ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กต.จัดชี้แจงสื่อ-ทูตต่างชาติ 4 ส.ค. อัปเดตสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

กต.จัดชี้แจงสื่อ-ทูตต่างชาติ 4 ส.ค. อัปเดตสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลหลังจากที่ได้นำคณะทูต ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร รวมทั้งสื่อมวลชนต่างชาติ เดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อรับฟังการชี้แจงและลงพื้นที่สังเกตการณ์

คณะดังกล่าวมีโอกาสเห็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง หลังจากที่กองกำลังกัมพูชาได้ทำการยิงจรวด BM-21 ที่มีเป้าหมายไปยังพื้นที่พลเรือน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย และบาดเจ็บ 15 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าโรงพยาบาลบางแห่งได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตี หรือมีการยิงอาวุธสงครามตกใกล้โรงพยาบาล ส่งผลให้จำเป็นต้องปิดให้บริการชั่วคราว หรือลดระดับการดูแลรักษา รวมถึงการอพยพผู้ป่วยเพื่อความปลอดภัยเป็นสำคัญ

กฎหมายระหว่างประเทศกับสถานการณ์ชายแดน

นายรัศม์ กล่าวว่า การกระทำของกองกำลังกัมพูชาเข้าข่ายฐานการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและอนุสัญญาเจนีวา อย่างร้ายแรง เนื่องจากเป้าหมายในการโจมตีไม่ใช่กองกำลังทหาร แต่เป็นพลเรือนที่บริสุทธิ์

จากการลงพื้นที่และข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ สื่อมวลชนและทูตต่างประเทศมากกว่า 10 ประเทศ ได้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งถือเป็นการให้ความเห็นจากผู้ที่อยู่ในพื้นที่โดยตรง

การประชุมเพื่ออธิบายสถานการณ์ 4 สิงหาคม

ในวันที่ 4 สิงหาคม กระทรวงการต่างประเทศจะจัดประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนและทูตต่างชาติเข้าใจอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารไปยังประชาคมโลก เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีการบิดเบือน

นายรัศม์ยังเชื่อมั่นว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้จะทำให้สื่อมวลชนต่างชาติและองค์กรระหว่างประเทศต่างนำไปเผยแพร่ ภายใต้กรอบของความจริงและการทำงานอย่างมืออาชีพ

มุมมองด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในส่วนความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู แต่การชี้แจงสถานการณ์เชิงข้อเท็จจริงกับต่างชาติ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อฟื้นความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

หากทางการกัมพูชาสามารถชี้แจงเหตุการณ์ครั้งนี้ให้ชัดเจนได้ และให้ความร่วมมือในระดับนานาชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็น่าจะมีทางออกที่ดีในอนาคต

ที่มา – กต.จัดชี้แจงสื่อ-ทูตต่างชาติ 4 ส.ค. อัปเดตสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

“ODOS Summer Camp” เผยรายชื่อผู้ผ่านรอบสุดท้าย ย้ำนักเรียนรีบยืนยันสิทธิ์ภายใน 3 ส.ค.

โครงการ “ODOS Summer Camp” เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยร่วมค่ายภาคฤดูร้อน

โครงการ “ODOS Summer Camp” หรือ ค่ายแห่งโอกาสภาคฤดูร้อน ได้ออกมาประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย จำนวน 928 คน จาก 878 อำเภอทั่วประเทศ และ 50 เขตในกรุงเทพฯ หลังจากผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจับสลากเลือกหลักสูตร/ประเทศ และการสอบสัมภาษณ์อย่างเข้มข้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา

น้อง ๆ ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์ odos.thaigov.go.th และเพจเฟซบุ๊ก ODOS Summer Camp ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารของโครงการ

ยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการภายใน 3 สิงหาคมนี้

นายวาริน รัชนานุสรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ ODOS Summer Camp ได้กล่าวว่าผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจำเป็นต้องดำเนินการ ยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 3 สิงหาคม หากไม่มีการยืนยัน จะถือว่าสละสิทธิ์ทันที และทางโครงการจะเรียกผู้มีคะแนนสำรองขึ้นแทนตามลำดับของอำเภอ เขต และจังหวัดเดียวกัน

หลังจากยืนยันสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว นักเรียนจำเป็นต้องนำส่งเอกสารทางระบบตรวจสอบสถานะการพิจารณา odos.thaigov.go.th/check-status ระหว่างวันที่ 4 – 8 สิงหาคม เพื่อดำเนินขั้นตอนต่อไป สำหรับกิจกรรมปฐมนิเทศจะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 16 – 18 สิงหาคม และ 23 – 25 สิงหาคม ทั้งนี้ การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด

ODOS Summer Camp หลักสูตรนาน 5-6 สัปดาห์ ยกระดับทักษะดิจิทัล

ค่าย ODOS Summer Camp เป็นหลักสูตรระยะสั้นที่ออกแบบมาให้นักเรียนและนักศึกษาอายุไม่เกิน 19 ปี เข้าไป สัมผัสประสบการณ์การศึกษาและการใช้ชีวิตในต่างแดน ผ่านพันธมิตร 9 ประเทศชั้นนำ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ โดยมีทั้งหมด 16 หลักสูตร

กิจกรรมของโครงการนี้ยังมีโอกาสฝึกทักษะร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น AWS, Google, Microsoft, Huawei, Alibaba, Nokia, Canva, LinkedIn, Sony และ Nintendo ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเส้นทางการศึกษาและอาชีพในอนาคต

