ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

คนอเมริกันไม่ปลื้ม “ภาษีทรัมป์” หวั่นกระทบเศรษฐกิจในระยะยาว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ฟ็อกซ์นิวส์ ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวอเมริกันจำนวน 1,000 คน เกี่ยวกับนโยบายด้านภาษีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยผลสำรวจที่เผยแพร่เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ชี้ให้เห็นว่ามีสัดส่วนถึง 62% ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายภาษีดังกล่าวในขณะที่อีก 36% เท่านั้นที่ให้การสนับสนุน การสำรวจครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับนานาชาติก่อนจะมีการประกาศใช้อัตราภาษีต่างตอบแทนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 ส.ค.

นอกจากนี้ ยังพบว่า 58% ไม่เห็นด้วยหรือไม่ยอมรับกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ที่พยายามลดภาษีผ่านการตัดงบประมาณในหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคมและการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานที่สะท้อนภาพรวมของการจัดการด้านเศรษฐกิจของทรัมป์ ทั้งนี้ ประชาชน 55% มีความไม่พอใจเกี่ยวกับวิธีการจัดการภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นของทรัมป์อีกด้วย

นโยบายภาษีทรัมป์กับความกังวลต่อเศรษฐกิจระยะยาว

หนึ่งในประเด็นสำคัญของผลสำรวจฟ็อกซ์นิวส์คือความคิดเห็นของประชาชนกว่า 54% ที่เชื่อว่านโยบายภาษีได้ทำลายเศรษฐกิจในระยะสั้น ส่วนอีก 51% มีความกังวลว่าจะส่งผลเสียในระยะยาวทั้งต่อราคาสินค้าและการเติบโตโดยรวมของประเทศ ความรู้สึกไม่ไว้วางใจทางด้านเศรษฐกิจนี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารของระยะเวลาที่ผ่านมา

แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและการใช้ชีวิตที่เพิ่มขึ้น

ตามคำอธิบายของนาย คาร์ล โรฟ นักวิเคราะห์ฟ็อกซ์นิวส์ ระบุว่า ความกดดันทางเศรษฐกิจจากเงินเฟ้อและค่าสินค้าจำเป็นที่สูงขึ้น ได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันความไม่พอใจต่อทรัมป์ โดยเฉพาะนโยบายภาษีที่หลายคนมองว่าเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมและลดทอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจในภาพรวม

อนาคตทางเศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นอย่างไรภายใต้ ‘ภาษีทรัมป์’?

จากผลสำรวจ เห็นได้ชัดว่าความกังวลของประชาชนอเมริกันเกี่ยวกับ ภาษีทรัมป์ สัมพันธ์กับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่พวกเขาเผชิญอยู่ในปัจจุบัน การตัดงบประมาณโครงการช่วยเหลือสังคมเพื่อสนับสนุนการลดภาษี ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญหลายคน โดยมองว่าอาจสร้างปัญหาตามมาในอีกหลายปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ

  • ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ต้องการนโยบายที่ส่งผลต่อสวัสดิการสังคม
  • ความเห็นเชิงลบเพิ่มมากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว
  • เซ็นเซอร์สะท้อนว่าการปรับภาษีกระทบผู้มีรายได้น้อย

อย่างไรก็ตาม นโยบาย “One Big Beautiful Bill Act” แม้ว่าผู้สนับสนุนอาจมองว่าเป็นทางเลือกเพื่อกระตุ้นการลงทุนและลดภาระทางภาษีในภาคธุรกิจ แต่จากกระแสความไม่เห็นด้วยที่ยกขึ้นมา สะท้อนความต้องการของประชาชนที่เน้นถึงความสำคัญของความสมดุลระหว่างการเสียสละด้านการคลังกับผลที่ได้ในด้านประชาชน

วิกฤตเศรษฐกิจที่ใกล้เข้ามา ยิ่งทำให้ผู้อ่านทั่วไปเริ่มตั้งคำถามใหม่ ๆ กับว่า พวกเขาจะรับมือกับนโยบายแบบนี้อย่างไร ให้ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ลงตัวทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม

สุดท้ายนี้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดตามประเด็นเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง “ภาษีทรัมป์” คือสิ่งที่คุณไม่ควรมองข้าม แนวโน้มทางการเมืองในสหรัฐฯ ทั้งความเชื่อมั่นและการไม่ไว้วางใจต่ออนาคต ดูจะไหลไปตามแนวคิดเรื่องความโปร่งใสและการรักษาเสถียรภาพ เพื่ออยากเห็นเศรษฐกิจได้เติบโตโดยไม่ต้องแลกด้วยความเสื่อมถอยของชีวิตความเป็นอยู่

หากคุณต้องการอัปเดตนโยบายที่เปลี่ยนแปลงทั่วโลก อย่าลืมติดตามข่าวสารด้านเศรษฐกิจของเราอย่างใกล้ชิด.

