ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สภาวิสามัญ กทม. อนุมัติโครงการงบประมาณ 2569 มูลค่ากว่า 92,000 ล้านบาท พร้อมระยะเวลาพิจารณาที่แน่นอน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการรายงานผ่านทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับการผ่านข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่มีมูลค่าสูงถึงมากกว่า 92,000 ล้านบาท โดยการพิจารณาได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนได้รับมติเอกฉันท์ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการประกาศใช้งบที่ได้รับอนุมัตินี้ จะต้องส่งต่อให้ คณะกรรมการวิสามัญฯ ที่มีจำนวน 45 คน ดำเนินการพิจารณาและแปรญัตติภายใน15 วันทำการและจะต้องได้ข้อสรุปภายใน45 วันนับจากเริ่มกระบวนการวิสามัญ

ที่มาของการอนุมัติงบประมาณ 92,000 ล้านบาท

การประชุมสภากรุงเทพมหานครในครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง ทางคณะกรรมการต้องพิจารณาและถกประเด็นต่าง ๆ อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณดังกล่าวจะนำไปใช้ในทางที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ทั้งนี้ สมาชิกสภาได้ใช้โอกาสในการตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพในโครงการต่าง ๆ

การบริหารจัดการและงบครุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับตลาด กทม.

มีรายงานว่าสมาชิกหลายท่านได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณด้านพาณิชยกรรม โดยเฉพาะในสำนักงานตลาดที่หลายแห่งยังคงขาดทุนและบางแห่งถูกปล่อยทิ้งร้าง เนื่องจากบอร์ดบริหารขาดความเชี่ยวชาญและประสบความล้มเหลวในการจัดการ ส.ก.เขตจอมทองอย่างนายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร ได้เสนอทางเลือกที่จะจ้างมืออาชีพอีกทั้งภาคเอกชนเพื่อเข้ามาบริหารแทน

  • สำนักงานตลาดและปัญหาการทำกำไร
  • สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย และเรื่องปัญหาการใช้งบประมาณปีละกว่า 10 ล้านบาท
  • แผนการขยายสำนักงานสถานธนานุบาล

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้รับข้อเสนอแนะและยืนยันในการปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น โดยเฉพาะโครงการสำหรับประชาชนในอนาคต ซึ่งอาจเพิ่มจำนวนและขยายขอบเขตการให้บริการที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม

การจัดซื้อเครื่องมือเพื่อบริหารจัดการสาธารณภัย

ในประเด็นการดับเพลิงและภัยฉุกเฉิน มีการอภิปรายถึงความจำเป็นในการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำสะพายหลังและโดรนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองเหตุ อย่างไรก็ตาม รองผู้ว่าฯ ทวิดา ได้ชี้แจงว่าเครื่องดังกล่าวสามารถใช้งานในพื้นที่แคบ และอาคารสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สำหรับโดรนยังอยู่ในระหว่างศึกษาหาความเป็นไปได้เพิ่มเติม

วิจารณ์การใช้งบประมาณจราจรควรเป็นรูปธรรมมากขึ้น

นายพีรพล กนกวลัย ส.ก.เขตพญาไท ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายในด้านจราจรว่าเน้นไปที่ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งป้าย กล้องวงจรปิด และเครื่องหมายจราจรเป็นหลัก แต่ขาดแผนเพื่อแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน เช่น การนำ AI มาช่วยวิเคราะห์เส้นทาง หรือการควบคุมการก่อสร้าง condo ที่ไม่กำหนดให้มีพื้นที่จอดรถตามคำร้องของประชาชน

ด้านรองผู้ว่าฯ วิศณุ ก็ได้เสนอว่ามีโครงการ ในส่วนของสำนักการโยธาที่กำลังดำเนินอยู่ เช่น การปรับปรุงสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ และการพัฒนาเส้นทางลัดเพื่อเน้นการเคลียร์ปัญหารถติดในชั้นพื้นฐาน และน่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในไม่ช้านี้

บทบาทของงบประมาณด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

ประเด็นที่ได้รับการตั้งข้อสังเกตจาก ส.ก.เขตบางกอกน้อย และทุ่งครุ คือการแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออก โดยการจัดซื้อทรายหรืออุปกรณ์จัดการยุงลาย มีงบไม่เพียงพอและใช้งานได้ประสิทธิภาพต่ำ อีกทั้งยังมีความกังวลเกี่ยวข้องการทำหมันสัตว์จรจัดที่มีข้อสงวนเกี่ยวกับจำนวนชิปแมวและสุนัขที่ซื้อมา และต้องตรวจสอบ TOR ให้ถูกต้องตามข้อกำหนด

นอกเหนือจากเรื่องเหล่านี้ ยังมีการสนับสนุนอีกหลายโครงการที่ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวัน เช่น

  • โครงการพัฒนาชุมชน
  • โครงการ 1 เขต 1 โรงเรียนสร้างอาชีพ
  • โครงการโรงพยาบาลของคนกรุงเทพ
  • Soft Power และรถไฟฟ้าราคาประหยัด
  • สนับสนุนมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

ที่สำคัญ ส.ก.เขตมีนบุรีอย่างนายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นงบกลางว่ามีแนวโน้มเป็นการจัดงบไว้โดยไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องถูกเฝ้าระวังและตรวจสอบให้ดีเพื่อป้องกันทุจริต

ความเห็น: การใช้กระบวนการพูดคุยวิเคราะห์และพิจารณาโครงการถ่ายโอนจากสภากรุงเทพฯ เป็นปัจจัยที่ช่วยให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้รับการสนับสนุนและใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมที่สุด การมีส่วนร่วมของสมาชิกทุกฝ่าย นับเป็นความพยายามเพื่อความโปร่งใสที่น่าประทับใจ และสิ่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นอันดีของปี 2569

