ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

โครงการ GOAL TO GOAL “จากฝันสู่แชมป์” สนาม 2 ที่เชียงราย สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนสายกีฬา

โครงการ GOAL TO GOAL “จากฝันสู่แชมป์” สนามที่ 2 ที่เชียงราย เต็มไปด้วยพลังและความคึกคัก

โครงการ GOAL TO GOAL “จากฝันสู่แชมป์” สนามที่ 2 ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ห้องประชุมคชสาร ภายในสนามกีฬา อบจ. เชียงราย สำหรับกิจกรรมนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นอายุ 10-12 ปี ทั่วประเทศไทย โดยได้รับความสนใจจากนักกีฬาเด็กกว่า 500 คน ที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน

ภายในงานนอกจากจะเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะแล้ว ยังได้เน้นความสำคัญของบทบาทครอบครัว ในการปลุกปั้นนักกีฬาตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านการพูดคุยจากผู้จัดการกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และการเล่าจากพ่อของนักฟุตบอลชื่อดังอย่าง “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่ให้แง่คิดที่สำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนลูกชายให้เดินตามเส้นทางความฝัน

คลาสฝึกทักษะพิเศษจากอดีตโค้ชทีมชาติที่ไม่ควรพลาด

ในช่วงบ่ายของงาน กลุ่มนักเตะเยาวชนจำนวน 200 คน ได้รับโอกาสระดับ VIP ในการฝึกแยกฐานตามตำแหน่งต่าง ๆ ภายใต้การสอนจากอดีตโค้ชทีมชาติไทยมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด ที่ให้ความรู้ในตำแหน่งกองกลาง หรือ “โค้ชอ่ำ” อัมรินทร์ เยาดำ ที่สอนตำแหน่งผู้รักษาประตูอย่างใกล้ชิด

ยิ่งไปกว่านั้น โปรแกรมยังมีการคัดเลือกนักกีฬา “Go To Go Super Star” ประจำแต่ละตำแหน่งเพื่อยากความโดดเด่นของเด็กแต่ละคน โดยน้องที่ได้รับเกียรติบัตรในแต่ละฐานจะนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อในระยะยาว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปณิธานหลักของโครงการ GOAL TO GOAL “จากฝันสู่แชมป์”

กำลังใจและของขวัญจากโครงการ

เด็กทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับประกาศนียบัตรที่ระลึก รวมถึงลูกฟุตบอลหนึ่งลูกต่อคนตามนโยบาย ONE BOY ONE BALL ที่ต้องการให้นักกีฬารุ่นเยาว์ได้มีเครื่องมือในการฝึกฝันของพวกเขาอย่างพื้นฐานและมีแรงคิดในการเดินหน้าอย่างมั่นใจ

หลังสิ้นสุดสนามที่ 2 ที่จังหวัดเชียงราย โครงการต่อเนื่องเร็วสู่สนามที่ 3 ที่จัดขึ้นวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ณ สนามกีฬาสะพานหิน จังหวัดภูเก็ต ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ปกครองและเด็กนักกีฬาที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแชมป์ระดับชาติในอนาคต

โครงการ GOAL TO GOAL “จากฝันสู่แชมป์” ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการส่งเสริม อีกทั้งยังกระตุ้นเยาวชนให้ตระหนักถึงศักยภาพของตนเองตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนก้าวสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพ ถ้าคุณเป็นหนึ่งในครอบครัวของเด็กที่ชื่นชอบกีฬา ไม่ควรพลาดโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมนี้!

หมานักวิ่ง! แว่บจากบ้านลงแข่ง ‘ฮาล์ฟ มาราธอน’ กับ ‘นุด’ คว้าที่ 7 กว่าเจ้าของรู้ตัวก็มีรางวัลมาฝากแล้ว

หมานักวิ่งที่ไม่เคยฝึกมาก่อน แต่ลงแข่งฮาล์ฟมาราธอนได้เหรียญ

ในปี 2016 ที่เมืองอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา มีเหตุการณ์น่ารักๆ เกิดขึ้นในงานวิ่งมาราธอนประจำปีอย่าง ‘เอลค์มงต์ ฮาล์ฟ มาราธอน’ เมื่อสุนัขพันธุ์บลัดฮาวด์ตัวหนึ่งใช้ชื่อว่า ‘ลูดีวีน’ ดันสปอตหายจากบ้านแล้วไปลงแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอน (21.1 กิโลเมตร) โดยที่เจ้าของไม่รู้เรื่อง!

เริ่มเหตุการณ์ตั้งแต่ ลูดีวีน หายออกจากบ้านของเธอ เอพริล แฮมลิน ที่อยู่ใกล้จุดวิ่งในงาน ‘ฮาล์ฟ มาราธอน’ โดยเอพริลคิดว่าหมาของเธอกำลังออกไปเล่นนอกระบบตามปกติ จนกระทั่งเพื่อนบ้านโทรมาบอกว่าวิ่งอยู่ในขบวนแข่งจริงจัง!

หมาตัวหนึ่งกลายเป็นผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้ลงทะเบียน

เมื่อออกตัว การแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนกลายเป็นเรื่องสนุกสำหรับสุนัขตัวนี้ ลูดีวีนวิ่งไปกับนักวิ่งกลุ่มหน้า และแม้จะมีแวะกิจกรรมข้างทางอย่างเช่นการดมกลิ่นสิ่งของหรือเล่นน้ำตามทาง แต่เธอก็ยังกลับมาวิ่งต่อจนจบ ได้อันดับที่ 7 จากนักวิ่งทั้งหมด 165 คน ด้วยเวลาไม่ถึง 1.30 ชม.!

