ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ธอส. ออก 3 มาตรการพักหนี้ช่วยลูกค้าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจ หรือมีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา คงทราบดีว่ามีผลกระทบต่อชีวิตและอาชีพของประชาชนในพื้นที่อย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องการเงินส่วนบุคคล ล่าสุด ธอส. หรือธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ออกมาตรการพักหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกค้าในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งหมด 3 มาตรการ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจอย่างมาก ซึ่งสามารถช่วยลดภาระให้กับลูกค้าได้จริง

ธอส. ออก 3 มาตรการพักหนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากข้อพิพาทชายแดนไทย – กัมพูชา

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการของ ธอส. ได้เปิดเผยว่า ได้มีการออก มาตรการช่วยเหลือลูกค้าในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มเติมจากการช่วยเหลือในช่วงก่อนหน้านี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่

มาตราการที่ 1: ช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบหนัก

สำหรับลูกค้าที่ เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร หรือทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันได้รับความเสียหายจนไม่สามารถพักอาศัยได้ จะได้รับการช่วยเหลือ ดังนี้:

  • เดือนที่ 1 ถึง 12: ดอกเบี้ย 0% และปลอดการผ่อนชำระ
  • เดือนที่ 13 เป็นต้นไป: สามารถผ่อนชำระในอัตราดอกเบี้ย 0.01% ไปจนครบกำหนด

ช่วยให้ลูกค้าที่ประสบปัญหาตั้งแต่ระดับความเสียหายที่รุนแรงสามารถมีเวลาฟื้นฟูชีวิตโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สินในปีแรกทันที

มาตราการที่ 2: สำหรับลูกค้าที่ได้รับบาดเจ็บหรือทรัพย์สินได้รับความเสียหายบางส่วน

หากลูกค้า บาดเจ็บสาหัส หรือหลักประกันได้รับความเสียหายโดยยังไม่ถึงขั้นสูญเสียทั้งหมด ธอส. ให้สามารถใช้สิทธิประนอมหนี้ได้นานถึง 5 ปี ด้วยเงื่อนไขเด่น:

  • ปีแรก (1-12) – ดอกเบี้ย 0% พร้อมปลอดงวดผ่อน
  • ช่วงปีที่ 2 ถึง 5 – ดอกเบี้ยเพียง 0.01%
  • เมื่อผ่อนครบกำหนดให้กลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม

มาตราการที่ 3: สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากสถานการณ์

มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ที่ต้องประสบกับการ ลดลงของรายได้ จากสถานการณ์ โดยมีระยะเวลาประนอมหนี้ไม่เกิน 1 ปี และได้รับความผ่อนคลายในการจ่ายชำระหนี้:

  • เดือนที่ 1-6: ดอกเบี้ย 0% และผ่อนชำระเพียง 1,000 บาทต่อเดือน โดยทั้งหมดจะถูกตัดเงินต้น
  • เดือนที่ 7-12: ดอกเบี้ย 1% พร้อมผ่อนชำระขั้นต่ำเท่ากับดอกเบี้ยรายเดือน + 100 บาท

มาตรการทั้ง 3 ข้างต้นมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 และลูกค้าสามารถยื่นเรื่องขอกับ ธอส. ได้ที่สาขาทุกแห่งทั่วประเทศ พร้อมแนบเอกสารประกอบ เช่น หลักฐานแสดงว่าได้รับผลกระทบในการประกอบอาชีพหรือธุรกิจ เช่น ใบแจ้งยอดรายได้, หนังสือรับรองจากหน่วยงาน, รูปถ่ายกิจการ หรือเอกสารอื่น ๆ ที่สามารถยืนยันว่าได้รับผลกระทบจริงจากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดน

ใครควรใช้มาตรการเหล่านี้บ้าง

หากคุณอยู่ในพื้นที่ ชายแดนไทย – กัมพูชา และกำลังประสบปัญหาเรื่องรายได้หรือสถานการณ์ที่กระทบต่อทรัพย์สินของคุณ มาตรการของ ธอส. เหล่านี้คือทางออกที่ควรตรวจสอบเบื้องต้น โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ยสูงในช่วงฟื้นตัว ซึ่งช่วยให้ผู้ได้รับความเดือดร้อนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้งด้วยความมั่นคงทางการเงินระดับหนึ่ง

สามารถติดต่อได้ถึงสิ้นปี 2568

ลูกค้าสามารถติดต่อสาขาธนาคารตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2568 โดยนำเอาเอกสารทั้งหมดไปแสดงเพื่อให้ ธอส. พิจารณาอย่างละเอียด และถ้าคุณยังลังเลอยู่ ไม่ควรรอให้ปัญหาเริ่มเลวร้ายก่อน ควรเริ่มวางแผนทางการเงินว่าสามารถใช้สิทธิ์มาตรการใดได้บ้าง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ถือเป็นการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ พร้อมกับกำหนดช่วงเวลาผ่อนคลายให้ประชาชนทั่วไปและธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้หลังจากได้รับผลกระทบจากปัญหาระดับประเทศ

หากคุณหรือคนใกล้ตัวอยู่ใน พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่าลืมติดตามข่าวจาก ธอส. เพื่อใช้ประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้ให้คุ้มค่าที่สุด และอย่าเพิกเฉยต่อความช่วยเหลือที่มีอยู่ ช่วยทั้งลดความเครียดทางการเงินและสร้างความมั่นคงในระยะยาว