ที่มา – สภา กทม.ผ่านงบฯ69 มูลค่ากว่า 9.2 หมื่นล้านบาท ใช้เวลาพิจารณา 45วัน

ภูมิใจไทยหนุนโหวตตำแหน่งรองประธานสภาฯ ทุกพรรคยกเว้นเพื่อไทย

ภูมิใจไทยหนุนโหวตตำแหน่งรองประธานสภาฯ ทุกพรรคยกเว้นเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย โดย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรค ได้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางในการโหวตเลือก รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค. โดยพรรคมีมติไม่ส่งบุคคลใดลงแข่งขัน แต่พร้อมสนับสนุนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคอื่นๆ ยกเว้น พรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นการสื่อสารจุดยืนอย่างชัดเจนในการรักษาสมดุลทางการเมืองในสภา

เหตุผลของการไม่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

แนนฯ ให้ความเห็นว่า สภาชุดนี้มีความผิดปกติบ่อยครั้ง ทั้งในเรื่องการหมุนเวียนตำแหน่งผู้นำโดยตลอด 6 เดือนก็มักเปลี่ยนแนะนำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้รองประธานคนที่ 2 ของสภาเป็นผู้แทนจากพรรคน้องใหม่ที่เพิ่งได้รับโหวตไป จึงมองว่าตำแหน่งรองประธานคนที่ 1 ควรเป็นของพรรคอื่นที่ไม่ใช่เพื่อไทย เพื่อไม่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม หรือการผูกขาดทางการเมือง

จุดยืนของพรรคกลุ่มภูมิใจไทยในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งหน้าเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทนหรือการร่วมมือในการยุแยงทางการเมือง แต่เป็นการวางจุดยืนเพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนที่ ภูมิใจไทย ให้ความสำคัญมาตลอด

  • ไม่ส่งผู้สมัครเพื่อเปิดโอกาสให้พรรคอื่น
  • พร้อมโหวตให้ทุกพรรคนอกเหนือจากเพื่อไทย
  • ย้ำความโปร่งใสในการตัดสินใจของพรรคอย่างที่ควรจะเป็น

รอดูการเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรม

เมื่อถูกสอบถามถึงการเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมว่าติดต่อstoเพื่อขอรับการสนับสนุนหรือยัง โฆษกพรรคระบุว่า ยังไม่มีการติดต่อใดๆ ทั้งสิ้น และภายในพรรคภูมิใจไทยจะเฝ้ารอดูการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดทางการเมืองใดๆ ขณะเดียวกัน แนนฯ ยืนยันว่า การที่พรรคออกมาประกาศล่วงหน้านี้ไม่ใช่เรื่องเกมทางการเมืองใดๆ แต่เป็นเพียงการแสดงจุดยืนที่ไม่ต้องการให้ประชาชนเข้าใจผิด

ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรค ให้ความเห็นสั้นๆ แต่หนักแน่นว่า สถานการณ์ในบ้านเมืองที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ไม่ต้องการการขัดแย้งเพิ่มเติม ทั้งนี้ ความไว้วางใจของประชาชนและพรรคการเมืองอื่นก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พรรคไม่สามารถส่งผู้ลงสมัครได้

ความเครียดทางการเมืองและความสำคัญของการควบรวมเสียง

การออกมาตรึงกลยุทธ์ทางการเมืองของภูมิใจไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกระแสแรงกดดันจากการเคลื่อนไหวด้านการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น และต้องยอมรับว่าการเลือก รองประธานสภาฯ ไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งบริหารภายในสภาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการขับเคลื่อนกฎหมาย การทำงานร่วมกันระหว่างพรรค รวมถึงความมั่นคงของเสถียรภาพรัฐบาล

ความหวังของพรรคภูมิใจไทย คือ สถานการณ์ทางการเมืองจะไม่ตึงเครียดมากขึ้น และการโหวตในครั้งนี้จะมีความเป็นธรรม ชัดเจน และสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับผู้มีส่วนร่วมทุกระดับ ทั้งตัวผู้แทน ประชาชน และองค์กรต่างๆ ที่จับตามองการเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด

เป็นอีกจุดที่เคลียร์และตรงไปตรงมาของพรรคว่า การแสวงหาโอกาสเพื่อสร้างความสมดุล ไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไป แค่การตัดสินใจว่า เราจะโหวตให้ใคร มันสะท้อนจุดยืนและความเป็นธรรมของกระบวนการทั้งหมด

ที่มา – ‘ภูมิใจไทย’หนุนโหวตคนลงชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯทุกพรรคยกเว้น ‘เพื่อไทย’

กานาขึ้นราคาโกโก้ถึง 63% เพื่อหวังคืนกำไรให้เกษตรกรไทยและเพิ่มรายได้ที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงอักกรา ประเทศกานาว่า รัฐบาลกานาได้ประกาศ กานาขึ้นราคาโกโก้ 63% เพื่อหวังคืนกำไรให้เกษตรกรในประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในตลาดโกโก้โลก หลังจากรายงานแสดงให้เห็นว่ามีการตึงตัวในห่วงโซ่อุปทานจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม

ตามแผนการใหม่ เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ในกานาจะได้รับเงินจาก 3,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 100,378 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 5,040 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (ประมาณ 163,195 บาท) ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่สูงถึง 62.58% โดยนายแคสเซียล อาโต ฟอร์สัน รมว.การคลังของกานา ให้เหตุผลว่า กานาต้องการสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งล้วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

กานาขึ้นราคาโกโก้ 63% อีกก้าวเพื่อเกษตรกร

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนนโยบายที่ประธานาธิบดีจอห์น มาฮามา ได้ให้สัญญาไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียงในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าให้เกษตรกรโกโก้ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการส่งออกอย่างน้อย 70% ของมูลค่าเอฟโอบี (Free On Board) ซึ่งสะท้อนราคาที่แท้จริงของสินค้า ณ จุดบรรทุกส่งออก