เหตุการณ์นี้เป็นอะไรที่ประหลาดใจสำหรับเจ้าของและคณะกรรมการ โดย เกรตา อาร์มสตรอง หัวหน้าผู้จัดงาน กล่าวว่า “เจ้าของน้องหมาลูดีวีนไม่ได้เป็นนักวิ่งเลย แต่หมาดันวิ่งฮาล์ฟ มาราธอน คว้าเหรียญได้แล้วกลับบ้านแบบไม่เหงาๆ”

ความน่ารักที่เป็นไวรัลทั่วโลก

นี่ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวที่ ลูดีวีน ทำให้โซเชียลประทับใจ การลงแข่ง ฮาล์ฟ มาราธอน ของเธอส่งต่อความรู้สึกฮีลลิ่งและสร้างรอยยิ้มให้กับคนทั้งโลก โดยแม้ไม่ได้มี BIB หรือเป็นนักวิ่งที่ลงทะเบียนไว้อย่างเป็นทางการ เธอก็ยังได้เหรียญรางวัลกลับมาด้วย!”

ทำไมหมาวิ่งได้?

  • ลูดีวีนมีลักษณะพันธุกรรมจากพันธุ์บลัดฮาวด์ที่ออกแบบมาสำหรับล่าสัตว์ และวิ่งได้ระยะทางไกล
  • เธอยังมีสัญชาตญาณแข็งแรงของสุนัขนักวิ่ง
  • สภาพแวดล้อมในงานฮาล์ฟมาราธอนไม่ได้เป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับเธอที่อาศัยอยู่ใกล้ฟาร์ม

บทเรียนจาก หมานักวิ่ง

บางครั้งชีวิตก็พร้อมจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้เราเสมอ ลูดีวีนอาจจะทำให้เรารู้ว่า ความมีชีวิตชีวาของสุนัขนั้นไม่ควรถูกมองข้าม! อย่าปล่อยให้สุนัขนอกบ้านเดินไปคนเดียวในช่วงวันสำคัญ เพราะเขาอาจจะไปเข้าร่วมการแข่งขันโดยไม่แจ้งคุณก็ได้นะครับ!

เรื่องราวนี้ไม่เพียงเป็นที่น่ารักของหมา แต่ยังเป็นการย้ำว่าธรรมชาติของสุนัขนั้นมีความอิสระและมีจิตใจนักกีฬาอยู่แล้วในตัวเอง เจ้าของควรตระหนักถึงพฤติกรรมพวกนี้ แต่ในเวลาเดียวกันก็สามารถหัวเราะไปกับมันได้นะครับ

หมานักวิ่ง ตัวนี้กลายเป็นข่าวไวรัลที่ใครเห็นแล้วต้องอมยิ้ม และยิ่งไปกว่านั้น งานฮาล์ฟมาราธอนยังให้เหรียญรางวัลแก่เธอ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่มนุษย์ก็ตาม! ถือว่าเป็นการส่งเสริมคุณค่าของความเป็นธรรมชาติและความซนของสัตว์กีฬา

ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเหล่านี้ได้ในทุกความเคลื่อนไหวทั่วโลก อาจมีสุนัขตัวอื่นๆ ที่ซุกซนไม่น้อยไปกว่านี้ แต่นี่คือ หมานักวิ่ง! ลูดีวีนที่ทำให้โลกได้หัวเราะกับพฤติกรรมที่เป็นมิตรที่สุด!

ที่มา – หมานักวิ่ง! แว่บจากบ้านลงแข่ง ‘ฮาล์ฟ มาราธอน’ กับ ‘นุด’ คว้าที่ 7 กว่าเจ้าของรู้ตัวก็มีรางวัลมาฝากแล้ว

บรูโน แฟร์นันด์สประกาศทวงคืนความสำเร็จ และเรียกร้องการเสริมนักเตะใหม่ให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

บรูโนประกาศทวงคืนความสำเร็จ

ข่าวด่วนจากค่ายปีศาจแดง! บรูโน แฟร์นันด์ส กองกลางชื่อดังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาประกาศอย่างหนักแน่นว่าเขาและทีมมุ่งมั่นที่จะทวงคืนความสำเร็จกลับมา หลังจากเพิ่งพาทีมคว้าแชมป์รายการอุ่นเครื่อง พรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ 2025 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง

ผลงานในช่วงปรีซีซั่น

บรูโน ถือเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีบทบาทสำคัญในการพาทีมทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในช่วงอุ่นเครื่อง โดยในเกมล่าสุดที่เสมอกับเอฟเวอร์ตัน 2-2 บรูโนขึ้นชื่อว่ายิงได้ 1 ประตู และจ่ายบอลให้เพื่อนยิงอีก 1 ลูก แม้ว่าเกมนี้จะไม่จบด้วยชัยชนะ แต่ด้วยผลงานรวมใน พรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ 2025 ที่ชนะได้ถึง 2 นัด เสมอ 1 นัด ทำให้ทีมคว้าแชมป์มาได้สำเร็จ

โดยผลงานที่โดดเด่นของทีมได้สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ซึ่งบรูโนได้อธิบายว่า: “เราดูขี้เกียจนิดหน่อย และต้องเลี่ยงสิ่งนี้ เราต้องการคู่แข่งที่มากขึ้นภายในทีม เพื่อช่วยให้ทุกคนยกระดับฝีเท้า สู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งใน 11 คนแรก พร้อมกับนำความสำเร็จกลับมาสู่สโมสรอีกครั้ง ดังนั้นผมจึงอยากให้เราได้เซ็นสักหนึ่งหรือสองนักเตะเสริมในเร็ววัน”

