ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘TREASURE’ พร้อมคัมแบ๊กสุดฟินกับมินิอัลบั้มที่ 3 ‘LOVE PULSE’

‘TREASURE’ พร้อมกลับมาทำให้หัวใจเต้นแรงอีกครั้งด้วย ‘LOVE PULSE’

หลังจากที่เหล่า “ทึเม” ต่างรอคอยข่าวดีของวง TREASURE มาอย่างยาวนาน ในที่สุดต้นสังกัด YG Entertainment ก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า วงบอยแบนด์ชื่อดัง TREASURE จะกลับมาอีกครั้งด้วยมินิอัลบั้มชุดที่ 3 ในชื่อว่า ‘LOVE PULSE’ ซึ่งมีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 1 กันยายน 2568 ส่งผลให้เหล่าแฟนคลับทั่วโลกต่างตื่นเต้นกับการคัมแบ๊กรอบนี้อย่างมาก

มินิอัลบั้ม ‘LOVE PULSE’ เต็มไปด้วยพลังและความรู้สึกสุดร้อนแรง

สำหรับมินิอัลบั้ม ‘LOVE PULSE’ ทางวง TREASURE ได้เตรียมผลงานที่มีพลังงานอันร้อนแรง พร้อมทั้งนำเสนออารมณ์ที่สื่อถึงจังหวะหัวใจและเซอร์ไพรส์ใหม่ๆ ที่แฟนๆ ต้องประทับใจอย่างแน่นอน โดยชื่ออัลบั้มสื่อถึงความรู้สึกที่เต้นตึกตักด้วยความรัก ราวกับหัวใจกำลังส่งสัญญาณแรงแห่งความรักไปยังแฟนเพลงทุกคนทั่วโลก

คอนเสิร์ต ‘PULSE ON’ พร้อมพบแฟนคลับในเอเชีย รวมถึงกรุงเทพฯ!

หลังจากการคัมแบ๊ก TREASURE เตรียมเปิดคอนเสิร์ตทัวร์ ‘PULSE ON’ เริ่มต้นที่กรุงโซลในเดือนตุลาคม และเดินสายพบแฟนๆ ทั่วเอเชีย ทั้งญี่ปุ่นและประเทศไทย แน่นอนว่าการทัวร์ครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนคลับอย่างมาก โดยเฉพาะการลงนามหรือช่วง Meet & Greet ที่จะทำให้แฟนคลับได้ใกล้ชิดกับสมาชิกในวงกันมากขึ้น

นอกจากอัลบั้มเต็มปริมาณแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือ TREASURE ก็เตรียมร่วมเป็นศิลปินบนเวทีเทศกาลดนตรี Summer Sonic 2025 ในวันที่ 16 สิงหาคม เพื่อแนะนำผลงานใหม่ล่าสุดให้แฟนเพลงได้สัมผัสกันก่อนใคร และเป็นการเรียกน้ำย่อยให้ทุกคนเตรียมตัวกันได้เลย

ผลงานต่อจาก ‘Pleasure’ และ ‘Reboot’ กับการเติบโตทางดนตรีของ TREASURE

‘LOVE PULSE’ นับเป็นงานต่อเนื่องจาก มินิอัลบั้มพิเศษ ‘Pleasure’ ที่ปล่อยในเดือนมีนาคม และอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 อย่าง ‘Reboot’ ในปีกรกฎาคม 2023 โดยแต่ละชุดนั้นได้รับการตอบรับอย่างดีจากแฟนๆ ทั่วโลก ทำให้ TREASURE ยิ่งมั่นใจว่าผลงานชุดใหม่นี้จะต้องประสบความสำเร็จและสร้างความประทับใจให้ทุกคนได้อย่างดี

สามารถติดตามข่าวสารอัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับ TREASURE และอัลบั้ม ‘LOVE PULSE’ ได้จากทางโซเชียลมีเดียทางการของ YG Entertainment หรือรับชมปฏิทินกิจกรรมคอนเสิร์ตที่กำลังจะมาถึง ทำให้ปี 2025 เป็นปีที่แฟนคลับจะได้สนุกสนานกับวง TREASURE กันอย่างจุใจแน่นอน

‘กล้าธรรม’ ชี้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ชงชื่อ ‘สะถิระ’ นั่งรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง

‘กล้าธรรม’ ชี้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ชงชื่อ ‘สะถิระ’ นั่งรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ ส.ส.ชัยภูมิ และโฆษกพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเสนอชื่อนายสะถิระ เผือกประพันธ์ ส.ส.ชลบุรี จากพรรคกล้าธรรม ให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง ตามหลังจากที่ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง หลังนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ต้องออกจากตำแหน่ง

ความพร้อมของพรรคกล้าธรรมในการเสนอชื่อ

นายอัครแสนคีรี ชี้ว่า ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ พรรคการเมืองมีสิทธิ์ในการเสนอชื่อ ส.ส.ของตนเองเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ ได้อย่างสมบูรณ์ โดยขณะนี้พรรคกล้าธรรมมีผู้ที่เตรียมไว้สำหรับการเสนอชื่อเพียงแค่รายเดียว คือ นายสะถิระ เผือกประพันธ์ ส.ส.ชลบุรี ที่แม้จะเป็น ส.ส.หน้าใหม่ แต่ก็ถือว่ามีศักยภาพสูงในการทำหน้าที่ดังกล่าว

