ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ล่าตัวคนขับรถกระบะสีขาวใจอำมหิต หลังเหยียบซ้ำนักเรียนแล้วหนี

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา หลายเพจดังอย่างเพจโหดจังในจังหวัดภูเก็ต ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถคันหนึ่ง ที่เผยให้เห็นเหตุการณ์สุดโหดและช็อกวงการโซเชียล หลังมีนักเรียนขี่รถจักรยานยนต์ประสบอุบัติเหตุล้มจนกระเด็นไปอยู่กลางถนน ก่อนที่จะโดนรถกระบะสีขาวคันหนึ่งแล่นทับซ้ำถึงสองครั้ง และหลบหนีไปโดยไม่มองกลับมาเลยสักนิด

ล่าตัวคนขับรถกระบะขาวเหยียบซ้ำจนบาดเจ็บสาหัส

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ถนนวิชิตสงคราม ตำบลกะทู้ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ในเวลาประมาณ 1.14 น. ซึ่งภายในคลิปเผยให้เห็นรถจักรยานยนต์ 2 คันกำลังขี่ตีคู่กันมา โดยคันหนึ่งได้หันมาดูรถซ้ายขวา ส่งผลให้เสียหลักล้มและกระเด็นไปอยู่บนเกาะกลางถนน จากนั้นจักรยานยนต์และร่างของผู้ขี่ก็กระเด็นออกมายังเลนตรงข้าม และในตอนนั้นเองที่รถกระบะสีขาวได้แล่นทับศีรษะผู้บาดเจ็บซ้ำๆ ถึงสองครั้ง โดยที่คนขับไม่ได้จอดรถลงมาดูเลย ปล่อยให้ผู้บาดเจ็บนอนอยู่กลางถนนนานกว่าครึ่งชั่วโมงโดยไม่มีใครรู้

กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ต

หลังจากคลิปดังกล่าวถูกแชร์ออกไป ชาวเน็ตต่างคอมเมนต์กันอย่างหนักถึงพฤติกรรมของคนขับรถกระบะ โดยหลายคนเห็นว่า ใจดำมาก ที่ไม่แม้แต่จะรู้สึกผิดหรือลงมาดูสักนิด นอกจากนี้ ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รถต้องสะเทือนจากแรงทับขนาดนั้นแล้ว แต่ยังจะไม่รู้เลยได้อย่างไร และมีคนพูดถึงจิตใต้สำนึกของมนุษย์ในปัจจุบันอีกด้วย หลายคนแสดงความเป็นห่วงเป็นใยต่ออาการของผู้บาดเจ็บ ที่ตอนนี้ยังคง อาการสาหัส

คนขับกระบะขาวหนีไปพร้อมความผิด

  • อุบัติเหตุเกิดเมื่อ 1 ส.ค. 68 เวลา 1.14 น.
  • ผู้บาดเจ็บมีอาการสาหัส หลังโดนทับซ้ำ
  • รถกระบะขาวไม่จอดลงมาตรวจสอบ ส่งความสะเทือนใจให้กับสังคม

เรื่องนี้นอกจากจะสะเทือนใจจากเหตุการณ์แล้ว ยังส่งผลให้เกิดการพูดถึงกันในวงกว้างเกี่ยวกับ ความรับผิดชอบของผู้ขับขี่ บนท้องถนน และการใช้กล้องหน้ารถที่ช่วยในการค้นหาความจริง โดยหลายคนเห็นตรงกันว่าถ้าไม่มีกล้องหน้ารถแบบนี้ คงไม่มีหลักฐานที่สามารถตามจับคนขับกระบะขาวสุดอำมหิตได้

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือพฤติกรรมของคนขับที่ไม่เหลียวแล ทั้งๆ ที่ควรจะ่าเห็นหรืออย่างน้อยรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติจากแรงสะเทือน เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้ว เราจึงไม่สามารถปล่อยผ่านได้ ยังไงก็ต้องล่าให้จนมุม เพื่อให้ได้รับโทษตามที่สมควร และเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์สุดอำมหิตแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ อีก

บทสรุป คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ คุณเชื่อว่ากล้องหน้ารถช่วยลดความผิดได้จริงหรือ? หรือคุณคิดว่ามีความรับผิดชอบมากพอหรือไม่ที่จะหยุดแล้วลงมาช่วยเหยื่อ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ความคิดเห็นของคุณมีค่า มาแชร์ความคิดเห็นกันได้เลยในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ล่าคนขับกระบะขาวสุดอำมหิต ทับหัวนักเรียนขี่รถล้มก่อนหลบหนี

กรมส่งเสริมการค้าฯ จับมือ 3 แพลตฟอร์มพันธมิตรโครงการร้าน TOPTHAI บุกอีสาน

กรมส่งเสริมการค้าฯ จับมือ 3 แพลตฟอร์มพันธมิตรโครงการร้าน TOPTHAI บุกอีสาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย เข้าถึงการส่งออกผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สามารถนำสินค้าของตนเองขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง TOPTHAI x Amazon, Alibaba.com และ Shopee ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมส่งเสริมการค้าฯ เปิดเกมรุก SMEs ไทยกับโครงการ TOPTHAI

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ จังหวัดอุดรธานี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้จัดกิจกรรม “Cross-Border e-Commerce : TOPTHAI ขายสนุกบุกตลาดโลก 2568” ครั้งที่ 4 โดยให้ความรู้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทยในพื้นที่ภาคอีสาน เพื่อสร้างทักษะและความพร้อมในการปรับตัวเข้ากับตลาดออนไลน์ระดับนานาชาติ กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการสนับสนุนนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการให้การส่งออกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เกิดเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ

TOPTHAI ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก

ภายในงานมีการเชิญแพลตฟอร์มผู้แทนระดับโลกอย่าง TOPTHAI x Amazon ซึ่งถือเป็นตลาดออนไลน์อันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังมี Alibaba.com ที่เป็นที่รู้จักในประเทศไทย รวมถึง Shopee ที่เข้ามาในประเทศใกล้เคียงอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

กิจกรรมนี้เน้นการให้ความรู้ เสวนา และจับคู่ธุรกิจ เช่น เรื่องของเทรนด์สินค้าในตลาดโลก, แนวทางการตั้งราคา, และการเตรียมสินค้าขั้นตอนลงขายจริงในแพลตฟอร์ม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ DITP ในการเตรียมความพร้อมและจัด “อาวุธทางการค้า” ให้กับผู้ประกอบการทั่วทั้ง 4 ภูมิภาค