หัวใจของแฟน “เร้ด เดวิลส์”

หลังจากที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจบที่อันดับที่ 15 ในลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าผิดหวังที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1973-74 ที่ทีมเคยตกชั้นมาก่อน บรูโน เผยว่า: “ผมทราบดีว่านักเตะทุกคนรู้สึกเช่นเดียวกับแฟนๆ พวกเขาทุ่มเท และจ่ายค่าตั๋ยวแพงขึ้น เพื่อยืดหยัดเคียงข้างทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราซาบซึ้งอย่างยิ่ง การทวงคืนความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของนักฟุตบอล แต่หมายถึงการสู้เพื่อแฟนๆ ทุกคนด้วย”

ความหวังในฤดูกาลใหม่

นอกจากนี้ ทางสโมสรก็กำลังจัดหาผู้เล่นคุณภาพเพิ่มเติมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของทีมให้พร้อมสู้ศึกเริ่มต้น พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลใหม่ โดยบรูโนมั่นใจว่าหากได้ผู้เล่นใหม่เข้ามา ก็จะช่วยสร้างแรงกระตุ้นสำคัญ และทำให้ทีมกลับมาประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง

สำหรับแฟนบอลที่ติดตามฟุตบอลพรีเมียร์ลีก คาดหวังได้ว่าในฤดูกาลที่จะถึงนี้ ทีม “ผีแดง” จะมีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ ด้วยการผนึกกำลังของนักเตะที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยว และความทุ่มเทของทีมงานสโมสรในการทวงคืนความสำเร็จ

สรุป: ไม่เพียงแค่ในสนาม แต่จากถ้อยคำและท่าทีของบรูโน แฟนๆ ก็ได้รับความหวังและกำลังใจว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมขึ้นสู่เส้นทางที่ยิ่งใหญ่ และจะไม่ยอมให้ตัวเองนิ่งอยู่กับที่ แต่ก้าวไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นในการทวงคืนความสำเร็จให้ได้

ที่มา – “บรูโน” ประกาศทวงคืนความสำเร็จ-สะกิดบอร์ดเซ็นนักเตะใหม่อีก

“GLO Cup 2025” ได้อีก 8 ทีมสุดแกร่งตัวแทนภาคใต้ ลุยชิงแชมป์ประเทศไทย

การแข่งขัน “GLO Cup 2025” รอบคัดเลือกภาคใต้

การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน “GLO Cup 2025” รอบคัดเลือกภาคใต้จัดขึ้นอย่างเข้มข้น โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) และมูลนิธิพัฒนาฟุตบอลไทย ณ สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการฟุตบอลไทยไม่น้อย หลังจากที่มีการแข่งขันในหลายนัด สุดท้ายได้ 8 ทีมสุดแกร่งจากภาคใต้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ

การแข่งขันในรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี ผ่านการดวลเดือดทั้งการยิงจุดโทษและการแข่งในเวลาปกติ ซึ่งแต่ละทีมไม่ได้ทิ้งโอกาสให้กันเลย โดยทีมที่ผ่านเข้ารอบประกอบด้วย:

  • โรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ
  • Soomboosard Academy
  • Moves Football Academy
  • SRU Academy

รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี แม้แต้มนำโดดเด่นแต่เกมไม่ง่าย

ในรุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ทีมจากภาคใต้ต่างงัดฟอร์มยอดเยี่ยมออกมาแข่งขันอย่างเต็มที่ โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ ก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ด้วยการเอาชนะ โรงเรียนอิสลามพัฒนา ไปถึง 5-1 ในขณะที่ทีมอื่น ๆ เช่น PFA U14 x บอหมัดสปอร์ต หรือโรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ มูลนิธิ ก็แสดงทักษะระดับสูงในแมตช์ตัดสิน

สำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบมีดังนี้:

  • รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี:
    • โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่
    • PFA U14 x บอหมัดสปอร์ต
    • โรงเรียนเทศบาลปลูกปัญญาในพระอุปถัมภ์ฯ
    • โรงเรียนเทพมิตรศึกษา

ผู้เล่นเยาวชน GLO Star จากภาคใต้

นอกจากทีมที่ผ่านเข้ารอบแล้ว การแข่งขัน “GLO Cup 2025” ยังมีโอกาสพิเศษสำหรับเยาวชนผู้ได้รับรางวัล GLO Star ซึ่งจะได้ไปฝึกกับสโมสร อวิสป้า ฟุกุโอกะ ในประเทศญี่ปุ่น สิ่งนี้เป็นโอกาสสำคัญไม่เพียงแค่พัฒนาตนเอง แต่ยังมีส่วนส่งเสริมภาพลักษณ์ของวงการฟุตบอลไทยในเวทีนานาชาติอีกด้วย

นักกีฬาเยาวชนตัวแทนภาคใต้ที่ได้รับรางวัล GLO Star มีดังนี้:

  • รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี: เพชรชระ รัตนพันธ์ (M.DEN MINERS ACADEMY), อิรฟาน ดอเลาะ (โรงเรียนคัมภีร์วิทยา), ปวริส วะหาบ (Moves Football Academy), เตชินท์ รสทิพย์ (Moves Football Academy)
  • รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี: ธราธิป ชายเขียว, จิรเวช อุปลา, ฟาฮัด ลือแมง และตาญดดีน อารอมะ

