ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

AIS-GC ปลุกไอเดียรักษ์โลก “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3”

ก้าวสู่ปีที่ 3 ของความร่วมมือระหว่าง AIS และ GC ในการสานต่อพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกับโครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อร่วมกันสร้างการตระหนักรู้ถึงปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยสีเขียวผ่านกิจกรรมหลายรูปแบบที่กระตุ้นการมีส่วนร่วมของนิสิต-นักศึกษา บุคลากร รวมถึงชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง ให้สามารถบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) และขยะพลาสติกอย่างถูกวิธี โดยปีนี้ได้ขยายความร่วมมือสู่ 50 มหาวิทยาลัย พร้อมเปิดเวทีให้นิสิตและนักศึกษาได้แสดงพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ชิงทุนการศึกษาและถ้วยรางวัล มูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “AIS รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ GC ในการสานต่อโครงการ ‘Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นพลังของสถาบันการศึกษาและเยาวชนทั่วประเทศ ที่ทำให้สามารถรวบรวม E-Waste และพลาสติกใช้แล้วรวมกว่า 1.6 ล้านชิ้น เข้าสู่กระบวนการจัดการได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 35 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 3,700 ต้นเลย ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างแรงบันดาลใจให้เราสานต่อโครงการ อย่างต่อเนื่องสำหรับปีนี้ เราได้ยกระดับความเข้มข้นของโครงการ ทั้งภารกิจเก็บขยะเพื่อโลกที่ขยายพื้นที่การจัดการขยะครอบคลุมทั่วประเทศ ร่วมกับ 50 มหาวิทยาลัย พร้อมเพิ่มกิจกรรมใหม่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ นำเสนอโมเดลธุรกิจจากขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติก โดยเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในอนาคต”

คุณกิจชัย เฉลิมสุขสันต์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า “ความสำเร็จของโครงการ Green University “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เราสามารถลดขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์สู่หลุ่มฝังกลบได้มากกว่า 1 ล้านชิ้น และปีนี้เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ต่อยอดและขยายความร่วมมือเป็นปีที่ 3 กับ 50 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ Green University “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” โดยนอกจากการแข่งขันเก็บขยะแล้ว เรายังเปิดเวทีกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ให้น้องๆ คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ สร้างเครือข่าย และเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผมขอเชิญชวนเยาวชนทั่วประเทศ มาร่วม ‘อัปเวลความคิด’ เปลี่ยนขยะให้เป็นคุณค่า และร่วมสร้างโลกที่ดีขึ้นไปด้วยกันตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย”

โครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3”

โครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” ร่วมปลุกพลังคนรุ่นใหม่ผ่าน 3 ภารกิจ ได้แก่

ภารกิจที่น่าสนใจในโครงการทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3

• ภารกิจที่ 1 ภารกิจเฟ้นหามหาวิทยาลัยสีเขียวกับการแข่งขันเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติก โดยขยายพื้นที่การจัดการขยะครอบคลุมทั่วประเทศ ร่วมกับมหาวิทยาลัยกว่า 50 มหาวิทยาลัย ชวนนิสิต นักศึกษา บุคลากร ร่วมกันนำขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกมาทิ้งที่จุดรับทิ้งขยะภายในมหาวิทยาลัย โดยมหาวิทยาลัยที่รวบรวมได้มากที่สุดจะเป็นผู้ชนะรับเงินสนับสนุนมูลค่า 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล Upcycle

• ภารกิจที่ 2 ประกวดแข่งขันคลิป TikTok “Green Creator “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ประกวดรายบุคคลและทีม โดยนิสิตนักศึกษาสามารถรวมกลุ่มคณะหรือมหาวิทยาลัย จำนวนทีมละ 3 คน ออกแบบการเล่าเรื่องผ่านคลิปวีดีโอในหัวข้อ “Green Creator ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” เพื่อรณรงค์การทิ้ง E-Waste และขยะพลาสติกใช้แล้วอย่างถูกวิธี

ชิงทุนการศึกษามูลค่าสูงสุด 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

• ภารกิจที่ 3 “Waste to Wealth: Business Model Pitching Contest 2025” อัปเวลด้วยกิจกรรมใหม่ เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากทุกคณะในมหาวิทยาลัยรวมทีมละ 1–5 คน (ไม่จำเป็นต้องอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน) นำเสนอไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อปัญหาขยะ

ชิงทุนการศึกษามูลค่าสูงสุด 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร

โครงการ Green University “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วไป แต่คือเวทีเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ ลงมือทำ และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย ชุมชน เพื่ออนาคตของโลก โดยผสานทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม และไอเดียสร้างสรรค์ เพื่อสร้างพลังบวกในการจัดการขยะ โดย AIS และ GC เชื่อว่า “ความยั่งยืน” จะเกิดขึ้นจริงได้ เมื่อทุกคนมีส่วนร่วม และ “ความแตกต่าง” จะเป็นพลังสร้างอนาคตได้ เมื่อเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้

สำหรับนิสิต นักศึกษา บุคลากร และประชาชนที่สนใจโครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” สามารถติดตามรายละเอียด กติกา และระยะเวลาของแต่ละกิจกรรม ได้ที่ https://www.facebook.com/ais.sustainability/ และ https://www.facebook.com/YOUTURNPLATFORM

โครงการดีๆ อย่าง “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” เป็นโอกาสอันดีที่เยาวชนไทยจะได้แสดงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ร่วมกันสร้างโลกที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นสำหรับพวกเราทุกคน

ที่มา – “AIS-GC” ปลุกพลังเด็กไทย โชว์ไอเดียธุรกิจรักษ์โลก ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3

รักแท้ต้องแบกหมดไหม? ผู้ชายไม่จ่าย

ดราม่าสนั่นโลกออนไลน์ เมื่อมีผู้หญิงรายหนึ่งออกมาตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ของเธอกับแฟนหนุ่ม ประเด็นสำคัญคือ รักแท้ต้องแบกหมดไหม? เพราะตลอดเวลาที่คบกัน ฝ่ายชายแสดงความรักอย่างท่วมท้น เอาใจใส่ดูแล แต่กลับไม่เคยมีส่วนร่วมในเรื่องค่าใช้จ่ายใดๆ เลย ทำให้เธอเริ่มฉุกคิดว่าความสัมพันธ์นี้มีความสมดุลจริงหรือไม่

