ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

มาแล้วจิ! มาร่วมค้นหาตัวเองกับการศึกษาต่อในสายวิทยาศาสตร์ ‘PTT GROUP STEM CAMP 2025’

มาแล้วจิ! มาร่วมค้นหาตัวเองกับการศึกษาต่อในสายวิทยาศาสตร์ ‘PTT GROUP STEM CAMP 2025’

เตรียมตัวให้พร้อม! ปตท. ได้จัดกิจกรรม PTT Group STEM Camp 2025 สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อเสริมสร้างทักษะและความรู้ในด้าน STEM ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยมีจุดประสงค์หลักในการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนทั่วประเทศในการก้าวสู่เส้นทาง STEM

การจัดกิจกรรม PTT Group STEM Camp 2025

ค่ายนี้จะจัดขึ้น 2 ครั้ง ตามกำหนดการดังต่อไปนี้:

  • ครั้งที่ 1: วันเสาร์ที่ 4 – วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2568
  • ครั้งที่ 2: วันเสาร์ที่ 11 – วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม 2568

กิจกรรมนี้เปิดรับสมัครในนามของโรงเรียน ซึ่งนักเรียนสามารถสมัครเข้าร่วมเป็นทีม ทีมละ 3 คน โดยมีครูผู้ดูแล 1 คนต่อทีม

คุณสมบัติผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม STEM Camp 2025

เพื่อให้แน่ใจว่าค่ายนี้เป็นโอกาสสำหรับนักเรียนที่เหมาะสม ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติครบตามกำหนด ดังนี้:

  • นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ตั้งแต่ ม.1 – ม.3 ในปีการศึกษา 2568 หรือเทียบเท่า (สามารถคละชั้นได้)
  • โรงเรียนที่สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ต้องส่งผู้แทนทีมละ 3 คน และครู 1 คน
  • โรงเรียนสามารถสมัครได้ทั้ง 2 รอบ โดยแต่ละรอบมีสิทธิ์ส่งได้ไม่เกิน 3 ทีม และรายชื่อนักเรียนในแต่ละทีมต้องไม่ซ้ำกันระหว่างสองรอบ แต่ครูผู้ดูแลสามารถเป็นคนเดียวกันได้หลายทีม

เปิดรับสมัครช่วงเวลาใด และติดต่ออย่างไร?

ช่วง เปิดรับสมัครคือ 1-15 สิงหาคม 2568 โดยสมัครผ่านระบบ Google Form และจะประกาศรายชื่อโรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือกทาง www.pttopl.com ในวันที่ 5 กันยายน 2568

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้โดยตรงที่:

  • โทรศัพท์: 0 2537 3961 (คุณบุญจิรา)
  • โทรศัพท์เพิ่ม: 0 2537 2468 (คุณธีระพงศ์)
  • อีเมล: [email protected]

สถานที่จัดกิจกรรม

กิจกรรม PTT Group STEM Camp 2025 จะจัดขึ้น ณ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) ซึ่งตั้งอยู่ที่ เลขที่ 999 หมู่ 1 ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง 21210

ที่นี่เป็นสถานที่ที่โดดเด่นด้านการพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่และสามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและบรรยากาศที่เหมาะกับการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง

สุดท้ายแล้ว การเข้าร่วมกิจกรรม PTT Group STEM Camp 2025 ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างทักษะด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น และจุดประกายสำหรับจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของนักวิทยาศาสตร์หรือนวัตกรในอนาคต

หากคุณหรือโรงเรียนของคุณยังไม่สมัครอย่าลืมรีบดำเนินการภายใน 15 สิงหาคม 2568 นี้ เพราะโอกาสในการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมนี้มีจำนวนจำกัด!

ที่มา – มาแล้วจิ! มาร่วมค้นหาตัวเองกับการศึกษาต่อในสายวิทยาศาสตร์ ‘PTT GROUP STEM CAMP 2025’

จีนเมินสหรัฐบีบให้หยุดซื้อน้ำมันอิหร่าน-รัสเซีย ลั่นการกดดันไม่มีทางได้ผล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ล่าสุด จีนได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการระบุชัดเจนว่า การซื้อน้ำมันจากประเทศอิหร่านและรัสเซียจะยังคงดำเนินต่อไป แม้สหรัฐจะพยายามใช้แรงกดดันทางการทูตและการเศรษฐกิจเพื่อขอร้องให้ปักกิ่งยุติการซื้อ แต่จีนยืนยันว่า การตัดสินใจของตนนั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ และไม่อนุญาตให้ประเทศอื่นเข้ามาแทรกแซงอย่างเด็ดขาด

จีนเมินสหรัฐบีบให้หยุดซื้อน้ำมันอิหร่าน-รัสเซีย ลั่นการกดดันไม่มีทางได้ผลแน่นอน

ภายหลังจากการหารือระหว่างนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กับคณะผู้แทนจีนที่นำโดยนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน สหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับการที่จีนยังคงดำเนินการค้า ซึ่งรวมถึงการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านและรัสเซียที่ยังคงต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม จีนได้ตอบกลับอย่างชัดเจนว่า การค้าระหว่างประเทศคือเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่แค่เพียงแรงกดดันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จุดยืนของจีนนั้นแสดงให้เห็นถึงการป้องกันอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติอย่างเต็มที่ ประเทศเข้าใจดีว่าการรักษาความมั่นคงทางพลังงานนั้นมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ

ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจ

ในช่วงเวลาที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกเริ่มมีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น จีนยังคงเดินหน้าต่อยอดการค้าและการลงทุนในวัตถุดิบทั่วโลก โดยเฉพาะน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่ออุตสาหกรรม และเทคโนโลยี