สรุปวันสำคัญสำหรับผู้ผ่านรอบสุดท้ายของ ODOS Summer Camp

  • 1 – 3 สิงหาคม: ยืนยันสิทธิ์ออนไลน์
  • 4 – 8 สิงหาคม: ส่งเอกสารเพิ่มเติม
  • 16 – 18 & 23 – 25 สิงหาคม: กิจกรรมปฐมนิเทศ

สำหรับเยาวชนไทยที่รักเทคโนโลยีและอยากมีประสบการณ์ภาคฤดูร้อนที่มากกว่าการท่องเที่ยว การได้เข้าร่วม “ODOS Summer Camp” ถือเป็นโอกาสทำให้ชีวิตได้ก้าวไกลไปอีกระดับ และเพิ่มศักยภาพให้ตนเองในสายยุคดิจิทัล

หากคุณหรือใครก็ตามอยู่ในรายชื่อที่นี่ อย่าลืมยืนยันสิทธิ์ภายในวันที่กำหนด เพื่อไม่พลาดโอกาสที่หาได้ยากนี้ ร่วมสร้างแรงบันดาลใจทักษะ ประสบการณ์ และบทเรียนที่ล้ำค่าพร้อมก้าวสู่เส้นทางใหม่ในระดับสูงขึ้น

ที่มา – “ODOS Summer Camp” ย้ำนร.ที่ผ่านรอบสุดท้ายเร่งยืนยันสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการภายใน 3 ส.ค.

สถานทูตสวีเดนแจงชัด ยังไม่ระงับขายเครื่องบินรบกริพเพนให้กองทัพไทย

สถานทูตสวีเดนแจงชัด ยังไม่ระงับขายกริพเพนฝูงใหม่ให้กองทัพไทย

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงประเด็นที่มีข่าวเผยแพร่เกี่ยวกับการระงับขายเครื่องบินรบกริพเพนให้กับกองทัพอากาศไทย โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ปัจจุบันยังไม่มีการตัดสินใจใดๆจากทางการสวีเดนที่จะระงับการจำหน่ายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้กับไทยแต่อย่างใด

กริพเพนฝูงใหม่กับแผนการจัดซื้อระหว่างไทยและสวีเดน

สำหรับแผนการจัดซื้อเครื่องบินรบกริพเพนฝูงใหม่จำนวน 4 ลำนั้น พล.อ.อ.พันธุ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ เตรียมเดินทางไปลงนามในสัญญาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 23-27 สิงหาคม ที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่จะเสริมศักยภาพการป้องกันประเทศของกองทัพอากาศไทย

เครื่องบินรบกริพเพนมีบทบาทสำคัญมาอย่างยาวนานในการปกป้องอธิปไตย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประเด็นพิพาททางชายแดนอย่างกรณีล่าสุดระหว่างไทยกับกัมพูชา กองทัพอากาศไทยนำเครื่องบินกริพเพนที่กำลังประจำการใช้ปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดน ซึ่งก่อให้เกิดการจับตาจากนานาชาติ และมีข่าวลือในบางกระแสว่าประเทศสวีเดนเตรียมที่จะระงับขั้นตอนการขายเครื่องบินรุ่นนี้ให้กับประเทศไทย

ญี่ปุ่น-สหรัฐยังไม่แสดงท่าที ขณะที่สวีเดนออกมาชี้แจง

ข่าวลือดังกล่าวสร้างความเข้าใจผิดให้กับหลายคน โดยเฉพาะชาวเน็ตไทยที่ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการชี้แจงจากสถานทูตสวีเดน ซึ่งเป็นฝ่ายผลิตเครื่องบินรบกริพเพน ว่าปัจจุบันยังไม่มีการยกเลิกสัญญาหรือระงับการขายแต่อย่างใด

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและภูมิศาสตร์การเมือง ให้ความเห็นว่าการลงนามครั้งนี้ไม่เพียงเสริมความมั่นคงภายในประเทศ แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้ผลิตหลายรายเริ่มให้ความสนใจในการเป็นพันธมิตรกับไทยมากยิ่งขึ้น

  • การซื้อกริพเพนฝูงใหม่ช่วยเสริมสมรรถนะการบิน
  • ดีลนี้ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอียู
  • การป้องกันข้อมูลผิดส่งผลดีต่อความมั่นคงด้านการสื่อสาร

อย่างไรก็ตาม สำหรับแฟนๆเทคโนโลยีและผู้ติดตามข่าวการป้องกันประเทศ ข้อมูลที่ได้จากการชี้แจงของสถานทูตสวีเดนนั้นถือเป็นการยืนยันว่าแผนการจัดซื้อยังคงเดินหน้าต่อไปได้

ใช้นวัตกรรมนำสมัยเพื่ออนาคตแห่งการป้องกันประเทศ

การนำเครื่องบินรบชั้นนำอย่างกริพเพนเข้าประจำการไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการซื้อขาย แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของประเทศไทยในการพัฒนาระบบป้องกันประเทศแบบครบวงจร ที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านความเร็ว เทคโนโลยี และแนวทางการใช้งานร่วมกับระบบอาวุธอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว

ดังนั้นถึงแม้จะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการระงับขายเครื่องบินรบกริพเพนจากสื่อของกัมพูชา แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ สถานทูตสวีเดนได้ยืนยันชัดเจนว่า ยังไม่ระงับขายกริพเพนฝูงใหม่ให้กองทัพไทย และกระบวนการจัดซื้อเดินหน้าได้อย่างปกติ

แฟนๆเทคโนโลยี รวมถึงกลุ่มผู้สนใจข่าวเหล่าทัพและยุทธภณฑ์ จะต้องติดตามข่าวสารอย่างรอบด้าน และเช็กแหล่งที่มาเสมอ เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – ‘สถานทูตสวีเดน’แจงแล้ว ยังไม่ระงับขาย‘กริพเพน’ฝูงใหม่ให้กองทัพไทย

