มือประชาชน , การตรวจสุดซอย , การกำกับโรงงานในเขตฟรีโซน , การดูแลและจัดการของกลางที่ทำการยึดอายัด , การปรับปรุงระเบียบการรับฟังความเห็นของประชาชน การออกคำสั่งตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเพิ่มบทลงโทษ “จับแรง ปรับแรง” เอาจริงกับผู้ประกอบการที่กระทำความผิด และส่งเสริมคุณค่าอย่างเป็นรูปธรรมต่อผู้ประกอบการดีที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

ปลัดอุตฯ สั่งกรมโรงงานเน้นใช้เทคโนโลยีจัดการ พร้อมเปลี่ยนการทำงาน ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’

จากนโยบายของปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงการทำงานจาก ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ก้าวทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการจัดการภายในกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการเปลี่ยนการทำงาน ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’

การเปลี่ยนการทำงานจาก ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน เนื่องจาก:

  • ช่วยให้สามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ: สถานการณ์โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การทำงานแบบตั้งรับอาจทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ ๆ ได้ทันท่วงที การทำงานแบบปรับรุกจะช่วยให้สามารถคาดการณ์ปัญหาและวางแผนรับมือล่วงหน้าได้
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน: การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการทำงาน จะช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวม
  • ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ: การทำงานที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการ และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม

ปลัดอุตฯ สั่งกรมโรงงานเน้นใช้เทคโนโลยีจัดการ พร้อมเปลี่ยนการทำงาน ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทยให้มีความทันสมัยและสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ผู้ประกอบการควรติดตามข่าวสารและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ธุรกิจของตนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับปรุงวิธีการทำงาน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติและวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

ที่มา – ปลัดอุตฯ สั่งกรมโรงงานเน้นใช้เทคโนโลยีจัดการ พร้อมเปลี่ยนการทำงาน ‘ตั้งรับ’ เป็น ‘ปรับรุก’

‘ธรรมนัส’ เยี่ยมให้กำลังใจทหารชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.68 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม(กธ.) และประธานมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมด้วยนายสะถิระ เผือกประพันธ์ สส.ชลบุรี พรรคกล้าธรรม ได้เดินทางเข้าเยี่ยมปลอบขวัญและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันประเทศและการสู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

โดยมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศลได้มอบเงินช่วยเหลือให้กับ ร.ต.เกียรติวงศ์ สถาวร หรือ “หมวดบุ๊ค ”นายทหารชาวชลบุรี นักเรียนเตรียมทหารรุ่น 60 และ นักเรียนนายร้อย จปร.รุ่นที่ 71 ศิษย์เก่าโรงเรียนสิงห์สมุทร อ.สัตหีบ ที่ได้รับบาดเจ็บสูญเสียขาขวา จำนวน 100,000 บาท และสิบเอก ธนศักดิ์ มาลา จำนวน 50,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลและครอบครัว ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนรู้สึกซาบซึ้งในความกล้าหาญและเสียสละของพี่น้องทหารทุกนาย ที่ยืนหยัดทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ แม้ต้องเผชิญกับอันตรายและความเสี่ยง การที่ผมได้มีโอกาสมาเยี่ยมวันนี้ ไม่ได้มาในฐานะนักการเมือง แต่มาในฐานะอดีตนายทหารคนหนึ่งที่เข้าใจหัวใจของเพื่อนทหารเป็นอย่างดี

“ผมหวังว่าการช่วยเหลือในวันนี้จะเป็นพลังใจเล็กๆ ที่ย้ำให้เห็นว่าทหารทุกนายไม่ได้ถูกลืม เรายังอยู่เคียงข้าง และพร้อมสนับสนุนทุกการช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ทั้งตัวเขาและครอบครัว จะไม่มีคนถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘ธรรมนัส’ เยี่ยมให้กำลังใจทหารเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปฏิบัติหน้าที่ของทหารหาญที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงภัยตลอดเวลาจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บในครั้งนี้ ถือเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจที่นักการเมืองและสังคมมีต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

ทำไมการให้กำลังใจทหารชายแดนไทย-กัมพูชาจึงสำคัญ

การให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความขอบคุณต่อความเสียสละของพวกเขา แต่ยังเป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ทหารเหล่านี้ต้องเผชิญกับความยากลำบาก ความเสี่ยง และความเหงา หากได้รับการสนับสนุนและกำลังใจ พวกเขาก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมีคุณค่าและมีความหมาย