ความเท่าเทียมในการเสนอชื่อรองประธานสภาฯ

สะถิระ เผือกประพันธ์ ถูกชื่นชมว่าเป็นผู้แทนที่มีความทุ่มเทและตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน แม้ว่าจะมีการตั้งข้อสังเกตจากบางกลุ่มว่าเป็น ส.ส.ที่เข้ามาในสภาได้เพียงแค่สมัยเดียว ดูจะยังด้อยประสบการณ์เมื่อเทียบกับผู้เสนอจากพรรคการเมืองอื่น ๆ แต่นายอัครแสนคีรี กล่าวว่าทุก ส.ส.ล้วนมีสิทธิ์ เท่าเทียมกันในการเสนอชื่อเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างนี้

  • พรรคกล้าธรรมยื่นเสนอชื่อสะถิระ
  • รอการสรุปด้วยการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล
  • ยืนยันความพร้อมและความเหมาะสมของผู้ถูกเสนอ

อย่างไรก็ตามการตัดสินใจครั้งสุดท้ายยังคงต้องรอดูฉันทามติจากพรรคร่วมรัฐบาล และความเห็นชอบของผู้ใหญ่ในพรรคกล้าธรรม เนื่องจากเป็นกระบวนการทางการเมืองที่ต้องคำนึงถึงทั้งความเหมาะสมและความสมดุลในทางการปกครอง

ความเห็นจากประชาชนและการติดตามในอนาคต

สำหรับประชาชนที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองนี้ สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่เป็นรูปธรรมของพรรคการเมืองเล็กที่พร้อมยื่นมือเข้าไปในตำแหน่งบริหารระดับสูง โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องไกลเกินความสามารถ

การเสนอชื่อพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองในบทบาททางการเมืองถัดไป และคาดว่าจุดยืนที่มุ่งมั่นของกล้าธรรมในเรื่องนี้ จะส่งผลให้เกิดการเลือกบุคลากรเข้าทำหน้าที่อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

หากเพื่อน ๆ อยากติดตามว่าในที่สุดแล้ว กล้าธรรมจะได้ส่ง ‘สะถิระ’ นั่งรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง หรือไม่ คงต้องรอคำตอบจากรัฐสภาในไม่ช้านี้ เนื่องจากกระบวนการยังอยู่ในขั้นตอนการหารือภายในและระหว่างพรรค

‘กล้าธรรมชี้ว่าเป็นสิทธิด้านความเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญ’ จึงเป็นการผลักดันบทบาทเชิงบวก ที่อาจนำไปสู่มาตรฐานใหม่ในระบบการเมืองไทย อย่างน้อยก็ในเรื่องสิทธิเผื่อการเสนอชื่อบุคคลตามสัดส่วนและหลักการที่ชัดเจน

ที่มา – ‘กล้าธรรม’ชี้เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญชงชื่อ‘สะถิระ’นั่งรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง

กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กาฬสินธุ์ เดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ทสจ.กาฬสินธุ์ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทสจ.กาฬสินธุ์ได้จัดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนแนวคิดใหม่ในแนวทางเกษตรกรรมและพัฒนาชุมชนเกษตรแบบ BCG โดยมีนายสันติ จตุพันธ์ ปลัดจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ห้องประชุมโรงแรมริมปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ กิจกรรมครั้งนี้ครอบคลุมการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน การเกษตรยั่งยืน และการสร้างชุมชนที่รักษ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนหนองเลิงเปือย ที่มีศักยภาพเป็นอย่างมากในการเป็นต้นแบบในการพัฒนา

กิจกรรมที่ชุมชนหนองเลิงเปือย

ภายในงานนี้มีการจัดแสดงสินค้าและผลผลิตจากสมาชิกชุมชน รวมถึงเวทีเสวนาเพื่อให้ความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น “ป่าครอบครัวตามแนวทางศาสตร์พระราชา”, ชุมชนต้นแบบ BCG Model และ ชุมชนปลอดขยะสู่เมืองคาร์บอนต่ำ” งานนี้ไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมการอบรม แต่ยังเป็นการทำให้เครือข่ายที่มีอยู่ร่วมกันขยายผลเพื่อเพิ่มศักยภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนในพื้นที่ลุ่มน้ำหนองเลิงเปือยอีกด้วย

ผอ.ทสจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ความร่วมมือนี้เกิดจากความมุ่งมั่นตามพระราชดำริอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในด้านการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงร่วมกับ ทฤษฎีและโมเดลเกษตร BCG ได้แก่ โมเดลชีวภาพ (Biological Economy), เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมีการจัดทำแผนพัฒนาแบบประยุกต์ตามแนวพระราชดำริภายใต้โครงการปิดทองหลังพระ

ทำไมเศรษฐกิจสีเขียวถึงได้รับการส่งเสริม

เศรษฐกิจสีเขียวมีความสำคัญอย่างมากในยุคปัจจุบัน ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาฝุ่น PM2.5 การขาดแคลนน้ำ หรือแม้กระทั่งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้ในชุมชนเกษตรนั้นจะสร้างความมั่นคงทางปัจจัยสำคัญทั้งด้านอาหาร พลังงานและสิ่งแวดล้อม ทสจ.กาฬสินธุ์มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ชุมชนมีแนวทางใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้

การอบรมเชิงปฏิบัติการที่จัดขึ้นนี้ยังเน้นการนำศาสตร์พระราชาที่เป็นแนวคิดพัฒนาอย่างยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นหลักปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง ซึ่งจะช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อม และเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

