ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษียาสูงสุด 250% บีบผู้ประกอบการย้ายฐานผลิตกลับสหรัฐ

เพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจและเทคโนโลยีคงได้ยินข่าวช็อกวงการเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศแผนเรียเก็บภาษีนำเข้ายาจากต่างประเทศสูงสุด 250% เพื่อบีบให้บริษัทยักษ์ใหญ่ย้ายฐานการผลิตกลับไปสหรัฐฯ แม้คุณจะสนใจซีรีส์ใหม่หรือเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่นโยบายนี้อาจส่งผลถึง ราคาสมาร์ทโฟน และ อุปกรณ์สุขภาพ ที่คุณใช้ทุกวัน! มาวิเคราะห์กันว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตเราอย่างไร

ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษียาสูงสุด 250% บีบผู้ประกอบการย้ายฐานผลิตกลับสหรัฐ

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อ 5 สิงหาคม สื่อนานาชาติรายงานว่าทรัมป์ระบุในบทสัมภาษณ์กับ CNBC ว่าจะทยอยขึ้นภาษีนำเข้า ยา โดยเริ่มจากอัตราต่ำก่อน แต่ภายใน 1-1.5 ปี ภาษีจะพุ่งถึงจุดสูงสุดที่ระดับ 250% เป้าหมายคือสร้างแรงจูงใจให้บริษัทผู้ผลิตทั่วโลกย้ายโรงงานกลับไปสหรัฐฯ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องยา แต่ยังรวมถึง เซมิคอนดักเตอร์ ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ไอทีทุกชนิด

ทำไมผู้นำสหรัฐฯ ถึงเลือกจัดการกับอุตสาหกรรมยานี้

หลายฝ่ายมองว่าทรัมป์ต้องการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงยาของชาวอเมริกัน ซึ่งมักมีราคาสูงกว่าประเทศอื่น 3-4 เท่า ล่าสุดยังส่งจดหมายถึงบริษัทยาชื่อดัง 17 แห่ง เช่น ไฟเซอร์ และ แอสตราเซเนกา ให้ลดราคาภายใน 60 วัน (ครบกำหนด 29 กันยายนนี้) ไม่เช่นนั้นจะโดน มาตรการตอบโต้ ทั้งการขึ้นภาษีและอาจถึงขั้นตัดสัมพันธ์ทางการค้า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ใช้ สงครามภาษี สร้างผลกระทบ คุณอาจจำได้ดีกับกรณีภาษีเหล็กเมื่อปี 2018 ที่ทำให้วงการรถยนต์และสมาร์ทโฟนต้องปรับตัว คราวนี้เขาเลือกอุตสาหกรรมยาร่วมกับ ชิปเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสองเซกเตอร์ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์!

  • ไฟเซอร์ (Pfizer): ผู้ผลิตวัคซีนโควิดชื่อดัง
  • แอสตราเซเนกา (AstraZeneca): บริษัทสัญชาติอังกฤษ-สวีเดน
  • ซาโนฟี (Sanofi): ผู้นำด้านวัคซีนและเบาหวาน
  • GSK และ จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน: เจ้าพ่อผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • โนวาร์ติส และ โนโว นอร์ดิสค์: ผู้ผลิตยาอายุยืนระดับโลก

แต่ประเด็นเด็ดสำหรับสายเทคคือ การขู่ภาษี เซมิคอนดักเตอร์ ที่เขาประกาศตามมา ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง ราคาชิปกราฟิกการ์ดในเครื่องเกมเมอร์หรือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ อาจพุ่งทันที เพราะปัจจุบัน 70% ของชิปใช้ในสหรัฐนำเข้าจากไต้หวันและเกาหลีใต้

คุณรู้ไหมว่า ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษียาสูงสุด 250% บีบผู้ประกอบการย้ายฐานผลิตกลับสหรัฐ สะท้อนเทรนด์ เศรษฐกิจชาตินิยม ที่กำลังลุกลามทั่วโลก? จีนก็ใช้กลยุทธ์นี้กับบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ ส่วนไทยเองก็อาจได้ประโยชน์ถ้าบริษัทบางรายเลือกย้ายฐานมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน

ในมุมผู้บริโภค ถ้าบริษัทยาลดราคาตามคำขู่ ตอนแรกเราอาจได้ใช้ยาราคาย่อมเยาว์ขึ้น แต่ต้องแลกกับความเสี่ยงระยะยาวคือ ทางเลือกยาน้อยลง และ นวัตกรรมช้าลง หากผู้ผลิตใหญ่ๆ เลือกย้ายออกจากตลาดโลก รวมถึงการผลิตอุปกรณ์สุขภาพอัจฉริยะที่ใช้ AI ก็อาจถูกเลื่อนเวลาออกไป

วงการเทคโนโลยีต้องตื่นตัว เพราะนโยบายแบบนี้กำลังจะเปลี่ยน ห่วงโซ่อุปทาน ทั่วโลก บริษัทอย่าง TSMC อาจต้องสร้างโรงงานเพิ่มในสหรัฐไม่เช่นนั้นราคา iPhone 16 หรือการ์ดจอรุ่นใหม่จะพุ่ง ลองคิดดูว่าค่าชิป 10 เหรียญ หากถูกเก็บภาษีเพิ่ม 250% จะกลายเป็น 35 เหรียญทันที แล้วส่วนต่างนี้ใครก็รู้ว่าสุดท้ายผู้ใช้ก็ต้องจ่าย

สิ่งที่คนไทยต้องจับตาเป็นพิเศษคือความเคลื่อนไหวของบริษัทข้ามชาติในเครือข่ายผลิตยา หลายคนอาจมองว่า ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษียาสูงสุด 250% บีบผู้ประกอบการย้ายฐานผลิตกลับสหรัฐ เป็นเพียงเกมการเมืองก่อนเลือกตั้ง แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่ามี 3 บริษัทเตรียมศึกษาแผนปรับฐานการผลิตในไทย รวมถึง Samsung Biologics ที่เริ่มเจรจากับ BOI แล้ว