โอกาสและความสำเร็จที่เริ่มเห็นผล

ปี 2568 ถือเป็นปีทองของผู้ประกอบการไทย เพราะกรมฯ ได้จัดกิจกรรมตามภูมิภาคเพื่อติดอาวุธความรู้และเปิด Outlets ที่เชื่อมโยงไปสู่ตลาดโลก เช่น จันทบุรี (ภาคตะวันออก), ภูเก็ต (ภาคใต้), เชียงใหม่ (ภาคเหนือ) และอุดรธานี (ภาคอีสาน) ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมความพร้อมต่อการขยายการส่งออกไปยังต่างประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากแพลตฟอร์มระดับโลกแล้ว ยังมีภาคพันธมิตรสำคัญที่เข้าร่วมในครั้งนี้ เช่น 1169 ศูนย์ให้คำปรึกษาการค้าระหว่างประเทศ Fastship, Yun Express, PingPong และ Ant International – Worldfirst เพื่อช่วยเตรียมตัวผู้ประกอบการตั้งแต่เรื่องการเงินไปจนถึงโลจิสติกส์

รู้ให้ลึกก่อนลงมือ ทำให้ TOPTHAI ขายสนุกจริง

ทั้งนี้ เหตุผลที่ DITP มุ่งขับเคลื่อน TOPTHAI ขายสนุกบุกตลาดโลก คือการเปิดช่องทางใหม่ ๆ ให้สินค้าไทย ทั้งกลุ่มผลไม้แปรรูป อาหารแปรรูป เครื่องหอมและสมุนไพร สุขภาพและความงาม อัญมณี เครื่องประดับ รวมถึงของใช้ภายใต้ไลฟ์สไตล์ต่างประเทศ ที่มีความต้องการสูง

ในเบื้องต้นจากกิจกรรมที่ผ่านมาใน 4 พื้นที่ พบว่ามีผู้ประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วมกว่า 100 ราย และได้มีการจับคู่ธุรกิจกว่า 31 คู่ ในทุกกลุ่มสินค้า โดยมีคาดการณ์ว่าการส่งออกผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้ง 3 จะสร้างรายได้รวมกว่า 54 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 1 ปี เท่านั้น

ติดตามกิจกรรม TOPTHAI 2569 ได้ทาง Facebook

สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่พลาดโอกาสสำคัญ สามารถติดตามความเคลื่อนไหว ร้าน TOPTHAI ปี 2569 ได้ผ่านเพจ Facebook: TopThai by DITP ซึ่งจะแจ้งกำหนดการล่วงหน้าและกิจกรรมที่ต่อเนื่องอีกโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่ได้ไปเยือน

TOPTHAI by DITP ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านร้านค้าออนไลน์ ด้วยการลงพื้นที่และร่วมมือกับพาร์ทเนอร์อันทรงพลัง เพื่อยกระดับ SMEs ไทยให้สร้างยอดส่งออกได้จริงบนโลกออนไลน์

ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนในประเทศไทย ก็สามารถคว้าโอกาสนี้เพื่อเปลี่ยนธุรกิจเล็ก ๆ เป็นรายได้ระดับโลกได้ ด้วยการเข้าร่วมโครงการ TOPTHAI และเตรียมสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดออนไลน์ต่างประเทศ

ที่มา – กรมส่งเสริมการค้าฯ จับมือ 3 แพลตฟอร์มพันธมิตรโครงการร้าน TOPTHAI บุกอีสาน

บุกค้นห้องพัก จับกุมคู่รักว่างงานรับ ‘ยาบ้า-ไอซ์’ ขายวัยรุ่นสร้างรายได้ เผยสาเหตุที่น่ากังวล

บุกค้นห้องพัก จับกุมคู่รักว่างงานรับ ‘ยาบ้า-ไอซ์’ ขายวัยรุ่นสร้างรายได้

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 สถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ จังหวัดนครนายก กลายเป็นที่สนใจของประชาชนอีกครั้ง เมื่อมีรายงานว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับเบาะแสจากประชาชนว่ามีกลุ่มบุคคลลักลอบค้ายาเสพติดในซอยวัดอุดม ต.บ้านใหญ่ อ.เมือง จ.นครนายก ภายใต้การบัญชาของ พล.ต.ต.ปราโมทย์ งามประดิษฐ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ นำโดย พ.ต.อ.ธีรพรรดิ์ บัณฑิโตหิรัญโชติ ผู้กำกับการสืบสวน

สองสามีภรรยาคู่รักว่ายาว พบหลักฐานยาเสพติดจำนวนมาก

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบชายหญิงคู่หนึ่งแสดงพิรุธ จึงได้ขอเข้าตรวจค้นห้องพัก โดยสามารถจับกุม นายนัน อายุ 26 ปี และ น.ส.หมิว อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นคู่รัก โดยห้องพักที่ไม่มีเลขที่ในซอยวัดอุดม เจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนหนึ่งได้แก่ ยาบ้า 1,587 เม็ด และยาไอซ์ 1.30 กรัม นอกจากนี้ยังยึดยานพาหนะ 1 คัน และรถจักรยานยนต์อีก 1 คัน เอาไว้เป็นหลักฐาน

สารภาพว่าทำมานานเพราะไม่มีงานทำ แต่รายได้ดี

จากการสอบสวนทั้งสองรับสารภาพว่าพวกเขาไม่มีอาชีพที่แน่นอน ทว่าหันมารับยาเสพติดทั้งยาบ้าและยาไอซ์จากเอเย่นต์ เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับวัยรุ่นในท้องถิ่น เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เร็ว ทั้งยังอ้างว่าตนเองทำมานานแล้วโดยไม่มีการถูกจับกุมมาก่อน

หลังควบคุมตัวทั้งสองพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครนายก ต่อไป เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย การจับกุมครั้งนี้ทำให้เห็นถึงกลวิธีใหม่ ๆ ของผู้ค้ายาเสพติดที่ดึงคนว่างงานเข้ามาร่วมขบวนการ โดยยั่วยุให้เห็นว่าเป็นอาชีพเสริมที่ให้เงินเร็ว สร้างผลกระทบต่อเยาวชนและสังคมในวงกว้าง