นอกจากนี้ การเยี่ยมเยียนและให้ความช่วยเหลือยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังครอบครัวของทหารว่า พวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและได้รับการดูแลจากสังคม การสนับสนุนครอบครัวของทหารเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะครอบครัวเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวล

การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและการตระหนักถึงความสำคัญของผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ การกระทำเช่นนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ควรค่าแก่การยกย่องและส่งเสริมให้เกิดการสนับสนุนและช่วยเหลือทหารและครอบครัวทหารอย่างต่อเนื่องต่อไป

การช่วยเหลือของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มอบเงินช่วยเหลือให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้นที่สำคัญ แต่การดูแลในระยะยาวก็มีความจำเป็นเช่นกัน การสนับสนุนด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการให้ความช่วยเหลือด้านการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ดังนั้น การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้แสดงความห่วงใยและให้กำลังใจทหารชายแดนไทย-กัมพูชา จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และหวังว่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลและสนับสนุนทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติมากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาสมควรได้รับการยกย่องและดูแลเป็นอย่างดี

การใส่ใจดูแลทหารชายแดนไทย-กัมพูชาที่ได้รับบาดเจ็บไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของนักการเมืองหรือองค์กรการกุศลเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องร่วมกันแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจพวกเขาทุกวิถีทาง

ขอเป็นกำลังใจให้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชาทุกท่าน

ที่มา – ‘ธรรมนัส’ เยี่ยมให้กำลังใจทหารเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

กมธ.ต่างประเทศ แจงทูตญี่ปุ่น ปมชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.68 นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กมธ.การต่างประเทศในฐานะตัวแทนของรัฐสภา ได้เข้าพบ นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อสื่อสารกับมิตรประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดย กมธ.การต่างประเทศ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่น และขอบคุณเอกอัครราชทูตฯ ที่เดินทางไปร่วมสังเกตการณ์ในพื้นที่ความเสียหายของไทยด้วยตนเอง ซึ่งท่านทูตได้แสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบชาวไทยเช่นกัน

นายชลัฐ กล่าวว่า ในการพูดคุย คณะกรรมาธิการฯ ได้ยืนยันถึงจุดยืนของไทยที่ต้องการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาทวิภาคีต่างๆ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากกัมพูชา รวมทั้งเรื่องที่มีการใช้ทุ่นระเบิดที่ฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา พร้อมเน้นย้ำว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อนเมื่อวันที่ 24 ก.ค.68 โดยมุ่งเป้าไปที่พลเรือน ทำให้มีผู้บริสุทธิ์และเด็กเสียชีวิต ประชาชนอีกหลายแสนคนต้องอพยพหนีภัย นอกจากนี้รัฐบาลกัมพูชาใช้ “สงครามข่าวสารปลอม” เพื่อสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนกัมพูชาและนานาชาติ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ควรถูกประณาม

นายชลัฐ กล่าวต่อว่านอกจากนี้ กมธ.การต่างประเทศ ได้แสดงความยินดีที่ประธานอาเซียนเข้ามามีบทบาทในการทำให้เกิดการหยุดยิง และขอให้ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ในทั้งไทยและกัมพูชา ช่วยผลักดันนานาชาติ ให้จับตาดูการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชาอย่างเคร่งครัด โดยเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นได้แสดงความขอบคุณต่อการเข้าพบด้วยความจริงใจ และตรงไปตรงมา และยินดีที่จะสนับสนุนให้เกิดการเจรจา เพื่อนำมาซึ่งสันติสุขในภูมิภาคต่อไป

นายชลัฐ ยังได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวว่า แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงแล้ว แต่ยังคงต้องมีผู้รับผิดชอบต่อการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา อนุสัญญาเจนีวา และการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น และจะร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อผลักดันการฟ้องร้องกัมพูชาในระดับนานาชาติต่อไป.

กมธ.ต่างประเทศ พบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กมธ. ตปท. ได้เข้าพบทูตญี่ปุ่นเพื่อหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ความเคลื่อนไหวของ กมธ.ต่างประเทศ ต่อสถานการณ์ชายแดน

กมธ.ต่างประเทศ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการผลักดันให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยการเข้าพบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างความเข้าใจและแสวงหาความร่วมมือจากนานาชาติ การที่กมธ.ต่างประเทศหยิบยกประเด็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา และการใช้สงครามข่าวสารปลอมขึ้นมานั้น แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และความมุ่งมั่นที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การที่ประเทศไทยพยายามแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาทวิภาคี แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากกัมพูชา เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ และจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากนานาชาติในการผลักดันให้เกิดการเจรจาอย่างจริงจัง การที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ในทั้งไทยและกัมพูชา พร้อมที่จะสนับสนุนให้เกิดการเจรจา เป็นสัญญาณที่ดี และหวังว่านานาชาติจะร่วมมือกันเพื่อนำมาซึ่งสันติสุขในภูมิภาคโดยเร็ว