สำหรับนักลงทุนสายเทค ควรเริ่มดูหุ้นบริษัทที่มีโรงงานในสหรัฐฯ อยู่แล้วอย่าง Eli Lilly ซึ่งปีนี้เริ่มขยายกำลังผลิตในอินเดียนา หรือ Intel ที่ลงทุนโรงงานชีพโค้งใหญ่ที่สุดในแอริโซน่า เพราะนโยบายแบบนี้จะดันให้หุ้นผู้ผลิตในอเมริกาพุ่ง แต่หุ้นบริษัทที่พึ่งพาจีนอาจร่วง

ในบทสรุป ผมอยากให้คุณตั้งคำถามกับตัวเอง: “เราเตรียมพร้อมรับมือ วิกฤตค่าครองชีพ ที่อาจปะทุทั่วโลกได้แล้วหรือยัง?” ขอแนะนำให้ติดตาม ช่องทางข่าวธุรกิจที่เชื่อถือได้ และเริ่มวางแผนการเงินส่วนตัวตั้งแต่วันนี้ ถ้าคุณลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีหรือสุขภาพ การปรับพอร์ตก่อนข่าวนี้ส่งผลกระทบจริงอาจช่วยกันความเสี่ยงได้

อย่าคิดว่านี่คือเรื่องไกลตัว ยุคดิจิทัลทำให้ ภาษีนำเข้า ส่งผลถึงแอปพลิเคชันสุขภาพและอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ทั้งหมด คลิกติดตามข่าวสารวิเคราะห์เชิงลึกแบบนี้ทุกวัน จะได้ไม่พลาดไอเดียการลงทุนและข้อมูลป้องกันตัวก่อนปัญหาบานปลาย!

ที่มา – ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษียาสูงสุด 250% บีบผู้ประกอบการย้ายฐานผลิตกลับสหรัฐ

จีนผุดแผน “สิ่งแวดล้อมดีต่อสุขภาพ” 2568-2573 สร้างสังคมยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี

คุณรู้ไหมว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่เรื่องลดคาร์บอนหรือปลูกต้นไม้ แต่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของเราทุกคน! ล่าสุด จีนประกาศแผนการ “สิ่งแวดล้อมดีต่อสุขภาพ” ระหว่างปี 2568-2573 ที่เน้นผสานเทคโนโลยีกับนโยบายสังคม เพื่อเปลี่ยนเมืองใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับชีวิตคนยุคใหม่ ที่สำคัญ แผนนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การคัดขยะ แต่ก้าวข้ามไปสู่การสร้างวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพและการเมืองสีเขียวระดับโลก

จีนเดินหน้าแผน “สิ่งแวดล้อมดีต่อสุขภาพ” แบบชัดเจน ปี 2568-2573

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จีนไม่รอช้าในการปรับทิศทางการทำงานด้านสาธารณสุขร่วมกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ปัญหามลพิษและวิกฤติสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรง รัฐบาลจีนชูแผนที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาระบบคัดแยกขยะอัจฉริยะ การควบคุมฝุ่น PM2.5 ด้วย AI และการขยายพื้นที่สีเขียวผ่านแอปพลิเคชันส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักทั้งเทคโนโลยีและความเป็นอยู่ที่ดี

เทคโนโลยีสุดล้ำ ขับเคลื่อน “สิ่งแวดล้อมดีต่อสุขภาพ”

จีนเลือกใช้ นวัตกรรม 4.0 เป็นหัวใจสำคัญในแผนนี้ โดยเฉพาะระบบรีไซเคิลอัตโนมัติที่เชื่อมกับแอปมือถือ ช่วยให้ประชาชนได้คะแนนสุขภาพเมื่อทิ้งขยะถูกต้อง แถมมี แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ระดมดาราและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาแชร์ไลฟ์สไตล์ “ทิ้งขยะเป็น ลดโรคได้” จนกลายเป็นไวรัลทั่วประเทศ นอกจากนี้ เซ็นเซอร์ IoT ถูกติดตั้งในเมืองกว่า 200 แห่ง เพื่อแจ้งเตือนมลพิษทางอากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมแนะนำเมนูอาหารเสริมภูมิคุ้มกันผ่านแชทบอทนั่นเอง

นโยบายผสานพลัง สุขภาพ-สิ่งแวดล้อมร่วมกัน

แผนนี้มีจุดเด่นที่การบูรณาการหลายภาคส่วน เช่น

  • กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับเมืองคู่ใจพัฒนา “สวนสาธารณะดิจิทัล” ที่วัดปริมาณการออกกำลังกายของผู้ใช้งานผ่าน AR
  • ระบบตรวจสอบคุณภาพน้ำด้วย AI ที่ช่วยให้ชาวบ้านตรวจสอบความปลอดภัยน้ำดื่มผ่าน QR Code
  • ตั้งศูนย์ข้อมูลใหญ่ (Big Data Center) เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงโรคระบาดจากสิ่งแวดล้อมแบบแม่นยำ

ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อให้คนจีน รู้สึกว่า สิ่งแวดล้อมดีต่อสุขภาพ ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่คือชีวิตจริงในทุกวัน

คุณอาจสงสัยว่า “ทำไมต้องตอนนี้?” คำตอบคือ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้โรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น 30% นี่คือเหตุผลที่เขาต้องบูรณาการ “การปรับภูมิอากาศเมือง” เข้ากับ “สุขภาพประชาชน” แบบเจาะลึก ตัวอย่างเช่น เมืองเซี่ยงไฮ้เริ่มใช้โดรนปล่อยสารกำจัดยุงสายพันธุ์นำโรค ส่วนกวางโจวมีนโยบายให้รถไฟฟ้าวิ่งฟรี 1 วันต่อสัปดาห์ เพื่อลดฝุ่นและเพิ่มโอกาสให้คนออกกำลังกาย

สิ่งที่โดดเด่นอีกประเด็นคือการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เทคบริษัทอย่าง Tencent และ Alibaba พัฒนาแพลตฟอร์ม “สุขภาพดิจิทัล” ที่ให้ผู้ใช้ติดตามสภาพแวดล้อมรอบตัวผ่าน AR รวมถึงสร้างเครือข่ายชุมชนผ่านเกมมิฟิเคชัน ทำให้เด็กวัยเรียนกลายเป็นผู้ช่วยคัดขยะ พร้อมลุ้นรับ NFT สวนพฤกษาเมืองจีน งานนี้ไม่ใช่แค่รักโลก แต่ยังต่อยอดสู่ ไลฟ์สไตล์เอนเตอร์เทน ได้ไม่น่าเชื่อ!