กานาเป็นผู้ผลิตโกโก้อันดับสองของโลก และนับเป็นคู่แข่งสำคัญกับไอวอรีโคสต์ ผู้นำตลาดโกโก้โลก โดยปัจจุบันไอวอรีอด์โคสต์จ่ายให้เกษตรกรที่ 2,200 ฟรังก์ซีเอฟเอต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 125 บาท ส่วนมูลค่าต่อตันอยู่ที่ราว 3,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 126,270 บาท ซึ่งกานาจัดตั้งราคาที่สูงกว่าอย่างชัดเจนเพื่อดึงดูดแรงงานและเพิ่มแรงจูงใจให้ยังคงอยู่ในอุตสาหกรรมนี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับตลาดโกโก้โลก

การปรับขึ้นราคากานาครั้งนี้นอกจากจะส่งผลดีต่อเกษตรกรในประเทศ ยังอาจกระตุ้นให้ราคาต้นทุนโกโก้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมขนมหวาน รวมไปถึงผู้ผลิตช็อกโกแลตทั้งรายใหญ่และรายย่อย อย่างไรก็นับเป็นการลงทุนในระยะยาวเพื่อควบคุมคุณภาพ ผลผลิต ขณะเดียวกันก็เน้นความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ช่วยให้เห็นภาพของนโยบายเชิงรุก ที่มุ่งเน้นการฝึกอบรมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผ่านโครงการต่าง ๆ รวมถึงการระดมทรัพยากรเทคโนโลยี เพื่อลดความเสียหายจากสภาพอากาศและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เห็นได้จากแผนการพัฒนาที่ครอบคลุมการสนับสนุนด้านเงินทุนจนถึงการให้ความรู้เรื่องการดูแลต้นโกโก้อย่างถูกวิธี

เกษตรกรเป็นหลักสำคัญของเศรษฐกิจกานา

หลายปีที่ผ่านมา กานาพบปัญหากับการรักษาแรงงานในภาคเกษตรลดลง การที่เกษตรกรรู้สึกว่าได้รับรายได้ไม่สมเหตุสมผลเมื่อเปรียบกับต้นทุนการผลิต เป็นแรงผลักให้แรงงานรุ่นใหม่ไม่อยากรับไม้ต่อจากการทำเกษตร แผนการ ขึ้นราคาโกโก้ 63% ดังกล่าวจึงไม่เพียงเพิ่มรายได้ชั่วคราว แต่ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับรุ่นใหม่ที่อาจอยากเข้าสู่ภาคเกษตรในอนาคต

ด้วยแผนนโยบายที่ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม กลยุทธ์ของกานาช่วยให้เครือข่ายโกโก้ของประเทศสามารถปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพยายามชะลอปัญหาที่เกิดจากการชะลอตัวของภาคการผลิตและแรงงานที่สูงอายุ ได้อย่างเด็ดขาด

ในภาพรวม กานาแสดงบทบาทผู้นำอย่างชัดเจนในตลาดโกโก้โลกแม้มิได้ครองตำแหน่งที่ 1 แต่กลับให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและศักยภาพการเติบโตของเกษตรกรไทยมากกว่า เมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิม ๆ ของประเทศคู่แข่ง

เครดิตภาพ : AFP

เช็คความเสี่ยงกลุ่มโรคระบาดจากศพ ‘กรมควบคุมโรค’ ส่งหน้ากากแผ่นกรองคาร์บอนลงพื้นที่แนวหน้า

เช็คความเสี่ยงกลุ่มโรคระบาดจากศพอย่างใกล้ชิด

กรมควบคุมโรคออกมาชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับศพตามชายแดน ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อโรคระบาด โดย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ โฆษกกรมควบคุมโรค ได้ให้ข้อมูลว่า ในกรณีทั่วไป ศพที่เสียชีวิตจากสาเหตุธรรมดาไม่น่าจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคระบาดแต่อย่างใด และส่วนใหญ่เชื้อโรคจะตายภายใน 2 ชั่วโมงหลังเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม การที่ศพถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการจัดการแก้ไข อาจส่งกลิ่นเหม็นที่เกิดจาการเน่าเปื่อยของซากศพ ซึ่งเป็นปัญหาผลกระทบทางด้านสุขภาพ ตราบใดที่ยังไม่มีการปนเปื้อนจากโรคติดต่อรุนแรง เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือ ไวรัสอีโบลา การสัมผัสศพตามชายแดนจึงยังไม่มีรายงานการเกิดโรคระบาดแต่อย่างใด

หน้ากากคาร์บอนช่วยบรรเทากลิ่นได้อย่างไร?

  • หน้ากากที่มีแผ่นกรองคาร์บอน ช่วยกรองกลิ่นรบกวนทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อลมหายใจ
  • การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันทั้ง ชุด PPE, หน้ากาก N95, และแว่นตากันละออง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองทางระบบทางเดินหายใจ
  • การใช้น้ำมันหอมระเหย เช่น เมนทอล หรือยูคาลิปตัส ช่วยลดการรับรู้กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้

สำหรับประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้ๆ พื้นที่ชายแดน หรือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณนั้น การรับมือกับกลิ่นรบกวนนั้นสามารถทำได้โดยง่าย เช่น พยายามย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่ลมพัดให้พ้นจากแหล่งกลิ่น หรือใช้หน้ากากที่มีแผ่นกรองคาร์บอน ซึ่งทาง กรมควบคุมโรคได้ทยอยส่งให้หน่วยงานในพื้นที่แนวหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบทางสุขภาพ

ระวังเชื้อโรคจากศพที่อาจปนเปื้อนแหล่งน้ำ

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง คือ การปนเปื้อนของเชื้อโรคจากศพสู่สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม อาจเพิ่มโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อต่างๆ ได้