นอกจากนี้ สหรัฐยังชี้ให้เห็นถึงการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้ทั้งในเชิงพลเรือนและทางทหารของจีนไปยังรัสเซีย มูลค่ากว่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจถูกใช้เพื่อสนับสนุนภารกิจทางทหารในยูเครน แต่จีนให้เหตุผลว่า การค้าเหล่านี้ไม่ได้ละเมิดข้อตกลงใดของนานาชาติ และเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

จีนเมินสหรัฐบีบให้หยุดซื้อน้ำมันอิหร่าน-รัสเซีย ระบุไม่มีการทำตามแรงกดดัน

แม้ว่าความกดดันทางการเมืองจากสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นทุกขณะ แต่จีนก็ยืนยันเสียงแข็งว่าจะไม่ตัดขาดจากการบีบคั่นเศรษฐกิจในแนวทางดังกล่าว การซื้อน้ำมันจากอิหร่านและรัสเซียช่วยให้จีนสามารถรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานได้ ขณะเดียวกันก็เปิดการเจรจาและสนับสนุนการแก้ไขวิกฤตทางการทูต

นักวิเคราะห์เห็นว่าจีนกำลังสร้างสมดุลระหว่างบทบาททางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยไม่ยอมให้การเมืองระหว่างสองประเทศส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจภายใน

ท่าทีของสองประเทศยังคงตึงเครียด แต่จีนดูเหมือนจะเตรียมพร้อมทั้งทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อรับศัตรูทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นในทุกรูปแบบ หากคุณติดตามบทบาทของจีนในเวทีโลก ก็อย่าลืมสังเกตการณ์ทิศทางด้านพลังงานของจีนในอนาคต

ที่มา – จีนเมินสหรัฐบีบให้หยุดซื้อน้ำมันอิหร่าน-รัสเซีย ลั่นการกดดันไม่มีทางได้ผล

‘วันนอร์’ ชี้สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์เสนอชื่อคนชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ได้

‘วันนอร์’ ชี้สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์เสนอชื่อคนชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ได้

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเตรียมการเลือก รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 โดยชี้ว่า สภากำลังจะบรรจุระเบียบวาระดังกล่าวไว้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 7 สิงหาคม อย่างไรก็ตาม กระบวนการอาจต้องได้รับการเร่งรัดเพื่อพิจารณาเรื่องนี้เป็นลำดับแรก เนื่องจากในช่วงวันที่ 13-15 สิงหาคม จะต้องมีการพิจารณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระ 2 และ 3 ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าการทำหน้าที่ของประธานสภาจะไม่เพียงพอเพียงคนเดียว เพราะการประชุมอาจดำเนินไปทั้งกลางวันและกลางคืน

ทุก ส.ส. มีสิทธิ์เสนอชื่อตัวแทนได้

ในประเด็นเกี่ยวกับการเสนอชื่อ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 นั้น นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอย่างชัดเจนว่า ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับของรัฐสภา สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์ในการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งดังกล่าว สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับผลการลงมติว่าใครจะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกมากที่สุด

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า พรรคต่างๆ มีโอกาสเจรจากันและทำความเข้าใจก่อนวันพิจารณา เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องมาจากความร่วมมือและฉันทามติของทุกฝ่าย ไม่มีการบังคับหรือควบคุมจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ทุกอย่างก็ต้องดำเนินไปตามข้อบังคับของสภาที่กำหนดไว้เดิม

กติกาการเลือกอาจไม่ชัดเจนนัก

จากคำชี้แจงของประธานรัฐสภา ค่อนข้างชัดเจนว่าประเด็นการเลือก รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 นั้นยังไม่มีการสรุปอย่างเป็นทางการ แม้จะเริ่มมีการคาดเดาว่าผู้สมัครบางรายอาจได้รับการสนับสนุนจากหลายพรรคแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงต้องจับตารอดูบทสรุปของการประชุมในวันที่ 7 สิงหาคม ว่าจะมีการเลื่อนระเบียบวาระและพิจารณาได้อย่างไร

กรณีการพิจารณางบประมาณประเทศ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีความจำเป็นต้องแต่งตั้งรองประธานเพิ่มเติม เนื่องจากการประชุมวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ของร่างพ.ร.บ.งบประมาณนั้นมักจะใช้เวลาค่อนข้างยาว โดยเฉพาะหากมีสมาชิกออกมาอภิปรายมาก และมีการเสนอคำแปรญัตติในหลายประเด็น ซึ่งการมีรองประธานเพิ่มจะช่วยให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นและไม่กินเวลานานเกินความจำเป็น

ความคาดหวังในเสถียรภาพของกระบวนการ

ทั้งนี้ จากข้อสังเกตของนักวิเคราะห์และผู้ติดตามงานรัฐสภา มองว่า นารายการเลือก ‘วันนอร์’ ชี้สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์เสนอชื่อคนชิงเก้าอี้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ได้ จะมีผลต่อความเป็นธรรมและเสถียรภาพภายในสภา โดยเฉพาะในสภาพการเมืองที่หลากหลายในปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างวิปฝ่ายต่างๆ จะช่วยให้กระบวนการนี้เป็นไปโดยรวดเร็ว และลดความเสี่ยงเรื่องความขัดแย้งภายใน

บทสรุปและข้อควรติดตามหลังวันที่ 7 ส.ค.

