ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วรศิษฎ์ยัน สถ.เป็นพนักพิงช่วยเพิกถอนทุจริตสอบท้องถิ่น

วรศิษฎ์ยัน สถ.เป็นพนักพิงช่วยเพิกถอนทุจริตสอบท้องถิ่น

ประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่จับตามองในแวดวงข้าราชการไทยขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องการจัดการปัญหาการเพิกถอนทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ได้ออกมาให้ความชัดเจนถึงแนวทางการทำงานของกระทรวงมหาดไทย โดยยืนยันว่ากรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) พร้อมเป็นพนักพิงให้กับผู้บริหารท้องถิ่นในการดำเนินการเรื่องนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

นายวรศิษฎ์ระบุว่า ทางกระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและไม่ได้เป็นการโยนเผือกร้อนไปให้ใคร แต่เป็นการทำตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ โดยมีการส่งรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อสงสัยไปยังจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แล้ว เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เตรียมทีมกฎหมายสนับสนุนผู้บริหารท้องถิ่น

หลายคนอาจกังวลว่าผู้บริหารท้องถิ่นจะแบกรับภาระหนักเกินไปหรือไม่ในการต้องเซ็นคำสั่งเพิกถอน นายวรศิษฎ์จึงได้ย้ำว่า วรศิษฎ์ยัน สถ.เป็นพนักพิงช่วยเพิกถอนทุจริตสอบท้องถิ่น โดยมีการจัดเตรียมทีมกฎหมายจากส่วนกลางไว้คอยสนับสนุนและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นมั่นใจว่าการตัดสินใจครั้งนี้มีพยานหลักฐานรองรับชัดเจน ไม่ได้เป็นการใช้อำนาจโดยพลการ

  • มีการเปิดเผยพยานหลักฐานจากกระดาษคำตอบที่มีการตรวจสอบคะแนนผิดปกติ
  • ทาง สถ. ได้ส่งข้อมูลให้ทุกจังหวัดและอปท. เพื่อความโปร่งใส
  • ตั้งเป้ากรอบเวลาการดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ส.ค. นี้

เมื่อถามถึงความกังวลของผู้บริหารท้องถิ่น นายวรศิษฎ์กล่าวด้วยความเข้าใจว่า ไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายดำเนินการในเรื่องเชิงลบแบบนี้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏขึ้น การแก้ไขให้ถูกต้องคือสิ่งที่ต้องทำ การโฟกัสไปที่คะแนนที่ผิดปกติและการเปรียบเทียบคะแนนจริง จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวเรื่อง วรศิษฎ์ยัน สถ.เป็นพนักพิงช่วยเพิกถอนทุจริตสอบท้องถิ่น ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการล้างบางความไม่โปร่งใสในระบบการสอบบรรจุข้าราชการ ความร่วมมือระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นในครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กระบวนการตรวจสอบของเรานั้นมีความเข้มแข็งและโปร่งใสมากน้อยเพียงใด

หวังว่าการดำเนินการครั้งนี้จะช่วยกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน และทำให้ผู้ที่มีความสามารถได้ก้าวเข้ามาทำงานในระบบราชการได้อย่างสง่างามโดยปราศจากข้อกังขา หากใครที่สงสัยในกระบวนการสามารถติดตามความคืบหน้าได้จากประกาศของ ก.จังหวัด แต่ละพื้นที่ครับ

ที่มา – ‘วรศิษฎ์’ยันสถ.เป็นพนักพิง-เตรียมทีมกฎหมาย ให้’ผู้บริหารท้องถิ่น’ เพิกถอนทุจริต’สอบท้องถิ่น’ ย้ำไม่ได้โยนเผือกร้อน

มารดาชาวอินโดนีเซียต้อนรับลูกสาวคนที่ 4 ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าประทับใจและเต็มไปด้วยความกล้าหาญจากประเทศอินโดนีเซียมาฝากกันค่ะ เป็นเรื่องราวของ มารดาชาวอินโดนีเซียต้อนรับลูกสาวคนที่ 4 ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ระทึกขวัญแต่ก็จบลงด้วยปาฏิหาริย์แห่งชีวิตที่น่าจดจำ

