ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หนุ่มใหญ่หายจากบ้าน 3 วัน เจอเป็นศพมัดมือ-เท้า-ปาก บนยอดเขา ตร.เร่งคลี่ปมตาย

หนุ่มใหญ่หายจากบ้าน 3 วัน เจอเป็นศพมัดมือ-เท้า-ปาก บนยอดเขา

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สลดใจขึ้น เมื่อชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลหนองปรือ อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง พบศพของชายคนหนึ่งในสภาพน่ากลัว โดยถูกมัดมือ มัดเท้า รวมถึงมัดปากไว้ อยู่ในป่ารกทึบใกล้สวนยางพารา พบว่าผู้เสียชีวิตคือนายวีรธร อายุ 48 ปี ซึ่งหายตัวไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม โดยลักษณะของศพและสภาพแวดล้อมชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ จึงกลายเป็นที่สนใจของสังคมและความเคลียดขวัญของคนในพื้นที่ทันที

เรื่องราวสุดสะเทือนขวัญจากธรรมชาติ

หลังจากได้รับแจ้งเหตุ ตำรวจ สภ.รัษฎา พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์ตรัง ได้ไปยังจุดเกิดเหตุทันที เหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผยหลังจากชาวบ้านขึ้นไปเก็บขี้ยางพารา และได้กลิ่นเน่าเหม็นออกมาจากป่า แต่เนื่องจากความกลัว จึงไม่กล้าเข้าไปดูใกล้ๆ แต่รีบแจ้งผู้นำชุมชนและการช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัย

เมื่อตรวจพบร่างผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่พบว่าถูกมัดทั้งมือ ขา ปาก อีกทั้งยังพบรถจักรยานยนต์ Honda Wave สีดำ ล้มอยู่บริเวณพงหญ้าใกล้เคียง ทำให้การสูญเสียของครอบครัวกับประเด็นการหายตัวไป 3 วัน เป็นเรื่องที่ชวนสงสัย ถึงสาเหตุที่แท้จริง

ความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการคลี่คลายคดี

ขณะนี้กำลังมีการสอบสวนหานิรายน์กันอย่างเต็มที่ หลังจากพบว่านายวีรธรหายออกจากบ้านไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม โดยมีชาวบ้านระบุว่ามีคนมารับเขาออกไป หลังสิ้นเสียงรถ ผู้คนต่างสงสัยแต่ไม่คาดคิดว่าจะกลายเป็นหนุ่มใหญ่หายจากบ้าน 3 วัน เจอเป็นศพมัดมือ-เท้า-ปาก บนยอดเขาที่ต่อมาเจ้าหน้าที่เห็นพ้องว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 4 วัน

บทสรุปที่ยังมีคำถามค้างเติ่ง

ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดถึงปมฆาตกรรมในคดีนี้ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของหนุ่มใหญ่หายจากบ้าน 3 วัน เจอเป็นศพมัดมือ-เท้า-ปาก บนยอดเขาอาจต้องรอผลการชันสูตรจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ เพื่อความชัดเจน ทั้งนี้ครอบครัวและชาวบ้านไม่ต้องการให้เกิดคดีแบบนี้ซ้ำอีกในพื้นที่

หากคุณติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของคดีอุกอาจเหล่านี้ ควรอัปเดตจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้าง

ที่มา – หนุ่มใหญ่หายจากบ้าน 3 วัน เจอเป็นศพมัดมือ-เท้า-ปาก บนยอดเขา ตร.เร่งคลี่ปมตาย

เขมรหวั่นถูกยึดที่ทำกิน กลับประเทศกว่า 2 หมื่นคน ที่จุดผ่านแดนบ้านแหลม-จันทบุรี

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม จ.จันทบุรี เมื่อมีแรงงานชาวกัมพูชาจำนวนกว่า 2 หมื่นคนเดินทางมารอข้ามแดนกลับบ้านเกิดจำนวนมาก ท่ามกลางกระแสข่าวว่ารัฐบาลกัมพูชาออกมาตรการระบุว่าประชาชนที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย หากไม่รีบกลับประเทศภายในกำหนด จะมีการยึดที่ดินทำกินเข้ารัฐ ทำให้แรงงานเหล่านี้เกิดความกังวลและเตรียมตัวเดินทางกลับตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่

เขมรหวั่นถูกยึดที่ทำกิน – การกลับประเทศที่หนาแน่นที่สุดในรอบหลายเดือน

สถานการณ์ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี มีรายงานว่าช่วงเช้าวันที่ 5 สิงหาคม มีแรงงานชาวกัมพูชา许久กันมารอคิวอย่างหนาแน่น เพื่อเตรียมตัวเดินทางข้ามกลับไปยังประเทศบ้านเกิด โดยสาเหตุหลักมาจากการที่ทางการกัมพูชาได้มีประกาศชัดเจนเกี่ยวกับการยึดที่ดิน หากประชาชนไม่กลับไปทำตามกระบวนการใดๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศของตนเอง

หลายคนถึงกับพากันนำลูกเล็กเด็กแดงมารอตั้งแต่ยังไม่เปิดให้บริการ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสการข้ามแดน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แรงงานชาวกัมพูชามีความกังวลเกี่ยวกับข่าวลือที่ว่าจะสูญเสียพื้นที่ในการดำรงชีวิตหากไม่รีบกลับประเทศตามกระแสที่เกิดขึ้น