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาสันติภาพและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การเจรจาและการทูตเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน หวังว่าทุกฝ่ายจะตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและร่วมมือกันเพื่อสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

การดำเนินการของ กมธ.ต่างประเทศ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสันติวิธี และความพยายามในการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติเพื่อผลักดันให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งไทย กัมพูชา และนานาชาติ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – ‘กมธ.ต่างประเทศ’พบเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ลดน้ำหนักได้จริง! ด้วย ‘อาหารแปรรูปต่ำ’

ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่าการเลือกรับประทาน ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ สามารถช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้มากกว่าที่คิด! สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ เมดิซีน ได้ทำการทดลองโดยให้ผู้เข้าร่วมลดน้ำหนักด้วยวิธีการรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด

การทดลองนี้เปรียบเทียบการรับประทานอาหาร เช่น พาสตา ไก่ และผัก ซึ่งถือเป็น ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ กับการรับประทานอาหารแปรรูปที่ได้มาตรฐานทางโภชนาการ เช่น อาหารแช่แข็งพร้อมอุ่น ซีเรียล โปรตีนบาร์ และโปรตีนเชค แบบไหนจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ากัน

ในการทดลองมีผู้เข้าร่วม 55 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุตั้งแต่ 20 ปีตอนต้นจนถึงกลาง 60 ปี ทุกคนมีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในช่วงน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ที่น่าสนใจคือ มากกว่า 2 ใน 3 ของพลังงานที่กลุ่มตัวอย่างได้รับ มาจากอาหารแปรรูปขั้นสูง

นักวิจัยได้ออกแบบอาหาร 2 ประเภทตามมาตรฐานโภชนาการของสหราชอาณาจักร โดยควบคุมปริมาณน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว และโซเดียม ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อาหารประเภทแรกเน้น ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ เช่น ข้าวโอ๊ตที่ถูกเก็บข้ามคืน โยเกิร์ตรสธรรมชาติ และสปาเกตตีโบโลเนสแบบทำเอง ส่วนอาหารประเภทที่สองประกอบด้วยอาหารแปรรูปขั้นสูงที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ซีเรียลธัญพืชเต็มเมล็ด นมจากพืช โยเกิร์ตแต่งรส และลาซานญาแช่แข็ง

ผลการทดลองพบว่า ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยอาหารทั้งสองประเภท อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ยแล้ว ภายในระยะเวลา 2 เดือน กลุ่มที่บริโภค ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่า โดยลดได้ประมาณ 2 กิโลกรัม ในขณะที่กลุ่มที่บริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูงลดได้เพียง 1 กิโลกรัม

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากบริโภคอาหารตามรูปแบบเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี ผู้ที่บริโภค ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ อาจสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 9-13% เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจลดได้เพียง 4-5% นอกจากนั้น ผู้ที่รับประทานอาหารแปรรูปต่ำยังสามารถลดไขมันในร่างกายได้มากกว่าถึง 2 เท่าอีกด้วย

‘อาหารแปรรูปต่ำ’ ทางเลือกเพื่อการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน

ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การเลือกรับประทานอาหารที่มีกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด สามารถส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักได้มากกว่าการพึ่งพาอาหารแปรรูปที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการเพียงอย่างเดียว

ทำไม ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ ถึงช่วยลดน้ำหนักได้ดีกว่า?

เหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้คืออาหารแปรรูปต่ำ มักจะมีใยอาหาร (fiber) สูงกว่า ซึ่งทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้นและลดความอยากอาหาร นอกจากนี้ อาหารแปรรูปต่ำมักจะมีน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม น้อยกว่าอาหารแปรรูปขั้นสูง ซึ่งช่วยลดปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวัน

  • ใยอาหารสูง: ช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหาร
  • น้ำตาลน้อย: ลดปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับ
  • ไขมันต่ำ: สนับสนุนการลดน้ำหนัก
  • โซเดียมต่ำ: ดีต่อสุขภาพโดยรวม

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหันมาเน้น ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักและรักษาสุขภาพในระยะยาว ลองเริ่มต้นด้วยการทำอาหารรับประทานเองให้มากขึ้น เลือกซื้อวัตถุดิบสดใหม่จากตลาด หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ถึงแม้ว่าอาหารแปรรูปบางชนิดจะมีประโยชน์และสะดวกสบาย แต่การให้ความสำคัญกับอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด จะช่วยให้คุณได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วน และลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดจากการบริโภคอาหารแปรรูปมากเกินไป

เริ่มต้นวันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีและรูปร่างที่สมส่วนกว่าเดิม!