มารดาชาวอินโดนีเซียต้อนรับลูกสาวคนที่ 4 ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อหญิงวัย 39 ปี นามว่าคุณมาเรีย ฟลอริดา โนโก เกเลน ต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตขณะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ที่จังหวัดนูซาเติงการาตะวันออก ในขณะที่เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดคลอดลูกคนที่ 4 ก่อนกำหนดถึง 2 เดือน ท่ามกลางเสียงอาฟเตอร์ช็อกที่สั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ เธอเล่าว่า “ระหว่างการผ่าตัด ฉันไม่กลัวเลย” สิ่งเดียวที่เธอคิดคือเธอต้องแข็งแรงเพื่อลูกๆ ของเธอ

ปาฏิหาริย์ท่ามกลางวิกฤต

สถานการณ์ในขณะนั้นเลวร้ายมาก ไฟฟ้าดับเป็นระยะ แพทย์ต้องใช้เพียงไฟฉายในการช่วยชีวิตทั้งแม่และเด็กท่ามกลางอาคารที่สั่นคลอน หากล่าช้าไปกว่านี้ ผลลัพธ์อาจจะเลวร้ายกว่าที่คิดมาก แต่ในที่สุด มารดาชาวอินโดนีเซียต้อนรับลูกสาวคนที่ 4 ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ได้สำเร็จ โดยหนูน้อยถูกตั้งชื่อว่า “เกมปิตา” ซึ่งมาจากคำว่า “เกมปา” ที่แปลว่าแผ่นดินไหวในภาษาอินโดนีเซีย

  • หนูน้อยเกมปิตามีน้ำหนักแรกเกิดเพียง 1.3 กิโลกรัม
  • ต้องอยู่ในตู้อบภายใต้เต็นท์กลางแจ้งท่ามกลางอาฟเตอร์ช็อก
  • ทีมแพทย์ได้รับคำชื่นชมอย่างสูงที่ไม่ทอดทิ้งคนไข้แม้ห้องผ่าตัดจะพังลงมา

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของสัญชาตญาณความเป็นแม่และจรรยาบรรณของทีมแพทย์ที่ทำงานอย่างสุดความสามารถภายใต้สภาวะกดดันมหาศาล นับเป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้เราเห็นคุณค่าของชีวิตและความรักที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ

ที่มา – มารดาชาวอินโดนีเซียต้อนรับลูกสาวคนที่ 4 ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว

ผู้บริหารระดับสูงของฟีฟาโดนไล่ออกคาดเนื่องจากวิจารณ์เดือดอินฟานติโน

ผู้บริหารระดับสูงของฟีฟาโดนไล่ออกคาดเนื่องจากวิจารณ์เดือดอินฟานติโน

เกิดเรื่องร้อนแรงในวงการฟุตบอลโลกเมื่อ เควิน ลามัวร์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของฟีฟา ต้องโบกมือลาตำแหน่งอย่างกะทันหัน ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าสาเหตุหลักมาจากผู้บริหารระดับสูงของฟีฟาโดนไล่ออกคาดเนื่องจากวิจารณ์เดือดอินฟานติโน ประธานใหญ่ของฟีฟาเกี่ยวกับแผนการขายหุ้นให้กับนักลงทุนเอกชนที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า

ทางโฆษกของฟีฟาได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า การร่วมงานระหว่างฟีฟาและลามัวร์ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2026 โดยระบุเพียงสั้นๆ ว่าขอบคุณสำหรับการทำงานในช่วงสองปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการจากลาครั้งนี้ดูจะมีประเด็นที่ดุเดือดกว่านั้นมาก

เปิดปมเหตุการณ์ผู้บริหารระดับสูงของฟีฟาโดนไล่ออกคาดเนื่องจากวิจารณ์เดือดอินฟานติโน