มาตรการตรวจเข้มของไทยยังไม่ผ่อนคลาย

ด้านเจ้าหน้าที่ไทยยังคงดำเนินมาตรการตรวจเข้ม โดยยังปิดประตูใหญ่และเปิดเฉพาะประตูเล็กสำหรับการเดินทางเข้า-ออกเพียงอย่างเดียว โดยกำหนดเวลาเปิดปิดอยู่ที่ 09.00 – 15.00 น. สอดคล้องกับการระมัดระวังและติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยมีกำลังพลจากหลายฝ่ายลงไปประจำการ รวมถึงทหารพราน กองทัพเรือ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จนท.ฝ่ายปกครอง รวมถึงชาวบ้านที่ร่วมมือกันช่วยสอดส่องดูแลให้เกิดความเรียบร้อยเต็มพื้นที่

แรงงานเขมรกับการปรับตัวทางเศรษฐกิจและกฎหมาย

สำหรับแรงงานข้ามชาติที่มักต้องพึ่งพาการหางานทำในประเทศไทยแล้วนั้น การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายในประเทศต้นทางย่อมส่งผลกระทบอย่างมาก ทุกการประกาศจึงก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบรับอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะกังวลเรื่องที่ดินทำกิน หรือความมั่นใจต่อชีวิตในไทยที่ไม่มั่นคงพอให้ประจำอยู่

สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นบทสะท้อนของแรงงานข้ามชาติ ความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ การขยับตัวของกฎหมาย และการเดินทางเพื่อความอยู่รอด การติดตามข่าวสารจึงไม่ควรหยุดนิ่ง เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ในมุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สำหรับผู้อ่าน เราขอแนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะแนวโน้มนี้ย่อมมีผลต่อทั้งตลาดแรงงานและการค้าระหว่างประเทศ

หากคุณเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมแวดล้อม การรับรู้ข่าวสารทันเวลาพร้อมวิเคราะห์ให้ครบถ้วน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเดี๋ยวนี้

ติดตามข่าวสารสถานการณ์แรงงานข้ามชาติด้วยความรอบคอบ

  • ตรวจสอบข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
  • รับฟังประกาศอย่างเป็นทางการก่อนตัดสินใจใดๆ
  • เตรียมเอกสารให้พร้อม หากต้องเดินทางอย่างกะทันหัน

การอัปเดตข่าวประจำวันสามารถช่วยได้มากทั้งในแง่ของความปลอดภัยและโอกาสในการทำงาน

ที่มา – ‘เขมร’ หวั่นถูกยึดที่ทำกิน โร่กลับประเทศกว่า 2 หมื่นคน แน่นจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม-จันทบุรี

เสร็จแล้ว 4-8 เลน ทล.24 ผ่านโคราช สะดวกทางหลาง ปิดจ็อบ 1,139 ล้าน เชื่อมอีสาน-สปป.ลาว-เขมร

ทล.24 ผ่านโคราช ขยายเลนเพิ่มเป็น 4-8 เลน ด้านประสิทธิภาพทางหลวง

“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานข่าวประชาสัมพันธ์จาก กรมทางหลวง (ทล.) ที่ได้ออกมาเผยความคืบหน้าของโครงการทางหลวงหมายเลข 24 (ทล.24) สายแยกปักธงชัย – แยกโชคชัย ตอนกม.39+500 ถึง กม.51+350 ในพื้นที่ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีการลงทุนไปกว่า 1,139 ล้านบาท และดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ตามแผน พร้อมส่งมอบงานเรียบร้อยแล้ว เพื่อเพิ่มศักยภาพของการคมนาคมในพื้นที่

ผ่านโคราช เสริมโครงข่ายคมนาคมขนส่งภาคอีสาน

สำหรับโครงการ เสร็จแล้ว 4-8 เลน ทล.24 ผ่านโคราช สะดวกทางหลาง ปิดจ็อบ 1,139 ล้าน เชื่อมอีสาน-สปป.ลาว-เขมร ทางหลวงหมายเลข 24 หรือที่เรียกคุ้นเคยกันในชื่อ ถนนสีคิ้ว – อุบลราชธานี นั้นนับเป็นโครงข่ายคมนาคมสำคัญที่เชื่อมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว ผ่านช่องเม็กที่จังหวัดอุบลราชธานี และกัมพูชาที่ด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์

การขยายถนนในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเดิมมีเพียง 2 ช่องทางจราจร แต่หลังเสร็จสมบูรณ์เพิ่มเป็นมาตรฐาน 4 ช่องจราจร และขยายเป็น 8 ช่องจราจรในช่วงบางตอน เพื่อรองรับปริมาณรถยนต์ให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจการท่องเที่ยวในภาคอีสาน ความสำเร็จของโครงการนี้จะช่วยให้การเดินทางระหว่างจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้านสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากขึ้น

โครงการนี้ดำเนินงานโดย สำนักก่อสร้างทางที่ 2 ภายใต้การกำกับดูแลของกรมทางหลวงโดยตรง ใช้เวลาสร้างตามแผนงานที่กำหนดไว้ ปิดจ็อบในระยะเวลาที่เหมาะสม และเมื่อพร้อมเปิดใช้งาน จะสามารถช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดที่เคยเกิดขึ้นบริเวณแยกวัดโบสถ์ แยกลำตะคอง รวมถึงช่วงเข้าตัวเมืองโคราชโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน

ทล.24 เสริมเศรษฐกิจและเชื่อมภูมิภาค

สำหรับทางหลวง ทล.24 เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมไทย-ลาว-กัมพูชา โดยโครงสร้างทางหลังขยายจากโคราชมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ระบบขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศและการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน

โครงการก่อสร้างถนนทล.24 เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาโครงข่ายถนนแห่งชาติ ระยะที่ 2 เพื่อเชื่อมโยง transport networks ให้เชื่อมประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต่อไปจะเป็นรากฐานสำคัญของ bilaterals trade route ที่เป็นทางเดินเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน

นับเป็นการลงทุนที่สำคัญ เพราะเมื่อทางหลวง 24 ที่ผ่านโคราชเสร็จสมบูรณ์ จะส่งผลดีทั้งเรื่องการกระจายความแออัดของระบบทางหลวงเดิม การเดินทางระหว่างจังหวัด และลดต้นทุนการขนส่งสินค้าในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้อย่างชัดเจน

  • งบประมาณลงทุนรวม 1,139 ล้านบาท
  • ระยะทางที่ก่อสร้าง 11.850 กิโลเมตร
  • ขยายเป็น 4-8 ช่องตรงจุดที่ต้องการ

ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีของนโยบายพัฒนาระบบขนส่งสินค้าและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางผ่านนครราชสีมาที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงทั้งอีสานตอนล่างและประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว และกัมพูชา ซึ่งคาดการณ์ว่าจะส่งผลต่อการเติบโตของภาคธุรกิจและการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ

หากคุณติดตามแผนพัฒนาระบบคมนาคมของกรมทางหลวง น่าสนใจว่าแนวโน้มต่อไปในทศวรรษหน้าจะมุ่งเน้นที่การสร้างทางเลี่ยงเมือง รองรับนักท่องเที่ยว และเปิดเส้นทาง export-import ที่เพิ่มขึ้นอีกมาก โดยโครงการถนน 24 นี้สามารถการันตีว่า เสร็จแล้ว 4-8 เลน ทล.24 ผ่านโคราช พร้อมใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเอื้อต่อการเชื่อมโยงกับลำน้ำโขงและตลาดประเทศในแม่น้ำโขงเช่น สปป.ลาว และกัมพูชา

บทสรุป: อนาคตใหม่ของการขนส่งอีสาน

หลังจากการก่อสร้างและขยายช่องทางของ ทล.24 ผ่านโคราช เสร็จสมบูรณ์ ปัญหาการเดินทางหนักในพื้นที่จะได้รับการบรรเทา ช่วยลดเวลาในการเข้าออกเมือง และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ถนน โดยเฉพาะระหว่างพื้นที่ทางหลวงสายเศรษฐกิจสำคัญอย่างนครราชสีมา, อุบลราชธานี, สุรินทร์ ที่กำลังจะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากโครงสร้างใหม่นี้

สำหรับประชาชนที่มีแผนเดินทางผ่านเส้นทาง ทล.24 หรืออยากใช้เส้นทางนี้เพื่อเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว หรือกัมพูชา คงต้องจับตามองการใช้งานจริงในช่วงข้างหน้า โดยทางกรมทางหลวงยืนยันว่าถนนทล.24 ได้รับการออกแบบให้รองรับการจราจรและระบบขนส่งในระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างแน่นอน

การลงทุนที่สำคัญนี้นำโดยการวางแผนวิศวกรรมที่มีคุณภาพ ทลายข้อจำกัดของถนนเดิม และมอบทางเลือกใหม่ในการเดินทางให้แก่นักธุรกิจ นักเดินทาง รวมถึงชาวโคราชที่ต้องประสบกับปัญหาทางหลวงตั้งแต่เมื่อก่อน ซึ่ง เส้นทางใหม่สัญญาไว้ว่าจะเปลี่ยนอนาคตการเดินทางในเขตล้านนาอีสาน ไปในทางที่ดีขึ้น

หลังจากนี้เราอาจเห็นแนวทางทำนองเดียวกันขยายไปยังเส้นทางอื่นๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาการจราจรด้านประชากร เช่น ทางหลวงสาย 2 และสาย 12 หน้าที่ของเทคโนโลยีอัจฉริยะและเครือข่าย Smart Highway คงมาพร้อมระบบช่วยการเดินทางทางไกลที่ต้องลดอุบัติเหตุด้วย

หากคุณรับฟังข่าวเพิ่มเติม คุณจะเห็นได้ว่าโครงการประเภทนี้แม้จะใช้เวลาและทุนสูง แต่ให้ผลลัพธ์ที่ลงตัวกับการพัฒนาระดับชาติ โดยเฉพาะในจุดเปลี่ยนถ่ายขนส่งสำคัญอย่างโคราชและอีสานที่ไทยต้องพึ่งพาในการเชื่อมร้อยกับเพื่อนบ้านประเทศชายแดน

ที่มา – เสร็จแล้ว4-8เลนทล.24ผ่านโคราชสะดวกทางหลางปิดจ็อบ1,139ล้านเชื่อมอีสาน-สปป.ลาว-เขมร

‘สมศักดิ์’ สั่งแจกหน้ากาก N95 ดูแลประชาชนและเจ้าหน้าที่ชายแดน ป้องกันกลิ่นซากศพ

การแจกหน้ากาก N95 โดยกระทรวงสาธารณสุขดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา

ตามที่เกิดเหตุการณ์ซากศพทหารกัมพูชายังบริเวณชายแดน ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นรบกวนการใช้ชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขอย่าง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ในเวลา 09.45 น. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ถึงมาตรการป้องกันที่รัฐบาลออกมา ซึ่งประกอบด้วยการแจก หน้ากาก N95 โดยกรมอนามัยและกรมควบคุมโรค เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทหารและผู้ลี้ภัยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

N95 ช่วยป้องกันกลิ่นได้จริงหรือ?