หญิงสาวเจ้าของเรื่องเล่าว่า เธอมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง มีบ้าน มีรถ มีรายได้ราวแสนบาทต่อเดือน ในขณะที่แฟนหนุ่มทำงานเงินเดือน 20,000 บาท และไม่มีทรัพย์สินอื่นใด แม้ว่าฝ่ายชายจะขยันเอาอกเอาใจ ช่วยเหลืองานบ้านงานบุญ แต่เมื่อถึงเรื่องค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าอาหาร หรือแม้แต่ค่าน้ำดื่มในระหว่างทำบุญ ฝ่ายชายมักจะอ้างว่า “เงินยังไม่ออก” อยู่เสมอ

รักแท้ต้องแบกหมดไหม?

คำถามสำคัญที่ผู้หญิงคนนี้ตั้งขึ้นคือ ในอนาคตหากต้องใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ผู้ชายที่ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบทางการเงินเช่นนี้ จะสามารถดูแลตัวเองได้หรือไม่ หรือแท้จริงแล้วหวังจะให้เธอเป็นคนแบกรับภาระทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

ความรักอย่างเดียวเพียงพอไหม? หรือ รักแท้ต้องแบกหมดไหม?

แม้ว่าฝ่ายชายจะดูเป็นคนดี มีน้ำใจ และทุ่มเทเวลาให้เธออย่างเต็มที่ แต่เธอก็เริ่มตั้งคำถามถึงความสมดุลในความสัมพันธ์นี้ เธอเริ่มสงสัยว่าการที่ฝ่ายชายไม่เคยควักกระเป๋าจ่ายอะไรเลยนั้น สะท้อนถึงแนวโน้มในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในระยะยาวหรือไม่

หลังจากเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์ ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง บางส่วนมองว่า รักแท้ต้องแบกหมดไหม? เพราะความรักและความเข้าใจต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด เงินทองเป็นเพียงเรื่องรอง แต่ก็มีอีกหลายเสียงที่เตือนให้ระวังคนที่มอบแต่ความรัก แต่ไม่ยอมลงมือดูแลหรือรับผิดชอบใดๆ เลย

ความคิดเห็นในโลกออนไลน์แบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าความรักที่แท้จริงนั้นยิ่งใหญ่กว่าเรื่องเงินทอง หากทั้งสองคนรักกันจริง ก็สามารถประคับประคองชีวิตคู่ไปได้ แม้ว่าฝ่ายหนึ่งจะมีภาระมากกว่า แต่อีกฝ่ายก็สามารถช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ได้ เช่น ดูแลงานบ้าน ดูแลจิตใจ หรือให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

แต่อีกฝ่ายก็มองว่า ความรับผิดชอบทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคู่ การที่ฝ่ายชายไม่เคยมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่ายเลยนั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจและความเห็นแก่ตัว และอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าในอนาคต หากฝ่ายหญิงต้องแบกรับภาระทุกอย่างแต่เพียงผู้เดียว ก็อาจทำให้เกิดความเครียด ความเหนื่อยล้า และความไม่พอใจสะสมได้

นอกจากนี้ หลายคนยังมองว่าพฤติกรรมของฝ่ายชายอาจเป็นการเอาเปรียบฝ่ายหญิง และเป็นการเกาะกินในรูปแบบหนึ่ง การที่ฝ่ายชายไม่พยายามหารายได้เพิ่ม หรือช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของฝ่ายหญิงเลยนั้น แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์นี้อย่างแท้จริง

สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจว่าจะคบต่อ หรือยุติความสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละบุคคล ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า รักแท้ต้องแบกหมดไหม? แต่สิ่งสำคัญคือการพูดคุยและตกลงกันอย่างเปิดอกถึงความคาดหวังและความต้องการของแต่ละฝ่าย หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็อาจถึงเวลาที่ต้องเดินจากมา

สำหรับใครที่กำลังประสบปัญหาคล้ายๆ กันนี้ ลองพิจารณาถึงความสมดุลในความสัมพันธ์ของคุณ ลองถามตัวเองว่าคุณรู้สึกว่าได้รับความรักและการดูแลอย่างเพียงพอหรือไม่ และอีกฝ่ายมีความรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์นี้มากน้อยแค่ไหน หากคุณรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็อย่าลังเลที่จะพูดคุยและเรียกร้องในสิ่งที่ควรได้รับ

การประเมินความสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญ จงซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเองและอย่ากลัวที่จะตัดสินใจเพื่อความสุขของตัวเองในระยะยาว

ที่มา – รักแท้ต้องแบกหมดไหม? ดราม่าผู้ชายคลั่งรักแต่ไม่เคยควักจ่าย สังคมตั้งคำถาม “ความดี” เพียงพอหรือไม่?

โรงเรียนวัดทุ่งคอก จัดกิจกรรมขับขี่ปลอดภัยสร้างวินัยจราจร

โรงเรียนวัดทุ่งคอกจัดกิจกรรมดีๆ ส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน! นางอารี พวงวรินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดทุ่งคอก (สุวรรณสาธุกิจ) นำทีมจัดกิจกรรม โรงเรียนวัดทุ่งคอก จัดกิจกรรมขับขี่ปลอดภัยสร้างวินัยจราจร ร่วมกับหลายภาคส่วน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยให้แก่นักเรียนและบุคลากร

โดยมี นายประสงค์ พวงวรินทร์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับ นายมานิต ตั้งสิทธิ์เสรีวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลทุ่งคอก นายอนันต์ธวัฒน์ จินดารัตน์ กำนันตำบลทุ่งคอก พ.ต.อ.ญาณาธร สนิทปัญญาวุโธ ผกก.สภ.ทุ่งคอก เข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้

ด.ต.ธนัท วรานนท์วนิช ผบ.หมู่(ป.) สภ.สองพี่น้อง (ครูตำรวจแดร์) ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ด้านกฎหมายจราจร วินัยจราจร และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรมและยาเสพติด พร้อมทั้งแจกแผ่นพับรณรงค์ “เมาไม่ขับ” ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

โรงเรียนวัดทุ่งคอก จัดกิจกรรมขับขี่ปลอดภัยสร้างวินัยจราจร

โรงเรียนวัดทุ่งคอก จัดกิจกรรมขับขี่ปลอดภัยสร้างวินัยจราจร

นางอารี พวงวรินทร์ กล่าวถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรมนี้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฝึกอบรมขับขี่ปลอดภัยสวมหมวกนิรภัย ประจำปีการศึกษา 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างวินัยจราจรและปลูกฝังให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายจราจร

ทำไมโรงเรียนวัดทุ่งคอกจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้?

นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดให้กับคนในครอบครัว เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการขับขี่อย่างปลอดภัย เช่น การข้ามถนนอย่างปลอดภัย การสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อขับขี่รถจักรยานยนต์ และการคาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อขับขี่รถยนต์

โรงเรียนวัดทุ่งคอก (สุวรรณสาธุกิจ) ได้รับความร่วมมือจาก สภ.ทุ่งคอก โดย พ.ต.อ.ญาณาธร สนิทปัญญาวุโธ ผกก.สภ.ทุ่งคอก และตำรวจชุดจิตอาสาฯ รวมถึงตำรวจชุดปฏิบัติการชุมชนและมวลชนสัมพันธ์ (ชุด ชมส.) สภ.สองพี่น้อง ในการเข้ามาให้ความรู้และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับคณะครู นักเรียน และพี่น้องประชาชน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงเรียนวัดทุ่งคอกในการสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ

  • การสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อขับขี่หรือซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์
  • การคาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อขับขี่หรือโดยสารรถยนต์
  • การปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
  • การไม่ขับขี่ยานพาหนะในขณะมึนเมา
  • การขับขี่ด้วยความระมัดระวังและมีสติ

โรงเรียนวัดทุ่งคอก จัดกิจกรรมขับขี่ปลอดภัยสร้างวินัยจราจร ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกความปลอดภัยให้กับเยาวชน เพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพของประเทศต่อไป

หวังว่ากิจกรรมดีๆ เช่นนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้โรงเรียนอื่นๆ หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนมากยิ่งขึ้น เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – โรงเรียนวัดทุ่งคอก จัดกิจกรรมขับขี่ปลอดภัยสร้างวินัยจราจร

สุดเศร้า! ตำนานปอร์โตชุดแชมป์ยุโรปเสียชีวิตวัย 53 ปี

วงการฟุตบอลต้องพบกับข่าวเศร้าเมื่อ ฮอร์เก คอสตา อดีตกัปตันทีมปอร์โต ชุดแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เมื่อปี 2004 เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยวัย 53 ปี สร้างความตกใจและเสียใจให้กับแฟนบอลทั่วโลก การจากไปของตำนานนักเตะอย่างเขา ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการลูกหนัง

การจากไปของตำนานปอร์โตชุดแชมป์ยุโรปเสียชีวิตด้วยวัย 53 ปี

ฮอร์เก คอสตา คือหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของปอร์โตในยุคที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ภายใต้การคุมทีมของ โฮเซ่ มูรินโญ เขาเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งในสนาม และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมทีมและแฟนบอล นอกจากแชมป์ยุโรปแล้ว คอสตา ยังประสบความสำเร็จมากมายกับปอร์โต ทั้งในลีกโปรตุเกสและบอลถ้วย

หลังจากแขวนสตั๊ด คอสตา หันไปทำงานโค้ชและผู้จัดการทีมให้กับหลายสโมสร ถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จเทียบเท่าสมัยเป็นนักเตะ แต่เขาก็ยังคงเป็นที่เคารพและชื่นชมในวงการฟุตบอล ล่าสุด เขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลของปอร์โต ก่อนที่จะเสียชีวิตอย่างกะทันหัน

Gabon’s coach Jorge Costa attends the 2015 African Cup of Nations group A football match between Gabon and Congo in Bata on January 21, 2015. AFP PHOTO / CARL DE SOUZA (Photo by CARL DE SOUZA / AFP)

ฮอร์เก คอสตา อดีตกัปตันทีมชาติโปรตุเกส ติดทีมชาติโปรตุเกส 50 นัด เคยมาเล่นกับชาร์ลตันในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2001-02 เขาเป็นนักเตะที่มีความสามารถรอบด้าน เล่นได้ทั้งกองหลังและกองกลาง มีความแข็งแกร่งในการเข้าปะทะ และมีความแม่นยำในการจ่ายบอล

ปอร์โต สูญเสียครั้งใหญ่กับการจากไปของตำนาน

ปอร์โต ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของ คอสตา โดยยกย่องถึงความทุ่มเท ความเป็นผู้นำ และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของเขา สโมสรยังได้กล่าวถึงการสูญเสียอดีตนักเตะถึง 3 รายในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับสโมสรและแฟนบอล

โฮเซ่ มูรินโญ อดีตเจ้านายของ คอสตา ที่ปัจจุบันคุมทีมเฟเนร์บาห์เช ก็ได้แสดงความเสียใจต่อการจากไปของลูกทีมเก่า เขาบอกว่า คอสตา จะสั่งให้เขาทำงานให้เต็มที่ ดังนั้น เขาจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และจะร้องไห้ทีหลัง

การเสียชีวิตของ ตำนานปอร์โตชุดแชมป์ยุโรปเสียชีวิตด้วยวัย 53 ปี ทำให้แฟนบอลทั่วโลกต่างร่วมแสดงความเสียใจและอาลัยต่อการจากไปของเขา คอสตา จะอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลในฐานะนักเตะที่ยิ่งใหญ่และเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น

ฮอร์เก คอสตา จะถูกจดจำในฐานะผู้เล่นที่เป็นหัวใจสำคัญของทีมปอร์โตชุดประวัติศาสตร์ การจากไปของเขาไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียของสโมสร แต่ยังเป็นการสูญเสียของวงการฟุตบอลโลกอีกด้วย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขา

การจากไปอย่างกะทันหันของ ฮอร์เก คอสตา เตือนใจให้เราเห็นถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และความสำคัญของการใช้ชีวิตในทุกๆ วันให้ดีที่สุด เขาจะอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลตลอดไปในฐานะตำนานนักเตะผู้ยิ่งใหญ่

ที่มา – ตำนานปอร์โตชุดแชมป์ยุโรปเสียชีวิตด้วยวัย 53 ปี

ตร.วังสะพุงจัดโครงการตำบลยั่งยืน แก้ไขปัญหายาเสพติด

ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่วัดชัยวนาราม บ้านป่าเป้า ต.ปากปวน อ.วังสะพุง จ.เลย พล.ต.ต.วีระเดช เลขะวรกุล ผบก.ภ.จว.เลย เดินทางมาเป็นประธาน ในพิธีส่งต่อความยั่งยืน และพิธีมอบหนังสือรับรองผ่านการบำบัด ตามโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2568

โดยมีนายยศวัฒน์ พัชระศักดิ์สกุล นายอำเภอวังสะพุง พ.ต.อ.นพดล เปลี่ยนรูป ผกก.สภ.วังสะพุง นายสมศักดิ์ บุญเนาว์ สาธารณสุขอำเภอวังสะพุง นายจรูญ บุญสาร นายกเทศมนตรีตำบลปากปวน พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ,ตัวแทน รพ.วังสะพุง ,เจ้าหน้าที่สาธารณสุข , ฝ่ายปกครอง , กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน , คณะกรรมการคุ้ม และผู้กล้า ร่วมกิจกรรม

พ.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ตำรวจภูธรจังหวัดเลย มอบหมายให้ สถานีตำรวจภูธรวังสะพุง ร่วมกับฝ่ายปกครอง สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนราชการต่างๆ ดำเนินการตามโครงการตำบลยั่งยืน แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ชุดปฏิบัติการชุมชนยั่งยืนได้คัดเลือกหมู่บ้านป่าเป้า หมู่ 5,หมู่12 ต.ปากปวน อ.วังสะพุง จ.เลย เป็นหมู่บ้านเป้าหมาย ได้มีการลงพื้นที่พบปะผู้นำชุมชน เพื่อแสวงหาความร่วมมือ สร้างความรับรู้ให้แก่ประชาชน

ก่อนเริ่มโครงการ ได้มีการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายยาเสพติดร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอวังสะพุง โดยได้เบาะแสจากชุมชน สามารถจับกุมนักค้ารายสำคัญพร้อมของกลาง ยาบ้า 28,800 เม็ด ตรวจยึดเงินสด 256,300 บาท รถจักรยานยนต์อีก 2 คัน รถยนต์ 1 คัน ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ชุมชน

บ้านป่าเป้า หมู่ 5 และ หมู่12 มีจำนวนครัวเรือน 258 ครัวเรือน แบ่งเป็น 8 คุ้ม แต่ละคุ้มรับผิดชอบประมาณ 30 หลังคาเรือน มีประชากรจริง 921 คน จำนวนประชากรที่มีอายุระหว่าง 12-65 ปี จำนวน 717 คน ดำเนินการ X-ray 100% ผลที่ได้คือ สามารถค้นหาผู้ใช้สารเสพติด จำนวน 80 ราย โดยสมัครใจเข้าร่วมการบำบัดตามโครงการฯ

ซึ่งชุดปฏิบัติการได้บูรณาการ ทำงานร่วมกันโดยจัดกิจกรรมต่างๆ ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการจัดกิจกรรมพบคุณหมออย่างต่อเนื่อง กิจกรรมศาสนาบำบัด กิจกรรมกีฬาบำบัด กิจกรรมดนตรีบำบัด กิจกรรมอาชีพบำบัด กิจกรรมครอบครัวอบอุ่น การฝึกและพัฒนาบุคลากร ชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน และแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองพลเมืองสีขาวและครัวเรือนสีขาว พร้อมทั้งได้มอบบัตรพลเมืองสีขาวและครัวเรือนสีขาว โดยผ่านมติของคณะกรรมการกลั่นกรอง

จากการทำกิจกรรมบำบัด และตรวจปัสสาวะจำนวน 32 ครั้ง สามารถสรุปผลการดำเนินการบำบัดฟื้นฟู แบ่งผู้บำบัดเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มสีเขียว เลิกใช้สารเสพติด 35 คน กลุ่มสีเหลือง ผู้ใช้ 18 คน กลุ่มสีแดง ผู้ติด 7 คน กลุ่มจิตเวช 5 คน ซึ่งสามารถบำบัดรักษาร่วมกับชุมชนต่อไปได้ จำหน่าย 15 คน ได้แก่ เสียชีวิต 2 คน จับกุม 5 คน หลบหนี 4 คน ทำงานต่างจังหวัด 3 คน เป็นทหารเกณฑ์ 1 คน โดยมีการมอบหนังสือรับรองผ่านการบำบัด จากโรงพยาบาลวังสะพุง ให้แก่ผู้กล้าทั้ง 35 คน

ในด้านการปราบปรามนักค้า จากการรวบรวมข้อมูลเบาะแสจากภาคประชาชน คิวอาร์โค้ดแจ้งเบาะแส การปิดล้อมตรวจค้น การซักถามขยายผลจากกลุ่มผู้บำบัด นำไปสู่การจับกุม นักค้ายาเสพติดในพื้นที่ ได้ 15 ราย ยาบ้า รวม 31,337 เม็ด ยึดทรัพย์มูลค่า 1,101,800 บาท

นอกจากนี้ยังทำการประเมินผล และการส่งต่อความยั่งยืน ได้มีการดำเนินการไว้รองรับ จัดทำแผนการตรวจเยี่ยมชุมชน และแผนออกตรวจลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัดร่วม กับผู้นำชุมชน คณะกรรมคุ้ม อย่างสม่ำเสมอ เทศบาลตำบลปากปวน ได้อนุมัติงบประมาณ ตามโครงการฟื้นฟูสภาพทางสังคมของผู้รับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง ในปี 2569 และ ปี 2570 ปีละ 50,000 บาท และโครงการติดตั้งกล้องวงจรปิด ในบริเวณที่มีแสงส่องสว่างไม่เพียงพอ จุดเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาอาชญากรรม

ชุดปฏิบัติการชุมชนยั่งยืน ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการนี้อย่างเป็นรูปธรรมส่งผลให้การแพร่ระบาดของยาเสพติด นักค้าในพื้นที่ ปัญหาอาชญากรรม ต่างๆ รวมทั้งการแข่งรถในทาง ลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน เชื่อว่าผู้ที่ใช้สารเสพติดจะกลับมาเป็นคนดีของสังคม และสามารถประกอบอาชีพสุจริต เลี้ยงดูครอบครัวได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

ตร.วังสะพุง จัดโครงการตำบลยั่งยืน แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร

ผลสำเร็จของโครงการตำบลยั่งยืน แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร

โครงการตำบลยั่งยืน แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหายาเสพติดในพื้นที่วังสะพุง แต่ยังสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และพร้อมที่จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในอนาคต โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และโครงการนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้จริง

ที่มา – ตร.วังสะพุง จัดโครงการตำบลยั่งยืน แก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร

แม่กลองจัดใหญ่! รำลึกหลวงประดิษฐไพเราะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ลานบ้านดนตรี ต.สวนหลวง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม นายรนัสถ์ชัย พุ่มเจริญ รอง ผวจ.สมุทรสงครามเป็นประธานแถลงข่าวจัดงาน “นาฏดุริยกวีแผ่นดินสยาม”วันที่ 22–24 ส.ค.68 ณ ลานบ้านดนตรีและโดมอเนกประสงค์วัดภุมรินทร์กุฎีทอง โดยนางยลกานต์ เที่ยงแท้ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนวัฒนธรรม จ.สมุทรสงคราม นายสำรวย กลิ่นอภัย นายกเทศมนตรีสวนหลวง และน.ส.ปรียา สิงหาเจริญ รองนายก อบจ. สมุทรสงคราม เข้าร่วม

นายรนัสถ์ชัย กล่าวว่า จ.สมุทรสงครามสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เน้นคุณค่ารูปแบบหลากหลายและได้ชื่อว่าเป็นเมืองดนตรีโดยจากอดีตถึงปัจจุบันได้ให้กำเนิดนักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับประเทศหลายท่าน เช่น หลวงประดิษฐไพเราะ หรือ ศร ศิลปะบรรเลง ที่มีชื่อเสียงด้านการเล่นดนตรีไทยและประพันธ์เพลงไทยเดิม เกิดวันที่ 6 สิงหาคม 2424 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ ต.ดาวดึงส์ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เป็นที่รับรู้กันในเฉพาะแวดวงคนดนตรีไทย จนเมื่อปี พ.ศ.2547 เรื่องราวของหลวงประดิษฐไพเราะเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น หลังถูกหยิบเอาอัตชีวประวัติมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ”โหมโรง” (The Overture) ทำรายได้กว่า 50 ล้านบาท และยังกวาดรางวัลในเวทีต่างๆมากมายทำให้คนไทยทั้งประเทศรู้จักหลวงประดิษฐไพเราะมากยิ่งขึ้นและยังทำให้ดนตรีไทยได้รับความนิยมเป็นอย่างมากอีกครั้ง

การจัดงานครั้งนี้ก็เพื่อเชิดชูเกียรติหลวงประดิษฐไพเราะ ผู้มีชื่อเสียงด้านดนตรีของ จ.สมุทรสงครามรวมทั้งสืบสานประเพณีพิธีไหว้ครูดนตรีไทยให้ศิษย์ระลึกถึงครู ส่งเสริมการขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมด้านดนตรีไทยให้เข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมและเป็นจุดเด่นของจังหวัดที่นำมาใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวรูปแบบที่หลากหลาย

นางยลกานต์ กล่าวว่า การจัดงานนาฏดุริยกวีแผ่นดินสยาม ครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีแรกมีหลายหน่วยงานบูรณาการร่วมกัน คือ จังหวัด สำนักงานวัฒนธรรมฯ เทศบาลสวนหลวง อบจ.สมุทรสงคราม บ้านดนตรี และมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีกิจกรรมมากมายภายในธีม“งานดนตรีไทยของคนรุ่นใหม่จะมาเปลี่ยนมุมมองของคุณที่มีต่อ”ระนาด”และดนตรีไทย” โดยวันศุกร์ที่ 22 ส.ค.68 มีการแสดงลำตัด ฉ่อย อีแซว และนาฎศิลป์ประยุกต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเยาวชน และการแสดงโขนจากบ้านสุวัฒน์รัศมี วันเสาร์ที่ 23 ส.ค.พิธีเปิดงาน มีการแสดงโชว์เดี่ยวระนาดจากศิลปินละครเวที โหมโรง เดอะ มิวสิคัล 2568 (อาจารย์ทวีศักดิ์ อัครวงษ์ หรือครูเบิ่ง) จากกรมศิลปากร ผู้รับบท “ขุนอิน”ในละครเรื่องโหมโรงทางช่อง Thai PBS และผู้บรรเลงเสียงระนาดทั้งหมดของนายศร ในภาพยนตร์”โหมโรง” และยังมีศิลปินชื่อดัง เก่ง ธชย ประทุมวรรณ ที่โดดเด่นด้านเอกลักษณ์ความเป็นไทยจากการประกวดรายการ The Voice Thailand Season 1 ส่วนวันอาทิตย์ที่ 24 ส.ค.วันสุดท้ายของงานช่วงเช้ามีพิธีไหว้ครูครอบครูดนตรีไทยและนาฎศิลป์ ตั้งแต่เวลา 07.00 น.เป็นต้นไป