ที่มา – คนอเมริกันไม่ปลื้ม”ภาษีทรัมป์” หวั่นกระทบเศรษฐกิจในระยะยาว

ฮุนเซน โพสต์เฟซฯ นั่งทำงานยันเช้า อ้างโด้ป Starbucks ลดน้ำตาลเหลือ 30% หวั่นเบาหวานเล่นงาน

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กจำนวนมากต่างจับตามองโพสต์ที่น่าสนใจจากนาย ฮุนเซน ซึ่งเป็นประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชาที่ได้เผยให้เห็นชีวิตการทำงานเบื้องหลังของผู้นำประเทศ ในช่วงเช้ามืดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม เขาได้โพสต์ข้อความในเพจ Samdech Hun Sen of Cambodia เป็นภาษาเขมร แต่เมื่อแปลออกมาแล้ว ความหมายคือ ‘แม้ว่าพี่น้องประชาชนจะหลับกันหมดแล้ว แต่ผมและเพื่อนร่วมงานยังคงอยู่ที่หน้าจอวิดีโอ’ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างไม่หยุดนิ่ง

ในโพสต์ดังกล่าว ฮุนเซนยังระบุว่า เขาได้พูดคุยกับภรรยา และร่วมติดต่อกับผู้บัญชาการทหารบางส่วนที่ประจำการอยู่แนวหน้า เรื่องการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้น โดยรายงานระบุว่ามีสมเด็จเตียบัญชาการอย่าง เตีย บัญ และทหารบก เมา โสพันที่ร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในขณะที่ผู้บัญชาการสูงสุดอย่าง วงศ์ พีเสน เตรียมประชุมที่มาเลเซียในวันรุ่งขึ้น

ฮุนเซน โพสต์เฟซฯ หลังลดน้ำตาล Starbucks ลงเหลือ 30%

อีกหนึ่งความน่าสนใจในโพสต์คือการระลึกถึงเรื่อง สุขภาพ ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัว เขาได้กล่าวว่า ‘เมื่อวันก่อน Starbucks ใส่น้ำตาล 100% วันนี้เหลือเพียง 30% และจ่อปรับเป็น 0% เพื่อป้องกันไม่ให้เบาหวานเล่นงาน’ ทำให้ใครหลายคนยิ้มกับการนำวัฒนธรรมการชงชีพมาเกี่ยวข้องกับนโยบายการทำงานและความสุขภาพ

ทำไม ฮุนเซน ถึงเลือกใช้ Starbucks เป็นสัญลักษณ์?

  • เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงการปรับตัวเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว
  • สะท้อนความตั้งใจจริงในการป้องกันโรคเบาหวาน
  • เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนเมืองและผู้ติดตามความเคลื่อนไหว

หลังอ่านโพสต์นี้แล้ว หลายฝ่ายยกย่องในความใกล้ชิดที่ ฮุนเซน มอบให้กับประชาชน ทั้งการทำงานยันเช้าตรู่ จนถึงแนวคิดเรื่องการรักษาสุขภาพด้วยการลดน้ำตาล และถือเป็นบทสนทนาที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับส่วนตัวและระดับรัฐที่เชื่อมโยงกันได้อย่างน่าสนใจ Starbucks ที่เราอาจมองเป็นเพียงเครื่องดื่มแก้ง่วง กลายเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดกาแฟทุกวัน ลองตั้งคำถามเรื่องน้ำตาลในชีวิตของคุณเหมือนกับที่ ฮุนเซน กำลังทำในเวลานี้ หรือแม้แต่จะเริ่มจากการลดการใช้ถ้อยคำหยาบคายทางออนไลน์ แล้วหันมาเรียกชื่อนักการเมืองด้วยคำว่า ‘สมเด็จ’ ด้วยความเคารพ ก็อาจช่วยให้สังคมเราดีขึ้นได้เหมือนกัน

ที่มา – ‘ฮุนเซน’ โพสต์เฟซฯ นั่งทำงานยันเช้า อ้างโด้ป Starbucks ลดน้ำตาลเหลือ 30% หวั่นเบาหวานเล่นงาน

เอกชนไทยสั่งซื้อ ‘เครื่องบินขึ้น-ลงแนวดิ่งด้วยระบบไฟฟ้า’ 500 ลำจากจีน

เอกชนไทยสั่งซื้อ ‘เครื่องบินขึ้น-ลงแนวดิ่งด้วยระบบไฟฟ้า’ ครั้งใหญ่ที่สุดจากจีน

การร่วมมือกันครั้งสำคัญระหว่างบริษัทชั้นนำของไทยและจีนถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง โดยบริษัท แพน แปซิฟิก จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และด้านโครงสร้างพื้นฐานรายใหญ่ของไทย ได้ลงนามข้อตกลงสั่งซื้อเครื่องบิน eVTOL (Electric Vertical Takeoff and Landing) จำนวน 500 ลำ จากเซี่ยงไฮ้ โวแลนท์ แอโรเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีการบินขั้นสูงจากจีน ข้อตกลงนี้ถือเป็นดีลใหญ่ที่สุดในภูมิภาคจนถึงปัจจุบัน และแสดงถึงความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี eVTOL ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจในหลายประเทศทั่วโลก

ความร่วมมือครั้งสำคัญในภาคอุตสาหกรรมอากาศยาน

ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ งาน International Advanced Air Mobility Expo ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ โดยมีการร่วมมือกันสามฝ่าย ได้แก่ แพน แปซิฟิก ไชนา เนชันแนล แอโร-เทคโนโลยี อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริง คอร์ปอเรชั่น (CAIEC) และเซี่ยงไฮ้ โวแลนท์ แอโรเทค โดยบริษัท CAIEC จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการใช้งานเครื่องบิน eVTOL ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการบินในความสูงระดับต่ำในเมืองและระหว่างเมืองเพื่อใช้ในการขนส่ง ท่องเที่ยว และการกู้ภัย

สัมผัสกับยุคใหม่ของการเดินทางด้วย เครื่องบินขึ้น-ลงแนวดิ่งด้วยระบบไฟฟ้า

เครื่องบิน eVTOL ที่จะถูกส่งมอบในอนาคตคือรุ่น VE25-100 ที่มีชื่อทางการค้าว่า Skylar เครื่องบินแต่ละลำสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 6 คน มีปีกแบบผสม ให้ความสมดุลระหว่างเสถียรภาพและพลังงานไฟฟ้า และมีพิสัยการบินอยู่ที่ 200-400 กิโลเมตร พร้อมความเร็วในการเดินทางถึง 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การขนส่งยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นแบบปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การส่งมอบและการใช้งานในภูมิภาคเอเชียและการท่องเที่ยวทางอากาศ