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ลามัวร์ได้ออกมาเปิดศึกกับ จานนี อินฟานติโน อย่างตรงไปตรงมา โดยเขาวิจารณ์ว่าโปรเจคต์การจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อขายหุ้นนั้นเป็นเพียงความต้องการของคนเพียงคนเดียว และถึงเวลาแล้วที่ผู้นำฟุตบอลโลกจะต้องทบทวนตัวเองและทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อส่วนรวม

ลามัวร์ยังได้กล่าวถึงความอึดอัดใจภายในองค์กรว่า:

  • ฝ่ายบริหารของฟีฟาเองก็ถูกหลอกเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ
  • ภารกิจหลักของฟีฟาคือการรับใช้ฟุตบอล ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
  • ประธานควรเป็นผู้สร้างความสามัคคีและแรงบันดาลใจ ไม่ใช่สร้างความแตกแยก

เขายังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ผู้บริหารระดับสูงของฟีฟาโดนไล่ออกคาดเนื่องจากวิจารณ์เดือดอินฟานติโน ว่า “ถ้าการพูดความจริงทำให้ผมต้องตกงาน ก็ช่างมันเถอะ ผมจะเข้าใจและเคารพการตัดสินใจนั้น อย่างน้อยคืนนี้ผมก็จะได้นอนหลับสบาย” ซึ่งประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงความอึดอัดที่สั่งสมมานานภายในโครงสร้างการบริหารของฟีฟา

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรในระดับโลก ว่าในโลกของฟุตบอล การตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจอาจมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยตำแหน่งงาน แต่อาจจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเรียกร้องความโปร่งใสในองค์กรลูกหนังระดับโลกแห่งนี้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากนี้ ทิศทางของฟีฟาภายใต้การนำของอินฟานติโนจะเป็นอย่างไร และจะมีเสียงสะท้อนจากคนในองค์กรแบบนี้ออกมาอีกหรือไม่

ที่มา – ผู้บริหารระดับสูงของฟีฟาโดนไล่ออกคาดเนื่องจากวิจารณ์เดือดอินฟานติโน

ศอ.บต. หนุน “ทิ้งกระจาด” ยะลา สานพลังพหุวัฒนธรรม

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวดีๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กันมาบ้าง โดยเฉพาะเมื่อเร็วๆ นี้ ดร.นพ.สมหมาย บุญเกลี้ยง ผู้ช่วยเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ไปเป็นประธานเปิดงานประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยน้ำใจอย่าง ศอ.บต. หนุน “ทิ้งกระจาด” ยะลา สานพลังพหุวัฒนธรรม ซึ่งจัดขึ้น ณ มูลนิธิแม่กอเหนี่ยว จังหวัดยะลา บอกเลยว่าเป็นภาพที่ประทับใจสุดๆ ครับ

ศอ.บต. หนุน “ทิ้งกระจาด” ยะลา สานพลังพหุวัฒนธรรม

งานประเพณีทิ้งกระจาด หรือที่คนในพื้นที่คุ้นเคยกันในชื่อ “ซิโกว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำบุญตามความเชื่อของชาวไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น แต่กิจกรรม ศอ.บต. หนุน “ทิ้งกระจาด” ยะลา สานพลังพหุวัฒนธรรม ในครั้งนี้ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการ “ให้” ที่ยิ่งใหญ่ โดยทาง ศอ.บต. ได้สนับสนุนชุดเครื่องอุปโภคบริโภค ทั้งข้าวสารและอาหารแห้งจำนวนกว่า 500 ชุด เพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มผู้ยากไร้และเปราะบางในพื้นที่ ซึ่งครอบคลุมความช่วยเหลือไปถึง 3,000 ครัวเรือนเลยทีเดียว

