ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

จ.สุรินทร์ เปิดเวทีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเกษตรอินทรีย์

เมื่อเร็วๆ นี้ จังหวัดสุรินทร์ได้มีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจและถือเป็นก้าวสำคัญของภาคประชาชน โดยมี จ.สุรินทร์ เปิดเวทีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ มุ่งพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์และความมั่นคงทางอาหาร อย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับพื้นที่

จ.สุรินทร์ เปิดเวทีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ มุ่งพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์และความมั่นคงทางอาหาร

การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายรองรัตน์ จงอุตส่าห์ เป็นประธานเปิดการประชุม โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากผ่านการจัดการระบบอาหารที่ปลอดภัย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในการประชุมครั้งนี้มีการมอบเกียรติบัตรให้กับหน่วยงานและสถาบันกว่า 17 แห่ง รวมถึงผู้ที่ผ่านการอบรมเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันโครงการดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ

เป้าหมายในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อคนสุรินทร์

สำหรับแนวคิดเรื่อง จ.สุรินทร์ เปิดเวทีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ มุ่งพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์และความมั่นคงทางอาหาร นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การจัดเวทีประชุมทั่วไป แต่เป็นการถอดบทเรียนเพื่อสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับท้องถิ่น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การสร้างเครือข่ายภาคประชาชน: เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
  • การจัดการเกษตรอินทรีย์: เปลี่ยนวิถีการผลิตไปสู่ความปลอดภัยและยั่งยืน
  • ความมั่นคงทางอาหาร: สร้างระบบจัดการอาหารที่มีประสิทธิภาพในชุมชน
  • การเสนอแนะเชิงนโยบาย: รวบรวมข้อมูลส่งต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อต่อยอด

การดำเนินงานที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนและกำหนดทิศทางของบ้านเมือง นโยบายต่างๆ จะตอบโจทย์ชีวิตจริงได้ดียิ่งขึ้น การที่ จ.สุรินทร์ เปิดเวทีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ มุ่งพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์และความมั่นคงทางอาหาร ในครั้งนี้ จึงถือเป็นตัวอย่างที่ดีของกระบวนการเรียนรู้และขับเคลื่อนสังคมที่น่าชื่นชม ซึ่งเราหวังว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนสำหรับเกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์ต่อไปในอนาคตครับ

ที่มา – จ.สุรินทร์ เปิดเวทีขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ มุ่งพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์และความมั่นคงทางอาหาร

ผลสำรวจชี้ มากกว่าครึ่งของบริษัทอังกฤษเชื่อ “เอไอ” ช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจกังวลว่าปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์หรือไม่ แต่ล่าสุดมีรายงานที่น่าสนใจจากสหราชอาณาจักร ซึ่งเผยว่า ผลสำรวจชี้ มากกว่าครึ่งของบริษัทอังกฤษเชื่อ “เอไอ” ช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่ ให้เกิดขึ้นจริง โดยรายงานจาก Lloyds Business Barometer ระบุว่าธุรกิจจำนวนมากกำลังปรับตัวเพื่อรองรับเทคโนโลยีนี้อย่างเต็มที่

ผลสำรวจชี้ มากกว่าครึ่งของบริษัทอังกฤษเชื่อ “เอไอ” ช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่

จากการสำรวจบริษัทกว่า 1,200 แห่ง พบข้อมูลที่น่าตื่นเต้นว่า 1 ใน 4 ของนายจ้างในอังกฤษเริ่มมองหาผู้สมัครที่มีทักษะด้าน AI โดยเฉพาะ ในขณะที่ 1 ใน 5 ของบริษัทกำลังเร่งสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ใช่ภัยคุกคามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตัวขับเคลื่อนโอกาสใหม่ในตลาดแรงงานที่น่าจับตามอง

โอกาสใหม่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

บริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้เกิน 10 ล้านปอนด์กว่า 2 ใน 3 ระบุว่า พนักงานของพวกเขามีทักษะด้าน AI ที่จำเป็นต่อธุรกิจแล้ว และมากกว่า 70% ของธุรกิจเหล่านี้กำลังวางแผนเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แม้ว่าการจ้างงานในสายงานเดิมบางอย่างอาจลดลง แต่การปรับตัวสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังเปิดประตูสู่อาชีพสายเทคนิคที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

  • บริษัทเร่งจัดโครงการฝึกอบรมพนักงานเดิมให้มีทักษะ AI
  • มีการจ้างงานบุคลากรระดับอาวุโสที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI
  • บริษัทที่ใช้ AI มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน เพราะแม้ว่า ผลสำรวจชี้ มากกว่าครึ่งของบริษัทอังกฤษเชื่อ “เอไอ” ช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน บริษัทต่างๆ ก็ต้องลดการจ้างงานในส่วนที่ไม่จำเป็นเพื่อควบคุมต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเกิดเศรษฐกิจ 2 ระดับ ที่เน้นการจ้างงานผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมากกว่าแรงงานทั่วไป

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ การตั้งรับอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ การอัปสกิล (Upskill) ให้เท่าทันเทคโนโลยีคือทางรอดที่ดีที่สุด ไม่ว่าคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด การทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จาก AI จะกลายเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้ในอนาคตอันใกล้ คุณล่ะครับ พร้อมหรือยังที่จะก้าวไปพร้อมกับยุค AI?