ที่มา – ธอส. ออก 3 มาตรการพักหนี้สูงสุด 1 ปี ช่วยลูกค้าในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา

กรมอนามัยออกแนวทางจัดการกลิ่นศพ เพื่อป้องกันโรคระบาดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมอนามัยออกแนวทางจัดการกลิ่นศพ ป้องกันโรคระบาดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการจัดการกลิ่นศพ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องสุขอนามัยและโรคระบาดในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มทหารที่ต้องปฏิบัติภารกิจอยู่ในบริเวณนั้น

การจัดการกลิ่นที่เกิดจากศพนั้น กรมอนามัยมีคำแนะนำว่าสามารถใช้ปูนขาว น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือสารฟอกขาวในการโรยศพ เพื่อลดกลิ่นเหม็นและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค อีกทั้งยังมีการเร่งประสานงานกับประเทศกัมพูชาเพื่อจัดการเคลื่อนย้ายศพและจัดพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว

ผลกระทบจากกลิ่นศพต่อสุขภาพและจิตใจเป็นอย่างไร?

กลิ่นของศพที่เน่าเสียนั้นไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องความรำคาญ แต่ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพของบุคคล โดยเฉพาะทหารที่อยู่ในพื้นที่ ที่ก่อให้เกิดการสูดดมแก๊สที่เกิดจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ ทำให้เกิดความไม่สบายนายทางร่างกาย หรือแม้กระทั่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคผ่านทางสัตว์หรือแมลงพาหะกัดแทะ

นอกจากสุขภาพกาย แล้วกลิ่นศพยังส่งผลต่อจิตใจของทหารที่ปฏิบัติงาน ภาพ เสียง กลิ่น และสิ่งแวดล้อมล้วนสร้างความรู้สึกหวาดกลัว กังวล หรือกระทั่งเกิดเป็นความรู้สึกเชิงลบต่อการเข้ารับราชการทหารในระยะยาว การรับมือกับอบายมนุษย์ในสถานการณ์เช่นนี้จึงต้องมีการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรอบด้าน

วิธีป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากศพ

เพื่อความปลอดภัยในเบื้องต้น การป้องกันควรเริ่มจากผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งทางกรมอนามัยแนะนำให้ทหารใช้ยาทากันแมลง สวมเสื้อผ้าที่มิดชิด รวมถึงใช้หน้ากาก N95 หรือหน้ากากผงถ่านกัมมันต์ เพื่อลดการสัมผัสด้วยเชื้อโรคในอากาศ

สำหรับแหล่งน้ำที่ซากศพอาจปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นน้ำใต้ดินหรือน้ำประปาชุมชน แนะนำให้ปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยการเติมคลอรีนให้ได้มาตรฐาน 0.2-0.5 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือการต้มน้ำให้ถึงอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เพื่อให้เชื้อโรคถูกทำลายอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการเกิดโรคระบาดจากต้นตอทางธรรมชาติ

ความร่วมมือระหว่างสองประเทศเพื่อจัดการกับสถานการณ์

กรมอนามัยได้ประสานงานกับกัมพูชาเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการเคลื่อนย้ายและจัดการศพอย่างเป็นทางการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของพิธีกรรมทางศาสนา และลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาสุขลักษณะภายในพื้นที่ยุทธปฎิบัติ

ในส่วนของสภาพจิตใจ ของเจ้าหน้าที่ พญ.อัมพรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลทางอารมณ์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ความรู้สึกกลัว หวาดกลัว วิตกกังวล และความทรงจำที่ไม่ดีจากสถานการณ์ความรุนแรง หากไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือการรักษาจิตใจที่ดี ก็อาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพจิตระยะยาวได้

กรมอนามัยและทีมงานมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมวิธีการจัดการกากลิ่นศพให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อป้องกันผลกระทบทางลบต่อบุคคลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน ทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจ

ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ กรมอนามัยและทีมงานทุกคนมีความปรารถนาให้สถานการณ์ชายแดนกลับสู่ภาวะปกติสมบูรณ์โดยเร็ว พร้อมทั้งให้ความห่วงใยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากพวกเขากล้าหาญและเข้มแข็งมากเพียงใด ก็ยังคงต้องการการสนับสนุนทั้งทางร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ

ที่มา – กรมอนามัย ออกแนวทางจัดกากลิ่นศพ กันโรคระบาดพื้นที่ชายแดน

รองนายกเทศบาลอยุธยา ตรวจห้องปฐมพยาบาลโรงเรียนในสังกัดฯ ให้กำลังใจนักเรียนฉีดวัคซีนเสริมภูมิกันโรค

รองนายกเทศบาลอยุธยา ตรวจห้องปฐมพยาบาลโรงเรียนในสังกัดฯ ให้กำลังใจนักเรียนฉีดวัคซีนเสริมภูมิกันโรค

นาง​รุ่ง​รัศมี​ สรรพโกศลกุล​ รองนายกเทศมนตรี​นครพระนครศรีอยุธยา นำทีมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดห้องปฐมพยาบาลของโรงเรียนเทศบาลวัดตองปุและโรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้ม ตามนโยบาย “เรียนดี มีทักษะ ปลอดภัย มีความสุข” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้และดูแลสุขภาพนักเรียนอย่างสมบูรณ์แบบ