ความหมายที่มากกว่าการแบ่งปัน

สิ่งที่เราได้เห็นชัดเจนจากโครงการนี้คือ พลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรสาธารณกุศลที่ร่วมแรงร่วมใจกัน ทำให้เห็นว่าแม้จังหวัดยะลาจะเต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม แต่ทุกคนก็พร้อมจะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความเข้าใจกัน ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวไทยพุทธ มุสลิม หรือคริสต์ ต่างมารวมตัวกันด้วยความปรารถนาดี ก่อให้เกิดความสามัคคีที่เหนียวแน่น

  • บรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ยากไร้
  • ลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน
  • เชื่อมความสัมพันธ์คนในสังคมพหุวัฒนธรรม

ความสำเร็จของกิจกรรมนี้ยังสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของจังหวัดยะลา ที่เป็นเมืองแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข พร้อมกับการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งในอนาคต

หากเราทุกคนรู้จักที่จะหยิบยื่นน้ำใจให้แก่กันเหมือนเช่นกิจกรรมในครั้งนี้ สังคมของเราก็จะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นอย่างแน่นอนครับ เพราะความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการได้เห็นรอยยิ้มของผู้รับนั่นเอง

ที่มา – ศอ.บต. หนุน “ทิ้งกระจาด” ยะลา ส่งต่อความห่วงใยผู้ยากไร้ สานพลังพหุวัฒนธรรม

พิพัฒน์ ซัดไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ค้านโครงการใหญ่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับสถานการณ์การคัดค้านโครงการของรัฐบาล โดยระบุว่า พิพัฒน์ ซัดไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ค้านโครงการใหญ่ จนบางครั้งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พิพัฒน์ ซัดไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ค้านโครงการใหญ่

นายพิพัฒน์กล่าวถึงกรณีการต้านโครงการท่าเรือน้ำลึก อ.จะนะ จ.สงขลา ว่าทุกโครงการที่รัฐบาลผลักดันล้วนตั้งอยู่บนฐานของเหตุผลและการศึกษา หากฝ่ายค้านหรือกลุ่มผู้ประท้วงจะคัดค้าน ก็ควรมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจนว่าส่งผลดีหรือผลเสียอย่างไร ไม่ใช่การคัดค้านเพียงเพราะความต้องการส่วนตัว ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า พิพัฒน์ ซัดไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ค้านโครงการใหญ่ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้หลายโครงการที่ควรจะเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต้องสะดุดลง

เหตุผลเบื้องหลังการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

รองนายกฯ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมถึงความจำเป็นในการรื้อฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะว่า ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เป็นการสานต่อสิ่งที่เคยผ่านการอนุมัติจาก ครม. มาแล้ว โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ลูกหลานในพื้นที่ได้มีงานทำใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไกล นอกจากนี้ การย้ายท่าเรือไปยัง อ.จะนะ ก็เนื่องมาจากข้อจำกัดของพื้นที่เดิมที่หัวเขาแดงซึ่งไม่สามารถขยายได้อีกต่อไป

  • พื้นที่หัวเขาแดงเต็มความจุ ไม่สามารถรองรับการขยายตัวได้
  • ปัญหาความลึกของน้ำทะเลที่ไม่เพียงพอต่อเรือขนาดใหญ่
  • ความต้องการยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์

ในส่วนของประเด็นการชุมนุมที่โซเชียลมีเดียกำลังปลุกปั่น นายพิพัฒน์ได้ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมว่า หากต้องการมาประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาลก็สามารถทำได้ แต่ควรตั้งคำถามกับตัวเองว่ามาด้วยเหตุผลอะไร ในเมื่อโครงการที่เป็นข้อพิพาทหลายอย่างได้ถูกระงับไปแล้ว การมานั่งประท้วงเพื่อให้ได้รับแดดในกรุงเทพฯ อาจไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

บทเรียนในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ตรงกันมากกว่าการตั้งแง่คัดค้านเพียงอย่างเดียว หวังว่าทุกฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันและมองถึงประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ก่อนที่จะสายเกินไป

ที่มา – ‘พิพัฒน์’ซัดไทยติดกับดัก คำว่า’เอ็นจีโอ’ ค้านโครงการใหญ่ เหน็บอยากมาตากแดดตามสบาย หลังโซเชียลปลุกม็อบ’บุกทำเนียบฯ’

