ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วางแนวทางบริจาคอาหารคนไร้บ้านป้องกันเหลือทิ้ง ย้ำต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

วางแนวทางบริจาคอาหารคนไร้บ้านให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่กรุงเทพมหานครได้กำหนดขึ้น เพื่อลดปัญหาอาหารที่เหลือมากเกินความจำเป็น หลังพบว่ามีผู้ใจบุญนำอาหารมาร่วมบริจาคในปริมาณสูง ทั้งที่จำนวนผู้มารับอาหารจริง ๆ แล้วมีไม่มาก ทำให้เกิดการนำอาหารไปขายหรือทิ้งอย่างสิ้นเปลือง

ปัญหาที่เกิดจากความใจบุญที่ยังไม่มีการจัดระบบ

ที่ผ่านมา บริเวณ บ้านอิ่มใจ (เดิมคือพื้นที่การประปาแม้นศรี) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้เปิดพื้นที่รับบริจาคอาหารสำหรับคนไร้บ้านและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมีจุดแจกอาหารจำนวน 2 มื้อ ต่อวัน ได้แก่ มื้อกลางวันเวลา 11.00 น. และมื้อเย็นเวลา 17.00 น.

อย่างไรก็ตาม พบว่าในบางวันมีการบริจาคอาหารมากเกินไป บางวันสูงถึงเกือบ 2,000 กล่อง ขณะที่จำนวนคนไร้บ้านที่มารับจริง ๆ ไม่เกิน 200 คน ทำให้มีอาหารเหลือทิ้งและเกิดปัญหาในการจัดการ

กทม.ขอความร่วมมือผู้ใจบุญก่อนจะบริจาคอาหาร

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยว่า การบริจาคควรคำนึงถึงความพอดี เพื่อให้การช่วยเหลือเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยกำหนดยอดรับบริจาคไม่เกิน 500 กล่องต่อมื้อ ซึ่งหากเกินจะจัดเก็บใน บ้านอิ่มใจ เพื่อนำไปต่อยอดในโครงการ BKK Food Bank

ผู้ใจบุญที่ประสงค์มาร่วมบริจาคอาหาร ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านลิงก์ https://welfare.bangkok.go.th/donate เพื่อจัดสรรในปริมาณที่เหมาะสม และหากเต็มจำนวนก็สามารถเลือกรับมื้อหรือวันอื่น ๆ แทนได้

ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อป้องกันการสิ้นเปลือง

ดร.ธีรวีร์ วีรวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การ บริจาคอาหารคนไร้บ้านควรเป็นของสดและเหมาะสำหรับบริโภคทันที เช่น อาหารร้อน ข้าวกล่อง เพื่อให้คนไร้บ้านได้รับประโยชน์เต็มที่ แต่หากบริจาคเกินจำเป็น ก็ขอแนะนำให้เป็นอาหารแห้ง เช่น อาหารกระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป เพราะสามารถเก็บไว้แจกต่อให้กับผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ฯลฯ ผ่านเครือข่ายเขตต่าง ๆ ได้

สร้างโอกาสในการทำงานให้กับคนไร้บ้าน

อีกหนึ่งแนวทางคือการเปิดโอกาสให้คนไร้บ้านมีงานทำ โดยสำนักพัฒนาสังคมกำหนดให้ผู้ใจบุญสามารถแจ้งความต้องการจ้างงานผ่านลิงก์ https://qr.me-qr.com/kQQeWmrt แล้วเจ้าหน้าที่จะจัดทำระบบจับคู่กับผู้ที่มีความประสงค์จะมีอาชีพ ร่วมแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

บ้านอิ่มใจ – พื้นที่ดูแลคนไร้บ้านแบบครบวงจร

บ้านอิ่มใจที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ตั้งเป้าไว้ให้เป็นศูนย์กลางด้านสวัสดิการสำหรับคนไร้บ้าน เพื่อให้พวกเขากลับมามีชีวิตใหม่ มีที่พักชั่วคราว ได้รับการฝึกอาชีพ ที่สำคัญคือไม่มีการบริจาคที่ถูกผูกขาดจากผู้ใจบุญรายใดรายหนึ่ง

หากสถานที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2569 ก็จะพร้อมรองรับการฟื้นฟูชีวิต ซึ่งรวมถึงการให้คำปรึกษา การตรวจสุขภาพ การเข้าถึงน้ำสะอาด สถานที่อาบน้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแผนระยะยาวที่กรุงเทพมหานครตั้งใจจริงในการดูแล

ผู้ใจบุญต้องปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้

หากผู้บริจาคต้องการให้ บ้านอิ่มใจ เป็นพื้นที่ช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดคือสิ่งสำคัญ

กฎข้อสำคัญ ได้แก่

  • ต้องลงทะเบียนในลิงก์ https://welfare.bangkok.go.th/donate
  • ห้ามบริจาคเกิน 500 กล่องต่อมื้อ
  • หากอาหารเกินจำนวนที่จัดสรรไว้ กรุงเทพมหานครจะเป็นผู้จัดการเพื่อนำไปเข้าโครงการ BKK Food Bank

วางแนวทางบริจาคอาหารคนไร้บ้านอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนนี้ นอกจากจะช่วยลดเศษอาหาร ยังเป็นการให้โอกาสชีวิตที่ดีแก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

เข้าใจให้ถูก ให้ให้พอดี

การบริจาคอาหารเป็นสิ่งมีค่ามากเมื่อเราให้ในเวลาและความต้องการที่เหมาะสม การรู้หลักการบริจาคให้พอดี เป็นการสร้างสุขภาพสังคมที่ดีและช่วยลดสิ่งของที่เหลือทิ้งอย่างไม่จำเป็น

หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่อยากให้ช่วยเหลือคนไร้บ้านอย่างจริงใจ และมีระบบ ขอให้โทรไปที่สำนักพัฒนาสังคมหรือใช้ลิงก์ลงทะเบียนที่กำหนดไว้ เพื่อร่วมกันส่งต่อความห่วงใยด้วยหัวใจที่เข้าใจ

ที่มา – วางแนวทางบริจาคอาหารคนไร้บ้านป้องกันเหลือทิ้ง ย้ำต้องลงทะเบียนล่วงหน้า

สุริยะถอนเรื่องจัดหาขบวนรถโดยสารและหัวรถจักร กลับมาทบทวนใหม่ เน้นเจรจาประสานความเข้าใจ

สุริยะถอนเรื่องจัดหาขบวนรถโดยสารและหัวรถจักร ชี้ปัญหาเอกสารวนซ้ำ ต้องการความชัดเจนขั้นสุด

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดหาขบวนรถโดยสารและหัวรถจักรภายใต้แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของประเทศไทย โดยระบุว่า ความจำเป็นในการปรับปรุงระบบขนส่งให้เทียบเท่าระดับสากล จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัย และเพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบในการจัดหารถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า 946 คัน วงเงินรวมกว่า 2,459 ล้านบาท โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้ดำเนินการรับผิดชอบ และกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายขอบเขตการขนส่งทางราง ที่จะส่งผลให้ประเทศลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แผนระยะเวลาแบ่งจัดส่งรถสินค้าชัดเจน เริ่มต้นในปี 2570

  • ล็อตที่ 1 จำนวน 154 คัน – เตรียมทดลองวิ่งใน ต.ค. 2570
  • ล็อตที่ 2 165 คัน – เริ่มใช้งาน เส้นทางหนองคาย – แหลมฉบัง และอรัญประเทศ – แหลมฉบัง คาด ม.ค. 2572
  • ล็อตที่ 3 198 คัน – รถไฟเชียงของ – แหลมฉบัง และนครพนม – แหลมฉบัง เตรียมพร้อม ม.ค. 2573
  • ล็อตที่ 4 264 คัน – เน้นเส้นทางหนองคาย – แหลมฉบัง เริ่มปี 2574
  • ล็อตที่ 5 165 คัน – ใช้งานหาดใหญ่ – แหลมฉบัง 99 คัน และ อุบลราชธานี – แหลมฉบัง 66 คัน

การกระจายรถสินค้าตามเส้นทางสำคัญ จะช่วยก่อเกิดโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แข็งแรง โดยเฉพาะในเส้นทางเศรษฐกิจที่ต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งทางฝั่งอีสานเหนือและภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายการขนส่งที่เชื่อมโยง

สุริยะสั่งทบทวนโครงการหลัก 3 ด้าน รฟท.เร่งรวบรวมความคิดเห็นเชิงลึก

อย่างไรก็ตาม สุริยะได้ถอนเรื่องสำคัญเกี่ยวกับโครงการจัดหา รถดีเซลรางปรับอากาศ 184 คัน วงเงินกว่า 24,000 ล้านบาท, โครงการจัดหารถโดยสารทดแทนรถด่วนพิเศษและรถด่วน 182 คัน วงเงินมากกว่า 10,000 ล้านบาท และโครงการหัวรถจักรดีเซลไฟฟ้า 113 คัน วงเงินระดับ 23,000 ล้านบาท โดยเร่งให้รฟท. ทบทวนองค์ประกอบทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ก่อนเสนอใหม่

เขาย้ำว่า การส่งข้อมูลไปมาเพียงในรูปเอกสาร โดยเฉพาะกับ สภาพัฒน์ และสำนักงบประมาณ นั้นยังไม่เพียงพอ แต่ควรให้มีการพูดคุย เจรจาเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในเชิงลึก ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความชัดเจน เพื่อให้สามารถเสนอเข้า ครม. ได้อย่างราบรื่นในอนาคต

สำหรับผู้ติดตามการพัฒนาเทคโนโลยีและการขนส่งทางรางที่เน้นผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว การทบทวนครั้งนี้มีความสำคัญไม่น้อย เพราะนอกจากจะช่วยให้ระบบทั้งหมดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังอาจมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยก้าวสู่ยุค Rail-Future ได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น สำหรับปี 2569-2570 เราอาจได้เห็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในโครงข่ายรางของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดต้นทุนโลจิสติกส์ ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง

ขอบคุณที่ติดตามข่าวสำคัญนี้ ที่มา – “สุริยะ” ถอนเรื่อง “จัดหาขบวนรถโดยสาร-หัวรถจักร” ทบทวนใหม่ สั่งเจรจา หยุดส่งเอกสารไปมา

4 สก.พรรคเพื่อไทยไม่ทน!! โร่แจ้งจับ ‘ไอซ์ รักชนก’ โพสต์หมิ่นประมาทฯ

4 สก.พรรคเพื่อไทยไม่ทน!! โร่แจ้งจับ ‘ไอซ์ รักชนก’ โพสต์หมิ่นประมาทฯ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีรายงานว่ากลุ่ม สท. (สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด) จากพรรคเพื่อไทย ได้แก่ คุณชญาดา วิวัติภูมิประเทศ, คุณเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย, คุณนภัสสร พละระวีพงศ์ และคุณมธุรส เบนท์ ได้เดินทางไปยัง สน.บางชัน เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือที่รู้จักในชื่อ ‘ไอซ์ รักชนก’ สส.จากพรรคอีกพรรคหนึ่ง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