ทุ่ม 3 ล้านบาท! ระเบิดศึก “ปทุมธานี เทควันโด” ชิงชัยกว่า 1,000 คน 16-17 สิงหาคมนี้

ระเบิดศึก “ปทุมธานี เทควันโด” ทุ่มงบกว่า 3 ล้านบาท ต้อนรับจอมเตะจากทั่วไทย

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวถึงโครงการ “ปทุมธานี เทควันโด” อย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุมวีไอพี ศูนย์กีฬาทางน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยมีนายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี, “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง และนายยรรยง อัครจินดานนท์ ร่วมกันเปิดเผยรายละเอียดสำคัญของการแข่งขันมหกรรมเทควันโดครั้งสำคัญนี้

แข่งขัน 16-17 สิงหาคมนี้ ใครสามารถเข้าร่วมได้บ้าง?

ปทุมธานี เทควันโด จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 สิงหาคม 2568 ณ ยิมเนเซี่ยม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต โดยมีรุ่นการแข่งขันหลายประเภท เช่น เคียวรูกิ (ต่อสู้), พุ่ทเซ่ (รำท่า), และเคียกพ่า (การทุบทำลาย) เปิดโอกาสให้เยาวชนชายหญิงอายุตั้งแต่ 5-18 ปี เข้าร่วมแข่งขัน โดยคาดว่าจะมีนักกีฬามากกว่า 1,000 คนจากทั่วประเทศมาร่วมชิงชัยในครั้งนี้

ดาวน์โหลดและสมัครเข้าร่วมการแข่งขันสามารถทำได้ง่าย ๆ ไม่มีค่าสมัครใด ๆ ทั้งสิ้น พร้อมยังแจกเงินรางวัลและของขวัญพิเศษให้กับผู้โชคดีอีกด้วย อีเวนต์นี้ไม่เพียงแค่เป็นเวทีให้ซ้อมและแสดงฝีมือ แต่ยังเป็นการเตรียมตัวสำหรับนักกีฬาที่อยากก้าวไปสู่ระดับทีมชาติในอนาคตอีกด้วย

  • แข่งขันระหว่างวันที่ 16-17 สิงหาคม 2568
  • จัดแข่งที่ยิมเนเซี่ยม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต
  • มีรุ่นอายุตั้งแต่ 5 ขวบถึง 18 ปี
  • ทุ่มงบประมาณถึง 3 ล้านบาทเพื่อสร้างมาตรฐาน

แจ้งเกิดเวทีระดับโลก จากท้องถิ่นสู่ระดับสากล

สำหรับชาวจังหวัดปทุมธานี “ปทุมธานี เทควันโด” ถือเป็นความภูมิใจอย่างยิ่ง เนื่องจากพื้นที่นี้เคยเป็นบ้านของนักเทควันโดระดับโลกอย่าง “เจ้าเทม” เทวินทร์ หาญปราบ ผู้คว้าเหรียญเงินโอลิมปิกเกมส์ 2016 ที่บราซิล รุ่น 58 กิโลกรัมชาย อีกทั้งยังมีร.ต.อ.ชัชวาล ขาวละออ หรือ “โค้ชแม็กซ์” อดีตนักเทควันโดทีมชาติที่เคยได้เหรียญทองทุกเวทีซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ มหาวิทยาลัยโลก และแชมป์โลก บางทีอาจเคยจุดประกายความใฝ่ฝันให้ผู้ต้องการยกระดับกีฬาพื้นบ้านให้ก้าวไกล

ความพร้อมด้านสนามและสิ่งแวดล้อม

จากการกล่าวของนายยรรยง อัครจินดานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เผยว่าทางสถานที่มีความพร้อมทั้งในการเดินทาง การบริหารจัดการ และโครงสร้างพื้นฐาน

ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี ในการเป็นสถานที่จัดการแข่งกีฬาตั้งแต่เอเชียนเกมส์ปี 2541 ล่าสุดในปีนี้ยังเตรียมรับใช้งานซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ อีกทั้งในแต่ละวันมักมีนักกีฬาทั้งนักศึกษาและประชาชนใช้สนามมากกว่า 10,000 คน

ปทุมธานีเทควันโด สร้างโอกาสให้เยาวชน แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

นอกจากจะเป็นการปลุกกระแสเทควันโดในประเทศไทยแล้ว “ปทุมธานีเทควันโด” ยังถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าที่พัก และการใช้จ่ายอื่น ๆ ของผู้ปกครองและนักกีฬา นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพื่อลดปัญหายาเสพติด และพัฒนาเด็กไทยให้มีสุขภาพแข็งแรง และรักการออกกำลังกาย

ทุนสนับสนุน 3 ล้านบาท เป็นมากกว่าการแข่งขัน

สำหรับการจัด “ปทุมธานีเทควันโด” ในปีนี้ คณะกรรมการจัดการแข่งขันทุ่มงบประมาณก้อนสำคัญถึง 3 ล้านบาท เพื่อให้นักกีฬาและครอบครัวได้รับประสบการณ์เยี่ยมยอดในทุกด้าน ทั้งรางวัล ระบบจัดการแข่งขัน สถานที่ และการอำนวยความสะดวกครบวงจร

สิ่งที่ต้องเป็นกำลังใจอย่างยิ่งคือ หากการแข่งขันครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ จังหวัดปทุมธานีมีแผนคาดหวังที่จะจัดการแข่งขันเทควันโดต่อเนื่องทุกปี พร้อมเป็นเจ้าภาพกีฬาเล็ก-ใหญ่ร่วมกับต่างองค์กร เพื่อสร้างรายได้และมอบประสิทธิภาพเชิงประสบการณ์ให้กับเยาวชนชาวไทย