ไม่ใช่แค่โรคระบาด แต่กลิ่นศพก็ส่งผลกระทบเช่นกัน

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญนอกเหนือจากเรื่องโรคระบาด คือ ผลกระทบต่อจิตใจและสุขภาพจากกลิ่นเน่าเหม็นของศพ โดยเฉพาะสารพูทรีซีน (Putrescine) และ คาเดเวอรีน (Cadaverine) ที่เกิดจากการสลายตัวของร่างกายมนุษย์

เนื่องจากสารดังกล่าวสามารถทำให้เกิดอาการเช่น ระคายเคืองตา จมูก ทางเดินหายใจ รวมถึงคลื่นไส้ อาเจียน หรือวิงเวียนศีรษะในผู้ที่ได้รับกลิ่นในปริมาณมาก การใช้อุปกรณ์ป้องกันและสวมหน้ากากที่มีคุณภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น

กรมควบคุมโรคพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ตอนนี้ กรมควบคุมโรคได้จัดระบบเฝ้าระวังโรคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง และเจ้าหน้าที่ภาคสนามมีข้อมูลและความเข้าใจที่ถูกต้อง

ในกรณีของ เช็คความเสี่ยงกลุ่มโรคระบาดจากศพ การสวมหน้ากากที่เหมาะสมพร้อมแผ่นกรองคาร์บอนอย่างที่กรมควบคุมโรคได้ส่งมา ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดลำดับปัญหาได้ในระยะสั้น หากระบบเฝ้าระวังและแนวปฏิบัติถูกต้องยังไม่ถูกรบกวนจากข่าวลือ ประชาชนควรรับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

กรมควบคุมโรคเน้นย้ำว่า ยังไม่เคยมีรายงานโรคระบาดจากศพที่เกิดจากเหตุภัยธรรมชาติ เพราะเชื้อส่วนใหญ่ตายเองตามธรรมชาติหลังจากผู้เสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม หากคุณอยู่ใกล้พื้นที่แนวชายแดน หรือต้องปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณที่มีศพ ควร ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีก หรือสัตว์ที่อาจนำเชื้อโรคไปยังมนุษย์ เช่น นกหรือแมลงที่ไปเกาะตามซากศพ

ลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง เช็คความเสี่ยงกลุ่มโรคระบาดจากศพได้ฟรีที่นี่

หากคุณต้องการทราบว่าคุณเสี่ยงหรือไม่จากการอยู่ใกล้พื้นที่ที่มีศพเน่าเปื่อย สามารถติดต่อสอบถามหรือตรวจเช็คจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ได้ฟรี หรือหากคุณมีแผนการเดินทางใกล้ชายแดน ให้เริ่มจาก การป้องกันตัวเองด้วยหน้ากากและอุปกรณ์ที่เหมาะสม ไม่คาดหวังว่าอาการจะส่งผ่านมาก่อน การป้องกันตั้งแต่ต้นทางเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด

พลเมืองดีควรร่วมมือกันรักษาสุขอนามัยให้ดี และรายงานปัญหาอาการที่ผิดปกติทันที เพื่อให้ระบบเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ที่มา – เช็คความเสี่ยงกลุ่มโรคระบาดจากศพ ‘กรมควบคุมโรค’ ส่งหน้ากากแผ่นกรองคาร์บอนลงพื้นที่แนวหน้า

ระวัง! 3 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเลขโทรศัพท์มงคล

ระวัง! 3 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเลขโทรศัพท์มงคล

เลขโทรศัพท์มงคลไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่มีความหมายดี แต่หลายคนยังคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการเลือกและการใช้งาน หลายคนเชื่อว่า只要เลขดี ก็จะโชคดีทันตาเห็น แต่ความเป็นจริงเป็นเช่นไร มาลองดูกันกับ 3 เรื่องเข้าใจผิดที่มักเกิดขึ้นกับเหร์มงคลกันบ่อยครั้ง

1. คิดว่าเลขมงคลคือยาวิเศษ แค่เปลี่ยนเบอร์ชีวิตก็ดีขึ้นทันที

หลายคนเชื่อว่าแค่ย้ายมาใช้ เลขโทรศัพท์มงคล ปัญหาในชีวิตก็จะหมดไปและชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นทันที ซึ่งในความเป็นจริง เบอร์โทรศัพท์มงคลมีหน้าที่คล้ายพลังงานเสริม ช่วยดึงดูดโอกาสที่ดีเข้ามา แต่ไม่สามารถสร้างความสำเร็จได้หากไม่มีการลงมือทำ ความพยายาม และการวางแผนที่ดีในชีวิตตนเอง

2. เชื่อว่าแค่มีเลขคู่มงคลเยอะๆ ก็พอ

บางครั้งเราก็มุ่งมั่นที่จะหาเลขคู่มงคลอย่าง 24, 36, 56 มาใส่ไว้ในเบอร์ให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ ของเบอร์ทั้งหมด ทั้งที่จริงแล้ว การมีเลขมงคลจำนวนมากอาจไม่ได้ให้ผลดีตามที่เราหวัง หากขาดความสมดุล เนื่องจากเบอร์ที่ดีจริงๆ คือเบอร์ที่มีความเหมาะสมกับเป้าหมายและอาชีพของผู้ใช้งาน

3. โทษเบอร์โทรเมื่อชีวิตเจอปัญหา

หลายคนเมื่อเจอช่วงเวลายากลำบากก็มักจะด่วนสรุปว่าสาเหตุมาจากเลขโทรศัพท์ที่ไม่ดี แต่หลักของพลังงานกลับชี้ให้เห็นว่า สภาวะในชีวิตและพลังงานภายในตัวเราเป็นตัวดึงดูดสิ่งต่างๆ เข้ามา การที่ชีวิตไม่ดี ไม่จำเป็นว่า เลขโทรศัพท์มงคล นั้นจะไม่ส่งผลดีเสมอไป แต่อาจเป็นตัวชี้วัดถึงสิ่งที่ต้องแก้ไขจากด้านในของเราก่อน