คุณก็มีส่วนร่วมได้! เริ่มจากวันนี้

แม้แผนนี้จะเป็นของจีน แต่แนวคิด สิ่งแวดล้อมดีต่อสุขภาพ ใช้ได้ทุกที่ ลองเริ่มด้วย

  • ดาวน์โหลดแอปรีไซเคิลยอดฮิต เช่น “Green Point” ที่ให้แต้มเมื่อคัดแยกขยะถูกต้อง
  • ติดตามคุณภาพอากาศผ่าน Wearable Device ที่เชื่อมกับแอปสุขภาพ
  • ร่วมเทรนด์ “Walking Challenge” บน TikTok ชวนเพื่อนออกกำลังกายในสวนสาธารณะใกล้บ้าน

คุณรู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมเล็กๆ เหล่านี้ ช่วยลดอาการเครียดได้ถึง 40% ตามงานวิจัยล่าสุดของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แถมยังได้ช่วยโลกไปพร้อมกัน!

หากคุณเป็นสายเทคมักอัปเดทนวัตกรรม อย่าพลาดติดตามโปรเจกต์ “Smart Eco-Community” ที่จีนจะทดสอบใน 5 จังหวัดช่วงปี 2569 โดยใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อออกแบบพื้นที่สีเขียวให้ตอบโจทย์ทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่นที่ชอบถ่ายรูปเช็กอิน ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ต้องการพื้นที่ฟื้นฟูสุขภาพ

แผนการนี้แสดงให้เห็นว่า การสร้าง สิ่งแวดล้อมดีต่อสุขภาพ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เทคโนโลยีที่ทันสมัยกำลังถูกนำมาผนวกร่วมกับนโยบายสาธารณะ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมได้ง่ายๆ ผ่านอุปกรณ์ในมือ ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะเปลี่ยนชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก จุดเริ่มต้นคือการเลือกใช้แอพสุขภาพที่วัดทั้งความฟิตและคุณภาพอากาศ หรือแม้แต่การเปลี่ยนขยะเป็นศิลปะผ่าน AR Filters เทรนด์สุขภาพยุคใหม่กำลังมาแรง คุณพร้อมเป็นส่วนหนึ่งหรือยัง?

ที่มา – จีนดำเนินแผนการ “สิ่งแวดล้อมดีต่อสุขภาพ” ระหว่างปี 2568-2573

เพื่อความปลอดภัย! ‘ซีเกมส์’ ย้ายพิธีเปิดไปราชมังคลา – สนามหลวงใช้จุดคบเพลิงอย่างเดียว

สวัสดีเพื่อนๆ สายกีฬาและคนรักเทคโนโลยี! วันนี้เรามีข่าวด่วนที่ทุกคนต้องจับตาเกี่ยวกับการจัดงานกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพหลัก หลังคณะกรรมการตัดสินใจปรับแผนสำคัญ เพื่อความปลอดภัย! ‘ซีเกมส์’ ย้ายไปเปิดราชมังฯ – สนามหลวงใช้จุดคบเพลิงอย่างเดียว เปลี่ยนจากสถานที่เดิมที่วางไว้ที่ท้องสนามหลวงแบบช็อกทั้งวงการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ใครที่รอชมความยิ่งใหญ่ของพิธีเปิดแบบสตรีทสไตล์คงต้องปรับความคาดหมาย เพราะเหตุผลหลักคือความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในช่วงความตึงเครียดทางการเมือง ทำให้ต้องหาทางเลือกที่ควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่า

เพื่อความปลอดภัย! ‘ซีเกมส์’ ย้ายไปเปิดราชมังฯ – สนามหลวงใช้จุดคบเพลิงอย่างเดียว

หลังการประชุมเข้มข้นที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นประธาน ยืนยันแล้วว่าราชมังคลากีฬาสถานจะเป็นเวทีใหม่สำหรับพิธีเปิด-ปิด ในวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 แทนท้องสนามหลวงที่เคยเป็นสถานที่จัดงานใหญ่มาตลอด แม้ข่าวรั่วไหลก่อนหน้านี้จาก ดร.ก้องศักดิ์ ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เรื่องความกังวลเรื่องความเสี่ยง แต่ตอนนี้เป็นมติเอกฉันท์แล้ว! ระบบนิรภัยเต็มรูปแบบที่ราชมังคลาช่วยป้องกันเหตุไม่คาดฝันได้ดีกว่า เช่น การใช้ AI วิเคราะห์ภาพวงจรปิด ระบบตรวจจับเสียงผิดปกติ และจุดคัดกรองผู้คนแบบ Real-time ที่ทันสมัยกว่าพื้นที่เปิดโล่งอย่างสนามหลวง

ทำไมราชมังคลาสถานถึงรับมือได้ดีกว่า?

หลายคนอาจสงสัยว่าการย้ายครั้งนี้กระทบต่อความยิ่งใหญ่ของพิธีเปิดหรือไม่ แต่จากประสบการณ์จัด event ระดับโลก เราขอชี้ว่าราชมังคลามีโครงสร้างเหมาะกับการควบคุมฝูงชนได้ 100% เนื่องจากเป็นพื้นที่ปิด มีทางเข้า-ออกจำกัด และระบบกล้อง CCTV มากกว่า 500 ตัวที่เชื่อมต่อกับศูนย์ควบคุมกลาง โดยเฉพาะเทคโนโลยี Thermal Imaging ที่ตรวจจับความร้อนของผู้คนได้แม้ในที่มืด และระบบ Sound Alert เพื่อแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน ช่วยให้งานเปิดตัวปีนี้ไม่เพียงยิ่งใหญ่ แต่ปลอดภัยทุกขั้นตอน

  • ราชมังคลาสถานมีพื้นที่รองรับผู้ชมได้ 45,000 คน พร้อมระบบ Emergency Exit ที่ออกแบบตามมาตรฐาน FIFA
  • สนามหลวงถูกใช้เฉพาะการจุดคบเพลิงด้วยเทคนิค Projection Mapping สุดอลังการ
  • ทีมงานด้าน Tech มั่นใจว่า Digital Surveillance จะทำงานสอดประสานกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้แบบไร้รอยต่อ

ซีเกมส์พาราเกมส์โคราช เน้นความปลอดภัยเช่นกัน

สำหรับมหกรรมพาราเกมส์ที่จังหวัดนครราชสีมา จะใช้ สปอร์ตคอมเพล็กซ์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เป็นจุดจัดพิธีเปิด-ปิด ส่วนลานย่าโมจะรับบทจุดคบเพลิง ซึ่งเป็นไปตามแนวทางเดียวกันที่คำนึงถึงการป้องกันความเสี่ยง แม้โคราชจะมีความตึงเครียดระหว่างประเทศน้อยกว่ากรุงเทพฯ แต่การใช้ Smart Barrier และระบบ GPS ติดตามนักกีฬาก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ใหม่ที่วงการเห็นแล้วต้องทึ่ง!

