ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ภูมิธรรม-เดชอิศม์’ แถลงผลสอบที่ดินเขากระโดงชัดเจนเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย

‘ภูมิธรรม-เดชอิศม์’ แถลงผลสอบที่ดินเขากระโดงเป็นของการรถไฟแบบชัดเจน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 1 สิงหาคม ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ได้ออกมาแถลงข่าวผลการตรวจสอบกรณีของที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหลายฝ่าย ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และคณะกรรมการผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อชี้แจงกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเน้นย้ำว่ากรณีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกมการเมืองแต่อย่างใด

ที่ดินเขากระโดงเป็นของการรถไฟหรือไม่?

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่าที่ดินเขากระโดงอยู่ในพื้นที่เขตพิพาทระหว่างหน่วยงานต่างๆ แต่มีมติจากศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลปกครองกลาง ที่ชี้ชัดว่าเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยหลังจากคำพิพากษาชัดเจนแล้ว ทางอธิบดีกรมที่ดินได้รับเรื่องให้ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มีข้อสงสัยเกิดขึ้นว่าเหตุใดกรมที่ดินไม่เร่งดำเนินการตามคำสั่งของศาล

กระบวนการตรวจสอบล่าสุด

หลังจากมีการร้องเรียนจากประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่น นายภูมิธรรม ได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยเน้นเรื่องอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดินในการเพิกถอนโฉนดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรค 8 โดยพบว่ากรมที่ดินมีอำนาจที่จะเพิกถอนโฉนดได้ทันที กรณีที่มีหลักฐานชัดเจนตามแผนที่และพระราชกฤษฎีกาปี 2465

นอกจากนี้ยังยืนยันว่าที่ดินบริเวณใจกลางของเขานั้น ประมาณ 90% ของจำนวน 800 แปลง สามารถดำเนินการได้แล้ว โดยแผนที่ที่ใช้อ้างอิงเป็นเอกสารทางราชการที่เก่าแก่และถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งแสดงขอบเขตของการรถไฟอย่างชัดเจน

นายเดชอิศม์ กล่าวเสริมว่า การตรวจสอบอย่างละเอียดเป็นไปเพื่อความโปร่งใส หลังจากที่มีข้อโต้แย้งจากหลายฝ่าย ทั้งประชาชนและสื่อมวลชน ว่ามติดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามคำสั่งของศาลอย่างเคร่งครัด

ข้อกฎหมายที่สำคัญในการเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง

ตามประมวลกฎหมายที่ดินและคำสั่งศาลปกครองกลาง กรมที่ดินมีอำนาจเต็มที่จะดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่อยู่ในพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทันที โดยเฉพาะในส่วนที่มีเอกสารยืนยันความเป็นสาธารณสมบัติของรัฐ ตั้งแต่ปี 2465

สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อจากนี้คือ การตรวจสอบขอบเขตพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่าแปลงใดที่ไม่มีปัญหา และสามารถเพิกถอนได้เลย และในส่วนที่มีข้อโต้แย้ง จะต้องมีการสอบเขตตามขั้นตอน โดยหน่วยงานของรัฐจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ความคืบหน้าหลังการแถลงการณ์

หลังการแถลง นายภูมิธรรมได้เน้นย้ำว่า ที่ดินเขากระโดงต้องถูกจัดการให้ถูกต้องตามคำสั่งศาลเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม โดยไม่มีการเลื่อนหรือล่าช้า พร้อมระบุว่าประชาชนที่ได้ครอบครองที่ดินมาโดยสุจริต ยังคงมีสิทธิ์ในการแก้ไข หรือฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหาย ตามกรอบของกฎหมายที่มีอยู่

ในส่วนของการเยียวยาที่กล่าวถึงกันว่าอาจต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านบาทนั้น การจะตัดสินใจเรื่องแหล่งเงินชดเชย จะต้องพิจารณาจากหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องโดยตรงในความเสียหาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ท้ายที่สุดนี้ ทั้งนายภูมิธรรมและนายเดชอิศม์ ยืนยันว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นไม่ใช่การไล่บี้ทางการเมือง แต่เป็นการบังคับดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับประเทศชาติ

ที่มา – ‘ภูมิธรรม​-​เดชอิศม์​’ แถลงผลสอบที่ดินเขากระโดง​ชัดเจนเป็นของการรถไฟ ลั่น​ ไม่ใช่เกมไล่บี้การเมืองฝ่ายสีน้ำเงิน

ฮิวแมนิก้า ผนึกคณะพาณิชย์ฯ มธ. เสริมศักยภาพแพทย์ไทยผ่านเทคโนโลยี

ฮิวแมนิก้า ผนึกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์อย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ ฮิวแมนิก้า บริษัทชั้นนำด้านโซลูชันการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TBS) ภายใต้แนวคิด Collaboration Forward เพื่อต่อยอดความรู้และเทคโนโลยีสู่วงการสาธารณสุขของไทย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการช่วยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล

ทำไมการร่วมมือระหว่างฮิวแมนิก้าและคณะพาณิชย์ฯ มธ. ถึงมีความหมายต่อวงการแพทย์ไทย?

