ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สว.อิสระ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ปม สว.138 คน

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ณ รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส และ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มอิสระ ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการรวบรวมรายชื่อ สว. จำนวน 21 คน เพื่อยื่นคำร้องต่อนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยสถานะของ สว. จำนวน 138 คน ว่าสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากถูกกล่าวหาในประเด็นการฮั้วเลือก สว. หรือไม่

น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวว่า สว. กลุ่มอิสระกว่า 50 คน มีความเห็นตรงกันว่า จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ปรากฏจากการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้ให้เห็นว่า สว. จำนวนหนึ่งมีมูลกระทำการทุจริตในการเลือก สว. ปี 2567 หรือการฮั้ว สว. ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเป็นธรรม แม้ว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่เรื่องราวเหล่านี้ได้ผ่านการไต่สวนในอนุกรรมการ กกต. ชุดที่ 26 แล้ว และขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต.

น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากมีความกังวล จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเรียกสำนวนมาสืบสวนต่อไป ได้แก่ 1. สำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ของดีเอสไอ เกี่ยวกับการดำเนินการของพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดตัวบุคคลในการรับเลือก สว. 2. ข้อมูลจากอธิบดีดีเอสไอ รองอธิบดีดีเอสไอที่ได้รับมอบหมาย 3. รายงานการสืบสวนและไต่สวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนชุดที่ 26 4. ข้อมูลจากประธานการสืบสวนและไต่สวนหรือรองประธานที่ได้รับมอบหมาย และ 5. เส้นทางการเงินค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองนั้นในกระบวนการแทรกแซงการเลือก สว.

“บางคนถึงกับบอกว่า แม้แต่อยู่บนดาวอังคารก็ยังเห็นได้ชัดเจนว่ามีกระบวนการที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งเป็นเหตุแห่งความทุกข์ของบรรดา สว. กลุ่มอิสระ ที่เวลาไปเดินตลาดก็จะมีคนซักถามว่าเป็น สว. ฮั้ว หรือไม่ ถูกติฉินนินทาเป็นจำนวนมาก ดังนั้น สว. จำนวนหนึ่งไม่ต่ำกว่า 30 ท่าน จึงได้รวบรวมกันลงลายมือชื่อ และมอบเอกสารให้กับประธานวุฒิสภาต่อไป” น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่ม สว.อิสระ ได้ร่วมลงชื่อครบตามจำนวน 1 ใน 10 ของวุฒิสภา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงได้นำเสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป โดยคำร้องดังกล่าวได้ขอให้ 1. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้สมาชิกภาพของการเป็น สว. 138 คน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 111 (7) ประกอบมาตรา 113

น.ส.นันทนา กล่าวว่า 2. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ สว. 138 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย หรืออย่างน้อยให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงอื่น ๆ ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า เนื่องจากผลการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้สรุปสำนวน และส่งมอบให้กับทาง กกต. แล้ว ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน เป็น สว. ที่อยู่ในตำแหน่ง 138 คน เป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวมถึงเครือข่ายอีก 91 คน ในข้อหาขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 36 62 และ 77 รวมถึงมาตรา 113 ที่ห้าม สว. อยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ได้ส่งให้ทาง กกต. แล้วเพื่อให้พิจารณาส่งต่อศาลฎีกาแผนกการเลือกตั้งต่อไป

“แต่ กกต. อาจใช้เวลายาวนานถึง 8 เดือน ในการส่งฟ้อง ซึ่งนับจากวันนี้ 8 เดือน คือมีนาคมปีหน้า ความล่าช้าในกระบวนการย่อมส่งผลเสียต่อกระบวนการนิติบัญญัติและกระบวนการยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือ ในระหว่างที่ยังไม่มีการส่งฟ้อง สว. เสียงข้างมาก ก็ยังคงให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอย่างต่อเนื่อง จากการลงมติดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมอย่างกว้างขวางในเรื่องเครือข่ายที่โยงใยสัมพันธ์กับพรรคการเมืองมายังผู้ที่ถูกเลือก ซึ่งหากปล่อยให้กระบวนการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระดำเนินต่อไป จนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า สว. จะได้เลือก กกต. เพิ่มไปอีก 4 คน ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มอีก 1 คน ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้วินิจฉัยตัดสินคดีที่ สว. 138 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหาอยู่” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า ขณะนี้เริ่มมีการนำกลไกจริยธรรมมาใช้กับผู้เห็นต่างแบบไม่สมเหตุสมผล ด้วยเหตุผลดังกล่าว กลุ่ม สว.อิสระ จึงมีความเห็นว่าหากปล่อยให้วุฒิสภามีพฤติการณ์แบบนี้ต่อไปย่อมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติและเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระ จึงขอนำรายชื่อ สว. จำนวน 1 ใน 10 ของวุฒิสภา ส่งไปถึงประธานวุฒิสภาเพื่อโปรดนำส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยพลัน

“พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานวุฒิสภาจะใช้มาตรฐานเดียวกับที่ท่านได้รับคำร้องของ สว. เสียงข้างมาก ในตอนเช้าและดำเนินการส่งศาลรัฐธรรมนูญในตอนบ่ายทันที เราหวังว่าเราจะได้มาตรฐานเดียวกันเช่นเดียวกับที่ท่านได้ปฏิบัติกับ สว. เสียงข้างมาก” น.ส.นันทนา กล่าวว่า

เมื่อถามว่าหากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จริง วุฒิสภาจะเดินหน้าไปต่อได้หรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า หากเป็นการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยศาล การทำหน้าที่ของ สว. ในสภาที่เหลือก็สามารถดำเนินการต่อไปได้แบบเป็นองค์ประชุม เพราะถือเป็นการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว หากมีคำวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งถึงจะดำเนินการเลื่อน สว. สำรองขึ้นมา