หากคุณต้องการรู้ลึกรู้จริงถึงหลักการเลือกเบอร์มงคลให้เหมาะกับตัวเอง รวมถึงวิธีการใช้ เลขโทรศัพท์มงคล เพื่อเสริมเรื่องการทำธุรกิจ การเจรจา และการลงทุน คุณสามารถติดตามความรู้เพิ่มเติมได้ในบทความ เสริมดวงธุรกิจด้วยเลขโทรศัพท์มงคล สร้างยอดขายปัง ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจหลักการเลือกเบอร์อย่างมืออาชีพ

เปลี่ยนเบอร์ปุ๊บ ชีวิตจะดีขึ้นทันที

เช่นเดียวกับรถยนต์สุดหรู เบอร์มงคลไม่สามารถพาคุณไปถึงจุดหมายหากคุณไม่เริ่มขับ เลขที่ดีเป็นเพียงตัวช่วยเสริม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงภายในตัวเอง การพัฒนาตนเอง และการตัดสินใจที่เฉียบคม ในเมื่อคุณมี เลขโทรศัพท์มงคล แล้วก็จงใช้พลังนั้นให้เต็มประสิทธิภาพไปพร้อมกับการเดินหน้าสร้างอนาคตด้วยมือตนเอง

ที่มา – ระวัง! 3 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเลขโทรศัพท์มงคล

‘ภูมิธรรม’ เผย ครม.รับทราบจัดซื้อเรือดำน้ำ-กริพเพน ปัดตอบรายละเอียด

‘ภูมิธรรม’ เผย ครม.รับทราบจัดซื้อเรือดำน้ำและกริพเพน สวีเดน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม เวลา 15.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยภูมิธรรมได้ยืนยันว่า ครม. ได้รับทราบการจัดซื้อเรือดำน้ำและเครื่องบินขับไล่กริพเพนจากสวีเดน แต่ยังไม่ได้ให้ข้อมูลที่ละเอียดออกมา ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

สำหรับประเด็นครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญทางการเมืองและเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ส่งผลต่อภาพรวมในด้านความมั่นคงและงบประมาณของประเทศ อย่างไรก็ตามภูมิธรรมได้ระบุชัดเจนว่า ไม่ต้องการพูดถึงรายละเอียดของโครงการ ซึ่งทางกองทัพถือเป็นข้อมูลลับทางราชการ

เรือดำน้ำและกริพเพน ความจำเป็นของภารกิจทางทหาร

การรับทราบแนวทางการจัดซื้อเรือดำน้ำและเครื่องบินขับไล่แบบ Saab JAS 39 Gripen โดยเฉพาะรุ่น E และ F เป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดตามข่าวด้านเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการก่อให้เกิดข่าวลือหรือความเข้าใจผิด

การเสริมกำลังทางทหารนั้นไม่ได้เป็นเพียงภารกิจในการเตรียมพร้อมด้านการรบเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของการจัดซื้อจากต่างชาติ เช่น ประเทศสวีเดน ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างมาก

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Gripen และการลงทุนจากรัฐ

  • เครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen): เป็นอากาศยานทหารรุ่นล่าสุดจากบริษัทซาเบอร์ เป็นที่นิยมในหลายประเทศเนื่องจากความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูง
  • งบประมาณที่ใช้: ยังไม่มีการเปิดเผย แต่การลงทุนระยะที่ 1 ของเครื่องบินขับไล่รวมทั้งหมด 4 ลำ ส่งผลต่อความสมบูรณ์ของกองทัพอย่างมาก
  • เรือดำน้ำ: เป็นไปตามแผนพัฒนากองทัพเรือ โดยต้องอาศัยการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบตามลำดับขั้นตอนกฎหมาย

การซื้อเรือดำน้ำ-กริพเพน ในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการเตรียมพร้อมเพื่ออนาคตในระยะเวลาอันยาวนาน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการตัดสินใจและดำเนินการอย่างรอบคอบ ไม่เพียงแค่เรื่องทรัพยากร แต่ยังรวมถึงแนวทางการรักษาความมั่นคงในภูมิภาคอีกด้วย

แม้ว่าในปัจจุบัน จะมีเพียงการรับทราบจากคณะรัฐมนตรี แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่ากำลังจะมีความชัดเจนเพิ่มเติมในระยะต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจการพัฒนาระบบป้องกันประเทศ อาจควรติดตามข่าวการลงทุนในอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้เห็นกราฟการเติบโตในเรื่องความพร้อมของกองทัพไทยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสื่อและประชาชน ควรมีการเคารพความลับทางราชการอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ข้อมูลถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ และทำให้ข้อมูลที่เผยแพร่เป็นเรื่องเชิงประจักษ์แทนการวิเคราะห์ที่ยังไม่ยืนยัน

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ เผย ครม.รับทราบจัดซื้อเรือดำน้ำ-กริพเพน ปัดตอบรายละเอียด

ในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้ทรงแสดงพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือ ด้วยการโปรดเกล้าฯ ให้ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นผู้แทนพระองค์ในการเยี่ยมเยียนให้กำลังใจแก่กำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ณ พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยรับมอบดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ทั้งยังพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่ผู้บาดเจ็บทุกคนอีกด้วย