การจับมือกันของสององค์กรครั้งนี้ถือเป็นการประสานความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจากทั้งด้านเทคโนโลยีและบริหารจัดการบุคลากร ความร่วมมือ ฮิวแมนิก้า ผนึก พาณิชย์บัญชี มธ. จะนำไปสู่การลดภาระงานของแพทย์ที่เคยต้องพึ่งพาการจัดการเอกสารแบบเดิมๆ แทนที่จะต้องเสียเวลาในการกรอกข้อมูลจำนวนมาก ก็จะมีเครื่องมืออัจฉริยะที่ช่วยจัดการทั้ง HR Process และ HR Tech เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถโฟกัสกับการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่

การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลในวงการแพทย์

ในงานเสวนาวิชาการที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ในหัวข้อ “Embracing Digital Evolution For Effective Medical Professional Management” ได้มีการหารือเชิงลึกเกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านดิจิทัลที่สามารถปรับใช้ในการบริหารจัดการบุคลากรของโรงพยาบาล เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดที่เคยเป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพการทำงานในอดีต

ในโอกาสนี้ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังได้ลงนามร่วมกับ ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ (ศ.น.พ.) และ ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางสัตวแพทย์ ขยายขอบเขตความร่วมมือเพื่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างความรู้ทางการบริหารจัดการและการแพทย์ ช่วยให้บุคลากรได้รับการพัฒนาอย่างตรงจุดและยั่งยืน

ทิศทางการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ในอนาคต

ฮิวแมนิก้า เชื่อว่าเทคโนโลยีไม่ได้มีไว้เพื่อเปลี่ยนคน แต่มีไว้เพื่อเสริมศักยภาพให้คนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีขึ้น ความร่วมมือกับสถาบันวิชาการขั้นนำอย่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. จะช่วยเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงในภาคการบริการสุขภาพ สำหรับยุคที่ทั้งมนุษย์และเทคโนโลยีต้องทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ

อีกทั้ง การร่วมมือนี้ยังเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของโรงพยาบาลและบุคลากรในระดับนานาชาติ ด้วยระบบพัฒนาที่เน้นผลลัพธ์ที่วัดได้ และความคล่องตัวในการปรับใช้กับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ล้วนสะท้อนถึงอนาคตของการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์รูปแบบใหม่

ร่วมก้าวไปข้างหน้าภายใต้คอนเซปต์ “Collaboration Forward”

ปัจจุบันสิ่งที่ท้าทายองค์กรไม่ใช่แค่การนำระบบมาใช้ แต่เป็นการเตรียมคนในองค์กรให้พร้อมใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ การจับมือระหว่าง ฮิวแมนิก้า ผนึกคณะพาณิชย์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือก้าวสำคัญที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเข้าสู่ภาคสุขภาพไทยอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าสุขภาพยั่งยืนได้ด้วยเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นในมุมการบริหารหรือการปฏิบัติงาน การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเป็นต้นแบบของการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ระดับโลกที่เราจะได้เห็นกันมากขึ้นในอนาคต ฮิวแมนิก้า และ พาณิชย์บัญชี มธ. กำลังเตรียมระบบและเครื่องมือที่จะช่วยแพทย์ โรงพยาบาล และผู้เกี่ยวข้องให้เดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ติดตามความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ของการพัฒนาบุคลากรวิชาชีพในประเทศไทย และร่วมกันสร้างระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ในระยะต่อไป

ที่มา – ‘ฮิวแมนิก้า’ ผนึก พาณิชย์บัญชี มธ.เสริมศักยภาพแพทย์ไทย

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยทหารและประชาชนที่บาดเจ็บจากเหตุกระทบกระทั่งชายแดนไทย-กัมพูชา

ในหลวงและพระราชินีทรงพระเมตตาทหารและราษฎรบาดเจ็บจากเหตุความไม่สงบชายแดน

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 14.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแสดงพระเมตตาและความห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญดอกไม้และสิ่งของพระราชทานไปมอบให้กำลังใจ รวมทั้งพระราชทานขาเทียมคุณภาพสูงสำหรับผู้สูญเสียอวัยวะ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติภายใต้การดูแลของพระองค์

ก้าวสำคัญแห่งพระเมตตา ต่อเหล่าผู้เสียสละในพื้นที่ชายแดน

ทหารที่บาดเจ็บในเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้แก่ ร้อยตรี เกียรติวงศ์ สถาวร จ่าสิบเอก พิชิตชัย บุญชูหล้า และพลทหาร ธนพัฒน์ หุยวัน ที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องสูญเสียขา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับพวกเขาเป็นผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยทรงให้ความสำคัญกับคุณภาพของขาเทียมและกระบวนการฟื้นฟูอย่างรอบด้าน นักวิเคราะห์มองว่าการกระทำนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงพระทัยที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาดี แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนบุคคลสำคัญของชาติ

พระมหากรุณาธิคุณที่ส่งผลถึงสังคมไทย

เหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนเป็นกรณีล่าสุดที่ทำให้ภาพลักษณ์ความสำคัญของชายแดนกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง ‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน และทรงเข้าไปมีบทบาทในระดับที่ชาวบ้านทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ การดูแลด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงแนวทางเสถียรภาพเชิงสังคมที่ดำเนินไปพร้อมกับความมั่นคง

ข้อควรรู้เกี่ยวกับทหารที่บาดเจ็บ

  • รับพระราชทานขาเทียม ที่ผลิตโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในมาตรฐานสูงสุด
  • อยู่รับการดูแลพิเศษในระหว่างการฟื้นฟู
  • ได้รับกำลังใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ อย่างต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่เพียงผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นบทสะท้อนสถานการณ์ของหน่วยงานต่างๆ ว่ามีความจำเป็นในการสร้างพลวัตให้เกิดระบบรองรับเหตุฉุกเฉินและดูแลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงต่อไป

เพื่อเป็นกำลังใจอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับค่านิยมแห่งความเสียสละ ‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน ท่านทรงเป็นศูนย์กลางแห่งความหวัง ที่ประชาชนยึดถือและเป็นแบบอย่างในการดูแลผู้ที่เสี่ยงตายเพื่อปกป้องประเทศ