โพสต์ที่สร้างความเสียหาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ 4 สก. จากพรรคเพื่อไทยระบุว่าเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมประมาณเวลา 15.00 น. นางสาวรักชนก ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า ‘รักชนก ศรีนอก Rukchanok Srinork’ ซึ่งเป็นบัญชีที่รับรองตัวตนของเธอ โดยข้อความที่โพสต์มีลักษณะที่ค่อนข้างโจ่งครึม เช่น ‘กลัวโดนจับโป๊ะ จับโกง จับทุจริต’, ‘ปั้นงบไว้ทิ้งทวนก่อนเลือกตั้ง’ รวมถึงคำว่า ‘โกหกอะไรก็ได้’ และ ‘ไม่เคยละอายอะไรกันเลย’ การใช้ถ้อยคำดังกล่าวพร้อมระบุชื่อ-สกุลชัดเจน ถือว่าสร้างความเสียหายโดยตรงให้กับผู้เสียหาย โดยเป็นการกล่าวร้ายที่ทำให้อ่านแล้วเข้าใจผิดว่าพวกเขาอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริต

ผลกระทบจากโซเชียลที่ต้องคำนึง

ถึงแม้ว่าการวิจารณ์ใด ๆ ในโลกของการเมืองหรือสังคมถือเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ แต่จากคำร้องของ 4 สก. พบว่าโพสต์นี้อยู่ในขั้นที่เกินเลยจากข้อเท็จจริงธรรมดา จนมีลักษณะเป็นการเสียดสีใส่ความพร้อมชี้ตัวอย่างเจาะจง การกระทำเช่นนี้ส่งผลกระทบทางความเสียหายต่อชื่อเสียงโดยตรง โดยเฉพาะกับผู้แทนที่อยู่ในหน้าที่การงานและต้องได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน

ทั้งนี้ ผู้เสียหายไม่เพียงแต่ต้องการให้เจ้าหน้าที่สอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ยังเปิดทางให้ดำเนินเรื่องด้วยตนเองผ่านกระบวนการฟ้องร้องในชั้นศาล ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าไม่สามารถเปิดกว้างต่อข่าวปลอมหรือถ้อยคำใส่ร้ายโดยปราศจากเหตุผลที่สมเหตุ

  • พบถ้อยคำที่กล่าวหาเรื่องทุจริตและไร้จริยธรรม
  • เน้นการแท็กชื่อ-สกุล ทำให้เฉพาะเจาะจง
  • เผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะ เข้าถึงกลุ่มคนกว้างขวาง

บทบาทของโซเชียลมีเดียในข่าวการเมือง

เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงการใช้งานโซเชียลมีเดียของนักการเมือง ซึ่งแม้จะเป็นพื้นที่ของอิสระในการแสดงความคิดเห็น แต่ก็ควรเคยชินกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากสาธารณชนและจากฝ่ายที่ถูกกล่าวถึง ปัจจุบันประเด็นเช่นนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง และอาจส่งผลต่อความเชื่อถือของนักการเมืองรุ่นใหม่หากใช้ถ้อยคำที่ต่ำไปกว่าธรรมาภิบาล

เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อนักการเมืองที่นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนว่าโซเชียลในยุคใหม่ต้องการความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในมุมการเขียน การโพสต์ จนถึงการตรวจสอบเนื้อหาที่เผยแพร่

ที่มา – 4 สก.พรรคเพื่อไทยไม่ทน!! โร่แจ้งจับ “ไอซ์ รักชนก” โพสต์หมิ่นประมาทฯ

RUN FOR MOM 2025: วิ่งเพื่อแม่ 9 สิงหาคม 2568 ณ อุทยานเบญจสิริ

RUN FOR MOM 2025 กลับมาอีกครั้งในบรรยากาศ Night Fun Run ที่อุทยานเบญจสิริ

หลังจากที่หลายคนรอคอย การแข่งขันวิ่งเพื่อแม่อย่าง RUN FOR MOM 2025 ได้กลับมาสร้างสีสันและพลังแห่งความรักอีกครั้งในวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2568 โดยจะจัดขึ้น ณ อุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการจัดกิจกรรมกลางแจ้งภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและแสงไฟยามค่ำคืน

โดยปีนี้ RUN FOR MOM ได้จัดขึ้นต่อเนื่องในรูปแบบ Night Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร โดยมีแนวคิดหลักที่น่าสนใจคือ Run To Win, Run To Fight และ Run For Pride ที่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี และศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังต้องการสื่อถึงการร่วมแรงร่วมใจเพื่อสิ่งที่มีความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเป็นแม่แบบที่ดี การสู้เพื่อความหวัง หรือแม้กระทั่งการส่งต่อความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย

กิจกรรมที่รวมพลังจากหลากหลายวงการ

งานนี้มีเซเลบริตี้และเหล่าบุคคลในวงการต่างๆ มาร่วมเป็นกำลังใจให้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แอนโทเนีย โพซิ้ว รองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์สปี 2023 รวมถึงคณะนางสาวไทย คณะนักกีฬาโอลิมปิก พาราลิมปิก และบรรดาศิลปิน-นักแสดงที่ยืนยันเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

RUN FOR MOM 2025 วิ่งเพื่อสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่

RUN FOR MOM 2025 ไม่เพียงแค่เป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมีความหมายลึกซึ้ง ในการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 93 พรรษา พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโอกาสเฉลิมฉลองวันแม่แห่งชาติที่ใกล้มาถึงในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ด้วย