รำลึกหลวงประดิษฐไพเราะ

นอกจากนี้ทุกวันยังมีการบรรเลงเพลงไทยจากศิลปินนักดนตรีรุ่นใหม่โชว์บรรเลงการเดี่ยวระนาด การประลองเพลงประเลงดนตรี ซึ่งเป็นศิลปินดนตรีไทยรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น คุณพระอโยธยา คุณพระอัมพวา บ้านบัวหลวง ADD คุณพระช่วย วงกอไผ่ กุญชรดุริยะ ผ่องบรรเลงศิลป์ การแสดงดนตรีร่วมสมัย วงประทักษิณ เรือนคุณปู่ วงศิวิไลซ์แบนด์ นิทรรศการหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) การประกวดดนตรีไทย การสาธิตภูมิปัญญา สาธิตแกะกะลาซอ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม การออกร้านจำหน่ายอาหาร สินค้าชุมชน ของกินมากมาย โดยจัดลานนั่งทานอาหารบริเวณตลาดริมน้ำแม่น้ำแม่กลองหน้าวัดภุมรินทร์กุฎีทอง ซึ่งมีบรรยากาศที่ดัและสวยงาม จึงขอเชิญทุกท่านที่ชื่นชอบรักในดนตรีและศิลปวัฒนธรรมมาร่วมกันสืบสาน สร้างสรรค์และส่งต่อศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีให้คงอยู่คู่สังคมไทยในงาน “นาฏดุริยกวีแผ่นดินสยาม”วันที่ 22–24 ส.ค.68 ณ บริเวณลานบ้านดนตรี และโดมอเนกประสงค์วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ตั้งแต่เวลา 15.00 น.- 22.00 น.

งานนี้เป็นโอกาสดีที่จะได้สัมผัสเสน่ห์ของดนตรีไทยและรำลึกถึงบุคคลสำคัญอย่างหลวงประดิษฐไพเราะ อย่าพลาดที่จะไปร่วมงานกันนะครับ!

ไฮไลท์งาน: รำลึกหลวงประดิษฐไพเราะ

ที่มา – จาก ‘โหมโรง’ สู่ลานบ้านดนตรี แม่กลองจัดใหญ่ รำลึกหลวงประดิษฐไพเราะ งานนาฏดุริยกวีแผ่นดินสยาม

กมธ.ถก! งบฉุกเฉินจังหวัดละ 100 ล้านยังไม่ออก

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ณ รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุม กมธ.การปกครองฯ ว่า สืบเนื่องจากสัปดาห์ก่อน คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินทดลองจ่ายฉุกเฉินจังหวัดละ 100 ล้านบาท และมี สส. ตั้งกระทู้ถามสดรัฐมนตรีในสภา ซึ่งรัฐมนตรีได้ยืนยันว่าสามารถเบิกจ่ายงบได้

นายกรวีร์กล่าวอีกว่า วันนี้ได้เชิญผู้ว่าราชการจังหวัด 3 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ได้รับผลกระทบมาก รวมถึงเชิญกระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมบัญชีกลาง มาติดตามนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนด้วยงบฉุกเฉินจังหวัดละ 100 ล้านบาท ว่าการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นอย่างไร ติดขัดส่วนใด และสามารถเบิกจ่ายได้จริงตามที่รัฐมนตรีตอบกระทู้สดหรือไม่ นอกจากนี้ ยังได้เชิญ สส. ในพื้นที่มารับฟังและสะท้อนปัญหาให้กระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดทราบถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการวิจารณ์ว่าเงินที่ใช้ในการดูแลประชาชนเป็นเงินบริจาค นายกรวีร์กล่าวว่าเป็นประเด็นเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่าสามารถเบิกจ่ายได้ แต่ในหลายพื้นที่และหลายอำเภอ มีเพียงตัวเลขวงเงิน แต่ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายงบประมาณมากเท่าที่ควร บางพื้นที่อาจเบิกจ่ายได้ บางพื้นที่เบิกจ่ายไม่ได้ ทำให้การดูแลประชาชนกลายเป็นเงินบริจาคและสิ่งของบริจาคจากประชาชนด้วยกันเอง

นายกรวีร์กล่าวว่า กมธ.ปกครองฯ อยากเชิญกระทรวงมหาดไทยในฐานะหัวหลักมาชี้แจงว่าติดขัดในเรื่องใดและรายละเอียดตรงไหนในการเบิกจ่าย เหตุใดจึงเบิกจ่ายช้า และทำไมถึงเบิกจ่ายไม่ได้ ทั้งหมดจะเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศในครั้งต่อไป

กมธ. ติดตามการเบิกจ่ายงบฉุกเฉินจังหวัดละ 100 ล้านบาท

เมื่อถามย้ำว่างบทดลองจ่าย 100 ล้านบาท จะเพียงพอหรือไม่แต่ละจังหวัด นายกรวีร์กล่าวว่าจากการที่ตนฟังการตอบของรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่บอกว่าจะให้ไปก่อนอำเภอละ 5 แสนบาท ซึ่งต้องฝากคำถามไปยังรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยว่าเคยไปดูในพื้นที่หรือไม่ เพราะจำนวน 5 แสนบาทวันเดียวก็อาจหมด จึงอยากให้แนวทางในการช่วยเหลือดูแลประชาชนตามศูนย์อพยพต่างๆ ได้สะท้อนกับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะไม่ต้องพึ่งพางบบริจาคหรือของบริจาคจากประชาชนอื่น เพราะเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลที่จะนำงบประมาณมาแก้ไขปัญหาและดูแลประชาชนในพื้นที่ให้ดีที่สุด

ปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณฉุกเฉินจังหวัดละ 100 ล้านบาท

จากการประชุม กมธ. การปกครอง พบว่าปัญหาหลักคือการเบิกจ่ายงบประมาณฉุกเฉินที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึง แม้ว่า ครม. จะอนุมัติงบฉุกเฉินจังหวัดละ 100 ล้านบาทแล้วก็ตาม ทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ยังคงต้องพึ่งพาเงินบริจาคและสิ่งของบริจาคในการดำรงชีวิต ซึ่งสวนทางกับเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

สิ่งที่น่ากังวลคือความไม่ชัดเจนในขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณ ทำให้หน่วยงานในพื้นที่ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัว นอกจากนี้ งบประมาณที่จัดสรรให้อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างจำกัด

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รัฐบาลควรเร่งรัดกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณให้รวดเร็วและโปร่งใส รวมถึงเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างแท้จริง งบฉุกเฉินจังหวัดละ 100 ล้านบาทนี้ ควรถูกใช้อย่างคุ้มค่าและทันท่วงที

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่และความรับผิดชอบของทุกฝ่าย หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราก็จะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคและสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนได้