ด้วยระเบียบวาระที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สมาชิกทุกคนมีเวลาในการตัดสินใจอย่างจำกัด หลายพรรคจะต้องวางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนเพื่อผลักดันตัวแทนของตน อย่างไรก็ตาม ความโปร่งใสและการรักษากระบวนการตามรัฐธรรมนูญของ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 จะเป็นตัวชี้วัดภาพรวมถึงความมั่นคงของสภาในปีนี้

สำหรับประชาชน ที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในแวดวงเทคโนโลยีและนันทนาการ เราแนะนำให้ติดตามการแถลงมติของแต่ละพรรคในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพราะอาจมีผลต่อรูปแบบของการออกเสียงและความเข้มข้นของนโยบายไม่มากก็น้อย

หากคุณอยากทราบผลลัพธ์การเลือกอย่างเป็นทางการ อย่าลืมกดติดตามไฮไลต์การประชุมในวันที่ 7 สิงหาคม และรอติดตามการประชุมใหญ่ในช่วง 13-15 สิงหาคม ที่อาจส่งผลต่อทิศทางของประเทศในปีงบประมาณถัดไป

ที่มา – ‘วันนอร์’ ชี้สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์เสนอชื่อคนชิงเก้าอี้รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ได้

‘นิพิฏฐ์’ จี้รัฐบาลเดินหน้าเอาผู้นำกัมพูชาขึ้นศาลโลก ปมสังหารคนไทย-หนูน้อยสิ้นใจในอ้อมกอด

‘นิพิฏฐ์’ เรียกร้องรัฐบาลนำผู้นำกัมพูชาเข้าสู่กระบวนการขึ้นศาลโลก

จากกรณีที่กองทัพไทยออกมาประณามการกระทำของกัมพูชาที่ปล่อยให้ศพทหารไทยเน่าเปื่อยอยู่ในพื้นที่การสู้รบ โดยถือว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและไม่มีซึ่งหลักความเป็นมนุษยธรรม สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างมาก ไม่ได้แม้แต่โอกาสกล่าวลาครั้งสุดท้าย ก็ได้ทำให้เกิดกระแสดราม่าและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมไทย

ข้อเรียกร้องชัดเจนจากนายนิพิฏฐ์

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรียกร้องรัฐบาลให้ดำเนินการอย่างหนักแน่น ด้วยการนำผู้นำกัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศหรือศาลโลก เนื่องจากเหตุสังหารพลเรือนชาวไทย

นายนิพิฏฐ์ได้แสดงความกังวลอย่างรุนแรง ข้อความของเขาเน้นย้ำว่า “การโจมตีพลเรือนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เป็นสิ่งที่ไม่มีใครยอมรับได้ สังคมโลกควรไม่ให้อภัยผู้นำที่ไม่มีซึ่งหลักมนุษยธรรม การสังหารผู้บริสุทธิ์ เหมือนกับการละเมิดกฎหมายแห่งศีลธรรมและนานาชาติ ซึ่งเราจำเป็นต้องนำเรื่องไปฟ้องดำเนินคดีต่อความผิดทางสงคราม”

เหตุผลและแรงผลักดันจากเหตุการณ์อันเจ็บปวด

สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดคงเป็นภาพของเด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ ที่ต้องสิ้นใจในอ้อมกอดของแม่หลังจากพลาดแผลนจากการสู้รบของประเทศเพื่อนบ้าน นายนิพิฏฐ์ได้กล่าวว่า “เด็กควรเติบโตอย่างปลอดภัย มีพลชีพ ไม่ใช่ตายในร้านสะดวกซื้อแบบนี้ พวกเขาควรมีโอกาสที่ถูกพรากไปกับกฎหมายระหว่างประเทศที่ถูกทำลาย”

  • คดีดังกล่าวมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ไทยต้องใช้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
  • ประชาชนควรติดตามนโยบายและการตอบสนองจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

อีกทั้งนายนิพิฏฐ์ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเราไม่เรียกร้องความยุติธรรมในทางตรง สังคมระหว่างประเทศก็อาจลืมความเจ็บช้ำนี้ไป แม้จะมีเครื่องมือทางการทูตหลากหลาย แต่การนำผู้เกี่ยวข้องขึ้นศาลโลก ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยมีความเด็ดขาดในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของพลเมือง

บทบาทของประชาชนในเรื่องนี้สำคัญมาก

แม้นักการเมืองหลายคนยังเฉยเมย แต่นิพิฏฐ์อินทรสมบัติได้เปิดไม่รอช้า เขียนหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องการใช้ภาวะผู้นำที่แท้จริงในการแก้ปมใหญ่นี้ ทั้งการปกป้องประชาราษฎรและการใช้วิธีกดดันผ่านช่องทางนานาชาติ

หากนี่เป็นเพียงการเล่าข่าวและไม่มีการดำเนินการจริงจากรัฐบาล อาจต้องปล่อย同样是ให้เป็นบทเรียนไม่ลืมของลูกหลาน และต้องเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ของประเทศสองชาติ อนาคตจะรัฐบาลทำตามที่ถูกเรียกร้องหรือไม่ เพื่อส่งต่อความหวังให้แก่ประชาชน ก็ต้องจับตาให้ดี

ที่มา – ‘นิพิฏฐ์’ จี้รัฐบาลเดินหน้าเอาผู้นำกัมพูชาขึ้นศาลโลก ปมสังหารคนไทย-หนูน้อยสิ้นใจในอ้อมกอด

อ.ศรีธาตุ ร่วมบริจาคสิ่งของช่วยเหลือทหาร-ประชาชนแนวชายแดน

อ.ศรีธาตุ ร่วมบริจาคสิ่งของช่วยเหลือทหาร-ประชาชนแนวชายแดน

เมื่อเร็วๆ นี้ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี ได้เกิดกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีนายทรงพล ประดิษฐ์ด้วง นายอำเภอศรีธาตุ นำหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ อส. ร่วมกันขนสิ่งของบริจาคที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ร่วมสมทบทั้งหมดขึ้นรถบรรทุก เพื่อนำไปส่งต่อให้กับทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน

กิจกรรมบริจาคของอำเภอศรีธาตุ

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาแบบรุนแรงระหว่างวันที่ 24-30 กรกฎาคม 2568 อ.ศรีธาตุ ได้เปิดรับบริจาคสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและทหารที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว พี่น้องชาว อ.ศรีธาตุ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยนำสิ่งของหลากหลายชนิดมาร่วมบริจาค เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ลำบากได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง

โดยสิ่งของที่บริจาคไปประกอบไปด้วย เสื่อ ยากันยุง ผ้าอนามัย สบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน หมอน ผ้าห่ม น้ำดื่ม ข้าวสาร และ อาหารแห้ง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยบำรุงขวัญและสนับสนุนการใช้ชีวิตในพื้นที่ประสบภัย

ความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่

จากการเปิดรับบริจาคของ อ.ศรีธาตุ พบว่าประชาชนทั่วไปและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นต่างก็ตื่นตัวและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ มีการทยอยนำสิ่งของมามากมาย เพื่อเติมเต็มความต้องการในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องประสบกับปัญหาความปลอดภัยและการใช้ชีวิตในภาวะวิกฤตตามแนวชายแดน

ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ อส. หรืออาสาสมัครท้องถิ่น ต่างก็ร่วมกันจัดระเบียบและขนย้ายสิ่งของเข้าสู่รถบรรทุกอย่างร่วมมือร่วมใจ เพื่อแน่ใจว่าสิ่งของทุกชิ้นจะถูกส่งไปอย่างเร็วที่สุด

สิ่งของบริจาคถ่ายทอดพลังจาก อ.ศรีธาตุไปยังแนวชายแดน

การขนส่งสิ่งของครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงของใช้เท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานของความห่วงใยจากพี่น้องชาว อ.ศรีธาตุ ที่ทอดยาวไปถึงทหารผู้เฝ้ายามตามแนวชายแดน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ

กิจกรรมเช่นนี้สะท้อนถึงน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทิ้งกันแม้ในยามวิกฤต และยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างความสามัคคีและความเป็นพลังแห่งความร่วมมือ

ช่วยกันเป็นกำลังสำคัญในเวลาที่ยากลำบาก

หากยามปกติ อ.ศรีธาตุอาจจะเป็นพื้นที่หนึ่งที่ผู้คนไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ทว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ สิ่งที่เราเห็นคือการรวมพลังที่ยอดเยี่ยมของชุมชนที่ไม่เพิกเฉยต่อความยากลำบากของเพื่อนร่วมชาติ

  • การบริจาคแสดงถึงจิตสำนึกของประชาชน
  • เชื่อมโยงท้องถิ่นเข้ากับแนวหน้าชุมชนชายแดน
  • หนุนเสริมขวัญและกำลังใจให้กับทหารชายแดน

ร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนคนที่รับความเสี่ยง

การช่วยเหลือจาก อ.ศรีธาตุ อาจสร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายพื้นที่ได้ไม่มากก็น้อย การส่งมอบสิ่งของจำเป็นเป็นสิ่งที่ช่วยได้จริง แทนคำขอบคุณที่อาจไม่ได้พูดออกมา แต่เราทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของประเทศ ไม่ว่าจะผ่านหน้าจอโทรศัพท์หรือฟังข่าว ขอเชิญชวนให้ร่วมบริจาคตามพื้นที่ที่เปิดรับ หรือแสดงความห่วงใยผ่านการแบ่งปันข่าวสารไปยังกลุ่มคนอื่นๆ สังคมที่เข้มแข็ง เริ่มจากพลังเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลา

ที่มา – อ.ศรีธาตุ ร่วมบริจาคสิ่งของช่วยเหลือทหาร-ประชาชนแนวชายแดน

สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช ลุยอุตสาหกรรมเภสัชกรรมด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยสู่ปีที่ 40

สวัสดีทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีมาแบ่งปันเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวสุดฮ็อตของวงการธุรกิจไทย ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษสำหรับคนรักเทคโนโลยีและนวัตกรรม สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านแป้งมันสำปะหลังดัดแปรชั้นนำ กำลังลุยขยายอาณาจักรสู่อุตสาหกรรมเภสัชกรรมด้วยแผนการณ์ใหม่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่!

รายงานล่าสุดจากกลุ่มบริษัท เอสเอ็มเอส กรุ๊ป เปิดเผยว่าพวกเขามุ่งเน้นพัฒนาสารช่วยทางเภสัชกรรมผ่านนวัตกรรมขั้นสูง ถือเป็นการเดินหน้าขยายธุรกิจที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ 40 ปีแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน ที่ไม่เพียงสร้างผลงานด้านการผลิตแป้งมันคุณภาพระดับโลก แต่ยังเดินเคียงคู่สังคมด้วยโครงการคืนกำไรให้ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช ลุยอุตสาหกรรมเภสัชกรรมด้วยนวัตกรรมเพื่ออนาคตที่แข็งแกร่ง

ก้าวสำคัญครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มไลน์ผลิตใหม่ แต่คือ การต่อยอดงานวิจัย ที่ช่วยเพิ่มมูลค่ามันสำปะหลังไทยให้เข้าสู่ตลาดระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรหลักของประเทศ โดยในรอบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พิสูจน์แล้วว่า ‘การลงทุนในเทคโนโลยี’ คือหัวใจของความสำเร็จ วันนี้พวกเขาไม่หยุดพัฒนา! แม้จะเป็นผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรรายใหญ่ที่สุดของไทย แต่ยังทุ่มไม่อั้นสร้างโซนผลิตสารเภสัชกรรมเพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่ที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพสูงจากธรรมชาติ

แต่ที่น่าทึ่งกว่าคือการผนวกรวม ความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่กับการเติบโต ฉลองครบรอบ 40 ปีด้วยโครงการ ‘มอบของขวัญคืนสู่สังคมและชุมชน’ เดินสายมอบเครื่องใช้ไฟฟ้ากว่า 100 ชิ้น ให้โรงเรียน โรงพยาบาล และวัดใน 3 จังหวัดคือปทุมธานี ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ เพื่อสนับสนุนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมสร้างความยั่งยืนให้คนท้องถิ่น

