ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

รักแท้ต้องแบกหมดไหม? ผู้ชายไม่จ่าย

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ผู้ใช้กระทู้รายหนึ่งบนเว็บไซต์พันทิป โพสต์ตั้งคำถามชวนสะเทือนใจถึงพฤติกรรมของแฟนหนุ่มที่คบหากันมาระยะหนึ่ง โดยระบุว่า ตลอดเวลาที่คบกัน ฝ่ายชายมีความรักให้มากมาย พยายามหาเวลาเจอ ส่งข้อความคิดถึงตลอดทั้งวัน ยินดีช่วยเหลืองานบ้านงานบุญ แต่ไม่เคยมีส่วนร่วมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าอาหาร หรือแม้แต่ค่าน้ำดื่มเวลาทำบุญ

ฝ่ายหญิงเล่าด้วยว่า ตนเองมีฐานะมั่นคง มีบ้าน รถยนต์ และรายได้ประมาณแสนบาทต่อเดือน ส่วนฝ่ายชายทำงานมีเงินเดือนราว 20,000 บาท ไม่มีทรัพย์สินติดตัว แต่กลับไม่เคยเสนอแบ่งเบาภาระ หรือแม้แต่เลี้ยงอาหารตอบแทนในวันที่มีเงิน โดยมักอ้างว่า “เงินยังไม่ออก” เสมอ

กระทู้ดังกล่าวตั้งคำถามสำคัญว่า หากอนาคตต้องใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ผู้ชายที่ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบทางการเงินเช่นนี้ จะสามารถดูแลตัวเองได้หรือไม่ หรือแท้จริงแล้วหวังให้ฝ่ายหญิงเป็นคนแบกรับภาระทุกอย่าง คำถามที่ว่า รักแท้ต้องแบกหมดไหม? จึงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง

แม้ฝ่ายชายจะดูเป็นคนดี มีน้ำใจ และทุ่มเทเวลาให้เต็มที่ แต่ฝ่ายหญิงก็เริ่มตั้งคำถามถึงความสมดุลของความสัมพันธ์ โดยระบุว่า “ถ้าจะคบต่อ ควรคบในสถานะไหนดี” พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมที่อาจสะท้อนแนวโน้มในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในระยะยาว

ภายหลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์ในโลกออนไลน์ บางส่วนมองว่า “รักแท้ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน” ขณะที่อีกหลายเสียงเตือนให้ระวังคนที่มอบแต่ความรัก แต่ไม่ยอมลงมือดูแลหรือรับผิดชอบอย่างแท้จริง และชี้ว่าผู้ชายเป็นปลิงและกำลังเกาะอยู่ แต่งงานไปมีแต่เจ็บใจและเสียเปรียบ

รักแท้ต้องแบกหมดไหม?

เรื่องราวนี้จุดประกายให้เกิดการพูดคุยในวงกว้างเกี่ยวกับความคาดหวังในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเงิน หลายคนเชื่อว่าความรักและความเอาใจใส่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด แต่ก็มีอีกหลายคนที่มองว่าความรับผิดชอบทางการเงินเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

ความรักกับการเงิน เรื่องที่มองข้ามไม่ได้

การที่ฝ่ายชายไม่เคยมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม อาจทำให้ฝ่ายหญิงรู้สึกว่าเธอต้องแบกรับภาระทุกอย่างอยู่คนเดียวในความสัมพันธ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่พอใจและความขัดแย้งในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่ฝ่ายชายไม่เคยแสดงความรับผิดชอบทางการเงิน อาจบ่งบอกถึงปัญหาที่ลึกกว่านั้น เช่น การขาดความมั่นใจในตัวเอง การไม่เห็นคุณค่าของเงิน หรือแม้แต่การเอาเปรียบผู้อื่น

ประเด็นที่น่าสนใจคือ คำว่า “รักแท้ต้องแบกหมดไหม?” สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลในความสัมพันธ์อย่างชัดเจน ความรักที่ดีควรเป็นความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายให้และรับซึ่งกันและกัน ไม่ควรมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องแบกรับภาระมากเกินไป

หากคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ลองพิจารณาคำถามเหล่านี้:

  • คุณรู้สึกว่าคุณต้องแบกรับภาระทางการเงินมากเกินไปในความสัมพันธ์หรือไม่?
  • คู่ของคุณแสดงความรับผิดชอบทางการเงินในด้านอื่นๆ ของชีวิตหรือไม่?
  • คุณได้พูดคุยกับคู่ของคุณเกี่ยวกับความคาดหวังทางการเงินของคุณแล้วหรือยัง?

การพูดคุยอย่างเปิดอกและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความคาดหวังทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน หากคุณพบว่าคู่ของคุณไม่เต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือไม่สามารถตอบสนองความต้องการของคุณได้ คุณอาจต้องพิจารณาว่าความสัมพันธ์นี้เหมาะสมกับคุณหรือไม่

“ความดี” เพียงพอต่อความสัมพันธ์ระยะยาวหรือไม่?

คำถามที่ว่า “รักแท้ต้องแบกหมดไหม?” นำมาสู่การพิจารณาว่า “ความดี” เพียงอย่างเดียวสามารถทำให้ความสัมพันธ์ไปรอดหรือไม่ แน่นอนว่าความดีเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนต้องอาศัยมากกว่านั้น ความรับผิดชอบ ความเข้าใจ และการสนับสนุนซึ่งกันและกันในทุกๆ ด้านของชีวิต คือสิ่งที่ขาดไม่ได้

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อไปในความสัมพันธ์หรือไม่ ลองพิจารณาอย่างรอบคอบว่าคู่ของคุณมีความพร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคุณในทุกๆ ด้านของชีวิตหรือไม่ หรือคุณจะต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระทุกอย่างอยู่คนเดียวตลอดไป

สุดท้ายนี้ ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องหรือผิดสำหรับคำถามที่ว่า รักแท้ต้องแบกหมดไหม? แต่ละคู่มีความแตกต่างกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการค้นหาความสมดุลที่เหมาะสมกับคุณและคู่ของคุณ

ที่มา – รักแท้ต้องแบกหมดไหม? ดราม่าผู้ชายคลั่งรักแต่ไม่เคยควักจ่าย สังคมตั้งคำถาม “ความดี” เพียงพอหรือไม่?