แม้ว่า ‘สมศักดิ์’ สั่งกรมอนามัย-กรมควบคุมโรค แจกหน้ากาก N95 ดูแลประชาชน-เจ้าหน้าที่ชายแดน จะฟังดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่จากคำชี้แจงของนายสมศักดิ์ ระบุว่า สารเคมีที่เกิดจากการเน่าเสียของศพไม่ใช่เชื้อโรค แต่ส่งผลต่อบรรยากาศ ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ หรือรบกวนผู้ที่ไวต่อกลิ่น โดยหน้ากาก N95 ที่มีประสิทธิภาพสูงในการกรองอากาศสามารถช่วยลดผลกระทบเหล่านี้ได้มากทีเดียว

นอกจากหน้ากาก N95 ยังมีการแนะนำให้ใช้ สเปรย์ดับกลิ่น เพื่อช่วยลดการรบกวนจากกลิ่นเน่าเหม็น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ามีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก สตรีมีครรภ์ หรือผู้สูงอายุ เพื่อให้ได้รับการปกป้องสูงสุด

  • แจกหน้ากาก N95 ให้ทหารและผู้อพยพ
  • สารหอมหืนจากซากศพไม่ใช่เชื้อโรค แต่รบกวนสุขภาพโดยรวม
  • หนุนใช้น้ำยาสเปรย์ดับกลิ่นร่วมกับการสวมหน้ากาก

มาตรการยับยั้งผลกระทบสิ่งแวดล้อมชายแดน

หนึ่งในความท้าทายคือ การไม่สามารถเข้าไปจัดการซากศพในพื้นที่ของกัมพูชาได้โดยตรง ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุข มีบทบาทสำคัญในการดูแลประชาชนและเจ้าหน้าที่ชายแดนไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม ‘สมศักดิ์’ สั่งกรมอนามัย-กรมควบคุมโรค แจกหน้ากาก N95 ดูแลประชาชน-เจ้าหน้าที่ชายแดน นี้ยังไม่พบการระบาดของโรคอื่น ๆ ที่น่าเป็นห่วง ซึ่งทางกระทรวงได้เฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

สรุปว่าผู้อพยพยังไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน ตามข้อกำหนดด้านความมั่นคงและมาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมและลดความเสี่ยงที่อาจจะบานปลายได้

หากคุณอยู่บริเวณชายแดน หรือมีแผนเดินทางผ่านพื้นที่ภาคตะวันออก ควรเตรียมอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากาก N95 รวมทั้งติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานรัฐ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัว

ที่มา: dailynews.co.th

การไฟฟ้า-อรัญประเทศ เก็บอุปกรณ์สายส่งไฟฟ้าทั้งหมด หลังไทยยกเลิกสัญญาขายไฟให้กัมพูชา

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานว่าเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 4 สิงหาคม เวลาประมาณหนึ่ง ทาง พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการ ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา ได้สั่งการให้ ร.อ.อาคม มงคลนำ ผู้บังคับการกองร้อยที่ 1201 ร่วมกับ นายทวีศักดิ์ เกิดทรัพย์ ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาอรัญประเทศ และเจ้าหน้าที่จากส่วนปฏิบัติการ ลงพื้นที่เพื่อดำเนินการตัดกระแสไฟฟ้า จำนวน 2 วงจร เพื่อทำการหยุดการส่งไฟฟ้าไปยังเมืองปอยเปตของประเทศกัมพูชา โดยพื้นที่ที่ดำเนินการตั้งอยู่บริเวณด่านพรมแดนถาวรบ้านคลองลึก – ปอยเปต อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

พื้นที่ดำเนินการตัดไฟฟ้าทั้งสองจุดในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา

  • จุดที่ 1: บริเวณหน้าห้างสตาร์พลาซ่า บ้านคลองลึก ตำบลอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
  • จุดที่ 2: ภายในสถานีรถไฟด่านพรมแดนบ้านคลองลึก พิกัด TA 349116 บ้านคลองลึก ตำบลอรัญประเทศ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

จากข้อมูลก่อนหน้านี้ ประเทศกัมพูชาเคยมีการตัดวงจรสายส่งไฟฟ้าของฝั่งไทยแล้ว โดยเฉพาะบริเวณสะพานมิตรภาพกัมพูชา-ไทย ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ที่ทางการกัมพูชาตัดสินใจงดใช้พลังงานไฟฟ้าจากประเทศไทย แน่นอนว่าการไฟฟ้า-อรัญประเทศได้เริ่มเห็นปัญหาการใช้กระแสไฟฟ้าข้ามแดนที่ไม่มีเสถียรภาพ ก่อให้เกิดกระแสไฟตกในพื้นที่ปอยเปต และชุมชนใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบจากการไฟฟ้าหยุดส่งไฟข้ามประเทศ

ประชาชนชาวเมืองปอยเปตจำเป็นต้องหันมาใช้เครื่องปั่นไฟฟ้าเพื่อแก้ปัญหาการไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน เครื่องปั่นไฟมักส่งเสียงดังรบกวนผู้อาศัย และก่อให้เกิดความไม่สะดวกต่างๆ อย่างชัดเจน

การไฟฟ้าฝ่ายไทยจึงได้ตัดสินใจเข้าเก็บอุปกรณ์สายส่งไฟฟ้าทั้งหมดภายในบริเวณชายแดน ประกอบกับมีนโยบายจากทางรัฐบาล ในการยุติการขายไฟฟ้าให้กับประเทศกัมพูชาอย่างเด็ดขาด โดยเจ้าหน้าที่เข้าไปถอดสายไฟที่ใช้ในการเชื่อมต่อกระแสน้ำไฟ, ตู้วัดมิเตอร์ไฟ รวมถึงอุปกรณ์สายส่งทั้งหมด เหลือเพียงแค่สายไฟเปลือยที่ไม่สามารถนำกระแสไฟฟ้าไปใช้งานในฝั่งกัมพูชาได้อีกต่อไป

ทำไมการเลิกสัญญาส่งไฟถึงมีความสำคัญต่อการไฟฟ้า-อรัญประเทศ?