ส่วนกรณี สว. 1 ใน 10 เกินจำนวน 20 คน ไปเยอะหรือไม่ น.ต.วุฒิพงษ์ กล่าวว่า ประมาณ 30 บวกลบ และไม่น่าเป็นห่วง เพราะขณะนี้มีโทรศัพท์เข้ามาทุกวันว่าอยากได้อะไรหรืออยากทำอะไรก็ทำให้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่ยังทำไม่ได้คือการคืนความยุติธรรมให้ประชาชน

เมื่อถามอีกว่าจำนวน สว. 138 คน ถือว่าเยอะมากเห็นควรให้การเลือก สว. ครั้งนี้เป็นโมฆะหรือไม่ น.ต.วุฒิพงษ์ กล่าวว่า จะเป็นโมฆะหรือไม่ ก็มีบรรจุในรัฐธรรมนูญไว้แล้วว่าการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะก็ต่อเมื่อสมาชิกวุฒิสภาเหลือไม่ครบ 100 คน รวมถึงการเลื่อน สว. สำรองขึ้นมาแล้ว แต่ถ้ายังเกิน 100 คนอยู่ยังสามารถเดินหน้าต่อได้

เมื่อถามอีกว่าเชื่อมั่นในคำร้องและหลักฐานที่จะให้ศาลพิจารณาหรือไม่เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกเชื่อมโยงกับ สว. เสียงข้างมาก น.ต.วุฒิพงษ์ กล่าวว่า การพิจารณาผ่านกระบวนการยุติธรรมเราเคารพอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ผ่านก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เราไม่ได้มีอะไรที่ขัดแย้งส่วนตัว หากเขารอดได้ก็ดี

น.ส.นันทนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อหาที่แจ้งในคำร้อง คือมาตรา 113 สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ยอมตนอยู่ภายใต้พรรคการเมือง แต่จากหลักฐานที่ กกต. และดีเอสไอ ร่วมกันตรวจสอบและแจ้งข้อกล่าวหาชี้ชัดไปว่า สว. ที่ได้เข้ามา 138 คน นั้นมีความสัมพันธ์ และเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่าหลักฐานที่ศาลจะเรียกมาจากดีเอสไอและ กกต. น่าจะชัดเจนและหนักแน่นพอที่จะดำเนินการเอาผิด กับผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการนี้

“แต่ถ้าปล่อยให้ไปถึงมีนาคมปีหน้า บุคลากรในองค์กรอิสระจะถูกคัดเลือกจาก สว. ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา และประชาชนก็จะต้องกังขาในผลการวินิจฉัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อป้องกันหายนะที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปจึงร้องขอต่อศาล ให้ศาลมีคำสั่งให้ สว. เสียงข้างมากหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยชั่วคราว จนกว่าคำวินิจฉัยของศาลจะออกมา” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีปฏิบัติการคลื่นใต้น้ำ และมีปฏิบัติการโทรล็อบบี้กันถึงเช้า หากทราบว่ามีใครอยู่ในรายชื่อก็จะโทรรังควานให้ถอนชื่อออก ตอนนี้จึงกังวลใจมาก จึงได้ย้ำว่าอยากให้ ประธานวุฒิสภารับหนังสือและส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญทันทีและเมื่อหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วจะสามารถเปิดเผยรายชื่อได้ นี่เป็นปฏิบัติการทำลายล้างคนที่เห็นต่าง

อย่างไรก็ตาม น.ส.นันทนา ได้ยกตัวอย่างว่า กรณีของ น.ต.วุฒิพงศ์ เกือบจะชกหน้ากัน แต่มี สว. คนอื่นมาขวางไว้ ส่วนตนเองก็โดนร้องเรียนเรื่องจริยธรรม ดังนั้นจึงต้องปกป้องรายชื่อที่ร่วมลงนามเพื่อส่งสารรัฐธรรมนูญให้ถึงที่สุด

สว.อิสระ ล่ารายชื่อครบยื่น ‘ประธานวุฒิสภา’ ส่งศาลรัฐธรมนูญ วินิจฉัยหยุดปฎิบัติหน้าที่ สว.138 คน ฐานยอมอยู่ใต้อาณัติพรรคการเมือง

ทำไม สว.อิสระ ถึงยื่นเรื่องให้วินิจฉัยหยุดปฏิบัติหน้าที่ สว.138 คน?

กลุ่ม สว.อิสระ มองว่าการปล่อยให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่ใต้อาณัติพรรคการเมืองปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นขององค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม พวกเขาจึงเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัยและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเพื่อรักษาความเป็นธรรม

ที่มา – สว.อิสระ ล่ารายชื่อครบยื่น ‘ประธานวุฒิสภา’ ส่งศาลรัฐธรมนูญ วินิจฉัยหยุดปฎิบัติหน้าที่ สว.138 คน ฐานยอมอยู่ใต้อาณัติพรรคการเมือง

ตำรวจนับร้อยนายปิดล้อมพื้นที่ ไล่จับเขมรสุรินทร์

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ในจังหวัดสุรินทร์ เมื่อ พ.ต.อ.ชัชชัย สำเนียง ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุรินทร์ (ผกก.ตม.จว.สุรินทร์) ได้สนธิกำลังร่วมกับตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 (ตชด.21) กว่าร้อยนาย เพื่อดำเนินการปิดล้อมพื้นที่สำคัญในตัวเมืองสุรินทร์ ปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การตรวจค้นและจับกุมบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ทหารในการรักษาความมั่นคงของชาติ

การปฏิบัติการ ตำรวจนับร้อยนายปิดล้อมพื้นที่ 10 จุด ไล่จับเขมรกลางตลาดเทศบาลเมืองสุรินทร์ ในครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 10 จุด บริเวณตลาดสดเทศบาลเมืองสุรินทร์ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานและพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าปิดล้อมพื้นที่เป้าหมายเพื่อค้นหาบุคคลต้องสงสัย ทั้งสายลับที่อาจแฝงตัวเข้ามาในพื้นที่ และแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารการเข้าเมืองอย่างถูกต้อง

ผลจากการปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้พบแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ทั้งชายและหญิง กว่า 30 คน ที่อาศัยอยู่ตามหอพักและบ้านเช่าต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวแรงงานทั้งหมดมาเพื่อตรวจสอบเอกสารหลักฐานการเข้าประเทศอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าทุกคนได้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ตำรวจนับร้อยนายปิดล้อมพื้นที่ 10 จุด ไล่จับเขมรกลางตลาดเทศบาลเมืองสุรินทร์

ภายหลังการตรวจสอบเอกสาร เจ้าหน้าที่พบว่าแรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งมีเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมาย และบางส่วนเป็นแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวบางกลุ่มสามารถทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมาย 针对นี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้แรงงานต่างด้าวที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด อยู่ในราชอาณาจักรไทยด้วยความสงบเรียบร้อย และปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด

การดำเนินการกับแรงงานผิดกฎหมาย

สำหรับแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารการเข้าเมืองอย่างถูกต้อง หรือมีเอกสารไม่ครบถ้วน เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับกุมตามกฎหมาย และดำเนินการผลักดันกลับประเทศต้นทางต่อไป ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายที่กำหนดไว้ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในอนาคต

การปฏิบัติการ ตำรวจนับร้อยนายปิดล้อมพื้นที่ 10 จุด ไล่จับเขมรกลางตลาดเทศบาลเมืองสุรินทร์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และความตั้งใจที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการตรวจสอบและจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมและการละเมิดกฎหมายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มบุคคลเหล่านี้

นอกจากนี้ การที่เจ้าหน้าที่ได้ให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่แรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย ยังเป็นการส่งเสริมให้แรงงานเหล่านี้มีความเข้าใจในกฎหมายไทย และสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการไม่เข้าใจกฎหมาย หรือการถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างที่ไม่ซื่อสัตย์

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน และเจ้าหน้าที่ทหาร เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงของชาติ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้การปฏิบัติการต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับประชาชนทั่วไป ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งเบาะแส หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคลต่างด้าวที่อาจกระทำผิดกฎหมาย เพื่อช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

การที่ ตำรวจนับร้อยนายปิดล้อมพื้นที่ 10 จุด ไล่จับเขมรกลางตลาดเทศบาลเมืองสุรินทร์ นั้นแสดงให้เห็นถึงการทำงานอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ แต่สิ่งสำคัญคือการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน และการส่งเสริมให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบอย่างถูกกฎหมาย เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานและใช้ชีวิตในประเทศไทยได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ที่มา – ตำรวจนับร้อยนายปิดล้อมพื้นที่ 10 จุด ไล่จับเขมรกลางตลาดเทศบาลเมืองสุรินทร์

เชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพรออนไลน์ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรออนไลน์ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านระบบออนไลน์ง่ายๆ ได้เลยค่ะ

เชิญชวนร่วม ลงนามถวายพระพรออนไลน์ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘

เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนทุกท่านร่วมแสดงความจงรักภักดีและความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยสามารถร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านช่องทางออนไลน์ที่สะดวกและรวดเร็ว

ช่องทางการร่วมลงนามถวายพระพร:

  • เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์: www.royaloffice.th

ระยะเวลาการลงนาม: ตั้งแต่วันที่ ๙ – ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘

นอกจากนี้ สำนักพระราชวังยังได้เชิญชวนประชาชนร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” ระลึกถึงพระรัตนตรัย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘ อีกด้วย

ช่องทางการร่วมเจริญอริยมรรค:

  • ผ่านแอปพลิเคชัน “สมาธิเสบียงบุญ”
  • ดาวน์โหลดได้ทั้ง PLAY STORE และ APP STORE

ระยะเวลา: วันที่ ๙ – ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘

อย่าลืม! ร่วมลงนามถวายพระพรออนไลน์ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘

พวกเราขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันแสดงความรักและความเคารพต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลผ่านช่องทางออนไลน์ที่สะดวกสบาย หรือร่วมเจริญอริยมรรคผ่านแอปพลิเคชัน “สมาธิเสบียงบุญ” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาที่จะถึงนี้นะคะ/ครับ

การร่วมลงนามถวายพระพรออนไลน์ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความจงรักภักดี แต่ยังเป็นการร่วมกันสร้างสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความสามัคคี และความเคารพซึ่งกันและกัน

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ของเรากันค่ะ

ที่มา – เชิญชวนร่วม ลงนามถวายพระพรออนไลน์ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘

Monomax ยิงสด! เชลซี-อาร์เซนอล-ลิเวอร์พูล-แมนฯ ซิตี

เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ของฟุตบอลอังกฤษ Monomax แพลตฟอร์มหลักในการถ่ายทอดสดพรีเมียร์ ลีกและเอมิเรตส์ เอฟเอ คัพ เตรียมถ่ายทอดสดศึกฟุตบอลรายการพิเศษในช่วงปรีซีซั่นที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย ด้วยแมตซ์อุ่นเครื่องระดับโลกและไฮไลต์แมตซ์สำคัญ “FA Community Shield 2025” การชิงโล่การกุศลก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2025/26 ให้แฟนบอลชาวไทยได้ชมสดแบบจุใจ 2 วันติด! ตั้งแต่ 9-10 สิงหาคมนี้ พร้อมเชียร์กันยาวๆ สำหรับแฟนๆ ที่กำลังมองหาช่องทางรับชม Monomax ยิงสด แมตช์สำคัญเหล่านี้ ห้ามพลาดเด็ดขาด!