“ธี่หยด 3” โปสเตอร์หลอน! ผีไม่ได้มีแค่ตัวเดียว

นอกจากหมัดไฟของ “พี่ยักษ์” ที่เตรียมทะลุทะลวงผีร้าย กับความแค้นที่กำลังจะมาถึง ล่าสุด “ธี่หยด 3” ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จาก ช่อง 3 และ M Studio กำกับภาพยนตร์โดย แป๊ป ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ และ ต้อม ธนเดช ประดิษฐ์ ก็ตอกย้ำความหลอนของเหล่าบรรดาผีบ้าง

ว่า “เมื่อ ‘ผี’ อาจไม่ได้มีแค่ตัวเดียว” เพราะความแค้นยังคงมีอยู่เต็มเหนี่ยว มันจึงกลับมาพร้อมกับความสยองยิ่งกว่าเดิม! งานนี้ครอบครัวตัว “ย” ณเดชน์ คูกิมิยะ, เดนิส เจลีลชา คัปปุน, จูเนียร์ กาจบัณฑิต ใจดี, เฟรนด์ พีระกฤตย์ พชรบุณยเกียรติ และ นีน่า ณัฐชา เจสสิก้า พาโดวัน จะเตรียมรับมือยังไง

1 ตุลาคมนี้ พร้อมปลุกชีพความตาย ท้าทายความหลอนอีกครั้ง ในโรงภาพยนตร์ และบนจอยักษ์ IMAX เตรียมเผชิญหน้าความสยองยิ่งกว่าครั้งไหน เมื่อเสียงเพรียกไม่เคยจากไป มันกำลังกลับมาเอาคืน!

ภาพยนตร์ “ธี่หยด 3” กำลังจะกลับมาสร้างปรากฏการณ์ความสยองอีกครั้งในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ และในระบบ IMAX ด้วย! หลังจากที่ภาคก่อนหน้าสร้างความหวาดผวาให้กับผู้ชมมาแล้วมากมาย ภาคนี้รับประกันว่าความน่ากลัวจะทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเรื่องราวที่เข้มข้นขึ้น และการปรากฏตัวของเหล่าผีร้ายที่ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเดียวอย่างที่โปสเตอร์บอกใบ้ งานนี้เตรียมใจให้พร้อม แล้วไปเผชิญหน้ากับความสยองขวัญที่จะทำให้คุณขนลุกขนพองกันได้เลย

เรื่องราวใน “ธี่หยด 3” จะโฟกัสไปที่การต่อสู้ของครอบครัวตัว “ย” ที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งและโหดเหี้ยมกว่าเดิม ความแค้นที่สั่งสมมานานทำให้พวกมันกลับมาทวงคืนอย่างสาสม งานนี้ครอบครัวตัว “ย” จะต้องใช้ความกล้าหาญ ไหวพริบ และความรักที่มีต่อกัน เพื่อเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของเหล่าวิญญาณร้ายให้ได้

“ธี่หยด 3” ตอกย้ำโปสเตอร์สุดหลอน เมื่อ ‘ผี’ อาจไม่ได้มีแค่ตัวเดียว

นอกจากเนื้อเรื่องที่น่าติดตามแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของ “ธี่หยด 3” ก็คือทีมนักแสดงมากฝีมือที่มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความสยองขวัญ นำโดย ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่กลับมารับบท “พี่ยักษ์” อีกครั้ง พร้อมด้วยนักแสดงรุ่นใหม่มากความสามารถที่จะมาเสริมทัพสร้างความเข้มข้นให้กับภาพยนตร์

ทำไม “ธี่หยด 3” ถึงน่าดู? เพราะ ‘ผี’ อาจไม่ได้มีแค่ตัวเดียว!

สำหรับใครที่ชื่นชอบภาพยนตร์สยองขวัญ ไม่ควรพลาด “ธี่หยด 3” อย่างเด็ดขาด เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาคุณไปสัมผัสกับประสบการณ์ความสยองขวัญที่เหนือกว่าครั้งไหนๆ ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้นขึ้น การปรากฏตัวของเหล่าผีร้ายที่น่ากลัวกว่าเดิม และทีมนักแสดงมากฝีมือที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวความสยองขวัญได้อย่างสมจริง

  • เตรียมพบกับความสยองที่ทวีคูณยิ่งกว่าเดิม
  • เรื่องราวเข้มข้นขึ้น น่าติดตามกว่าเดิม
  • การปรากฏตัวของเหล่าผีร้ายที่ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเดียว
  • ทีมนักแสดงมากฝีมือที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวความสยองขวัญได้อย่างสมจริง

และที่สำคัญ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าชม เพราะ “ธี่หยด 3” จะทำให้คุณต้องกรีดร้อง เสียวสันหลัง และนอนไม่หลับไปอีกหลายคืนเลยทีเดียว! เตรียมพบกับประสบการณ์ความสยองที่โรงภาพยนตร์ใกล้บ้านคุณ

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิดที่ว่า “ผีไม่ได้มีแค่ตัวเดียว” ใน “ธี่หยด 3” สะท้อนถึงอะไรในสังคมไทย นอกเหนือจากความเชื่อเรื่องวิญญาณ?

ที่มา – “ธี่หยด 3” ตอกย้ำโปสเตอร์สุดหลอน เมื่อ ‘ผี’ อาจไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แฟนๆหนังแห่รอคอยมากมาย

อันวาร์ย้ำ! อาเซียนเป็นกลาง ไทย-กัมพูชา มาเลย์ไกล่เกลี่ย

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ได้ออกมาเน้นย้ำถึงบทบาทของอาเซียนในการเป็นกลาง พร้อมทั้งยืนยันว่ามาเลเซียจะยังคงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยปัญหาอันวาร์ย้ำอาเซียนต้องเป็นกลาง “ไทย-กัมพูชา” จนกว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ว่า นายกฯ อันวาร์ได้กล่าวในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาเลเซียว่า มาเลเซียจะยังคงเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อให้ข้อพิพาททั้งหมดได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ แม้ว่ามาเลเซียจะหมดวาระการเป็นประธานอาเซียนในสิ้นปีนี้ และฟิลิปปินส์จะรับตำแหน่งต่อในปี 2569

อันวาร์กล่าวถึงแผนการที่เคยมีการวางไว้ว่าจะให้ไทยและกัมพูชาหาข้อยุติภายใน 3 เดือน แต่สถานการณ์จริงแสดงให้เห็นว่าการเจรจาไม่สามารถกำหนดกรอบเวลาตายตัวได้ สิ่งสำคัญคือการทำให้การหารือมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการหยุดยิงและความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหา

อันวาร์ย้ำอาเซียนต้องเป็นกลาง “ไทย-กัมพูชา”

ผู้นำมาเลเซียยังเน้นย้ำถึงหลักการความเป็นกลางของอาเซียนในการจัดการข้อพิพาทระหว่างสมาชิก และย้ำว่าหากมีการจัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ หรือกองกำลังเฉพาะกิจเพื่อรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทีมงานเหล่านี้ต้องเป็นผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเท่านั้น อาเซียนต้องร่วมกันยับยั้งการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก

นอกจากนี้ เขายังเชื่อมั่นว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ระหว่างไทยและกัมพูชา จะได้ข้อสรุปในวันที่ 7 ส.ค. และมาเลเซียพร้อมนำทีมงานลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดน

มาเลเซียกับการไกล่เกลี่ยปัญหาไทย-กัมพูชา: อันวาร์ย้ำอาเซียนต้องเป็นกลาง “ไทย-กัมพูชา”

บทบาทของมาเลเซียในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ท่าทีที่แข็งขันของนายกฯ อันวาร์แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานการณ์ที่ซับซ้อน การที่มาเลเซียยืนยันที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไปจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ เป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค

  • ความสำคัญของความเป็นกลาง: การที่อันวาร์เน้นย้ำถึงความเป็นกลางของอาเซียนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการกับข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก การรักษาความเป็นกลางจะช่วยให้ทุกฝ่ายรู้สึกมั่นใจและพร้อมที่จะเจรจาอย่างเปิดเผย
  • บทบาทของอาเซียน: การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหา จะช่วยป้องกันการแทรกแซงจากภายนอก และส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติวิธี
  • ความท้าทายในการแก้ไขปัญหา: การแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศมักมีความท้าทายมากมาย ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การที่มาเลเซียยืนหยัดที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติภาพในภูมิภาค

อันวาร์ย้ำอาเซียนต้องเป็นกลาง “ไทย-กัมพูชา” เป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของบทบาทผู้นำและความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การที่มาเลเซียแสดงความพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการติดตามสถานการณ์และส่งทีมงานลงพื้นที่ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจจากทุกฝ่าย การเจรจาและการสร้างความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ข้อยุติที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

ที่มา – อันวาร์ย้ำอาเซียนต้องเป็นกลาง “ไทย-กัมพูชา” ลั่นมาเลเซียไกล่เกลี่ยจนกว่าปัญหาจบ

ระทึก! หนุ่มถูกสาวลวงนัดเจอ ก่อนถูกไล่ยิง **หวิดดับกลางดึก!**

เมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 6 ส.ค. ร.ต.อ.เสวก ศรีแก้ว รองสารวัตรสอบสวน สภ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนไล่ยิงรถยนต์จนเสียหลักตกลงคลองชลประทาน บริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 9 (วงแหวนตะวันตก) ขาเข้า ช่วงบางปะอิน – บางบัวทอง ต.โพแตง อ.บางไทร จึงรุดตรวจสอบพร้อมประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากสมาคมอยุธยารวมใจเข้าร่วมสนับสนุน

ในที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งฮอนด้า สีขาว ทะเบียน 4กด 1057 กรุงเทพมหานคร จมอยู่ในคลองชลประทาน โผล่พ้นน้ำเพียงหลังคา ระดับน้ำลึกประมาณ 2 เมตร ภายในรถไม่พบผู้ติดค้างอยู่ เนื่องจากมีพลเมืองดีซึ่งเป็นชาวบ้านที่หาปลาอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ใช้ก้อนหินทุบกระจกรถช่วยผู้ขับออกมาได้อย่างปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถเครนยกรถขึ้นจากน้ำ พบล้อหน้าด้านขวาถูกยิงจนยางแตก ตัวรถพังเสียหายยับเยิน

ทราบชื่อผู้ขับคือ นายจักรกฤษณ์ กาญจนรักษ์ อายุ 27 ปี ชาวจังหวัดนนทบุรี มีบาดแผลเล็กน้อยจากกระจกบาด ยังอยู่ในอาการตื่นตกใจ ให้การทั้งน้ำตาว่า ก่อนเกิดเหตุรู้จักหญิงสาวรายหนึ่งชื่อ “ตะวัน” ได้เพียง 2 วัน ก่อนถูกนัดให้ไปรับที่พื้นที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ซึ่งติดกับเขต อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยหญิงสาวได้ส่งโลเคชั่นให้ และเมื่อเขาเดินทางไปถึงจุดนัดหมาย เวลาประมาณตี 2 หญิงสาวได้พยายามชักชวนให้ขับรถเข้าไปในบริเวณทุ่งนาเปลี่ยว ตนเริ่มเอะใจจึงตัดสินใจกลับรถ แต่ทันใดนั้น กลับมีรถยนต์ฮอนด้าแจ๊ส สีเทา มีชาย 3 คนอยู่ในรถขับมาปาดหน้า พร้อมรถเก๋งอีกคันสีขาวปิดท้าย

นายจักรกฤษณ์พยายามเร่งเครื่องหลบหนีไปตามถนนสาย 347 มุ่งหน้าบางปะอิน แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 9 เสียงปืนดังขึ้น 3 นัด ขณะรถพยายามหนี จนกระทั่งเสียหลักตกลงคลอง ไม่สามารถเปิดประตูออกได้ โชคดีที่มีชาวบ้านมาช่วยเหลือทัน

หลังจากรถตกน้ำ แก๊งคนร้ายยังจอดลงมาดูที่เกิดเหตุ คาดว่าฝ่ายผู้เสียหายเสียชีวิตไปแล้ว จึงรีบขับหลบหนีไป

ผู้เสียหายเชื่อว่าหญิงสาวรายดังกล่าวเป็น “นกต่อ” ลวงให้ตนมาตกเป็นเหยื่อของการลอบทำร้าย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวหรือปมความหึงหวง โดยยืนยันว่าจำรถคนร้ายได้บางส่วน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหาย พร้อมเตรียมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางเพื่อไล่ล่าตัวผู้ก่อเหตุ รวมถึงหญิงสาวรายดังกล่าว มาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด

หวิดดับกลางดึก! หนุ่มถูกสาวลวงนัดเจอ ก่อนถูกไล่ยิง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงภัยร้ายที่แฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนัดพบกับบุคคลที่เราเพิ่งรู้จักผ่านช่องทางออนไลน์ บทเรียนราคาแพงครั้งนี้เป็นการเตือนใจให้เราทุกคนเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ชีวิต และอย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ โดยเฉพาะการนัดเจอกับคนแปลกหน้าในสถานที่เปลี่ยว

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญและมีน้ำใจของพลเมืองดีที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างทันท่วงที การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในยามคับขันเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรเอาเป็นแบบอย่าง

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ **หวิดดับกลางดึก! หนุ่มถูกสาวลวงนัดเจอ ก่อนถูกไล่ยิง**

เพื่อให้เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เราจะมาเจาะลึกถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้:

  • การนัดหมาย: หญิงสาวที่ชื่อ “ตะวัน” ได้นัดหมายกับผู้เสียหายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยส่งโลเคชั่นให้ไปรับที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
  • การซ้อนแผน: เมื่อผู้เสียหายเดินทางไปถึงจุดนัดหมาย หญิงสาวพยายามชักชวนให้ขับรถเข้าไปในทุ่งนาเปลี่ยว ซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มคนร้ายดักรออยู่
  • การไล่ล่า: กลุ่มคนร้ายได้ขับรถยนต์ 2 คันไล่ตามผู้เสียหาย พร้อมใช้อาวุธปืนยิงใส่รถ ทำให้ผู้เสียหายต้องขับรถหลบหนี
  • อุบัติเหตุ: ในระหว่างการหลบหนี รถของผู้เสียหายเสียหลักตกลงไปในคลองชลประทาน
  • การช่วยเหลือ: พลเมืองดีที่อยู่ใกล้เคียงได้เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายออกมาจากรถได้อย่างปลอดภัย