ที่มา – ผลการศึกษาชี้ ‘อาหารแปรรูปต่ำ’ ช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้น

กัมพูชารับข้อเสนอไทย: เกณฑ์วัดใจ 3 ระดับ

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการเจรจาคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (GBC) ที่ประเทศมาเลเซียว่า ฝ่ายกัมพูชานั้นได้ตอบรับข้อเสนอของไทยแล้ว และได้มีการตั้งเกณฑ์วัดความจริงใจของกัมพูชาไว้ 3 ระดับ

กัมพูชารับข้อเสนอไทย: เกณฑ์วัดใจ 3 ระดับ

ในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และประชุมคณะรัฐมนตรีชุดเล็ก พล.อ.ณัฐพล ได้กล่าวถึงรายละเอียดเบื้องต้นว่า ข้อเสนอที่ไทยได้เสนอไปนั้นได้รับการเห็นชอบร่วมกันจากฝ่ายกัมพูชา โดยมีข้อเสนอประมาณ 13-14 ข้อที่ตรงกับที่ สมช. ได้อนุมัติไป

พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงกรณีที่ผ่านมาที่มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเล็กๆ น้อยๆ ว่าจะต้องมีการกำกับกันต่อไป แต่โดยส่วนตัวแล้วเขามองว่าฝ่ายกัมพูชามีความจริงใจที่จะหยุดยิงจากการบรรลุข้อตกลงในระดับกองเลขาฯ โดยได้แบ่งระดับความจริงใจไว้ 3 ระดับด้วยกัน:

  1. ระดับกองเลขาฯ: ถือว่าผ่านเรื่องความจริงใจในระดับหนึ่ง
  2. ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม: ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 7 ส.ค. ถือเป็นการวัดความจริงใจในระดับที่ 2
  3. ระดับการปฏิบัติจริง: คือการทำตามที่ตกลงกันไว้

ดังนั้น พล.อ.ณัฐพล จึงเห็นว่ากัมพูชาได้ผ่านเกณฑ์ความจริงใจไปแล้ว 1 ระดับ คือการที่กองเลขาฯ ตอบรับข้อเสนอของฝ่ายไทย ซึ่งปกติแล้วในการประชุมจากฝ่ายกองเลขาฯ ของ GBC ฝ่ายกัมพูชามักจะรอฟังข้อเสนอจากฝ่ายไทยก่อน แล้วจึงให้ข้อพิจารณามาในการแลกเปลี่ยน แต่ในการประชุมครั้งนี้ก็ได้ข้อสรุปที่น่าพอใจภายใน 3 วัน

เงื่อนเวลาและผลประโยชน์ของชาติ

พล.อ.ณัฐพล ยอมรับว่ามีเรื่องเงื่อนเวลาอยู่ในข้อเสนอที่ไทยเสนอไป แต่ขอพิจารณารายละเอียดในช่วงครึ่งวันก่อน และขอให้ทุกคนสบายใจได้ว่าไทยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก และคำนึงถึงอธิปไตยเป็นสำคัญ

สิ่งที่เน้นย้ำคือ การประชุม GBC จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศเป็นประธาน ซึ่งกรอบการพิจารณาส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่อำนาจความมั่นคงในเรื่องของการหยุดยิง นอกจากนี้ยังมีงานอื่นๆ ที่ต้องทำอีกหลายอย่าง เช่น เรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายของพลเรือน หรือเรื่องเขตแดน ซึ่งจะมีการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ต่อไป

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เลขาธิการ สมช. เป็นประธานการประชุมพิจารณาแบ่งมอบงานให้เรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนสบายใจว่าใครจะรับผิดชอบในเรื่องใด

ส่วนเรื่องของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จะมุ่งไปที่ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะคือส่วนราชการต่างๆ ที่มาร่วมกันทำงาน เพราะหากรวมการทำงานแล้วอยู่ในระยะยาว จะทำให้กลไกในปกติไม่สามารถทำงานได้

ข้อเสนอของกัมพูชาและ MOU 2543

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เขาไม่ทราบถึงเงื่อนไข 2 ข้อที่ฝ่ายกัมพูชาขอปรึกษาจากกรุงพนมเปญ เพราะยังไม่ได้ตรวจสอบกับกองเลขาฯ แต่หากมีการซักถามแล้วข้อเสนอเดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นจึงต้องรอฟังข้อสรุปในวันที่ 6 ส.ค.