การไฟฟ้า-อรัญประเทศมองว่าการตัดสัญญาในครั้งนี้เป็นนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและนโยบายการจัดการพลังงานในระยะยาว หลังจากที่กัมพูชาเริ่มมีการหยุดใช้ไฟฟ้าก่อนก็เหมือนเป็นการเปิดแนวทางให้ไทยปรับนโยบายเหมือนกัน มาตรการในครั้งนี้ยังช่วยให้การบริหารจัดการไฟฟ้าภายในประเทศมีประสิทธิภาพและลดความซับซ้อนระหว่างดำเนินการร่วมกับต่างประเทศ

อนาคตของการนำเข้า-ส่งออกไฟฟ้าในอาเซียน

ความเห็นของเราคือ การไฟฟ้า-อรัญประเทศและประเทศไทยควรมีการวางแผนการส่งไฟฟ้าให้โปร่งใสและเห็นผลประโยชน์ที่ชัดเจนในระยะยาว ไม่ใช่แค่เพียงปฏิกิริยาตอบโต้หรือความร่วมมือที่ไม่มีกลไกสนับสนุน เรายังมองว่าในอนาคต การส่งไฟฟ้าระหว่างประเทศอาเซียนยังคงมีความจำเป็นเพื่อเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงาน โดยเฉพาะเมื่อการขยับตัวของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจต้องอาศัยพันธมิตรที่สามารถพึ่งพาได้

เรื่องนี้อาจเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการวางแผนเครือข่ายการส่งไฟฟ้าระหว่างประเทศครั้งต่อไป การไฟฟ้า-อรัญประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมมีบทบาทสำคัญในการรักษากรอบมาตรฐานพลังงานในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ‘การไฟฟ้า-อรัญประเทศ’ เข้าเก็บอุปกรณ์สายส่งไฟฟ้าทั้งหมด หลัง ‘ไทย’ เลิกสัญญาขายไฟให้ ‘เขมร’

Bitkub Exchange และ Bitkub Academy ประกาศความร่วมมือ HAEDAL แพลตฟอร์ม DeFi ชั้นนำบนเครือข่าย Sui

Bitkub Exchange และ Bitkub Academy ประกาศความร่วมมือ HAEDAL แพลตฟอร์ม DeFi ชั้นนำบนเครือข่าย Sui

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Bitkub Exchange และ Bitkub Academy กับ HAEDAL แพลตฟอร์ม DeFi ชั้นนำบนเครือข่าย Sui โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับความรู้และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการทำธุรกรรม Liquid Staking ให้กับผู้ใช้งานในประเทศไทย

HAEDAL คืออะไร?

HAEDAL เป็นแพลตฟอร์ม Liquid Staking ที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศของ Sui blockchain โดยมีมูลค่า Total Value Locked (TVL) กว่า 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลของตนไปใช้ Staking โดยไม่สูญเสียสภาพคล่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางหลักของ DeFi ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในทั่วโลก

เป้าหมายของการร่วมมือ

ความร่วมมือนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างโอกาสในการลงทุนเท่านั้น แต่เป็นการสร้างแหล่งความรู้ที่มั่นคงมีประสิทธิภาพเพื่อชุมชน Web3 และนักพัฒนาในไทย โดยเฉพาะการทำความเข้าใจ Liquid Staking ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่เพียงได้รับผลตอบแทนจากการ Staking แต่ยังสามารถนำโทเคนที่ถูกล็อกไปใช้ต่อยอดได้ในระบบนิเวศ DeFi ด้วย

  • ขยายแหล่งการศึกษาด้าน DeFi และ Liquid Staking ให้กับคนไทย
  • สร้างความมั่นใจในการลงทุนแบบกระจายศูนย์ ด้วยข้อมูลเชิงลึก
  • เตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตของระบบนิเวศ Sui ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คำพูดจากผู้บริหาร

คุณสุชาติ ภวสิริพร ซีอีโอของ Bitkub Lab ได้กล่าวว่า “การร่วมมือกับ HAEDAL ในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการสร้างโอกาสการเรียนรู้ในเรื่องของ Liquid Staking และ DeFi ในไทยได้อย่างครอบคลุม เนื่องจาก HAEDAL เป็นแพลตฟอร์มที่มีพื้นฐานมั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่องในระบบนิเวศ Sui”

คุณอรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ซีอีโอของ Bitkub Online กล่าวว่า “Bitkub Exchange ตระหนักดีถึงความสำคัญของ DeFi และการทำธุรกรรมที่กระจายศูนย์ เราเชื่อว่าความร่วมมือกับ HAEDAL จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการให้การศึกษาที่โปร่งใสและปลอดภัย ให้กับผู้ใช้งานในไทย”

คุณ Luke Shi ผู้ร่วมก่อตั้ง HAEDAL Protocol ยังได้กล่าวเสริมว่า: “เราเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเติบโตของระบบนิเวศ Web3 อย่างมาก การร่วมมือกับ Bitkub ในครั้งนี้จึงช่วยให้เราสามารถนำความรู้จากประสบการณ์ระดับนานาชาติ มาสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับชุมชนในไทย”