ร่วมเชียร์และเข้าชมฟรี! ห้ามพลาด “ปทุมธานีเทควันโด” 16-17 สิงหาคม 2568

ถ้าคุณคือผู้ที่สนใจเทควันโด หรือครอบครัวของนักกีฬารุ่นเล็ก ๆ “ปทุมธานีเทควันโด” ถือเป็นกิจกรรมสุดพิเศษที่ไม่ควรพลาด! เตรียมพบกับการแข่งขันที่เข้มข้น นักกีฬาระดับพรสวรรค์ และเป็นแรงหนุนสำคัญให้กีฬาเทควันโดไทยมีเวทีแข่งขันบนพื้นฐานท้องถิ่นอีกครั้ง ร่วมกันเชียร์และสนับสนุนเด็กไทยเพื่อก้าวสู่ระดับนานาชาติ

ที่มา – ทุ่ม 3 ล้านบาท ระเบิดศึก “ปทุมธานี เทควันโด” คาด “จอมเตะทั่วไทย” ร่วมพันคนชิงชัย พร้อมดวลเดือด 16-17 ส.ค.นี้

‘น้องหลิงหลิง’ เล่านาทีชีวิต ‘ทหารเขมร’ ยิงจรวด BM-21 ใส่ปั๊มน้ำมันทำคนตาย

เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญที่ปั๊ม ปตท.บ้านผือ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจขึ้นที่บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อ ‘น้องหลิงหลิง’ เล่านาทีชีวิต ‘ทหารเขมร’ ยิงจรวด BM-21 ใส่ปั๊มน้ำมันทำคนตาย ได้มีการยิงจรวดจากฝั่งกัมพูชา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก อีกทั้งยังสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนอย่างร้ายแรง

จากกรณีนี้ กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศ ได้พาคณะทูต ทูตทหาร และสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยมีญาติของเหยื่อผู้เสียชีวิตนำรูปของผู้ที่จากไปไปแสดงต่อหน้าคณะ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าฝ่ายทหารกัมพูชายิงจรวดเข้ามาในพื้นที่ของไทยเป็นการละเมิดอธิปไตย ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

น้องหลิงหลิง เผยนาทีเสียงระเบิดดังสนั่น

ในช่วงลงพื้นที่ตรวจสอบ ด.ญ.พิชชาภัทร์ หรือน้องหลิงหลิง วัย 13 ปี ลูกสาวของเจ้าของปั๊ม ได้เล่านาทีแห่งความหวาดเสียวที่เธอต้องเผชิญ ขณะเหตุการณ์การยิงจรวด BM-21 เกิดขึ้น โดยเธออยู่ใกล้จุดเกิดเหตุเพียง 20 เมตร ขณะที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นในปั๊มถูกจรวดถล่ม เธอกำลังนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ร้านกาแฟอเมซอนกับพนักงานคนอื่น ๆ

น้องหลิงหลิง กล่าวว่า ตนเองได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ตามมาด้วยสะเก็ดระเบิดที่กระจายไปจนถึงบริเวณร้านอเมซอน ที่เธอกำลังนั่งอยู่ โชคดีที่เธอและพนักงานได้อพยพออกมาได้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่สติตื่น จึงหลบออกมาจากอาคาร หลังจากนั้นไม่นาน คุณแม่ของเธอและคุณป้าก็ขับรถมอเตอร์ไซค์มารับ และแม่ได้ตะโกนให้คนอื่น ๆ ในปั๊มรีบอพยพออกเช่นกัน

ปั๊มน้ำมันกลายเป็นพื้นที่เป้าหมายโดยไม่ตั้งใจ

แม้พื้นที่นั้นปกติจะมีผู้คนสัญจรไปมาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับคืนความสงบในชั่วพริบตา ขณะเกิดเหตุ ผู้คนบางส่วนถูกอพยพไปแล้วเนื่องจากปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จึงช่วยชีวิตของน้องหลิงหลิงและพนักงานเอาไว้ได้ เหตุการณ์นี้ทำให้เราต่างทบทวนถึงความปลอดภัยในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงแนวหน้าของความขัดแย้ง

ความรู้สึกที่ไม่มีใครคาดคิด

เหตุการณ์ ‘น้องหลิงหลิง’ เล่านาทีชีวิต ‘ทหารเขมร’ ยิงจรวด BM-21 ใส่ปั๊มน้ำมันทำคนตาย สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่เด็กอายุเพียง 13 ปี ต้องสูญเสียร้านค้าและเกือบสูญเสียชีวิตจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของความขัดแย้งต่อพลเรือน ซึ่งไม่ควรถูกเล็งเป็นเป้าหมายไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ การยิงจรวด BM-21 ถือเป็นอาวุธสมัยใหม่ที่ควรใช้อย่างมีสติไม่ใช่ว่าจะถูกชี้เป้าไปที่พื้นที่สาธารณะของพลเรือนซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ

เหตุการณ์นี้ยังคงอยู่ในความสนใจของสื่อทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องด้านความปลอดภัยระหว่างประเทศ ให้มีมาตรการป้องกันกันท่าทางที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ร้ายแบบนี้เกิดขึ้นอีก

‘น้องหลิงหลิง’ กลายเป็นตัวแทนของชุมชนชายแดนที่ประสบความสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว และการเล่าเรื่องราวส่วนตัวของเธอช่วยให้โลกเห็นภาพชัดเจนว่า การขัดแย้งของกองทัพนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อบรรดาพลเมืองธรรมดาที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง จึงควรมีการจัดระบบเตือนภัยและการป้องกันล่วงหน้า เพื่อจำกัดความเสียหาย