จากการตรวจเยี่ยมพบว่าห้องปฐมพยาบาลทั้งสองแห่งมีการจัดการที่โดดเด่น ในเรื่องการระบายอากาศ ความสะอาด รวมถึงขั้นตอนการจัดเก็บยาที่คำนึงถึงความสะดวกและมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เจ้าหน้าที่ยังเน้นเรื่องการตรวจสอบคุณภาพวัคซีนและยาทุกชนิด เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถใช้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ทั้งนี้การเยี่ยมชมยังเป็นโอกาสอันดีในการมอบกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ทำงานอย่างหนัก

การฉีดวัคซีนเสริมภูมิกันโรคในโรงเรียน

รองนายกเทศบาลอยุธยาระบุว่า ได้ตรวจเช็กความพร้อมของวัคซีนหลากหลายชนิด ทั้ง วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนรวมคอตีบ-บาดทะยัก และวัคซีนโปลิโอชนิดกิน พร้อมให้กำลังใจนักเรียนระดับชั้น​ป.1​ ป.5 และ​ป.6​ ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่อง การดูแลเด็กนักเรียนในด้านสาธารณสุขเชิงรุกครั้งนี้สะท้อนถึงการวางแผนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนของเมืองกรุงศรีอยุธยารอบด้าน

โครงการนี้ไม่เพียงสอดรับกับแนวทางการป้องกันโรคระบาดตามปฏิทินการฉีดวัคซีนแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินสุขภาพอีกด้วย ห้องปฐมพยาบาลถูกออกแบบให้เข้าถึงได้ง่ายในกรณีที่นักเรียนบาดเจ็บเล็กน้อยหรือมีอาการผิดปกติระหว่างวัน

  • ระบบจัดเก็บยาที่มีประสิทธิภาพ
  • การอบรมพยาบาลโรงเรียนให้ปฏิบัติการฉุกเฉินได้ทันที
  • การติดตามผลหลังการฉีดวัคซีนแบบเรียลไทม์

ที่มา – รองนายกเทศบาลอยุธยา ตรวจห้องปฐมพยาบาลโรงเรียนในสังกัดฯ ให้กำลังใจนักเรียนฉีดวัคซีนเสริมภูมิกันโรค

ทหารผ่านศึกรวมพลังสดุดีเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย – กัมพูชา

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นที่อนุสาวรีย์ทหารพลร่ม ด้านหน้าค่ายวชิราลงกรณ์ กรมรบพิเศษที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลป่าตาล อำเภอเมืองลพบุรี โดยมี พลเอก ทวี ณ ชาตรี รองหัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขต ลพบุรี นำเหล่าทหารผ่านศึก และภาคประชาชน รวมตัวกันเพื่อร่วมสดุดี เหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย – กัมพูชาอย่างสมเกียรติ

ทหารผ่านศึกรวมพลังสดุดีเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย – กัมพูชา

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทหารผ่านศึกหลากหลายรุ่น ที่ได้ผ่านสมรภูมิการรบมาแล้วมากมาย รวมถึงกลุ่มประชาชนที่มาร่วมเป็นกำลังใจ ประมาณ 500 คน ความท้าทายที่พวกเขาเคยเผชิญในสงครามและความไม่สงบชายแดนไทย – กัมพูชาเป็นบททดสอบที่หนักหน่วง ก่อให้เกิดการยืดหยัดและเสียสละที่หาที่เปรียบมิได้

ภารกิจใต้สภาวะอันตราย

เหล่าทหารและตำรวจตระเวนชายแดนไทย พร้อมด้วยอาสาสมัครทหารพราน ได้ทุ่มเททุกอย่างเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย พวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกระสุนและระเบิดอย่างต่อเนื่อง ภารกิจของพวกเขาไม่ใช่เพียงแค่การรักษาความมั่นคง แต่เพื่อรักษาเกียรติภูมิของชาติไทย และผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศ

สดุดีวีรกรรมอันยิ่งใหญ่

การรวมตัวในครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการรำลึก แต่ยังเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อทหารหาญทั้ง 15 นายที่เสียชีวิตจากความไม่สงบชายแดนไทย – กัมพูชา แม้สถานการณ์จะเต็มไปด้วยความตึงเครียด พวกเขาไม่เคยถอยหลัง ไม่ย่อนล้ม เพื่อรักษาความสงบสุขของประชาชนในผืนแผ่นดินที่บรรพบุรุษได้มอบเลือดเนื้อไว้

บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความจริงใจและความเคารพอย่างสูง ผู้ร่วมงานได้สวมเสื้อสีเหลือง และทหารผ่านศึกส่วนใหญ่สวมหมวกซึ่งมีข้อความว่า “เราผู้กล้ารบ เพื่อเกียรติศักดิ์” บรรยากาศดังกล่าวคล้ายเป็นการเตือนให้ระลึกถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

