ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สลด! รถตู้โดยสารคว่ำไฟท่วมเสียชีวิต2เจ็บ12 สวดยับโชเฟอร์สัปหงก-ขับเร็ว

เช้าวันนี้เกิดเหตุการณ์สุดสลดที่ทำเอาหลายคนต้องหันกลับมามองมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางอีกครั้ง เมื่อเกิดอุบัติเหตุสลด! รถตู้โดยสารคว่ำไฟท่วมเสียชีวิต2เจ็บ12 สวดยับโชเฟอร์สัปหงก-ขับเร็ว บนเส้นทางกาฬสินธุ์-มุกดาหาร เหตุการณ์นี้สร้างความสูญเสียอย่างหนักและกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

สลด! รถตู้โดยสารคว่ำไฟท่วมเสียชีวิต2เจ็บ12 สวดยับโชเฟอร์สัปหงก-ขับเร็ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 05.20 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เมื่อรถตู้โดยสารที่บรรทุกแรงงานชาว สปป.ลาว รวม 14 ชีวิต เกิดเสียหลักพุ่งลงข้างทางและมีเพลิงลุกไหม้จนวอดทั้งคัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 2 ราย และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 12 ราย โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเร่งด่วนเพื่อทำการรักษาแล้ว

เสียงสะท้อนจากผู้โดยสารก่อนเกิดเหตุ สลด! รถตู้โดยสารคว่ำไฟท่วมเสียชีวิต2เจ็บ12 สวดยับโชเฟอร์สัปหงก-ขับเร็ว

จากคำบอกเล่าของผู้โดยสารที่รอดชีวิตพบข้อมูลที่น่าตกใจมากว่า ก่อนหน้าจะเกิดอุบัติเหตุ มีผู้โดยสารพยายามเตือนโชเฟอร์ถึงเรื่องการใช้ความเร็วที่สูงถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่โชเฟอร์กลับไม่ใส่ใจและยังคงขับขี่ด้วยพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย ดังนี้:

  • คนขับมีอาการง่วงนอนและนั่งสัปหงกตลอดเวลา
  • คนขับใช้มือเพียงข้างเดียวในการควบคุมพวงมาลัย
  • แม้มีการหยุดพักรถ แต่โชเฟอร์ไม่ได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่

บทเรียนราคาแพงจากอุบัติเหตุ

อุบัติเหตุครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีสำหรับผู้ประกอบการรถตู้โดยสารและคนขับรถรับจ้างทุกคน การพักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกเดินทางเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดและเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยกัน การฝืนขับรถในขณะที่ร่างกายไม่พร้อมหรือการใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจแก้ไขได้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มมาตรการตรวจสอบความพร้อมของคนขับและตัวรถให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเดิมอีก

หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือมีข้อเสนอแนะในการเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน สามารถร่วมแชร์ประสบการณ์หรือแนวทางป้องกันเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้สังคมได้ในคอมเมนต์ด้านล่างนี้

ที่มา – สลด! รถตู้โดยสารคว่ำไฟท่วมเสียชีวิต2เจ็บ12 สวดยับโชเฟอร์สัปหงก-ขับเร็ว

ข้าวตราฉัตร ผนึกองค์การสวนสัตว์ฯ ลงนาม MOU อนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวความสำเร็จในการอนุรักษ์ธรรมชาติคู่ไปกับการเกษตร ล่าสุดบริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตข้าวตราฉัตร ได้จับมือกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการลงนาม MOU เพื่อร่วมกันดำเนินโครงการ ข้าวตราฉัตร ผนึกองค์การสวนสัตว์ฯ ลงนาม MOU อนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย อย่างเป็นทางการ ณ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อมุ่งเน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศและพัฒนามาตรฐานการผลิตข้าวที่ยั่งยืนให้เป็นรูปธรรม