ผลกระทบต่อวงการบันเทิงและเทคโนโลยีในไทย

เกิดกรณี ‘ยาบ้า-ไอซ์’ ขายวัยรุ่นสร้างรายได้ แบบนี้ ทำให้การสื่อสารด้านสังคมผ่านช่องทางสื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดียได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักใช้เทคโนโลยีในการกระจายยาเสพติดอย่างแยบยล สิ่งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างสรรค์ แต่ยังอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดด้วย

  • การใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อติดต่อกับลูกค้าเป็นเรื่องปกติในโลกปัจจุบัน
  • การเข้าสังคมออนไลน์เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นจึงเป็นความท้าทายของเจ้าหน้าที่
  • โซเชียลมีเดียเป็นสองหน้าที่ทั้งให้ความรู้และส่งเสริมการใช้ยาเสพติดอย่างลับ ๆ

ปัญหายาเสพติดในกลุ่มวัยรุ่น

ปัญหายาเสพติดไม่ได้เพียงสร้างความเสียหายเฉพาะด้านสุขภาพ แต่ยังส่งผลต่อบุคลิกภาพ และการใช้ชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่มักตกเป็นเหยื่อ เพราะถูกชักจูงจากคนใกล้ชิด หรือแม้แต่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พวกเขามองว่าเป็นเรื่องสนุกหรือสังคมเอนเตอร์เทน

สังคมควรให้ความรู้ และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยการส่งเสริมการทำงานร่วมกับเด็กวัยรุ่นผ่านแอปการศึกษา ใส่เทคโนโลยีการเรียนรู้เพื่อเยียวยาด้านสภาพจิตใจ การส่งเสริมบทบาทชุมชน และการติดตามคนที่ว่างงานให้มีรายได้ผ่านอาชีพที่ถูกกฎหมาย

โดยสรุป การจับกุมคู่รักที่ขายยาให้กับวัยรุ่นได้เปิดตาสังคมให้ตื่นตัวเรื่องปัญหายาเสพติดแบบใหม่ เทคโนโลยีถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างรายได้ผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากขาดการควบคุมก็จะแพร่กระจายได้ง่าย และหากไม่มีการสร้างทางออกให้คนว่างงาน สถานการณ์เช่นนี้คงเกิดซ้ำวนลูปเหมือนเดิม

ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ป้องกันไม่ให้ยาเสพติดอยู่ใกล้ความประหลาดปลอมในชุมชนของคุณ

ที่มา – บุกค้นห้องพัก จับกุมคู่รัก ว่างงานรับ ‘ยาบ้า-ไอซ์’ ขายวัยรุ่นสร้างรายได้

มดดำเปิดใจปมร้อนน็อต วรฤทธิ์ ประเด็นลูกจ้างไม่มีสิทธิ์ไล่ใครออก!

มดดำเปิดใจปมร้อนน็อต วรฤทธิ์ ไม่มีสิทธิ์ไล่ออกแน่นอน

ในที่สุด มดดำ คชาภา ก็ได้มาเปิดใจถึงเหตุการณ์ร้อนแรงที่เกิดขึ้นในรายการแฉ ที่เกี่ยวข้องกับน็อต วรฤทธิ์ อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีข่าวลือว่าน็อตถูกปลดหรือถูกกดดันให้ออกจากรายการ เพราะความเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน รวมถึงดราม่าที่เกี่ยวข้องกับจักรภพ เพ็ญแข ที่เกิดขึ้นหลังการถ่ายทำรายการ

โดยมดดำได้เผยอย่างเป็นกันเองในงานเปิดตัว BioActive+ ว่า ตนกับน็อต วรฤทธิ์ ต่างก็เป็นลูกจ้างเหมือนกัน ไม่มีสิทธิ์ใดๆ ในการตัดสินใจไล่ใครออกจากรายการ ซึ่งมดดำยังยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังคงแน่นแฟ้นแม้ว่าจะมีมุมมองทางการเมืองที่ต่างกัน

ลูกจ้างไม่สามารถตัดสินใจเรื่องไล่ออกได้

มดดำ คชาภา และ น็อต วรฤทธิ์ เป็นพิธีกรที่ทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน มดดำระบุว่าเธอไม่ใช่บอกรายการ แต่เป็นเพียงลูกจ้าง เงินเดือนก็เท่ากับน็อตเหมือนกัน จึงไม่มีอำนาจใดๆ ในการตัดสินใจหรือเปลี่ยนแปลงตัวพิธีกร ในกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องการปลดพิธีกรออกจากตำแหน่งนั้น มดดำชี้ชัดว่ามันไม่จริงเลย ผู้บริหารใหญ่ของสถานี才是ผู้ที่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจ ไม่ใช่พิธีกรที่อยู่ในรายการ”

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นเพียงการพูดถึงมุมมองที่ต่างกัน ทั้งสองคนยังคงเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาเป็นสิบปี และไม่มีการลดจำนวนรายการหรือความร่วมมือใดๆ ระหว่างพวกเขากลับเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ตอบโจทย์ทุกมุมมองของผู้ชม

ความเห็นต่างก็ไม่ทำลายมิตรภาพ

แม้จะเห็นต่างกันเรื่องการเมือง แต่ทั้ง มดดำ และ น็อต ก็ยังทำงานร่วมกันได้อย่างดี เธอเผยว่า “การเห็นต่าง มันเป็นเรื่องธรรมดา เราต่างมีจุดยืนที่ชัดเจน แต่ไม่ได้ทำลายความสัมพันธ์ที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก”

“วันไหนที่มดดำไม่สามารถมาถ่ายได้ น็อตก็ยินดีมาช่วยเสมอ แม้เราจะไม่เห็นด้วยกัน เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ความเป็นเพื่อนมีค่ามากกว่าความเห็นทางการเมือง”

มดดำ ยัน น็อต ไม่เคยถูกไล่ออกแน่นอน

มดดำยังยืนยันอย่างมั่นใจว่า น็อตจะไม่มีวันถูกไล่ออกจากรายการ เพราะที่ผ่านมามีการสนับสนุนซึ่งกันและกันตลอด ไม่ว่าจะมีกระแสตีกลับหรือวิจารณ์จากสังคม พวกเขาจะอยู่ในรายการแฉควบคู่กันไปอีกยาวนาน ตราบเท่าที่ทีวีดิจิตอลยังคงมีอยู่