สำหรับกิจกรรม RUN FOR MOM 2025 ในปีนี้ ยังคงมีจุดเด่นคือการวิ่งกลางคืน การตกแต่งไฟที่สวยงาม และกิจกรรมบริจาคภายในงานเพื่อร่วมสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านกองบัญชาการทหารบก จึงถือเป็นอีกหนึ่งงานวิ่งที่ไม่เพียงแต่ส่งเสริมสุขภาพ แต่ยังร่วมกันสร้างพลังใจให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วย

  • วันและเวลา: วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2568 เวลา 17:00 – 19:30 น.
  • สถานที่จัดงาน: ณ อุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท
  • การบริจาค: มีบริการกล่องรับบริจาคภายในงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย
  • ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม: เพจทางการของ The Mall Group และ EM DISTRICT

ผู้สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรม RUN FOR MOM 2025 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจและร่วมสร้างความประทับใจให้กับปีนี้ได้ทุกคน ไม่ว่าจะวิ่งหนึ่งเดียว หรือมาเป็นกลุ่มครอบครัว เพื่อน หรือทีมงาน การวิ่งครั้งนี้ช่วยให้ทุกคนได้ร่วมกันรำลึกถึงความสำคัญของแม่ ความรักชาติ และความสามัคคีของคนในชาติ

RUN FOR MOM 2025 จึงไม่ใช่แค่วิ่งแข่งธรรมดา แต่เป็นกิจกรรมที่รวมพลังของทุกคน ในรูปแบบที่ฟิ้งความสุขและสร้างแรงบันดาลใจ โดยกำหนดการจัดงานในปีนี้ลงตัวกับช่วงเวลาที่เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ คือช่วงเย็นยังค่ำ ซึ่งพร้อมให้ทุกคนได้วิ่งและแสดงพลังรักแม่ไปพร้อมกัน!

หากคุณยังไม่มีแพลนสำหรับวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม ขอแนะนำว่ากิจกรรม RUN FOR MOM 2025 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรพลาด เพราะนอกจากคุณจะได้สุขภาพที่แข็งแรงแล้ว ยังมีโอกาสช่วยเหลือผู้ยากลำบากและร่วมเฉลิมฉลองวันแม่ในแบบที่ใกล้ชิดทุกแง่มุมของชีวิตไทย

ที่มา – RUN FOR MOM 2025 วิ่งเพื่อแม่9 สิงหาคม 2568 ณ อุทยานเบญจสิริ

ฝนถล่มฮ่องกงหนักที่สุดในรอบ 141 ปี ฟ้าผ่ากระหน่ำมากกว่า 10,000 ครั้ง

ฝนถล่มฮ่องกงหนักที่สุดในรอบ 141 ปี

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา ฮ่องกงได้เผชิญกับเหตุการณ์ระดับประวัติศาสตร์เมื่อฝนตกหนักที่สุดในรอบ 141 ปี โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฮ่องกงได้รายงานว่ามีการวัดปริมาณน้ำฝนสะสมภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง สูงถึง 355 มิลลิเมตร เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (หรือเวลา 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งถือเป็นปริมาณที่มากที่สุดในประวัติการบันทึกตั้งแต่ปี 2427

คำเตือนระดับสีดำและการเกิดฟ้าผ่ากว่า 10,000 ครั้ง

ในช่วงคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักงานอุตุนิยมวิทยาได้ออกคำเตือนฝนตกหนักในระดับ “สีดำ” ซึ่งหมายถึงฝนตกชุกหนาแน่นเกินกว่า 70 มิลลิเมตรภายในหนึ่งชั่วโมง พร้อมทั้งเตือนประชาชนให้งดออกจากบ้านเพื่อความปลอดภัย หลังมีรายงานการเกิดฟ้าผ่ามากกว่า 10,000 ครั้ง จากเวลาประมาณ 05.00 น. ถึงช่วงเที่ยงของวันอังคารที่ 5 สิงหาคม

ผลกระทบจากฝนตกหนักอย่างรุนแรง

สภาพอากาศที่เลวร้ายส่งผลกระทบต่อการจราจรและระบบขนส่งจำนวนมาก โดยมีรายงานว่าเรือโดยสารส่วนใหญ่รวมถึงรถไฟใต้ดินหลายสถานีจำเป็นต้องหยุดให้บริการชั่วคราว เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ทำให้ผู้คนในพื้นที่ต้องได้รับผลกระทบด้านการเดินทางอย่างมาก ทั้งนี้สภาพจราจรติดขัดอย่างรุนแรงไปทั่วทั้งพื้นที่ของเกาะฮ่องกง

เกาะฮ่องกงเผชิญการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

เหตุการณ์ ฝนถล่มฮ่องกงหนักที่สุดในรอบ 141 ปี สะท้อนถึงความไม่แน่นอนและความรุนแรงขึ้นของสภาพอากาศที่เผชิญทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตเมืองและพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของสิ่งก่อสร้างสูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุการณ์น้ำท่วมและอุบัติเหตุต่าง ๆ

เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้วที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

การเกิดเหตุการณ์ ฟ้าผ่ากระหน่ำมากกว่า 10,000 ครั้ง ร่วมกับฝนตกหนักอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามสภาพอากาศโดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเปลี่ยนผ่าน โดยประชาชนควรติดตามคำเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและพร้อมปรับตัวให้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉดได้อยู่เสมอ

ในทางเทคโนโลยีและระบบสมาร์ทซิตี้ ภูมิภาคเหล่านี้ก็ควรพัฒนาระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับภัยธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงปลอดภัย แม้จะเจอเหตุการณ์ ฝนถล่มฮ่องกงหนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ก็ตาม





เครดิตภาพ : AFP

สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีความเสี่ยง ควรเตรียมข้อมูลให้พร้อม เช่น รู้จักจุดอพยพใกล้ที่สุด หรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยระยะใกล้ ก็จะช่วยให้สามารถวางแผนชีวิตได้ดีขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับ ฝนถล่มฮ่องกงหนักที่สุดในรอบ 141 ปี เช่นนี้

อย่าลืมติดตามข่าวสารและอัปเดตสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง!