กิจกรรมนี้ไม่ได้แค่สร้างโอกาสให้กับเยาวชนในแต่ละภูมิภาค แต่ยังเป็นเวทีพัฒนาฟุตบอลระดับประเทศที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะในรุ่นอายุไม่เกิน 13–15 ปี ที่แสดงถึงอนาคตที่สดใสของวงการฟุตบอลไทย หากคุณกำลังมองหาการก้าวสู่อาชีพนักกีฬา หรือสนใจพัฒนาฝีเท้าของเด็ก ๆ การเข้าร่วม GLO Cup ถือเป็นเส้นทางที่ตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ติดตามการแข่งขันในภาคอื่นกันต่อ

ในช่วงวันที่ 12–17 สิงหาคม 2568 การแข่งขัน GLO Cup 2025 จะเคลื่อนพลไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเพื่อค้นหาทีมตัวแทนระดับประเทศต่อไป หากคุณยังไม่ได้มีส่วนร่วมในปีนี้ ก็สามารถเริ่มเตรียมตัวสำหรับฤดูกาลถัดไปได้แล้ว เพราะเวทีนี้คือทางลัดสู่การเติบโตในแวดวงฟุตบอลอย่างแท้จริง

การแข่งขันฟุตบอลเยาวชนอย่าง GLO Cup 2025 ให้ทั้งโอกาสและการพัฒนา ไม่ว่าจะสำหรับนักเตะมือสมัครเล่น หรือเยาวชนที่ต้องการพัฒนาเข้าสู่วงการมืออาชีพ ถ้าคุณเห็นแววความสามารถในตัวลูก ๆ หรือมองหาการเติบโตในกีฬาฟุตบอล เวทีนี้น่าจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม

ที่มา – “GLO Cup 2025” ได้อีก 8 ทีมสุดแกร่งตัวแทนภาคใต้ ลุยชิงแชมป์ประเทศไทย

ศรีสุวรรณจี้ป.ป.ช.ส่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด 484 ส.ส.-ส.ว. และ ครม.โยกงบใช้หนี้ธนาคารอุดโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

ศรีสุวรรณจี้ป.ป.ช.ส่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด 484 ส.ส.-ส.ว. และ ครม.โยกงบใช้หนี้ธนาคารอุดโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อทวงถามความคืบหน้าในการดำเนินคดีทางการเมือง โดยเน้นไปที่กรณีที่มีการโยกย้ายงบประมาณจากหนี้และดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารรัฐ 5 แห่ง ไปใช้ใน โครงการดิจิทัลวอลเล็ต 35,000 ล้านบาท

ในคำร้องของนายศรีสุวรรณ มีการกล่าวถึงรัฐสภา ครม. และคณะกรรมาธิการงบประมาณ ที่มีการเสนอหรือเปลี่ยนแปลงงบประมาณอย่างอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ซึ่งอาจมีบทลงโทษรุนแรงสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ศาลรัฐธรรมนูญเคยให้คำวินิจฉัยชัดเจน

ศาลรัฐธรรมนูญเคยพิจารณาและมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568 ว่า พฤติกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเสนอและแปรญัตติงบประมาณ ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง คำวินิจฉัยนี้กลายเป็นบรรทัดฐานสําหรับกรณีต่าง ๆ เช่น การโยกเงินเพื่อสนับสนุน โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ที่เกี่ยวข้องกับ ส.ส., ส.ว., กรรมาธิการงบประมาณ และทีม ครม. ชุดนายเศรษฐา รวมถึง น.ส.แพทองธาร ด้วย

ทั้งนี้ การกระทำที่อาจมองว่าเป็นการจัดงบประมาณโดยให้ผลประโยชน์แก่ผู้ดำรงตำแหน่งนั้น อาจเข้าข่ายการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง โดยเฉพาะกรณีของการโอนงบประมาณเข้ากองทุน ส.ส. – ส.ว. ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมต้องจับตาเป็นพิเศษ

ความเร่งด่วนในการดำเนินการของ ป.ป.ช.

เนื่องจากวันที่ 9 ส.ค. 2568 จะเป็นวันครบอายุความในเรื่องนี้ นายศรีสุวรรณจึงย้ำความจำเป็นที่ ป.ป.ช. จะต้องมีการชี้มูลความผิดโดยเร็ว มิเช่นนั้นอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และเปิดช่องให้ประชาชนรวมตัวถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้

การใช้งบประมาณของรัฐอย่างไม่โปร่งใส หรือเพื่อผลประโยชน์กลุ่ม เป็นเรื่องที่ไม่สามารถปล่อยไว้เฉยได้ และการที่องค์กรรักชาติเข้ามารณรงค์ในประเด็นนี้ นับเป็นสัญญาณการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องประชาธิปไตยกันอย่างต่อเนื่อง ความโปร่งใสในการจัดงบปี 69 จึงควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยทันที

บทบาทของสังคมในประเด็นนี้

การร้องเรียนของนายศรีสุวรรณสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่ยอมรับการทุจริตทางการเมืองอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นข้อความสำคัญว่า การโยกงบใช้หนี้เพื่ออุดหนุนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ไม่เพียงแต่เสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อระบบการเมืองของประเทศอีกด้วย

เรื่องเช่นนี้ควรปลุกความสนใจของสังคม โดยเฉพาะผู้ใช้งานดิจิทัลอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ หากไม่ต้องการถูกหลอกลวงจากโครงการที่ไม่โปร่งใส และอยากให้เทคโนโลยีอย่างดิจิทัลงดงามของไทยสามารถเติบโตขึ้นได้บนพื้นฐานของความยุติธรรม