  • ปั๊มน้ำมันถูกมองว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงหากไม่มีการจัดการที่ดี
  • จรวด BM-21 มีความรุนแรงมาก และสามารถทำลายพื้นที่ขนาดใหญ่ได้
  • บรรยากาศในท้องถิ่นหลังเกิดเหตุกลายเป็นตึงเครียดอย่างลึกซึ้ง

เหตุการณ์ ‘น้องหลิงหลิง’ เล่านาทีชีวิต ‘ทหารเขมร’ ยิงจรวด BM-21 ใส่ปั๊มน้ำมันทำคนตาย น่าจะเป็นบทสะท้อนสำคัญในการมองไปยังทิศทางความสัมพันธ์ของสองประเทศ รวมถึงความสำคัญในการเคารพ sovereignty ระหว่างกัน

ทุกการรายงานเหตุการณ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ประชาชนระมัดระวังและเรียนรู้แนวทางการรับมือเมื่อความรุนแรงเกิดใกล้บ้านเรา หากมีคนเล็งเห็นความสำคัญด้านความปลอดภัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เราอาจช่วยลดการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำได้

ที่มา – ‘น้องหลิงหลิง’ เล่านาทีชีวิต ‘ทหารเขมร’ ยิงจรวด BM-21 ใส่ปั๊มน้ำมันทำคนตาย

ซูโม่กิ๊ก ออกมาแสดงความเห็น กรณีเขมรยิงโรงพยาบาลแล้วมาขอให้ไทยรักษา

ซูโม่กิ๊ก ไม่ทน! กรณีเขมรยิงโรงพยาบาล แล้วมาขอให้ไทยช่วยรักษา

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคงตึงเครียดอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเมื่อไม่นานมานี้ กัมพูชาได้มีการยิงถล่มโรงพยาบาลและพื้นที่บ้านเรือนของชาวบ้านที่บริสุทธิ์จนทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

เหตุการณ์ที่ทำเอาหลายคนถึงกับงง!

สิ่งที่ทำให้ประชาชนในสังคมรู้สึกทั้งโกรธและประหลาดใจก็คือ หลังจากกระทำการโจมตีแล้ว กัมพูชายังกล้าที่จะมายื่นขอความช่วยเหลือทางการแพทย์จากไทยอีก ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล

ซูโม่กิ๊ก แสดงความเห็นแรง! คิดด้วยส้นตีนข้างไหน?

หนึ่งในบุคคลที่ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาคือ “ซูโม่กิ๊ก” หรือ “เกียรติ กิจเจริญ” ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเขียนข้อความแรงๆ ว่า:

– ึงยิงโรงพยาบาล
-ู แล้วมาขอให้-ูรักษาพวก-ึง
-ูไม่ให้ -ึงบอกว่า-ูไม่มีน้ำใจ
-ึงคิดด้วยส้นตีนข้างไหนเนี่ย?? -ู…งง??

  • การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนจำนวนมากที่มองว่าการทำเช่นนี้เป็นการขัดกับหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง และยังกล้าใช้หลักเดียวกันในการร้องขอความเมตตา
  • ชาวเน็ตจึงต่างพากันแซวกันในทำนองเดียวกัน อย่างไรก็ตาม มีการแสดงความเห็นต่างๆ ทั้งในแง่ของความเป็นมนุษย์ และจริยธรรมการณ์รักษา

ไทยยังคงยึดหลักมนุษยธรรมในการรักษา

แม้ว่าความโกรธ และความไม่พอใจของประชาชนจะแรงกล้า แต่รัฐบาลไทย โดยเฉพาะสหภาพแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ยังยืนยันว่าจะช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยทุกสัญชาติ โดยยึดหลักมนุษยธรรม ความรับผชอบทางจริยธรรม และสิ่งที่เป็นพื้นฐานของวิชาชีพอยู่เสมอ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศและจริยธรรมทางสังคม ซูโม่กิ๊ก ไม่ได้พูดเพียงมุมมองของตัวเอง แต่ยังสะท้อนเสียงของคนส่วนใหญ่ที่รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีเหตุผล และส่อไปในทางที่ไม่เคารพชีวิตผู้อื่นโดยสิ้นเชิง

หากมองในมุมมองของการสื่อสารและจริยธรรม กรณีนี้อาจนำไปสู่การอภิปรายเรื่องการปฏิบัติตามหลักการระหว่างประเทศในขณะที่เกิดความขัดแย้ง การมีอยู่ของบุคคลที่ออกมาพูดกล่าวแบบไม่กั๊กแบบซูโม่กิ๊ก ทำให้เกิดการรับฟังและระดมความเห็นจากประชาชนวงกว้างได้อย่างดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การให้โอกาสช่วยเหลือผู้ป่วยจากอีกประเทศหนึ่งก็เป็นการแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ของสังคมไทย ที่แม้จะถูกโจมตี แต่ก็ยังเลือกที่จะให้อภัยและไม่ตัดสายสัมพันธ์ทิ้งไปเสียทีเดียว นั่นจึงเป็นบททดสอบของทุกภาคส่วนในประเทศไทยทั้งทางการเมือง สังคม ไปจนถึงระดับ masses ที่ต้องรับมือกับความรู้สึกตัวเองอย่างมีสติ

ภูมิธรรม เผย กำลังรอเคาะอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ลุยแก้ปมที่ดินเขากระโดง พร้อมย้ำการดำเนินการตามกฎหมาย