ปมซื้อตึก SKKY9 ทำพิษ เด้ง ‘ปลัดแรงงาน’ เข้ากรุ เปิดทางสอบข้อเท็จจริงจบใน 90 วัน

ปมซื้อตึก SKKY9 ทำพิษ เด้ง ‘ปลัดแรงงาน’ เข้ากรุ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้มีการโยกย้ายนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ออกจากตำแหน่งเดิมไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่ทำให้วงการแรงงานและข้าราชการต่างจับตามอง โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ผูกโยงมาพร้อมกับปมการใช้งบประมาณซื้อตึก SKKY9 ที่มีมูลค่าสูงถึง 7 พันล้านบาท รวมไปถึงข้อกังวลเรื่องแอปพลิเคชันมูลค่า 850 ล้านบาทอีกด้วย

 

เบื้องหลังปมตึก SKKY9 ที่ดูน่าสงสัย

ในช่วงเวลาที่นายบุญสงค์ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ปมปัญหาเกี่ยวกับตึก SKKY9 ก็ถูกเปิดเผยว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอาจเกิดขึ้นด้วยความเร่งรีบผิดปกติ และมูลค่าในการประเมินการซื้ออาจสูงเกินจริงตามที่คณะกรรมการออกมาแสดงความเห็น หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสงสัยถึงมาตรฐานของกระบวนการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการทุจริตเบื้องลึก

 

การตั้งคณะกรรมการสอบหวังความโปร่งใส

เพื่อให้การสอบสวนข้อเท็จจริงเกิดอย่างชัดเจนและไร้อคติ จึงมีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน สิ่งสำคัญคือคณะกรรมการชุดนี้มีเวลาให้ทำงานเพียง 90 วัน ต้องให้บทสรุปชัดเจนเพื่อไม่ให้เรื่องลากยาวออกมาเกินเวลาที่กำหนด

 

แม้ว่าปมซื้อตึก SKKY9 จะถูกตรวจสอบในหลายมุม ทั้งความจำเป็นในการซื้อ การงบประมาณที่ใช้ และกระบวนการทำงานที่มีความไม่โปร่งใส มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า กรณีนี้อาจจะไม่ใช่แค่การบริหารงานพลาด แต่ยังมีผู้เกี่ยวข้องรวมไปถึงกลไกในการใช้เงินของรัฐที่อาจมีช่องโหว่ให้เห็น

 

รมว.แรงงานใหม่ย้ำชัด ไม่มีผลักภาระจนท้ายที่สุด

หลังจากที่นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจเข้ารับตำแหน่งใหม่ เขาก็ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากมีหลักฐานใดๆ ที่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำผิดจริง จะไม่มีการปล่อยผ่านแต่จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ การย้ายปลัดแรงงานออกมาก็เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการตรวจสอบถูกแทรกแซง หรือมีการเสียดสีจนจำกัดการทำงานของคณะกรรมการ

 

คนแรงงานตั้งคำถาม ความเสียหายจะจบด้วยความโปร่งใสหรือไม่?

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันยังไม่มีการชี้ชัดถึงผู้กระทำผิด ทำให้สังคมยังคงจับจ้องและถามว่าการจัดซื้อครั้งนี้ยังมีประเด็นรอบด้านอื่นๆ ที่อาจไม่ได้เปิดเผย เช่น การเมืองภายในองค์กร หรือการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและเจ้าหน้าที่รัฐ ดูจากโครงสร้างแล้ว เป็นเรื่องใหญ่ที่แฝงไปด้วยความคาดหวังให้เกิดความยุติธรรม

 

การตัดสินใจของรัฐมนตรีในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นการต้องการให้เกิดการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนแต่ยังคงคุณภาพให้สุดท้าย แต่สิ่งที่สังคมต้องติดตามคือ ผลลัพธ์ที่ต้องโปร่งใสและสามารถชี้แจงต่อประชาชนได้หลังจากความไม่ไว้วางใจเริ่มสะสมแล้ว

 

ส่วนท่าทีในอนาคต อาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารงานหรือกระบวนการจัดซื้อของหน่วยงานรัฐเพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ แม้จะผ่าน 90 วันไปแล้ว แต่กระบวนการนี้ยังคงต้องใสสะอาด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระทรวงแรงงาน

ที่มา – ปมซื้อตึก SKKY9 ทำพิษ เด้ง ‘ปลัดแรงงาน’ เข้ากรุ เปิดทางสอบข้อเท็จจริงจบใน 90 วัน

งานวิจัยชี้ มลพิษจากพลาสติกสร้างความเสียหายกว่า 48.5 ล้านล้านบาทต่อปี

มลพิษจากพลาสติกสร้างความเสียหายกว่า 48.5 ล้านล้านบาทต่อปี

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ว่ามีงานวิจัยล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำอย่าง ‘เดอะ แลนเซ็ต’ ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า มลพิษจากพลาสติกมีผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ตั้งแต่วัยทารกไปจนถึงวัยชรา พร้อมสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึงปีละ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 48.5 ล้านล้านบาทต่อปี