อย่างน้อยที่สุด การครั้งนี้คือการส่งเสริมแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทย ที่ผ่านวิกฤตก็สามารถตั้งตัวใหม่ได้ด้วยความสนับสนุนที่เหมาะสม จึงขอเชิญชวนทุกท่านให้ความสนใจข่าวและความเคลื่อนไหวในด้านความมั่นคงชายแดนมากยิ่งขึ้น เพื่อเข้าใจแรงบันดาลใจจากผู้เสียสละ

ที่มา – ‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน

‘อนุทิน’ เยี่ยมศูนย์อพยพสุรินทร์ นำเด็กร้องเพลง ‘คนดี ไม่มีวันตาย’ ขอบคุณทหารกล้า

‘อนุทิน’ เยี่ยมศูนย์อพยพสุรินทร์ มอบกำลังใจผ่านเพลง ‘คนดี ไม่มีวันตาย’

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลาประมาณ 13:00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส. บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางไปยังจังหวัดสุรินทร์ เพื่อแสดงความห่วงใยและมอบกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งประสานงานเพื่อการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

เยี่ยมศูนย์อพยพชั่วคราว พร้อมสร้างรอยยิ้มผ่านเพลง

ในครั้งนี้ นายอนุทินได้เยี่ยมเยียนศูนย์อพยพชั่วคราวที่จัดตั้งขึ้นภายในโรงเรียนบ้านวังปลัด และโรงเรียนบ้านขอนแตก อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งกำลังเป็นที่พักพิงให้กับประชาชนที่ต้องรีบอพยพจากพื้นที่เสี่ยงภัย บรรยากาศในศูนย์นั้นเป็นไปอย่างอบอุ่น ด้วยการต้อนรับอย่างจริงใจของชาวบ้าน เด็กๆ และครู ที่มารวมตัวกันเพื่อรับฟังข้อความแห่งกำลังใจอย่างใกล้ชิด

ร้องเพลง ‘คนดี ไม่มีวันตาย’ เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารไทย

ภายในงาน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ร่วมกิจกรรมกับเด็กๆ โดยได้มีการร้องเพลง ‘คนดี ไม่มีวันตาย’ ซึ่งเป็นบทเพลงที่มีความหมายลึกซึ้ง เนื่องในโอกาสขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหารที่ทุ่มเทเสียสละในการดูแลพื้นที่ชายแดนและปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย

อนุทินได้กล่าวอย่างสมหวังว่า “ผมขอขอบคุณพี่น้องทหารทุกนาย ที่เสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ การปฏิบัติหน้าที่ของทุกท่านคือเกราะป้องกันประเทศและเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนในยามยาก” คำพูดนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความร่วมแรงร่วมใจระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐในยามวิกฤต

  • สนับสนุนความปลอดภัยของผู้ลี้ภัย
  • แจกจ่ายอาหารสะอาด น้ำดื่มเพียงพอ
  • ดูแลสุขภาพจิต สร้างความอบอุ่น

หนุนความแข็งแกร่งของ ‘คนดี ไม่มีวันตาย’ ท่ามกลางภัย

นอกจากการเยี่ยมศูนย์อพยพแล้ว นายอนุทินยังได้ลงพื้นที่หลายจุด ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และโรงเรียนโสตศึกษาสุรินทร์ เพื่อแจกของช่วยเหลือและรับฟังปัญหาภาคประชาชนโดยตรง ความเคลื่อนไหวของเขาได้สร้างบทบาทเชิงบวกให้กับผู้นำทางการเมืองในการเข้าใจเหตุการณ์วิกฤตและประชาสัมพันธ์

ความหวังและความเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ปิดท้ายคำพูดอย่างเป็นทางการ นายอนุทิน แสดงความเชื่อว่า ด้วยความเข้มแข็งของประชาชนและการสนับสนุนจากทีมงานทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่แพทย์ ทหาร รวมทั้งผู้บริหารในจังหวัด หามาตรการออกมาเพื่อแก้ไขปัญหา ประชาชนทุกคนจะสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยเร็วๆ นี้

เหตุการณ์ในครั้งนี้ย้ำให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือ ซึ่งไม่ใช่แค่การช่วยเหลือเชิงกลยุทธ แต่เป็นการมอบความหวังในยามวิกฤต การมีผู้นำที่ลงพื้นที่และให้กำลังใจเช่นนี้ คือสิ่งที่คนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดาร ต้องการอย่างแท้จริง

เปิดใจ: ความเป็นผู้นำในวิกฤตบ้านเมือง

จากประสบการณ์ของไทยในหลายวิกฤตที่ผ่านมา การรับมือกับปัญหาชายแดนและเหตุการณ์ไม่สงบยังคงเป็นบททดสอบสำคัญที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมากกว่าที่เคย ท่าทีที่จริงใจและจริงจังของนักการเมืองแบบ นายอนุทิน ถือเป็นแนวทางที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่และสะท้อนถึงความรักความสามัคคีของประเทศเรา โดยเฉพาะความสำคัญของการสนับสนุน ‘คนดี’—ทหารทุ่มเทที่ปกป้องแผ่นดิน

หากคุณยังไม่เคยติดตามข่าวในพื้นที่ชายแดนมาก่อน วันนี้คือโอกาสที่ดีในการเข้าใจความท้าทายและบทบาทนานาชาติของประเทศไทยมากขึ้น อย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่พลาดการช่วยเหลือ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘คนดี’ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม

ที่มา – ‘อนุทิน’ เยี่ยมศูนย์อพยพสุรินทร์ นำเด็กร้องเพลง ‘คนดี ไม่มีวันตาย’ ขอบคุณทหารกล้า

ไม่ทิ้งเพื่อน ‘ต้นหอม’ เดือดแทน ‘บอย พิษณุ’ ก่อนจับมือลุยไลฟ์สดขายของ

ไม่ทิ้งเพื่อน ‘ต้นหอม’ เดือดแทน ‘บอย พิษณุ’ ก่อนจับมือลุยไลฟ์สดขายของ

สำหรับใครที่ติดตามกระแสในวงการบันเทิง คงทราบกันดีว่า ‘บอย พิษณุ’ ได้ตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับภรรยาชาวสวีเดนอย่าง ‘อแมนด้า เพอร์สสัน’ และแม้ความรักอาจจะจบลง แต่หนทางของการเป็นพ่อแม่ของ ‘น้องเฟรย่า’ ยังคงดำเนินต่อไป โดยที่ไม่ได้ทำลายมิตรภาพอันดีที่แม้แต่ตัว บอย พิษณุ ก็ยังคงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ต้นหอม แสดงความเดือดแทนบอย พิษณุ

นอกจากเรื่องครอบครัวแล้ว ทาง บอย พิษณุ ยังได้ออกมาระบุว่าตัดสินใจหยุดการขายแซลมอนที่เขาทำมาเป็นระยะเวลานาน เป็นข่าวที่หลายคนในวงการ รวมถึงแฟนคลับต่างเป็นกังวลและให้กำลังใจไม่น้อย โดยเฉพาะกับนักแสดงสาวมากความสามารถอย่าง ต้นหอม ศกุนตลา เพื่อนสนิทของบอย พิษณุ ที่แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กโดยตรงว่า

“เห้ออออออ!!!! ขอถอนหายใจยาวๆกะเรื่องอิบอย ใจดีเกิน สุดท้ายเอ็นดูเขาเอ็นเราขาด ทำไมไม่ได้ความเหี้ยม ความร้ายจากxไปบ้าง ยอมคนทั้งโลกได้ แต่เก่งแมร่งแต่กะxคนเดียว !! xงนี่นะ !!!”

ซึ่งแน่นอนว่ากลายเป็นโพสต์ที่ถูกแชร์และพูดถึงอย่างมากในหมู่แฟนๆ ที่บอกว่า ต้นหอม เข้าใจในความรู้สึกของเพื่อนดีจริงๆ

ต้นหอม ไม่ทิ้งเพื่อน สอนบอย พิษณุ ขายของผ่านไลฟ์สด

ไม่เพียงแค่ให้กำลังใจและอารมณ์เดือดแทนเพื่อนเท่านั้น แต่ ต้นหอม ยังช่วยเหลือ บอย พิษณุ ในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการไลฟ์สดบน TikTok ที่เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมในยุคนี้ โดย ต้นหอม ไม่เพียงแค่สอนเทคนิคแต่ยังแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนรักของเธอรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการขายของออนไลน์

นอกจากนี้ เจ้าตัวยังได้ลงคลิปลงอินสตาแกรม พร้อมแคปชันว่า “ไลฟ์สด ใน ตต ตอนนี้เลยมา #สุดท้ายละxก็ต้องดึงxงขึ้นมา @boy_pisanu” ซึ่งได้รับความสนใจจากคนบันเทิงและแฟนๆ อย่างมาก โดยหลายคนเริ่มกลับมาจิ้นคู่ซี้ต้นหอม-บอยอีกครั้ง และเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจสารพัด

โมเมนต์ช่วยเหลือ ‘สุดฟิน’ แห่งวงการบันเทิง

ในคลิปที่เผยแพร่ออกมา ทั้ง ต้นหอม และ บอย พิษณุ ดูเป็นกันเอง และมีโมเมนต์บางช่วงที่ทำให้เห็นถึงความเข้าใจกันของทั้งคู่ ทั้งจากการพูดที่ชัดเจนและความพยายามของต้นหอมในการช่วยฝึกสอนเทคนิคการพูด การจัดไปให้เป็นธรรมชาติในขณะไลฟ์สด

  • ตั้ม เดอะสตาร์: จิ้นครับ
  • ดีเจพล่ากุ้ง: ได้!!!! ระวังผีผลัก
  • เป้ย ปานวาด: พี่บอยอย่างเนียนๆ 5555
  • ป้อง ณวัฒน์: หึงนะ เหมาะกันมาก!

และนี่คือเสียงที่มาจากเพื่อนในอาชีพเดียวกัน ที่ต่างรอให้เป็นคู่จริง

เทรนด์ไลฟ์สดในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ช่องทางทำกินสำหรับคนบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงบทบาทอีกด้านหนึ่งที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ในสายตาของผู้ชมได้ดี การที่ต้นหอมไม่ทิ้งเพื่อน และตัดสินใจสอนไลฟ์สดให้กับบอย พิษณุ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวคนรู้จักดียิ่งกว่าใคร และนี่คืออีกมุมของมิตรภาพที่ทำให้เรารู้ว่า จริงๆ แล้วมีคน ‘เข้าใจเราในวันที่เราไม่เข้าใจตัวเอง’

ติดตาม และเป็นกำลังใจให้การไลฟ์สดของ บอย พิษณุ ได้ผ่านช่องทางติ๊กต็อก พร้อมกับขอชมในสิ่งที่ต้นหอมกำลังทำ เพราะมันไม่ใช่แค่การทำธุรกิจ แต่คือความเป็นเพื่อนที่ ไม่ทิ้งกันง่ายๆ เมื่อเจอทางตัน