สำหรับการประชุม GBC หากเสร็จสิ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปในการพูดคุยในคณะกรรมการชุดอื่นน่าจะง่ายขึ้น แต่ในความรู้สึกของเขาไม่น่าจะเกี่ยวกัน เพราะขั้นต่อไปคือ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ซึ่งเป็นระดับล่างลงไป ซึ่งในการประชุม GBC มีรายละเอียดเรื่องการหยุดยิง และปรับกำลัง หรือวางกำลัง ที่การประชุม RBC เป็นผู้กำหนด แต่ GBC ตีกรอบไว้ให้

ส่วนกลไก JBC เป็นสิ่งที่กัมพูชาบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด เพราะไทยอยากให้เข้าประชุมดังกล่าว เนื่องจากเป็นการประชุมระดับทวิภาคี แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าฝ่ายกัมพูชาอยากให้ไปศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีหลายงานและหน่วยที่รับผิดชอบแตกต่างกันไป

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า MOU 2543 ยังมีประโยชน์ เพราะการที่เรากล่าวหาฝ่ายกัมพูชาได้ในปัจจุบันกับนานาประเทศ คือ กัมพูชาผิด MOU 2543 ถ้าไม่มีข้อตกลงดังกล่าว ก็ไม่มีข้ออ้างอิง หรือกติกาที่จะไปกล่าวหากัมพูชาได้เลย เช่น ที่เรากล่าวหากัมพูชาว่า มาขุดคูเลตในเขตประเทศไทย ซึ่งสิ่งนี้ผิด MOU 2543 แต่ถ้าไม่มี MOU 2543 ไทยจะไปกล่าวหากัมพูชาอย่างไร

ในตอนท้าย พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า แม้ว่าสื่อกัมพูชาจะออกมาบอกว่าไม่ได้เต็มใจรับข้อเสนอทั้งหมด แต่ไทยยึดตามเอกสารที่มีการลงนามร่วมกัน และมีการมีผู้สังเกตการณ์เข้าร่วม ซึ่งจะเป็นพยานยืนยันข้อตกลงระหว่างสองประเทศ

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้จะยังมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่การที่ กัมพูชารับข้อเสนอไทย ถือเป็นสัญญาณบวก และการมีเกณฑ์วัดความจริงใจ 3 ระดับ จะช่วยให้เราติดตามและประเมินสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘บิ๊กเล็ก’ เผย ‘กัมพูชา’ รับข้อเสนอไทย ชี้ตั้งเกณฑ์วัดความจริงใจกัมพูชา 3 ระดับ

สพฐ. จับมือ มสธ. ส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมและพัฒนาทักษะของนักเรียนที่มีความถนัดและความสามารถด้านการผลิตภาพยนตร์ ให้มีโอกาสแสดงศักยภาพ ฝึกฝนทักษะ และได้รับประสบการณ์จากผู้กำกับมืออาชีพ อันจะนำไปสู่การประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างมืออาชีพ

ภายใต้เจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการส่งเสริมศักยภาพและจินตนาการของเยาวชนไทย สพฐ. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ได้จัดทำ “โครงการยุวชนฉายฝัน” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้ สร้างสรรค์ และลงมือทำสื่อด้วยตัวเอง โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์

ปี 2567 คือปีแห่งการ “ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์” เยาวชนมัธยมศึกษาทั่วประเทศได้ร่วมเดินทางผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการศาสตร์และศิลป์ สร้าง “สื่อสร้างสรรค์” ที่ทั้งมีคุณภาพและจิตสำนึก โครงการนี้จึงเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

เพราะเราเชื่อว่าเด็กและเยาวชนคือพลังของการเปลี่ยนแปลง เมื่อพวกเขาได้รับโอกาสในการเรียนรู้ ลงมือทำ และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ พวกเขาจะเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ทรงคุณค่า และส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สังคม

เพื่อจุดประกายฝันและผลักดันศักยภาพของเยาวชน โครงการได้จัดการประกวด “ผลงานสื่อสร้างสรรค์” โดยมี 2 ประเภทรางวัลหลัก:

  • รางวัลประเภทยอดเยี่ยมระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย
    • รางวัลชนะเลิศ: เงินรางวัลทีมละ 100,000 บาท
    • รองชนะเลิศ อันดับ 1–4: เงินรางวัล 40,000 – 100,000 บาท
    • ทุกทีมได้รับเกียรติบัตรและโล่รางวัล
  • รางวัลประเภทยอดนิยม (Popular Vote) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย
    • รางวัลทีมละ 50,000 บาท พร้อมเกียรติบัตรและโล่รางวัล

สพฐ. จับมือ มสธ. ส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

“โครงการยุวชนฉายฝัน” ไม่ใช่แค่เวทีการประกวด แต่มันคือเวทีแห่งการเติบโต ความหวัง และการฉายแสงของความฝัน เพราะเราเชื่อว่าทุกความฝันของเยาวชนมีคุณค่า ควรได้รับโอกาสในการ ‘ฉาย’ ให้โลกได้เห็น ยุวชนฉายฝัน ฝันให้ไกล สร้างสรรค์ให้เป็นจริง

ทำไมการส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์จึงสำคัญ?

การส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์ในเยาวชนมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • พัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21: การสร้างสื่อต้องใช้ทักษะที่หลากหลาย เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการสื่อสาร ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการประสบความสำเร็จในโลกยุคปัจจุบัน
  • ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม: การเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สร้างสรรค์สื่อของตนเอง จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ
  • สร้างพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ: การเรียนรู้การสร้างสื่ออย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยให้เยาวชนเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม
  • สร้างโอกาสทางอาชีพ: อุตสาหกรรมสื่อเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การมีทักษะในการผลิตสื่อจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานให้กับเยาวชน

โครงการ “ยุวชนฉายฝัน” เป็นตัวอย่างที่ดีของการส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์ ที่ช่วยให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองและสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การสนับสนุนโครงการในลักษณะนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับเยาวชนไทย

การที่ สพฐ. จับมือกับ มสธ. ในการดำเนินโครงการนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคตของชาติ

ที่มา – สพฐ. จับมือ มสธ.ส่งเสริมผลิตสื่อสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ โดยมูลนิธิผืนป่าในใจเรา

มูลนิธิผืนป่าในใจเรา ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกิจกรรม“ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ” ณ พื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์ บ้านหนองนกเขียน ตำบลภูหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ในเขตพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ โดยมีนางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิผืนป่าในใจเรา ให้การต้อนรับ นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในการจัดกิจกรรม พร้อมด้วย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากูลปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมด้วย นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ นางสาวนันทิกา นิลวรสกุล นายแพทริค หอรัตนชัย และนางภาวินี ไชยสิทธิ์ คณะที่ปรึกษาและผู้บริหารจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้    

นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิผืนป่าในใจเรา กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ มูลนิธิผืนป่าในใจเราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปลูกป่าเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ในครั้งนี้ ซึ่งมีการปลูกกล้าไม้มากกว่า ,๐๐๐ ต้น โดยเป็นกล้าไม้ที่ได้รับการผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา เช่น เห็ดตะไคร เห็ดระโงก และเห็ดตับเต่า ซึ่งจะสามารถเจริญเติบโตร่วมกับรากไม้ และช่วยสร้างระบบนิเวศให้มีความสมบูรณ์ และยังให้ผลผลิตเป็นเห็ดบริโภคได้ในอนาคตที่จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริม และสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการฟื้นฟู ดูแลรักษาผืนป่า ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหามลภาวะและสร้างสมดุลกับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมถึงอนุรักษ์สัตว์ป่าสงวนที่ใกล้สูญพันธุ์ เพื่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สอดคล้องตามพันธกิจหลักของมูลนิธิผืนป่าในใจเรา

โดยได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และหลายภาคส่วน ตามที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช และศูนย์วนวัฒนวิจัยที่  (นครราชสีมา) ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีจากงานวิจัย ภายใต้โครงการ “การอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมต้นแบบการปลูกไม้มีค่าและพืชเศรษฐกิจร่วมกับการเพาะเห็ดไมคอร์ไรซาแบบครบวงจร” ดำเนินการโดยนักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) องค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดนี้ เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม สามารถประยุกต์ใช้กับทรัพยากร และอุปกรณ์พื้นฐานในระดับครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประชาชนสามารถผลิตกล้าไม้ และเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซาเพื่อใช้ในการปลูกป่า และยังสร้างรายได้จากการเก็บเกี่ยวเห็ดที่เกิดร่วมกับต้นไม้ในอนาคต เป็นการพัฒนาอาชีพบนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