ข้อดีของชุมชนที่ลงมือเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง

การพัฒนาตามแนวทางนี้ส่งต่อโอกาสในการ สร้างชุมชนที่ยั่งยืน เช่น ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมท้องถิ่น รวมถึงการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจาก ทสจ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะในหมู่เครือข่ายชุมชนหนองเลิงเปือย ที่จะนำผลลัพธ์ของกิจกรรมนี้ไปสร้างแรงกระเพื่อมในระดับท้องถิ่นและขยายผลสู่จังหวัดอื่น ๆ ต่อไป

ในระยะยาว การมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างจริงจังจะไม่เพียงช่วยสร้างความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิดอาชีพ รายได้ ที่ยั่งยืนสำหรับคนในพื้นที่ ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การปรับตัวของทุกกลุ่มให้แข็งแรงรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

บทบาทของเกษตรกรในการสร้างชุมชน BCG Model

การสร้างชุมชนเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตาม แนวทางเศรษฐกิจ BCG ไม่ใช่แค่การลดปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ที่ช่วยสร้างอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างจริงจัง ทสจ.กาฬสินธุ์มีแนวทางในการทำงานร่วมกับเกษตรกร องค์กรในชุมชน และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้เกิดแนวทางที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

สรุปแนวทางที่มีความโดดเด่น:

  • ส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม
  • เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดอุณหภูมิในเมืองและลดฝุ่น PM2.5
  • สร้างเครือข่ายชุมชนรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อขยายผลความสำเร็จ

ด้วยการร่วมมือกันของหลายหน่วยงาน และการมีส่วนร่วมของชุมชนหนองเลิงเปือย จังหวัดกาฬสินธุ์ยังมีศักยภาพในการต่อยอดงานที่สำคัญในระดับประเทศได้เป็นอย่างดี ทสจ.ต้องการให้แนวคิดเหล่านี้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อเตรียมพร้อมให้ชุมชนสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนและมีคุณภาพในระยะยาว

ถ้าคุณอยู่ในพื้นที่หรือสนใจแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว ตอนนี้เป็นเวลาที่ดีในการเริ่มลงมือและเข้าร่วมกับชุมชนต้นแบบในโครงการต่าง ๆ ที่จัดโดย ทสจ.กาฬสินธุ์ เนื่องจากทุกก้าวของคุณคือการสร้างอนาคตที่เป็นมิตรกับธรรมชาติและมีความมั่นคงทางชีวิต

ด่วน! สพฐ.ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีนักเรียนหญิงหนีออกจากหอนอน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 30 เชียงใหม่

ด่วน! สพฐ.ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมนร.หญิงหนีออกจากหอนอน รร.รปค.30 ที่เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้เปิดเผยถึงกรณีที่เกิดขึ้นในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 30 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่ดูแลนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลน โดยล่าสุดมีนักเรียนหญิง 3 คนหนีออกจากหอนอนในช่วงเวลาประมาณ 01.00 น.

เหตุการณ์นี้ทำให้ทางสพฐ.ต้องเข้ามาแทรกแซงและตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดความบกพร่องหรือข้อผิดพลาดใดในระบบบริหารจัดการของโรงเรียน รวมถึงการรักษาความปลอดภัยที่อาจเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้

สพฐ.กำชับหามรนักเรียนหญิงโดยเร็วที่สุด

หลังจากได้รับรายงาน เลขาธิการ กพฐ.ก็ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เชียงใหม่ทันที เพื่อช่วยกันตามหาตัวนักเรียนหญิงทั้ง 3 ราย พร้อมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักเรียนเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งนี้ ยังมีการร้องขอให้ประชาชนหรือผู้ที่พบเห็นเบาะแสหรือมีข้อมูลเกี่ยวข้องแจ้งไปยังทางโรงเรียนโดยตรง เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการให้ความช่วยเหลือ

ไม่เพียงเท่านั้น ปรากฏข้อมูลว่าเหตุการณ์หนีออกจากหอนอนไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเกิดขึ้นครั้งแรก แต่นักเรียนกลุ่มนี้เคยพยายามหนีมาก่อนหลายครั้ง ทำให้ต้องพิจารณาในเชิงลึกถึงสภาพแวดล้อม การดูแลนักเรียนภายในโรงเรียน และสาเหตุที่ทำให้นักเรียนต้องการออกจากพื้นที่ในยามวิกาล

ความสำคัญของระบบความปลอดภัยในโรงเรียนประจำ

กรณีของนร.หญิงหนีออกจากหอนอน รร.รปค.30 ที่เชียงใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในระบบการดูแลและควบคุมของสถานศึกษา ซึ่งอาจเป็นตัวชี้วัดในการปรับปรุงมาตรฐานการบริหารจัดการความปลอดภัยของโรงเรียนเพิ่มเติม ทั้งระบบประตูรั้ว, การตรวจประวัติการเข้า-ออก, รวมถึงการดูแลทางสุนทรียภาพที่นักเรียนต้องการ

ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและชุมชนในการป้องกันเหตุการณ์

  • สพฐ.จี้ให้โรงเรียนเร่งประสานงานกับตำรวจท้องที่ในการติดตาม
  • ต้องมีมาตรการป้องกันเหตุการณ์ในอนาคตให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
  • ติดตั้งระบบแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินเพิ่มเติมให้หอพักทุกชั้น
  • สร้างแนวทางในการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตให้กับนักเรียน

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการรักษาความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่ของโรงเรียนกับการรับฟังพฤติกรรมและปัญหาของนักเรียนอย่างจริงจัง รวมถึงการเปิดรับข้อมูลหรือปัญหาที่เกิดขึ้นภายในหอพัก เพื่อปรับปรุงให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย น่าอยู่ และรองรับการพัฒนาของเด็กได้อย่างรอบด้าน