การติดตามประเด็นสำคัญอย่างใกล้ชิด

สังคมไทยควรให้ความสำคัญกับประเด็น การโยกงบใช้หนี้ธนาคารเพื่อสนับสนุนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เนื่องจากเป็นปัญหาระดับประเทศ ที่อาจส่งผลต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหรือการที่งบประมาณจะนำไปใช้ประโยชน์ให้ประชาชนในวงกว้าง

การทบทวนกฎหมายในอนาคต

อาจมีบทเรียนใหม่ ๆ จากกรณีเช่นนี้ เช่น การทบทวนรัฐธรรมนูญมาตรา 144 อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้นักการเมืองสามารถเสนอโครงการใหม่ ๆ ได้โดยไม่ขัดกับกฎหมาย โดยที่ไม่มั่วใจเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ท่ามกลางแรงกดดันทางสังคม บทบาทของ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญจะสำคัญยิ่งขึ้น ในการปกป้องและกำหนดเส้นแบ่งระหว่างการเมืองปกติและการกระทำที่ผิดกฎหมาย ถ้าเราเห็นความสำคัญของ ความโปร่งใสในการจัดการโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ก็ควรติดตามประเด็นนี้ใกล้ชิด และใช้ข้อมูลนี้ในการตัดสินใจเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งครั้งใหม่

อ.ส.ค. เดินหน้าภารกิจ “นมไทย-เดนมาร์ค ช่วยเหลือชายแดนไทย-กัมพูชา” ส่งมอบนมยูเอชที 99,999 กล่อง บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย

อ.ส.ค. นำพลังน้ำใจสู่พี่น้องชายแดนไทย-กัมพูชา

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินหน้าภารกิจสำคัญในโครงการ “นมไทย-เดนมาร์ค ช่วยชายแดน” โดยมีการจัดส่งนมยูเอชทีจำนวน 99,999 กล่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์ อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 อ.ส.ค. ได้จัดพิธีปล่อยคาราวานนมยูเอชที ณ โถงชั้น 1 สำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯ ภายใต้กิจกรรมที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความสามัคคี จากการมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วประเทศที่ร่วมกันบริจาค และทำให้โครงการนี้บรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็วภายในช่วงเวลา 26 – 31 กรกฎาคม

การส่งมอบที่มากกว่าการช่วยเหลือทางโภชนาการ

การส่งมอบในครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเพียงเรื่องโภชนาการ แต่ยังเป็นการมอบขวัญและความหวังให้กับผู้ปฏิบัติงาน ทหาร เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบบริเวณชายแดน ในส่วนของ อ.ส.ค. ถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งเน้นคุณภาพ และยังยึดมั่นในพันธกิจแห่งความรับผิดชอบทางสังคม ผ่านผลิตภัณฑ์นมยูเอชที “ไทย–เดนมาร์ค” ที่ผลิตจากน้ำนมโคแท้ 100% จากเกษตรกรไทย

ในพิธี ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกรียงไกร เจริญผล ประธานกรรมการ อ.ส.ค. เป็นประธาน พร้อมด้วยนายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. คุณวีนา ปวีณา ซิงห์ มิสยูนิเวิร์สสระบุรี 2025 และแขกผู้มีเกียรติรวมถึงผู้บริหารเพจต่างๆ ที่มาร่วมในงาน เพื่อยืนยันความตั้งใจในการเติมเต็มพลังใจให้กับพี่น้องชายแดน

99,999 กล่อง กับความหมายที่มากกว่ายูเอชที

โครงการ “นมไทย-เดนมาร์ค ช่วยชายแดน” เริ่มดำเนินการในช่วงเวลา 30 กรกฎาคม ถึง 1 สิงหาคม 2568 โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดถูกจัดส่งสมบูรณ์ บริจาคโดยประชาชนทั่วประเทศ การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงพลังน้ำใจของคนไทยที่รวมกันเป็นหนึ่งเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกรียงไกร ชี้ว่า อ.ส.ค. ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตนม แต่ยังเป็น “ผู้ส่งต่อคุณค่าแห่งชีวิต” ในรูปแบบของ นมไทย–เดนมาร์ค และย้ำว่า “นมไทย–เดนมาร์คไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม แต่คือพลังน้ำใจจากคนไทย สู่พี่น้องชายแดนที่กำลังต้องการการสนับสนุนอย่างยิ่ง”

บทบาทที่ไม่ได้คำนึงถึงเพียงสินค้า

เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือการประสานกำลังจากภาคประชาชน ส่งผลให้เกิดความหวังและความสบายใจของผู้ประสบภัย โดยใช้ “นมไทย–เดนมาร์ค” เป็นตัวแทนแสดงความห่วงใย และสะท้อนถึงจิตวิญญาณของความเป็นหนึ่งเดียวในสังคมไทย

อ.ส.ค. ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังไม่ว่าจะเป็นเพียงกล่อง牛奶เดียว หรือแม้แต่พลังเล็กๆ ที่มาจากทั่วประเทศ สำหรับเราแล้ว นี่ไม่ใช่เพียงโครงการ แต่คือการเติมเต็มในบทบาทของความเป็นองค์กรแห่งความเสียสละ ความเป็นไทย และความหวังของสังคม

ที่มา – อ.ส.ค. เดินหน้าภารกิจ “นมไทย-เดนมาร์ค ช่วยเหลือชายแดนไทย-กัมพูชา” ส่งมอบนมยูเอชที 99,999 กล่อง บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย

กองทัพบกชี้แจงสถานะทางกฎหมายของ ‘เชลยศึก’ ทหารกัมพูชาอย่างละเอียด

กองทัพบกชี้แจงความหมายของคำว่า ‘เชลยศึก’ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยในเหตุการณ์ดังกล่าว มีทหารกัมพูชา 20 นายยอมจำนนต่อกองทัพไทย ซึ่งทางกองทัพบกได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเน้นว่าสถานะ ‘เชลยศึก’ ได้รับการยอมรับตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ซึ่งประเทศไทยและกัมพูชาร่วมเป็นภาคีด้วยกัน

สถานะ ‘เชลยศึก’ คืออะไร?