ภูมิธรรมเผย กำลังรอเคาะอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ลุยแก้ปมที่ดินเขากระโดง

เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ของวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระบวนการแต่งตั้งอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและวางแผนดำเนินการอย่างรอบคอบ ภายใต้การดูแลจากตัวเขาเอง เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาที่ดินเขากระโดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบายสถานการณ์เยียวยาที่ดินเขากระโดงแบบชัดเจน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแผนการเยียวยาประชาชนที่ถือครองที่ดินในพื้นที่เขากระโดง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอธิบดีกรมที่ดินยังไม่มีการดำเนินการที่ชัดเจน นายภูมิธรรมชี้แจงว่าเรื่องนี้ต้องมีความชัดเจนก่อนว่าผู้เกี่ยวข้องคือใครบ้าง และทุกอย่างจะต้องดำเนินการตาม กฎหมายละเมิด อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งและยืนยันความโปร่งใสในการจัดการทอ่ ดี

สมช. เตรียมดำเนินการลุยงบเยียวยาหนุนผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

ในประเด็นของการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มีการพูดถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นายภูมิธรรมระบุว่าขณะนี้มีการสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการที่จำเป็นให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ก่อนจะมีการชี้แจงผลการตัดสินใจให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง

  • ประสานงานกับกรมที่ดินให้เร่งกระบวนการตรวจสอบสิทธิ์
  • จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ร่วม
  • ดำเนินการตามกฎหมายที่ตนเองยืนยัน

เตรียมแจ้ง ครม. กรณีนโยบายตัดไฟจาก กฟภ.

เมื่อสื่อถามถึงกรณีที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะตัดไฟใน 9 จุดที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกขายให้กัมพูชาหรือไม่นั้น รัฐมนตรีรายไว้ว่า ในวันอังคารที่ 5 สิงหาคม จะมีการนำประเด็นนี้เข้าหารือร่วมกับคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ทุกส่วนสามารถดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในจุดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและสิทธิ์แซ่ ลูกหลาน

มุมมองเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญต่อสถานการณ์ปมที่ดินเขากระโดง

ปัญหาที่ดินเขากระโดงไม่ได้มีเพียงแค่มิติทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนภาพรวมของ กระบวนการปลัดขั้นสิทธิ์ที่ดิน วิธีหนุนคนจน แบบกดต้นทุนชีวิต ของหลายหน่วยงานที่ต้องปรับตัวให้ประสานงานกันง่ายขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องต้องเจ็บปวดจากกระบวนการที่ล่าช้าหรือไม่แน่ชัด

คำยืนยันจากนายภูมิธรรมในวันนี้ ถือเป็นสัญญาณออกมาจากกระทรวงมหาดไทยที่ให้ความสำคัญกับประเด็น ปมที่ดินเขากระโดง มากยิ่งขึ้น และถ้ายังคงมีการเดินหน้าตามแนวทางที่ชัดเจน จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในระบบราชการของประเทศไทยฟื้นกลับมาอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน

ที่มา‘ภูมิธรรม’ เผย รอเคาะอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ลุยแก้ปมที่ดินเขากระโดง ย้ำ ดำเนินการตามกฎหมาย

ปภ.กำชับ 7 จังหวัดชายแดน เร่งช่วยผู้ประสบภัย ลุยเยียวยาด่วนไม่ต้องรอขั้นตอน

ปภ.กำชับ 7 จังหวัดชายแดน เร่งช่วยผู้ประสบภัย ลุยเยียวยาด่วนไม่ต้องรอขั้นตอน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา ปภ. (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ได้จัดการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์ความช่วยเหลือภายหลังภัยความมั่นคงที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีนายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรม เป็นประธาน ซึ่งในที่ประชุมได้มีการกำชับให้จังหวัดชายแดน 7 แห่ง เร่งดำเนินการช่วยผู้ประสบภัยในทุกด้านแบบด่วน โดยไม่ต้องรอขั้นตอนตามระเบียบทั่วไป เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน

ภัยความมั่นคงกระทบประชาชน 8 แสนคน

จากผลการประชุม พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม มีจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบถึง 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์, สระแก้ว, จันทบุรี และตราด โดยภัยที่เกิดขึ้นได้ส่งผลต่อพื้นที่ 45 อำเภอ 336 ตำบล และ 4,085 หมู่บ้าน กระทบประชาชนถึง 238,506 ครัวเรือน หรือรวมกว่า 839,935 คน มีผู้เสียชีวิต 17 ราย และบาดเจ็บอีก 38 ราย

รองนายกฯ สั่งการให้เร่งฟื้นฟูด่วน

ภายใต้ข้อสั่งการของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รวมถึงน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้มอบหมายให้จังหวัดต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบดำเนินการสำรวจความเสียหาย บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเร่งดำเนินการฟื้นฟูโดยไม่ต้องรอลำดับขั้นตอนแบบละเอียด ตามแนวทางที่เน้นความรัวเร็วและความทั่วถึง

จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวกว่า 700 แห่ง

ปัจจุบันมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวไว้ถึง 759 แห่ง ใน 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์ และสระแก้ว โดยมีผู้อพยพเข้ามาอยู่รวมทั้งหมด 174,090 คน ทางจังหวัดพร้อมทั้งจิตอาสาร่วมดูแลทุกด้าน ตั้งแต่อาหาร เครื่องนอน ไปจนถึงความปลอดภัย และยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อคลายความเครียดให้กับผู้พักพิงอีกด้วย

สนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องจักรในพื้นที่ประสบภัย

ปภ. ยังได้นำเครื่องจักรกลเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่รวมทั้งหมด 108 คัน อาทิ รถผลิตน้ำดื่ม รถบรรทุก รถกำเนิดไฟฟ้า และรถปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย เพื่อให้เกิดการสนับสนุนที่ต่อเนื่องและตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่างครบวงจร

ด้วยระดับภัยที่เพิ่มขึ้น ปภ. จึงขอให้ทุกจังหวัดติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และเร่งช่วยฟื้นฟูประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อพยพมาพักในศูนย์พักพิง หรือประชาชนที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อลดความวิตกกังวลและให้สังคมตระหนักถึงความยากลำบากที่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนกำลังพบเจอ

ช่วยเหลือตามระเบียบ ได้จริง ได้เร็ว

ในส่วนการให้ความช่วยเหลือตามระเบียบที่ ปภ. ตั้งไว้ ที่ประชุมได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจ่ายเงินเยียวยาและแจกจ่ายถุงยังชีพอย่างด่วน เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลทันทีที่ได้รับกระทบจากการปะทะและภัยความมั่นคง โดยมีการจัดการในระบบอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพื่อให้ทุกการช่วยเหลือถูกต้องตามกรอบกฎหมาย แต่ยังได้ทันเวลา

ปภ.นำร่องการช่วยเหลือ ประชาชนได้รับความสบายใจ

แม้ว่าสถานการณ์ยังคงเปราะบาง การประสานหน่วยงานหลายภาคส่วนจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น ที่สำคัญคือการรับฟังเสียงของประชาชนและสร้างกระบวนการที่รวดเร็วและยืดหยุ่น เพื่อให้การเยียวยาเกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง

ประชาชนในพื้นที่ชายแดนจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร พื้นที่ปลอดภัย หรือสิ่งของจำเป็น ดังนั้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือลุถึงผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องรอนาน เหมาะสมกับสถานการณ์และภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง

คุณสามารถติดตามข่าวสารอัปเดตเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของ ปภ. หรือศูนย์ประสานงานท้องถิ่น เพื่อให้คุณทราบถึงมาตรการและการเยียวยาล่าสุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน รวมถึงสามารถมีส่วนร่วมในการบริจาค หรือให้การสนับสนุนได้อย่างตรงจุด

ที่มา – ปภ.กำชับ 7 จังหวัดชายแดน เร่งช่วยผู้ประสบภัย ลุยเยียวยาด่วนไม่ต้องรอขั้นตอน

‘เอกนัฏ’ ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชน รับมือภาษีของทรัมป์ที่ 19%

‘เอกนัฏ’ ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชนกระทบภาษีทรัมป์ 19% ถือเป็นประเด็นสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปรับลดอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้สินค้าของไทยจากเดิม 36% เหลือเพียง 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการส่งออกของไทยโดยตรง แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาชี้แจงว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อร่างมาตรการที่จะช่วยเหลือภาคเอกชนที่ต้องได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรครั้งนี้อย่างเป็นรูปธรรม

‘เอกนัฏ’ ประชุมร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูทางการเงิน

การประชุมร่วมระหว่างสองกระทรวงครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้สามารถหาแหล่งเงินและกลไกที่จะช่วยลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้อย่างทันเวลา และมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพมาตรฐานของสินค้า รวมไปถึงความเข้มงวดในการควบคุมว่าสินค้าต้องผ่านเกณฑ์ ‘เอกนัฏ’ ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชนกระทบภาษีทรัมป์ 19% อย่างแท้จริง

ผลกระทบของการเก็บภาษีครั้งใหม่

แม้ว่าอัตราภาษีจะปรับลดลงมา แต่ผลกระทบยังคงพอมีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ การปรับตัวตามนโยบายใหม่เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงทั้งในแง่ของต้นทุนและฐานการผลิต ดังนั้นการสนับสนุนด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการเงินและเทคนิคการผลิตจึงเป็นทางออกร่วมที่กำลังถูกพิจารณา

ภายในแผนดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนา โลคัล คอนเทน หรือสัดส่วนของวัตถุดิบภายในประเทศ ไม่ให้ถูกอาศัยเป็นช่องทางในการสวมสิทธิ์สินค้าจากต่างประเทศ

แผนรับมือจากภาครัฐยังไม่หยุด

ในส่วนของความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับกระทรวงการคลัง ก็ยังคงเดินหน้าเพื่อหาแนวทางเฉพาะ เช่น การใช้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบในประเทศเพิ่มขึ้น และกำกับดูแลให้การผลิตสินค้ามีคุณภาพสูงเพื่อรักษาชื่อเสียงของตลาดไทยในเวทีโลก

ช่วยกันปรับตัวเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของไทย

  • ร่วมพัฒนามาตรฐานสินค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนดสากล
  • สนับสนุนการผลิตภายในประเทศเต็มที่
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อลดผลกระทบจากภายนอก

ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวคือสนับสนุน ‘เอกนัฏ’ ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชนกระทบภาษีทรัมป์ 19% ให้สามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ช่วยให้ไทยยังยืนหยัดได้แม้จะเจออุปสรรค

การติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าอาชีพคุณจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือไม่ การค้าและภาษีสนธิสัญญาต่างประเทศไม่เพียงกระทบกับผู้ประกอบการ แต่ยังมีผลกระทบต่อบริบททางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และเรามีบทบาททุกคนในการช่วยเสริมให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น ‘เอกนัฏ’ ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชนกระทบภาษีทรัมป์ 19% ถือเป็นหนึ่งเรื่องที่ควรจับตาในปีนี้