ประกวดนวัตกรรมลดช่องว่างระหว่างวัย: พลังสติเพื่อคนรุ่นใหม่

ในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วทั้งด้านเทคโนโลยีและวิถีชีวิต ความแตกต่างระหว่างความคิดของคนแต่ละรุ่นกลายเป็นโจทย์สำคัญที่สังคมต้องหาทางแก้ไข คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ร่วมกับพันธมิตรจัดงานเปิดตัวโครงการ ประกวดนวัตกรรมลดช่องว่างระหว่างวัย ภายใต้ชื่อ “Youth for Change: The Mindful Future Contest” เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพผ่านมุมมองทางจิตวิทยา

ประกวดนวัตกรรมลดช่องว่างระหว่างวัย เพื่อสร้างสังคมที่เข้าใจกัน

โครงการ ประกวดนวัตกรรมลดช่องว่างระหว่างวัย นี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อชิงรางวัล แต่เป็นการเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาจากทุกมหาวิทยาลัยได้ร่วมกันระดมสมองภายใต้หัวข้อ “ต่างวัย เข้าใจกัน ด้วยพลังสติ” ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และการประยุกต์ใช้สติ (Mindfulness) เพื่อลดช่องว่างและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในสังคมไทย

โอกาสสำคัญจากการประกวดนวัตกรรมลดช่องว่างระหว่างวัย

สำหรับน้องๆ ที่สนใจเข้าร่วม ประกวดนวัตกรรมลดช่องว่างระหว่างวัย จะได้รับการอบรมและคำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ โดยโครงการนี้มุ่งเน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้จริง ซึ่งผู้ชนะจะมีโอกาสนำผลงานไปจัดแสดงในงาน Better Mind Better Bangkok 2026 พร้อมลุ้นทุนการศึกษากว่า 60,000 บาท และโอกาสต่อยอดสู่เวทีสุขภาพจิตระดับนานาชาติในปี 2027 อีกด้วย

นอกเหนือจากตัวเงินรางวัลแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพตนเอง ดังที่ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เน้นย้ำว่า สุขภาพจิตเป็นเรื่องที่มองเห็นได้ยาก แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิต การที่เยาวชนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลจิตใจและสร้างความเข้าใจระหว่างวัย จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยป้องกันปัญหาสังคมในระยะยาว

  • เปิดรับสมัครนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีทุกคณะ ทุกมหาวิทยาลัย
  • ร่วมสร้างแผนงานและสื่อสร้างสรรค์เพื่อเชื่อมโยงคนต่างวัย
  • รับคำปรึกษาจากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา
  • โอกาสต่อยอดโครงการไปสู่ระดับนานาชาติ

โครงการนี้คือเวทีที่รวมเอาพลังแห่งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในความเป็นมนุษย์มาไว้ด้วยกัน หากคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นสังคมไทยมีความเข้าใจกันมากขึ้นและพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง อย่าพลาดโอกาสดีๆ นี้ สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม – 13 กันยายน 2569 ผ่านช่องทางออนไลน์ของโครงการ แล้วมาสร้างอนาคตด้วยสติไปพร้อมกัน!

ที่มา – ประกวดนวัตกรรม”ลดช่องว่างระหว่างวัย”

S W A T วังทองหลาง ซ้อมรับมือเหตุกราดยิง บดินทรเดชาฯ

เชื่อว่าหลายคนคงตระหนักดีว่าสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นไม่เคยบอกล่วงหน้า โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะหรือสถานศึกษา ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการดำเนินการเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายกย่องอย่างยิ่ง

S W A T วังทองหลาง ซ้อมรับมือเหตุกราดยิง บดินทรเดชาฯ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง พร้อมด้วยทีมงานชุดปฏิบัติการพิเศษ S W A T วังทองหลาง ได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษหนุมานจากกองปราบปราม ลงพื้นที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เพื่อจัดการซ้อมแผนเผชิญเหตุกราดยิงแบบเสมือนจริง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้มีความเข้มข้นสูงสุด เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับทั้งคณะครูและนักเรียน

ทำไมการฝึก S W A T วังทองหลาง ซ้อมรับมือเหตุกราดยิง บดินทรเดชาฯ ถึงสำคัญ?