จากคำชี้แจงของรองโฆษกกองทัพบก ได้ระบุว่า ‘เชลยศึก’ หมายถึง บุคคลที่สังกัดกองกำลังฝ่ายตรงข้ามในช่วงความขัดแย้งทางทหาร และอยู่ภายใต้การควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่ง ภายใต้อนุสัญญาฯ ได้มีการกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานไว้อย่างชัดเจน เช่น สิทธิในการได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม ห้ามทรมาน หรือถูกบังคับด้วยความกลัว อีกทั้งได้รับสิ่งจำเป็น เช่น อาหาร น้ำ ที่พักอาศัย การรักษาพยาบาล และสามารถส่งกลับภูมิลำเนาได้เมื่อสงครามยุติลงอย่างสมบูรณ์

การปฏิบัติตามหลักการนิติธรรมและความรับผิดชอบระหว่างประเทศ

กองทัพบกย้ำว่าเป้าหมายของสถานะ ‘เชลยศึก’ ไม่ใช่เพื่อประณาม แต่เป็นการรับรองความปลอดภัยและสิทธิขั้นพื้นฐานตามกรอบกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยมีการดูแลอย่างเคร่งครัดในการควบคุมตัว เช่น ให้การรักษาพยาบาล ห้ามใช้วิธีการทารุณกรรม หรือการกักขังในเรือนจำตามกฎหมายอาญาไทย ทั้งนี้ เพื่อยึดมั่นต่อพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยได้ให้สัตยาบันไว้

ส่งตัวทหารกัมพูชา 2 นายกลับประเทศ หลังได้รับการรักษาจนปลอดภัยแล้ว

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. กองทัพบกได้ส่งตัวเชลยศึกที่ได้รับบาดเจ็บจากฝั่งกัมพูชาจำนวน 2 คนกลับประเทศผ่านช่องจอม โดยที่เหลืออีก 18 นายยังอยู่ในความควบคุมของไทย แต่ยืนยันว่าจะส่งกลับภูมิลำเนาทันทีที่ความขัดแย้งยุติลงอย่างถาวร ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของอนุสัญญาเจนีวา

สถานะเชลยศึก เป็นหลักประกันสิทธิมนุษยชนในยามสงคราม

การใช้คำว่า ‘เชลยศึก’ สื่อถึงความรับผิดชอบของรัฐที่ยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างความขัดแย้ง ซึ่งไม่ใช่การทำลายสิทธิมนุษยชน หากแต่เป็นมาตรการคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ กองทัพบกจะยังคงปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ด้วยความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเคร่งครัด รวมถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะด้วย

แม้ว่าเรื่องนี้จะได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง แต่กองทัพบกยืนยันว่าจะยังคงให้ข้อมูลอย่างถูกต้องและโปร่งใส พร้อมกับขอความร่วมมือประชาชนในการติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการถูกบิดเบือนจากข้อมูลเท็จ และเข้าใจได้ว่าสถานะ เชลยศึก นั้นมีพื้นฐานจากกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

บทสรุปและมุมมอง

สถานะ เชลยศึก ไม่ใช่คำใหม่ หากสะท้อนถึงความรับผิดชอบของกองทัพไทยที่ต้องปฏิบัติต่อทหารฝ่ายตรงข้ามด้วยความเคารพและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ แม้ว่าข้อพิพาทชายแดนจะสร้างความตึงเครียดในพื้นที่ แต่การรักษาความเป็นธรรม การเคารพกฎสากล และแนวทางปฏิวัติที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง จะช่วยให้ไทยรักษาภาพลักษณ์และบทบาทของประเทศในประชาคมอาเซียนและระดับโลก

ที่มา – ‘กองทัพบก’แจง‘เชลยศึก’ทหารกัมพูชาเป็นสถานะทางกฎหมาย

ลุ้นผลเลือด ‘เป๊ก ผลิตโชค’ หลังตำรวจสั่งตรวจละเอียดหาแอลกอฮอล์-ยาเสพติด

ลุ้นผลเลือด ‘เป๊ก ผลิตโชค’ หลังเหตุการณ์สุดช็อกกลางดึก

เมื่อเวลาประมาณกลางดึกวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับนักร้องชื่อดังอย่าง ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ที่กลายเป็นเหยื่อของการทำร้ายร่างกายบริเวณปั๊มน้ำมันในย่านรามคำแหง ภายหลังจากที่นายชุติเทพ ชายอายุเพียง 21 ปี ได้ใช้อาวุธมีดฟัน ‘เป๊ก ผลิตโชค’ จนได้รับบาดเจ็บบริเวณคาง มีเลือดอาบยังไงอย่างงั้น โดยเหตุการณ์ถูกเผยแพร่จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก ได้จับกุมนายชุติเทพ และนำตัวสอบปากคำอย่างละเอียด เบื้องต้นเจ้าตัวให้การป้องกันว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวเอง เนื่องจาก ‘เป๊ก ผลิตโชค’ เข้าไปเกี่ยวข้องกับพี่ชายของช่างซ่อมรถในปั๊ม โดยภายหลังเกิดเหตุเป๊กถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