“ถ้าวันนี้เป็นช็อตของมดดำ มดดำก็เล่นเต็มที่ ถ้าวันไหนเป็นช็อตน็อต น็อตก็เล่นเต็มที่ มันคือความบาลานซ์ที่ดีของรายการ ที่ทั้งสองพิธีกร ต่างก็มีทักษะและความเห็นที่หลากหลาย แต่ทำให้รายการน่าสนใจมากกว่าเดิม”

มดดำยังเผยอีกว่าแม้แต่ผู้บริหารก็ยังห่วงว่าพวกเขาอาจจะทะเลาะกันในกอง แต่ความจริงคือ พวกเขาไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งใดๆ เลย เพราะทุกครั้ง หลังจากจบรายการ ก็มีการขอโทษกันกับแขกรับเชิญทันที เพื่อให้ทุกอย่างจบด้วยความสบายใจ ไม่เหลือความบาดหมาง

ทีมพิธีกรแฉยังคงมีความเป็นหนึ่งเดียว

  • มดดำ คชาภา และน็อต วรฤทธิ์ ยังคงร่วมงานกันได้ดี
  • ไม่มีการลดการออกอากาศของน็อตแต่อย่างใด
  • จุดยืนทางการเมืองที่ต่างกันไม่กระทบความเป็นเพื่อน

สำหรับแฟนรายการแฉทุกท่าน ที่ติดตามความคืบหน้าของทีมพิธีกร อยากให้มั่นใจว่า น็อต วรฤทธิ์ มีบทบาทต่อไปในรายการ เพราะเป็นความหลากหลายที่ทำให้รายการนี้มีสีสันและเข้าถึงกลุ่มผู้ชมทั่วไป ทั้งสายกลาง สายการเมือง และสายบันเทิง

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญไปกว่าการมีความเห็นเหมือนกันคือ การเคารพซึ่งกันและกัน และนั่นคือสิ่งที่มดดำยืนยันว่ามีอยู่ในทีมของแฉอย่างแน่นอน

ที่มา – มดดำเปิดใจปมร้อนน็อต วรฤทธิ์

‘เสือดาว’ แก่งกระจาน ออกอวดโฉม ‘บ้านกร่าง’ สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ผืนป่ามรดกโลก

‘เสือดาว’ แก่งกระจาน ออกอวดโฉม ‘บ้านกร่าง’ ถือเป็นเหตุการณ์ที่ rare มาก ๆ และสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ามรดกโลกที่หลายคนรอคอยจะได้เห็นภาพประวัติศาสตร์ครั้งนี้ โดยในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้เผยภาพแห่งความประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิต

เสือดาวในป่าแก่งกระจาน ถ่ายภาพได้ที่บ้านกร่าง

สถานที่สำคัญคือ บ้านกร่าง กม.14 ถนนจากด่านสามยอด ซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติได้บันทึกภาพไว้ได้ โดยเสือดาวตัวดังกล่าวปรากฏกายออกมาโดยไม่มีท่าทีหวาดระแวง ยังคงมีความสงบตามธรรมชาติของป่าแก่งกระจาน

เสือดาวค่อยๆ ข้ามถนนโดยไม่หลบหนี

จากคำบอกเล่าของนายพงษ์ศักดิ์ กันทุกข์ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยบ้านกร่าง เผยว่า เสือดาวตัวนี้ปรากฏตัวออกมาเดินบนถนนอย่างชิลล์ ๆ ค่อยๆ เดินจากชายป่าฝั่งหนึ่งข้ามไปอีกฝั่งอย่างช้า ๆ และไม่มีอาการตกใจเลยสักนิด เจ้าหน้าที่จึงฉวยโอกาสหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายบันทึกภาพไว้

การพบ ‘เสือดาว’ สะท้อนระบบนิเวศที่ดีของผืนป่า

หัวหน้าอุทยานก็ได้กล่าวถึงการพบเสือดาวในครั้งนี้ว่า มันเป็น เสือดาว แก่งกระจาน ที่ถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองระดับสูง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความสมดุลในห่วงโซ่อาหาร การที่พวกมันออกมาระหว่างที่ปิดท่องเที่ยวเขาพะเนินทุ่ง โป่งลึก-บางกลอย เป็นเรื่องที่แสดงถึงการปรับตัวทางธรรมชาติ หลังจากที่ลดมนุษย์ปัจจัยรบกวนในพื้นที่

การมาเยือนของเสือดาวครั้งนี้ยังถือเป็นโอกาสที่ ‘เสือดาว’ แก่งกระจาน ออกอวดโฉม ‘บ้านกร่าง’ ท่ามกลางสังคมที่ตื่นเต้นกับการฟื้นฟูป่าในระดับนานาชาติ และสะท้อนถึงความใสสะอาดทางระบบนิเวศ ที่สัตว์คุ้มครองต่างกันเองออกมาให้เห็นด้วยความมั่นใจโดยไม่หนี

แม้นี่จะเป็นหนึ่งเหตุการณ์ที่คนทั่วไปอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับผู้เกี่ยวข้องในด้านอนุรักษ์แล้ว นี่คือโอกาสทองที่แสดงถึงความสมบูรณ์ของธรรมชาติในพื้นที่แก่งกระจาน

  • ระบบนิเวศที่สมดุล
  • ความปลอดภัยในพื้นที่
  • ความสำเร็จของแผนอนุรักษ์

หากมีโอกาส ผู้ที่รักธรรมชาติควรติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ ‘เสือดาว’ แก่งกระจาน ออกอวดโฉม ‘บ้านกร่าง’ อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือตัวอย่างที่ดีของการอนุรักษ์และแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในผืนป่ามรดกโลก

ที่มา – ‘เสือดาว’ แก่งกระจาน ออกอวดโฉม ‘บ้านกร่าง’ สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ผืนป่ามรดกโลก

พัชรินทร์ โชว์ฟอร์มร้อนแรง! ปราบสาวรัสเซียเข้ารอบรองชนะเลิศ ศึกเทนนิส ITF World Tennis Tour 2025

ศึกเทนนิส ITF World Tennis Tour 2025 สัปดาห์ที่ 3 ได้ดำเนินมาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศแล้ว โดยเป็นวันแห่งความหวังของวงการลูกสักหลาดไทย เมื่อเจ้าของฉายา ‘อีฟ’ พัชรินทร์ ชีพชาญเดช สามารถเก็บชัยชนะได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการปราบคู่แข่งจากแดนหมีขาวอย่าง คิรา ปาฟโลวา จากรัสเซีย ด้วยคะแนน 2-0 เซต 6-3, 6-1 สนามแข่งขันยังคงเป็นที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพื้นฐานบ้านของผู้สนับสนุนทีมหญิงไทยอย่างเต็มอิ่ม