ด่วน! สพฐ.ยืนยันสอบข้อเท็จจริงปมนร.หญิงหนีออกจากหอนอน

ทางด้านสำนักงาน สพฐ.ยืนยันว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการอย่างเป็นทางการเพื่อสอบสวน โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบข้อบกพร่องทั้งระบบโครงสร้างและการบริหารจัดการภายในโรงเรียน ซึ่งข้อมูลจากการสอบสวนจะส่งผลต่อการวางมาตรฐานความปลอดภัยของโรงเรียนในโครงการราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศในระยะต่อไป

ที่มา – ด่วน! สพฐ.สั่งสอบข้อเท็จจริงปมนร.หญิงหนีออกจากหอนอน รร.รปค.30 ที่เชียงใหม่

รวมพลังคนขอนแก่น ทำแจ่วบองอีสานรสแซ่บ ส่งให้กำลังทหารตามแนวชายแดน

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่มณฑลทหารบกที่ 23 (มทบ.23) ค่ายศรีพัชรินทร์ จังหวัดขอนแก่น มีการรวมตัวของชาวขอนแก่นในการจัดทำ แจ่วบองอีสานรสแซ่บที่ระลึก จำนวน 1,000 กระปุก เพื่อส่งมอบให้กับทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากน้ำใจและความตั้งใจของคนในพื้นที่ โดย พ.อ.ยุทธนา มหาวัน รอง ผบ.มทบ.23 และ พ.อ.โรมรัน สารสมัคร หัวหน้ากองกิจการพลเรือน รับมอบสิ่งของพร้อมเตรียมลำเลียงไปยังหน่วยต่างๆ ตามรอบที่มณฑลทหารบกได้กำหนดไว้

แจ่วบองอีสานรสแซ่บ ส่งกำลังใจให้ทหารแนวหน้า

ภายในงานมีนายเข็มชาติ สมใจวงษ์ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดขอนแก่น และเจ้าของโรงแรมราชาวดี แอร์พอร์ต โฮเทล ขอนแก่น นำทัพชาวขอนแก่นที่มารวมตัวกันเพื่อเตรียมเมนูแจ่วบองอีสานรสแซ่บแบบจัดเต็ม โดยเป็นสูตรดั้งเดิมที่สามารถรับประทานได้ทันที สอดคล้องกับวิถีชีวิตของทหารที่ต้องเดินทางและปฏิบัติหน้าที่อย่างเคลื่อนที่

แจ่วบองหรือปลาร้าสับนี้ นอกจากจะเป็นอาหารประจำถิ่นที่ทหารหลายคนคุ้นเคยแล้ว ยังง่ายต่อการพกพาและเหมาะสำหรับการบริโภคในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้โครงการนี้ตอบโจทย์ได้ทั้งเรื่องอาหารการกินและจิตใจ เพราะเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนจากคนในจังหวัดอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด ส่งแจ่วบองอีสานรสแซ่บ ไปยังกำลังทหารผู้เสียสละ

แนวหลังไม่ห่าง พร้อมส่งน้ำใจเติมพลังทหาร

นายเข็มชาติ กล่าวถึงความตั้งใจในการดำเนินโครงการนี้ โดยเน้นย้ำว่าการส่งแจ่วบองไม่ใช่แค่เพียงอาหาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของกำลังใจที่คนขอนแก่นส่งตรงไปยังแนวหน้า ซึ่งจากจำนวน 1,000 กระปุกในขณะนี้ จะมีการส่งมอบเป็นประจำทุก 7 วัน ตามความพร้อมของกำลังภายในจังหวัด และตามระยะเวลาที่สถานการณ์พิพาทยังไม่คลี่คลาย

  • เป็นสูตรอีสานแท้ ปรุงสุกแล้ว รับประทานได้เลย
  • สะดวกต่อการพกและขนย้ายไปยังพื้นที่ปฏิบัติการ
  • ช่วยสร้างความอบอุ่นใจ แทนคำขอบคุณจากพี่น้องขอนแก่น

การร่วมมือจากชาวขอนแก่นสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในยามวิกฤต ทั้งยังมีการบริจาควัสดุสิ่งของอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น เครื่องอุปโภคบริโภค และหน้ากากอนามัย เพื่อให้ทหารและเจ้าหน้าที่มีความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพหรือสภาพจิตใจ ในขณะที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตายในการปฏิบัติภารกิจ

ความคิดริเริ่มที่เติมเต็มทั้งร่างกายและจิตใจนี้ เปรียบเสมือนแรงผลักดันอย่างยิ่งใหญ่ให้กับเหล่าทหาร โดยเฉพาะในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่ส่งผลให้ชีวิตประจำวันของทุกคนต้องเปลี่ยนแปลง คนขอนแก่นจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงโดยไม่ต้องก้าวเข้าสู่สมรภูมิ

“ผมขอขอบคุณในความเสียสละของทหารและเจ้าหน้าที่ทุกนายที่ยังคงปฎิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ผมอยากให้โครงการ แจ่วบองอีสานรสแซ่บส่งทหาร เติมพลังใจให้กับทุกนาย และหวังว่าเราจะสามารถร่วมกันสนับสนุนจนกระทั่งปัญหาบ้านเมืองยุติและกลับคืนสู่สามัญ” นายเข็มชาติแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจ

โครงการนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เรื่องความห่วงใย แต่ยังส่งเสริมการรวมพลังของชุมชนท้องถิ่นในการสร้างความภูมิใจในสายเลือดอีสาน ที่ไม่ว่าจะอยู่จุดใดของประเทศ คนอีสานยังคงยึดมั่นในการดูแลกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผ่านอาหาร พลังใจ หรือแม้แต่ทรัพยากรอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศจำเป็นต้องมีหนึ่งเดียว

นี่คือความเป็นไทยที่งดงาม—การสู้เพื่อแผ่นดินด้วยกระปุกแจ่วบอง ที่มีทั้งรสชาติเด็ดและน้ำใจเด็ดจริง ที่มาพร้อมกับความรัก ความเข้าใจ และความเป็นเอกภาพของชาติที่กำลังจะเติบโตไปด้วยกัน

ที่มา – รวมพลังคนขอนแก่น ทำแจ่วบองอีสานรสแซ่บ ส่งให้กำลังทหารตามแนวชายแดน

เทศบาลนครหัวหิน รวมพลังร้องเพลงชาติไทยส่งกำลังใจเหล่าทหารกล้า เพื่อความรักชาติและสามัคคี

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เทศบาลนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำโดย นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เทศบาล และหัวหน้าส่วนราชการ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมลงนามถวายพระพรและร้องเพลงชาติไทย ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานเทศบาลนครหัวหิน เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความสามัคคี และความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

เทศบาลนครหัวหิน รวมพลังร้องเพลงชาติไทยส่งกำลังใจเหล่าทหารกล้า

ภายในงาน นอกจากการร้องเพลงชาติไทยแล้ว ยังมีการร่วมกันลงนามถวายพระพรเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นและความเคารพต่อสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย กิจกรรมนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากทุกภาคส่วน และสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของคนในพื้นที่ในการสนับสนุนทั้งทหารกล้าและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอย่างหนักในพื้นที่เสี่ยงภัยชายแดนไทย-กัมพูชา

พลังแห่งความรัก ความสามัคคี และการสนับสนุนทหารกล้า

นายนพพร ได้กล่าวในระหว่างการจัดกิจกรรมว่า เทศบาลนครหัวหิน ยินดีสนับสนุนทุกด้านในบทบาทของตนเองในการพัฒนาประเทศ อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกฝังความรักชาติ รักแผ่นดินไทย รวมถึงเทิดทูน institution สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์

  • การรวมพลังร้องเพลงชาติไทยแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีของชาวหัวหิน
  • การร่วมลงนามถวายพระพรเป็นการแสดงถึงความเคารพต่อพ่อหลวงของแผ่นดิน
  • ผู้เข้าร่วมทุกคนมีจิตสำนึกในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

กิจกรรมนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสามัคคีที่เหนียวแน่นของคนในพื้นที่ แต่ยังส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้กับบรรดากำลังทหาร และกลุ่มผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ชายแดน ให้ทุกคนรู้สึกว่ากำลังพลนั้นมีประชาชนอยู่เคียงข้างเสมอ

ที่มาของพลังแห่งความรักชาติ และแนวทางในการขับเคลื่อนในยุคดิจิทัล

ในปัจจุบัน แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันและความคิดของคนรุ่นใหม่ การแสดงออกถึงความเป็นไทยและความรักชาติก็ยังสามารถส่งผ่านได้ทั้งในรูปแบบดั้งเดิม เช่น การร้องเพลงชาติ และผ่านสื่อออนไลน์ที่สอดแทรกคุณค่าและความจงรักภักดีอย่างสร้างสรรค์ สิ่งสำคัญคือการทำให้เยาวชนเข้าใจถึงบทบาทของสถาบันหลักในมิติที่เปลี่ยนไป พร้อมกับสร้างแบบอย่างในการปกป้องอัตลักษณ์ไทย

หากคุณรู้สึกประทับใจกับจิตวิญญาณแห่งความเป็นไทยจากกิจกรรมของ เทศบาลนครหัวหิน รวมพลังร้องเพลงชาติไทยส่งกำลังใจเหล่าทหารกล้า ก็สามารถมีส่วนร่วมได้ผ่านการเผยแพร่สื่อสร้างสรรค์ หรือเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสาธารณชนที่ใกล้บ้านของคุณ การมีส่วนร่วมไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จะเป็นการสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยความรัก ความรับผิดชอบ และความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย

สุโขทัยจัดใหญ่มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์ เที่ยวชม ชิม ชอป ส่งเสริมการท่องเที่ยว

จังหวัดสุโขทัยมีเสน่ห์ที่แฝงไปด้วยวัฒนธรรมอันหลากหลาย โดยเฉพาะวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่คู่กับสุโขทัยมายาวนาน ซึ่งมีภาษา วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว วันนี้เราจะมารู้จักกับ มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย งานใหญ่ที่จัดขึ้นเพื่อโปรโมตวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 สิงหาคม 2568 ณ ลานสนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์สุโขทัย – เที่ยวชม ชิม ชอปอย่างใกล้ชิด

กลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 10 กลุ่มในจังหวัดสุโขทัยได้ดำรงวิถีชีวิตตามแบบโบราณและการอยู่ร่วมกันในรูปแบบเครือญาติมาตั้งแต่อดีต เป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมเด่นชัด และมักตั้งรกรากอยู่ตามพื้นที่สูง ก่อนจะกระจายตัวไปในพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัด ทุกกลุ่มต่างสืบทอดภูมิปัญญาชุมชน เช่น การทอผ้า การจักสาน หรือแม้กระทั่งการทำเครื่องมือเครื่องใช้แบบดั้งเดิมที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน

ท่องเที่ยวแบบเข้าถึงวัฒนธรรมที่แท้จริง

ในงาน มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์ นักท่องเที่ยวจะได้โอกาสมามีส่วนร่วมและสัมผัสชีวิตจริงของชาวชาติพันธุ์ เริ่มด้วยการชมการจำลองวิถีชีวิตในรูปแบบบ้านเรือนดั้งเดิมของแต่ละกลุ่ม พร้อมร่วมกิจกรรมสาธิตจากการทอผ้าโบราณ การจักสาน เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นถึงภูมิปัญญาที่สืบทอดกันต่อมา

ลิ้มรสอาหารพื้นถิ่นกลุ่มชาติพันธุ์สุโขทัย

  • ลองชิมอาหารท้องถิ่นรสเลิศที่มาจากความเชื่อดั้งเดิมของแต่ละกลุ่ม
  • ลิ้มรสความอร่อยของอาหารที่ปรุงโดยใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลอย่างยั่งยืน
  • ชิมเมนูพิเศษที่หาทานได้เฉพาะในงานสำหรับแฟนอาหารขวัญใจหนมพื้นบ้าน

นอกจากอาหารอร่อยแล้ว กลุ่มนักท่องเที่ยวยังสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์พื้นถิ่นแบบดั้งเดิมเพื่อนำกลับไปเป็นของที่ระลึกติดไม้ติดมือ ไม่ว่าจะเป็นผ้าทอ เครื่องจักสาน หรือผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนไปในตัวอีกด้วย

การแสดงพื้นบ้านและการเดินแบบชุดประเพณีจากกลุ่มชาติพันธุ์

ภายในงานยังมี การจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม ที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิต ความเชื่อ และความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ทั้งการร้องเพลงพื้นบ้านและการเต้นรำ ที่แสดงถึงจิตวิญญาณของชุมชน รวมถึงกิจกรรมเดินแบบชุดพื้นถิ่นที่สตรีและเพศชายจากกลุ่มชาติพันธุ์หลายชนเผ่าจะแนะนำมรดกทางวัฒนธรรมผ่านแฟชั่นที่เน้นความเป็นท้องถิ่นอย่างแท้จริง เป็นการยกระดับศิลปะและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในการอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน

รับฟังเสวนาแรงบันดาลใจจากชุมชนชาติพันธุ์

ห้ามพลาดกับเวทีเสวนาที่มีหัวข้อเรื่อง “บทบาทกลุ่มชาติพันธุ์ พลังสร้างสรรค์สุโขทัย” ที่ตัวแทนจากทั้ง 10 ชุมชนมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแรงบันดาลใจในการพัฒนาท้องถิ่นผ่านมุมมองของคนในชุมชนเอง เป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ทั้งวัฒนธรรมและแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแต่ยั่งยืนตามแบบฉบับชาวกลุ่มชาติพันธุ์

อย่าลืมมาเที่ยวและร่วมงาน สุโขทัยจัดใหญ่มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์ ที่พร้อมต้อนรับคุณด้วยดอกไม้และรอยยิ้มของชาวสุโขทัย พบกับพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2568 เวลา 17.00 น. ที่ลานสนามหน้าที่ว่าการอำเภอศรีสัชนาลัย นำลูกไปเที่ยว เอาครอบครัวไปเยี่ยมชม หรือแม้แต่คนเดียวก็สามารถมาผูกมิตรกับวัฒนธรรมได้อย่างสุภาพ

เหตุการณ์อิ่มใจ อิ่มกาย มหัศจรรย์แห่งประเพณี และความสุขที่รอคุณอยู่ในสุโขทัย อย่าให้พลาดโอกาสในการสัมผัสเส้นทางของวัฒนธรรมที่ไม่ซ้ำใคร มาชม มาชิม มาช็อป และเก็บช่วงเวลาดีๆ ของชีวิตไว้ในความทรงจำจนวันที่ 10 สิงหาคมนี้!

ที่มา – สุโขทัยจัดใหญ่มหัศจรรย์ 10 ชาติพันธุ์ เที่ยวชม ชิม ชอป ส่งเสริมการท่องเที่ยว

ด่วน! หนุ่มขึ้นโรงพักอ้างฆ่าแม่โบกปูน ตร.บุกบ้านได้กลิ่นเหม็นเน่าเร่งค้นหา

ด่วน! หนุ่มขึ้นโรงพั่กอ้างฆ่าแม่โบกปูน

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญขึ้นที่ สน.ร่มเกล้า เมื่อชายคนหนึ่งซึ่งมีอาการคล้ายป่วยทางจิตเดินทางเข้ามาแจ้งความว่าตนเองได้ลงมือฆ่าแม่และทำการโบกปูนอำพรางศพไว้ที่บ้านเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน หลังได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุในซอยร่มเกล้า 27 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ

การตรวจสอบเริ่มต้นอย่างเร่งด่วน

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมงานจากมูลนิธิร่วมกตัญญูเดินทางถึงบ้านหลังดังกล่าว ก็พบว่าจุดที่ถูกคาดว่ามีศพถูกเก็บซ่อนนั้นถูกกองผ้าจำนวนมากปิดทับเอาไว้ เมื่อทำการตรวจสอบเบื้องต้นก็พบกลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการเก็บกู้