ตำรวจสั่งตรวจร่างกาย ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ละเอียด รวมถึงการตรวจเลือด

จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผกก.สน.หัวหมาก เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ได้ระบุว่า ‘คดีนี้ไม่ได้มีความซับซ้อน’ และยืนยันว่า พยานหลักฐานได้ถูกรวบรวมไว้เรียบร้อยแล้ว โดย ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ซึ่งอยู่ระหว่างพักรักษาอาการบาดเจ็บนั้น ถูกทางพนักงานสอบสวนแจ้งให้แพทย์ทำการตรวจเลือดอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีสิ่งปะทะในร่างกายหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั่งสารเสพติด

นอกจากนี้ ยังเตรียมสอบปากคำ ‘เป๊ก ผลิตโชค’ และพยานบุคคลอื่นๆ เพิ่มเติม รวมไปถึงคนขับรถกระบะ ที่เป็นบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งในเหตุการณ์ครั้งนี้

ความเคลื่อนไหวรอบด้านหลังเหตุการณ์เกิดขึ้น

สิ่งที่กำลังถูกจับตามองไม่แพ้คดีทำร้ายร่างกายคือพฤติกรรมของ ‘เป๊ก’ ที่ปรากฏใน ภาพวงจรปิด โดยในนั้นแสดงให้เห็นว่าเป๊กปีนขึ้นฝากระโปรงรถกระบะของอีกฝั่ง ซึ่งทางผู้กำกับระบุว่าอาจเข้าข่ายรบกวนการขับขี่ โดยเฉพาะหากผู้ก่อเหตุประสงค์จะ แจ้งข้อหาคดีต่อยอด ทางตำรวจก็พร้อมพิจารณาอย่างเป็นธรรม

ในส่วนของ‘นายชุติเทพ’ ถูกดำเนินคดีในเบื้องต้นอยู่สองข้อหาด้วยกัน คือ ทำร้ายร่างกาย และ พกพาอาวุธมีดโดยไม่สมควร อย่างไรก็ตามหลังจากถูกสอบปากคำ ได้รับการ ประกันตัวชั่วคราว โดยยังไม่มีการแจ้งความร้องเรียนกลับเพิ่มเติมใดๆ แต่หากมีการยื่นในอนาคต ทางเจ้าหน้าที่ก็จะพิจารณาอย่างรอบคอบ

ข้อความดิบ บริษัท Lucky Suki ออกมาระบุอย่างชัดเจน ว่า ไม่เคยมีชื่ON.ชุติเทพ เป็นพนักงานภายในองค์กรแม้แต่ในยุคอดีต และเครียดเรื่องผู้ก่อเหตุพันพันกับบริษัท เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของคนทั่วไป

ทุกสิ่งกำลังดำเนินไปตามกระบวนการกฎหมาย หากต้องการติดตามผลเลือดของ ‘เป๊ก ผลิตโชค’ ที่จะออกมาช่วงสุดสัปดาห์นี้ หรือเหตุผลอื่นที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสุดถกเถียง เราจะอัปเดตให้คุณทราบทันทีทั้งใน ‘Lucky Suki’ แจงชัดหนุ่มทำร้าย ‘เป๊ก ผลิตโชค’ และช่องทางข่าวต้นทางอื่นๆ ดูเหมือนเรื่องราวจะไม่ใช่แค่ประเด็นธรรมดา แต่กลายเป็นเหมือนบทสะท้อนอ่อนไหวของสังคมยุคดิจิทัลที่สื่อทุกสายทางต้องจับตามอง

ติดตามเราต่อได้ว่าจะมีข้อหาเพิ่มเติมออกมาอย่างไร ภายใต้การตรวจสอบอย่างโปร่งใสจากเจ้าหน้าที่

ที่มา – ลุ้นผลเลือด ‘เป๊ก ผลิตโชค’ หลังตำรวจสั่งตรวจละเอียด หาแอลกอฮอล์-ยาเสพติด

กัมพูชาสั่งห้ามบินโดรนตลอดแนวจังหวัดชายแดนติดไทย ด้วยเหตุผลความมั่นคง

กัมพูชาสั่งห้ามบินโดรนตลอดแนวจังหวัดชายแดนติดไทย ด้วยเหตุผลความมั่นคง

เมื่อเวลาผ่านไป ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอย่างโดรนได้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานในหลายด้าน ทั้งการถ่ายภาพ การสำรวจ หรือแม้แต่การขนส่งของขนาดเล็ก แต่ล่าสุดประเทศกัมพูชาได้ออกคำสั่งสำคัญเกี่ยวกับการบินโดรนในพื้นที่ชายแดน กับเหตุผลที่ชัดเจนและน่าสนใจ…

รายชื่อจังหวัดที่ห้ามบินโดรน

กัมพูชาประกาศห้ามใช้งานอากาศยานไร้คนขับเป็นระยะเวลา 15 วันใน 9 จังหวัด ได้แก่ พระวิหาร อุดรมีชัย บันเตียเมียนเจย พระตะบอง ไพลิน โพธิสัตว์ เกาะกง กำปงธม และ เสียมราฐ จังหวัดเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่แนวชายแดนไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาความมั่นคงของประเทศและป้องกันการแอบลอบกระทำผิดกฎหมาย

ความสำคัญด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น

กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาให้เหตุผลว่า การห้ามการบินโดรนในพื้นที่ชายแดนไทยครั้งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และควบคุมการโจมตี หรือกิจกรรมผิดปกติที่อาจเกิดจากการบินโดรนโดยผู้ไม่หวังดี พร้อมขอย้ำว่าผู้ใดฝ่าฝืนจะโดนลงโทษทางอาญาและถูกดำเนินมาตรการทางปกครองอย่างเคร่งครัด