ทำไมนวัตกรรม ‘แป้งมันสำปะหลัง’ ถึงกลายเป็นดาวเด่นของอุตสาหกรรม

หลายคนอาจสงสัยว่า ‘แป้งมันสำปะหลัง’ ธรรมดาๆ จะไปเกี่ยวอะไรกับวงการยาได้ เริ่มจากวัตถุดิบชีวภาพคือคำตอบ! สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช ใช้เทคโนโลยี Modified Starch Engineering แปลงมันสำปะหลังให้เป็นสารสำคัญทางเภสัชกรรมที่ใช้ใน

  • ผลิตเม็ดยาแบบ Controlled release
  • ฐานสารเคลือบแคปซูล
  • ส่วนผสมในเครื่องสำอางค์ออร์แกนิก

ที่ขาดไม่ได้คือการวิจัยร่วมกับนักเภสัชศาสตร์ไทย ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกได้แบบชนิดที่คู่แข่งต้องจับตามอง!

กิจกรรมมอบเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ชุมชน

เมื่อนวัตกรรมไทยเจอกับความต้องการโลก สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช ไม่ใช่แค่ผู้ส่งออกแป้งรายใหญ่ แต่ยังเป็นผู้ริเริ่ม เม็ดพลาสติกชีวภาพจากมันสำปะหลัง ซึ่งตัดปัญหาพลาสติกไม่ย่อยสลายได้จริง! ด้วยกำลังผลิตรวม 400,000 ตัน/ปี จาก 3 โรงงาน พวกเขาแสดงให้เห็นว่าไทยสามารถเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมชีวภาพระดับเอเชียได้ไม่ใช่แค่ฝัน

สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับตัวในยุคดิจิทัล ผ่านการใช้ AI วิเคราะห์คุณสมบัติแป้งให้แม่นยำ + IoT ควบคุมคุณภาพการผลิตแบบ Real-time ทำให้ได้สินค้าที่ปรับสูตรเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละอุตสาหกรรม แสดงถึงความ ล้ำสมัย ที่ไม่เคยมีมาก่อนในธุรกิจวัตถุดิบการเกษตร

ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากมันสำปะหลัง

สิ่งที่นักลงทุนควรจับตา คือการที่ สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช ลุยอุตสาหกรรมเภสัชกรรมด้วยนวัตกรรม กำลังเปิดทางให้กับ Agri-Tech Startup ไทยรายเล็กๆ ให้เห็นโอกาสใหม่! ไม่ใช่แค่ผลิตแป้งขาย แต่คือการแปลงโฉมเกษตรกรรมไทยสู่ระบบ Value Chain แบบครบวงจร ที่ต่อไปอาจเห็นสตาร์ทอัพสายชีวภาพร่วมมือกับ SMS Group พัฒนาผลิตภัณฑ์รักษามะเร็งจากสารสกัดมันสำปะหลังก็เป็นได้

ในยุคที่ ESG (Environmental, Social, Governance) เป็นหัวใจหลัก ความสำเร็จของพวกเขาคือเครื่องพิสูจน์ให้ทุกภาคส่วนเห็นว่า ‘การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน’ ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่เป็น กลยุทธ์รอดตาย ของภาคการผลิตไทย! ตัวอย่างเช่น ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร 30% ผ่านการส่งเสริมวิธีปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์ และใช้ระบบ Blockchain ติดตามแหล่งที่มาของวัตถุดิบ

ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจเทคโนโลยีสีเขียว นี่คือบทเรียนว่า ‘การเชื่อมโยงเกษตรกรรมกับนวัตกรรม’ คือโอกาสทองที่รออยู่ อยากให้ธุรกิจไทยไปได้ไกลขึ้น? ต้องสนับสนุนการลงทุนใน R&D แบบบริษัทสายนี้! สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช ลุยอุตสาหกรรมเภสัชกรรมด้วยนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงส่งออกสินค้า แต่คือการส่งออก ‘ภูมิปัญญาไทย’ ที่ปรับปรุงด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

ส่องอนาคต 3 ปีข้างหน้า คุณคาดการณ์ได้เลยว่า แป้งมันสำปะหลังดัดแปร จะถูกรวมในสูตรยาต้านมะเร็งและวัคซีน รวมถึงเป็นส่วนผสมหลักในเครื่องสำอางแบรนด์ดัง ด้วยคุณสมบั้มปลอดสารพิษที่ผ่านการควบคุมคุณภาพระดับสากล นี่คือยุคที่ ‘วัฒนธรรมการกินมันสำปะหลัง’ ของไทย ถูกแปลงเป็น ‘ธุรกิจสุขภาพระดับโลก’ ได้จริง!

มาส่งกำลังใจให้การเดินทาง 40 ปีครั้งนี้ด้วยการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุดิบไทยกัน! มีนวัตกรรมดีๆ ที่คุณอาจไม่รู้ว่า ทุกครั้งที่คุณบริโภคยาเม็ดหรือใช้ครีมบำรุงผิว อาจมีส่วนผสมจากมันสำปะหลังคุณภาพจากจังหวัดชัยภูมิซ่อนอยู่ก็ได้ เป็นกำลังใจให้ไทยเดินหน้าอย่างมั่นคงด้วย สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช ลุยอุตสาหกรรมเภสัชกรรมด้วยนวัตกรรม ที่ไม่หยุดนิ่ง

ที่มา – ‘สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช’ ลุยอุตฯเภสัชด้วยนวัตกรรม

ฟลอริดาเตือนประชาชนอย่าดื่ม “นมดิบ” หลัง 21 คนล้มป่วยจากแบคทีเรีย “อีโคไล”