พัชรินทร์ สร้างผลงานระดับตำนานในศึก ITF World Tennis Tour 2025

หลังจากคว้าแชมป์มาได้ติดต่อกันถึง 2 สมัย ดูเหมือนว่า ‘พัชรินทร์’ จะเริ่มต้น ITF World Tennis Tour 2025 รอบก่อนรองชนะเลิศ ได้อย่างร้อนแรง โดยแม้จะต้องพบกับ มือรัสเซียที่ไม่ธรรมดาอย่าง คิรา ปาฟโลวา แต่พัชรินทร์กลับสมกับเป็นนักหวดที่มีสถิติท้าทายนับไม่ถ้วน

หลังจบการแข่งขัน เธอจะโคจรเข้าไปพบกับ ยูโนะ คิตะฮาระ จากญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้มือวางอันดับ 2 อย่างหลู่ เจีย-จิง จากจีน ด้วยสถิติ 2-1 เซต 2-6, 6-4, 6-1 ถือเป็นคู่แข่งที่ท้าทายของพัชรินทร์ในรอบตัดเชือกครั้งนี้

สองนักหวดหญิงไทยก็ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ

ไม่เพียงเทนนิสหญิงเดี่ยวเท่านั้น คู่ของ ‘หมิว’ สลักทิพย์ อุ่นเมือง และ ‘บัว’ กมลวรรณ ยอดเพ็ชร ก็ไม่น้อยหน้า โดยผ่านเข้าไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ประเภทหญิงคู่

ในรอบรองชนะเลิศ คู่หมิวและบัวสามารถโค่น นักหวดญี่ปุ่นอย่าง ยูกะ โฮโซกิ กับ เซระ นิชิโมโตะ ด้วยคะแนน 2-1 เซต ก่อนปิดเกมด้วยซูเปอร์ไทเบรกที่ 10-4 ผลงานเกมคู่ครั้งนี้ถือเป็นตัวแทนความหวังของทีมลูกสักหลาดไทยทั้งในเกมเดี่ยวและเกมคู่

การแข่งขันในประเภทชายก็เข้มข้นไม่แพ้กัน

ในฝั่งเทนนิสชาย ITF Men’s World Tennis Tour (6) ที่มีเงินรางวัลรวมอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 485,850 บาท ก็น่าสนใจไม่น้อย โดยคู่ดูโอทีมชาติไทย ‘บูม’ กษิดิศ สำเร็จ มือวางอันดับ 1 ของรายการ และ ‘แมงปอ’ ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ ที่มีอันดับโลกอยู่ที่ 643 ต้องโคจรกลับมาแข่งกันเองอีกครั้ง

แต่ท้ายที่สุด กษิดิศ เป็นฝ่ายโชว์ฟอร์มได้ดีกว่าโดยเฉพาะในเกมสำคัญ เอาชนะภวิชญ์ได้ 2-0 เซต 6-4 และ 6-1

ความเคลื่อนไหวรอบสนามประจำวัน

หญิงเดี่ยว – รอบก่อนรองชนะเลิศ พัณณิน โควาพิทักษ์เทศ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ชนะ วิกตอเรีย มอร์วาโยวา จากสโลวาเกีย 6-2, 6-4 ในขณะที่ เทียน ฟ่างหร่าน จากจีน โค่น มิโฮะ คุราโมจิ จากญี่ปุ่น 5 ด้วยคะแนน 6-2, 6-4 เช่นเดียวกัน

ชายเดี่ยว – กว่าจะได้ผู้ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ก็เอาใจช่วยกันจนเกือบใจจะขาด โดย ‘คงทรัพย์คงคา’ ถูก เจค เดลานีย์ จากออสเตรเลีย โค่นขาดลอย 3-6, 2-6 ขณะที่ควอนซุนวู จากเกาหลีใต้ ชนะมือแข็งจากอินเดียอย่างสิทธารถ ราวัตได้สกอร์สะใจ 6-0, 6-1

น่าจับตามองในคู่แข่งระดับโลกอย่างหญิงคู่และชายคู่

หญิงคู่ – ทำเต็มช่องยังวัดกันถึงซูเปอร์ไทเบรก คู่ของ คิม นา ริ จากเกาหลีใต้ และเย่ ฉิว หยู จากจีน คว้าชัยชนะเหนือคู่ โมนิค แบร์รี่ (นิวซีแลนด์) กับ นัตสึมิ คาวากุจิ (ญี่ปุ่น) ด้วยคะแนน 4-6, 6-4 และซูเปอร์ไทเบรก 10-7

ชายคู่ – คู่จากแวดวงเดียวกัน กับคู่ของ ศิวณัฎฐ์ อุ้ยตยะกุล และ ฐานทัพ สุขสำราญ ที่โค่นคู่ของ ยุทธนา เจริญผล และ กษิดิศ สำเร็จ ด้วยคะแนน 7-6 (5), 6-4

สำหรับคู่แข่งจากเกาหลีใต้ อย่างชุง ยุน ซอง และควอน ซุนวู ก็ทำได้ดี ไม่ยอมอ่อนข้อต่อทีมออสเตรเลีย-ญี่ปุ่นอย่างโจชัว ชาร์ลตัน กับ โทโมฮิโระ มาซาบายาชิ ที่ควรกดด้วยคะแนน 7-6 (5), 6-2

ภายในสองวันนี้ นับเป็นการแข่งขันที่มีคุณภาพ มีชัยชนะและความพ่ายแพ้ ที่ตามมาพร้อมบทเรียนครั้งสำคัญ ผู้ชมชาวไทยต่างได้เห็นศักยภาพของ young Thai talents บนเวทีระดับสากล พร้อมแล้วหรือยังที่จะมันส์ไปกับรอบตัดเชือกในวันพรุ่งนี้ กับเกมระดับโลกจากผู้เล่นนานาชาติ ในศึก ITF World Tennis Tour 2025 มีติดตามข่าวเกี่ยวกับการแข่งขันได้ทั่วไป และสามารถรับชมเกมของลูกสาวไทย ทั้งพัชรินทร์ สลักทิพย์ และกมลวรรณ ต่อเนื่องได้อย่างเต็มอารมณ์เทนนิส