ที่มา‘เอกนัฏ’ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชนกระทบภาษีทรัมป์ 19%

ลามิน่าเข้าสู่ปี 31 ให้ความรู้ในการเลือกฟิล์มกรองแสงอย่างมีประสิทธิภาพ

ลามิน่าเข้าสู่ปีที่ 31 เปิดแคมเปญให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกฟิล์มกรองแสง

ในโอกาสที่บริษัทลามิน่าก้าวเข้าสู่ปีที่ 31 อย่างมั่นคงและมีบทบาทสำคัญในตลาดฟิล์มกรองแสงทั้งรถยนต์และอาคาร ทางบริษัทฯ ได้วางงบประมาณมากกว่า 10 ล้านบาท เพื่อเริ่มต้นแคมเปญรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกฟิล์มกรองแสงอย่างถูกต้อง โดย คุณจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มลามิน่าและลูมาร์จากสหรัฐอเมริกาได้ให้ข้อมูลสำคัญที่ผู้บริโภคควรรู้

เน้นค่ากันแดด ไม่ใช่แค่ค่าอินฟราเรด

แคมเปญนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแนะนำให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่า การเลือกฟิล์มกรองแสงที่ดีนั้นไม่ควรอาศัยเพียงแค่ค่าอินฟราเรดหรือค่าการสะท้อนแสง แต่ควรพิจารณาจาก ค่ากันแดดโดยรวม ซึ่งรวมทั้งการลดความร้อนและแสงจ้า ตลอดจนอายุการใช้งานของฟิล์ม และการรับประกันจากผู้ผลิต

ลูกค้าใหม่รับของแถมพิเศษ ‘เบบี้ลามิน’ พร้อมเดินหน้าโครงการเพื่อสังคม

ทางลามิน่าได้เสนอข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ที่ติดฟิล์มลามิน่า ได้แก่ รุ่นเซราแอมทริกซ์, เซรามิกไอริส, ซีเอ็ม ไอคอน และมิสทรี่ ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป เพื่อรับของแถมพิเศษอย่าง ‘หมอนเบบี้ลามิน’ ที่มีจำนวนจำกัด และในโอกาสเดียวกันนี้ ทางบริษัทยังคงต่อเนื่องกับโครงการ ลามิน่าสานฝัน โดยการสร้างอาคารเรียนหลังที่ 24 ให้กับโรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง จังหวัดกำแพงเพชร

ตลาดฟิล์มกรองแสงปีนี้เติบโตสม่ำเสมอ แม้เกิดการแข่งขันสูงขึ้น

สำหรับสถานการณ์ตลาดของปีนี้ พบว่ามีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกับปีก่อน โดยมูลค่าตลาดรวมทั้งปีนี้คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งฟิล์มกรองแสงจาก รถป้ายแดง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% จากเดิม 80% ขณะที่รถป้ายขาวเพิ่มขึ้นเป็น 30% จากเดิมที่ 20%

ลามิน่าตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 600 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจำนวนรถยนต์ใหม่ในตลาดน่าจะอยู่ที่ 570,000 คัน โดยการเติบโตของตลาดนี้ไม่เพียงเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจ แต่ยังเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในระยะยาวมากยิ่งขึ้น

ความท้าทายจากการแข่งกันในตลาด ฟิล์มกรองแสง

อย่างไรก็ตาม ตลาดฟิล์มกรองแสงในปัจจุบันมีระดับการแข่งขันที่รุนแรงมาก เนื่องจากมีแบรนด์หลากหลายเข้าตลาด พร้อมกลยุทธ์ทั้งราคาและคุณสมบัติ ที่อ้างว่าเหนือกว่า แต่ลามิน่าเลือกจะเน้นการสื่อสารอย่างเที่ยงตรงกับลูกค้า เพื่อให้ทุกการเลือกมีข้อมูลที่ชัดเจน และสามารถแยกแยะความแตกต่างของคุณภาพได้อย่างชัดเจน

คุณจันทร์นภา กล่าวว่า “ เราเชื่อว่าการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนำมาซึ่งประโยชน์ให้ผู้บริโภคได้รับตัวเลือกและการบริการที่ดีขึ้น ถึงกระนั้น การให้ความรู้กับผู้ใช้งานอย่างจริงใจ และการสื่อสารความแตกต่างของแบรนด์อย่างชัดเจนจึงจำเป็นอย่างมาก”

สรุป: ปีที่ 31 ของลามิน่า เน้นการสื่อสารทั้งทางธุรกิจและสังคม

เมื่อเข้าสู่ปีที่ 31 ลามิน่าได้ผสมผสานความมั่นคงทางธุรกิจ เข้ากับการส่งเสริมการรับรู้เชิงคุณภาพ พร้อมทั้งดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะไปพร้อมกัน นั่นเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเติบโตโดยคำนึงถึงลูกค้าและสังคมเป็นสำคัญ และสำหรับลูกค้าที่ต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมในการเลือกฟิล์มกรองแสงที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง สามารถติดตามแคมเปญให้ความรู้จากลามิน่าเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้อง และตรงไปตรงมาได้โดยตรงจากเว็บไซต์ของบริษัท

  • ติดฟิล์มกรองแสงจากลามิน่า คุณภาพสูงมาตรฐานอเมริกัน
  • รับหมอนพิเศษจากโปรโมชั่น ลามิน่า ช่วงสิงหาคม 2567
  • สนับสนุนการศึกษาผ่านโครงการ ‘ลามิน่าสานฝัน’ ต่อเนื่องปีที่ 24

ที่มา – ลามิน่าเข้าสู่ปี 31 ให้ความรู้เลือกฟิล์มกรองแสง