เปิดหัวคืน วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2568 พบกับ 2 ศึกอุ่นเครื่องระดับบิ๊กแมตช์จากทีมดังพรีเมียร์ลีก เวลา 01:00 น. ระหว่างการแข่งขัน เชลซี ดวลเดือด ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน แชมป์เยอรมันฟอร์มดุ จะรับมือกับเชลซียุคใหม่ได้หรือไม่? และใน เวลา 23:00 น. อาร์เซนอล พบ แอธเลติก บิลเบา มาดูฟอร์มปืนใหญ่ขนแข้งใหม่ลงวอร์มก่อนลุยฤดูกาลจริง!

ต่อเนื่องกันยาว ๆ ใน เวลา 02:00 น. วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม 2568 เวลา กับ Pre-season friendly ระหว่าง ปาแลร์โม เปิดบ้านรับมือ แมนเชสเตอร์ ซิตี ซึ่งถึงเป็นอีกหนึ่งแมตซ์ในปรีซีซั่นที่น่าจับตามอง จากนั้น เวลา 21:00 น. เชลซี เจอกับ เอซี มิลาน แฟนสิงห์สำอาง ห้ามพลาดเด็ดขาด! กับแมตช์ใหญ่จากสองลีกระดับโลก ที่ใคร ๆ ต่างรอดู และไฮไลท์สำคัญใน เวลา 21.00 น. กับการแข่งขัน FA Community Shield 2025 ระหว่าง ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก พบกับ คริสตัล พาเลซ แชมป์ เอฟเอคัพ ซึ่งนับเป็นการชิงถ้วยแรกก่อนเปิดซีซั่นอย่างเป็นทางการ มาร่วมลุ้นกันว่าใครจะคว้าโล่การกุศลในปีนี้?

อย่าพลาดโอกาสจับตาฟอร์มทีมใหญ่ก่อนศึกพรีเมียร์ลีกเปิดฉาก! พร้อมผ่านการถ่ายทอดทาง Monomax และสามารถสมัครชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบเต็มแมกซ์! กับแพ็กเกจ Monomax Standard ได้ที่ https://www.monomax.me/qr/vXt4 ราคาสุดคุ้มรายเดือนเพียงแค่ 299 บาท รีบสมัครด่วน!!! ราคานี้หมดเขตวันที่ 9 สิงหาคม นี้เท่านั้น

Monomax ยิงสด! เชลซี-อาร์เซนอล-ลิเวอร์พูล-แมนฯ ซิตี

ทำไมต้องดู Monomax ยิงสด

การรับชม Monomax ยิงสด! เชลซี-อาร์เซนอล-ลิเวอร์พูล-แมนฯ ซิตี เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นฟอร์มการเล่นของนักเตะใหม่, แทคติกที่ทีมจะใช้ในฤดูกาลที่จะมาถึง และเป็นการวอร์มอัพก่อนที่จะเข้าสู่การแข่งขันจริงจังในพรีเมียร์ลีก การได้เห็นทีมโปรดของคุณลงสนามก่อนใครเพื่อน จะทำให้คุณไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญ

Monomax ยิงสด คุ้มค่าแค่ไหน?

ด้วยราคาเพียง 299 บาทต่อเดือน ทำให้แพ็กเกจ Monomax Standard เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับแฟนบอลที่ต้องการรับชมพรีเมียร์ลีกแบบเต็มอิ่ม นอกจากแมตช์อุ่นเครื่องเหล่านี้แล้ว ยังมีการถ่ายทอดสดรายการอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้คุณไม่พลาดทุกความสนุกของฟุตบอลอังกฤษ

สำหรับแฟนบอลตัวจริง การรับชม Monomax ยิงสด แมตช์อุ่นเครื่องและ FA Community Shield 2025 ไม่ใช่แค่การดูบอล แต่เป็นการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง! ร่วมเชียร์ทีมโปรดของคุณและสัมผัสความมันส์ก่อนใครได้เลย

ที่มา – ดูกันให้จุก! “Monomax” ยิงสดศึกใหญ่ก่อนเปิดพรีเมียร์ลีกมีทั้ง “เชลซี-อาร์เซนอล-ลิเวอร์พูล-แมนฯ ซิตี” ครบครัน

‘นันทิวัฒน์’ เปิดปมรบเขมร-ไทย: สงครามขุมทรัพย์?

สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทุขึ้น กองทัพไทยได้ออกมาประณามรัฐบาลและกองทัพกัมพูชาอย่างรุนแรง กรณีทิ้งศพทหารของตนเองไว้ในสนามรบอย่างน่าเวทนา ถือเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมและละเมิดกฎหมายสากล พร้อมเรียกร้องให้รับผิดชอบต่อทหารผู้พลีชีพโดยทันที ในขณะที่ฝั่งกัมพูชากลับปฏิเสธและไม่ยอมรับการสูญเสียครั้งนี้อย่างเป็นทางการ ทำให้หลายครอบครัวต้องออกมาตามหาคนหายด้วยตัวเอง ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “นายนันทิวัฒน์ สามารถ” อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้ออกมาเผยเบื้องหลังเดือดเขมร-ไทย ที่เขมรรบเอาเป็นเอาตาย อาจไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่อาจหมายถึงแร่ทอง-แรร์เอิร์ท ลงเฟซบุ๊ก “Nantiwat Samart”

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “เขมรรบทำไม ผมมีความเชื่อมาตลอดว่า​ เขมรรบเพราะอยากได้น้ำมันในอ่าวไทย​ เพื่อลากเส้นจากเขตแดนทางบกผ่านหลักเขตที่​ 73​ แหลมสาระพัดพิษลงทะเล​ เพื่อกำหนดเป็นเส้นทะเลอาณาเขต และไหล่ทวีป​ เพราะกัมพูชาไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไรเหลือมากนัก”