พลาสติก: ภัยเงียบที่ใกล้ตัวเหมือนมลพิษอากาศและสารตะกั่ว

ผลการวิจัยเปรียบเทียบให้พลาสติกเป็นเหมือนมลพิษทางอากาศและสารตะกั่ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ได้อย่างรุนแรง หากปล่อยไว้ไม่แก้ไข อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายชี้ว่า ปัญหานี้สามารถบรรเทาได้ด้วยกฎหมายและนโยบายที่ชัดเจน

โดยในปัจจุบัน ผู้แทนจากกว่า 180 ประเทศได้รับการเรียกร้องให้เข้าร่วมการประชุมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเจรจาเกี่ยวกับการลงนามในสนธิสัญญาพลาสติกโลก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการกับปัญหามักเรื้อรังที่ทั่วโลกเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

เด็กๆ ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติกมากที่สุด

ฟิลิป แลนดริแกน แพทย์และนักวิจัยจากวิทยาลัยบอสตันในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เด็กและเยาวชนกลุ่มวัยเรียนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่อผลกระทบจากมลพิษจากพลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ไมโครพลาสติก’ ที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ รวมถึงในร่างกายของมนุษย์อีกด้วย แม้ว่าผลเสียจะยังไม่ชัดเจน 100%

แต่ก็มีสัญญาณอันตรายที่ชี้ให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการสะสมของสารเคมีที่อาจส่งผลต่อมต่อระบบฮอร์โมนหรือระบบประสาท และยังมีคำถามมหาศาลเกี่ยวกับระยะยาวที่เรายังไม่ตอบให้ชัดได้ว่าจะส่งผลเสียอย่างไรต่อคนรุ่นลูกหลาน

วิกฤติสิ่งแวดล้อมและมลพิษพลาสติกเชื่อมโยงกัน

งานวิจัยยังได้เตือนอีกครั้งว่าวิกฤติพลาสติกนี้ไม่ได้อยู่แยกจากปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เราต้องхватุ้นกันทั้งโลก เนื่องจากการผลิตพลาสติกส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

ข้อมูลในรายงานพบว่ามลพิษพลาสติกในปัจจุบัน ทำให้เกิดโรคภัย พิการ และเสียชีวิตกับประชากรหลายหมื่นคนทั่วโลก และหากไม่เรามาช่วยกันสรรหาแนวทางแก้ไข ปัญหาทั้งหมดนี้อาจเพิ่มความรุนแรงได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต

ตระหนักและลงมือทำวันนี้ เพื่อโลกแห่งพรุ่งนี้ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทั้งที่ปัญหามลพิษจากพลาสติกสร้างความเสียหายมหาศาล มูลค่าถึงปีละ 48.5 ล้านล้านบาท เราก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ทั้งในเมืองไทยและทั่วโลก สิ่งนี้ไม่ได้แก้ไขแค่เพียงด้วยการลอยแพให้รัฐ หรือองค์กรต่างๆ อย่างเดียว แต่ทุกภาคส่วน รวมถึงตัวคุณและฉัน ต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

เมื่อเข้าใจว่า มลพิษจากพลาสติกสร้างความเสียหายกว่า 48.5 ล้านล้านบาทต่อปี คุณจะยังมองว่าวัสดุประเภทนี้เป็นเพียงแค่ของใช้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันหรือยังคงบนานะครับ?

เครดิตภาพ : AFP

ที่มางานวิจัยชี้ มลพิษจากพลาสติกสร้างความเสียหายกว่า 48.5 ล้านล้านบาทต่อปี

พรรคเพื่อไทยประชุมสมาชิก ส.ส. มีมติเลือก ‘ไชยา พรหมา’ เป็นรองประธานสภาคนใหม่

เมื่อช่วงบ่ายโมงของวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ทำการพรรคเพื่อไทยได้มีการจัดประชุม ส.ส. ของพรรคประจำสัปดาห์ โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมกับนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และประธาน ส.ส. พรรคเพื่อไทย เป็นผู้ดำเนินการประชุมอย่างเป็นทางการ

พรรคเพื่อไทย มีมติแต่งตั้งรองประธานสภาฯ คนใหม่

การประชุมในครั้งนี้มีประเด็นสำคัญคือการเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่างลงของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีต ส.ส. จากจังหวัดเชียงราย ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิ์การลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งเป็นเวลาถึง 10 ปี

ระหว่างการประชุม ส.ส. ได้เสนอชื่อเพื่อเข้ารับตำแหน่งนี้ โดยมีชื่อหลักที่น่าสนใจคือนายไชยา พรหมา ส.ส. จังหวัดหนองบัวลำภู และอีกหนึ่งชื่อคือนพ.ทศพร เสรีรักษ์ ส.ส. จังหวัดแพร่ ซึ่งเสนอตัวเองเพื่อเข้ารับการพิจารณาเช่นกัน

ผลลงมติเป็นเอกฉันท์ เลือกนายไชยาเป็นรองประธานสภา

ด้วยความเห็นที่ไม่สามารถลงมติอย่างเปิดเผยได้ ที่ประชุมจึงใช้วิธีลงคะแนนเสียงลับ โดยในท้ายที่สุดแล้วผลการลงคะแนนออกมาเป็นเอกฉันท์ให้นายไชยา พรหมา เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยจะนำเสนอชื่อดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาโดยสมบูรณ์ในวันที่ 7 สิงหาคม นี้ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญของการปรับโครงสร้างบทบาทในองค์กรสำคัญเพื่อเตรียมการทำงานเชิงลึกทางการเมืองในช่วงสมัยประชุมใหม่

นายไชยาถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ยาวนานด้านการทำหน้าที่ของผู้บัญญัติกฎหมาย และเป็นนักกฎหมายที่เข้าใจหลักเกณฑ์ของการประชุมสภา จึงถือว่าได้รับความไว้วางใจจาก ส.ส. ในพรรค ในการทำหน้าที่สำคัญในครั้งนี้

  • ประโยชน์ของ นายไชยา พรหมา เข้าใจรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดี
  • ประวัติการบริหารงานในสภาสร้างความมั่นใจในการมีระเบียบวินัย
  • ผู้เข้าแข่งขันอีกคนคือนพ.ทศพร เสรีรักษ์ ที่แสดงวาทศิลป์ได้อย่างน่าสนใจ
    • สมาชิกสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของการนำในการเสนอวาระ

      การเลือก ไชยา พรหมา ให้เข้ามารับตำแหน่งนี้ ถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญของการทำงานสภาในยุคใหม่ ที่มีความมุ่งมั่นในการปฏิรูปการเมืองไทยอย่างจริงจัง

      บทบาทสาระสำคัญของตำแหน่งนี้จะเกี่ยวข้องกับการควบคุมการประชุม รวมถึงการช่วยจัดการระเบียบวาระในการพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งจำเป็นต้องมีความเป็นกลางและมีประสิทธิภาพในการคุมสถานการณ์

      ที่มา – ‘พรรคเพื่อไทย’ประชุมสส. มีมติเคาะ ‘ไชยา พรหมา’ นั่งรองประธานสภาฯคนใหม่

พลังใจจากลูก! “รุ่งราวี” เผยเบื้องหลังฮึดคว่ำ “ยูเซฟ” สำเร็จ

พลังใจจากลูก! “รุ่งราวี” เปิดใจหลังคว่ำ “ยูเซฟ” ในศึก ONE Fight Night 34

ในศึก ONE Fight Night 34 เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ เวทีมวยลุมพินี (รามอินทรา) หนึ่งในสุดยอดนักมวยไทย “รุ่งราวี ศิษย์สองพี่น้อง” วัย 29 ปี จากอุบลราชธานี สามารถคว้าชัยชนะคะแนนเอกฉันท์เหนือ “ยูเซฟ อัสซูอิก” นักชกจอมแกร่งจากเดนมาร์ก-โมร็อกโก ได้อย่างประทับใจแฟนมวยทั่วประเทศ

ตลอดการชกทั้งหมด 3 ยก รุ่งราวีแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและเทคนิคที่เฉียบคม โดยเฉพาะท่าเตะและเข่าที่ออกมาใส่อย่างต่อเนื่อง จนทำให้คู่ต่อกรอย่าง ยูเซฟ ต้องพ่ายแพ้ครั้งแรกในรอบ 6 ปี หลังการแข่งขัน “รุ่งราวี” ได้แสดงความรู้สึกขอบคุณและมอบชัยชนะนี้ให้กับลูกชายทั้งสอง “น้องแชมป์” และ “น้องภูกล้า” ที่เป็นแรงกำลังใจสำคัญในการให้เข้าสู่สังเวียนมวยครั้งนี้

ลูกชาย 2 คน คือพลังแห่งชัยชนะของ “รุ่งราวี”

“พลังใจจากลูก” ไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ แต่เป็นแรงผลักดันอย่างแท้จริงให้กับ รุ่งราวี ศิษย์สองพี่น้อง เขาได้เผยระหว่างให้สัมภาษณ์ว่า

“ก่อนชกในไฟต์นี้ลูกชายทั้งสองคนบอกให้ผมเตะและเข่าเยอะ ๆ ตอนนี้ ผมได้ทำตามที่ลูกสั่งมาแล้ว ผมดีใจมากที่ทำผลงานดีและเก็บชัยชนะไปฝากลูกได้ ขอบคุณพวกเขามากที่เป็นกำลังใจสำคัญของผม ทำให้ผมฮึดสู้ และยังมีแรงยืนอยู่บนเวที”

  • รุ่งราวีคือขวัญใจจากอุบลฯ ที่สร้างเซอร์ไพรส์ในสังเวียน
  • ยูเซฟเป็นนักชกจอมอึดที่ไม่แพ้ใครมานาน 6 ปี
  • ชัยชนะครั้งนี้ถูกมอบให้กับลูกชายทั้งสองเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ

เป้าหมายสู่แชมป์โลก ONE มวยไทย

รุ่งราวีไม่หยุดอยู่แค่ชัยชนะครั้งนี้ แต่เขากำลังก้าวสู่การท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ในอนาคต โดยมีเป้าหมายที่จะได้ขึ้นชิงเข็มขัดแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นไลต์เวตกับ “รีเกียน เอร์เซล” ผู้ป้องกันแชมป์โลกมาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยเพิ่งชนะน็อก “จอร์จ จาร์วิส” จากสหราชอาณาจักร

สำหรับแฟนมวยที่ติดตามพัฒนาการของ รุ่งราวี คงต้องทำใจกับการฝึกซ้อมที่หนักหน่วงเพื่อพัฒนาฝีมือและลบจุดอ่อนต่าง ๆ ที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งรุ่งราวีระบุไว้ว่า

“ถ้าผมได้โอกาสเจอ รีเกียน ผมจะเตรียมตัวให้ดีกว่านี้ มีจุดอ่อนที่ยังต้องแก้ไข และต้องกลับไปพัฒนาอีกมากเพื่อให้พร้อมสำหรับการชิงแชมป์โลกที่สำคัญที่สุด”