ความคืบหน้าของการเก็บกู้ศพ

ทีมงานกำลังอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อนำอุปกรณ์เฉพาะทางเข้ามาทำการขุดค้นและเก็บกู้ศพที่ถูกโบกปูนทับเพื่อตรวจสอบว่าเป็นจริงตามคำกล่าวอ้างของชายคนดังกล่าวหรือไม่ โดยหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความเกี่ยวข้อง ก็จะได้มีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

เหตุการณ์เช่นนี้แทบจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดขึ้น มักกลายเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างมาก นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงปัญหาด้านจิตวิทยา และผลกระทบจากปัญหาครอบครัวที่อาจนำไปสู่การกระทำที่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม คดี “หนุ่มขึ้นโรงพักอ้างฆ่าแม่โบกปูน” จะมีความคืบหน้าอย่างไร อาจต้องจับตาดูกันต่อไป เหตุการณ์นี้อาจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของครอบครัวที่เกี่ยวข้องไปตลอดกาล

สำหรับคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต ควรได้รับการดูแลรักษาแต่เนิ่นๆ หากอยู่ในกรุงเทพฯ สามารถติดต่อไปยังสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อขอคำปรึกษาได้ ปัญหาทุกอย่างมีทางออกและควรแก้ไขด้วยวิธีสันติ ไม่ใช่โดยการกระทำความผิดร้ายแรงเช่นนี้

ที่มา – ด่วน! หนุ่มขึ้นโรงพักอ้างฆ่าแม่โบกปูน ตร.บุกบ้านได้กลิ่นเหม็นเน่าเร่งค้นหา

ยูเอ็นประกาศแผนลดการใช้จ่ายครั้งใหญ่ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ขู่ตัดเงินสนับสนุน

ยูเอ็นขยับแผนลดการใช้จ่ายครั้งใหญ่ ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ

ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่สำคัญสำหรับองค์การสหประชาชาติ เนื่องจากยูเอ็นได้ประกาศแผนลดการใช้จ่ายครั้งใหญ่ตามแนวทางปฏิรูปที่นำโดยกูเตร์เรส

แผนการลดงบประมาณนี้มีเป้าหมายในการปรับลดทั้งการจ้างงานและรายจ่ายของยูเอ็นถึงร้อยละ 20 เพื่อให้งบประมาณปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 120,000 ล้านบาท) ลดลงในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2561 โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจจะส่งผลให้มีการเลิกจ้างพนักงานประมาณ 3,000 ตำแหน่ง

ยูเอ็นปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางการเงิน

แม้ว่าแผนปฏิรูปนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ครบรอบ 80 ปี ของยูเอ็น แต่ระดับการปรับลดงบประมาณสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากนโยบายของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะจากการบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยแสดงท่าทีในการตัดเงินสนับสนุนยูเอ็นมาแล้วหลายครั้ง

ท่าทีที่ชัดเจนของการบริหารงานของทรัมป์ต่อองค์กรระหว่างประเทศ เช่น การถอนตัวออกจากหน่วยงานต่าง ๆ ของยูเอ็น ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงต่อการสนับสนุนทางการเงินของสหรัฐ ที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 22 ของงบประมาณรวมขององค์กร

ด้วยการที่สหรัฐเน้นนโยบายภายในและผลประโยชน์ของประเทศเองมากขึ้น สิ่งนี้ส่งผลให้องค์กรระดับโลกอย่างยูเอ็นต้องปรับตัว เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว และมีการวางแผนปฏิรูปที่ชัดเจนสำหรับการลดรายจ่ายและการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การลดงบประมาณทั่วทั้งยูเอ็นอาจเข้าสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี

ตามรายงานล่าสุดระบุว่า ในภาพรวมแล้วยูเอ็นอาจต้องลดการใช้จ่ายทั่วทั้งองค์กรลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี คิดเป็นมูลค่าที่ต้องตัดทิ้งอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 650,000 ล้านบาท จากงบที่เคยสูงสุดในปี 2566

การตัดงบประมาณครั้งใหญ่เช่นนี้ ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อการดำเนินงานของยูเอ็นในหลายโครงการ แต่ยังมีผลกระทบต่อการช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรม ความมั่นคง และการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วโลก โดยกูเตร์เรสคาดว่าจะออกมาตรการและแนวทางปฏิรูปงบประมาณที่ชัดเจนในเดือน ก.ย. นี้ เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ขาดแหล่งเงินทุนสำคัญ

สำหรับประชาชนทั่วไป แนวโน้มของการลดบทบาทองค์กรระหว่างประเทศและการเน้นอัตลักษณ์ชาตินิยมของผู้นำบางประเทศ อาจส่งผลต่อการรับความช่วยเหลือของประชากรในภูมิภาคยากจนหรือเกิดภัยพิบัติ หากยูเอ็นจำเป็นต้องชะลอหรือยกเลิกโครงการบางส่วน

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ยูเอ็นจะต้องพยายามหาแหล่งเงินสนับสนุนใหม่จากประเทศอื่น ๆ หรือองค์กรเอกชน เพื่อชดเชย่ความสูญเสียจากสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้น

ท้ายที่สุด หากความร่วมมือระหว่างประเทศไม่กลับมาเข้มแข็งเหมือนเดิม เราอาจได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบดั้งเดิมขององค์กรระหว่างประเทศมากขึ้น พร้อมกับการจัดลำดับความสำคัญใหม่ในบริบทโลกสมัยใหม่