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐฟลอริดาในสหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศเตือนประชาชนเกี่ยวกับการบริโภคนมดิบอย่างจริงจัง หลังพบผู้ป่วยอย่างน้อย 21 ราย โดยมีสาเหตุมาจากการดื่มนมดิบที่ปนเปื้อนด้วยแบคทีเรียอันตรายอย่าง อีโคไล และ แคมไพโลแบคเตอร์ ซึ่งมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นไตวาย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี

ฟลอริดาเตือนประชาชนอย่าดื่ม “นมดิบ” กับสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง

จากรายงานระบุว่า ผู้ป่วย 6 คนในจำนวนนี้ เป็นเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี และมีอย่างน้อย 7 คนจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ส่งผลให้ทางสำนักงานสาธารณสุขรัฐฟลอริดา ต้องออกมาตรการรักษาความปลอดภัยของอาหารและเตือนประชาชนไม่ให้บริโภคน้ำนมดิบจากฟาร์มในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือและตอนกลางของรัฐเป็นการชั่วคราว

แบคทีเรียอีโคไล ถือเป็นอันตรายที่แฝงอยู่ในอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก ซึ่งอาจนำไปสู่อาการท้องร่วง ปวดท้อง อาเจียน หรือแม้กระทั่งภาวะไตวายเฉียบพลันที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับเด็กเล็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

กฎหมายฟลอริดากับการขาย “นมดิบ”

ถึงแม้ว่ากฎหมายด้านสาธารณสุขและอาหารในรัฐฟลอริดา อนุญาตให้จำหน่ายนมดิบได้ แต่มีเเงื่อนไขชัดเจนว่าเป็นการใช้เพื่อการเลี้ยงสัตว์เท่านั้น ดังนั้นภาชนะบรรจุนมที่ขายจึงต้องมีป้ายกำกับว่า “สำหรับบริโภคโดยสัตว์เท่านั้น” อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกลุ่มผู้บริโภคที่เลือกที่จะนำนมดิบนี้มารับประทานเอง แม้จะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมาก

  • อาการที่พบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ท้องร่วงรุนแรง
  • อาเจียน
  • ปวดท้องบ่อย
  • ในบางกรณีรุนแรงถึงขั้นไตวาย

กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ มีคำเตือนออกมานานแล้วเกี่ยวกับความเสี่ยงในการบริโภขนมดิบ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น โรคไข้หวัดนก แต่ดูเหมือนว่าคำเตือนบางส่วนยังไม่สามารถหยุดพฤติกรรมเสี่ยงของคนบางกลุ่มได้ ยิ่งไปกว่านั้น รมว.กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐคนปัจจุบัน อย่างนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ กลับเป็นผู้สนับสนุนการบริโภคนมดิบ

ความเสี่ยงที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ด้วยความระมัดระวัง

จากเหตุการณ์นี้ เราจึงเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มาสด จากธรรมชาติ เช่น นมดิบ จากฟาร์มต่าง ๆ ทางที่ดีที่สุดควรงดการบริโภคนมดิบโดยเด็ดขาด หรือหากยังอยากดื่ม คุณควรเลือกดื่มผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพาสเจอไรซ์แล้ว เพื่อป้องกันแบคทีเรียอีโคไลหรือเชื้อโรคอื่น ๆ ที่แฝงมาในนม

คำแนะนำสุดท้าย: หากคุณหรือบุคคลในครอบครัวมีอาการผิดปกติหลังบริโภคนมดิบ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และบอกแพทย์ว่าคุณอาจได้รับเชื้อแบคทีเรียจากนมดิบ

ที่มา – ฟลอริดาเตือนประชาชนอย่าดื่ม “นมดิบ” หลัง 21 คนล้มป่วยจากแบคทีเรีย “อีโคไล”

MONEY EXPO 2025 KORAT จัดเต็ม! งานมหกรรมการเงินโคราช ครั้งที่ 19

MONEY EXPO 2025 KORAT จัดเต็ม! พบกับมหกรรมการเงินโคราช ครั้งที่ 19 ที่ครบครันที่สุด

เตรียมพบกับงานมหกรรมการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโคราชในปี 2568 กับ MONEY EXPO 2025 KORAT ครั้งที่ 19 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ โคราช โดยงานนี้มีแนวคิดหลักคือ “Resilient Wealth การสร้างความมั่งคั่งทางการเงินแบบยืดหยุ่นเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งเหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการวางแผนการเงินแบบสร้างสรรค์ตามโลกเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทำไมต้องจัดที่โคราช?

จากข้อมูลสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง พบว่า GPP ของจังหวัดยอดพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 343,510 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2567 โดยเพิ่มขึ้นกว่า 8,038 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของจังหวัดที่เป็นจุดหมายสำคัญสำหรับการจัดงานมหกรรมการเงินโคราช ครั้งที่ 19

จุดเน้นของ MONEY EXPO 2025 KORAT

ภายในงานMONEY EXPO 2025 KORAT ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับโซนบริการการเงินจากองค์กรชั้นนำ ทั้งธนาคาร บริษัทประกัน และสถาบันการเงินต่างๆ ที่มารวมกันในที่เดียว เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์และบริการเกี่ยวกับการออม การลงทุน และการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

  • เปิดตัวบริการใหม่ที่เหมาะกับเศรษฐกิจยุคใหม่
  • สัมมนาเรื่องการลงทุนอย่างชาญฉลาด
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนการเงินระยะยาว

ประชาชนภาคอีสานจะได้ประโยชน์อะไร?