ที่มา – กมธ.การปกครอง ถกประชุมติดตามการเบิกจ่ายงบฉุกเฉินจังหวัดละ 100 ล้าน หลัง ครม.อนุมัติแล้วแต่พื้นที่ยังไร้งบ

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 7.05 จุด คาด Fund Flow ไหลเข้าต่อ

ตลาดหุ้นไทยเปิดเช้าวันนี้ (6 ส.ค. 68) ด้วยสัญญาณบวกสดใส ดัชนีเปิดที่ 1,254.01 จุด เพิ่มขึ้น 7.05 จุด คิดเป็นมูลค่าซื้อขาย 3,346.27 ล้านบาท นักวิเคราะห์จาก บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดการณ์ว่าตลาดจะยังคงแกว่งตัวในทิศทางไซด์เวย์ แม้ว่าหุ้น DELTA จะเริ่มชะลอตัวลงบ้าง แต่ภาพรวมของ Fund Flow ยังคงมีแนวโน้มไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย (วานนี้ซื้อสุทธิต่อเนื่อง 2.0 พันล้านบาท) นับเป็นสัญญาณเชิงบวกที่น่าจับตามอง

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 7.05 จุด คาด Fund Flow ไหลเข้าต่อ

ในเชิงเทคนิค นักวิเคราะห์ประเมินว่าแนวต้านระยะสั้นของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ 1255/1265 จุด ขณะที่แนวรับจะอยู่ที่ 1240/1230-1228 จุด การที่ดัชนียังรักษาสถานะเป็นบวกได้จึงมีความสำคัญ และไม่ควรหลุดต่ำกว่าแนวรับดังกล่าว เพื่อรักษาโมเมนตัมขาขึ้นเอาไว้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับการชะลอตัวลงในระยะสั้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เพื่อเป็นการสะสมแรงซื้อใหม่ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นอีกครั้ง

ปัจจัยที่น่าจับตาและกลยุทธ์การลงทุน

สำหรับนักลงทุนที่กำลังจับตาดู หุ้นเช้านี้เปิดบวก 7.05 จุด คาด Fund Flow ไหลเข้าต่อ มีหลายปัจจัยที่ควรพิจารณาประกอบการตัดสินใจลงทุน นอกเหนือจาก Fund Flow ที่ยังคงไหลเข้าต่อเนื่องแล้ว สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางของตลาดหุ้น

  • ติดตามข่าวสารและข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มของตลาด
  • พิจารณาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ก่อนตัดสินใจลงทุนในหุ้นแต่ละตัว
  • กระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในหุ้นหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม
  • ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากตลาดผันผวน

การลงทุนในตลาดหุ้นมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

Fund Flow กับทิศทางตลาดหุ้นไทย

Fund Flow หรือกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของตลาดหุ้น หากมี Fund Flow ไหลเข้า แสดงว่ามีเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากมี Fund Flow ไหลออก ราคาหุ้นก็จะปรับตัวลดลง ดังนั้น การติดตาม Fund Flow อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากตลาดหุ้น

ถึงแม้ว่า หุ้นเช้านี้เปิดบวก 7.05 จุด คาด Fund Flow ไหลเข้าต่อ จะเป็นสัญญาณที่ดี แต่การลงทุนยังคงต้องอาศัยความระมัดระวังและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน นักลงทุนควรทำความเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตลาดหุ้น และลงทุนเฉพาะในส่วนที่ตนเองสามารถรับความเสี่ยงได้เท่านั้น

โดยสรุปแล้ว ตลาดหุ้นไทยเช้านี้เปิดตัวด้วยสัญญาณบวกจากแรงหนุนของ Fund Flow ที่ไหลเข้าต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและลงทุนด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – หุ้นเช้านี้เปิดบวก 7.05 จุด คาด Fund Flowไหลเข้าต่อ

บีทีเอสเปิดตัวรถไฟฟ้าธงชาติไทยที่ยาวที่สุด!

เรียกได้ว่า “ทำถึง” และ “ยิ่งใหญ่” อย่างแท้จริง เมื่อเพจทางการของ รถไฟฟ้าบีทีเอส โพสต์ภาพขบวนรถไฟฟ้าสุดพิเศษที่ถูกตกแต่งเป็น “ผืนธงชาติไทยที่ยาวที่สุด” พร้อมระบุว่า เป็นการแสดงพลังสดุดีและรำลึกถึงคุณงามความดีของ เหล่าทหารกล้า ผู้เสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยและแผ่นดินไทย

โดยขบวนรถไฟฟ้าธงชาติไทยนี้ จะให้บริการครอบคลุม 60 สถานี ใน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ ตลอดสาย พร้อมทั้งมีการเผยแพร่ภาพธงชาติไทยผ่านสื่อโฆษณาดิจิทัลทั่วประเทศในช่วง 08.00 น. และ 18.00 น. ของทุกวัน เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความรักและภาคภูมิใจในความเป็นไทยอย่างพร้อมเพรียง

โครงการนี้นอกจากจะส่งเสริมจิตสำนึกรักชาติแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวกันของคนไทยทั้งประเทศในช่วงเวลาสำคัญของชาติอีกด้วย

บีทีเอสเปิดตัวรถไฟฟ้าธงชาติไทยที่ยาวที่สุด!