ข้าวตราฉัตร ผนึกองค์การสวนสัตว์ฯ ลงนาม MOU อนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวย่างสำคัญของการทำเกษตรแบบรักษ์โลก โดยมุ่งเน้นการบูรณาการใน 5 มิติ ได้แก่ การฟื้นฟูถิ่นอาศัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทย การผลิตข้าวตามมาตรฐานสากล การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำให้คนและธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล

ก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืนด้วยมาตรฐาน SRP Standard

ในระยะเริ่มต้นของโครงการ ข้าวตราฉัตร ผนึกองค์การสวนสัตว์ฯ ลงนาม MOU อนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย ทางบริษัทได้นำความรู้ด้านมาตรฐาน SRP (The Sustainable Rice Platform) มาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรสมาชิกนำร่องในพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการผลิตข้าวจะมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรในระยะยาว

ไม่เพียงแค่นั้น การดำเนินงานในครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายภาคเอกชนอย่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพผ่านการใช้เทคโนโลยีสื่อสารและองค์ความรู้ด้านข้าวคาร์บอนต่ำ มาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนเกษตรกรใน 6 อำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์ แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือหัวใจสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

  • การผลิตข้าวที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของนกกระเรียน
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่
  • การบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และการทำเกษตร
  • การขับเคลื่อนมาตรฐาน SRP สู่ความยั่งยืนระดับสากล

ความมุ่งมั่นของข้าวตราฉัตรตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “Driving to Sustainable Rice System” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องแยกขาดจากการอนุรักษ์ หากเรามองเห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ การสนับสนุนโครงการนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการผลิตข้าว แต่คือการร่วมกันรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของไทยให้คงอยู่ต่อไป

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ในการผสมผสานวิถีเกษตรกรรมเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อให้ข้าวไทยไม่เพียงแต่มีคุณภาพระดับโลก แต่ยังเปี่ยมไปด้วยคุณค่าต่อโลกและเพื่อนร่วมโลกของเราทุกคน นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่า ข้าวไทยทำเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง

ที่มา – ข้าวตราฉัตร ผนึกองค์การสวนสัตว์ฯ ลงนาม MOU อนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย

‘ขสป.’ ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ยันไม่พบ ‘จีนเทา’ ตั้งโรงงานไม้กลางป่า

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายธรรมชาติและผู้ที่รักการอนุรักษ์ป่าไม้ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับข่าวลือที่มีการแชร์ต่อๆ กันมาว่า มีกลุ่มทุนจีนสีเทาแอบเข้าไปสร้างโรงงานแปรรูปไม้เถื่อนอยู่กลางพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ซึ่งเรื่องนี้สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนอย่างมากว่าผืนป่ามรดกโลกของเรากำลังถูกทำลายหรือไม่

‘ขสป.’ ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ยันไม่พบ ‘จีนเทา’ ตั้งโรงงานไม้กลางป่า

ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ออกมาไขข้อสงสัยเรื่อง ‘ขสป.’ ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ยันไม่พบ ‘จีนเทา’ ตั้งโรงงานไม้กลางป่า อย่างเป็นทางการครับ โดยนายศุภฤกษ์ กลั่นประเสริฐ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ได้ออกมาชี้แจงว่าหลังจากได้รับทราบข่าวลือดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ระดมกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกทันที ผลปรากฏว่าไม่พบร่องรอยหรือหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่ามีการจัดตั้งโรงงานแปรรูปไม้ตามที่ถูกกล่าวอ้างในสื่อออนไลน์เลยครับ

ทำไมต้องมั่นใจในการดูแลพื้นที่ของเจ้าหน้าที่

การยืนยันข้อเท็จจริงครั้งนี้ว่า ‘ขสป.’ ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ยันไม่พบ ‘จีนเทา’ ตั้งโรงงานไม้กลางป่า นั้น เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าระบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หรือ Smart Patrol ที่ทางกรมอุทยานฯ ใช้ปฏิบัติงานอยู่นั้นมีความเข้มข้นมาก โดยมีมาตรการดังนี้:

  • ลาดตระเวนครอบคลุมพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง
  • มีระบบควบคุมการเข้า-ออกของบุคคลในเขตพื้นที่อย่างเข้มงวด
  • ประสานงานบูรณาการร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและทหารในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบเบาะแสจากประชาชนตลอด 24 ชั่วโมงผ่านสายด่วน 1362

‘ขสป.’ ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ยันไม่พบ ‘จีนเทา’ ตั้งโรงงานไม้กลางป่า แล้ว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ฝากขอความร่วมมือจากพวกเราทุกคนว่า ก่อนจะแชร์ข้อมูลอะไรออกไปบนโซเชียลมีเดีย อยากให้ตรวจสอบที่มาให้ดีเสียก่อน เพราะข่าวเท็จอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ที่เขาเหน็ดเหนื่อยปกป้องป่าไม้ให้เรา และยังสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมโดยไม่จำเป็นอีกด้วยครับ

หากเพื่อนๆ พบเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกพื้นที่หรือการลักลอบตัดไม้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ผ่านสายด่วน 1362 ได้ทันทีครับ การช่วยกันเป็นหูเป็นตาคือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องผืนป่ามรดกโลกของเราให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน แล้วเราจะช่วยกันรักษาทุ่งใหญ่นเรศวรให้สวยงามแบบนี้ตลอดไปครับ

ที่มา – ‘ขสป.’ ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ยันไม่พบ ‘จีนเทา’ ตั้งโรงงานไม้กลางป่า

หุ้นไทยเปิดบวก 3.90 จุด ตลาดจับตาท่าทีสหรัฐ-อิหร่านต่อ

หุ้นไทยเปิดบวก 3.90 จุด ตลาดจับตาท่าทีสหรัฐ-อิหร่านต่อ

เริ่มต้นเช้าวันที่ 18 สิงหาคม 2569 บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีความคึกคักขึ้นเล็กน้อย โดยดัชนี SET เปิดตลาดที่ระดับ 1,630.34 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.90 จุด พร้อมมูลค่าซื้อขายหนาแน่นกว่า 6,257.58 ล้านบาท แม้ว่าทิศทางตลาดจะดูสดใส แต่เหล่านักลงทุนยังคงต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า หุ้นไทยเปิดบวก 3.90 จุด ตลาดจับตาท่าทีสหรัฐ-อิหร่านต่อ อย่างไรหลังจากข้อตกลงหยุดยิง 60 วันสิ้นสุดลง

ปัจจัยกระทบที่น่าจับตามองในตลาดทุน

ทางด้าน InnovestX จากกลุ่ม SCBX ได้วิเคราะห์ทิศทางดัชนีว่ามีความเป็นไปได้ที่จะแกว่งตัวในกรอบ เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่กดดันตลาด ได้แก่:

  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้น
  • ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ผันผวนจากความกังวลในตะวันออกกลาง
  • สถานะการณ์ไร้ความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ หุ้นไทยเปิดบวก 3.90 จุด ตลาดจับตาท่าทีสหรัฐ-อิหร่านต่อ แบบนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและกลุ่มโรงกลั่นจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการประคองดัชนีไว้ นอกจากนี้ นักลงทุนควรหันมามองหุ้นกลุ่ม Laggard หรือหุ้นที่ราคายังขึ้นช้าแต่มีแนวโน้มผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าท่ามกลางความผันผวนนี้

ในเชิงเทคนิคแม้ดัชนีจะมีการดีดตัวฟื้นขึ้นมาได้ แต่ในภาพรวมตลาดก็ยังมีความผันผวนสูง นักลงทุนควรระมัดระวังและเฝ้าติดตามกระแสเงินไหลเข้าออก (Fund Flow) อย่างใกล้ชิด เพราะความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปครับ

มุมมองนักลงทุน: แม้ตลาดจะเปิดบวกรับเช้าวันใหม่ แต่ความไม่แน่นอนเรื่องความขัดแย้งยังเป็นตัวแปรสำคัญ การจัดพอร์ตด้วยหุ้นพื้นฐานแกร่งและกระจายความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดจับตาความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่านถือเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในเวลานี้