กิจกรรมดังกล่าว สืบเนื่องมาจากการจัดอบรมการผลิตเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา และการเตรียมกล้าไม้ผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา ณ ศูนย์วนวัฒนวิจัยที่  (นครราชสีมาให้แก่นักเรียน และประชาชน จำนวน ๗๐ คน ด้วยความร่วมมือของ มูลนิธิผืนป่าในใจเรา และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินกิจกรรมปลูกป่าดังที่กล่าวข้างต้น โดยใช้กล้าไม้ผสมเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา จำนวน ,๐๐๐ กล้า โดยเชื้อเห็ดบางส่วนได้จัดซื้อมาจาก “มูลนิธิเห็ดไมคอร์ไรซาเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ ซึ่งทำงานร่วมกับเครือข่ายชุมชนไม้มีค่าที่ได้รับรางวัลระดับประเทศจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  

“มูลนิธิผืนป่าในใจเรา” พร้อมสนับสนุนความร่วมมือทุกมิติในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนป่าของประเทศไทยอย่างยั่งยืน “จากหนึ่งกล้า สู่ผืนป่าในใจเรา”

กิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ

กิจกรรม ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ นี้ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ยังเป็นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ความสำคัญของการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ

การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย

การร่วมมือของทุกภาคส่วนในการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

ที่มา – มูลนิธิผืนป่าในใจเรา และไทยเบฟ ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จับตา! ประชุม สมช.-ครม. เคาะข้อเสนอ GBC

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการประชุมสำคัญที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นความมั่นคงชายแดน และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ

การประชุม ‘สมช.-ครม.นัดพิเศษ’ จ่อเคาะ 8 ข้อเสนอฝ่ายไทยเจรจา ‘จีบีซี’ 7 ส.ค. นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และคณะรัฐมนตรีวาระพิเศษ โดยมีวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 8 ข้อ เพื่อนำไปเจรจาในการประชุมจีบีซี

จับตาประชุม ‘สมช.-ครม.นัดพิเศษ’ จ่อเคาะ 8 ข้อเสนอฝ่ายไทยเจรจา ‘จีบีซี’ 7 ส.ค.

คณะผู้แทนฝ่ายไทยในการประชุมจีบีซี นำโดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา นำโดย พล.อ.เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา การพบปะและหารือระหว่างผู้แทนระดับสูงของทั้งสองประเทศ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

8 ข้อเสนอสำคัญที่ต้องจับตา

สำหรับ 8 ข้อเสนอของฝ่ายไทยที่ถูกนำมาพิจารณาในการประชุม ‘สมช.-ครม.นัดพิเศษ’ จ่อเคาะ 8 ข้อเสนอฝ่ายไทยเจรจา ‘จีบีซี’ 7 ส.ค. มีรายละเอียดดังนี้:

  1. หยุดยิงเด็ดขาด: ทั้งไทยและกัมพูชาตกลงที่จะหยุดยิงในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เพื่อป้องกันการปะทะและการสูญเสีย
  2. คุ้มครองประชาชน: เน้นย้ำมาตรการคุ้มครองพลเรือน โดยจะไม่โจมตีที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  3. งดเสริมกำลัง: ห้ามนำกำลังทหารหรือยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมเข้าไปในพื้นที่พิพาท เพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
  4. ห้ามเคลื่อนย้ายกำลังพล: ควบคุมการเคลื่อนย้ายกำลังพลในพื้นที่ชายแดน เพื่อลดความเข้าใจผิดและความตึงเครียด
  5. ความร่วมมือในการส่งกลับประชาชน: อำนวยความสะดวกในการส่งกลับประชาชน ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต
  6. จัดตั้งชุดประสานงานเฉพาะกิจ: จัดตั้งทีมงานเพื่อสื่อสารและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ (ฝ่ายละ 4 นาย)
  7. ปรับกำลังทหาร: ปรับกำลังทหารเพื่อลดการเผชิญหน้า
  8. ข้อตกลงระดับนโยบาย: หากเห็นพ้องกัน อาจนำไปสู่การลงนามข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ในระดับนโยบาย

ข้อเสนอเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนในพื้นที่

การประชุม ‘สมช.-ครม.นัดพิเศษ’ จ่อเคาะ 8 ข้อเสนอฝ่ายไทยเจรจา ‘จีบีซี’ 7 ส.ค. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ผลการเจรจาในการประชุมจีบีซี จะมีผลต่อการดำเนินนโยบายชายแดน และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การเจรจาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับความร่วมมือในระยะยาว การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะนำไปสู่การพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศในอนาคต

ที่มา – จับตาประชุม ‘สมช.-ครม.นัดพิเศษ’ จ่อเคาะ 8 ข้อเสนอฝ่ายไทยเจรจา ‘จีบีซี’ 7 ส.ค.