บทสรุปและคำแนะนำ

นี่ถือเป็นข่าวใหญ่ไม่เพียงแค่ชุมชนคริปโตในไทย แต่ยังเป็นสัญญาณชี้นำว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของ เศรษฐกิจดิจิทัล และการเงินแบบกระจายศูนย์ การศึกษาจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืน

หากคุณสนใจในโลกของ DeFi และ Liquid Staking อย่าลืมติดตามเว็บสัมมนาและบทความที่ Bitkub Academy จะเตรียมพร้อมเผยแพร่เพื่ออธิบายขั้นตอนการทำ Staking และวิธีการใช้งาน DeFi สำหรับผู้เริ่มต้นและผู้เชี่ยวชาญ”

คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

อย่าลืมติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจาก Bitkub Academy เพื่อเข้าใจระบบนิเวศของ Sui และโอกาสใหม่ในโลกของ Liquid Staking

ที่มา – Bitkub Exchange และ Bitkub Academy ประกาศความร่วมมือ HAEDAL แพลตฟอร์ม DeFi ชั้นนำบนเครือข่าย Sui

ไตรศุลีเรียกร้องรัฐบาลเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่อประชาชนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานตอนใต้ เช่น จังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเยียวยาและจัดสรรงบประมาณอย่างเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน

ไตรศุลีเรียกร้องรัฐบาลเร่งเยียวยาประชาชนแนวชายแดน

เหตุการณ์รบกวนในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชาไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย แต่ยังส่งผลทางด้านเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการรายย่อย แม่ค้าพ่อค้าทั่วไปที่จำเป็นต้องปิดกิจการระหว่างที่ยังไม่ประกาศว่าพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่ต้องเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยภายในศูนย์อพยพ

ไตรศุลีเน้นว่า ขณะนี้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากทั้งในเรื่องของรายได้ บ้านถูกทำลาย และได้รับผลกระทบทางจิตใจ แต่จนถึงขณะนี้ยังมีการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเป็นระบบหรือชัดเจนไม่มากพอ แม้แต่ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันที่ได้รับลูกหลงจากการยิงระเบิดที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งกลายเป็นข่าวระดับโลก ยังต้องเดินทางร้องขอช่วยเหลือเอง ซึ่งเป็นสัญญาณชี้ว่าระบบการเยียวยาไม่มีความพร้อมเพียงพอ

ความเร่งด่วนที่ไม่ควรถูกเพิกราษฎร

น.ส.ไตรศุลีแสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งว่า ประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนอาจถูกมองข้ามหรือถูกทอดทิ้งไปจากมาตรการเยียวยาของรัฐ ทั้งที่พวกเขาคือกลุ่มคนที่อยู่แนวหน้าในการประสบกับผลกระทบโดยตรง ลงทุนและลงแรงดูแลพื้นที่ พร้อมทั้งยังต้องอยู่กับความไม่สงบ ขาดโอกาสในรายได้และที่พึ่งระยะสั้นจากภาครัฐ

มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังเหตุการณ์

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ ไตรศุลีได้เสนอให้รัฐบาลกำหนดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนหลังเหตุการณ์คลี่คลาย เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคงทางด้านจิตใจและเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และพิจารณาเบี้ยเลี้ยงหรือเงินชดเชยตามกรณีของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจต้องมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อประมวลข้อมูลและจัดสรรทรัพยากรให้แก่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

บทบาทของภาครัฐและหน่วยงานต้องเพิ่มขึ้น

การจัดการและเยียวยาประชาชนอพยพ จำเป็นต้องรวดเร็วและเป็นระบบ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจลุกลามไม่แค่ทางเศรษฐกิจ แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ควรเร่งด่วน เช่นเดียวกับคดีสำคัญทางการเมืองหรือการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ ไตรศุลีกล่าวทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะปล่อยให้ประชาชนต้องดิ้นรนด้วยตัวเองในยามวิกฤต รัฐต้องแสดงบทบาทในการดูแลประชาชนอย่างจริงจังและทั่วถึง”

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะหันมาดูแลกลุ่มประชาชนชายแดนอย่างจริงจัง และไม่ปล่อยให้พวกเขาต้องเผชิญกับวิกฤตโดยลำพัง ด้วยความเป็นห่วงในฐานะคนไทยด้วยกัน เราจึงอยากให้รัฐบาลนำเสนอนโยบายแก้ไขอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และทั่วถึง เพื่อคืนความมั่นคงทางเศรษฐกิจและจิตใจให้แก่ผู้คนในพื้นที่

หากคุณเห็นว่าประเด็นนี้สำคัญและควรมีการติดตามมากขึ้น อย่าลืมแชร์ประเด็นนี้เพื่อกระจายเสียงให้ถึงรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้พวกเขาเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการช่วยเหลือประชาชนแนวชายแดน ทั้งกลุ่มผู้ลี้ภัย ผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้ที่อยู่กลุ่มเสี่ยงจาการช่วยดูแลทั่วทั้งชุมชน

กลุ่ม ปตท. ชวนคุณสร้างรอยยิ้มให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด

กลุ่ม ปตท. ชวนคุณสร้างรอยยิ้มให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงที่เกษตรกรไทยเผชิญกับปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ กลุ่ม ปตท. ร่วมกับ กรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินหน้าสนับสนุนนโยบายของรัฐในการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ กลุ่ม ปตท. ชวนคุณสร้างรอยยิ้มให้เกษตรกร ซึ่งไม่เพียงช่วยลดปัญหาความเหลือเฟือของผลผลิต แต่ยังเป็นโอกาสให้เกษตรกรได้มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าตรงสู่ผู้บริโภค