อีกทั้ง “แต่มีคำถามว่า​ ทำไมผู้นำเขมรถึงต้องรบแบบเอาเป็นเอาตาย แถบเทือกเขาพนมดงรัก​ ตั้งแต่เขาพระวิหาร,​ ภูมะเขือ,​ ช่องบก, ช่องอานม้า,​ ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย​ ส่งทหารเขมรมาตายหลายพันคน”

อย่างไรก็ตาม “รบทำไม จนไปพบข้อมูลใหม่จากเอกสารฝรั่งและไทยว่า​ บริเวณเทือกพนมดงรัก​ (อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ​ และสุรินทร์)​ ชายแดนไทยกัมพูชาอาจมีแร่แรร์เอิร์ทที่หาได้ยากจำนวนมาก​ รวมทั้งแร่ทอง​คำ,​ เหล็ก,​ แมงกานิส​ และแบบไรต์​ อยู่ใต้ดินรอการสำรวจขุดค้น​ ใครจะอ้างสิทธิเป็นเจ้าของ​ สงครามจึงเป็นคำตอบหรือเปล่า มหาอำนาจจะมาขอเอี่ยวด้วยมั้ง”

จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงสาเหตุที่แท้จริงของการรบพุ่งระหว่างไทยและกัมพูชา นอกเหนือจากเรื่องเขตแดนและผลประโยชน์ทางน้ำมันแล้ว ประเด็นเรื่องทรัพยากรใต้ดินก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจากนายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่ได้ออกมาเปิดเผยถึงความเป็นไปได้ที่สงครามอาจไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่อาจซ่อนขุมทรัพย์ใต้ดินมหาศาลอย่างแร่หายากและแร่ทองคำ

‘นันทิวัฒน์’ เปิดปมรบเขมร-ไทย ชี้สงครามอาจไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่อาจซ่อนขุมทรัพย์ใต้ดินมหาศาล

การออกมาเปิดเผยข้อมูลของนายนันทิวัฒน์ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม หลายคนเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว โดยมองว่าทรัพยากรธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ใต้ดินอาจเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น และเมื่อพิจารณาจากความรุนแรงของการปะทะและการยืดเยื้อของปัญหา ก็ยิ่งทำให้น้ำหนักของสมมติฐานนี้เพิ่มมากขึ้น

แล้วอะไรคือสิ่งที่นายนันทิวัฒน์ ‘เปิดปมรบเขมร-ไทย’ ที่แท้จริง?

ประเด็นสำคัญที่นายนันทิวัฒน์ สามารถ ชี้ให้เห็นคือ บริเวณเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา อาจอุดมไปด้วยแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) รวมไปถึงแร่ทองคำ เหล็ก แมงกานีส และแร่แบไรต์ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง หากมีการสำรวจและขุดค้นพบจริง ก็อาจนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาลให้กับผู้ที่สามารถอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้

ดังนั้น การแย่งชิงทรัพยากรจึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่ใช่เหตุผลเดียว แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงผลประโยชน์มหาศาลที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม การออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวก็ยังคงเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดมายืนยันได้ว่ามีทรัพยากรดังกล่าวอยู่จริงหรือไม่ และหากมีอยู่จริง ปริมาณก็จะมากน้อยเพียงใด ดังนั้น การพิจารณาข้อมูลต่างๆ จึงควรเป็นไปอย่างรอบคอบและมีเหตุผล

สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและหาทางออกที่ยั่งยืนต่อไป

เรื่องราวของ ‘นันทิวัฒน์’ เปิดปมรบเขมร-ไทย ชี้สงครามอาจไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่อาจซ่อนขุมทรัพย์ใต้ดินมหาศาล ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงสาเหตุของความขัดแย้งและความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างรอบด้าน การเปิดเผยข้อมูลและมุมมองที่แตกต่างเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘นันทิวัฒน์’ เปิดปมรบเขมร-ไทย ชี้สงครามอาจไม่ใช่แค่น้ำมัน แต่อาจซ่อนขุมทรัพย์ใต้ดินมหาศาล

‘ศุภชัย’ จี้ DSI ปล่อยคดีบุกรุกที่ ‘รัฐมนตรี อว.’

นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกมาวิจารณ์การทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่ามีความล่าช้าในคดีที่เกี่ยวข้องกับ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กรณีขุดบ่อน้ำบุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งคดีดังกล่าวใกล้หมดอายุความ

‘ศุภชัย’ จี้ ‘ดีเอสไอ’ ปล่อยคดีบริษัท ‘รัฐมนตรี อว.’ บุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ จ.อุบลฯใกล้หมดอายุ

นายศุภชัยกล่าวว่า คดีนี้ควรถูกเรียกว่า “นายณฐพร โตประยูร 2” โดยอ้างถึงกรณีที่ DSI ทราบดีว่านายณฐพรมีหมายจับและอายุความเหลือน้อย แต่ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ จนกระทั่งตนเองต้องออกมาเร่งรัด ทำให้ DSI ต้องจับกุมและส่งฟ้องศาลในที่สุด

นอกจากนี้ นายศุภชัยยังกล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าวอิศรารายงานข่าวว่า DSI สอบสวนคดีบิ๊กเอกชนขุดบ่อน้ำบุกรุกที่สาธารณะในตำบลศรีวิเชียร อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีล่าช้ามาก โดย ป.ป.ช. ส่งสำนวนคืนให้ตั้งแต่ปี 2562 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถส่งฟ้องอัยการได้ เนื่องจากมีการเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาหลายครั้งจนใกล้หมดอายุความ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าสาเหตุเกิดจากการที่รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันมีส่วนเกี่ยวข้องในการถือหุ้นด้วยหรือไม่

รายละเอียดคดีบุกรุกที่ดิน ‘รัฐมนตรี อว.’