การฝึกซ้อมในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงโชว์ แต่เป็นการจำลองสถานการณ์ที่ถอดแบบมาจากเหตุการณ์จริง เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรู้วิธีเอาตัวรอด โดยหลักการที่เน้นย้ำคือ “หนี-ซ่อน-สู้” ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญในการเอาชีวิตรอดเมื่อเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต ดังนี้:

  • หนี: ออกจากจุดเกิดเหตุทันทีเมื่อมีช่องทางที่ปลอดภัย
  • ซ่อน: หากหนีไม่ได้ ให้หาที่กำบังที่มั่นคงและเงียบที่สุด
  • สู้: กรณีที่จำเป็นต้องปกป้องชีวิตเป็นทางเลือกสุดท้าย

ทางโรงเรียนได้ร่วมมือกับตำรวจอย่างใกล้ชิด โดยมีการซักซ้อมทั้งตัวอาคารเรียนและพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้ครูที่ปรึกษาและนักเรียนแกนนำมีความเข้าใจในบทบาทของตนเอง และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดต่อให้กับเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ในห้องเรียนได้ นี่คือการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืนในสถานศึกษา

กิจกรรม S W A T วังทองหลาง ซ้อมรับมือเหตุกราดยิง บดินทรเดชาฯ ในครั้งนี้ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสถานศึกษาอื่นๆ ทั่วประเทศ การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเกิดเหตุเสมอคือหัวใจสำคัญของการลดความสูญเสีย เราหวังว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสถานศึกษาจะเข้มแข็งเช่นนี้ต่อไป เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยให้กับเยาวชนของเราทุกคน

ที่มา – ‘S W A T วังทองหลาง’ เข้มความปลอดภัย ซ้อมรับมือเผชิญเหตุกราดยิงใน ‘บดินทรเดชาฯ’ เสมือนจริง

‘ทรงศักดิ์’ ลงพื้นที่บึงกาฬ เปิดโครงการ’เพื่อนกันมันส์โนแอล’

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ได้มีกิจกรรมสำคัญที่น่าจับตามอง เมื่อ ‘ทรงศักดิ์’ ลงพื้นที่บึงกาฬ เปิดโครงการ’เพื่อนกันมันส์โนแอล’ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยห่างไกลจากอบายมุขและสิ่งเสพติดทุกชนิด โดยมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมกีฬาฟุตซอลภายใต้แนวคิด ไม่สูบ ไม่ดื่ม ไม่เสพ และไม่พนัน

เจาะลึกภารกิจ ‘ทรงศักดิ์’ ลงพื้นที่บึงกาฬ เปิดโครงการ’เพื่อนกันมันส์โนแอล’

การจัดงานในครั้งนี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสถานศึกษาทั้ง 8 แห่งในพื้นที่ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า แอลกอฮอล์ และยาเสพติดอย่างจริงจัง

นายทรงศักดิ์กล่าวเน้นย้ำว่า การที่ ‘ทรงศักดิ์’ ลงพื้นที่บึงกาฬ เปิดโครงการ’เพื่อนกันมันส์โนแอล’ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ แต่เป็นความตั้งใจที่จะเปลี่ยนสนามกีฬาทั่วไปให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ เปลี่ยนสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลเด็กและเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ รู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ พร้อมฝากข้อคิดว่า “ชัยชนะที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เพียงการชนะในสนามแข่งขัน แต่คือการชนะใจตนเอง”