จากข้อมูลข้างต้น เราสามารถสรุปได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นการวางแผนล่อลวงเพื่อทำร้ายผู้เสียหาย โดยมีหญิงสาวที่ชื่อ “ตะวัน” เป็นผู้ติดต่อและนัดหมาย สถานที่เกิดเหตุถูกเลือกให้เป็นที่เปลี่ยว เพื่อให้ง่ายต่อการลงมือ

ข้อควรระวังในการนัดพบกับคนแปลกหน้า:

  • เลือกสถานที่ที่ปลอดภัยและมีผู้คนพลุกพล่าน
  • บอกให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวทราบถึงสถานที่นัดหมายและเวลา
  • พกพาอุปกรณ์ป้องกันตัว เช่น สเปรย์พริกไทย
  • สังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัวอยู่เสมอ
  • หากรู้สึกไม่ปลอดภัย ให้รีบออกจากสถานที่นั้นทันที

การ **หวิดดับกลางดึก! หนุ่มถูกสาวลวงนัดเจอ ก่อนถูกไล่ยิง** ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สอนให้เราต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอ อย่าไว้ใจใครง่ายๆ และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยเตือนสติให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท

เหตุการณ์ **หวิดดับกลางดึก! หนุ่มถูกสาวลวงนัดเจอ ก่อนถูกไล่ยิง** แสดงให้เห็นว่าโลกออนไลน์นั้นเต็มไปด้วยภัยร้ายที่เราคาดไม่ถึง การรู้จักวิธีป้องกันตนเองและระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ที่มา – หวิดดับกลางดึก! หนุ่มถูกสาวลวงนัดเจอ ก่อนถูกไล่ยิง รถเสียหลักตกคลองรอดตายหวุดหวิด

เปิดวันนี้! ดาวรุ่งชบาแก้ว ล่าแชมป์อาเซียน

ฟูโตชิ อิเคดะ เกือบชะตาขาด หลังจากไม่สามารถพาทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เข้ารอบสุดท้าย ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย ได้สำเร็จ

นั่นหมายความว่าความฝันไปฟุตบอลหญิงโลก 2027 ที่ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ หมายมั่นปั้นมือมาก จบลงอย่างรวดเร็ว

แต่หลังจากอารมณ์เย็นลง มานั่งคิดกันอีกที ก่อน “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ตัดสินใจให้โอกาส อิเคดะ อีกเฮือก กับ 2 งานใหญ่ ปีนี้

ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน และ ฟุตบอลหญิงซีเกมส์ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ที่ต้อง “ทอง” เท่านั้น

งานที่กำลังมาถึง ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 6-19 ส.ค. 68

ทีมชาติไทย อยู่กลุ่ม A “เจ้าภาพ” เวียดนาม, อินโดนีเซีย และ กัมพูชา

ส่วนอีกกลุ่ม กลุ่ม B “แชมป์เก่า” ฟิลิปปินส์, เมียนมา, ออสเตรเลีย ชุด 23 ปี และ ติมอร์เลสเต

แต่ไหนแต่ไร ฟุตบอลหญิงอาเซียน กับทีมชาติไทย แม้ไม่ใช่งานง่ายแบบปอกกล้วยเข้าปาก แต่ก็ไม่ได้ยากมาก

12 ครั้งของการจัด ไทย ได้แชมป์มากสุด 4 สมัย เคยมีช่วงที่ได้แชมป์ 3 สมัยติด 2015, 2016 และ 2018

แต่หลังจาก 2018 อีก 2 ครั้งต่อมา ก็ได้แค่รองแชมป์ โดยปี 2019 แพ้ช่วงต่อเวลาให้ เวียดนาม และ ปี 2022 แพ้ “มหาอำนาจใหม่อาเซียน” ฟิลิปปินส์ 0-3

อย่างที่ทราบกัน หลังจากนักเตะชุด “โกลเดนเจเนอเรชั่น” โรยราลงไป เปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ ประจวบเหมาะกับ ฟิลิปปินส์ พุ่งขึ้นมา ด้วยนโยบาย “แข้งนอก” และ เวียดนาม ก็ยังรักษามาตรฐาน

ทำให้ บอลหญิงไทย กับระดับอาเซียน กลายเป็นงานยากเย็นกว่าเดิม

อิเคดะ ประกาศชื่อ 24 นักเตะ และเริ่มซ้อมตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค. 68 มีการเรียกเพิ่มสลับตัว ก่อนประกาศ 23 คน

บอลอาเซียน ไม่ได้อยู่ในช่วงฟีฟ่าเดย์ ทำให้นักเตะที่เล่นเมืองนอกอย่าง ทิฟฟานี่ ดารุณี สอนเผ่า, เสาวลักษณ์ เพ็งงาม, จิราภรณ์ มงคลดี, รีแอนน์ รัช กองกลางลูกครึ่งหน้าใหม่ หนึ่งเดียวจากชุดคัดเอเชีย รวมทั้ง “หมวย” ปณิฏฐา จีรัตนะภวิบูล นักฟุตบอลหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีของไทย จากสโมสร กว่างสี เป่ยหนง ไม่มีชื่อ

รวมทั้งนักเตะจากแชมป์ไทยวีเมนส์ลีก บีจีซี บัณฑิตเอเซีย มีโปรแกรมแข่งชิงแชมป์สโมสรเอเชีย รอบคัดเลือก ระหว่าง 25-31 ส.ค. ก็ต้องเตรียมตัว และเมื่อไม่ใช่ฟีฟ่าเดย์ ก็ไม่สามารถไปดึงมาได้

ไม่มี ดาวรุ่งวัย 16 ปี “เมสซี่เคท” กุลิสรา ลิ้มปวะนิช เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม และดาวซัลโว (19 ประตู) ไทยวีเมนส์ลีก

ผู้เล่นส่วนใหญ่มาจากจากชลบุรี ชุดรองแชมป์ไทยวีเมนส์ลีก ที่ก็แข็งแกร่ง หย่อนจาก บัณฑิตเอเชีย ไม่มาก รวมทั้งจากชุด 21 ปี-19 ปี

2 นักเตะดาวรุ่ง ยูเหลี่ย เกิร์นนิ่ง และ แมดดิสัน เจตน์ แคสทีน จะได้พิสูจน์ผลงานในการเล่นชุดใหญ่

ส่วนคู่แข่ง แน่นอนว่า เวียดนาม เจ้าของแชมป์ 3 สมัย และในฐานะเจ้าภาพ จะเป็นตัวเต็ง และนี่เป็นหนึ่งในการเตรียมทีมก่อนเอเชียนคัพ ในเดือน มี.ค. ปีหน้า ของสาวดาวทอง