  • ร่วมร้องเพลงชาติไทย
  • ร่วมร้องเพลงพิเศษเพื่อสร้างขวัญกำลังใจเช่น “ความขวัญอันสูงสุด” และ “เราสู้”
  • มีการยืนไว้อาลัยเพื่อนร่วมชาติ
  • ประชาชนมอบดอกไม้และธงชาติให้กำลังใจ

เหล่าทหารผ่านศึกถือเป็นตัวแทนของหัวใจนักสู้ ที่ยังเคารพต่อหน้าที่ แม้ภารกิจจะสิ้นสุดที่พวกเขาแล้ว มิได้ทำให้พวกเขาลืมหูลืมตาหัวใจที่รักชาติเลย มิหนำซ้ำชาวไทยที่มาร่วมงานตั้งตัวเป็นแนวหลังที่ยังคงส่งเสริมใจให้พวกเขา พร้อมกับขอให้สันติภาพและความสงบสุขกลับมาสู่แดนชายแดนโดยเร็วที่สุด

บทสรุปพลังแห่งความจงรักภักดี

ความรักชาติ ความเสียสละ และจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ที่เราเห็นใน เหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย – กัมพูชา ถือเป็นแบบอย่างที่ควรค่าแก่การจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติ กิจกรรมสดุดีครั้งนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของประชาชนและทหารผ่านศึก ที่ยังไม่ลืมบุญคุณของผู้ปกป้องดินแดน

ในยุคสมัยที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็ว การเรียนรู้จากอดีตและความเสียสละของเหล่าทหารผ่านศึกนี้เป็นแนวทางให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และเดินตามรอยได้อย่างภาคภูมิใจ เคารพในศักดิ์ศรีแห่งชาติ มั่นคงอยู่กับคุณค่าของความสามัคคี

แอฟริกาใต้เดินหน้าเจรจาภาษีกับสหรัฐ พร้อมหาตลาดใหม่ในเอเชีย

ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ แอฟริกาใต้ก็ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของประเทศขณะที่ทางสหรัฐเตรียมบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าสูงถึง 30% ในวันที่ 7 สิงหาคม โดยประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา ได้ออกมาเผยว่า แอฟริกาใต้ยังคงมุ่งมั่นที่จะ เจรจาภาษีกับสหรัฐ เพื่อรักษาช่องทางการค้าและโอกาสทางธุรกิจของผู้ผลิตและผู้ส่งออกภายในประเทศ

ความท้าทายหลังภาษีเพิ่มขึ้นจากสหรัฐ

การตัดสินใจของสหรัฐในการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากแอฟริกาใต้ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในตลาด โดยเฉพาะกับภาคธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐ การเจรจาภาษีกับสหรัฐจึงกลายเป็นวาระสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อความชัดเจนและเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว ทางแอฟริกาใต้ตระหนักดีว่า การสูญเสียสิทธิ์การเข้าถึงตลาดสหรัฐอาจส่งผลให้เกิดการลดลงของรายได้จากการส่งออกและกระทบต่อจำนวนการจ้างงานในประเทศ

ตลาดใหม่ในเอเชียและตะวันออกกลางช่วยได้มาก

เรื่องนี้ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีในช่วงเวลาที่สั่นคลอน เมื่อรัฐบาลเริ่มเดินหน้า หาตลาดใหม่ในเอเชียและตะวันออกกลาง อย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าตลาดในสหรัฐยังมีความสำคัญ แต่การหันไปมองตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะในเอเชียนั้นถือเป็นโอกาสเพิ่มเติมสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกใหม่ๆ ในการเจาะตลาดต่างประเทศ

มาตรการรัฐชัดเจนและเข้มแข็ง
รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้มีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถเติบโตได้แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ขึ้นลง หน่วยงานดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเปิดโอกาสให้กับประเทศใหม่ในเอเชีย โดยมุ่งเน้นประเทศที่ยังมีช่องว่างให้เข้าไปเติมเต็ม เช่น จีน อินเดีย และตลาดอื่นๆ ที่ยังคงขยายตัว

  • สนับสนุนการเจรจาหาเอฟทีเอกับประเทศในภาคพื้นแอฟริกา
  • เตรียมแผนฟื้นฟูอุตสาหกรรมเส… รวมถึงสร้างผู้ประกอบการรายใหม่
  • มองความร่วมมือระดับนานาชาติเป็นหนึ่งในกลไกหลักของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • ใช้กำไรจากการส่งออกเพื่อผลักดันนวัตกรรมและการพัฒนาภายในประเทศ

ทิศทางอนาคตของ แอฟริกาใต้เดินหน้าเจรจาภาษีกับสหรัฐ

แม้มีความพยายามเจรจาเพื่อลดภาษีนำเข้ากับสหรัฐ แต่แอฟริกาใต้ก็พร้อมหาทางเลือกใหม่ในทวีปอื่น เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจต้องชะงักงัน กลยุทธ์ที่ผสมผสานระหว่างการรักษาตลาดหลักและการมองหาโอกาสใหม่ย่อมทำให้ประเทศมีโอกาสพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในยุคที่เวทีการค้าโลกมีความไม่แน่นอนสูง