ที่มา – “พัชรินทร์” ปราบสาวรัสเซีย ลิ่วตัดเชือก ศึกเทนนิส “ไอทีเอฟ เวิลด์ ทัวร์ 2025”

ไก่เดือยทองบรรลุข้อตกลงยืมตัว ชูเอา ปาลินญา เพื่อเสริมทัพแดนกลางอย่างเป็นทางการ

ข่าวใหญ่ที่แฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีกต่างจับตามอง เมื่อทีม ไก่เดือยทอง หรือที่รู้จักกันดีอย่าง ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ได้บรรลุข้อตกลงในการยืมตัว ชูเอา ปาลินญา มิดฟิลด์ฟอร์มแรงจากทีมดังอย่าง บาเยิร์น มิวนิค กลับมาโลดแล่นบนเวทีพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแดนกลางของทีม ในสัญญาระยะเวลา 1 ฤดูกาลเต็ม พร้อมเงื่อนไขการซื้อขาดในอนาคต

สำหรับแฟนฟุตบอลแล้ว การย้ายทีมครั้งนี้คงสร้างความประหลาดใจไม่น้อย ไก่เดือยทอง ได้รับโอกาสในการยืม ปาลินญา ที่ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของ แว็งซองต์ ก็องปานี เทรนเนอร์ชาวเบลเยี่ยมของบาเยิร์น มิวนิค ที่เพิ่งเข้ามาทำทีมในฤดูกาลนี้

ชูเอา ปาลินญา ถือเป็นหนึ่งในกองกลางที่มีสไตล์การเล่นดุดัน และเหมาะกับลีกที่เร็วอย่างพรีเมียร์ลีก โดยนักเตะรายนี้เพิ่งย้ายจาก ฟูแลม ไปร่วมทีม บาเยิร์น มิวนิค เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2023 ด้วยค่าตัวสูงถึง 47.4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,085.6 ล้านบาท) ทว่ากลับไม่สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้ภายใต้แผนการทำทีมของกุนซือใหม่ ทำให้ต้องย้ายทีมในแบบสัญญายืมตัว

ไก่เดือยทองเสริมคม ปาลินญา หวังสร้างความแข็งแกร่งในแดนกลาง

การยืมตัว ชูเอา ปาลินญา ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ ไก่เดือยทอง ในการเสริมกำลังทีมอย่างรวดเร็ว เงื่อนไขการยืมที่สัมพันธ์กับข้อตกลงซื้อขาดในอนาคต ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสให้ ปาลินญา โชว์ฟอร์มเพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

สิ่งที่สเปอร์สคาดหวังจากดีลนี้คือการเพิ่มทางเลือกในแดนกลาง ที่ต้องการผู้เล่นที่สามารถเล่นเกมรับ-เกมรุกได้ครบวงจร และ ปาลินญา ก็มีสถิติการลงสนามและผลงานที่โดดเด่นอย่างมากเมื่อครั้งค้าแข้งที่อังกฤษกับฟูแลม ซึ่งทำให้หลายทีมจับตามอง

ฟอร์มไม่เปรี้ยงปร้าง จึงต้องเปลี่ยนเวที

แม้ว่า ชูเอา ปาลินญา จะย้ายไปอยู่กับบาเยิร์น มิวนิค ด้วยค่าตัวสถิติสโมสรของฟูแลม แต่ดูเหมือนว่านักเตะรายนี้ไม่เหมาะสมกับเกมลีกสูงสุดของเยอรมันอย่างที่คาดไว้ เพราะเขาได้รับโอกาสลงเล่นน้อยนิดในยุคของก็องปานี

สิ่งนี้ส่งผลให้เขาต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ และพรีเมียร์ลีกคือบ้านหลังเก่าที่เขารู้สึกคุ้นเคย ขณะเดียวกัน สเปอร์ส หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ไก่เดือยทอง ก็มองเห็นศักยภาพของเขาว่าสามารถคืนฟอร์มเดิมได้หากได้รับโอกาสเพียงพอ

ข้อดีสำหรับผู้อ่านที่เป็นแฟนฟุตบอล คือ นี่คือการยืมตัวที่น่าจับตามอง เพราะการย้ายทีมในลักษณะนี้สามารถพลิกผันจากสัญญายืมเป็นสัญญาถาวรได้ หากฟอร์มเขาเข้าตาแมวมองและสามารถพาทีมเก็บชัยชนะที่ต้องการได้จริง ๆ ในฤดูกาลนี้

ทอตแนม ฮ็อตสเปอร์ ในช่วงนี้กำลังเร่งเครื่องเพื่อเตรียมทีมให้พร้อมสำหรับลุยศึกฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลนี้เช่นกัน การได้ ชูเอา ปาลินญา กลับมาพรีเมียร์ลีกครั้งนี้อาจเป็นตัวเปลี่ยนของ “ไก่เดือยทอง” หากใช้เขาได้อย่างคุ้มค่า

สำหรับแฟนลูกหนังตัวจริง คงต้องติดตามต่อไปว่า ไก่เดือยทอง จะสามารถปิดดีลยืมตัวครั้งนี้ได้สำเร็จ และผลงานของเขากับทีมใหม่จะเป็นอย่างไรในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง แน่นอนว่าการเสริมทัพครั้งนี้ต้องจับตาทั้งในและนอกสนาม!

ที่มา – “ไก่เดือยทอง” บรรลุข้อตกลงยืม “ปาลินญา” เสริมแดนกลาง

น้ำท่วมแพ้น้ำใจ! ‘นฤมล’ ลุยน่าน เยี่ยมสถานศึกษา เสียหายจากพายุ ให้กำลังใจครู-นร.ถึงพื้นที่

คุณหญิงนฤมล ลุยพื้นที่น้ำท่วมจังหวัดน่าน ให้กำลังใจครูและนักเรียน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่จังหวัดน่าน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อน ‘วิภา’ ซึ่งเป็นเหตุให้โรงเรียนและวิทยาลัยหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก

เสียหายหนักในหลายส่วน ทั้งอาคารเรียน ครุภัณฑ์ และที่พักครู

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ไปเยือนโรงเรียนบ้านดอนไชย (ศรีเสริมกสิกร) และโรงเรียนสตรีศรีน่าน อำเภอเมืองน่าน โดยได้ร่วมกับจิตอาสาในการทำความสะอาดพื้นที่ พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือและถุงยังชีพให้กับนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม โดยมีรายงานว่ามีครูและนักเรียนจำนวนมากต้องประสบปัญหาความเดือดร้อนจากการที่บ้านพักถูกน้ำท่วมซัด