ที่มา – หุ้นไทยเปิดบวก 3.90 จุด ตลาดจับตาท่าทีสหรัฐ-อิหร่านต่อ

ผู้นำเกาหลีใต้เร่งเสริมศักยภาพกองทัพ เดินหน้าถ่ายโอนอำนาจบัญชาการจากสหรัฐ

สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีแห่งเกาหลีใต้ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการ ผู้นำเกาหลีใต้เร่งเสริมศักยภาพกองทัพ เดินหน้าถ่ายโอนอำนาจบัญชาการจากสหรัฐ ให้เป็นไปตามแผนการเดิมที่วางไว้ เพื่อยกระดับความมั่นคงของชาติให้ก้าวไปสู่ระดับสากลและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในอนาคต

ผู้นำเกาหลีใต้เร่งเสริมศักยภาพกองทัพ เดินหน้าถ่ายโอนอำนาจบัญชาการจากสหรัฐ

การเดินหน้าในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะรัฐบาลโซลมุ่งมั่นที่จะให้การถ่ายโอนอำนาจการบัญชาการปฏิบัติการในช่วงสงครามจากสหรัฐอเมริกามาสู่มือเกาหลีใต้นั้นเกิดขึ้นอย่างราบรื่นภายในวาระการดำรงตำแหน่งของผู้นำคนปัจจุบัน โดยมองว่าพันธมิตรที่เข้มแข็งต้องมาพร้อมกับขีดความสามารถในการป้องกันประเทศที่โดดเด่น การพัฒนาศักยภาพกองทัพจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้มีความจำเป็นและมีความสำคัญในฐานะพันธมิตรที่เท่าเทียมกันมากขึ้นกับสหรัฐ

เหตุผลที่ต้องเร่งเดินหน้ายกระดับกองทัพ

นอกเหนือจากการรับมอบอำนาจบัญชาการแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการที่ผู้นำเกาหลีใต้เน้นย้ำ ได้แก่:

  • การผลักดันโครงการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในทะเล
  • การฝึกฝนบุคลากรทหารให้มีความพร้อมสำหรับการรบแบบบูรณาการในรูปแบบใหม่
  • การเตรียมรับมือกับสมรภูมิในอนาคตที่เส้นแบ่งระหว่างความขัดแย้งมีความคลุมเครือมากขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ ผู้นำเกาหลีใต้เร่งเสริมศักยภาพกองทัพ เดินหน้าถ่ายโอนอำนาจบัญชาการจากสหรัฐ ในช่วงเวลานี้ จะส่งผลกระทบต่อความตึงเครียดกับเพื่อนบ้านหรือไม่ ผู้นำเกาหลีใต้ก็ได้ชี้แจงชัดเจนว่า การฝึกซ้อมป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและการซ้อมรบร่วมนั้นเป็นไปเพื่อการป้องกันประเทศและคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองเท่านั้น โดยไม่มีเจตนาที่จะยั่วยุหรือโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลี

ในมุมมองของเรา การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจบัญชาการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะเป็นเจ้าของอธิปไตยทางทหารอย่างเต็มตัว ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก เกาหลีใต้กำลังแสดงให้เห็นว่าการมีพันธมิตรที่ดีนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่การมีกองทัพที่แข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยีและทักษะของตนเอง คือหลักประกันความมั่นคงที่ยั่งยืนที่สุดอย่างแท้จริง

ที่มา – ผู้นำเกาหลีใต้เร่งเสริมศักยภาพกองทัพ เดินหน้าถ่ายโอนอำนาจบัญชาการจากสหรัฐ

เชิญชวนเที่ยวชม ‘พิศวงตานกฮูก’ พรรณไม้หายากโผล่โชว์ตัวกลางป่าอุ้มผาง

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายเดินป่าและคนรักธรรมชาติทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีมาฝากสำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางไปสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ในช่วงหน้าฝนนี้ เพราะล่าสุดในผืนป่าอุ้มผาง จังหวัดตาก ได้มีการค้นพบพรรณไม้จิ๋วที่แสนหายากอย่าง พิศวงตานกฮูก หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ พิศวงไทยทอง ซึ่งกำลังผลิดอกอวดโฉมความน่ารักให้เราได้ชมกันแล้วครับ