เครดิตภาพ : AFP

ที่มา – แอฟริกาใต้เดินหน้าเจรจาภาษีกับสหรัฐ พร้อมหาตลาดใหม่ในเอเชีย

ข่าวปลอม! ตำรวจปัดปมจับ ‘สายลับกัมพูชา’ ยันแค่ประมงเขมรบุกรุกกองบิน 5

ข่าวปลอม! ตำรวจปัดปมจับ ‘สายลับกัมพูชา’ ที่ กองบิน 5 จันทบุรี

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พรมเขียน ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวปลอมผ่านโซเชียลมีเดียว่ามีการจับกุมชายชาวชาวกัมพูชาที่เข้ามาในพื้นที่ จ.จันทบุรี โดยอ้างว่าเป็นสายลับและมีอุปกรณ์ต้องสงสัย รวมทั้งโดรนอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงไปยังการโจมตี กองบิน 5 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความหวาดกลัวและตื่นตระหนกเป็นวงกว้าง โดย พ.ต.อ.ไพฑูรย์ ยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือการจับกุมชายชื่อนายเร ซึ่งเป็นชาวประมงกัมพูชาที่เดินเข้ามาในพื้นที่ กองบิน 5 จริง แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเป็นสายลับแต่อย่างใด

จับกุมชายชาวกัมพูชา กองบิน 5 ชี้ชัดไม่มีโดรนและอุปกรณ์ลับ

ตามรายงาน พ.ต.อ.ไพฑูรย์ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าหลังมีการเข้าตรวจสอบชายดังกล่าวเมื่อเวลา 03.00 น. ไม่มีการพบอุปกรณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโดรนหรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับการสอดแนม ทีมงานได้ใช้ล่ามในการสอบปากคำอย่างละเอียด และพบว่านายเรเป็นลูกเรือประมงที่มีเอกสารการทำงานถูกต้องชัดเจน ทั้งนี้ ได้แจ้งข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการและอยู่ระหว่างการดำเนินคดีก่อนที่จะส่งต่อให้ทางกรมตรวจคนเข้าเมืองเพื่อผลักดันตัวกลับประเทศต่อไป

ข่าวปลอมสร้างความเข้าใจผิด ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ

ในช่วงที่เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียเข้าถึงได้ง่าย ข่าวปลอมก็สามารถกระจายตัวได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยผู้กำกับการ ระบุชัดเจนว่า ประชาชนควรพึงระลึกถึงการตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข่าวทางการก่อนเชื่อถือและแชร์ข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานทหาร ความมั่นคง หรือบุคคลต่างชาติ ผู้ที่ติดตามข่าวสารในแวดวงเท็กหรือบันเทิงควรตระหนักว่าข้อมูลที่ถูกต้องจะต้องมาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและมีการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ

ประเด็นสำคัญคือการมีส่วนร่วมของประชาชนในการควบคุมการเผยแพร่ ข่าวปลอม! หากประชาชนเลือกที่จะรับข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ และไม่แชร์ข่าวที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ ก็จะช่วยลดผลกระทบทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ป้องกันการแชร์ข่าวมั่วนิ่ม ช่วยกันเป็นสายตาของสังคม

หากเราเป็นผู้ใช้สื่อออนไลน์ที่รู้เท่าทัน ก็จะสามารถป้องกันการแพร่กระจายของ ข่าวปลอม! ได้ ไม่ว่าในแวดวงบันเทิง เทคโนโลยี หรือการเมือง การที่ประชาชนจะเลือกใช้แหล่งข่าวที่มีความโปร่งใส หรือเชื่อถือได้ เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้สังคมนี้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

  • รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ
  • ไม่แชร์หากยังไม่ตรวจสอบแหล่งที่มา
  • รายงานข้อมูลที่เป็นเท็จไปยังผู้ดูแลแพลตฟอร์ม

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความสำคัญของจริยธรรมการนำเสนอข่าว โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ความจริงสามารถถูกบิดเบือนได้อย่างรวดเร็ว การชี้แจงจากตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเป็นแนวทางในการรับมือกับการเผยแพร่ข้างแบบผิดๆ ที่อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้อ่าน

ทุกคนต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อ ประชาชน หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อลดการเผยแพร่ของ ข่าวปลอม! ก่อนที่จะสร้างความอลหม่านหรือไม่เชื่อมั่นในสถาบันต่างๆ ของประเทศ

ที่มา – ข่าวปลอม! ตำรวจปัดปมจับ ‘สายลับกัมพูชา’ ยันแค่ประมงเขมรบุกรุกกองบิน 5

เมืองกรุงเก่าจัดงาน ‘วันคุณธรรม’ ส่งเสริม ยกย่องคนดีศรีอยุธยา

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้ปาร์ค จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้จัดงานสำคัญขึ้นภายใต้ชื่อ วันคุณธรรม ประจำปีนี้ โดยมีธีมหลักว่า “พลังคนดี สู่สังคมที่ดี” งานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมคุณธรรมและยกย่องเชิดชูผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในสังคมอยุธยา โดยมีนายธีรศักดิ์ โฉมศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากจากหลากหลายภาคส่วน

วันคุณธรรม กับความหมายที่สัมพันธ์กับสังคมอยุธยา

คำว่า วันคุณธรรม ในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การประกาศให้รับทราบ แต่เป็นการปลุกพลังความดีในทุกมิติของจังหวัดให้สัมฤทธิ์ผล โดยนายธีรศักดิ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน วัด โรงเรียน สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ และเอกชน รวมไปถึงแต่ละครอบครัว ที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมได้อย่างยั่งยืน