นายศุภชัยระบุว่า จากการติดตามค้นหาข้อมูล พบว่ามีการบุกรุกขุดบ่อน้ำในที่สาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อการอุปโภคบริโภค แต่เพื่อใช้ประโยชน์ในโรงงาน มีเนื้อที่เกือบ 17 ไร่ ซึ่งเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ประมวลกฎหมายที่ดิน และประมวลกฎหมายอาญา โดยมีการบุกรุกยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ รวมถึงมีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายในที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาในคดีนี้มี 4 ราย ได้แก่

  • บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีธุรกิจนับแสนล้านบาท
  • นายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล อดีตรัฐมนตรี
  • นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา
  • น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.

โดยทั้งหมดเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน

นายศุภชัยเปรียบเทียบพฤติการณ์ในคดีนี้กับคดีของนายณฐพร โตประยูร ที่ DSI เคยล่าช้าในการจับกุมตัว แม้จะทราบว่ามีหมายจับอยู่ และตั้งคำถามว่า DSI กำลังจะปล่อยให้คดีนี้หมดอายุความหรือไม่ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมสงสัยว่า DSI ทำงานเพื่อรับใช้ฝ่ายการเมืองหรือไม่ และเป็นเพียงเครื่องมือในการเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหรือไม่

นายศุภชัยกล่าวว่า วันนี้ DSI ขยันก่อคดีใหม่ แต่คดีค้างเก่าจำนวนมากกลับไม่ได้รับการดำเนินการ DSI ต้องตอบประชาชนว่าคดีนี้มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว และอย่าปล่อยให้คดีเงียบหายไป เพราะประชาชนไม่แน่ใจแล้วว่าจะฝากความหวังไว้กับ DSI ได้หรือไม่ พร้อมทั้งย้ำว่าจะรอคำตอบจาก DSI ว่าจะดำเนินการกับคดี ‘ศุภชัย’ จี้ ‘ดีเอสไอ’ ปล่อยคดีบริษัท ‘รัฐมนตรี อว.’ บุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ จ.อุบลฯใกล้หมดอายุ นี้อย่างไร

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและความโปร่งใสในการดำเนินคดีต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม หาก DSI สามารถเร่งรัดคดีและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ก็จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและแสดงให้เห็นว่าองค์กรนี้ไม่ได้เลือกปฏิบัติ

‘ศุภชัย’ จี้ ‘ดีเอสไอ’ ปล่อยคดีบริษัท ‘รัฐมนตรี อว.’ บุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ จ.อุบลฯใกล้หมดอายุ เป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรมและโปร่งใส

ที่มา – ‘ศุภชัย’จี้’ดีเอสไอ’ปล่อยคดีบริษัท ‘รัฐมนตรี อว.’ บุกรุกที่สาธารณะประโยชน์ จ.อุบลฯใกล้หมดอายุ

‘ลิซ่า’ ลุ้น Best K-Pop VMAs 2025 จาก ‘Born Again’

นับเป็นอีกหนึ่งงานประกาศรางวัลที่หลายคนต่างพากันลุ้น และรอคอยผลกันอยู่ในขณะนี้ สำหรับงานประกาศรางวัล “MTV Video Music Awards 2025” หรือ “VMAs 2025” ซึ่งเป็นงานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติที่นำเสนอโดย “MTV” เพื่อเป็นเกียรติแก่มิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยมแห่งปี

ซึ่งล่าสุด ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนเพลงทั่วโลกอีกครั้งกับการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลอย่างเป็นทางการ โดยมีชื่อของ “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” ไอดอลสาวสัญชาติไทยสมาชิกวง “BLACKPINK” ได้เข้าชิงสาขารางวัล “Best K-Pop” จากมิวสิกวิดีโดเพลง “Born Again” ซึ่งการเข้าชิงรางวัล Best K-Pop ในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาให้กับเหล่าบลิ๊งค์ทั่วโลก

สำหรับเพลง “Born Again” เป็นซิงเกิลจากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของลิซ่าที่ชื่อว่า “Alter Ego” ซึ่งหมายถึง “ตัวตนอีกด้านหนึ่ง” เพลงนี้เป็นแนวป๊อปที่ผสมผสานระหว่างดิสโก้และอิเล็กโทรป๊อป โดยเป็นการร่วมงานกันของ 3 ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ได้แก่ ลิซ่า, Doja Cat และ Raye ซึ่งทุกคนมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อเพลงด้วย

ส่วนมิวสิกวิดีโอเพลงนี้กำกับโดยBardia Zeinali” และมีความน่าสนใจอย่างมาก โดยลิซ่าได้อธิบายในอินสตาแกรมว่าวิดีโอนี้เป็นการ “ยกย่องผู้หญิงผู้ทรงพลังในประวัติศาสตร์และผู้หญิงทุกคน ซึ่งในวิดีโอมีการแบ่งออกเป็นหลายส่วน แต่ละส่วนจะนำเสนอภาพลักษณ์ที่หลากหลายของผู้หญิง เช่น ชุดยุคกลาง, นักรบหญิงสวมเกราะ, หรือแม้กระทั่งการเปรียบเทียบผู้หญิงกับอีฟในสวนอีเดน

ลิซ่าถือเป็นศิลปินที่สร้างประวัติศาสตร์บนเวที VMAs มาแล้วอย่างต่อเนื่อง โดยเธอเคยคว้ารางวัล “Best K-pop” มาแล้วถึง 2 ครั้ง คือในปี 2022 จากเพลง “LALISA” และในปี 2024 จากเพลง “ROCKSTAR” ซึ่งทำให้เธอเป็น “ศิลปินเดี่ยวจากวงการเคป๊อปคนแรกและคนเดียว” ที่ได้รับรางวัลนี้ถึง 2 ครั้ง การเข้าชิงในครั้งนี้จึงทำให้แฟน ๆ ทั่วโลกต่างลุ้นว่าลิซ่าจะสามารถสร้างสถิติใหม่ด้วยการคว้าชัยชนะเป็นครั้งที่ 3 ได้หรือไม่!.