เชิญชวนเที่ยวชม ‘พิศวงตานกฮูก’ พรรณไม้หายากโผล่โชว์ตัวกลางป่าอุ้มผาง

การปรากฏตัวของ พิศวงตานกฮูก ในครั้งนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเหล่านักท่องเที่ยวและนักวิจัยเป็นอย่างมาก ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นคล้ายกับดวงตาของนกฮูกตัวน้อยๆ ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนป่าที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยดน้ำจากฝน พืชชนิดนี้เป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้เป็นอย่างดี เพราะมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับเชื้อราในดิน ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์เล็กๆ ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างขึ้นมาจริงๆ ครับ

เปิดเส้นทางตามหาพิศวงตานกฮูก

หากคุณอยากไปสัมผัสความน่ารักของเจ้าพรรณไม้ชนิดนี้ด้วยตาตัวเอง ทางอำเภออุ้มผางได้แนะนำเส้นทางที่เดินทางสะดวกสบายมากครับ สำหรับการเดินทางไปยังจุดพบ พิศวงตานกฮูก สามารถทำได้ดังนี้:

  • เดินทางออกจากตัวเมืองอุ้มผางมุ่งหน้าสู่เส้นทางบ้านปะหละทะ
  • สังเกตหลักกิโลเมตรที่ 8 ให้ชิดซ้ายเตรียมจอดรถ
  • เดินเท้าเข้าไปในเส้นทางศึกษาธรรมชาติเพียงไม่กี่ร้อยเมตร
  • จุดพบจะอยู่บริเวณใต้ต้นเป้งหรือต้นปงนั่นเองครับ

นอกจากจะได้ยลโฉมพรรณไม้หายากแล้ว ช่วงนี้ป่าอุ้มผางยังมีความสวยงามจากดอกเทียนปีกผีเสื้อและน้ำตกรูปหัวใจที่รอให้ทุกคนไปสัมผัสอยู่ ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ทางหน่วยงานท้องถิ่นยังเตรียมจัดกิจกรรมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวและศึกษาธรรมชาติอย่างเป็นทางการ รวมถึงไฮไลท์สำคัญอย่างการไปเที่ยวชมน้ำตกทีลอซูที่กำลังเต็มไปด้วยพลังแห่งสายน้ำที่สวยงามที่สุดในรอบปี

อย่างไรก็ตาม ขอฝากความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวทุกคนให้ช่วยกันรักษาธรรมชาติด้วยนะครับ ด้วยกฎเหล็กง่ายๆ คือ ไม่เด็ด ไม่ทำลาย เพียงเท่านี้เราก็สามารถร่วมกันอนุรักษ์พรรณไม้หายากเหล่านี้ให้คงอยู่คู่ผืนป่าอุ้มผางไปได้อีกนาน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราไปถึงที่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเราทิ้งอะไรไว้เบื้องหลังบ้าง ครั้งนี้เตรียมกล้องให้พร้อมแล้วไปเก็บภาพความทรงจำท่ามกลางธรรมชาติกันครับ

ที่มา – เชิญชวนเที่ยวชม ‘พิศวงตานกฮูก’ พรรณไม้หายากโผล่โชว์ตัวกลางป่าอุ้มผาง

ต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือนพุ่ง 2.19 แสนล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวเศรษฐกิจที่น่าสนใจกันแล้ว สำหรับประเด็นเรื่อง ต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือนพุ่ง 2.19 แสนล้าน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยได้อย่างชัดเจนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตที่ก้าวกระโดดในหลากหลายภาคธุรกิจ

สถานการณ์ต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือนพุ่ง 2.19 แสนล้าน

การลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม – กรกฎาคม) มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 219,208 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 37% คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นกว่า 59,748 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยมีการอนุมัติให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนรวม 736 ราย และที่สำคัญที่สุดคือสามารถสร้างการจ้างงานให้กับคนไทยได้ถึง 5,229 คน

เจาะลึก 5 อันดับแรกของต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือนพุ่ง 2.19 แสนล้าน

สำหรับบรรดานักลงทุนที่เข้ามาปักหมุดในไทยนั้น มีความน่าสนใจที่แตกต่างกันออกไป โดยมีสถิติที่น่าสนใจดังนี้:

  • สิงคโปร์: ครองแชมป์ด้านเม็ดเงินลงทุนสูงสุด ด้วยมูลค่า 61,112 ล้านบาท จากจำนวน 97 ราย
  • จีน: คว้าแชมป์ในด้านจำนวนรายที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด รวม 133 ราย คิดเป็นเงินลงทุน 38,603 ล้านบาท
  • ญี่ปุ่น: ยังคงรักษาระดับการลงทุนอย่างต่อเนื่องที่ 94 ราย มูลค่า 45,085 ล้านบาท
  • สหรัฐอเมริกา: มีจำนวน 121 ราย มูลค่าลงทุน 6,226 ล้านบาท
  • ฮ่องกง: มีจำนวน 72 ราย มูลค่าลงทุน 14,077 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในส่วนของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และสิทธิประโยชน์จาก BOI ยังคงเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความสนใจ โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว มีเม็ดเงินไหลเข้าสูงถึง 31,594 ล้านบาท พร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีขุดเจาะปิโตรเลียม, พลังงานสะอาด และการบริหารจัดการแม่พิมพ์เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเม็ดเงินที่เข้ามา แต่ยังเป็นการอัปเกรดทักษะฝีมือแรงงานไทยไปในตัวด้วย

ในมุมมองของผม ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นในด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือศักยภาพของบุคลากร หากเราสามารถรักษามาตรฐานและสิทธิประโยชน์ในการดึงดูดการลงทุนที่ดีแบบนี้ต่อไป เชื่อว่าปีนี้เราน่าจะได้เห็นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สดใสขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือนพุ่ง 2.19 แสนล้าน ‘สิงคโปร์’ แชมป์เม็ดเงินสูงสุด-จีนแชมป์จำนวนราย

โพลชี้คะแนนนิยมทรัมป์ดิ่งเหลือ 33% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่หวนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสารการเมืองสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดในช่วงนี้ เพราะล่าสุดมีกระแสข่าวใหญ่ที่น่าสนใจมาก เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลว่า โพลชี้คะแนนนิยมทรัมป์ดิ่งเหลือ 33% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่หวนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐ ซึ่งตัวเลขนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญสำหรับทำเนียบขาวในขณะนี้เลยทีเดียว

โพลชี้คะแนนนิยมทรัมป์ดิ่งเหลือ 33% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่หวนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

จากการสำรวจโดยรอยเตอร์สและอิปซอสที่ได้สุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันกว่า 1,166 คน พบว่าความนิยมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตกลงมาอยู่ที่ระดับ 33% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่เขาเริ่มปฏิบัติภารกิจในสมัยที่สอง และเมื่อมองย้อนกลับไป ตัวเลขนี้เท่ากับระดับต่ำสุดที่เขาเคยทำได้ในช่วงปี 2560 อีกด้วย โดยกลุ่มตัวอย่างกว่า 64% แสดงความไม่พอใจในการทำงานอย่างชัดเจน

ปัจจัยที่ทำให้โพลชี้คะแนนนิยมทรัมป์ดิ่งเหลือ 33% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่หวนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

สาเหตุหลักที่ทำให้อัตราความนิยมลดลงอย่างมาก มีปัจจัยหลายด้านที่ส่งผลกระทบพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น:

  • ความกังวลเรื่องสงครามกับอิหร่าน: กลุ่มตัวอย่าง 80% มองว่าสงครามจะยืดเยื้อ และมีเพียงส่วนน้อยที่เห็นว่าสงครามนี้คุ้มค่า
  • ประเด็นทางเศรษฐกิจ: พรรคเดโมแครตเริ่มกลับมาได้รับความไว้วางใจในการบริหารเศรษฐกิจมากกว่าพรรครีพับลิกันเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี
  • ความขัดแย้งในนโยบายตรวจคนเข้าเมือง: แม้รีพับลิกันจะยังนำอยู่เล็กน้อย แต่ช่องว่างความนิยมลดลงอย่างน่าใจหายจากเดิมที่เคยนำห่างถึง 26 จุด

สถานการณ์ในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงทิศทางการบริหารประเทศมากขึ้น การที่พรรคเดโมแครตสามารถขึ้นมานำในประเด็นเศรษฐกิจได้นั้นถือเป็นก้าวสำคัญที่พรรครีพับลิกันต้องเร่งแก้ไขเป็นการด่วน หากต้องการรักษาฐานเสียงของตนเองไว้ให้มั่นคงกว่าที่เป็นอยู่

ในมุมมองของเรา นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่าคะแนนนิยมไม่ใช่สิ่งที่คงอยู่ตลอดไป การตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและทิศทางนโยบายที่ชัดเจนยังคงเป็นหัวใจสำคัญ หากทรัมป์ต้องการพลิกฟื้นสถานการณ์กลับมาอีกครั้ง เขาจำเป็นต้องหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างนโยบายที่หาเสียงไว้กับการแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวอเมริกันให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่จะสายเกินไป

ที่มา – โพลชี้คะแนนนิยมทรัมป์ดิ่งเหลือ 33% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่หวนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

ราคาทองวันนี้ 18 ส.ค.69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 200 บาท

อัปเดต ราคาทองวันนี้ 18 ส.ค.69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 200 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนและผู้ที่สนใจในตลาดทองคำทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวล่าสุดกันหน่อยครับ เพราะดูเหมือนว่าวันนี้ตลาดทองคำจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ราคาทองวันนี้ 18 ส.ค.69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 200 บาท ตั้งแต่เปิดตลาดในช่วงเช้าเลยทีเดียวครับ

หากเทียบกับราคาปิดเมื่อวานนี้ที่ปิดไปแบบปรับลดลงเล็กน้อยที่ 50 บาท มาถึงวันนี้ราคาทองได้ดีดตัวขึ้นมาจนแตะระดับ 68,900 บาท ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นวันที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับใครที่กำลังวางแผนซื้อขายทองคำในพอร์ตของตัวเองครับ

รายละเอียดการซื้อขายและ ราคาทองวันนี้ 18 ส.ค.69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 200 บาท

สำหรับการประกาศราคาครั้งที่ 1 ประจำวันที่ 18 สิงหาคม 2569 มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • ทองคำแท่ง: รับซื้อบาทละ 68,700 บาท ขายออกบาทละ 68,900 บาท
  • ทองรูปพรรณ: รับซื้อบาทละ 67,325.56 บาท ขายออกบาทละ 69,700 บาท

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ ราคาทองวันนี้ 18 ส.ค.69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 200 บาท นั้นมาจากราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) ที่ปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 4,406 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ประกอบกับราคาทองคำตลาดโคเม็กซ์ที่ปิดบวกไปถึง 36.40 ดอลลาร์ ทำให้ภาพรวมดูมีความแข็งแกร่งอย่างมากครับ

สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาทองพุ่งแรงในวันนี้ มาจากการที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง รวมถึงกระแสข่าวที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Fed) มีแนวโน้มที่จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบหน้า ส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำเพื่อความปลอดภัยมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ทุกคนต่างต้องการครับ

สำหรับนักลงทุนมือใหม่หรือใครที่กำลังมองหาจังหวะการเข้าซื้อ ผมแนะนำว่าให้ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพราะราคาทองคำในช่วงนี้มีความผันผวนสูงตามสถานการณ์โลก การตัดสินใจลงทุนควรเป็นไปอย่างรอบคอบและแบ่งไม้เข้าซื้อจะดีที่สุดครับ