ชาวอยุธยาในกรอบแนวคิดที่ชัดเจน

ชาวอยุธยามีวินัย ใส่ใจส่วนรวม คือแนวคิดหลักที่ขับเคลื่อนงาน วันคุณธรรม ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกรอบคิดที่ช่วยให้คนในจังหวัดไม่เพียงแค่เข้าใจคุณธรรม แต่ยังนำไปสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน โดยเน้นการสร้างวัฒนธรรมแห่งความดีงามที่มีความต่อเนื่องและเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

  • มีการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้ 9 บุคคลที่มีคุณธรรม
  • จัดเสวนาหัวข้อ “พลังคนดี สู่สังคมที่ดี” โดยบุคคลผู้ได้รับรางวัล
  • แสดงดนตรีพื้นบ้านโดยศรราม น้ำเพชร
  • นิทรรศการชุมชนคุณธรรม พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น

ทำไม วันคุณธรรม จึงจำเป็นสำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยการนำของคณะกรรมการวัฒนธรรม สภาชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดวันคล้ายวันสถาปนาของการประกาศเจตนารมณ์ครั้งสำคัญ เมื่อครั้งงานสมัชชาคุณธรรมครั้งแรกในปี 2563 โดยต้องการให้ วันคุณธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลายเป็นพื้นที่แสดงความร่วมมือร่วมใจของคนทั้งจังหวัด เพื่อผลักดันให้เป็นจังหวัดคุณธรรมที่สมบูรณ์

ภายในงานนอกจากจะมีการพูดคุยจากวิทยากรชั้นนำแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การแสดงจากศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่างพระเอกลิเก ศรราม น้ำเพชร ซึ่งมาร่วมสร้างความประทับให้กับผู้ที่มาร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการที่สร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับแนวคิดคุณธรรม ทั้งยังส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณธรรมให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้มีโอกาสสัมผัสและเลือกซื้อเป็นกำลังใจ

บทสรุป: ความดีงามเริ่มจากคนในจังหวัด

การขับเคลื่อนจังหวัดคุณธรรมไม่ใช่เพียงนโยบายหรือคำสั่งจากส่วนกลางเท่านั้น แต่ต้องมาจากความร่วมมือของ คนดีศรีอยุธยา ที่พร้อมจะเป็นแบบอย่างให้เยาวชนและคนทั่วไปได้ศึกษา วันคุณธรรม จึงไม่ใช่เพียงแค่วันที่จัดกิจกรรม แต่สะท้อนให้เห็นถึงการเริ่มต้นของ พลังคนดี ที่มีความยั่งยืน

ที่มา – เมืองกรุงเก่าจัดงาน ‘วันคุณธรรม’ ส่งเสริม ยกย่องคนดีศรีอยุธยา

‘พลภูมิ’ ย้ำชัด กระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้ใช้งบจัดงาน Tomorrowland

ในวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการที่กระทรวงวัฒนธรรมจะเข้าไปมีบทบาทในการจัดงานเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland ที่เตรียมประกาศจัดขึ้นในประเทศไทยในอนาคต โดยนายพลภูมิยืนยันอย่างชัดเจนว่า ทาง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้มีการอนุมัติงบประมาณใดๆ เกี่ยวกับแฟชั่นเทศกาลดนตรีนี้ให้กับกระทรวงวัฒนธรรมแต่อย่างใด

กระทรวงวัฒนธรรมชี้แจงเรื่องการใช้งบจัดงาน Tomorrowland

ตามเอกสารทางการที่มีการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น โครงการ Tomorrowland ถูกเสนอโดย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการผลักดันโครงการ โดยไม่มีการระบุบทบาทของกระทรวงวัฒนธรรมแต่อย่างใด

กระทรวงวัฒนธรรมไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยินดีสนับสนุนในบางด้าน

แม้ว่าทางกระทรวงวัฒนธรรมจะไม่ได้มีส่วนในการจัดการโครงการนี้โดยตรง แต่นายพลภูมิก็ได้แสดงมุมมองว่า แนวคิดในการจัดงานเทศกาลดนตรีระดับโลกนั้นสามารถเชื่อมโยงกับ Soft Power ของประเทศไทย และส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสมัยนิยมในหลายมิติ

หากว่าที่ดิน Tomorrowland มีการจัดขึ้นจริงในประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรมก็ยินดีที่จะสนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การส่งเสริมศิลปินไทย การจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ หรือแม้แต่การสื่อสารเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทยให้ทราบไปทั่วโลก ซึ่งเป็นงานหลักของกระทรวงวัฒนธรรมอยู่แล้ว

ที่สำคัญ นายพลภูมิก็ยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการ ก่อนที่จะมีการแชร์หรือเผยแพร่ในที่สาธารณะ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด และเพื่อรักษาชื่อเสียงของหน่วยงานต่างๆ ไว้ให้เท่าทันกับสถานการณ์

เกี่ยวกับ Tomorrowland ในประเทศไทย

Tomorrowland เป็นเทศกาลดนตรีอีเล็กทรอนิกส์ระดับโลกที่มีชื่อเสียง และได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก มีความเป็นไปได้ว่าการจัดงานครั้งนี้ในประเทศไทยจะขยายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงดนตรี และดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบงาน Event ชั้นนำ