ความร่วมมือระหว่างกระทรวงฯ นำผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือช่วยแก้ไขปัญหา

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้รับความร่วมมือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนำทีมโดย เลขาธิการกระทรวงเกษตร ในการจัดส่งเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เครื่องมือมาช่วยฟื้นฟูพื้นที่ รวมถึงทีมผู้บริหารจากสำนักงานอาชีวศึกษา และหน่วยงานด้านงบประมาณก็ได้ลงพื้นที่ร่วมกันเพื่อประเมินความเสียหาย และเร่งดำเนินการสำหรับงบประมาณฟื้นฟูที่จำเป็นอย่างด่วน

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า แม้ว่าน้ำในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่านจะเริ่มลดลง แต่โรงเรียนส่วนหนึ่งยังได้รับความเสียหายรุนแรง โดยเฉพาะอาคารเรียน อุปกรณ์การศึกษา ทรัพย์สินทางราชการ และที่พักครูหลายแห่ง ในบางพื้นที่ครูต้องอพยพไปพักที่เอกชนและต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ต้องให้งบประมาณในการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เพื่อให้โรงเรียนต่าง ๆ กลับมาให้บริการการเรียนการสอนให้ได้โดยไวที่สุด

  • ให้ความช่วยเหลือทันทีที่มีคำร้อง
  • เน้นการสานฝันและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน
  • ร่วมมือกับหลายภาคส่วนในการฟื้นฟู

ฟื้นฟูและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผ่าน Fix It Center

ในช่วงบ่าย รัฐมนตรีได้เดินทางไปยังวิทยาลัยเทคนิคน่าน เพื่อเยี่ยมชมศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน หรือที่เรียกว่า Fix It Center ซึ่งเป็นโครงการของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ให้สามารถนำเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือ และอุปกรณ์ประกอบอาชีพต่าง ๆ มาซ่อมแซมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อแบ่งเบาภาระความยากลำบากจากภัยน้ำท่วม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะให้ความช่วยเหลือทางวัตถุแล้ว ยังสร้างแรงใจให้กับครู นักเรียน และชุมชนในพื้นที่ น้ำท่วมอาจทำลายโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่อาจทำลาย ‘น้ำใจ’ ที่รัฐและประชาชนมีให้กัน สิ่งสำคัญคือการรวมพลังเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

การดำเนินการในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของรัฐบาลต่อการศึกษาของเยาวชนในพื้นที่ประสบภัย รวมถึงการเตรียมพร้อมแก้ไขปัญหาแบบเชิงรุก ที่ได้รับการสนับสนุนจากจิตอาสา หน่วยงานรัฐ และภาคประชาชนอย่างเต็มที่

เรื่องภัยพิบัตินั้นไม่มีใครคาดคิด ‘น้ำท่วมแพ้น้ำใจ!’ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูระบบการศึกษาอย่างเข้มแข็งของรัฐมนตรีนฤมล และทีมงาน ซึ่งถือเป็นความหวังสำคัญในการฟื้นฟูความเป็นปกติของชีวิตในพื้นที่ประสบภัย.

ที่มา – น้ำท่วมแพ้น้ำใจ! ‘นฤมล’ ลุยน่าน เยี่ยมสถานศึกษา เสียหายจากพายุ ให้กำลังใจครู-นร.ถึงพื้นที่

สืบภาค 2 ขยายผลยาบ้า 6 เม็ด ล่าแก๊งยา “ตุ๊ก บางทราย” ยึดไอซ์-คีตามีน 115 โล

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นอีกวันสำคัญที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 2 ได้ทำการขยายผลเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ภายใต้ชื่อ ‘ตุ๊ก บางทราย’ ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่ตอบโจทย์นโยบาย ‘No Drugs No Dealers’ ของรัฐบาลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สืบภาค 2 ขยายผลคดียาเสพติดจากของกลางเพียง 6 เม็ด

นายพลระดับสูงจากสำนักงานตำรวจภูธรภาค 2 นำโดย พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ พร้อมทีมนักสืบภาค 2 ร่วมกับ ป.ป.ส.ภาค ได้ปิดล้อมจุดสำคัญในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และสามารถยึดของกลางได้ในปริมาณมหาศาล ประกอบด้วย ยาไอซ์ และคีตามีน รวมกว่า 115 กิโลกรัม ซึ่งหากยาเสพติดล็อตนี้ถูกกระจายสู่ตลาด จะทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและเยาวชนอย่างวงกว้าง มูลค่าสูงถึง 20 ล้านบาท

คนร้ายที่เป็นตัวการใหญ่ อย่าง ‘ตุ๊ก บางทราย’ ยังอยู่ระหว่างการไล่ล่าจากชุดสืบภาค 2 โดยทีมเจ้าหน้าที่ออกหมายจับเรียบร้อย และเตรียมขยายผลการจับกุมเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อปิดคดีให้สมบูรณ์ที่สุดในเร็ววัน

แปลงผลจับ 6 เม็ด เป็นการสลายเครือข่ายภาคตะวันออก

  • 21 กรกฎาคม 2568: จับกุมนายอนันต์ ผู้ต้องหาคดียาบ้า 6 เม็ด โดยความร่วมมือของ ปปส.ภาค 2 และ สภ.เพ จังหวัดระยอง
  • ขยายผลไปยัง นายสังคม หรือ บอย พบของกลางยาบ้า 104 เม็ด ยาอี 67 เม็ด รวมถึงอาวุธปืนที่ใช้ในการค้ายา
  • หลังจากนั้น ได้จับกุม นายอภิชัย หรือ เอ้ ที่ซุกยาบ้าอยู่จำนวน 20,953 เม็ด พร้อมยาเค 137.98 กรัม ซึ่งเป็นผู้สั่งการระดับกลางทาง และให้การซัดทอดไปถึงกำลังสำคัญ ‘ตุ๊ก บางทราย’ ที่เป็นต้นทางของเครือข่าย