นอกจากโซนธุรกรรมทางการเงินสนใจแล้ว งานยังเน้นการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะประชากรในภาคอีสานตอนล่าง ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่141,404 บาทต่อปี ที่มีโอกาสพัฒนาความเข้าใจเรื่องการลงทุนที่ยืดหยุ่น เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกอย่างไม่หยุดนิ่ง

สาวกการเงินและนักลงทุนทุกระดับไม่ควรพลาด เพราะ MONEY EXPO 2025 KORAT ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะเรียนรู้และลงมือจัดการในกระเป๋าเงินของคุณให้แข็งแรง พร้อมรับทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์อย่างยืดหยุ่น

การคาดการณ์การเติบโตจากปีก่อน

จากการจัดงานครั้งที่ 18 เมื่อปีที่ผ่านมาเราได้รับเงินธุรกรรมรวมกว่า 5,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปฏิเสธไม่ได้ถึงความสำเร็จของงาน และในปีนี้ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ กระตุ้นการออม และการลงทุนในพื้นที่อย่างจริงจัง

MONEY EXPO 2025 KORAT จัดเต็ม! งานมหกรรมการเงินโคราช ครั้งที่ 19 คือจุดนัดพบสำคัญของคนรักการวางแผนการเงิน พบทั้งแรงบันดาลใจและเครื่องมือที่ครบครัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน

ลงทะเบียนล่วงหน้าได้แล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อครั้งที่คุณไม่พลาดทุกข้อมูลสำคัญ และใช้โอกาสนี้วางแผนการเงินคู่ชีวิตอย่างสร้างสรรค์

ที่มา – MONEY EXPO 2025 KORAT จัดเต็ม! งานมหกรรมการเงินโคราช ครั้งที่ 19

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 7.88 จุด คาดรับแรงหนุนจากหุ้นเดลต้า

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าเปิดเพิ่มขึ้น 7.88 จุด ซึ่งดัชนีหุ้นเช้านี้เปิดที่ระดับ 1,237.28 จุด พร้อมมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 2,342.57 ล้านบาท โดยมีข่าวคาดการณ์ว่าหุ้นเดลต้ากลับมาเป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้กับตลาดอีกครั้ง

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 7.88 จุด คาดรับแรงหนุนจากหุ้นเดลต้า

ตามรายงานจาก บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแคบ หรือเรียกว่า "แกว่งตัวไซด์เวย์" ในระยะสั้น โดยคาดการณ์ว่าตลาดจะกลับมาทดสอบจุดสำคัญที่ระดับ 1228-1230 จุด หากสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จะมีโอกาสดีดกลับเป็นบวกอีกครั้งในช่วงระยะสั้น

แนวโน้มการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทย

  • เปิดตลาดเช้านี้ที่ 1,237.28 จุด เพิ่มขึ้น 7.88 จุด
  • การซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท
  • ให้จับตาการทดสอบจุดสำคัญที่ 1228-1230 จุด

ในขณะเดียวกันนักวิเคราะห์มองว่า หากปัจจัยหนุนจากหุ้นเดลต้ายังคงเข้มแข็ง และนักลงทุนสถาบันเริ่มเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับตลาดหุ้นในระยะกลางถึงยาว รอบนี้ ดัชนีหุ้นเช้านี้อาจกำลังปรับฐานเพื่อเตรียมตัววิ่งขึ้นต่อ ซึ่งนักลงทุนที่ติดตามตลาดควรสังเกตระดับ 1235-1240 จุด ถือเป็นแนวต้านสำคัญที่อาจทดสอบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

สถานการณ์ Fund Flow และข้อแนะนำ

หลังจากที่ตลาดมีสัญญาณของ Fund Flow ไหลกลับเข้ามา ทำให้บรรยากาศการลงทุนกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2.6 พันล้านบาท ซึ่งช่วยหนุนให้หุ้นหลายตัวดีดตัวขึ้นในช่วงแรกของการซื้อขาย

สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ติดตามข่าวหุ้นเดลต้าหรือหุ้นสาย tech และ lifestyle ที่เรามักนำเสนอผ่านบทความและบทวิเคราะห์ นี่เป็นโอกาสที่ดีในการติดตามหุ้นจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น หุ้น DELTA ที่โดดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยีและผลประกอบการ

แนวทางการลงทุนในหุ้นเช้านี้เปิดบวก 7.88 จุด คาดรับแรงหนุนจากหุ้นเดลต้า

หลังดัชนีหุ้นเช้านี้เปิดบวก 7.88 จุด เราแนะนำให้ติดตามหุ้น กลุ่ม DELTA เนื่องจากหุ้นตัวนี้มีความแข็งแกร่งในระยะสั้นและเป็นหนึ่งในหุ้นนำของตลาดที่มักจะเป็นตัวขับเคลื่อนทิศทางโดยรวม

นักลงทุนรายย่อยควรเริ่มต้นด้วยการศึกษาแนวโน้มตลาด ติดตามระดับแนวรับที่อยู่ที่ 1210/1200 จุด รวมถึงจับตาดูแรงซื้อในช่วงต้นและการเคลื่อนไหวของ Fund Flow เพื่อประเมินความมั่นใจในการตัดสินใจลงทุน

สรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันนี้

นักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวน แม้หุ้นเช้านี้จะเปิดบวก แต่ยังคงอยู่ในการปรับตัว โดยให้ติดตามกลุ่ม DELTA อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นหุ้นที่มีบทบาทสำคัญตลอดการลงทุนในช่วงตลาดไม่แน่นอน หากนักลงทุนเตรียมตัวอย่างดีย่อมไม่ตกขบวนการวิ่งขึ้นของตลาด ในช่วงต่อไป

ทิ้งท้ายด้วยสิ่งที่น่าจับตามองในครึ่งปีหลัง

ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 หลายตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และหุ้นเช้านี้เปิดบวกเป็นเครื่องหมายแห่งความหวัง เราเชื่อว่า DELTA ไม่เพียงแต่จะรับหน้าที่หนุนหุ้นรายวันในบางช่วงไปอีกหลายครั้ง แต่ยังเป็นหุ้นที่นักติดตามเทคโนโลยีควรให้ความสำคัญ เพื่อไม่ให้พลาดทุกปัจจัยเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อบทลงทุน