เครื่องบินขึ้น-ลงแนวดิ่งด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งหมดที่สั่งซื้อจะถูกส่งมอบเป็นระยะหลังจากผ่านการรับรองความสมควรเดินอากาศจากสำนักงานการบินพลเรือนจีน โดยประเทศมัลดีฟส์ ไทย และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการขนส่งในระดับความสูงต่ำ การท่องเที่ยวทางอากาศ และภารกิจการกู้ภัยฉุกเฉิน

ทำไม เครื่องบินขึ้น-ลงแนวดิ่งด้วยระบบไฟฟ้า ถึงน่าติดตามมากที่สุดในปีนี้?

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคแห่งความยั่งยืนและเทคโนโลยีที่ชาญฉลาด การพัฒนาการของการบินในระดับเมืองกลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องการเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ในไทย เอกชนได้เริ่มลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับยุคใหม่ที่การเดินทางจะไม่ติดอยู่กับถนนอีกต่อไป ด้วยเครื่องบินขึ้น-ลงแนวดิ่งด้วยระบบไฟฟ้า เรามีโอกาสเห็นการเชื่อมต่อระหว่างเมืองอย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทาง และส่งเสริมประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบไร้ขีดจำกัด

ทิศทางในอนาคตและความตื่นเต้นที่รออยู่

ด้วยศักยภาพในการให้บริการขนส่งผู้โดยสาร สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และช่วยในการช่วยเหลือฉุกเฉิน เครื่องบิน eVTOL อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้ในอนาคตไม่ไกล และด้วยจำนวนถึง 500 ลำที่ถูกสั่งซื้อจากจีน จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการบินรูปแบบนี้ในเอเชีย

ที่มา – เอกชนไทยสั่งซื้อ “เครื่องบินขึ้น-ลงแนวดิ่งด้วยระบบไฟฟ้า” 500 ลำจากจีน

ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่: ความนิยมของรัฐบาลในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่: ดัชนีความนิยมรัฐบาลลดลงต่อเนื่อง

ในช่วงที่การเมืองไทยกำลังเผชิญกับหลากหลายปัญหาทั้งในและต่างประเทศ ความนิยมของรัฐบาลก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความนิยมของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่เริ่มลดต่ำลงอย่างน่าเป็นห่วง จากผลสำรวจล่าสุดของสวนดุสิตโพล ซึ่งจัดทำดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 พบว่าคะแนนโดยรวมอยู่ที่3.86 คะแนน ลดลงจากเดือนก่อนอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยหลักคือความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

ในสถานการณ์ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ล่าสุดมีการปะทะบริเวณชายแดนจนเกิดการสูญเสียจากทั้งสองฝ่าย ส่งผลให้ประชาชนเริ่มไม่เชื่อมั่นในหัวหน้ารัฐบาล โดยตรง บางส่วนเชื่อว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากนโยบายของรัฐบาล แต่เกิดจากความตึงเครียดระหว่างสองตระกูลอย่าง ชินวัตร และ ฮุน เซน

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้รับคะแนนความนิยมเฉลี่ยเพียง 3.43 คะแนน เป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบปี ในขณะที่ฝ่ายค้านอย่าง พรรคประชาชน (ปชน.) กลับได้รับความชื่นชอบมากขึ้นจากประชาชน โดยเฉพาะ ผู้นำคนสำคัญอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ได้คะแนนสูงถึง 45.79%

ความล่าช้าในการจัดการปัญหาประชาชน และ อุทกภัยในหลายพื้นที่ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดต่ำลง ผู้วิเคราะห์มองว่าหากไม่มีการปรับปรุงการสื่อสารและการทำงานอย่างจริงจัง ดัชนีนี้ก็จะร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ต่อไปเรื่อยๆ

ฝ่ายค้านเพิ่มบทบาทด้วยการตรวจสอบรัฐบาล

ในขณะที่ฝ่ายค้านยึดมาตรฐานการตรวจสอบรัฐบาลเป็นหลัก ความชื่นชอบในผลงานอยู่ที่ 40.28% และบทบาทที่โดดเด่นที่สุดคือการตรวจสอบการบริหารงาน ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องเริ่มรู้สึกกดดัน

อีกประเด็นหนึ่งที่โดดเข้าสู่การเมืองไทยอย่างแรงคือเรื่องการทุจริตในวงการสงฆ์ และการเจรจากับสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อกระแสความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐบาล ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญอย่าง ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ชี้ว่าปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองผู้นำ ทำให้สถานการณ์ยิ่งบานปลาย

การเมืองไทยในทางแยก: ระหว่างกฎหมายและความยุติธรรม

ในส่วนประเด็นอย่างกรณีเขากระโดง ที่กลายเป็นเรื่องดังระดับประเทศ เป็นเครื่องวัดที่ดีว่ารัฐบาลกำลังพยายามรักษาผลประโยชน์ของประเทศ หรือถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองกันแน่ กรณีนี้ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามหลักนิติธรรม และกระบวนการทางกฎหมายที่โปร่งใส และไม่ใช่เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมือง

ความพยายามของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการ แก้ปัญหาโฉนดทับซ้อน บริเวณเขากระโดง ก็เป็นอีกกรณีที่แสดงให้เห็นการตั้งใจทำงานอย่างรอบคอบ โดย นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟ ระบุว่า ผู้ครอบครองที่ดิน หากอยู่ในพื้นที่โดยไม่มีสิทธิ์ ก็จะมีการเจรจาช่วยเหลือ หรือให้เข้าสู่ระบบเช่าที่ดิน ตามระเบียบ

อย่างไรก็ตาม กระบวนการทางกฎหมาย ก็ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับปัญหาการรุกล้ำที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะการวินิจฉัยของศาล ที่ตัดสินให้กรมที่ดินมีสิทธิ์เพิกถอนโฉนดที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ ทุกกระบวนการถือเป็นเครื่องมือในการรักษาความยุติธรรม ซึ่งสังคมต้องจับตามองว่าจะมีการบังคับใช้จริงตามที่ว่าไว้หรือไม่

ความเชื่อมั่นของประชาชน จึงอยู่เหนือความขัดแย้งและการเมืองภายใน รัฐบาลไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น จริงใจ โปร่งใส และมีวิสัยทัศน์ในการดูแลแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม อย่างแท้จริง

ดังนั้น สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นเครื่องเตือนให้นโยบายเก่าๆ ต้องถูกขยับเพื่อแก้ไขด้วยวิธีการที่ยืดหยุ่น มากขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งภายในและความล่าช้าในกระบวนการอาจทำให้รัฐบาลต้องเจอกับแรงดันที่เพิ่มขึ้น จากทั้งประชาชนและฝ่ายนิติบัญญัติ

รัฐบาลต้องปรับตัวเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น หรือจะปล่อยให้สถานการณ์ ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ต่อไปอีกเรื่อยๆ คงต้องจับตามองกันต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนและปีที่เหลือจะเกิดขึ้นอย่างไร

ทีมข่าวการเมือง

ที่มา – ร่วงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่

อัปเดตทางคู่สายอีสาน: การรถไฟแห่งประเทศไทยเตรียมปรับแบบทางรถไฟยกระดับข้ามสะพานสีมาธานีวงเงิน 16,826 ล้านบาท

ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คณะกรรมการของการรถไฟฯ จะประชุมพิจารณาในเดือนสิงหาคม 2568 โดยมีการเสนอให้ปรับแบบก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ สัญญาที่ 2 โดยเฉพาะช่วงคลองขนานจิตร-ชุมทางถนนจิระ บริเวณสะพานสีมาธานี นครราชสีมา เปลี่ยนจากทางรถไฟระดับดิน เป็นทางรถไฟยกระดับ เพื่อให้สามารถข้ามสะพานเลี่ยงเมืองนครราชสีมา และสะพานสีมาธานี ได้ หากการเปลี่ยนแปลงได้รับการอนุมัติ จะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2569 และเปิดให้บริการในปี 2572

อัปเดตทางคู่: ปรับแบบเพื่อความปลอดภัยและลดปัญหาจราจร

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ สายอีสาน มีแผนโดยรวมทั้งหมด 135 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 4 สัญญา วงเงินรวม 29,900 ล้านบาท โดยสัญญาที่ 2 เป็นจุดที่ได้รับการพิจารณาปรับเปลี่ยน ทางรถไฟยกระดับจะมีความสูงจากพื้นสะพานสีมาธานีประมาณ 5.5 เมตร ซึ่งมีข้อดีทั้งการเพิ่มความปลอดภัย การเชื่อมต่อระบบขนส่งได้อย่างราบรื่น และช่วยลดปัญหาการตัดกันของถนนกับทางรถไฟ

  • สัญญาที่ 1: มาบกะเบา-คลองขนานจิตร ความคืบหน้าอยู่ที่ 96.36%
  • สัญญาที่ 2: คลองขนานจิตร-ชุมทางถนนจิระ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแบบ
  • สัญญาที่ 3: งานก่อสร้างอุโมงค์ ความคืบหน้า 95.54%
  • สัญญาที่ 4: ระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ความคืบหน้า 61.36%

การเปลี่ยนแปลงทางรถไฟสัญญาที่ 2

พื้นที่สัญญาที่ 2 มีระยะทางทั้งสิ้น 69 กิโลเมตร และมีการปรับเพิ่มวงเงินจาก 7,060 ล้านบาท เป็น 16,826 ล้านบาท เนื่องจากการเปลี่ยนเป็นทางรถไฟยกระดับ ทำให้ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ก็เพิ่มประสิทธิภาพและความเร็วในการเดินรถให้ดีขึ้นอีกมากเช่นกัน

ความคืบหน้าของสัญญาอื่น ๆ

ในส่วนของสัญญาที่ 1 นั้น ได้เปิดเดินรถทางคู่ในบางช่วงไปแล้ว ได้แก่ ช่วงบันไดม้า-คลองขนานจิตร 30 กิโลเมตร และมาบกะเบา-มวกเหล็กใหม่ 13 กิโลเมตร รวมถึงมีการเปิดใช้งานอุโมงค์ผาเสด็จยาว 5.4 กิโลเมตร และอุโมงค์หินลับ 265 เมตรด้วย อย่างไรก็ตามยังเหลือช่วงมวกเหล็กใหม่-ปางอโศก 15 กิโลเมตร ที่เวนคืนหมดอายุ ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่ง รฟท. อยู่ระหว่างเจรจาจ่ายค่าชดเชยกับเจ้าของพื้นที่

คาดว่าหากได้พื้นที่ในส่วนนี้แล้ว จะสามารถเริ่มก่อสร้างทางลงรถไฟทางคู่สูงสุดในประเทศไทย รวมถึงงานทางรถไฟในส่วนที่เหลือของสัญญาที่ 1 ได้ภายในเดือนมีนาคม 2569 โดยใชเวลาประมาณ 15 เดือน ก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2570