พลังของกีฬาในการพัฒนาเด็กและเยาวชน

ทางด้านนายนายสุรพล เจริญภูมิ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้สนับสนุนโครงการนี้เต็มที่ โดยมองว่ากีฬาเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาวินัย ความรับผิดชอบ และการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญยิ่ง โดยมีรายละเอียดความร่วมมือที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสร้างเครือข่าย: เชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน เพื่อสร้างระบบนิเวศในการดูแลเด็ก
  • กิจกรรมสร้างสรรค์: การจัดการแข่งขันฟุตซอลที่เน้นความสนุกสนานและมิตรภาพภายใต้กติกาที่ปลอดปัจจัยเสี่ยง
  • การลดพฤติกรรมเสี่ยง: จากผลสำรวจโครงการ SDN Futsal No-L Cup พบว่าเยาวชนกว่า 90% สามารถลดหรือเลิกพฤติกรรมเสี่ยงได้หลังจากเข้าร่วมโครงการ

ด้านนพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโครงการได้ขยายตัวไปทั่วประเทศแล้วกว่า 77 จังหวัด และมีทีมเข้าร่วมกว่า 1,190 ทีม สะท้อนให้เห็นว่าการใช้กีฬาเป็นตัวนำในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ นั้นเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดีเยี่ยมและสามารถขยายผลต่อยอดได้อย่างเป็นรูปธรรม

ท้ายที่สุดนี้ โครงการ “เพื่อนกันมันส์โนแอล” ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมใหม่ที่เยาวชนบึงกาฬจะร่วมกันสร้างสังคมที่น่าอยู่ ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยง และเติบโตเป็นอนาคตที่ดีของชาติได้อย่างภาคภูมิใจ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมดีๆ แบบนี้จะถูกนำไปเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนที่เข้มแข็งต่อไป

ที่มา – ‘ทรงศักดิ์’ ลงพื้นที่บึงกาฬ เปิดโครงการ’เพื่อนกันมันส์โนแอล’

เปิดปฏิบัติการ ‘กวาดบ้านกลางกรุง’ ทลายขบวนการทำบัตรชมพูเถื่อน

เปิดปฏิบัติการ ‘กวาดบ้านกลางกรุง’ ทลายขบวนการทำบัตรชมพูเถื่อน

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเปิดปฏิบัติการครั้งสำคัญภายใต้ชื่อ เปิดปฏิบัติการ ‘กวาดบ้านกลางกรุง’ บุกแฟลตดินแดงทลายขบวนการทำบัตรชมพูเถื่อน ซึ่งเป็นการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย นำโดยหน่วยงานความมั่นคงเพื่อปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนราษฎรอย่างเข้มข้น หลังจากพบความผิดปกติของการย้ายชื่อบุคคลต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านในเขตดินแดงจำนวนมหาศาล โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐและนายหน้าเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นกระบวนการ

จากการตรวจสอบพบว่ามีเด็กต่างด้าวอายุ 5-15 ปี ถูกยัดชื่อเข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านแฟลตดินแดงมากกว่า 1,366 คน ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง เพราะบัตรชมพูหมายเลข 7 เหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ ทั้งการทำธุรกรรมการเงิน การเป็นบัญชีม้า หรือแม้แต่การเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้

รายละเอียดการบุกทลายขบวนการทำบัตรชมพูเถื่อน

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการจัดระเบียบสังคม โดยเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมหลักฐานและขอหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 7 ราย แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย และเครือข่ายนายหน้าอีก 3 ราย รวมถึงพยานที่รับรองลายมือปลอมอีก 1 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแล้ว สำหรับใครที่สงสัยว่าขบวนการนี้ทำอย่างไร เราสรุปขั้นตอนที่พบมาดังนี้:

  • มีการปลอมแปลงลายมือชื่อเจ้าบ้านเพื่อประกอบการย้ายทะเบียน
  • เจ้าหน้าที่รัฐอนุมัติย้ายชื่อแม้ระบบจะแจ้งเตือนว่ามีผู้อยู่อาศัยเกินกำหนด
  • นายหน้าดำเนินการยัดชื่อต่างด้าวเข้าทะเบียนเพื่อหวังผลประโยชน์ในบัตรสวัสดิการ