การตกผลึกของคดีนี้เป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อมโยงของข้อมูล และความสามารถของเนื้อทีมสืบสวน ที่นำโดย “พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์” ผู้ที่ใช้เวลาในการวิเคราะห์ทุกขั้นตอนทีละจุดอย่างละเอียด ตั้งแต่การพบยาบ้า 6 เม็ด กระทั่งไปถึงการปิดล้อมในชลบุรี ครอบครองไอซ์และคีตามีนกว่า 115 โล เป็นสารเสพติดที่เพียงพอจะสร้างปัญหาไปทั่วภูมิภาคตะวันออก ถ้าหากหลุดไป

กล่าวได้ว่า ‘ตุ๊ก บางทราย’ ไม่เพียงแค่เป็นเฮดการ์ดสำคัญในเครือข่ายค้ายาภาคตะวันออก แต่ยังจัดเป็นหนึ่งในผู้จัดหน่ายยาเสพติดที่มีความเสี่ยงจะแพร่กระจายเข้าวงการท่องเที่ยว และแหล่งชุมชน ซึ่งเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลที่ต้องป้องกันให้ได้

การปฏิบัติหน้าที่ของทีมสืบภาค 2 ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการปราบปรามยาเสพติดแบบครบวงจร เป็นการทำงานที่ทีมงานจริงๆ เป็นแบบอย่างของ ‘ตำรวจยุคใหม่’ ที่ทำงานด้วยหัวใจและความเข้าใจในเรื่องจรรยาบรรณอันสมควรค่านั้นยิ่ง

ทุกท่านช่วยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ได้ ด้วยการแจ้งเบาะแสผ่านสถานีต่างๆ หรือโทรเข้าสายด่วน 191 เพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดให้ถึงรากเหง้า คนที่กำลังมองหายาหรืออำนาจทางสังคมได้เบาะๆ หมดทางขยายเครือข่ายไปทีละพื้นที่

ที่มา – สืบภาค 2 ขยายผลยาบ้า 6 เม็ด ล่าแก๊งยา “ตุ๊ก บางทราย” ยึดไอซ์-คีตามีน 115 โล

รร.เล็กบนเกาะใหญ่คว้ารางวัล Best Practice ระดับภาคด้านการบริหารจัดการศึกษา

รร.เล็กบนเกาะใหญ่คว้ารางวัล Best Practice ระดับภาค

เมื่อวันที่ 1 สุภาพศกที่ผ่านมา ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงามของเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ โรงเรียนบ้านพระแอะ ซึ่งเป็นโรงเรียนเล็ก ๆ บนเกาะใหญ่ ได้สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนในพื้นที่และวงการการศึกษา เมื่อได้รับรางวัล Best Practice ระดับภาค ด้านการบริหารจัดการศึกษา จากโครงการ Innovation for Thai Education (IFTE) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

นี่ไม่ใช่เพียงแค่ความสำเร็จทั่วไป แต่มันคือการยืนยันถึงแนวทางการทำงานที่ทุ่มเทจากทีมบริหาร คณะครู และบุคลากรทุกคนในโรงเรียน โดยเฉพาะการพัฒนารูปแบบที่มีชื่อว่า PRA-AEK Model ซึ่งเน้นเรื่อง การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชนรอบข้าง ในการสร้างคุณภาพทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

PRA-AEK Model กับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

หนึ่งในหัวใจสำคัญของการได้รับรางวัล Best Practice ในครั้งนี้คือนวัตกรรมที่เรียกว่า PRA-AEK Model ซึ่งโรงเรียนได้นำระบบประกันคุณภาพการศึกษาเข้ามาใช้เป็นกรอบในการพัฒนา ที่ผ่านมา โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลมักเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น ข้อจำกัดด้านทรัพยากร บุคลากร และศักยภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยี

แต่ด้วยความมุ่งมั่นของนายนุกูล การดี ผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ใช้แนวคิดหลักว่า «บริหารด้วยนวัตกรรม พัฒนาอย่างมีส่วนร่วม» ทำให้โรงเรียนบ้านพระแอะเปลี่ยนแปลงและเติบโตได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะการสร้างระบบที่เชื่อมโยงกับชุมชน และเหมาะกับบริบทท้องถิ่นบนเกาะอย่างแท้จริง

การันตีความสำเร็จจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ดร.จอมขวัญ นครไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ได้แสดงความยินดีอย่างมากกับความสำเร็จนี้ และระบุว่า มันคือตัวอย่างที่ดีว่าโรงเรียนเล็ก ๆ บนพื้นที่ห่างไกล ก็สามารถกลายเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการศึกษาให้กับโรงเรียนอื่น ๆ ได้ตราบใดที่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและความตั้งใจจริง

รางวัลในครั้งนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานศึกษาธิการภาค 6 เมื่อวันที่ 29-30 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมบ่อแสนวิลล่า อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา ซึ่งมีโรงเรียนเข้าประกวดจากหลายจังหวัดในภาคใต้ แต่โรงเรียนบ้านพระแอะก็สามารถตัดเข้าเส้นชัยคว้ารางวัลมาครองได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ต่อไปนี้คือจุดเริ่มต้นของความยั่งยืนทางการศึกษาบนเกาะ

โรงเรียนบ้านพระแอะชี้ให้เห็นแล้วว่ารางวัล Best Practice ไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการศึกษาในพื้นที่เฉพาะด้วยวิถีที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงคนทุกกลุ่ม นี่จึงเป็นแนวทางที่ควรค่าแก่การเรียนรู้และการนำไปสู่การปฏิบัติของโรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

หากคุณสนใจแนวทางการบริหารแบบใหม่ที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์และบริบทท้องถิ่นอย่างแท้จริง นี่คือตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่สามารถ inspire ให้โรงเรียนอื่น ๆ เริ่มลองทำสิ่งที่แตกต่างได้

  • ติดตามเรื่องราวความสำเร็จของโรงเรียนชุมชน
  • ศึกษาแนวคิด PRA-AEK Model
  • ดูว่าการันตีคุณภาพการศึกษาได้อย่างไรจากชุมชน

ยืนยงหนึ่งในความสำเร็จที่การันตีจาก แหล่งข่าว ถือเป็นความภาคภูมิใจของจังหวัดกระบี่และวงการการศึกษาในพื้นที่ห่างไกล โดยหวังว่าจะเป็นต้นแบบให้กับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ที่มารร.เล็กบนเกาะใหญ่ คว้ารางวัล Best Practice ระดับภาค ด้านบริหารจัดการศึกษา