ผลกระทบของการปรับแบบทางรถไฟยกระดับ

การปรับแบบเป็นทางรถไฟยกระดับใน รถไฟทางคู่สายอีสาน ช่วงคลองขนานจิตร-ชุมทางถนนจิระ ถือเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนส่งที่สำคัญ และช่วยตอบโจทย์ความต้องการในการเดินทางที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคอีสาน แม้จะทำให้วงเงินโครงการเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าจะมีผลดีในระยะยาว ทั้งในแง่ของความปลอดภัยและประสิทธิภาพการเดินรถ

ปัจจุบัน สำหรับสัญญาที่ 3 งานก่อสร้างอุโมงค์รถไฟ ความคืบหน้าอยู่ที่ 95.54% และสัญญาที่ 4 เกี่ยวกับระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ความคืบหน้า 61.36% ทำให้มั่นใจได้ว่าทั้งโครงการจะแล้วเสร็จภายในปี 2572 ตามแผน

เป้าหมายใหญ่ของรถไฟทางคู่สายอีสานคืออะไร?

เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือการเพิ่มขีดความสามารถของระบบขนส่งทางรถไฟในภาคอีสาน โดยเน้นการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจ และจุดยุทธศาสตร์การค้า อย่างมาบกะเบา นครราชสีมา และปลายทางชุมทางถนนจิระ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนต่อรถไฟสู่นครหลวง

ข้อแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานมองว่า การพัฒนาเป็นทางรถไฟยกระดับอย่างที่ รถไฟทางคู่สายอีสาน กำลังทำ เป็นแนวโน้มที่กำลังมาแรง และมีความเหมาะสมสำหรับประเทศไทย เพื่อลดปัญหาความล่าช้า ตกทอดจากยุคเก่า และสร้างเครือข่าย鐵路ที่รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นับว่าเป็นก้าวสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว การก่อสร้างรถไฟทางคู่ไม่เพียงแต่เปลี่ยนภูมิทัศน์การเดินทาง แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในเรื่องของการนั่งรถไฟที่เร็ว ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยตอนบนกับภาคกลางอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นนักเดินทาง หรือผู้สนใจโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานล่าสุด ติดตามการประชุมคณะกรรมการจากเว็บไซต์ทางการของ รฟท. หรือที่แหล่งข่าวเกี่ยวข้อง ได้เลย!

ที่มา – อัปเดตทางคู่ “สายอีสาน” ส.ค. ชงบอร์ดปรับแบบทางรถไฟยกระดับข้าม “สะพานสีมาธานี” 1.6 หมื่นล้าน

มาตรา 144 ล้างบางการเมืองไทย?

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การเมืองไทยได้เผชิญกับเหตุการณ์สำคัญที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองอย่างรุนแรง หลังศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในทางที่ผิดภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 144 โดยเป็นคดีของ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 มาตรา 144 จึงกลายเป็นหลักประกันหนึ่งของความโปร่งใสในหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ในกรณีนี้ มันยังสะท้อนถึงการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อผลทางการเมืองอีกด้วย

มาตรา 144 สร้างมาตรฐานจริยธรรมอย่างไร?

รัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสองระบุชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้ ส.ส., ส.ว. หรือกรรมาธิการเข้าไปมีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม ในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่การเงินของชาติและการใช้อำนาจของผู้บัญญัติกฎหมายอาจถูกตั้งคำถาม

การลงพื้นที่ของ พิเชษฐ์ ขัดรัฐธรรมนูญอย่างไร?

เรื่องนี้เกิดจากการที่ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ในการกำหนดการจัดสรรงบประมาณของสภาไปสู่พื้นที่ของตนเอง ซึ่งกระทำโดย ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ ส.ส. กทม. พรรคประชาชน และ ส.ส.รวมอีก 121 คน ที่ยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ผลปรากฏว่าพิเชษฐ์ถูกตัดสินว่ากระทำผิดจริง ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปี และสูญเสียทั้งเก้าอี้ ส.ส. และตำแหน่งรองประธานสภาอย่างถาวร

สำหรับ ภัณฑิล น่วมเจิม เขาย้ำว่าพิเชษฐ์มีบทบาท 2 ด้าน ทั้งในฐานะ ส.ส. ที่ต้องดูแลประชาชน และรองประธานที่จัดอยู่ในฝ่ายบริหารของรัฐสภา ซึ่งการที่เขาใช้ตำแหน่งเช่นเดียวกับรัฐมนตรีที่เสนอหรือกำหนดนโยบาย เป็นการเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน หากไม่มีความโปร่งใสและการบริหารอย่างเป็นระบบ

ศาลรัฐธรรมนูญในบทบาท ‘ฟาสต์แทร็ก’

หลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏการณ์ ‘มาตรา 144’ เริ่มถูกใช้อย่างจร่วงแรง โดยเฉพาะในวงการเมืองอย่างที่ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับกลุ่มอดีต ส.ว. ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบร่างกฎหมายงบประมาณของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ที่นำงบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ไปใช้ในโครงการ ‘เงินหมื่นดิจิทัล’ โดยกล่าวหาว่ามีการกระทำผิด ม.144 และ ม.88 แห่ง พ.ร.ป.การป้องกันการทุจริต

อย่างไรก็ตาม ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม อดีต ส.ว. เริ่มตั้งคำถามถึงความช้าของ ป.ป.ช. ที่รับเรื่องไว้จากเดือนเมษายนแล้ว แต่ยังดองอยู่ โดยเขาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามว่า “โดยพลัน” ที่ ป.ป.ช.รับปากไว้นั้นยังหมายความว่าอย่างไร

ความกดดันและการปะทะระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน

ด้าน เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ส. พรรคพลังประชาชน ได้ยื่นเรื่องเข้มต่อ ป.ป.ช. อีกกระทง ให้เร่งส่งเรื่องเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเชื่อมโยงกับผลตัดสินเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งหากผลการวินิจฉัยยืนตามนี้ กรรมาธิการงบประมาณ ครม. หรือ ส.ส. ที่เห็นชอบ อาจถูกตัดสิทธิ์สมาชิกภาพ ตามรัฐธรรมนูญได้

เรื่องทั้งหมดจึงไม่ได้จบแค่คดีเดียว แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองชั้นสูงที่หลายฝ่ายนำมาใช้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะจาก ‘พรรคประชาชน’ ที่ก่อนหน้านี้เคยวิจารณ์ ‘นิติสงคราม’ เป็นประเด็นหลัก แต่ตอนนี้กลับถูกตั้งคำถามว่า พวกเขาอาจจะเป็นผู้สร้างนิติสงครามแบบเดียวกัน

การใช้องค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ต่อคดีมาตรา 144 จึงกำลังเป็นเกมการเมืองใหม่ที่มีความเสี่ยง หากไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบ การขว้างงูอาจไม่พ้นคอ และผลลัพธ์อาจส่งผลสะเทือนต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระในระยะยาว

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำหรับผู้สนใจการเมืองไทย ว่าการควบคุมอำนาจ ผ่านกฎหมายเช่น ‘รัฐธรรมนูญมาตรา 144’ ต้องไม่ใช่เพียงเครื่องมือฟาดฟันทางการเมือง แต่ต้องสร้างมาตรฐานจริยธรรมที่ชัดเจนให้กับผู้ดำรงตำแหน่ง ด้วยความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ ไม่งั้น สังคมอาจหมดความเชื่อมั่นองค์กรเหล่านี้ ที่มา – มาตรา144ล้างบางการเมืองไทย?

มิยู ยามาชิตะ ผงาดแชมป์วีเมนส์โอเพ่น | โปรเมียวเฉิดฉายอันดับ 13

ยามาชิตะ ผงาดแชมป์วีเมนส์โอเพ่น โปรเมียวคว้าที่ 13 ร่วม

ในรอบสุดท้ายของการแข่งขันวีเมนส์โอเพ่น ณ สนามรอยัล พอร์ธคอว์ล กอล์ฟคลับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แฟนกอล์ฟไทยได้เฮกันอีกครั้งเมื่อ ยามาชิตะ มิยู โปรสาวญี่ปุ่นวัย 24 ปี เผด็จศึกด้วยคะแนนรวม 11 อันเดอร์พาร์ 277 และทำสถิติคว้าแชมป์เมเจอร์แรกของชีวิตสำเร็จ

เรียกได้ว่าเวที วีเมนส์โอเพ่น ในปีนี้เป็นสักขีพยานความสำเร็จครั้งสำคัญ! ชาร์ลี่ย์ ฮิลล์ และ มินามิ คัตซึ ทำคะแนนร่วมอันดับ 2 ที่ 9 อันเดอร์พาร์ 279 ตามด้วยนักกอล์ฟชื่อกระฉ่อนอย่างคิม อา-ลิม และริโอะ ทาเคดะ ที่ทำสกอร์ 7 อันเดอร์ร่วมกัน

สำหรับสาวไทยอย่าง โปรเมียว ปาจรีย์ อนันต์นฤการ แม้จะไม่ได้แชมป์แต่ผลงานก็น่าประทับใจไม่น้อย ทำคะแนนรวม 2 อันเดอร์พาร์ 286 คว้าอันดับ 13 ร่วมกับนักกอล์ฟอีกหลายคน

https://www.dailynews.co.th/wp-content/uploads/2025/08/AFP__20250803__68N89QW__v2__HighRes__776362679-1280x853.jpg

ผลงานน่าจับตามองจากโปรไทย

  • โปรเมียวยังคงเป็นความหวังของไทยด้วยฟอร์มร่วม 13
  • โปรเม เอรียา จุฑานุกาล สกอร์อีเวนพาร์รั้งอันดับ 23 ร่วม
  • โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล ทำได้อันดับ 30 ร่วม

แม้จะไม่เข้าไปถึงแชมป์ แต่ก้านเหล็กไทยก็สร้างความประทับใจต่อเนื่อง! น่าสนใจว่าความกดดันในเวทีระดับโลกอย่าง วีเมนส์โอเพ่น จะช่วยพัฒนาโปรเมียวไปสู่ระดับแชมป์ในอนาคตได้หรือไม่ คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในการต่อยอดสู่ระดับเมเจอร์? แสดงความเห็นกันได้เลย!