สำหรับบทความวิเคราะห์ล่าสุดอยู่เสมอ — เรายังคงอัพเดตข่าวในแวดวง entertainment และ tech ที่คอหุ้นไม่ควรพลาด! ที่มา – หุ้นเช้านี้เปิดบวก 7.88 จุด คาดรับแรงหนุนจากหุ้นเดลต้า

รองพ่อเมืองสุพรรณฯ ประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานและปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีพลุระเบิด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย วัดโพธิ์ท่าทราย ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี นายกองเอก เชษฐา ขาวประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อสรุปผลการปฏิบัติงาน และประกาศปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีพลุระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว

สรุปการประชุมและปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีพลุระเบิด

ในการประชุมครั้งนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมทั้งหมด 38 หน่วยงาน ซึ่งประกอบไปด้วย ตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี สำนักงาน ปภ. สาธารณสุขจังหวัด หน่วยงานระดับจังหวัดและอำเภอ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และ อปท. อีกหลายส่วน โดยภารกิจหลักในการประชุมครั้งนี้คือการรับทราบรายงานผลการพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลของผู้เสียชีวิตทั้ง 9 ราย จากนั้นจึงอำนวยความสะดวกให้กับญาติของผู้เสียชีวิตในการรับร่างกลับไปเพื่อดำเนินพิธีทางศาสนาอย่างสมเกียรติ

รับมือเหตุฉุกเฉินและการพิสูจน์ผู้เสียชีวิต

ที่ผ่านมา ศูนย์ประสานงานได้ทำงานอย่างหนักและเข้มข้นในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ซึ่งรวมเป็นเวลา 6 วัน โดยระหว่างนั้นได้มีการจัดการช่วยเหลือเยียวยาทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเบื้องต้น โดยมีหลายองค์กรเข้ามาร่วมให้การสนับสนุน รวมถึงศูนย์รับบริจาคจากกระทรวง พม. เหล่ากาชาด มูลนิธิบรรหาร แจ่มใส และหน่วยงานอื่น ๆ ที่สำคัญ ที่ช่วยกันระดมทรัพยากรและเงินทุนรวมกว่า 1 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือครอบครัวของผู้ประสบภัย

การส่งมอบหน้าที่ให้กับศูนย์ปฏิบัติการเทศบาลตำบลบ้านโพธิ์

หลังจากปิดศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว พบว่ามีครอบครัวของผู้เสียชีวิตอีกหลายรายที่ยังต้องการการสนับสนุนต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลเด็ก เยาวชน วัยแรงงาน ผู้สูงอายุ และคนพิการรวมในครอบครัวแห่งความสูญเสียนี้ จึงมีการส่งไม้ต่อให้ เทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ เป็นหน่วยดำเนินการหลักในช่วงต่อไป

การกระจายความรับผิดชอบอย่างเป็นระบบ

เพื่อให้การดูแลประชาชนในพื้นที่ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและการดำเนินช่วยเหลือแบบไม่ขาดช่วง ศูนย์ปฏิบัติการได้จัดให้มีการติดต่อประสานงานโดยตรงได้ที่หัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ ผ่านเบอร์โทรศัพท์มือถือ 090-040-4569 โดยมีกลุ่มหนุนทั้งจากทีม พม. หนึ่งเดียว มูลนิธิ และองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ยังคงติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

แผนการฟื้นฟูครอบครัวผู้ประสบภัยระยะสั้นและกลาง

ภายหลังจากรับผลการพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลจากทางตำรวจ พบว่า ครอบครัวผู้เสียชีวิตมีสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจำนวน 24 ราย ได้แก่ เด็กและเยาวชน 11 ราย วัยแรงงาน 8 ราย ผู้สูงอายุ 4 ราย และคนพิการอีก 1 ราย โดยจังหวัดสุพรรณบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้วางแผนการรับมือทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง จนถึงระยะยาว ภายใต้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้ครอบครัวเหล่านี้มีโอกาสฟื้นตัวและดำเนินชีวิตต่อไปได้

บทบาทและความสำคัญของเครือข่ายการช่วยเหลือ

องค์กรและภาคีเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์นี้ ได้แก่

  • กระทรวง พม.
  • เหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี
  • มูลนิธิบรรหารแจ่มใส
  • วัดพระลอย
  • สโมสรโรตารีสุพรรณิการ์
  • กลุ่มหลักเมือง
  • และบริษัทชมเดือนคอมเพล็กซ์ จำกัด

แต่ละองค์กรทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อเพื่อบริการและเยียวยาให้ใช้ชีวิตต่อได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในระยะฟื้นฟู ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาและก้าวผ่านทั้งความเจ็บปวดและปัญหาทางเศรษฐกิจ

บทสรุปและบทเรียนจากเหตุการณ์พลุระเบิดวัดโพธิ์ท่าทราย

กรณีพลุระเบิดที่วัดโพธิ์ท่าทราย ตำบลบ้านโพธิ์ ถือเป็นบทเรียนสำคัญด้านความปลอดภัย เมื่อเกิดเหตุทุกคนต้องเตรียมมาตรการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการปิดศูนย์ในระยะแรก และการส่งต่อผู้รับผิดชอบต่อให้หน่วยงานหลักหลังเหตุ อย่าลืมติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการเพื่ออัปเดตรายละเอียดในการช่วยเหลือได้อย่างทันเวลา

หากคุณมีข้อมูลหรืออยากมีส่วนร่วมในโครงการฟื้นฟู สามารถติดต่อตรงได้ที่เทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ หรือหาเข้าร่วมบริจาคผ่านช่องทางของ กระทรวง พม. และ มูลนิธิบรรหารแจ่มใส เพื่อร่วมเป็นสะพานบุญให้กับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

ที่มา – รองพ่อเมืองสุพรรณฯ ประชุมสรุปผลการปฏิบัติงาน และปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย กรณีพลุระเบิด