แม้ประเทศไทยจะมีหนึ่งในจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยว แต่การมาของ Tomorrowland มาไทย ก็ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าและบทใหม่ของการท่องเที่ยวในแนวทางที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะในแง่ของ Global Event และพลัง Soft Power ของไทยในแบบผสมผสาน

อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกัน และนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศได้อย่างถูกต้อง สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

“For Tomorrowland in Thailand” จะต้องมีการทำงานอย่างละเอียดจากหลายๆ ภาคส่วน โดยเฉพาะด้านกฎหมาย ความมั่นคง และสื่อสารสาธารณะ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว

ที่มา – ‘พลภูมิ’ ย้ำชัด กระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้ใช้งบจัดงาน Tomorrowland

ชูศักดิ์ เชื่อว่าคดีพิเชษฐ์จะไม่เกิดขึ้นซ้ำหลังมีการร้องเรียนครม.-สส.ยกชุด

กรณีพิเชษฐ์ กับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ที่รัฐสภา นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ ชูศักดิ์ เชื่อว่าคดีพิเชษฐ์จะไม่เกิดขึ้นซ้ำ เนื่องจากล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญได้มีการวินิจฉัยให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พ้นสมาชิกภาพ เนื่องจากมีการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 144 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569

นายชูศักดิ์กล่าวว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่อาจนำไปสู่การวินิจฉัยว่านายพิเชษฐ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแปรญัตติในเอกสารทางการเงินดังกล่าว จึงทำให้เกิดการพิจารณาและลงมติที่ชัดเจน กรณีนี้ทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องบทบาทของผู้เกี่ยวข้องในการลงมติรับรองงบประมาณ ทั้งภายในคณะรัฐมนตรีและหมู่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างกว้างขวาง

ชูศักดิ์ กล่าวว่า คดีพิเชษฐ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการตรวจสอบร่างงบประมาณอย่างไรบ้าง?

เนื่องจากกรณีดังกล่าวเป็นจุดตัดสินที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญทางการเมือง ชูศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เมื่อ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แล้ว ศาลจึงไม่สามารถวินิจฉัยในส่วนนี้ได้ ส่วนคำร้องภายใต้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณานั้น ศาลจะพิจารณารับเรื่องตามขั้นตอน

ประเด็นที่มีผู้ร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. โดยเชื่อว่าปัญหาเดิมอาจถูกนำกลับมาในรูปแบบใหม่นั้น นายชูศักดิ์ชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีการร้องทั้งร่างงบปีเก่าและปีใหม่ แต่ในส่วนของปี 2568 ได้จบกระบวนการไปแล้ว จึงไม่น่าจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้

แนวทางป้องกันการเกิดคดีลักษณะเดียวกัน

สำหรับอนาคต ชูศักดิ์มั่นใจว่าคดีพิเชษฐ์จะไม่เกิดซ้ำรอย เนื่องจากการดำเนินการรับรองงบประมาณในขณะนี้ การลงมติและกระบวนการต่าง ๆ เป็นไปตามหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน หากไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับการแปรญัตติหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็จะไม่มีเหตุให้เกิดปัญหาทางกฎหมาย

เขาได้ย้ำด้วยว่า การดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นที่พูดถึงอย่างเยอะในปัจจุบัน ก็ไม่เข้าข่ายการกระทำผิดใด ๆ ทั้งในทางอ้อมหรือทางตรง ทั้งคณะรัฐมนตรีและ สส.ล้วนปฏิบัติตามหน้าที่อย่างถูกต้อง ไม่มีจุดอ่อนทางกฎหมายเพียงพอที่จะนำไปสู่สถานการณ์เช่นเดียวกับคดีของนายพิเชษฐ์

บทสรุปว่าด้วยความโปร่งใสและการลงมติของผู้เกี่ยวข้อง

จากกรณีของ คดีพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เราอาจได้บทเรียนทางการเมืองที่สำคัญทั่วทั้งระบบ การทำงานในสภาหรือในคณะรัฐมนตรีควรคำนึงถึงความโปร่งใส และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจนำไปสู่การวิเคราะห์ว่าสมาชิกเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการแปรญัตติโดยตรง

สุดท้ายแล้ว กระบวนการตรวจสอบนี้มีผลต่อความมั่นใจของประชาชน หากเป็นไปได้ ควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานให้โปร่งใส ซึ่งทั้ง ชูศักดิ์และทีมของเขาจะกระตือรือร้น ในการผลักดันให้กระบวนการจัดการงบประมาณมีมาตรฐานและการติดตามตรวจสอบที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

  • การพยายามเสริมสร้างระบบการติดตามงบประมาณต้องปราศจากการแทรกแซงส่วนตัว
  • ยุคดิจิทัลของงบประมาณ เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ต้องมีมาตรฐานและการบริหารจัดการที่โปร่งใส
  • การตรวจสอบทางกฎหมายจากศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องปกติที่ส่งเสริมการกำกับดูแลที่ดี