ล่าสุด บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวขบวนรถไฟฟ้าที่ตกแต่งเป็นผืนธงชาติไทยที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อเป็นการสดุดีและรำลึกถึงวีรกรรมของเหล่าทหารกล้าผู้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติ โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบีทีเอส และเป็นการส่งเสริมความรักชาติและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้แก่ประชาชน

รายละเอียดรถไฟฟ้าธงชาติไทยที่ยาวที่สุด

ขบวนรถไฟฟ้าที่ตกแต่งเป็นธงชาติไทยนี้ไม่ใช่แค่การทาสีหรือติดสติกเกอร์ธรรมดา แต่เป็นการออกแบบที่พิถีพิถัน โดยใช้สีแดง ขาว และน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีประจำชาติไทยอย่างถูกต้องตามหลักสากล นอกจากนี้ ยังมีการประดับตกแต่งด้วยลวดลายที่สื่อถึงความเป็นไทย เช่น ลายกนก และภาพสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ทำให้ขบวนรถไฟฟ้าขบวนนี้มีความสวยงามและโดดเด่นเป็นอย่างมาก

เส้นทางการให้บริการครอบคลุม:

  • จำนวนสถานี: 60 สถานี
  • จังหวัดที่ให้บริการ: กรุงเทพฯ, นนทบุรี, สมุทรปราการ

การประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม:

  • สื่อดิจิทัล: เผยแพร่ภาพธงชาติไทยผ่านสื่อโฆษณาดิจิทัลทั่วประเทศ
  • ช่วงเวลา: 08.00 น. และ 18.00 น. ของทุกวัน

การเปิดตัวรถไฟฟ้าธงชาติไทยที่ยาวที่สุดของบีทีเอสในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนชาวไทย หลายคนได้แสดงความคิดเห็นชื่นชมในความสร้างสรรค์และความตั้งใจของบีทีเอสที่ต้องการส่งเสริมความรักชาติและความสามัคคี นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากที่ให้ความสนใจและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับขบวนรถไฟฟ้าขบวนนี้

นอกจากการตกแต่งขบวนรถไฟฟ้าแล้ว บีทีเอสยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมความรักชาติอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การจัดนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย การจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และการสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

การที่บีทีเอสให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรักชาติและความสามัคคีนั้น แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

คุณสามารถร่วมภาคภูมิใจไปกับรถไฟฟ้าธงชาติไทยที่ยาวที่สุดได้แล้ววันนี้ เพียงแค่ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส และร่วมชื่นชมความสวยงามของขบวนรถไฟฟ้าที่ตกแต่งเป็นธงชาติไทย นอกจากนี้ อย่าลืมร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่บีทีเอสจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความรักชาติและความสามัคคี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

รถไฟฟ้าธงชาติไทยที่ยาวที่สุดนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเเค่รถไฟฟ้าที่ตกแต่งสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความรักชาติ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในความเป็นไทยของคนไทยทุกคน

ที่มา – บีทีเอสเปิดตัวขบวนรถไฟฟ้าธงชาติไทยที่ยาวที่สุด! สดุดีเหล่าวีรบุรุษผู้ปกป้องแผ่นดิน

RachYO-Tobii กับ “ปะป๊าปล่อย” ดนตรี Thai Fusion x Afro Beat

สองศิลปินมากฝีมือจากคนละขั้วดนตรี RachYo และ Tobii โคจรมาพบกันครั้งแรกในซิงเกิลใหม่ล่าสุด “ปะป๊าปล่อย” ผลงานที่นำเอากลิ่นอายดนตรีไทยพื้นบ้านมาผสานกับจังหวะ Afro Beats ได้อย่างสดใหม่ สนุกสนาน ถ่ายทอดความซน และความทะเล้นในจังหวะชวนโยก ที่รับรองว่าสายแดนซ์ไม่ควรพลาด

เพลงนี้ถือเป็นการคอลแลปที่แฟนๆ ไม่ควรพลาด ด้วยซาวด์ Thai Fusion x Afro Beats ที่ใช้เครื่องดนตรีไทยพื้นบ้านมาร้อยเรียงเข้ากับโฟลวแบบ Afro ในสไตล์เท่ๆ ของ Tobii ผสมผสานกับเอกลักษณ์อีสานของ RachYO ได้อย่างเหนือความคาดหมาย ทั้งสองยังร่วมแต่งเนื้อร้องและทำนองด้วยตัวเอง ทำให้เพลงนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละคน ในแบบที่กลมกล่อมและสนุกสุดๆ เพลง “ปะป๊าปล่อย” จึงเป็นอะไรที่ลงตัวมากๆ

RachYO และ Tobii ในเพลง ปะป๊าปล่อย

RachYO ศิลปินแถวหน้าสายฮิปฮอปอีสานจาก Universal Music Thailand ยังคงรักษาลายเซ็นสไตล์บ้านๆ ที่เข้าถึงใจได้ง่าย ทั้งในเนื้อร้องและเมโลดี้ ขณะที่ Tobii ศิลปินสาย Afro Beat จาก Def Jam Thailand ก็ใส่กลิ่นอายอินเตอร์ด้วยโฟลวภาษาอังกฤษแบบ Afro-inspired ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงและสไตล์ที่มีเอกลักษณ์ ทำให้เพลงนี้กลายเป็นผลงานการคอลแลปที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้

ใครที่กำลังมองหาเพลงใหม่ๆ ที่มีสไตล์แตกต่างไม่ซ้ำใคร ลองฟังเพลง “ปะป๊าปล่อย” ของ RachYO และ Tobii ดู รับรองว่าจะต้องติดใจในความผสมผสานที่ลงตัวของดนตรีไทยและ Afro Beat อย่างแน่นอน

เมื่อดนตรี Thai Fusion เจอ Afro Beat! “RachYO-Tobii” ร่วมงานกันครั้งแรกในซิงเกิล “ปะป๊าปล่อย”

เพลง “ปะป๊าปล่อย” ทำให้เห็นว่าดนตรีไม่มีพรมแดน และการผสมผสานวัฒนธรรมที่แตกต่างสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่น่าสนใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ทำไมต้องฟังเพลง “ปะป๊าปล่อย”

เพราะเพลงนี้เป็นการผสมผสานที่ไม่ซ้ำใครระหว่างดนตรีไทยและ Afro Beat, เป็นการร่วมงานกันของสองศิลปินที่มีสไตล์โดดเด่น, และเป็นเพลงที่ฟังสนุกโยกตามได้

อย่ารอช้า! ไปฟังเพลง “ปะป๊าปล่อย” กันได้เลย แล้วคุณจะรู้ว่า Thai Fusion x Afro Beat มันส์ขนาดไหน!

แฟนๆสามารถติดตามข่าวสารรอบโลกได้แล้ววันนี้ที่ www.dailynews.co.th และทุกแพลตฟอร์มของ Dailynews

ที่มา – เมื่อดนตรี Thai Fusion เจอ Afro Beat! “RachYO-Tobii” ร่วมงานกันครั้งแรกในซิงเกิล “ปะป๊าปล่อย”