กิจกรรมเยี่ยมให้กำลังใจอย่างลึกซึ้งและเต็มไปด้วยพระเมตตา

งานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงถึงพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ยังเป็นข้อความแห่งความหวังที่พระองค์ทรงส่งผ่านไปยังกำลังพลและครอบครัวของผู้บาดเจ็บ ณ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ได้เข้าเยี่ยมกำลังพลอย่างใกล้ชิด ได้แก่ จ่าสิบโท นฤชา ศรีเมืองบุญ และพลทหาร พงษ์เพชร หมั่นหินราช ทั้งยังนำเอาความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาถ่ายทอด ความเคลื่อนไหวของขบวนการเยี่ยมในครั้งนี้ ได้รับการจดจำจากผู้คนในพื้นที่และครอบครัวของผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างซาบซึ้งใจ

เรื่องจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเหรียญนี้

กิจกรรมเช่นนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความเมตตาจากสถาบันพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเติมแรงใจให้กับเหล่ากำลังพล ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เปราะบางและการทำงานอย่างหนักที่ชายแดน ความรู้สึกของการได้รับกำลังใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งผลต่อสุขภาพจิตและกำลังใจของทหารรวมถึงญาติมิใช่น้อย

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ความสำคัญต่อการรับรู้ความทุกข์แรงงานของทหาร ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่อันเป็นหัวใจของการเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ

  • จ่าสิบโท นฤชา ศรีเมืองบุญ – บาดเจ็บจากความรุนแรงด้านชายแดน
  • พลทหาร พงษ์เพชร หมั่นหินราช – ได้เข้ารับการรักษาตามมาตรฐานสากลที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์

ในหลวงกับแนวทางในการดูแลทหารไทยอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากการเยี่ยมให้กำลังใจในครั้งนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงมีโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและคุ้มครองพลทหารที่ทำหน้าที่สำคัญในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นการรับประกันด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของกำลังพลที่เสียสละเช่นนี้

ความรู้สึกของครอบครัวทหารในการได้รับกำลังใจ

ครอบครัวของกำลังพลต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ การที่พระองค์ยังคงทรงห่วงใย ไม่ว่าในสถานการณ์ใด เป็นตัวอย่างของรัฐที่เคารพและส่งเสริมแรงใจให้กับกองกำลังหลายร้อยดวงใจที่ปกป้องรอยแดน

ที่มา – ในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ทูตรัศม์’ ย้ำไทยมีแต้มต่อในเวทีโลก-แต่เพลี่ยงพล้ำสงครามข่าวสารภายในประเทศ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เราจะพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนในวงการข่าวสารและโซเชียลมีเดียกำลังจับตามอง กับคำยืนยันของ ‘ทูตรัศม์’ หรือนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ที่กล่าวว่า ไทยมีแต้มต่อในเวทีโลกแต่เพลี่ยงพล้ำสงครามข่าวสารภายในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายผ่าน แพลตฟอร์มเทคโนโลยี และ สื่อสังคมออนไลน์ ได้รวดเร็วเกินการควบคุม ถ้าคุณเป็นคนชอบติดตามข่าวสารจากทั้งวงการบันเทิงและเทคโนโลยีน่าจะเข้าใจว่าการตีความข้อมูลผิดๆ แค่คลิกเดียวสามารถสร้างกระแสจนกลายเป็นดราม่าใหญ่ได้!

ไทยมีแต้มต่อในเวทีโลกแต่เพลี่ยงพล้ำสงครามข่าวสารภายในประเทศ

ทำไมถึงกล้าพูดแบบนี้? เรื่องนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่าง การสื่อสารบนเวทีนานาชาติ กับการรับมือปัญหาภายในประเทศ ซึ่งนายรัศม์ชี้ว่า ไทยชนะในเวทีโลกด้วยหลักการย้ำเสมอว่า ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาต้องแก้ไขผ่านการเจรจาทวิภาคีอย่างสันติ โดยไม่พึ่งพาองค์กรระหว่างประเทศ แม้กัมพูชาจะพยายามลากประเด็นไปฟ้องที่ UNSC เพื่อให้ศาลโลกเข้ามาตัดสิน แต่สุดท้ายหน่วยงานสำคัญๆ อย่างอาเซียนก็สนับสนุนแนวทางของเรา นี่คือตัวอย่างชัดเจนว่าไทยมีแต้มต่อในเวทีโลกแต่เพลี่ยงพล้ำสงครามข่าวสารภายในประเทศ เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่รีบตัดสิน จนอาจเสียเวลาในการตอบโต้ข่าวลือ

เหตุผลที่ไทยชนะบนเวทีสากล

ประเด็นแรกที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ความพยายามของกัมพูชาที่จะชิงนำขึ้นศาลโลกกลับแพ้ทางการทูตไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีชี้ว่า กัมพูชาพยายามโจมตีไทยด้วยการรวมเป้าหมายพลเรือน หวังให้ไทยตอบโต้จนกลายเป็นเหตุให้ UNSC ต้องเข้ามาแทรกแซง แต่ด้วย กลยุทธ์การทูตแบบเน้นข้อมูลจริง ไทยสามารถชี้ให้โลกเห็นว่าเราอดทนและถูกบีบให้ป้องกันตนเอง ทำให้ประเทศต่างๆ ไม่กล้าออกแถลงการณ์ประณามหรือเข้าข้างคู่กรณี เป็นผลให้ประเทศไทยชนะศึกการสื่อสารระดับโลกแบบชัดเจน!

อีกจุดเด่นคือการที่ไทยใช้แนวทาง อาเซียนเป็นกรอบเจรจา ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลง GBC และ JBC โดยไม่ยอมให้ปัญหาถูกลากไปสู่การตัดสินจากบุคคลที่สาม ที่สำคัญคือ ไม่มีชาติใดสนับสนุนกัมพูชา หลังจากโลกเห็นข้อมูลว่าพวกเขายั่วยุก่อน และมีเป้าหมายทำลายความน่าเชื่อถือของไทย แม้จะเล่นบทเหยื่อในเวทีโลก แต่ก็ไม่มีประเทศใดให้ความร่วมมือ เนื่องจากไทยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์สื่อสารได้อย่างชัดเจน

ทำไมสงครามข่าวสารในประเทศถึง ‘เพลี่ยงพล้ำ’?