สภาวัฒนธรรมอยุธยาจัดงาน ‘วันคุณธรรม’ ส่งเสริมการทำความดี

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้จัดงานสำคัญที่มีชื่อว่า ‘วันคุณธรรม’ ขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้ประชาชนในจังหวัดร่วมกันส่งเสริมคุณธรรมความดีในสังคม เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ชาวอยุธยามีวินัย ใส่ใจส่วนรวม ด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดฯ และภาคส่วนต่างๆ การจัดงานดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ชั้น 2 บริเวณใกล้กับร้าน Sizzler

สภาวัฒนธรรมอยุธยาจัดงาน ‘วันคุณธรรม’ ส่งเสริมการทำความดี

งาน ‘วันคุณธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา’ ถือเป็นส่วนหนึ่งจาก โครงการเสริมหนุนกลไกศูนย์ประสานงานส่งเสริมและขับเคลื่อนคุณธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา ที่เน้นการสานพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ให้มาร่วมกันส่งเสริมค่านิยมของการมีวินัยและใส่ใจสังคม โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้ทางด้านคุณธรรม การเสวนาพิเศษที่เรียกว่า ทอล์คพลังคนดี สู่สังคมที่ดี ที่จัดโดยผู้ได้รับรางวัลคุณธรรมจากปีที่ผ่านมา เช่น เชียร์ พระเอก ศรราม และนักแสดงลิเกอย่างน้ำเพชร ซึ่งได้มาแบ่งปันประสบการณ์และความประทับใจในการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสังคมอยุธยา

กิจกรรมที่น่าสนใจในวันคุณธรรมจังหวัดอยุธยา

  • เสวนาเรื่อง พลังคนดี สู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมอยุธยา
  • การเปิดพื้นที่แสดงและการจำหน่ายสินค้าคุณธรรมจากชุมชน
  • บริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี
  • เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องมอเตอร์ไซค์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • การแสดงจากศิลปินรับเชิญชื่อดัง เช่น พระเอกลิเก ศรราม น้ำเพชร

โดยงานนี้ได้รวบรวมคนดีศรีอยุธยามาเข้าร่วมในพิธีจำนวน 9 คน เพื่อรับรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติ ในฐานะที่มีบทบาทสำคัญด้านคุณธรรมในชุมชน นอกจากความบันเทิงแล้ว ยังมีพื้นที่แสดงนิทรรศการที่ให้ทั้งความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้แต่ละคนหันมาสนใจการใช้ชีวิตอย่างมีศีลธรรมมากยิ่งขึ้น นางนลินี ด่านชัยวิจิตร ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวเสริมด้วยว่า การกำหนดให้วันที่ 4 สิงหาคมเป็น วันคุณธรรมประจำจังหวัด เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนในการสานต่อแนวคิดนี้ให้กลายเป็นรากฐานแห่งสังคมอยุธยาอย่างยั่งยืน

ความน่าสนใจและความหมายของวันคุณธรรม อยู่ที่การไม่จำกัดแค่การพูดคุยหรือมอบรางวัล แต่คือการกระตุ้นตัวบุคคลและชุมชนให้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นบริการฟรีที่ช่วยลดภาระในระดับครัวเรือน หรือกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน หนุ่มสาว และผู้คนทั่วไปให้มองเห็นว่า ‘การทำความดี’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นพฤติกรรมที่สามารถใส่ไว้ในการใช้ชีวิตประจำวันได้จริง

เรารู้สึกยินดีที่เห็นจังหวัดอย่างอยุธยา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมอย่างมีคุณธรรม ผ่านกิจกรรมที่ลงลึกไปยังพื้นที่ต่างๆ ของชุมชน หากคุณเป็นผู้ที่สนใจเรื่องคุณธรรม ความดี และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยอย่างจริงจัง ขอเชิญชวนให้ติดตามและมีส่วนร่วมกิจกรรมในลักษณะนี้ทั้งในปีต่อๆ ไป หรือในพื้นที่ใกล้เคียงใกล้บ้านคุณ

ที่มา – สภาวัฒนธรรมอยุธยาจัดงาน ‘วันคุณธรรม’ ส่งเสริมการทำความดี

‘ไอซ์ รักชนก’อวยยศ ‘ภัณฑิล-ทีมกฎหมาย’กู้หน้าพรรคส้ม

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา น.ส. รักชนก ศรีนอก ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง พ้นจากตำแหน่ง ส.ส. ภายหลังจากการตรวจสอบกรณีการใช้เงินงบประมาณ 69 ล้านบาท เข้าข้างตัวเองในพื้นที่ลงพื้นที่รับผิดชอบ

โดย ‘ไอซ์ รักชนก’ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า แม้ว่าก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาลรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น แต่ในครั้งนี้ การใช้กลไกขององค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบ‘การทุจริตและการคอร์รัปชัน’ เป็นสิ่งที่พรรคยืนหยัดเคียงข้าง และสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ เธอย้ำว่า: “พวกเรายืนยันหลักการว่า ไม่เคยเห็นด้วยกับการใช้องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่เคยร่วมขบวนการเล่นงานกันด้วยการใช้ ‘นิติสงคราม’ เพื่อกำจัดฝั่งตรงข้ามแบบไร้หลักการ เราไม่สนับสนุนการยุบพรรคการเมือง หรือเรื่องจริยธรรมมาใช้เล่นงานกันทางการเมือง”