เปิดปฏิบัติการ ‘กวาดบ้านกลางกรุง’ บุกแฟลตดินแดงทลายขบวนการทำบัตรชมพูเถื่อน ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการจับกุมผู้กระทำผิด แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่มีพฤติกรรมสวมสิทธิทางทะเบียนว่าทางรัฐบาลเอาจริง เพื่อคืนความโปร่งใสและสร้างความมั่นคงให้กับระบบทะเบียนราษฎรของไทยเราให้กลับมามีความปลอดภัยอีกครั้ง

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากท่านพบเห็นเบาะแสการเรียกรับเงินหรือการทำบัตรประชาชนโดยมิชอบ สามารถแจ้งได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยกันลดปัญหาอาชญากรรมและสร้างสังคมที่น่าอยู่ให้กับประเทศไทยครับ

ที่มา – เปิดปฏิบัติการ ‘กวาดบ้านกลางกรุง’ บุกแฟลตดินแดงทลายขบวนการทำบัตรชมพูเถื่อน

ผู้การสุพรรณฯ มอบเกียรติบัตร-รางวัล “ขวัญกำลังใจตำรวจทำดี”

ผู้การสุพรรณฯ มอบเกียรติบัตร-รางวัล “ขวัญกำลังใจตำรวจทำดี”

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุม ภ.จว.สุพรรณบุรี พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อติดตามผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในสังกัด พร้อมทั้งจัดพิธีมอบรางวัลเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ภายใต้โครงการสำคัญอย่าง ผู้การสุพรรณฯ มอบเกียรติบัตร-รางวัล “ขวัญกำลังใจตำรวจทำดี” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานของตำรวจในจังหวัดสุพรรณบุรีให้มีประสิทธิภาพและมีความสุขในการทำงานมากยิ่งขึ้น

บรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจในโครงการ ผู้การสุพรรณฯ มอบเกียรติบัตร-รางวัล “ขวัญกำลังใจตำรวจทำดี”

ภายในงานได้มีการมอบรางวัลให้แก่บุคคลที่มีส่วนช่วยสนับสนุนงานราชการตำรวจ ทั้งอาสาสมัครตำรวจและเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมให้ปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตร-ธิดาของข้าราชการตำรวจ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระและสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • มอบประกาศนียบัตรเชิดชูเกียรติแก่อาสาสมัครตำรวจและเครือข่ายภาคประชาชนดีเด่น
  • มอบรางวัลชนะเลิศการประกวดการฝึกแก่เจ้าหน้าที่ที่มีความโดดเด่น
  • สนับสนุนทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจและสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ

สำหรับไฮไลท์สำคัญคือการมอบเงินรางวัลให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีผลงานยอดเยี่ยมในรอบเดือน โดยพิจารณาจากผลการจับกุมคดีสำคัญ การกวาดล้างอาวุธปืน ตลอดจนการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและการปฏิบัติงานในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานจราจร งานป้องกันปราบปราม หรือการสอบสวน ซึ่งกิจกรรมภายใต้แนวคิด ผู้การสุพรรณฯ มอบเกียรติบัตร-รางวัล “ขวัญกำลังใจตำรวจทำดี” นี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากคณะกรรมการ กต.ตร.จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ต.วัชรินทร์ ได้เน้นย้ำว่า โครงการนี้เป็นการต่อยอดจากนโยบาย “ทำดี มีรางวัล” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นไปที่การบำรุงขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่มีผลงานประจักษ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับรู้สึกถึงความภาคภูมิใจและมีแรงผลักดันในการสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนชาวสุพรรณบุรีอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในจังหวัดสุพรรณบุรี เพราะกำลังใจคือปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ผู้การสุพรรณฯ มอบเกียรติบัตร-รางวัล “ขวัญกำลังใจตำรวจทำดี”