การควบคุมและการรายงานประจำวัน ฝ่ายปกครองทุกจังหวัดที่อยู่ในคำสั่งห้ามต้องจัดเตรียมระบบติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และส่งรายงานประจำวันไปยังกรมการปกครองของกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อห้ามครั้งนี้สะท้อนถึงความใส่ใจของกัมพูชาในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

สำหรับนักโดรนที่ต้องการเข้าไปถ่ายภาพในพื้นที่ชายแดน หรือใช้อากาศยานไร้คนขับเพื่อบันทึกชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องรอไปสักระยะ เพราะการห้ามบินในครั้งนี้ไม่ได้เน้นเฉพาะผู้ที่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม แต่รวมถึงโดรนทั่วไปแบบนักถ่ายภาพหรือผู้ใช้งานส่วนบุคคลด้วย

บทสรุปและแนวโน้มที่ควรจับตามอง

ทิศทางของกฎหมายความมั่นคงที่กัมพูชาประกาศมานั้น สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมการใช้งานโดรนบริเวณพื้นที่เสี่ยง ก่อนหน้านี้ประเทศไทยก็มีมาตรการคล้ายกันในบางพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อภัยคุกคามด้านความปลอดภัย หากคุณเป็นสายเที่ยวหรือถ่ายภาพวิว ควรตรวจสอบกฎหมายของทั้งสองประเทศก่อนพกโดรนติดตัวในทริปหน้านะครับ

ที่มา – กัมพูชาสั่งห้ามบินโดรนตลอดแนวจังหวัดชายแดนติดไทย ด้วยเหตุผลความมั่นคง

สพต. จัดอบรมพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค 17 จังหวัด เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 4 ถึง 8 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา สำนักวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง (สพต.) ได้จัดกิจกรรม การอบรมหลักสูตรพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค หรือรู้จักกันในชื่อย่อว่า “พตภ.” รุ่นที่ 12 ณ ห้องประชุมของโรงแรมเชียงใหม่ ออคิด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจาก 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมกิจกรรมจำนวนกว่า 68 คน

แนวทางการอบรมพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค

การอบรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อปลูกฝังความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักการบริหารในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อสร้างความเข้าใจอย่างแท้จริงในบทบาทของพรรคการเมือง การเลือกตั้ง รวมถึงการออกเสียงประชามติที่สะท้อนเสียงของประชาชน

วิทยากรจากทุกสายงานและก้าวสู่อนาคตอย่างเที่ยงตรง

กิจกรรม หลักสูตรพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค จะดำเนินการเป็นทั้งหมด 4 รุ่นในปีงบประมาณ 2568 นี้ โดยรุ่นที่ 12 เน้นกลุ่มงานภาคเหนือ คอยเสริมสร้างแนวคิดในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน องค์กรเอกชน ประชาชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับนโยบายการเมือง

  • ผู้แทนจากพรรคการเมือง
  • ผู้บริหารระดับท้องถิ่น
  • นักวิชาการทางด้านการเมือง
  • เจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคเอกชน
  • สื่อมวลชนและภาคประชาสังคม

การอบรมครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก พันตำรวจตรี เดชพล กอสนาน ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง เป็นประธานเปิดงาน และมีนางจารุวรรณ เลิศโกร กล่าวรายงานเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาของการอบรมอย่างครบถ้วน ซึ่งเน้นการเตรียมความพร้อมประชาคมในต่างจังหวัดให้มีศักยภาพในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2560

เข้มข้นตั้งแต่รุ่นที่ 10 จนถึงรุ่นที่ 13

ตลอดทั้งปี 2568 สพต.ได้วางแผนการอบรม หลักสูตรพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค ไว้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รุ่นที่ 10 จนถึงรุ่นที่ 13 โดยรุ่นที่ 12 เน้นการพัฒนาภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด และอาจเป็นฐานตั้งสำหรับการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ที่สอดคล้องกับแผนปฏิรูปด้านการเมืองอย่างเป็นระบบ

สามารถกล่าวได้ว่า การอบรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสในการพัฒนาความรู้เฉพาะด้านเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่หนึ่งของการประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประชาธิปไตยที่จริงใจและยั่งยืน โดยสอดคล้องกับบทบาทของ สถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง

การสร้างภูมิภาคที่เข้มแข็ง ต้องเริ่มจากความรู้ ความเข้าใจ และการเห็นความสำคัญในบทบาทของประชาชน ซึ่งหลักสูตรนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองของประเทศ ทั้งนี้ สพต.ผู้จัดใกล้เคียงกับแนวทางนี้ เน้นเรื่องของการสร้างเครือข่ายที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้งการสื่อสาร การเรียนรู้ร่วมกัน ตลอดจนการติดตามผลในระยะยาว

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำท้องถิ่น นักวิชาการ หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป การเข้าใจ “หลักสูตรพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค” คือการเริ่มต้นสู่รัฐที่เข้มแข็งและซับซ้อนน้อยลง

หากคุณสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของคุณ สามารถติดตามรุ่นต่อไปได้ผ่านสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมต่อเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ เพื่อไม่พลาดโอกาสในการเสริมสร้างความรู้ของคุณเอง

ที่มา – สพต.จัดอบรม 17 จังหวัดกลุ่มเป้าหมาย “หลักสูตรพัฒนาการเมืองและเลือกตั้งระดับภูมิภาค” เข้มแข็ง ยั่งยืน