ในส่วนความกังวลประเด็น การเข้าร่วมของนักกีฬากัมพูชา ที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องความปลอดภัยนั้น ล่าสุดทางกระทรวงการต่างประเทศไทยยืนยันว่ากำลังรอผลประชุมคณะกรรมการชายแดน (GBC) กลางเดือนกันยายนนี้ และมีการเตรียมโซลูชันเด็ดด้วยระบบ Communication Encryption เพื่อให้การเจรจาราบรื่น นี่คือตัวอย่างการนำ Tech มาแก้ปัญหาสังคมที่หลายคนอาจไม่เคยคิด!

บทเรียนด้านความปลอดภัยจากงานระดับโลก

การย้ายครั้งนี้สะท้อนเทรนด์ใหม่ของ event ระดับนานาชาติที่ ใช้เทคโนโลยีป้องกันภัย แทนการพึ่งพาแค่แผนรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิม ตัวอย่างเช่น Tokyo 2020 ที่ใช้ระบบตรวจจับมือถือระเบิดด้วย AI หรือ Qatar World Cup 2022 ที่ติดตั้งโดรนตรวจพื้นที่รอบสนาม ซีเกมส์ครั้งนี้ของไทยถือเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญ แม้จะเสียดายไม่ได้เห็นพิธีเปิดแบบ Open-air ที่สนามหลวง แต่ความปลอดภัยคือสิ่งที่ไม่อาจต่อรองได้

ด้วยเหตุนี้ เพื่อความปลอดภัย! ‘ซีเกมส์’ ย้ายไปเปิดราชมังฯ – สนามหลวงใช้จุดคบเพลิงอย่างเดียว จึงไม่ใช่แค่เรื่องความตึงเครียดทางการเมือง แต่เป็นโอกาสให้ไทยแสดงศักยภาพในการจัดการ event แบบ Smart City ที่ผนวกเครื่องมือดิจิทัลทุกจุด อย่าลืมติดตาม LIVE ผ่าน AR Glasses ที่เตรียมให้เช่าในงาน หรือใช้แอปพลิเคชันสแกน QR สำหรับ маршрутผู้ชมแบบ real-time!

สรุปแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้คือการมองภาพระยะยาวของ กกท. ที่เลือกใช้ ‘ความปลอดภัย’ เป็นหัวใจ แทนการจัดงานแบบเดิมๆ ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเมื่อนักกีฬาและผู้ชมปลอดภัย งานถึงจะเต็มไปด้วยสีสันได้จริง! อย่าลืมกดแชร์และคอมเมนต์บอกเราถ้าอยากเห็นเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบนี้ถูกพัฒนาต่อไปในงานใหญ่ๆ ของไทย

ที่มา – เพื่อความปลอดภัย! ‘ซีเกมส์’ ย้ายไปเปิดราชมังฯ – สนามหลวงใช้จุดคบเพลิงอย่างเดียว

2 ทนายดังบุกโรงพักแจ้งความ หมอปลาย พรายกระซิบ ปมทำนายปะทะเขมร สร้างความตื่นตระหนกระบาดสังคม

2 ทนายดังบุกโรงพักแจ้งความ หมอปลาย พรายกระซิบ ปมทำนายปะทะเขมร

เรื่องราวนี้ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่องในวงการออนไลน์ เมื่อสองทนายความชื่อดังอย่างทนายเกิดผล แก้วเกิด และทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ พร้อมใจกันเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้พยากรณ์ชื่อดัง กรณี 2 ทนายดังบุกโรงพักแจ้งความ หมอปลาย พรายกระซิบ ปมทำนายปะทะเขมร โดยอ้างว่าการเผยแพร่คำทำนายเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกอย่างกว้างขวาง มาดูกันว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่สะเทือนสังคมออนไลน์จนมีผลทางกฎหมายตามมา!

ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เปิดเผยระหว่างเข้าแจ้งความที่สภ.ปากเกร็ดว่าคำทำนายดังกล่าวส่งผลให้หลายชุมชนชายแดนต้องขนย้ายครอบครัวออกจากพื้นที่ ขณะที่ร้านค้าขายท้องถิ่นหยุดชะงักจากความกลัวที่ไม่มีมูล นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หมอปลายออกมาทำนายเรื่องความมั่นคง ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้วที่มีเหตุการณ์ทำนายน้ำท่วมกรุง ก็สร้างความปั่นป่วนให้ผู้คนเช่นกัน ทนายระบุชัดเจนว่าประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐมากกว่าการฟังคำทำนายที่ไร้หลักฐาน

บทลงโทษตามกฎหมายที่อาจร้ายแรง

ทนายเกิดผล แก้วเกิด ชี้ว่ากรณีนี้เข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 384 ที่กำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับสูงสุด 1 หมื่นบาท พร้อมเตือนว่าหากยังใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเผยแพร่ข้อมูลเท็จ อาจถูกฟ้องตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ เพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อมีผู้คนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการกระทำนี้ ทนายเกิดผลยังยกตัวอย่างเหตุการณ์ในปี 2554 กรณี “เด็กชายปลาบู่” ที่ออกทำนายเหตุการณ์ภัยพิบัติจนสังคมแตกตื่น ศาลสั่งจำคุก 15 วันและปรับ 500 บาท พร้อมสั่งห้ามพูดเพ้อเจ้อ เป็นการย้ำเตือนว่าคำทำนายที่สร้างความปั่นป่วนนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ประเด็น 2 ทนายดังบุกโรงพักแจ้งความ หมอปลาย พรายกระซิบ ปมทำนายปะทะเขมร ยังสะท้อนปัญหาการใช้โซเชียลมีเดียนำเสนอเนื้อหาไร้มูล ซึ่งในยุคดิจิทัลนี้ ข้อมูลแพร่กระจายได้เร็วร้อยเท่าเมื่อก่อน สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบแหล่งข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ ทนายรณณรงค์ย้ำว่าเมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาที่หมอปลายทำนาย ปรากฏว่าไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าเป็นเพียงคำทำนายน้ำเน่าที่ปั่นกระแส