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 18 ส.ค.69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 200 บาท

ห้ามใช้สะพานทางหลวง108 เซ่นน้ำป่าพัดตอม่อหาย 1 ต้น

สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดแม่ฮ่องสอนยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุดมีรายงานข่าวสำคัญเกี่ยวกับเส้นทางคมนาคมที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ โดยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ว่าที่ร.ต.ยอดเพ็ชร คำแสงดี ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงแม่ฮ่องสอน ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงเส้นทางบริเวณบ้านห้วยโป่ง เนื่องจากมีประกาศ! ห้ามใช้สะพานทางหลวง108 เซ่นน้ำป่าหลากพัดไม้ชนตอม่อหาย 1 ต้น ทำให้การสัญจรไม่ปลอดภัย

ห้ามใช้สะพานทางหลวง108 เซ่นน้ำป่าหลากพัดไม้ชนตอม่อหาย 1 ต้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับสะพานชั่วคราวหรือสะพานเบลี่ย์ บนทางหลวงหมายเลข 108 ช่วงแม่สุริน – ปางหมู กม.317+300 – กม.317+350 โดยกระแสน้ำป่าที่ไหลหลากอย่างรุนแรงได้พัดเอาขอนไม้และเศษไม้จำนวนมากมากระแทกเข้ากับตอม่อกลางสะพาน จนเป็นเหตุให้ตอม่อเสียหายไป 1 ต้น ส่งผลให้โครงสร้างหลักไม่สามารถรับน้ำหนักรถยนต์ได้ ทางหน่วยงานจึงจำเป็นต้องประกาศ! ห้ามใช้สะพานทางหลวง108 เซ่นน้ำป่าหลากพัดไม้ชนตอม่อหาย 1 ต้น โดยอนุญาตให้เพียงรถจักรยานยนต์และคนเดินเท้าผ่านได้เท่านั้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นซ้ำซ้อน

มาตรการเร่งด่วนในการซ่อมแซมเส้นทาง

ทางศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 (พิจิตร) ได้เร่งส่งกำลังพลและเครื่องจักรกลหนักจากพื้นที่บ้านแม่ลาหลวง อำเภอแม่ลาน้อย เข้ามาดำเนินการซ่อมแซมตอม่อที่เสียหายในทันที คาดว่าจะสามารถซ่อมเสร็จและเปิดให้รถยนต์ทุกชนิดสัญจรผ่านได้ภายในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันนี้ อย่างไรก็ตาม การเปิดใช้งานจริงยังต้องประเมินสถานการณ์ฝนในพื้นที่ร่วมด้วย เนื่องจากหากมีฝนตกลงมาซ้ำอีก อาจเสี่ยงต่อความปลอดภัยของโครงสร้างที่เพิ่งซ่อมแซมใหม่

ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ต้องใช้เส้นทางในช่วงนี้:

  • งดเว้นการนำรถยนต์ทุกชนิดข้ามสะพานเบลี่ย์บ้านห้วยโป่งจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
  • ตรวจสอบสภาพอากาศและรายงานสถานการณ์น้ำท่วมจากเพจกรมทางหลวงอย่างใกล้ชิด
  • หากมีความจำเป็นต้องเดินทางระหว่างแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ โปรดวางแผนและใช้เส้นทางเลี่ยง

สถานการณ์น้ำป่าครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงพลังของธรรมชาติที่คาดเดาได้ยาก การปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดคือสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัย หวังว่าการซ่อมแซมจะสำเร็จลุล่วงด้วยดีและพี่น้องประชาชนในพื้นที่แม่ฮ่องสอนจะกลับมาสัญจรได้อย่างสะดวกและปลอดภัยในเร็ววันครับ

ที่มา – ประกาศ! ห้ามใช้สะพานทางหลวง108 เซ่นน้ำป่าหลากพัดไม้ชนตอม่อหาย 1 ต้น