อีก 2 ทีม ด้วยสถิติเก่าๆ ไทย อาจจะดีกว่า แต่ อินโดนีเซีย ก็น่าสนใจกับนโยบายโอนสัญชาติ

ขณะที่ กัมพูชา นั้น อย่างน้อยก็ใช้ตัวเก๋า เล่นกันมาต่อเนื่อง

กัมพูชา เพิ่งทำฮือฮา เมื่อวันที่ 1 ส.ค. เพิ่งตั้ง เคียวจิ เกียวโตคุ คุมทัพ ทั้งที่เหลือเวลาแข่งอีกแค่ 4-5 วัน

กุนซือซามูไร จาย์เคียวจิ เคยเดินทางมาคุมทีม อ่างทอง เอฟซี และที่น่าประหลาดใจคือ เขาทำทีมฟุตบอลชายกัมพูชามาต่อเนื่องทุกชุด ทั้งชุดใหญ่ ชุดเยาวชน ล่าสุดก็เพิ่งคุมทีม 23 ปีชาย

ไปๆ มาๆ รับจบ คุมทีมหญิงด้วย

นานๆ จะเห็นที โค้ชบอลชาย ข้ามมาคุมบอลหญิง

โปรแกรมรอบแรกของทีมชาติไทย

วันที่ 6 ส.ค. เวลา 16.30 น. พบ อินโดนีเซีย, วันที่ 9 ส.ค. เวลา 16.30 น. พบ กัมพูชา และวันที่ 12 ส.ค. เวลา 19.30 น. พบ “เจ้าภาพ” เวียดนาม

มีถ่ายทอดสดทั้งฟรีทีวี, ดิจิตอลทีวี และออนไลน์ ที่ ททบ.5 HD, AIS PLAY, BG Sports, True Visions Now, เพจ FA Thailand และ Thai Women’s Football

เบื้องต้น ยังไงก็ต้องเข้ารอบรองฯ ไว้ก่อน 2 นัดแรก กับ อินโดนีเซีย กับ กัมพูชา คือเกมสำคัญ ที่ต้องเก็บ 6 แต้ม ก่อนไปเจอแข็ง เวียดนาม

จากโปรแกรม คู่แข่ง ถ้าย้อนไปก่อนหน้าสัก 1-2 เดือน ก็คงไม่มีอะไร

แต่ ณ ตอนนี้เชื่อว่าด้วยสถานการณ์กับเพื่อนบ้าน เกมกับ กัมพูชา จะเป็นนัดที่คนไทยสนใจอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เกมกีฬา ก็คือกีฬา อย่าเอาเรื่องบ้านเมือง ไปพุ่งเป้ากดดันนักเตะกันมาก

ส่วนนักเตะก็เล่นเต็มที่ในเกม คิดว่าเป็นแมตช์หนึ่งที่ต้องทุ่มเทเหมือนกับเกมอื่น

อย่าเอาอารมณ์ความรู้สึกไปใส่จนเสียความเป็นกีฬาไป

ส่งกำลังใจ รอลุ้น รอเชียร์กันได้ กับรายการอาเซียน ที่น่าจะได้เห็นฟอร์มดาวรุ่งชบาแก้วกันเต็มๆ.

วุฒินล บุญวานิช

เปิดวันนี้! ‘ดาวรุ่งชบาแก้ว’ ล่าแชมป์อาเซียน

การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียนครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้เห็น ดาวรุ่งชบาแก้ว แจ้งเกิดและสร้างผลงานให้กับทีมชาติไทย มาร่วมส่งกำลังใจให้พวกเธอคว้าแชมป์กลับบ้านกันนะครับ!

จับตาดูฟอร์ม! ดาวรุ่งชบาแก้ว พร้อมลุยศึกอาเซียน

เตรียมตัวให้พร้อม! ดาวรุ่งชบาแก้ว กำลังจะลงสนามเพื่อล่าแชมป์อาเซียน ร่วมเชียร์และเป็นกำลังใจให้พวกเธอในการแข่งขันครั้งนี้

ที่มา – เปิดวันนี้! ‘ดาวรุ่งชบาแก้ว’ ล่าแชมป์อาเซียน ‘อินโด-เขมร-เวียดนาม’ คู่แข่งรอบแรก

“อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย” ขยายธุรกรรมสกุลเงินท้องถิ่น

ข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนในภูมิภาค! เมื่อเร็วๆ นี้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ได้ร่วมกันขยายเครือข่ายการทำธุรกรรมโดยใช้สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ว่ากลุ่มธนาคารที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว จะอำนวยความสะดวกแก่การทำธุรกรรมข้ามพรมแดนเพื่อการค้าสินค้า การบริการ การลงทุนโดยตรง และการลงทุนในหลักทรัพย์

โครงการนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสามประเทศอย่างไร? มาดูกัน:

  • ลดต้นทุน: การใช้สกุลเงินท้องถิ่นจะช่วยลดความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมักมีค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่แน่นอน
  • เพิ่มความสะดวก: การทำธุรกรรมจะง่ายและรวดเร็วขึ้น เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการแปลงสกุลเงินที่ซับซ้อน
  • ส่งเสริมการค้าและการลงทุน: ต้นทุนที่ลดลงและความสะดวกที่เพิ่มขึ้น จะกระตุ้นให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น

นอกจากนี้ โครงการ “อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย” ขยายเครือข่ายทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่น ยังเป็นการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอีกด้วย

“อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย” ขยายเครือข่ายทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่น

ธนาคารกลางของทั้งสามประเทศ มุ่งยกระดับการเข้าถึงบริการของลูกค้า เสริมสภาพคล่องของสกุลเงินท้องถิ่น และเพิ่มตัวเลือกชำระเงินข้ามพรมแดนสามประเทศแก่ธุรกิจต่างๆ

ความสำคัญของโครงการ “อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย” ขยายเครือข่ายทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่น

โครงการริเริ่มนี้ต่อยอดจากข้อตกลงประสานงานตามกรอบการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่น (แอลซีทีเอฟ) ซึ่งธนาคารกลางของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2568. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสามประเทศในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

การขยายเครือข่ายการทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่นระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจของทั้งสามประเทศในระยะยาวอีกด้วย ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการนี้ เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เปิดขึ้นได้อย่างเต็มที่

สำหรับผู้ที่สนใจทำธุรกิจหรือลงทุนในอินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือไทย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย” ขยายเครือข่ายทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่น ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการเงินและลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรงหรือไม่? ในระยะยาว คาดว่าจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคด้วยเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนที่ลดลงของผู้ประกอบการอาจส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการมีเสถียรภาพมากขึ้น หรืออาจมีราคาที่ถูกลงได้