และแน่นอนว่าการลุ้นรางวัล Best K-Pop ของลิซ่าในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของรางวัล แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของศิลปินไทยที่ก้าวไกลไปสู่ระดับโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ลิซ่า กับการลุ้นรางวัล Best K-Pop บนเวที VMAs 2025

การเข้าชิงรางวัล Best K-Pop ในปี 2025 ของลิซ่า ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลุ้นรางวัล แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถและการยอมรับในระดับสากลของเธอ

อะไรทำให้ ‘Born Again’ มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล Best K-Pop

เพลง “Born Again” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลง K-Pop ธรรมดา แต่เป็นการผสมผสานความเป็นสากลเข้ากับเอกลักษณ์ของลิซ่าอย่างลงตัว ทำให้เพลงนี้โดดเด่นและน่าจับตามอง

  • ความร่วมมือระดับโลก: การร่วมงานกับ Doja Cat และ Raye ทำให้เพลงนี้เข้าถึงผู้ฟังได้ในวงกว้าง
  • เนื้อหาเพลงที่ทรงพลัง: การยกย่องผู้หญิงผู้ทรงพลังในประวัติศาสตร์ ทำให้เพลงนี้มีความหมายและสร้างแรงบันดาลใจ
  • มิวสิกวิดีโอที่สร้างสรรค์: การนำเสนอภาพลักษณ์ที่หลากหลายของผู้หญิง ทำให้มิวสิกวิดีโอนี้เป็นที่น่าจดจำ

แน่นอนว่า การเข้าชิงรางวัล Best K-Pop ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในเส้นทางอาชีพของลิซ่า และเป็นสิ่งที่แฟนๆ ทั่วโลกต่างให้กำลังใจและรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ

มาร่วมส่งกำลังใจให้ลิซ่าคว้าชัยชนะในสาขา Best K-Pop บนเวที VMAs 2025 ไปด้วยกัน!

ที่มา – ‘ลิซ่า’ ลุ้นทุบสถิติสาขารางวัล ‘Best K-Pop’ อีกครั้ง บนเวที VMAs 2025 จากเพลง ‘Born Again’

สหรัฐฯ กำหนดเงินประกันวีซ่าท่องเที่ยว ‘มาลาวี-แซมเบีย’

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ว่าการตัดสินใจดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ส.ค. นี้ ภายใต้โครงการนำร่องระยะเวลา 1 ปี เพื่อมุ่งลดจำนวนผู้ที่พำนักเกินกำหนดวีซ่าในสหรัฐ ตามที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังดำเนินการปราบปรามการเข้าเมือง

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐจะคืนเงินประกันทั้งหมดให้แก่ผู้สมัคร ในกรณีมีการปฏิเสธวีซ่า แต่จะถูกริบหากผู้สมัครวีซ่ายังคงพำนักอยู่ในสหรัฐเกินกำหนด

นางแทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ กล่าวว่า มาตรการนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลต่อกฎหมายการเข้าเมืองของประเทศ พร้อมกับการยับยั้งการพำนักเกินที่วีซ่ากำหนด

อนึ่ง มาลาวีและแซมเบีย ซึ่งเป็นประเทศยากจนในแอฟริกาตอนใต้ และไม่มีทางออกโดยตรงสู่ทะเล อีกทั้งมีพลเมืองจำนวนน้อยมาก ซึ่งสามารถเดินทางมาเยือนสหรัฐได้ในแต่ละปี.

เครดิตภาพ : AFP

การกำหนดให้ผู้ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจากประเทศมาลาวีและแซมเบียต้องวางเงินประกัน อาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาจากประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีฐานะทางการเงินไม่ค่อยดีนัก มาตรการนี้อาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติและกีดกันโอกาสในการเดินทางของประชาชนจากประเทศที่ยากจนกว่า

สหรัฐฯ กำหนดเงินประกันวีซ่าท่องเที่ยว ‘มาลาวี-แซมเบีย’

มาตรการใหม่นี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่ามาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดจำนวนผู้ที่พำนักเกินกำหนดวีซ่า และรักษาความมั่นคงของประเทศ

ในขณะที่รายละเอียดของมาตรการนี้ยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินการ คาดว่าจะมีการกำหนดเกณฑ์และขั้นตอนการวางเงินประกันที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ที่ต้องการยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจากมาลาวีและแซมเบียสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องและโปร่งใส

ผลกระทบต่อผู้ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจาก ‘มาลาวี-แซมเบีย’

ผลกระทบหลักของการกำหนดเงินประกันวีซ่าท่องเที่ยวคือภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาจากมาลาวีและแซมเบีย เงินประกันจำนวน 485,000 บาทอาจเป็นจำนวนที่สูงเกินไปสำหรับหลายครอบครัว ทำให้การเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการคืนเงินประกัน หากผู้สมัครวีซ่าปฏิบัติตามเงื่อนไขและเดินทางกลับประเทศตามกำหนดเวลา

ถึงเเม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนผู้ที่อยู่เกินวีซ่า แต่หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นเพียงข้ออ้างในการกีดกันผู้ที่มาจากประเทศยากจนไม่ให้เข้ามาในประเทศ การกำหนดเงินประกันที่สูงเช่นนี้อาจส่งผลให้การท่องเที่ยวและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศลดลง

การที่สหรัฐอเมริกาเลือกที่จะกำหนดเงินประกันวีซ่าสำหรับผู้ที่ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจาก ‘มาลาวี-แซมเบีย’ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงนโยบายการเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศในอนาคต

สถานการณ์นี้อาจทำให้เกิดคำถามว่ามาตรการนี้เป็นธรรมและเหมาะสมหรือไม่ และรัฐบาลสหรัฐฯ ควรพิจารณาทางเลือกอื่นที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อผู้ที่ต้องการเดินทางไปสหรัฐฯ มากกว่าการกำหนดเงินประกันที่สูงจนเกินไป การเปิดโอกาสให้ผู้คนจากทุกประเทศสามารถเดินทางและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันอย่างเสรีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ

  • ตรวจสอบข้อมูลและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการยื่นวีซ่าท่องเที่ยวอย่างละเอียด
  • เตรียมหลักฐานทางการเงินที่แสดงให้เห็นว่าคุณสามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายระหว่างการเดินทางได้
  • ปฏิบัติตามเงื่อนไขของวีซ่าอย่างเคร่งครัด และเดินทางกลับประเทศตามกำหนดเวลา

ดังนั้น หากคุณเป็นผู้ที่ต้องการยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจาก ‘มาลาวี-แซมเบีย’ ควรทำความเข้าใจข้อกำหนดและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ

ที่มา – สหรัฐกำหนดให้ผู้ยื่นวีซ่าท่องเที่ยวจาก ‘มาลาวี-แซมเบีย’ วางเงินประกันสูงสุด 485,000 บาท

กรมส่งเสริมฯ ชวนเที่ยวงาน ‘สีสรรพรรณไม้’

กรมส่งเสริมการเกษตรขอเชิญชวนทุกท่านเที่ยวชมงาน ‘สีสรรพรรณไม้’ เทิดไท้บรมราชินีนาถ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 8 – 13 สิงหาคม 2568 ณ สวนจากภูผาสู่มหานที ภายในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป พบกับพันธุ์ไม้สวยงาม สินค้าเกษตรคุณภาพ และนิทรรศการจากกรมส่งเสริมการเกษตร

นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้กำหนดจัดงาน ‘สีสรรพรรณไม้’ เทิดไท้บรมราชินีนาถ เป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม โดยในปีนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา และทรงพระกรุณาเสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ในวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลา 17.30 น. เพื่อทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัด 16 หน่วยงาน ร่วมจัดกิจกรรมภายในงานภายใต้แนวคิด “พฤกษาเฉลิมราชย์ 93 พรรษา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน เทิดไท้พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ซึ่งประกอบด้วยนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ การสาธิตบนเวทีกลาง และการไถ่ชีวิตโค – กระบือ

กรมส่งเสริมการเกษตรชวนเที่ยวงาน ‘สีสรรพรรณไม้’

กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดนิทรรศการในหัวข้อ “ปทุมมา ราชินีป่าฝน (The Queen of the Tropical Rainforest)” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยจัดแสดงผลการดำเนินโครงการแปลงศึกษาและรวบรวมพันธุ์ปทุมมาที่เหมาะสมกับพื้นที่และมีศักยภาพทางการตลาด ณ ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง

ทำไมต้องไปงาน ‘สีสรรพรรณไม้’?

ภายในงาน ท่านจะได้พบกับ:

  • การจัดแสดงพันธุ์ต้นปทุมมาหายากและสวยงาม
  • ความรู้เกี่ยวกับการปลูกและดูแลปทุมมา
  • โอกาสในการซื้อต้นพันธุ์ปทุมมาและต้นรวงผึ้ง
  • นิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • การสาธิตและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรยังกล่าวอีกว่า โครงการนี้เป็นแหล่งศึกษาดูงาน ฝึกอบรม และให้บริการความรู้แก่เกษตรกรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำความรู้ไปขยายผลสู่ชุมชน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง

นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานยังสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในครัวเรือน และเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ และนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน

มาร่วมงาน ‘สีสรรพรรณไม้’ แล้ว นอกจากจะได้ความรู้และความเพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทย และร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงอีกด้วย

อย่าพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ แล้วพบกันที่งาน ‘สีสรรพรรณไม้’ นะคะ!

ที่มา – กรมส่งเสริมการเกษตรชวนเที่ยวงาน ‘สีสรรพรรณไม้’ วันที่ 8-13 ส.ค.นี้

CKPower สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 เสริมความมั่นคงชาติ

บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) โดย นายวรพจน์ อุชุไพบูลย์วงศ์ กรรมการบริหาร พร้อมด้วย นางมัณทนา เอื้อกิจขจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส งานวางแผนธุรกิจ มอบเงินสนับสนุนจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ร่วมสนับสนุนภารกิจของกองกำลังทหารชายแดนในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ โดยมี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับมอบ ณ ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา

การที่ CKPower สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม และตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การสนับสนุนดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งกำลังใจให้กับเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ

CKPower สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 เสริมภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ

เงินบริจาคที่ CKPower มอบให้ จะถูกนำไปใช้ในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังทหารชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของทหาร หรือการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ การสนับสนุนดังกล่าวยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาคเอกชนและกองทัพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการร่วมมือกันพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง

ความสำคัญของการสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2

การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบริจาคเงิน แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศชาติ เพราะการมีกองทัพที่เข้มแข็งและพร้อมปฏิบัติหน้าที่ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การสนับสนุนดังกล่าวยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน

  • เสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังทหาร
  • ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของทหาร
  • สนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างขวัญกำลังใจ
  • สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาคเอกชนและกองทัพ

CKPower เล็งเห็นถึงภารกิจอันสำคัญยิ่งของกองทัพภาคที่ 2 ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน จึงได้สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การสนับสนุนในครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ CKPower ในการตอบแทนสังคม และสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนชาวไทย

การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ของ CKPower เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการร่วมมือกัน เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและประเทศชาติที่มั่นคง

ที่มา – CKPower สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 เสริมภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