ปตท. ร่วมสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรไทย

โครงการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกษตรกรจากหลายพื้นที่ได้พบกับโอกาสใหม่ในการสร้างรายได้ ลดการพึ่งพาตลาดกลางและช่องทางการขายแบบเดิม ๆ ที่มักส่งผลให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดในช่วงฤดูกาล harvest โดยในช่วงระหว่างวันที่ 29 – 30 กรกฎาคม 2568 เกษตรกรจากจังหวัดลำพูน ได้นำเสนอกิจกรรมที่สนุกกับ ลำไยคุณภาพเยี่ยม จากจังหวัดลำพูน มะพร้าวน้ำหอมจากราชบุรี และผักผลไม้นานาชนิดจากนครปฐมและเพชรบุรี ณ โถงอาคาร C บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์

ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เข้าร่วมงานและเยี่ยมชมกิจกรรมเพื่อให้กำลังใจแก่เกษตรกรโดยตรง

เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรแสดงผลงาน

นอกจากจะเป็นเพียงการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรได้แสดงผลิตภัณฑ์ของตัวเองแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังมีบทบาทเป็นพันธมิตรรับซื้อผลผลิตราคาเป็นธรรม เพื่อนำไปส่งต่อให้กับเครือข่ายต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สถานดูแลผู้สูงอายุ รวมไปถึงลูกค้าสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล การทำงานร่วมกันดังกล่าวไม่เพียงช่วยเกษตรกรในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางกลไกที่ยั่งยืนสำหรับอนาคต

การซื้อผลผลิตโดยตรงกับเกษตรกรช่วยลดต้นทุนต่างๆ ทั้งยังส่งเสริมให้เกิดช่องทางการตลาดใหม่ ซึ่งน่าจะส่งเสริมให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองมากขึ้นและสามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy) ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สร้างรอยยิ้มให้เกษตรกรยังไงให้ยั่งยืน?

แนวคิด “กลุ่ม ปตท. ชวนคุณสร้างรอยยิ้มให้เกษตรกร” เป็นมากกว่าการตลาด กินในด้านการสร้างการรับรู้ เกี่ยวกับบทบาทของธุรกิจร่วมแก้ปัญหาด้านสังคมไทย ในขณะเดียวกัน เหล่านี้ยังเป็นบทบาทที่แสดงให้เห็นถึง เป้าหมายของ ปตท.ใน “แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย” และมุ่งสู่การเติบโตในระดับโลก

  • ผล่วยยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย
  • annabinช่องทางขายผลผลิตในช่วงล้นตลาด
  • กระชับความสัมพันธ์กับกระจายอยู่รายทาง

ตัวอย่างของการมีส่วนร่วมที่แท้จริง

การมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของ ปตท. นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นบริษัทที่ไม่เพียงมุ่งมั่นสร้างกำไร แต่ยังดูแลผู้คนรอบข้างและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย ความมั่นคงในห่วงโซ่อาหารเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญ และการที่องค์กรขนาดใหญ่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาย่อมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล

ด้วยผู้สนับสนุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ชัดเจน การบรรเทาความเสี่ยงออนไลกับเกษตรกรจึงดูเป็นไปได้มากขึ้น ทั้งยังส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจชาติในระยะยาว

คุณก็มีส่วนร่วมได้ใน กลุ่ม ปตท. ชวนคุณสร้างรอยยิ้มให้เกษตรกร

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้บริโภคที่ใส่ใจสังคม หรือสนใจผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรไทยในฤดูกาล เช่น ในสถานีบริการน้ำมันของ ปตท.จะมีการจำหน่ายลำไยและมะพร้าวน้ำหอมจากท้องถิ่น การเลือกซื้อและสนับสนุนสินค้าเหล่านี้ก็ทำให้คุณเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรอยยิ้มให้เกษตรกรโดยตรง และยังช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในท้องถิ่นอีกด้วย

กลุ่ม ปตท. ไม่เพียงแค่ระดมช่วยเหลือในช่วงล้นผลผลิต แต่ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับสังคมไทยอย่างแท้จริง ผ่านกิจกรรมเช่นนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า องค์กรธุรกิจสามารถเป็นมากกว่าการทำธุรกรรม แต่ยังสร้างคุณค่าให้มนุษย์และธรรมชาติควบคู่กัน

ที่มา – กลุ่ม ปตท. ชวนคุณสร้างรอยยิ้มให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด

‘ภูมิธรรม’ นำถกครม. รัฐมนตรีลาประชุม ‘อิ๊งค์’ ลาด้วย

‘ภูมิธรรม’ นำถกครม. รัฐมนตรีลาประชุม ‘อิ๊งค์’ ลาด้วย

เมื่อเช้าวันที่ 5 สิงหาคม เวลาประมาณ 10:00 น. ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ได้มีการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการ โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

บรรยากาศการประชุมครม. เมื่อวันที่ 5 ส.ค.

ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากการประชุมที่ดำเนินไปอย่างเรียบร้อยแล้ว ยังมีประเด็นน่าสนใจคือ รัฐมนตรีจำนวน 2 ท่านที่แจ้งลาการประชุม ได้แก่ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ‘อิ๊งค์’ และนายอรรถกร ศิริลัทธิยากร ที่รับหน้าที่ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับท่านนายอรรถกรนั้น มีภารกิจสำคัญในการลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงฤดูฝนนี้

การประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ของสมาชิกครม.