ร่วมสนับสนุนและติดตามการสู้ครั้งต่อไปของ “รุ่งราวี”

ศึก ONE ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียสำหรับศิลปะการต่อสู้ คุณสามารถติดตามอัปเดตและข่าวสารเพิ่มเติมได้บน Facebook ONE Championship Thailand, เว็บไซต์หลัก ONEFC.com, Instagram @ONEChampTh และ TikTok @onechampth

ฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ “รุ่งราวี” เป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าความตั้งใจ การซ้อมหนัก และแรงสนับสนุนจากครอบครัวสามารถสร้างปรากฏการณ์ได้ ไม่เพียงในสังเวียน แต่ยังช่วยผลักดันให้เขาก้าวสู่เส้นทางของแชมป์โลกอีกด้วย หากเขาพัฒนาและมีโอกาสได้ต่อยรีเกียนจริง ๆ เราอาจได้เห็นนักมวยไทยหน้าใหม่จากอุบลฯ คว้าแชมป์โลกในไม่ช้านี้

รุ่งราวี vs ยูเซฟ

รุ่งราวี vs ยูเซฟ


รุ่งราวี ดวลเดือด รีเกียน

ที่มา – พลังใจจากลูก! “รุ่งราวี” เผยเบื้องหลังฮึดคว่ำ “ยูเซฟ” สำเร็จ

‘ภูมิใจไทย’ ชี้ใช้งบผิดประเภทเทศกาลดนตรี ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย หลังไฟเขียวจัด ‘EDM’1.65 พันล้าน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลา 15.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุมัติงบประมาณของรัฐบาลจำนวน 1,650 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดเทศกาลดนตรี EDM ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับภาคส่วนวัฒนธรรมไทยหลายกลุ่ม

มองเรื่องงบประมาณวัฒนธรรมไทยและความสำคัญ

พรรคภูมิใจไทยที่คุ้นเคยกับแนวทางการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของไทยได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมในกรณีนี้ โดยมีเหล่าศิลปินที่ใช้งบประมาณเพียงส่วนน้อย เช่น คณะลิเก หมอลำ หนังตะลุง และโนราห์ ได้รับผลกระทบจากการขาดการสนับสนุนอย่างเพียงพอ เนื่องจากงบหลักกลับถูกนำไปใช้กับเทศกาลดนตรี EDM ซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของประเทศ

น.ส.แนน กล่าวว่า หากเพียงแค่ให้งบประมาณ 800 ล้านบาทกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เห็นได้ชัดว่าเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่สื่อถึงภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย เช่น หนังตะลุงของภาคใต้ หรือหมอลำจากอีสาน ก็น่าจะสร้างความยั่งยืนให้กับมรดกทางวัฒนธรรมได้มากกว่า โครงการทั้งหมดเหล่านี้ไม่ได้เรียกร้องงบประมาณมากอย่างที่ใช้ในโครงการ EDM

ความไม่พอใจจากภาคประชาชนและความเข้าใจผิด?

ความไม่พอใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดเพียงในวงการเมืองไทย แต่ลึกกว่านั้น ประชาชนในหลายจังหวัดต่างมีความรู้สึกน้อยใจ เมื่อดูในโลกออนไลน์ จะเห็นได้ว่ายังมีศิลปินและวัฒนธรรมท้องถิ่นของไทยได้รับความสนใจอย่างสูงจากชาวต่างประเทศ ซึ่งคงจะยิ่งสร้างกระแสได้มากหากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม

  • การอนุมัติงบเกี่ยวกับ EDM ควรอยู่ภายใต้งบการท่องเที่ยวไม่ใช่ซอฟต์พาวเวอร์
  • วัฒนธรรมท้องถิ่นหลายประเภทเดิมช่วยสื่อสารความเป็นไทยอย่างแท้จริง
  • ความคาดหวังจากประชาชนคือรัฐควรเยียวยางบเพื่อวัฒนธรรมดั้งเดิมให้มากขึ้น

ถกประเด็นใหญ่เรื่อง Soft Power กับวัฒนธรรมที่แท้จริง

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงประเด็นนี้ว่าการจัดงบประมาณผิดประเภท และไม่ตรงความหมายของ Soft Power ของประเทศไทย ถือเป็นความผิดพลาดในการบริหาร ซอฟต์พาวเวอร์ควรถูกนำไปใช้ในการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยแท้ ๆ ที่สามารถขายให้ต่างประเทศได้มากขึ้น เช่น การฟื้นฟูการแสดงท้องถิ่นที่ใกล้สูญหาย หรือการส่งเสริมการแสดงพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค

หากงบประมาณนี้ถูกใช้เพื่อส่งเสริมรายได้จาก เทศกาลดนตรี EDM และ soft power และหากไม่ได้มีส่วนในการรณรงค์ความเป็นไทยดั้งเดิม ควรจัดอยู่ภายใต้งบการท่องเที่ยวมากกว่า ทั้งนี้เพื่อไม่ให้กระแสต่างประเทศเข้าครอบงำและกลืนวัฒนธรรมไทยแท้ ๆ ไปในที่สุด

“วันนี้ผมอยากชวนตั้งคำถามว่า การจัดสรร Soft Power งบประมาณ นี้ ต้องการสร้างรายได้จากการแสดงที่สื่อถึงวัฒนธรรมไทย หรือหากมองลึก ๆ แล้ว คือการนำวัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามาเสริม มากกว่าจะผลักดันศิลปะไทยออกไปไกลกว่านี้?”