ที่มา – ยามาชิตะ ผงาดแชมป์วีเมนส์โอเพ่น

ไทยตอนบนมีฝนน้อย มรสุมตะวันตกเฉียงใต้คลุมทะเลอันดามัน

ไทยตอนบนมีฝนน้อย มรสุมตะวันตกเฉียงใต้คลุมทะเลอันดามัน

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาพยากรณ์อากาศในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า โดยข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ไทยตอนบนมีฝนน้อย เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังอ่อนยังคงพัดปกคลุมบริเวณทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย

ความเคลื่อนไหวของมรสุมและผลที่ตามมา

การปกคลุมของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงส่งผลต่อสภาพอากาศในหลายพื้นที่ของไทย โดยเฉพาะในภาคใต้ครบถ้วนทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกที่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเป็นบางแห่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ใกล้แนวมรสุมซึ่งบริเวณทะเลจะมีคลื่นสูงมาก

คลื่นลมในทะเลและคำแนะนำสำหรับชาวเรือ

สำหรับคลื่นลมในบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในช่วงนี้มีกำลังค่อนข้างอ่อน แต่ยังต้องระมัดระวัง เพราะในพื้นที่ที่มีฝนฟ้าคะนอง ระยะคลื่นอาจสูงเกินกว่า 2 เมตร โดยชาวเรือควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

คาดการณ์อุณหภูมิและสภาพอากาศในแต่ละภาค

  • ภาคเหนือ: มีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ โดยเฉพาะแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน และตาก อุณหภูมิจะอยู่ในช่วง 24–27 องศาเซลเซียสขณะต่ำสุด และ 34–37 องศาเซลเซียสในช่วงสูงสุด
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: สภาพเหมือนภาคเหนือ โดยมีจังหวัดที่ได้รับผลมากคือหนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี
  • ภาคกลาง: พบฝนฟ้าคะนอง 20% ของพื้นที่ ที่ต้องเฝ้าระวังคือกาญจนบุรีและราชบุรี อุณหภูมิสูงสุดอาจถึง 36–38 องศาเซลเซียส
  • ภาคตะวันออก: มีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดติดชายฝั่งเช่นจันทบุรีและตราด
  • ภาคใต้(ฝั่งตะวันออกและตะวันตก): มีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ โดยเฉพาะในบริเวณระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ข้อมูลอุณหภูมิในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงนี้มีฝนฟ้าคะนองประมาณ 20% ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 28–29 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ระหว่าง 34–37 องศาเซลเซียส

สถานการณ์อากาศในเดือนสิงหาคม – ความเข้าใจจากผู้เชี่ยวชาญ

หากดูภาพรวมเป็นเดือน ช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ ประเทศไทยตอนบนทั้งภาคเหนือ และภาคกลาง ยังคงมีสภาพอากาศไม่เอื้อต่อการฝนตกหนักต่อเนื่อง แต่ในพื้นที่ภาคใต้นั้นมีแนวโน้มว่าจะได้รับผลจากมรสุมเป็นระยะๆ สิ่งนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ชาวเรือ นักเดินทาง รวมถึงผู้ที่ทำกิจกรรมนอกอาคารต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สิ่งที่คุณควรทำในช่วงนี้: วางแผนกิจกรรมล่วงหน้า ดูสถานการณ์มรสุม และระวังอันตรายที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในพื้นที่บริเวณภาคใต้ หากคุณมีแผนไปเที่ยวทะเล ควรเลือกช่วงที่มรสุมสงบ และฟังข่าวจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ที่มา – ไทยตอนบนมีฝนน้อย มรสุมตะวันตกเฉียงใต้คลุมทะเลอันดามัน

“ผีแดง” เจ๊า “ทอฟฟี” เดือดคว้าแชมป์ซัมเมอร์ซีรีส์: การันตีฟอร์มแรงแม้เสมอศึกอุ่นเครื่องสุดมันส์

“ผีแดง” เจ๊า “ทอฟฟี” เดือดคว้าแชมป์ซัมเมอร์ซีรีส์ด้วยพลังทีม

การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ 2025 ที่สนามเมอร์เซเดส-เบนซ์ อารีนา ในสหรัฐฯ กลายเป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของ “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาจบเกมกับเอฟเวอร์ตัน “ทอฟฟีส์” ด้วยผลเสมอ 2-2 แต่ยังสามารถคว้าแชมป์รายการนี้ไปได้ด้วยสถิติน่าทึ่งชนะ 2 เสมอ 1

เปิดเกมด้วยฟอร์มใหม่ของไบรอัน เบอโม

ในเกมดังกล่าว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นอย่างชัดเจน โดยนักเตะใหม่อย่างไบรอัน เบอโม ได้โอกาสลงสนามครั้งแรก ก่อนที่บรูโน เฟร์นันเดสจะพาทีมขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 19 จากการสังหารจุดโทษอย่างแม่นยำ

แม้เอฟเวอร์ตันจะตีเสมอ 1-1 จากจังหวะอันทรงพลังของอิดริสซา กานา เกย์ ที่เปิดฟรีคิกให้อิลิมาน เอ็นดิอาย ซัดเข้าประตูในช่วงท้ายครึ่งแรก แต่ความมุ่งมั่นของ “ผีแดง” ก็กลับมาในครึ่งหลัง

เมสัน เมาท์ กลายเป็นฮีโร่ชั่วคราวด้วยการยิงโค้งสุดสวยพาทีมขึ้นนำ 2-1 ในนาทีที่ 69 ทว่าสุดท้ายต้องมาเสียท่าจากฟอร์มที่ไม่แน่นของเกมรับ เมื่อเฮฟเวน ดันทำเข้าประตูตนเองในนาทีที่ 75 ทำให้ผลจบลงที่ 2-2

แม้เกมนี้จะดูตื่นเต้นเกินควบคุมแต่ “ผีแดง” ก็แสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอในการแข่งขันทุกแมตช์ การคว้าแชมป์ซัมเมอร์ซีรีส์แม้เสมอ “ทอฟฟีส์” ดูเป็นเครื่องการันตีถึงศักยภาพในการรักษาจุดยืนที่แข็งแกร่ง