บทบาทของประชาชนในกระบวนการตรวจสอบทางการเมือง

ด้วยความสนใจในประเด็นทางเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมผ่านการทำดิจิทัลวอลเล็ต นายชูศักดิ์ยังกล่าวถึงบทบาทของพลเมืองในปัจจุบันว่า ประชาชนสามารถมีผลกระทบตามกฎหมายได้อย่างแข็งแรง หากพวกเขาติดตามและสร้างแรงกดดัน ต่อการพิจารณากระบวนการที่ไม่โปร่งใส

ที่มา – ‘ชูศักดิ์’เชื่อคดี‘พิเชษฐ์’ ไม่เกิดซ้ำรอยหลังมีคนร้องสอย‘ครม.-สส.’ยกชุด

‘เจ้าคุณต่อศักดิ์’ เตรียมเปิด ‘โคก หนอง นา ปทุมธานี’ โรงเรียนวัดโบสถ์

โครงการ ‘โคก หนอง นา ปทุมธานี’ ที่โรงเรียนวัดโบสถ์

เมื่อเร็วๆ นี้ พระราชมหาเจติยาภิบาล หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ “เจ้าคุณต่อศักดิ์” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม และเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (หลวงปู่เทียน) ในจังหวัดปทุมธานี ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการดำเนินการของโครงการ ‘โคก หนอง นา ปทุมธานี’ ซึ่งจะจัดตั้งขึ้นที่โรงเรียนวัดโบสถ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิถีเกษตรแบบผสมผสานที่สามารถประยุกต์ใช้ในชุมชนเมืองได้อย่างยั่งยืน

โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่สอดคล้องกับ โคกหนองนาโมเดล ซึ่งเป็นแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยผสมผสานกับเกษตรทฤษฎีใหม่และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีมาอย่างยาวนาน โดยที่ผ่านมา เจ้าคุณต่อศักดิ์ ได้ริเริ่มดำเนินการแล้วทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ โคก หนอง นา แห่งศรัทธา ที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นแห่งแรก, โคก หนอง นา อารยเกษตร ที่วัดพระธาตุชัยภูมิ อำเภอแก้งคร้อ และอีกหนึ่งแห่งที่วัดอรุณราชวราราม ในสหราชอาณาจักร

ส่งต่อความยั่งยืนสู่รุ่นใหม่

ด้วยจุดมุ่งหมายหลัก คือ การปลูกฝังความรู้ด้านเกษตรแบบยั่งยืนให้กับเด็กนักเรียน ครู รวมถึงผู้คนในพื้นที่ใกล้เคียง เจ้าคุณต่อศักดิ์มองว่าการนำ ‘โคก หนอง นา’ มาปรับใช้ในสถานศึกษา จะเป็นการส่งต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ไม่เพียงแค่ให้ความรู้ แต่ยังเปิดโอกาสให้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในชีวิต โดยมีการกำหนดเปิดโครงการ ‘โคก หนอง นา ปทุมธานี’ ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

ทำไม ‘โคก หนอง นา ปทุมธานี’ ถึงสำคัญ

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤตเศรษฐกิจ โครงการอย่าง ‘โคก หนอง นา ปทุมธานี’ กลับกลายมาเป็นทางออกและแนวทางการพัฒนาที่มีความหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเยาวชนที่เติบโตในสังคมเมือง ซึ่งอาจมีโอกาสสัมผัสชีวิตเกษตรน้อย

ที่นี่ไม่ใช่แค่พื้นที่ทำการเกษตรเท่านั้น แต่มีการผนวกความรู้ทั้งเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ รวมถึงเชื่อมโยงกับประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนตัวเล็กๆ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตที่สมดุล

เข้าถึงทุกกลุ่มได้อย่างไร?

  • ปรับใช้พื้นที่ในโรงเรียนให้เป็นห้องเรียนเกษตร
  • ส่งเสริมให้ครูและนักเรียนมีส่วนร่วม
  • สร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับคนทั่วไป
  • พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ยั่งยืนแบบใกล้บ้าน

สิ่งเหล่านี้เป็นการลงรากฐานเพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรในเมืองให้แข็งแรง และสามารถเป็นต้นแบบสำหรับสถานศึกษาอื่นๆ ได้ด้วย โดยเฉพาะในยุคที่ทุกภาคส่วนกำลังให้ความสนใจในระบบชีวภาพและเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เปิดประสบการณ์ใหม่ในวันที่ 13 ส.ค.

การเปิดตัวโครงการ ‘โคก หนอง นา ปทุมธานี’ ในวันที่กำหนดไว้ จะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนสามารถมาร่วมกันเรียนรู้และแบ่งปัน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียนครู ชุมชน หรือผู้สนใจทั่วไป ที่นี่จะเป็นศูนย์กลางสำหรับการพัฒนาตนเอง ไปพร้อมกับการดูแลโลกและสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

หากคุณติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับเกษตรเพื่ออนาคตหรือวิถีที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีกับการเกษตรแบบดั้งเดิม บอกเลยว่าโครงการนี้น่าจะเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่คุณไม่ควรพลาด และสามารถนำไปต่อยอดได้ในชีวิตประจำวัน

ที่มา – ‘เจ้าคุณต่อศักดิ์’ เตรียมเปิด ‘โคก หนอง นา ปทุมธานี’ โรงเรียนวัดโบสถ์