โซเชียลมีเดียกับความรับผิดชอบทางสังคม

ในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อกับสมาร์ทโฟน ผู้ให้บริการเนื้อหาต้องเข้าใจว่าการเผยแพร่ข้อมูลเท็จอาจถูกตรวจสอบได้ทันที การวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่าแม้จะอ้างว่าทำนายตาม “ประสงค์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์” หากข้อมูลไม่มีพื้นฐานความจริงหรือสร้างความหวาดกลัว ก็เข้าข่ายผิดกฎหมายได้ ที่น่าเป็นห่วงคือเด็กและเยาวชนที่คล้อยตามคำทำนายง่าย จนอาจเกิดความตื่นตระหนกแบบไม่จำเป็น

นอกจากนี้ ทนายทั้งสองยังระบุว่าจะดำเนินการแจ้งความทุกกรณีหากพบหมอดูรายอื่นทำนายลักษณะนี้ต่อเนื่อง นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าสังคมควรแยกแยะระหว่างความบันเทิงกับข้อมูลที่ส่งผลต่อความมั่นคง อย่าให้ 2 ทนายดังบุกโรงพักแจ้งความ หมอปลาย พรายกระซิบ ปมทำนายปะทะเขมร กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตความเชื่อที่เกินเลยขอบเขต

สุดท้ายนี้ อยากชวนให้คุณผู้อ่านตั้งคำถามกับข้อมูลทุกชิ้นก่อนเชื่อและแชร์! เมื่อเห็นข่าวด่วนหรือคำทำนายที่สร้างความหวาดกลัว ลองตรวจสอบจากแหล่งข่าวหลักที่น่าเชื่อถือ หรือเพจทางการของหน่วยงานรัฐก่อนเสมอ การเป็นคนดีของโซเชียลมีเดียคือการไม่แพร่เชื้อข่าวปลอม แล้วคุณล่ะคิดอย่างไรกับกรณีนี้? แชร์มุมมองผ่านความคิดเห็นด้านล่างกันได้เลย

ที่มา – 2 ทนายดังบุกโรงพักแจ้งความ “หมอปลาย พรายกระซิบ” ปมทำนายปะทะเขมร

เครมลินไม่พอใจทรัมป์ ปมเพิ่มภาษีอินเดียฐานยังซื้อน้ำมันรัสเซีย

เครมลินไม่พอใจทรัมป์ ปมเพิ่มภาษีอินเดียฐานยังซื้อน้ำมันรัสเซีย

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2567 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซียว่า ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกของเครมลินได้ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขู่เพิ่มภาษีการค้ากับอินเดียอีกถึง 25% เนื่องจากอินเดียยังคงเดินหน้าซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยเปสคอฟได้ให้ความเห็นว่าประเทศที่มีอธิปไตย์ทุกแห่งมีสิทธิที่จะเลือกพันธมิตรในการค้าของตนเอง ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความไม่พอใจของรัสเซียที่มีต่อนโยบายของสหรัฐฯ

ท่าทีแข็งกร้าวจากเครมลิน

แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยชื่อ แต่โฆษกเครมลินได้วิจารณ์ว่า การบังคับให้ประเทศอื่นๆ ตัดขาดความสัมพันธ์ทางการค้ากับรัสเซีย เป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมและไม่ควรถูกผลักดันโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การค้าระหว่างประเทศคือสิทธิของแต่ละชาติ และระบบเศรษฐกิจโลกควรให้ความเคารพในอธิปไตยของประเทศเหล่านั้น

อินเดียไม่ยอมรับกดดันจากสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน รันเดียร์ ไจสวาล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ก็ได้ออกมาแสดงความแข็งกร้าว โดยชี้ว่าการที่สหรัฐฯ เลือกจะเพิ่มภาษีกับอินเดียนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมและไม่มีเหตุผล ทางอินเดียยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทุกประการเพื่อรักษาผลประโยชน์และปกป้องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นโยบายอินเดียยังคงเดินหน้าซื้อน้ำมันรัสเซียต่อไป

รายงานจากหนังสือพิมพ์ เดอะนิวยอร์กไทม์ส ได้อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากอินเดีย ระบุว่านโยบายของรัฐบาลอินเดียยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แม้ว่าจะถูกสหรัฐฯ กดดันแต่ไม่เคยมีคำสั่งใดๆ ถูกส่งออกมาทางบริษัทน้ำมันของอินเดียให้ยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยอินเดียยังเห็นความคุ้มค่าในการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียในราคาที่ประหยัดได้มากภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

เครดิตภาพ : AFP

เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจในระดับนานาชาติจะยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ โดยแต่ละประเทศมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทั้งประเด็นเรื่องความมั่นคงพลังงาน, ฉันทามติทางการทูต, และกลยุทธ์อำนาจหลายรูปแบบที่กำลังปะทะกันอย่างต่อเนื่อง หากคุณติดตามข่าวสารในแวดวงโลก หรือชื่นชอบเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์สถานการณ์ การติดตามประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจเส้นทางเศรษฐกิจของโลกในยุคหลังสงครามยูเครนอย่างถูกต้องและทันเหตุการณ์

ที่มา – เครมลินไม่พอใจทรัมป์ ปมเพิ่มภาษีอินเดียฐานยังซื้อน้ำมันรัสเซีย

เด็กผีลุ้นระทึก “แมนฯ ยูไนเต็ด” ร่อนข้อเสนอซื้อ “เชชโก” เสริมหอกแล้ว

เด็กผีลุ้นระทึก “แมนฯ ยูไนเต็ด” เดินเกมส์ชิงตัวเชชโก

แฟนบอลปีศาจแดงทั่วโลกต่างลุ้นระทึกขึ้นมาทันที เมื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีดังจากพรีเมียร์ลีก ออกมาประกาศยื่นข้อเสนอซื้อตัว เบนยามิน เชชโก ดาวยิงดาวรุ่งของแอร์เบ ไลป์ซิก เพื่อมาเสริมแนวรุกในฤดูกาลหน้า หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ได้ยื่นข้อเสนอไปก่อนถึง 2 รอบ แต่ไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใด

ข้อเสนอถึง 85 ล้านยูโร พร้อมโบนัสเพิ่มเติม

ตามข่าวที่รายงานโดย ดิ แอธเลติก สื่อดังระดับโลก ระบุว่า ข้อเสนอจาก แมนฯ ยูไนเต็ด มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 85 ล้านยูโร โดยเป็นเงินการันตี 75 ล้านยูโร และโบนัสเพิ่มเติมอีก 10 ล้านยูโร หากนักเตะทำเป้าหมายให้ทีมสำเร็จ แม้ว่าทางแอร์เบ ไลป์ซิกจะยังไม่ตอบรับ หรือปฏิเสธข้อเสนอก็ตาม

อีกทั้ง การที่นักเตะอย่าง เบนยามิน เชชโก กลายเป็นเป้าหมายหลักของ “เด็กผีลุ้นระทึก “แมนฯ ยูไนเต็ด” ร่อนข้อเสนอซื้อ “เชชโก” เสริมหอกแล้ว” ทำให้ดีลนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั่วโลก แม้ว่าจะต้องแข่งขันกับนิวคาสเซิลที่ยื่นข้อเสนอถึง 90 ล้านยูโร ก็ตาม

เบนยามิน เชชโก ถือเป็นหนึ่งในกองหน้าฟอร์มแรงในยุโรป ด้วยอายุเพียง 21 ปี แต่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงในฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อเขาเป็นดาวซัลโวประจำทีมแอร์เบ ไลป์ซิก และยังมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งการจบสกอร์, ความเร็ว และความคล่องตัวที่ยอดเยี่ยม เป็นผู้เล่นที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของภารกิจในยุคใหม่ของ ‘แมนฯ ยูไนเต็ด’ ที่กำลังค้นหาตำนานกองหน้าคนใหม่

นิวคาสเซิล ยังไม่ยอมแพ้ในการไล่ล่าเชชโก

ถึงแม้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยื่นข้อเสนอให้พิจารณาแล้ว แต่ นิวคาสเซิล ก็ยังคงตามตื๊อ ด้วยการยื่นข้อเสนอถึง 90 ล้านยูโร ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่า ทำให้การช่วงชิงลายเซ็นของ เบนยามิน เชชโก ยังคงเป็นการแข่งขันที่เข้มข้น และผู้บริหารของ แอร์เบ ไลป์ซิก ก็อยู่ในตำแหน่งอมตะที่สามารถต่อรองไดสูงกว่าเดิม

ไม่ว่านักเตะจะตัดสินใจอย่างไร สิ่งที่ชัดเจนคือ ข้อเสนอนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสใหม่ของไนก้สโมสรใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ในการพลิกโฉมทีม เพื่อให้กลับมาเป็นผู้ท้าชิงทุกถ้วยขันอีกครั้งในอนาคตอันใกล้. สำหรับเด็กผีที่รอช้านาน นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่บ่งบอกว่าทางสโมสรไม่ได้นิ่งเฉยแต่มีการวางแผนอย่างจริงจังเพื่อเอาใจแฟนบอลทั่วโลก

สุดท้ายนี้ ‘เด็กผีลุ้นระทึก “แมนฯ ยูไนเต็ด” ร่อนข้อเสนอซื้อ “เชชโก” เสริมหอกแล้ว’ ไม่เพียงแค่เป็นข่าวแมนยูเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าตลาดซื้อขายผู้เล่นในช่วงซัมเมอร์นี้จะต้องเป็นช่วงเวลาของการช่วงชิงตัวผู้เล่นชั้นนำอย่างดุเดือดทีเดียว

รวบ 45 เมียนมาหลบหนีเข้าเมือง พร้อมคนไทยผู้นำพา 2 คน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดการจับกุมครั้งสำคัญในพื้นที่ จ.ตาก โดย พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ และ พล.ต.ต.ระวีพรรษ อมรมุนีพงศ์ ได้ร่วมกันบุกจับกลุ่มชาวเมียนมาจำนวน 45 คน ที่พยายามหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พร้อมทั้งยังจับกุมคนไทย 2 คน ที่มีบทบาทในการเป็นผู้นำพา ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดสำคัญในการแก้ไขปัญหาผู้ลักลอบเข้าเมืองและอาชญากรรมข้ามชาติ

ขบวนการลักลอบนำพาคนต่างด้าวางามผิดกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจและกำลังจาก ฉก.ราชมนู กกล.นเรศวร ได้ร่วมกันลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณไร่ข้าวโพด บ้านห้วยน้ำนัก หมู่ 4 ตำบลพบพระ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก โดยพบผู้ต้องสงสัยจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ภายในรถบรรทุกและกำลังจะเดินทางผ่านเข้ามา จึงได้มีการจับกุมผู้ขับขี่ในข้อหา ร่วมกันช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้ามาโดยผิดกฎหมายพ้นจากการจับกุม

กระบวนการคัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายหลังจับกุม

หลังทำการจับกุมแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบบุคคลทั้งหมด โดยเฉพาะชาวเมียนมาที่อาจจะตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ โดยจะใช้กลไกการส่งต่อระดับชาติ NRM (National Referral Mechanism) เพื่อแยกแยะผู้ที่อาจถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมทั้งพิจารณาขยายผลเครือข่ายผู้นำพาและขบวนการลักลอบนำเข้าบุคคลโดยผิดกฎหมาย

สำหรับประเด็นนี้ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทุกคนควรรับรู้ เพราะไม่เพียงแค่ส่งผลต่อความมั่นคงชายแดน แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ แต่ก็แสดงให้เห็นเช่นกันว่าปัญหายังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้องการการติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน

ไทยร่วมมือสากลเพื่อรับมือการค้ามนุษย์และความมั่นคงชายแดน

ที่มารวบ 45 เมียนมาหลบหนีเข้าเมือง พร้อมคนไทยที่เป็นผู้นำพา 2 คน

แรงงานเมียนมาร้อง สว. โอด “เล่มเขียว CI” ภาระหนัก ขอใช้บัตรชมพูใบเดียวจบ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ของแรงงานต่างชาติในประเทศไทย โดยเฉพาะแรงงานชาวเมียนมาได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณะชน ล่าสุด มีข้อเรียกร้องจากกลุ่มแรงงานเมียนมาที่เรียกร้องให้มีการปรับปรุงขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิและลดภาระที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะการใช้เอกสาร Certificate of Identity (CI) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เล่มเขียว CI” ที่แรงงานต้องดำเนินการผ่านทางการเมียนมา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทั้งซับซ้อนและสร้างภาระอย่างมีนัยสำคัญ

แรงงานเมียนมาร้อง สว. โอด “เล่มเขียว CI” ภาระหนัก

ภายหลังจากที่นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และเป็นกรรมาธิการการแรงงานได้รับหนังสือจากตัวแทนแรงงานเมียนมาอย่างกลุ่ม Bright Future พวกเขาได้ขอให้รัฐบาลไทยพิจารณายกเลิกการใช้ “เล่มเขียว CI” ซึ่งเป็นเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานของเมียนมา และขอให้ใช้ “บัตรชมพู” ที่ออกโดยกรมการปกครองในประเทศไทยเพียงใบเดียวในการยืนยันตัวตนของแรงงาน

ตัวแทน Bright Future อย่างนายวีระ แสงทอง ได้ระบุว่า ขั้นตอนการขอ “เล่มเขียว CI” ไม่เพียงแต่ใช้เวลานาน ซับซ้อน และขาดความยืดหยุ่น แต่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเก็บเงินจากแรงงาน โดยเฉพาะเกณฑ์บังคับให้แรงงานต้องโอนเงินกลับประเทศเมียนมาเดือนละถึง 25% ซึ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับแรงงานอย่างมาก

ชีวิตแรงงานดีขึ้น ได้ผลประโยชน์ร่วมกันทั้งไทยและเมียนมา

การที่รัฐบาลสามารถลดหย่อนการใช้ “เล่มเขียว CI” และให้ใช้ “บัตรชมพู” เพียงใบเดียวนั้น ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระของแรงงาน แต่ยังอำนวยความสะดวกให้แก่นายจ้าง โดยลดขั้นตอนบริหารจัดการเอกสารหลายชั้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้บรรยากาศการทำงานไม่คล่องตัวเท่าที่ควร

นอกจากนี้ นายวีระยังย้ำว่า “แรงงานเมียนมาพร้อมที่จะเสียภาษีให้ประเทศไทย และเต็มใจร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขอเพียงให้รัฐบาลกำหนดเอกสารหลักให้ชัดเจนเพื่อลดความสับสน”

ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ด้วย “บัตรชมพูใบเดียวจบ”

  • แรงงานเมียนมาต้องการให้ใช้ “บัตรชมพู” เพียงใบเดียวในการยืนยันตัวตน
  • การบังคับโอนเงิน 25% กลับประเทศเมียนมาสร้างความเดือนร้อนให้แรงงาน
  • ขั้นตอนการขอ “เล่มเขียว CI” มีความล่าช้าและเป็นพิธีกรรมมากเกินความจำเป็น

หากมีการพิจารณารับข้อเสนอของกลุ่ม Bright Future จริง เราก็น่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งกับแรงงานต่างด้าวและนายจ้างในประเทศไทย โดยเฉพาะการมีบทบาทในการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจและลดความไม่เท่าเทียมในขั้นตอนเอกสารพื้นฐาน

นายเทวฤทธิ์ ได้กล่าวในที่ประชุมกรรมาธิการแรงงานว่า จะนำข้อเรียกร้องนี้เสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณาอย่างรอบคอบ และย้ำว่า กรรมาธิการฯ ยึดหลักการยึดมั่นในสิทธิและสวัสดิการของแรงงานทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะสัญชาติใดตราบเท่าที่ปฏิบัติงานในประเทศไทย

พร้อมกันนี้ ข้อเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงการมองแรงงานต่างด้าวว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจใน Thailand 4.0 หากภาครัฐและภาคแรงงานสามารถสร้างนโยบายที่สอดคล้องกับความเป็นจริงได้ ต่อไปนี้ ตลาดแรงงานก็จะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ที่มา – แรงงานเมียนมาร้อง สว. โอด “เล่มเขียว CI” ภาระหนัก ขอใช้บัตรชมพูใบเดียวจบ

‘กาชาดสากล’ อุบเปิดข้อมูลหลังเยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา ยันไม่เลือกปฏิบัติ

‘กาชาดสากล’ เยี่ยม เชลยศึกกัมพูชา 18 นาย ยันยึดหลักไม่เลือกปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กเกี่ยวกับกรณีที่คณะของตนได้เดินทางเข้าเยี่ยมผู้เข้ารับการควบคุมตัว 18 คน ซึ่งเป็นเชลยศึกชาวกัมพูชา โดยสถานที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพภาคที่ 2.

จากข้อมูลที่เผยแพร่ ระบุว่า ICRC มีบทบาทสำคัญภายใต้อนุสัญญาเจนีวา ในการส่งเสริมและปกป้องกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเชลยศึกและพลเรือนที่ได้รับความคุ้มครองตามกรอบกฎหมายดังกล่าว.

เหตุผลที่ ‘กาชาดสากล’ ไม่เปิดเผยข้อมูลหลังเยี่ยมเชลยศึก

ในแถลงการณ์ คณะกรรมการกาชาดสากลเน้นย้ำถึงคุณค่าหลักที่พวกเขายึดมั่นมาอย่างยาวนาน นั่นคือ ความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และการไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ การทำงานที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ควบคุมตัวนั้น จำเป็นต้องอาศัยความไว้วางใจจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้สามารถสื่อสารและประเมินสภาพของเชลยศึกได้อย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย.

อย่างไรก็ตาม ทางองค์กรระบุอย่างชัดเจนว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลหรือผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ เพื่อเป็นการรักษาปลอดภัยทั้งสำหรับเชลยศึกเอง รวมถึงเจ้าหน้าที่ของกาชาดสากลด้วย หลักการนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งหรือสถานการณ์ละเอียดอ่อน.