ข้อมูล : XINHUA

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ที่มา – “อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย” ขยายเครือข่ายทำธุรกรรมด้วยสกุลเงินท้องถิ่น

เพื่อไทย-กล้าธรรม…แย่งเก้าอี้ รองประธานสภา

ในการประชุม ครม. วันที่ 5 ส.ค. ครม. อนุมัติจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ทดแทนแบบ Saab JAS 39 Gripen ให้กองทัพอากาศเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อดำรงขีดความสามารถในการรักษาอธิปไตยเหนือน่านฟ้าสืบไป

“บิ๊กไก่” พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. กล่าวยืนยันว่า ครม. ได้อนุมัติหลักการโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตี Gripen E/Fระยะที่ 1 จำนวน 4 เครื่อง (วงเงิน 19,500 ล้านบาท) ครม. ยังได้มอบหมายให้ตนไปลงนามกับบริษัท SABB รวมถึงหัวหน้าหน่วยด้านยุทธภัณฑ์ทางทหาร โดย รมว.กลาโหมสวีเดน เข้ามาร่วมในพิธีลงนามในฐานะสักขีพยาน พิธีจะจัดขึ้นในวันที่ 25 ส.ค. นี้ ที่ประเทศสวีเดน กองทัพอากาศได้เตรียมการในเรื่องของสัญญาไว้หมดแล้ว

ครม. ยังเห็นชอบแก้สัญญา โครงการเรือดำน้ำ Yuan Class รุ่น S26T ที่ไทยลงนามรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับประเทศจีน เปลี่ยนใช้เครื่องยนต์จีน CHD620 จากเดิมเป็นเครื่องยนต์เยอรมนี MTU396 พร้อมแก้ไขขยายเวลาต่อเรือไปอีก 1,217 วัน โครงการซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class S26T ก่อนหน้านี้กองทัพเรือได้ลงนามในสัญญากับบริษัท CSOC สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ต่อเรือดังกล่าวเมื่อปี 2560 แต่ติดปัญหาที่ทางจีนไม่สามารถหาเครื่องยนต์ MTU 396 ของเยอรมนี ตามที่ระบุไว้ตามสัญญามาติดตั้งให้ได้ ทำให้การต่อเรือต้องหยุดชะงักไปในช่วงปี 2564 โดยปัจจุบันดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 64% อนุมัติจ่ายเงินไปแล้ว 10 งวด จากทั้งหมด 18 งวด วงเงินรวม 7,700 ล้านบาท และยังคงค้างจ่ายอีก 40% วงเงิน 5,500 ล้านบาท

การแต่งตั้งโยกย้ายที่น่าสนใจ อาทิ นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ในกรอบอัตรากําลังชั่วคราว โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจเกี่ยวข้องกับการสอบกรณีประกันสังคมลงทุนซื้อตึก skyy9 แพงกว่าราคาจริง ในสมัยนายบุญสงค์ เป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ซึ่งขณะนั้น “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน

นอกจากนี้ ครม. ยังมีมติอนุมัติตามที่ รมว.มหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ 6 ตำแหน่ง 1.นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 2.นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) 3.นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) ฉะเชิงเทรา ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน 4. นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดี ปภ. ดำรงตำแหน่ง ผวจ.ระยอง 5.นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง ดำรงตำแหน่ง ผวจ.เพชรบุรี 6.นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่งง ผวจ.ฉะเชิงเทรา สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

เรื่องงบช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จิกกัดรัฐบาลว่า กระทรวงมหาดไทยปลดล็อกการพนันโป๊กเกอร์เร็วมาก แต่ปัญหาของประชาชนในพื้นที่ชายแดนนั้นกลับช้า และไม่ดูแลอย่างเต็มที่ ควรถามนายอำเภอในพื้นที่ เพราะกว่าจะเบิกงบประมาณได้ในแต่ละครั้ง ลำบากแสนสาหัส แต่ก็โชคดีที่มีประชาชนจากพื้นที่ทั่วประเทศช่วยกันส่งของบริจาค ส่วนใหญ่ค่ายอพยพใช้เป็นสิ่งของบริจาคเกือบทั้งหมด

“ถ้าไปหวังแต่เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล ผมคิดว่าจะมีปัญหากว่านี้มาก เรื่องที่ ผวจ.อุบลราชธานี รายงานในรัฐสภาว่า เบิกจ่ายไม่มีปัญหา ก็รายงานเจื้อยแจ้วไปแบบนั้น ของจริงต้องไปลงหน้างาน แต่ ครม. ไม่มีใครลงไปหน้างาน ผวจ. บอกว่าเบิก และโอนเงินไปที่อำเภอแล้ว แต่ยังไม่มีแนวทางในการเบิกงบประมาณให้กับหน่วยงานที่ปฏิบัติ ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทยยืนยันว่าหน้างานไม่มีปัญหา ก็ใครจะบอกล่ะว่าหน้างานมีปัญหา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนที่มีการเบิกงบประมาณล่าช้า เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของ สส.พรรคภูมิใจไทย หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็มีคนพูดอย่างนั้น แต่ก็ไม่เป็นไร เรามีของบริจาคในหลายจังหวัด หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย เราไม่ได้หวังความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐบาล ประชาชนในพื้นที่ก็อยู่ด้วยกันอย่างพึงพอใจ มีกิจกรรมผ่อนคลายความเครียด ทหารก็มีการจัดดนตรีในค่าย ซึ่งประชาชนก็อยู่กันเองและทำกันเอง ทุกคนมีความสุขดี

เก้าอี้รองประธานสภาคนที่ 1 ก็อาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทะเลาะกัน “เลขาบอย” สรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า โควตานี้ของเพื่อไทย ไม่ใช่มันเป็นโควตาของพรรคร่วมรัฐบาล จึงงงว่าทำไมนายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม โพสต์ข้อความขอโอกาสให้พรรคกล้าธรรมนั่งรองประธานสภา ยืนยันว่าเป็นโควตาเพื่อไทย เราไม่มีการเสนอ 2 ชื่อเข้าที่ประชุมใหญ่

ขณะที่ “อ.แหม่ม” นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 ว่า พรรคกล้าธรรมมีคนที่พร้อมจะเสนอชื่อ (สส.เอ สะถิระ เผือกประพันธุ์ สส.ชลบุรี) และแสดงเจตจำนงมาตลอด เราคุยกันมาตลอดว่าไม่อยากพูดเรื่องนี้ออกสื่อ เพราะปัญหาของประเทศยังมีมาก จึงไม่อยากให้ประชาชนรู้สึกว่ามาแย่งตำแหน่งอะไรในขณะที่ชาวบ้านยังเดือดร้อน