‘ไอซ์ รักชนก’ ชื่นชม ‘ภัณฑิล’ พร้อมทีมกฎหมาย กู้หน้าพรรคส้ม

แม้ว่าจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาไม่น้อย แต่ทีมกฎหมายของพรรคประชาชนได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ โดยหลังจากที่มีการตัดสินให้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ต้องพ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ น.ส. รักชนก ได้ออกมาส่งกำลังใจให้กับทีมงานที่ทำงานอย่างหนัก โดยเฉพาะ ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ ส.ส. กทม. ที่เป็นตัวหลักในการร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญ

จากการตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้เกิดการพูดถึงในแวดวงการเมืองและสังคมเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะจากประชาชนที่ให้ความสนใจในประเด็นความโปร่งใส สะอาด และแนวทางการทำงานที่เหมาะสมของพรรคพันธมิตรอย่างพรรคประชาชน ซึ่งในวันที่ความไม่ถูกต้องทางการเมืองยังคงเป็นปัญหาที่ซ้ำซาก ‘ไอซ์ รักชนก’ และทีมกฎหมายได้ยืนยันจุดยืนของพรรคประชาชนอย่างหนักแน่น

ภารกิจครั้งสำคัญของ ‘ทีมกฎหมายพรรคประชาชน’

ที่ผ่านมา ทีมกฎหมายของพรรคเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่แข็งแกร่งในการผลักดันการตรวจสอบเพื่อให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยในรอบก่อนหน้านี้ เธอยังได้ชื่นชมในความสำเร็จของทีมที่สามารถวิสามัญ ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ รมว.คมนาคม ได้อย่างยิ่งใหญ่

  • เหมาะมากกับยุคดิจิทัลในปัจจุบันที่โซเชียลเป็นพยานและการตรวจสอบไม่ได้เกิดเฉพาะในสภา
  • ความโปร่งใสและการใช้หลักกฎหมายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
  • ยิ่งทีมกฎหมายเข้ม ประชาชนก็ยิ่งมั่นใจในแนวทางการตรวจสอบที่ถูกต้อง

ความสำเร็จในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่ทำหน้าที่ทางการเมือง แต่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามประเด็นด้านกฎหมายแบบเรียลไทม์ พร้อมให้ความสนใจในความสามารถของทีมกฎหมายที่ปรับตัวตามตยุคดิจิทัลได้อย่างดี

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ทั่วไป การใช้ระบบที่ถูกต้องตามtitามยุคสมัยเพื่อรักษาความยุติธรรมในวงการเมืองไทยถือว่าเป็นแนวทางแห่งอนาคต และถ้าหากทุกพรรคยึดหลักแบบนี้ เราก็อาจได้เห็นการเมืองแนวใหม่ที่มีสีสันและจริงใจมากยิ่งขึ้น หากคุณติดตามข้อมูลนี้อยู่ ควรติดตามผลงานของ ‘ภัณฑิล น่วมเจิม’ และทีมกฎหมายต่อไป

ที่มา – ‘ไอซ์ รักชนก’อวยยศ ‘ภัณฑิล-ทีมกฎหมาย’กู้หน้าพรรคส้ม

ร.อ.ธรรมนัส ร่วม 2 รมต.กล้าธรรม ลงพื้นที่น่าน ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

ร.อ.ธรรมนัส ลุยน่านท่วม สานพลังรัฐ-ประชาชน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และหาแนวทางเร่งด่วนในการฟื้นฟูพื้นที่ โดยเฉพาะ โรงเรียนและบ้านเรือนประชาชน ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

ปีนี้น่านท่วมหนัก เสียหายมหาศาล

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ปีนี้น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเมืองน่านมีความรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้หลายพื้นที่ถูกน้ำท่วมจมจนเกือบทั้งเมือง ซึ่งในอดีตขณะที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตนเคยสั่งให้ทำการศึกษาเส้นทางการระบายน้ำท่วม โดยมีแผนเป็นระบบ แต่เมื่อยุติบทบาทไปก่อน สิ่งที่วางไว้จึงไม่ได้รับการต่อเนื่อง

“หากปีหน้าไม่เร่งดำเนินการแก้ไข จะเกิดวิกฤตใหญ่ซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นทุกฝ่ายต้องจัดระบบจัดการน้ำให้เป็นรูปธรรมตั้งแต่วันนี้ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจทำให้เกิดความเสียหายระดับมหาศาล

การศึกษาต้องไม่หยุดแม้น้ำท่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า เห็นว่าปัญหาหลังน้ำลดคือโรงเรียนจำนวนมากยังได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะอาคารเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอน และเอกสารทางราชการ โดยหลายแห่งจำเป็นต้องเช่าวัสดุหรือที่พักและใช้เงินส่วนตัวในการดำเนินการ

  • การซ่อมแซมและฟื้นฟูโรงเรียนต้องเร่งดำเนินการ เพื่อป้อนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
  • ก่อตั้งศูนย์ช่วยเหลือหลายแห่ง เช่นที่ อ.เวียงสา เพื่อเป็นจุดกระจายอุปกรณ์และสนับสนุน
  • รมว.ศึกษาฯ ขอผู้บริหารและครูทุกแห่งสำรวจความเสียหาย และรายงานไปยัง สพฐ. เพื่อขอรับงบกลางจากคณะรัฐมนตรี

เกษตรฯ เดินหน้าจัดการน้ำ กวาดล้างหลังน้ำท่วม

ในด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยฯ ระบุว่าขณะนี้มีการใช้งานเครื่องมือขนาดใหญ่จากกรมชลประทาน เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของโรงเรียนและบ้านเรือน โดยเฉพาะการกำจัดดินโคลนหนาแน่น

นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนเกษตรกรที่ได้รับกระทบจากการปลูกพืช โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการแจกเมล็ดพันธุ์ข้าว และสนับสนุนปุ๋ย ในส่วนปศุสัตว์ เช่น วัว ควาย ที่เสียหาย กรมปศุสัตว์เตรียมจัดหาอาหารและดูแลให้ใกล้ชิด

กล้าธรรมเดินหน้าน่าน ฟื้นฟูอย่างยั่งยืน

ระบบน้ำท่วมในน่าน เปิดประเด็นสำคัญว่ารัฐต้องคาดการณ์และวางแผนรับมือมากขึ้น โดยเฉพาะกับพื้นที่เสี่ยง ซึ่งหากไม่จัดลำดับความสำคัญในตอนนี้ อาจสูญเสียมากขึ้นในอนาคต การฟื้นฟู หลังน้ำท่วมต้องไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเป็นการสร้างระบบที่สามารถป้องกันผลกระทบจากน้ำท่วมซ้ำได้ในระยะยาว

ทุกองค์กรในรัฐบาลและภาคประชาชน จำเป็นต้องร่วมมือกันเหมือนในกรณีของ ร.อ.ธรรมนัส พร้อมทีม 2 รัฐมนตรีจากกล้าธรรม ที่ลงไปดูแลสถานการณ์จริงๆ โดยรัฐมนตรีทั้งสองร่วมกันเร่งฟื้นฟูไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา อาหาร และความเสียหายจากเกษตร

สิ่งที่สังคมควรเห็นคือ ‘การร่วมมือ’ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ มีผลอย่างมากในการแบ่งเบาภาระของผู้ประสบภัย ซึ่งหากประชาชนติดตามการอัพเดตและเชื่อมั่นในการดำเนินงานของรัฐ สิ่งเหล่านี้จะทำให้การฟื้นตัวเร็วขึ้น และรัฐสามารถออกแบบแผนตอบโต้ในอนาคตได้แม่นยำขึ้น

ที่มา – ‘ร.อ.ธรรมนัส’ ผนึกกำลัง 2 รมต.กล้าธรรม ลุยพื้นที่น้ำท่วม จ.น่าน เร่งฟื้นฟู ‘โรงเรียน-บ้านเรือน’

พรรคเพื่อไทย เปิดข้อมูล ‘ไทย–สหรัฐฯ’ ดีลภาษีจบที่ 19 % ยันไทยไม่เสียเปรียบ

ข้อตกลงภาษีไทย–สหรัฐฯ ที่ 19 % และความได้เปรียบของไทย

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พรรคเพื่อไทยได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลการเจรจาดีลภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งออกมาในรูปแบบที่ไทยตกลงรับอัตราภาษีที่ 19 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นข้อสรุปที่ไม่ถือว่าไทยเสียเปรียบหากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่อยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ และฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียที่อยู่ที่ระดับ 19 เช่นเดียวกับไทย ส่วนเวียดนามอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์

การลดภาษีที่ทำให้ไทยไม่เปิดตลาดจนเสียเปรียบ

แม้ไทยจะยินยอมลดภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ กว่า 10,000 รายการ แต่ในความเป็นจริงมากถึง 64 เปอร์เซ็นต์ของรายการนั้นมีภาษีนำเข้าอยู่ที่ 0 เปอร์เซ็นต์ อยู่แล้ว ดังนั้นข้อตกลงนี้จึงไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบเมื่อเทียบกับข้อตกลงเอฟทีเอที่ไทยทำไว้กับประเทศพันธมิตรอื่นๆ กว่า 18 กลุ่ม แต่เป็นการเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ เข้ามาแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอื่นที่ไทยมีข้อตกลงการค้าอยู่ก่อนแล้ว

ผลของการเจรจาภาษีไทย–สหรัฐฯ ที่ 19 % ต่อเศรษฐกิจไทย

สินค้าเกษตร อย่างข้าวโพดที่ไทยต้องนำเข้าถึง 9–10 ล้านตันต่อปี แต่ไทยผลิตได้เพียงครึ่งเดียว ดีลนี้จะช่วยให้ไทยนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ในราคาถูกลง ไม่เพิ่มปริมาณ แต่ช่วยกระจายแหล่งนำเข้าซึ่งส่งผลให้เกษตรกรไทยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากการเผาไร่ข้าวโพดอีกด้วย

อุตสาหกรรมส่งออกไทยยังคงมีข้อได้เปรียบ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหลักอย่างข้าวหอมมะลิ ซึ่งตลาดสหรัฐฯ มีมูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท และเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น ผัก ผลไม้ ปลา กุ้ง และสินค้าเกษตรแปรรูป ก็ได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงและมีโอกาสขยายตลาดส่งออกไปสหรัฐฯ มากขึ้นเช่นกัน

ผลดีต่อเศรษฐกิจและประชาชนโดยรวม

ปัจจุบันไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่ารวมกว่า 54,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี สร้างงานกว่า 1.2 ล้านตำแหน่ง และมีผู้ประกอบการไทยได้รับผลบุคคลราว 4,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบเอสเอ็มอี การเจรจาภาษีครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่ช่วยสนับสนุนการส่งออก แต่ยังดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติมในระยะยาว ทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น

กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยเพิ่มจีดีพีของไทยในปี 2568 ขึ้นเล็กน้อยจากเดิมที่ประมาณการไว้ 2.1 เปอร์เซ็นต์ เป็น 2.2 เปอร์เซ็นต์ โดยข้อตกลงภาษีไทย–สหรัฐฯ ที่ 19 % จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