เครดิตภาพ : AFP

ที่มา – ยูเอ็นกางแผนลดการใช้จ่ายครั้งใหญ่ หลังทรัมป์ขู่ตัดเงินสนับสนุน

ศบ.ทก. เดินหน้าชี้แจงนานาชาติ ยืนยันไทยไม่บิดเบือนข้อมูล โต้ข่าวปลอมจากกัมพูชา

ศบ.ทก. ยังคงเดินหน้าสื่อสารไปยังประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อชี้แจงความจริงและท่าทีของไทยในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยใช้ทูตและเวทีระดับโลกเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสาร เน้นให้ความโปร่งใสและความร่วมมือนานาชาติเข้าใจประเด็นอย่างตรงไปตรงมา

ศบ.ทก. เร่งชี้แจงผ่านทูตและเวทีระดับโลก

ในการแถลงข่าวเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศและโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยผลการประชุมที่สำคัญของศบ.ทก.

ประเด็นหลักที่ถกเถียงกันในที่ประชุมคือการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศไทยที่ได้ใช้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในต่างประเทศ เพื่อชี้แจงเรื่องราวต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกและองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นชายแดนที่กำลังเป็นความขัดแย้งกับกัมพูชาในขณะนี้

แถลงข้อเท็จจริงผ่านช่องทางสำคัญ

การชี้แจงข้อเท็จจริงล่าสุดเกิดขึ้นในการประชุม เฮลซิงกิ +50 ซึ่งดำเนินภายใต้องค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (โอเอสซีอี) โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูง ได้ให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาเกี่ยวกับจุดยืนของไทย ที่ต้องการแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติและไม่บิดเบือนข้อมูล

นอกจากนี้เอกราชทูตและกงสุลใหญ่ของไทยในต่างประเทศ ยังได้ให้สัมภาษณ์สื่อระดับโลก เพื่อช่วยให้ข้อมูลและตอบคำถามที่ประชาชนต่างประเทศอาจสงสัย เพื่อให้เข้าใจว่าไทยมีความใส่ใจต่อการแก้ไขปัญหาจากความขัดแย้งครั้งนี้อย่างละเอียดรอบคอบ

ชี้แจงในวงกว้างผ่านเวทีบรรยายสรุป

ศบ.ทก. ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ จัด การบรรยายสรุปข้อมูลความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับสถานการณ์พรมแดนไทยและกัมพูชา ซึ่งมีการจัดขึ้นอีกครั้งเมื่อเวลา 10.30 น.ของวันที่ 4 สิงหาคม ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมมากถึง 121 คน จาก 74 ประเทศและองค์การระหว่างประเทศ 6 แห่ง เพื่อให้ข้อมูลล่าสุดหลังเรื่องราวต่างๆ เริ่มเป็นที่จับตามองของนานาชาติ

จุดประสงค์หลักในการบรรยายนี้คือการชี้แจงข้อเท็จจริงที่ฝ่ายไทยระบุว่าถูกบิดเบือนจากกัมพูชา โดยมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ รับหน้าที่เป็นผู้บรรยายสรุปเอง เพื่อให้ได้รับการรับฟังอย่างจริงจังจากมิตรประเทศทั่วโลก

ให้ดูสดจากเฟซบุ๊กและร่วมเสวนาผ่านเอฟซีซีที

สำหรับผู้ที่ต้องการรับฟังผลการบรรยายสรุปสามารถติดตาม ข้อมูลข่าวสารผ่านเฟซบุ๊กกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบที่ดูน่าเชื่อถือ โดยในช่วงเย็นของวันเดียวกัน (18.00 น.) จะมีการร่วมเสวนาผ่าน สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCT) ในหัวข้อ การรายงานข่าวและแนวทางการสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับความตึงเครียดในชายแดน โดยได้เชิญสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วม พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนได้รับฟัง

งานเสวนาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการแสดงความพร้อมของไทยในการรับฟังความเห็นจากสื่อมวลชนในต่างประเทศ และเปิดใจแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะประเด็นการช่วงชิงเอกสารข่าวหรือสงครามข้อมูลที่กำลังทวีความรุนแรงในยุคดิจิทัล

ลดความตึงเครียดด้วยการสื่อสารที่โปร่งใส

ปิดท้ายด้วยคำขอบคุณจาก นางมาระตี ที่ส่งกำลังใจให้กับผู้แทนไทยที่กำลังเข้าร่วมประชุมกรอบ GBC ที่ประเทศมาเลเซีย จุดประชุมสำคัญที่อาจนำไปสู่โต๊ะเจรจาในการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสันติ บนพื้นฐานของความสุจริตใจจากทั้งสองฝ่าย

  • เพื่มความวางใจจากประชาคมโลก
  • ลดการบิดเบือนข่าวจากฝ่ายตรงข้าม
  • สร้างกลไกสื่อสารที่โปร่งใสและจริงใจ

เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาถือเป็นบททดสอบสำคัญในทางทูต ซึ่งไทยได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาด้วยข้อเท็จจริง โดยไม่ใช้อารมณ์ของไมค์ หรือการตัดต่อภาพยนตร์ข่าวเพื่อหวังอิทธิพลใดๆ จึงต้องจับตาแทนความเคลื่อนไหวที่กำลังดำเนินในการประชุมกรอบ GBC ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า

ที่มา – ศบ.ทก. เดินหน้าชี้แจงนานาชาติผ่านทูต-เวทีระดับโลก ย้ำไทยไม่บิดเบือน โต้ข่าวปลอมกัมพูชาบิดเบือนข้อเท็จจริง