ส่วนที่ นายไผ่ ลิกค์ ต้องออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะไม่มีการพูดคุยกันในสภา เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง เรื่องนี้เป็นกิจการของสภา ควรต้องหารือกันในสภา พรรคร่วมรัฐบาลต้องมาคุยกันและตกลงว่าจะเป็นอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องมาทวงตำแหน่งออกสื่อ แต่เมื่อเลือกที่จะไม่คุย ก็จะเกิดปัญหาในการทำงานร่วมกันในสภาแน่นอน การเลือกรองประธานสภาครั้งที่ผ่านมา (เลือกนายฉลาด ขามช่วง เป็นรองประธานสภาคนที่ 2) พรรคกล้าธรรมพร้อม แต่พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเป็นโควตาของพรรค เราได้ไปคุยและก็ยอม แต่พอครั้งนี้ไม่คุย ก็จะเป็นปัญหาในการทำงาน และจะมีปัญหาหลายอย่าง

ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงว่า สำหรับตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 หากใครจะเสนอตัวลงรับเลือก พรรคภูมิใจไทยพร้อมโหวตให้ทุกท่าน ยกเว้นแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย สภาชุดนี้เราได้เห็นความแปลกประหลาด เรื่องการเปลี่ยนรองประธานสภา แทบจะทุก 6 เดือน ซึ่งรองประธานสภาคนที่ 2 ก็เพิ่งเลือกไปเป็นของพรรคเพื่อไทยไปแล้ว ดังนั้น รองประธานสภาคนที่ 1 ควรเป็นพรรคที่ 3

เมื่อถามว่า เป็นเกมยุแยงทางการเมืองหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นเกม เราคงไม่มาบอกว่าจะโหวตอย่างไร ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรค กล่าวว่า เราไม่ไว้ใจ ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับประชาชน เพราะตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองตึงเครียดพออยู่แล้ว (เลือกรองประธานสภา วันที่ 7 ส.ค.)

ที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ได้เสนอชื่อ นายไชยา พรหมา สส.หนองบัวลำภู ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1

เพื่อไทย-กล้าธรรม…แย่งเก้าอี้

ศึกชิงเก้าอี้รองประธานสภา: เพื่อไทย-กล้าธรรม…แย่งเก้าอี้

การแย่งชิงตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าจับตามอง แม้ว่าตำแหน่งนี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงตำแหน่งในสภา แต่กลับสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

ความขัดแย้งนี้เริ่มต้นจากการที่พรรคกล้าธรรมแสดงความต้องการที่จะเสนอชื่อบุคคลของตนเองเข้าชิงตำแหน่งเพื่อไทย-กล้าธรรม…แย่งเก้าอี้รองประธานสภา แต่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยืนยันว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นโควตาของตนเอง ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ สส. พรรคกล้าธรรม

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย ทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น การเพื่อไทย-กล้าธรรม…แย่งเก้าอี้ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการแบ่งสรรตำแหน่ง แต่ยังเป็นการวัดกำลังและความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาลอีกด้วย

การที่พรรคกล้าธรรมออกมาเรียกร้องตำแหน่งรองประธานสภาคนที่ 1 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะมีบทบาทในการบริหารประเทศอย่างชัดเจน แม้ว่าจะเป็นพรรคขนาดเล็ก แต่ก็ต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและผลักดันนโยบายต่างๆ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะเพื่อไทย-กล้าธรรม…แย่งเก้าอี้นั้น จะขึ้นอยู่กับการเจรจาและตกลงกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ความขัดแย้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการทำงานร่วมกันในสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยเกมอำนาจและการต่อรองผลประโยชน์ การเพื่อไทย-กล้าธรรม…แย่งเก้าอี้รองประธานสภา ก็เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชน

ที่มา – เพื่อไทย-กล้าธรรม…แย่งเก้าอี้

“หมอบี” แจงเงินบริจาค ไม่ยักยอก รายได้ปราบผีหลักล้าน

จากกรณีที่ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ตกเป็นประเด็นร้อนจากข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินบริจาคช่วยเหลือกิจการวัดพระบาทน้ำพุ หลังจากที่หลวงพ่ออลงกตได้เปิดเผยกับสื่อว่ามีกรณี “ตัวเลขไม่ตรงกัน” จนเกิดเป็นกระแสดราม่าในสังคม

ต่อมา หมอบีได้เข้าพบตำรวจกองปราบเพื่อชี้แจงข้อมูลและแสดงความบริสุทธิ์ใจ ล่าสุด หมอบีได้โฟนอินเข้ามาในรายการ “แฉ” ซึ่งดำเนินรายการโดย มดดำ คชาภา, น็อต วรฤทธิ์, หนุ่ม อนุวัต และ แจ๊ค แฟนฉัน เพื่อตอบทุกคำถามคาใจ

“หมอบี” แจงเงินบริจาคถวายหลวงพ่อหมด-ไม่เคยยักยอก ชี้รายได้ปราบผีสูงสุดหลักล้าน

ประเด็นเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ และข้อกล่าวหาเรื่องการยักยอก

เมื่อถูกถามว่ามีการยักยอกเงินหรือไม่ หมอบีตอบปฏิเสธ พร้อมยืนยันว่าได้นำเงินบริจาคไปถวายหลวงพ่อครบถ้วนทั้งหมด โดยวิธีการถวายเป็นเงินสดตามดำริของหลวงพ่อ และไม่ได้ถวายเข้าบัญชีของวัดโดยตรง หมอบียืนยันว่า “หมอบี” แจงเงินบริจาคทุกบาททุกสตางค์โปร่งใส ตรวจสอบได้

เมื่อถูกถามถึงกรณีบัญชีของวัดที่มีชื่อหมอบีเป็นเจ้าของ หมอบีชี้แจงว่าเป็นไปตามคำอนุมัติจากหลวงพ่อเช่นกัน และเมื่อ หนุ่ม อนุวัฒน์ ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมซองเงินถึงถูกเปิดออกมาก่อนถวาย หมอบีตอบว่าเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจให้หลวงพ่อเห็นว่ามีเงินจำนวนเท่านี้จริง ๆ

ส่วนกรณีที่มีข่าวลือว่าเงินบริจาคแบ่งเป็นของวัด 70% และของหมอบี 30% นั้น หมอบีปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า “ไม่มี ถวายครบหมดครับ” และเมื่อถูกถามถึงเอกสารที่นำไปยืนยันกับกองปราบ หมอบีระบุว่าครอบคลุมตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งคาดว่ายอดเงินบริจาครวมทั้งหมดน่าจะสูงถึง 200 ล้านบาท

ประเด็นรายได้ส่วนตัว และที่มาของทรัพย์สินต่างๆ

เมื่อถูกถามถึงที่มาของรายได้ส่วนตัว หมอบีเปิดเผยว่า ส่วนใหญ่มาจาก “น้ำใจ” ที่ผู้มาขอความช่วยเหลือมอบให้ โดยตนเองไม่เคยเรียกเก็บเงิน แต่เคยพูดติดตลกในรายการช่วงที่ออกใหม่ ๆ ว่าเรียกค่าปราบผีสูงถึง 10 ล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงไม่เคยได้รับเงินจำนวนนั้น แต่ยอมรับว่าเคยได้เงินสูงสุดเป็นหลักล้าน

สำหรับประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าซื้อบ้านหรูราคา 50-60 ล้านบาทด้วยเงินสด หมอบีชี้แจงว่าไม่เป็นความจริง แต่ยอมรับว่าบ้านที่อยู่เป็นของตนเองจริงและมีราคาอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท โดยได้เงินมาจากการทำงานโดยตรง ไม่ใช่เงินบริจาคอย่างที่หลายคนเข้าใจ เรื่อง “หมอบี” แจงเงินบริจาคจึงเป็นการเคลียร์ทุกข้อสงสัยให้กระจ่างชัดเจน

จากคำชี้แจงทั้งหมด “หมอบี” แจงเงินบริจาคอย่างละเอียด ทำให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำบุญและความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาค เรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เราตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใคร

ที่มา – “หมอบี”แจงเงินบริจาคถวายหลวงพ่อหมด-ไม่เคยยักยอก ชี้รายได้ปราบผีสูงสุดหลักล้าน

น้ำท่วมฉับพลันรัฐอุตตราขัณฑ์: ดับ 4 สูญหาย 100+

สถานการณ์น่าเป็นห่วงที่รัฐอุตตราขัณฑ์ ประเทศอินเดีย เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลัน ‘รัฐอุตตราขัณฑ์’ อินเดีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย และยังคงมีผู้สูญหายอีกมากกว่า 100 คน เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเมืองธราลี และพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้หลายครอบครัวต้องเผชิญกับความยากลำบาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สาเหตุหลักของน้ำท่วมฉับพลัน ‘รัฐอุตตราขัณฑ์’ อินเดีย มาจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ถนนหนทาง และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ อย่างหนัก

น้ำท่วมฉับพลัน ‘รัฐอุตตราขัณฑ์’ อินเดีย: ความช่วยเหลือเร่งด่วน

ทางการอินเดียได้เร่งส่งทีมกู้ภัย ทั้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและกำลังทหารกว่า 150 นาย เข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างทันท่วงที

การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากถนนหลายสายถูกตัดขาดจากกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก แต่ทีมกู้ภัยก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะนำอาหาร น้ำดื่ม ยา และสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ เข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ

สถานการณ์น่ากังวลและผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอินเดียได้ประกาศเตือนภัยสภาพอากาศรุนแรงระดับสีแดง สำหรับรัฐอุตตราขัณฑ์ โดยเตือนถึงปริมาณน้ำฝนสะสมที่อาจสูงถึง 21 เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ‘รัฐอุตตราขัณฑ์’ อินเดีย รุนแรงมากยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศกล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมและดินถล่มที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในอินเดีย โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติเพิ่มมากขึ้น

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ‘รัฐอุตตราขัณฑ์’ อินเดีย ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้วัฏจักรของน้ำบนโลกคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการวางแผนจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่าน

ที่มา – น้ำท่วมฉับพลัน ‘รัฐอุตตราขัณฑ์’ อินเดีย เสียชีวิตแล้ว 4 ราย สูญหายกว่า 100 คน

MEA แจงเหตุจริง! ไฟดับพรึ่บวงกว้าง



เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 68 การไฟฟ้านครหลวง MEA ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ไฟฟ้าขัดข้อง ย่านสะพานควาย เขตพญาไท ถ.ประดิพัทธ์ และ ถ.พระรามที่ 6 โดยระบุว่า

สะพานควาย-เขตดุสิต”มืดสนิท ไฟดับกะทันหัน หลังกระทรวงการคลังก็ไม่รอด

ตามที่มีเหตุไฟดับพรึ่บวงกว้างในพื้นที่ย่านสะพานควาย เขตพญาไท ถ.ประดิพัทธ์ และ ถ.พระรามที่ 6 เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 22.12 น. นั้น MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง ขอเรียนชี้แจงว่า สาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว สืบเนื่องมาจากความขัดข้องทางเทคนิคของอุปกรณ์ในสถานีไฟฟ้าย่อย ในระหว่างการเตรียมการเพื่อปฏิบัติงานปรับปรุงระบบจ่ายไฟฟ้าตามปกติ เพื่อแก้ไขสถานการณ์และจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการย้ายโหลดไฟฟ้าไปจ่ายจากสถานีไฟฟ้าย่อยใกล้เคียงเป็นการชั่วคราว ทำให้สามารถจ่ายไฟฟ้าคืนได้ในเวลาต่อมา

MEA แจงสาเหตุแท้จริงไฟดับพรึ่บวงกว้าง ยันไร้ ‘ก่อการร้าย-คุกคามไซเบอร์’

เหตุการณ์ไฟดับพรึ่บวงกว้างที่เกิดขึ้นสร้างความตกใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การไฟฟ้านครหลวง (MEA) จึงเร่งออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น เพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุมาจากการก่อการร้ายหรือการคุกคามทางไซเบอร์แต่อย่างใด

ทาง MEA เข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ไฟดับพรึ่บวงกว้างครั้งนี้ และขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ MEA ยังให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าจะเร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต

สาเหตุที่แท้จริงของไฟดับพรึ่บวงกว้าง

MEA ชี้แจงว่าสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ ไฟดับพรึ่บวงกว้าง เกิดจากความขัดข้องทางเทคนิคของอุปกรณ์ในสถานีไฟฟ้าย่อย ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างการเตรียมการเพื่อปรับปรุงระบบไฟฟ้าตามปกติ โดยระหว่างการดำเนินการปรับปรุงระบบ เจ้าหน้าที่ได้ทำการย้ายโหลดไฟฟ้าไปยังสถานีไฟฟ้าย่อยใกล้เคียงเป็นการชั่วคราว ทำให้สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้ากลับคืนได้หลังจากนั้นไม่นาน

อย่างไรก็ตาม MEA ยังคงเร่งทำการตรวจสอบรายละเอียดของอุปกรณ์ที่ขัดข้องอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และเพื่อวางมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

MEA เน้นย้ำว่า ความปลอดภัยและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ MEA ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก และ MEA จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการไฟฟ้าที่มีคุณภาพและมีความต่อเนื่อง

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ไฟดับครั้งนี้จะสร้างความไม่สะดวกให้กับประชาชน แต่ MEA ได้แสดงความรับผิดชอบและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การที่ MEA ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริงอย่างเปิดเผย ก็เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ระบบไฟฟ้ามีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างมาก ดังนั้น การดูแลรักษาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงและปลอดภัย จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญ

ที่มา – MEA แจงสาเหตุแท้จริงไฟดับพรึ่บวงกว้าง ยันไร้ ‘ก่อการร้าย-คุกคามไซเบอร์’