สุดท้ายนี้ พรรคเพื่อไทยขอขอบคุณทีมเจรจาไทยแลนด์ ที่ทุ่มเททำงานในสถานการณ์ที่ท้าทายและอยู่ภายใต้แรงกดดัน นอกจากนี้ยังต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อให้ดีลต่างๆ ในอนาคตส่งผลดีต่อประชาชนมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การเจรจาที่ลงตัวที่ 19 % นี้ แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายเข้าใจความเป็นธรรมชาติทางเศรษฐกิจและระมัดระวังในการสร้างสมดุลของข้อตกลง

ที่มา – พรรคเพื่อไทย เปิดข้อมูล ‘ไทย–สหรัฐฯ’ ดีลภาษีจบที่ 19 % ยันไทยไม่เสียเปรียบ

ทหาร มทบ.31 ร้องเพลงชาติกลางสี่แยก ส่งกำลังใจให้แนวหน้าชายแดนไทย–กัมพูชา

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าวีสแควร์ จังหวัดนครสวรรค์ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเสียงเพลงชาติที่ก้องกังวาน แต่คือการแสดงออกถึงความรักและสามัคคีในชาติอย่างลึกซึ้ง เมื่อหมวดดุริยางค์ มณฑลทหารบกที่ 31 (มทบ.31) โดยร่วมมือกับตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ ได้จัดกิจกรรมยืนตรงร้องเพลงชาติไทย เพื่อส่งแรงใจไปยังผู้ที่อยู่แนวหน้าที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น เต็มไปด้วยความตั้งใจและศรัทธาจากทั้งประชาชนทั่วไปและภาคเอกชน ที่มาร่วมในครั้งนี้ หลายคนไม่ได้มายืนเฉยๆ แต่มาพร้อมกับหัวใจที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการส่งกำลังใจครั้งนี้ เป้าหมายของกิจกรรมคือการเป็นตัวแทนเสียงของผู้คนที่ห่วงใยในความมั่นคงของประเทศ และไม่ลืมที่จะส่งแรงสนับสนุนไปยังทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างยากลำบาก ภายใต้สถานการณ์ที่ยังคงมีความตึงเครียดเป็นระยะ

กิจกรรมพิเศษจากทหาร มทบ.31 ร้องเพลงชาติกลางสี่แยก

การร้องเพลงชาติกึ่งกลางเมืองใหญ่อย่างนครสวรรค์ สื่อถึงการรวมใจของทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นทหาร มทบ.31 หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ พวกเขาไม่ได้ทำหน้าที่ต่างคนต่างอยู่ แต่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเตือนให้ทุกคนระลึกถึงคุณค่าของการเป็นคนไทย ท่ามกลางการเฝ้าระวังในพื้นที่ชายแดนที่ยังมีประเด็นความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่

ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างคึกคัก

ประชาชนและหน่วยงานเอกชนในพื้นที่แสดงความสนใจกับกิจกรรมนี้อย่างมาก นี่ไม่ใช่แค่การแสดงแต่คือการมีส่วนร่วมของคนทั้งชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันต่อประเทศชาติ และเป็นกำลังสำคัญที่คอยสนับสนุนกลุ่มแนวหน้าที่กำลังปฏิบัติภารกิจทุกวันอย่างเสียสละ ต่อให้อยู่ห่างไกลจากเสียงปืน แต่พวกเขาคือแรงใจสำคัญที่ทำให้ทหารและตำรวจไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบาก

การจัดกิจกรรมเช่นนี้ไม่เพียงแสดงถึงความร่วมมือภายในพื้นที่ แต่ยังเป็นการปลุกเร้าจิตใจของผู้คนที่ติดตามและเข้าร่วมกิจกรรม ให้เข้าใจและตระหนักถึงภาระที่เหล่าเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจแบกรับไว้อย่างหนัก

ที่สำคัญ ผู้จัดกิจกรรมยังย้ำถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของกองทัพไทยอย่างเต็มที่ การสนับสนุนจากประชาชนนั้นเป็นแรงผลักดันสำคัญ ซึ่งทำให้เหล่ากองทัพสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และยังสะท้อนว่าการเป็นหนึ่งเดียวระหว่างประชาชนกับผู้ปกป้องชาตินั้นไม่ใช่แค่คำกล่าวไว้สวยงาม แต่เกิดขึ้นจริงได้ในทุกย่างก้าวของประชาชนที่รวมใจกัน

ความเห็น

กิจกรรมนี้สะท้อนถึงการใช้ศิลปะและดนตรีเพื่อเชื่อมโยงหัวใจของคนในชาติ ถือเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจสำหรับการจัดกิจกรรมสาธารณะที่สร้างสรรค์ และมีความหมายลึกซึ้ง ถ้าคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจหรือรู้สึกว่าอยากมีส่วนร่วม กิจกรรมอย่างนี้ควรถูกส่งเสริมให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลชายแดน เพื่อให้ทุกคนมีเสียงเดียวกันแม้จากหลายมุมของประเทศ

ร่วมกันเชียร์และให้กำลังใจผู้เสียสละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหาร มทบ.31 ที่แสดงถึงความตั้งใจ แรงบันดาลใจ และบทบาทของตัวเองได้อย่างงดงาม ทั้งในแง่ของความรักในวัฒนธรรมไทย และในการเป็นสื่อกลางของการเชื่อมโยงหัวใจผู้คนเข้าด้วยกัน เพื่อส่งพลังอันยิ่งใหญ่ไปยังแนวหน้าชายแดนไทย–กัมพูชา

ที่มา – ทหาร มทบ.31 ร้องเพลงชาติกลางสี่แยก ส่งกำลังใจให้แนวหน้าชายแดนไทย–กัมพูชา