‘ภูมิธรรม’ ชื่นชม วปอ.บอ. รุ่น 2 ช่วยพัฒนาชาติ

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานรับฟังการแถลงผลการศึกษาของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 2 ในงาน “FUTURE READY, FUTURE LEADER FORUM 2025 : สร้างความพร้อม ขับเคลื่อนอนาคต” โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บัญชาการเหล่าทัพ พล.ต.ชัชวาลย์ พยุงวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร วปอ.บอ. และคณะนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 2 จำนวน 224 คน ร่วมงาน ณ อาคารอเนกประสงค์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

โดย นายภูมิธรรม กล่าวว่า แสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสรับฟังข้อเสนอจากนักศึกษา ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองที่ลึกซึ้งและรอบด้านในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติ พร้อมเชื่อมั่นว่า การรับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายครั้งนี้จะช่วยต่อยอดแนวคิด ขยายวิสัยทัศน์ และเชื่อมโยงกับภารกิจของภาครัฐในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้บรรลุเป้าหมาย

“ตนประทับใจในการนำเสนอของนักศึกษาที่แสดงถึงความกล้าคิด กล้าทำ และมองอนาคตอย่างสร้างสรรค์ เชื่อมั่นว่า แนวคิดเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่าเดิมได้ ซึ่งความคิดและวิสัยทัศน์ที่นักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. นำเสนอ เกิดจากการบ่มเพาะความคิดของผู้นำแห่งอนาคต ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องของตำแหน่งหรืออำนาจเท่านั้น แต่คือ ความเข้าใจในโลกยุคใหม่ ความรับผิดชอบต่อสังคม และหัวใจที่พร้อมก้าวไปสู่อนาคตอย่างแท้จริง โดยหากสามารถขยายแนวคิดเหล่านี้ออกไปในวงกว้าง เพื่อให้เกิดการถกเถียง สังเคราะห์ และนำไปปฏิบัติได้จริง จะช่วยยกระดับคุณภาพนโยบายสาธารณะในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และความคิดของผู้คน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างยิ่ง การเข้าใจบริบทเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการกำหนดทิศทางความมั่นคงในอนาคต” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมมองเห็นปัญหาและมีส่วนร่วมเสนอแนวทาง คือรากฐานของประชาธิปไตยที่แท้จริง และเป็นหนทางสำคัญในการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้ประเทศได้

‘ภูมิธรรม’ชื่นชม วปอ.บอ.รุ่น 2 นำเสนอแนวคิดสามารถต่อยอดเพื่อความมั่นคง-พัฒนาประเทศ

การที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชื่นชมแนวคิดจากนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นจากคนรุ่นใหม่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การสนับสนุนและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับประเทศไทย

แนวคิดจาก วปอ.บอ. รุ่น 2 สร้างความมั่นคงและพัฒนาประเทศได้อย่างไร?

แนวคิดที่นำเสนอโดยนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 2 นั้น ครอบคลุมหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น แนวคิดเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจเชิงนโยบาย และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

การนำแนวคิดเหล่านี้ไปต่อยอดและปฏิบัติจริง จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน ‘ภูมิธรรม’ชื่นชม วปอ.บอ.รุ่น 2 นำเสนอแนวคิดสามารถต่อยอดเพื่อความมั่นคง-พัฒนาประเทศ และถือเป็นสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากคนรุ่นใหม่

การที่นักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 2 ได้นำเสนอแนวคิดที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อความมั่นคงและพัฒนาประเทศได้นั้น สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการเป็นผู้นำแห่งอนาคต การสนับสนุนและส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับประเทศไทย

ภูมิธรรม’ชื่นชม วปอ.บอ.รุ่น 2 นำเสนอแนวคิดสามารถต่อยอดเพื่อความมั่นคง-พัฒนาประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการลงทุนในการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ดังนั้น เราจึงควรสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างคนรุ่นต่างๆ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมสำหรับประเทศไทย

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ชื่นชม วปอ.บอ.รุ่น 2 นำเสนอแนวคิดสามารถต่อยอดเพื่อความมั่นคง-พัฒนาประเทศ