เรื่องนี้น่าคิด! สังคมไทยเป็นสังคมเสรีที่มีทั้งฝ่ายค้าน สื่ออิสระ และผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ทุกการกระทำ ส่งผลให้รัฐบาลต้องตรวจสอบข้อมูลหลายตลบก่อนสื่อสารต่อประชาชน ซึ่งอาจทำให้ ช้ากว่าฝ่ายตรงข้าม ที่ใช้ระบบท่วมท้นและมีการควบคุมข้อมูลแบบทันทีทันใด แบบที่เราเห็นในหลายประเทศเผด็จการ พวกเขาสั่งกระจายข้อมูลตามต้องการได้เร็ว แต่ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง

ในขณะที่สื่อไทยบางส่วนอาจตัดส่วนสำคัญออกเพื่อดึงดูดผู้ชม หรือไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียด ทำให้ข้อความจากฝ่ายกัมพูชาถูกนำมาขยายผลจนเกิดความเข้าใจผิด ยิ่งในยุค AI สร้างข่าวปลอม ได้ในพริบตา ไทยจึงต้องรับมือกับการรั่วไหลของข้อมูลในประเทศอย่างจริงจัง เทคโนโลยีอาจเป็นดาบสองคมที่ช่วยแพร่ข้อมูลเร็ว แต่ก็ทำให้ตรวจสอบความจริงยากขึ้น

  • ข้อได้เปรียบทางการทูต: ไทยใช้กลยุทธ์ ‘ข้อมูลจริง’ จนโลกยอมรับว่าเราเป็นฝ่ายถูกกระตุ้นให้ตอบโต้
  • ความท้าทายในประเทศ: สังคมเปิดกว้างทำให้ข้อมูลกระจายแบบไม่ควบคุม เกิดความเสี่ยงจากการโจมตีทางการเมือง
  • บทบาทโซเชียลมีเดีย: แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้ข่าวลือวิ่งเร็วเกินกว่ารัฐจะชี้แจง

แล้วเราจะปรับตัวอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อเสนอว่า ไทยควรพัฒนาระบบตอบสนองข่าวฉุกเฉินแบบ real-time โดยใช้เทคโนโลยีตรวจสอบความจริง (fact-checking AI) พร้อมสร้างเครือข่ายสื่อที่ทำงานร่วมกัน ลดช่องว่างให้คู่กรณีเล่นเกมข้อมูล อย่าลืมว่า ความได้เปรียบบนเวทีโลก คือพลังที่เกิดจากการสื่อสารที่แม่นยำ แต่ถ้าเราชนะในบ้านไม่ได้ ผลเสียอาจลุกลามกลับไปกระทบภาพลักษณ์สากล!

ดังนั้น ทุกคนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมไทยให้แข็งแรงขึ้น วิธีง่ายๆ คือ ตรวจสอบที่มาข้อมูล ก่อนแชร์ และสนับสนุนสื่อที่นำเสนอข่าวด้วยจริยธรรม หากเราทุกคนร่วมมือเป็น ‘นักสื่อสาร’ ที่รับผิดชอบ ไทยก็จะชนะทั้งในประเทศและเวทีโลก ได้ไม่ยาก ทูตรัศม์ย้ำอีกครั้งว่า เราต้องไม่แพ้สงครามข่าวสารภายในประเทศ แล้วคุณล่ะ เคยตรวจข้อมูลก่อนเชื่อข่าวหรือยัง?

ที่มา – ‘ทูตรัศม์’ ย้ำไทยมีแต้มต่อในเวทีโลก-แต่เพลี่ยงพล้ำสงครามข่าวสารภายในประเทศ

สืบภาค 1 และสืบภาค 2 จับกุมมิจฉาชีพหลอกโอนเงินจองโรงแรม

สืบภาค 1 และสืบภาค 2 จับกุมมิจฉาชีพหลอกโอนเงินจองโรงแรม

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 20:00 น. กองบังคับการสืบสวนภาค 1 และภาค 2 ได้ร่วมกันจับกุมผู้ก่อเหตุฉ้อโกงออนไลน์ โดยเฉพาะในลักษณะมิจฉาชีพคนไทยหลอกคนไทย ที่ย่านปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ภายใต้หมายจับจากศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ จ.995/2568 ซึ่งระบุข้อหาหลักได้แก่ ฉ้อโกงประชาชน, ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ ความผิดตาม พ.ร.ก.ไซเบอร์ฯ

สำหรับพฤติกรรมของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม มีลักษณะโดยการ โพสต์โฆษณาปลอมเกี่ยวกับการจองโรงแรม ที่พัก หรือขายสินค้าและบริการต่าง ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย จากนั้นหลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้า ที่มักมีการเปลี่ยนแปลงบัญชีอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ โดยในที่เกิดเหตุได้มีการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือรวมทั้งเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ในการก่อเหตุอีกด้วย

ความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์

การจับกุมครั้งนี้ไม่เพียงได้ตัวผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังคดีอื่น ๆ ได้มากถึง 20 คดี ที่ถูกแจ้งความผ่านระบบ Thai Police Online นอกจากนี้ยังมีการระงับบัญชีธนาคารที่น่าสงสัยอีก 8 บัญชี ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแบบเดียวกัน

แนวทางการสืบสวนเชิงรุกเช่นนี้ถือเป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านการสืบสวนดิจิทัล โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อลดคดีฉ้อโกงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยพบว่ามีอาชญากรชาวไทยเป็นผู้กระทำผิดเกือบถึง 50% ของเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายสินค้า การหลอกใช้บริการต่าง ๆ โดยใช้เงินเพียงเล็กน้อยในการหลอกลวง แต่มีผลสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนจำนวนมาก

สัญญาณเตือนภัยการออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น

ในโลกออนไลน์ที่เชื่อมโยงมากขึ้นทุกวัน ผู้คนมักใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการติดต่อสื่อสาร ซื้อขาย หรือจองที่พัก โดยไม่ระมัดระวังการใช้ข้อมูลเท็จจากมิจฉาชีพ ข้อควรระวังสำคัญคือ:

  • ตรวจสอบชื่อผู้ขาย หรือเว็บไซต์ก่อนตัดสินใจ
  • หลีกเลี่ยงการจ่ายเงินผ่านบัญชีม้า
  • อย่าเชื่อโฆษณาที่ให้ของแถมมากเกินความเป็นจริง
  • สอบถามเพื่อนหรือกลุ่มใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบว่าบริการนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่
  • รีบแจ้งความหากพบพฤติกรรมไม่ถูกต้อง

สืบภาค 1 และสืบภาค 2 จับกุมมิจฉาชีพหลอกโอนเงินจองโรงแรม เพื่อความปลอดภัยในโลกไซเบอร์

ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยทางเทคโนโลยีของสืบภาค 1 และภาค 2 พร้อมเป็นสัญญาณเตือนภัยให้กับมิจฉาชีพว่า เจ้าหน้าที่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอในการตามรอยและดำเนินคดีอย่างรัดกุม แนวทางการสืบสวนเชิงรุกนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการลดอาชญากรรมทางออนไลน์ในประเทศไทย

ขอให้ประชาชนมีสติและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นการจองห้องพักในช่วงวันหยุดหรือการเลือกใช้บริการอื่น ๆ ทางอินเทอร์เน็ต อย่าลืมใช้วิจารณญาณในโลกออนไลน์ให้มาก เพราะ สืบภาค 1 และสืบภาค 2 จับกุมมิจฉาชีพหลอกโอนเงินจองโรงแรม ได้เป็นขั้นต้นแล้ว และมีแผนที่จะช่วยป้องกันคดีเช่นนี้ไม่ให้กลับมารบกวนความสงบของประชาชนอีก

หากคุณต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันการฉ้อโกงออนไลน์ หรือมีเบาะแสใด ๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าไปติดตามหรือรายงานได้ผ่านระบบ Thai Police Online หรือเว็บไซต์สืบภาค 1 และภาค 2 โดยตรง

ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเดือนสิงหาคมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ข่าวจากประเทศเวียดนามทำเอาหลาย ๆ คนถึงกับอึ้ง เมื่อ ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเดือนสิงหาคมสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในกรุงฮานอย ที่สถานีอุตุนิยมวิทยาแห่งหนึ่งสามารถวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 40.3 องศาเซลเซียส เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สูงกว่าสถิติเดิมที่เคยบันทึกไว้เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 39.8 องศาเซลเซียส

ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเดือนส.ค.ทำลายสถิติ

ความร้อนในเวียดนามช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาไม่ใช่แค่รบกวนชีวิตผู้คน แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า บริษัทผู้ให้บริการไฟฟ้า EVN ระบุว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าในกรุงฮานอยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงบ่ายวันจันทร์ เนื่องจากประชาชนเร่งเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศเพื่อคลายร้อน เราจึงเห็นได้ว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นส่งผลอย่างชัดเจนต่อการใช้ชีวิตประจำวันและโครงสร้างพื้นฐาน

สถานที่อื่นในภาคเหนือเวียดนามก็รับมือกับความร้อนเช่นกัน

นอกจากกรุงฮานอยแล้ว หลาย ๆ พื้นที่ใน ภาคเหนือเวียดนาม เช่น จังหวัดฟู้เถาะ เตวียนกวาง หลางเซิน บั๊กนิญ ไฮฟอง และนิญบิ่ญ ก็รายงานว่าอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน ในแต่ละพื้นที่นั้นมีสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมากผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงกลางวันที่แดดแรงที่สุด

  • ฟู้เถาะ อุณหภูมิสูงผิดปรกติ เกิน 40 องศาเซลเซียส
  • เตวียนกวาง ความร้อนทำลายสถิติเก่าในรอบหลายปี
  • บั๊กนิญ ประชาชนเริ่มประสบปัญหาสุขภาพจากความร้อน

ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด กลายเป็นกังวลของประชาชน

เนื่องจากเป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศ แต่ ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด ในปีนี้มีความรุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ด้วยอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ การที่แต่ละบ้านต้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดวันโดยไม่ให้ลดความเย็นเลยกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มการใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่างมาก

ปัจจัยที่ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งเร็วขึ้นในปีนี้:

  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก
  • แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิตามทุกฤดู
  • การไม่คาดคิดถึงคลื่นความร้อนในช่วงปลายฤดูร้อน

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อการใช้ชีวิตของชาวเวียดนาม แต่ยังสะท้อนภาพต่อประเทศซึ่งพร้อมเผชิญกับความเสี่ยงในด้านสุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัดที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในแต่ละปี

ใส่ใจกับการดูแลตัวเองในหน้าร้อน!
ไม่ว่าคุณจะอยู่ประเทศไหน อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อร่างกายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม การหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดนาน และการดูแลรักษาร่างกายให้ได้รับน้ำเพียงพอในช่วงอากาศร้อนจัดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณกำลังมีแผนจะเดินทางไปเวียดนามในช่วงนี้ ควรพิจารณายืดหยุ่นหรือเตรียมพร้อมให้มากเป็นพิเศษ

ที่มา – ภาคเหนือเวียดนามอากาศร้อนจัด อุณหภูมิเดือนส.ค.สูงเป็นประวัติการณ์