หลักการของการทำงานของกาชาดสากล

  • ยึดมั่นในหลักการดำเนินการแบบลับระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  • สร้างความไว้ใจร่วมกันทั้งผู้ถูกควบคุมตัวและผู้ดูแลสถานที่
  • หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้อง

ความสำคัญของหลักการไม่เลือกปฏิบัติของ ‘กาชาดสากล’

‘กาชาดสากล’ มีตำแหน่งสำคัญในเวทีโลกในฐานะองค์กรที่ดำเนินการโดยไม่เข้าข้างฝ่ายใด และเพื่อผลประโยชน์ทางมนุษยธรรมเป็นหลัก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัว อย่างเชลยศึกชาวกัมพูชาทั้ง 18 คน จึงต้องยึดมั่นในหลักการเหล่านี้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสามารถเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนได้ตลอดเวลา.

การเข้าเยี่ยมของ ICRC เป็นไปเพื่อประเมินสภาพความเป็นอยู่ รวมไปถึงความเป็นธรรมในการปฏิบัติ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็ก ผู้หญิง หรือผู้ถูกยุทธการควบคุมอยู่ จะต้องได้รับการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรม เท่าเทียมกัน และมีความปลอดภัย.

อนาคตของความช่วยเหลือมนุษยธรรมในประเทศไทย

แม้ว่ากรณีนี้จะยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ แต่ก็ถือเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าระบบการทำงานของคณะกรรมการกาชาดสากลยังคงทำงานตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อรักษาสันติภาพและความเป็นธรรมให้กับเชลยศึก.

‘กาชาดสากล’ ยังถือเป็นสะพานเชื่อมโยงของความเข้าใจระหว่างประเทศ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้แม้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ตราบใดที่ยังคงไว้ใจได้ว่า พวกเขาจะไม่เลือกปฏิบัติใคร

ยิ่งสังคมเข้าใจหลักการนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งสนับสนุนองค์กรเหล่านี้ให้ทำภารกิจได้อย่างเต็มที่มากขึ้นเท่านั้น และเมื่อประชาชนเข้าถึงแนวทางการทำงานของ ICRC ได้ลึกซึ้ง เราจะมีโอกาสสร้างอนาคตที่ประชาชนในทุกกรณี คนทุกชาติจะได้รับความเคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน.

อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวจากองค์กรกาชาดสากล และเปิดใจให้กับการทำงานที่มีหลักการเช่นนี้ เพราะหลักการเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่าทุกคนมีคุณค่าในความเป็นมนุษย์ไม่ว่าสถานการณ์ใดก็ตาม

ที่มา – ‘กาชาดสากล’ อุบเปิดข้อมูลหลังเยี่ยม 18 เชลยศึกกัมพูชา ยันไม่เลือกปฏิบัติ

ป.ป.ช. ลุยสอบไร่เอกชนรุกที่อุทยานฯ แก่งกระจาน กว่า 4 พันไร่ พร้อมเตรียมมอบดีเอสไอเป็นคดีพิเศษ

เมื่อไม่นานมานี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการตรวจสอบและตรวจยึดไร่ของเอกชนที่บุกรุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเขตที่ราชพัสดุ ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 4,074–3–29 ไร่ บริเวณหมู่ 1 ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทเอกชนและบุคคล 15 รายถือกรรมสิทธิ์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช. ลงพื้นที่ตรวจสอบไร่เอกชนรุกที่อุทยานฯ แก่งกระจาน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 คณะเจ้าหน้าที่จาก ป.ป.ช. ภาค 7 ร่วมกับดีเอสไอ ทหาร สำนักงานธนารักษ์ ปลัดอำเภอบริเวณพื้นที่ตรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่เพื่อประชุมติดตามความคืบหน้า กรณีไร่เอกชนบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ แก่งกระจานทั้งนี้พบว่ามีการขุดดินในพื้นที่แล้วนำไปขายอีกด้วย โดยมีความเสียหายรวมมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท

เร่งดำเนินคดีพิเศษหลังตรวจพบการบุกรุก

หลังจากที่คณะเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายได้เข้าไปตรวจสอบ แต่ทางบริษัทแจ้งว่าไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ จึงจำเป็นต้องเดินทางกลับไป โดยนายจักรกฤช ต้นเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค 7 ได้ชี้แจงถึงผลการประชุมว่า มีข้อสรุปทั้งหมด 3 ประเด็นหลัก:

  • มาตรการป้องกันการขุดดินโดยมีความโปร่งใสและต้องมีการตรวจสอบจากหน่วยงานส่วนกลางเพียงแห่งเดียว
  • ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่อาจออกโดยมิชอบ เพื่อยกเลิกการถือครองที่ดินใน นส.3 ก.
  • ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว หลังพบว่ามีการบุกรุกและให้ความยินยอมในการขุดดินโดยไม่ชอบ

การทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานในการติดตามคดีพิเศษ

คณะกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งข้อสังเกตว่า อบต.หนองพลับ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการกำกับดูแลการใช้งานที่ดินในพื้นที่นี้ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ หลังพบว่ามีการรุกล้ำพื้นที่ชัดเจน จึงเตรียมนำเสนอประเด็นความละเว้นต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้เกิดความชัดเจนภายใน 1 เดือน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย เมื่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างทำงานตัดกัน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตป่าและอุทยานที่ควรได้รับการปกป้องอย่างเข้มงวด การดำเนินคดีอย่างเต็มที่เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อส่งสัญญาณเตือนเบาบางให้กับบรรดาผู้ที่มีพฤติกรรมรุกล้ำ หรือใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต

หากคุณสนใจข่าวคดีที่ดินหรือสถานการณ์ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือกฎหมายในประเทศไทย ขอแนะนำให้ติดตามข่าวสารใหม่ ๆ อย่างใกล้ชิด เพราะเหตุการณ์แบบนี้กำลังเป็นที่จับตามองในสังคม และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือแนวทางการบังคับใช้ที่ดินในระยะยาว

ที่มา – ป.ป.ช. ลุยสอบไร่เอกชนรุกที่อุทยานฯแก่งกระจาน กว่า 4 พันไร่ ดีเอสไอจ่อรับเป็นคดีพิเศษ