นอกจากนี้ยังมีรัฐมนตรีอีก 2 ท่านที่เข้าร่วมการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งช่วยให้สามารถปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ต่าง ๆ ได้พร้อมกับการประชุม ได้แก่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม และนายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์

พล.อ.ณัฐพล ได้เดินทางมายังจังหวัดนครนายก เพื่อร่วมงานวันสถาปนาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าครบรอบ 138 ปี ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พบปะศิษย์เก่ารุ่นที่ 31 อีกครั้ง

การประชุมผ่านเทคโนโลยีเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการนำนวัตกรรมด้านดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือในบริหารราชการอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่ทันสมัย และยืดหยุ่น

บทบาทสำคัญของ ‘ภูมิธรรม’ ในครม.

นับเป็นโอกาสดีสำหรับพล.อ.ณัฐพล ที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการหารือผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ภายใต้การนำของ ‘ภูมิธรรม’ นำถกครม. ที่ยังคงรักษามาตรฐานของงานอย่างดีเยี่ยมในทุกประเด็นที่ได้นำเสนอ

โพลิติกแบบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่น แต่ยังคงประสิทธิภาพของรัฐบาลในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะเมื่อต้องเคยว่างงานเพื่อปฏิบัติภารกิจที่ภายนอก แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมได้ผ่านเทคโนโลยี

สรุป: การประชุมครม. ที่สมดุลระหว่างภารกิจและความรับผิดชอบ

แม้ว่ามีรัฐมนตรีบางท่านต้องลาหรือใช้ระบบวิดีโอในการเข้าร่วม แต่บรรยากาศการประชุมโดยรวมยังคงดำเนินไปอย่างเป็นไปตามแผน โดย ‘ภูมิธรรม’ เป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนอย่างมั่นคง

อีกทั้งนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ ช่วยให้การบริหารราชการไม่หยุดชะงัก แม้ในสถานการณ์ที่มีการจำกัดด้านสถานที่หรือเวลา

นับเป็นบทสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงที่นำมาซึ่งความสะดวกและประสิทธิภาพในรูปแบบใหม่ โดยยังคงไว้ซึ่งหลักการบริหารอย่างเข้มแข็ง

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’นำถกครม.รัฐมนตรีลาประชุม ‘อิ๊งค์’ลาด้วย

‘วราวุธ’ เผย พม. เตรียมมอบกายอุปกรณ์ ช่วยเหลือคนพิการนครปฐม

‘วราวุธ’ เผย พม. เตรียมมอบกายอุปกรณ์ ช่วยเหลือคนพิการนครปฐม

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ทางกระทรวงจะจัดพิธีมอบกายอุปกรณ์ให้กับ คนพิการในจังหวัดนครปฐม เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2567

ความสำคัญของกายอุปกรณ์สำหรับคนพิการ

โครงการมอบกายอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือคนพิการในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการเข้าถึงและช่วยเหลือกลุ่มคนที่ด้อยโอกาส โดยมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือแก่ คนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายรวมถึงคนพิการทางสายตา ที่มีรายได้น้อยและไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการหรือสิทธิต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่

อีกทั้ง กายอุปกรณ์ที่มอบจะถูกเลือกให้เหมาะสมกับสภาพความพิการของแต่ละบุคคล ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเท่าเทียม และดำรงชีวิตด้วยความมั่นใจในความเป็นอิสระ

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ร่วมมือกับหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายคนพิการในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ จนสามารถดำเนินการมอบกายอุปกรณ์ให้กลุ่มเป้าหมายได้แล้วรวมทั้งหมด 59,588 คน และสำหรับในจังหวัดนครปฐมเอง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครปฐมได้มอบรถเข็นนั่ง รถสามล้อชนิดมือโยก และไม้เท้าขาว ให้แก่คนพิการไปแล้ว 908 คน

เตรียมเปิดบ้านพักเด็กและครอบครัวที่นครปฐม

นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังได้กล่าวถึงโครงการสำคัญอีกหนึ่งโครงการของกรมกิจการเด็กและเยาวชน ซึ่งจะปล่อยให้บริการอาคารบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครปฐมแห่งใหม่ โดยจะเปิดในวันเดียวกันกับพิธีมอบกายอุปกรณ์ เพื่อยกระดับการให้บริการในการช่วยเหลือเด็ก เยาวชน และครอบครัวที่ประสบความวิกฤต

บ้านพักแห่งนี้ นอกจากจะเป็นหน่วยงานภายใต้กรมกิจการเด็กและเยาวชน และเป็นหน่วยรับเด็กและครอบครัวตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แล้ว ยังถือเป็นกลไกสำคัญของศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) อีกทั้งหลังจาก 17 ปีที่ต้องใช้สถานที่เช่าในการดำเนินงาน ได้มีการสร้างอาคารถาวรเพื่อรองรับการทำงานเชิงบูรณาการแบบ 24 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที

การร่วมมือสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านการเข้าถึงอุปกรณ์ที่เหมาะสม

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทำงานร่วมกับเครือข่ายพิการในพื้นที่ เพื่อให้แน่ใจว่าการเลือกกายอุปกรณ์นั้นเหมาะสมกับผู้ใช้งานจริง และช่วยให้พวกเขาสามารถใช้งานได้จริง ซึ่งนอกจากจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมแล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดการยอมรับและให้ความสำคัญกับสิทธิคนพิการ มากยิ่งขึ้น

การเปิดอาคารบ้านพักเด็กและครอบครัวแห่งใหม่ในจังหวัดนครปฐม สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของกระทรวงในการดูแลสังคมทุกระดับ และพร้อมเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือผู้ประสบภาวะวิกฤตในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่องยาวนาน

ที่มา – ‘วราวุธ’ เผย พม. เตรียมมอบกายอุปกรณ์ ช่วยเหลือคนพิการนครปฐม