สิ่งที่แฟนบอลควรจับตา

  • การปรับตัวของไบรอัน เบอโม ปีกตัวใหม่ที่เริ่มต้นได้ดี
  • เกมรับที่ต้องปรับเกมหลังจากเสียประตูง่ายในช่วงปลายเกม
  • การยกระดับทีมให้กลับมาท้าชิงแชมป์ลีกในฤดูกาล 2025/26

สรุป: การเสมอครั้งนี้อาจไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สวยงามแต่ “ผีแดง” แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การเล่นที่สามารถผ่านสถานการณ์ตึงเครียดไปได้ ด้วยความสม่ำเสมอที่เป็นแบบฉบับตลอดการแข่งรายการพรีเมียร์ลีก ซัมเมอร์ ซีรีส์ 2025

ที่มา – “ผีแดง” เจ๊า “ทอฟฟี” เดือดคว้าแชมป์ซัมเมอร์ซีรีส์

สกสค.เปิดเฟสแรก ‘สหกรณ์กลาง’ ต.ค.นี้ ครูหนี้ท่วม เตรียมลงทะเบียนปลดหนี้

สกสค.เปิดเฟสแรก ‘สหกรณ์กลาง’ ต.ค.นี้

ในวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา ดร.พีระพันธ์ เหมะรัตน เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้ง ‘สหกรณ์กลาง’ ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยระบุว่าจะเริ่มเฟสแรกในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมช่วยให้ครูที่มีปัญหาหนี้ท่วมสามารถลงทะเบียนเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ได้ง่ายขึ้น

ไม่ใช่การแข่งขันกับสหกรณ์เดิม แต่เป็นการช่วยเหลือครูอย่างจริงจัง

ดร.พีระพันธ์ย้ำว่าการก่อตั้งสหกรณ์กลางนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อแข่งกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจำจังหวัดหรือสถาบันการเงินอื่นๆ แต่เป็นแนวทางการช่วยเหลือครูโดยตรงในการแก้ไขปัญหาที่มักจะถูกเพิกเฉย ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยที่สูง หรือการปรับโครงสร้างหนี้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สกสค.ได้พยายามหาแนวทางต่างๆ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดเท่าที่ควร

ในเฟสแรกของโครงการนี้ สหกรณ์กลางจะมีเงินทุนสำรองประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยดอกเบี้ยเงินกู้ในปีแรกจะอยู่ที่ 0% และไม่เกิน 4% ภายในปีที่ 4 ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำและเป็นธรรมต่อครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้สามารถใช้หนี้ได้อย่างสะดวก ไม่ถูกกดดันจากดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น

เป้าหมายหลัก: ฟื้นฟูสภาพคล่องของครูและเพิ่มสวัสดิการ

นอกจากนี้ สหกรณ์กลาง สกสค. จะดำเนินการตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และจะมีการนำระบบเครดิตบูโรเข้ามาใช้ เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดความเสี่ยงในการกู้ยืม ที่สำคัญไปกว่านั้น ครูที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ มีการวางแผนใช้จ่าย และหลีกเลี่ยงการใช้หนี้ซ้ำแบบเดิมที่เคยติดมาก่อน

การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการหารือระหว่าง สกสค. กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้มีการปรับแก้ระเบียบเกี่ยวกับการซื้อหุ้นของสถาบันที่ช่วยส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินการต่อได้อย่างลื่นไหล และหลังจากนี้จะต้องจัดประชุมกลุ่มย่อยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางที่ชัดเจน ก่อนจะนำเสนอต่อที่ประชุม สกสค. และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในเดือนสิงหาคมนี้

สหกรณ์กลาง สกสค.: ทางรอดของครูหนี้ท่วม

สหกรณ์กลาง สกสค. จะทำหน้าที่เหมือนศูนย์กลางในการประสานงานและสนับสนุนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ มีเป้าหมายหลักในการเข้ามาระงับปัญหาหนี้เสียและสร้างโครงสร้างการเงินใหม่เพื่อให้ชีวิตครูดีขึ้นอย่างมีคุณภาพ และทุกขั้นตอนของโครงการนี้ก็จะดำเนินการอย่างชัดเจนและเร่งด่วนภายใน 3 เดือน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์จริงๆ โดยหากโครงการนี้สำเร็จ ก็อาจเป็นแรงกระตุ้นแก่สหกรณ์อื่นๆ ให้ปรับระดับดอกเบี้ยเงินกู้ให้ใกล้เคียงกับสหกรณ์กลาง สกสค. มากยิ่งขึ้น

ข้อควรรู้สำหรับครูที่กำลังเตรียมตัวปลดหนี้

  • ดอกเบี้ยที่ช่วยลดภาระ: ดอกเบี้ยในช่วงปีแรกอยู่ที่ 0% และไม่เกิน 4% ในปีที่ 4
  • เงินทุนสำรองกว่าแสนล้านบาท: เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างหนี้ทั่วประเทศ
  • การร่วมมือระดับชาติ: มีการบูรณาการระหว่าง กสศ., สกสค., ธกส. และ ธนาคารแห่งประเทศไทย

หากคุณเป็นครูหรือบุคลากรทางการศึกษาที่กำลังประสบปัญหาหนี้สิน โครงการสหกรณ์กลางนี้อาจเป็นโอกาสทองที่จะช่วยให้คุณมีการเงินที่มั่นคงมากขึ้น โดยสามารถเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก่อนช่วงลงทะเบียนในเดือนตุลาคมนี้ และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมจาก สกสค. เพื่อไม่พลาดข่าวสารสำคัญ

ที่มา – สกสค.เปิดเฟสแรก ‘สหกรณ์กลาง’ ต.ค.นี้ ครูหนี้ท่วม เตรียมลงทะเบียนปลดหนี้