ที่มา – ผลสำรวจชี้ มากกว่าครึ่งของบริษัทอังกฤษเชื่อ “เอไอ” ช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่

เอกนัฏ เปิดเบื้องหลังตั้งปลัดพลังงานคนใหม่ ลุยไฟรื้อโครงสร้างพลังงาน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเลือก “คุณฉันทานนท์ วรรณเขจร” ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ซึ่งงานนี้บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะเป้าหมายหลักคือการเข้ามาสะสางและปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทยให้เป็นธรรมมากขึ้น

เอกนัฏ เปิดเบื้องหลังตั้งปลัดพลังงานคนใหม่ ลุยไฟรื้อโครงสร้างพลังงาน

รัฐมนตรีเอกนัฏย้ำชัดว่า การเลือกคุณฉันทานนท์ไม่ได้มองแค่ความเก่งกาจในอดีต แต่ดูไปถึงความเหมาะสมในแง่ของอายุราชการที่เหลืออยู่ประมาณ 4-5 ปี ซึ่งสอดคล้องกับวาระการทำงานที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยท่านเน้นย้ำว่างานที่กระทรวงพลังงานต้องการคน “กล้าตัดสินใจ” และพร้อม “ลุยไฟ” ไปกับท่านเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ฝังรากลึกมานาน

เบื้องลึกการแต่งตั้งปลัดพลังงานและก้าวต่อไปของพลังงานไทย

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวเรื่องเด็กฝากหรือเส้นสายทางการเมือง นายเอกนัฏก็ตอบกลับแบบชัดเจนว่า ตัวท่านเองโฟกัสแค่ปัจจุบันและอนาคต ใครที่พร้อมสู้ พร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน ก็สามารถร่วมงานกันได้ทันที โดยภารกิจสำคัญที่ เอกนัฏ เปิดเบื้องหลังตั้งปลัดพลังงานคนใหม่ ลุยไฟรื้อโครงสร้างพลังงาน ครั้งนี้มีประเด็นหลักที่ประชาชนต้องได้รับประโยชน์ ดังนี้:

  • โครงสร้างราคาน้ำมัน: เลิกอิงแค่ราคาสิงคโปร์เพียงอย่างเดียว ต้องทบทวนค่าขนส่ง ค่าประกัน และค่าสูญเสียใหม่ทั้งหมด โดยท่านภูมิใจที่สามารถดึงเงินกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นมาช่วยลดราคาหน้าปั๊มให้ประชาชนได้สำเร็จ
  • ค่าไฟฟ้า: เน้นปรับปรุงระบบให้เป็นธรรม เช่น การนำค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน และการคุมราคาไฟสำหรับกลุ่ม 200 หน่วยแรกให้เหลือเพียง 3 บาท
  • กองทุนอนุรักษ์พลังงาน: ต้องโปร่งใสและคุ้มค่า หากเก็บไปแล้วไม่ได้ประโยชน์ก็ต้องพิจารณาใหม่ เพราะนี่คือเงินหลักหมื่นล้านที่มาจากกระเป๋าประชาชน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมลุยโปรเจกต์ใหญ่เรื่องพลังงานสะอาด ด้วยการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยจะมีมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนละ 50,000 บาท พร้อมขยับเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าคืนเป็น 500 เมกะวัตต์ เพื่อให้บ้านเรือนกลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอย่างแท้จริง

การเดินหน้าในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่ากระทรวงพลังงานภายใต้การนำของนายเอกนัฏ จะสามารถ “รื้อ” และ “สร้าง” โครงสร้างพลังงานใหม่ให้ตอบโจทย์คนไทยได้จริงหรือไม่ ซึ่งเราคงต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าทำสำเร็จ ผลประโยชน์ย่อมตกอยู่ที่ประชาชนโดยตรงครับ

ที่มา – “เอกนัฏ” เปิดเบื้องหลังตั้งปลัดพลังงานคนใหม่ ลุยไฟรื้อโครงสร้างพลังงาน

นายกฯอนุทิน โชว์วิชั่นไม่เลือกข้าง ย้ำสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปแสดงวิสัยทัศน์ ณ สถาบัน Lowy (Lowy Institute) นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย โดยชูจุดยืนสำคัญคือ นายกฯอนุทิน โชว์วิชั่นไม่เลือกข้าง ย้ำสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทายในหลายด้าน

นายกฯอนุทิน โชว์วิชั่นไม่เลือกข้าง ย้ำสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การปรากฏตัวบนเวทีระดับโลกครั้งนี้ นายกฯ ได้เน้นย้ำถึงทิศทางของประเทศไทยว่าในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนคือการเป็นมิตรกับทุกฝ่าย โดยระบุว่าการเป็นประเทศขนาดกลางไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีสิทธิ์กำหนดชะตาชีวิตตนเอง แต่ไทยเลือกที่จะสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์เอาไว้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ นายกฯอนุทิน โชว์วิชั่นไม่เลือกข้าง ย้ำสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ผ่านกลไกการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์

วิสัยทัศน์สู่การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

นอกจากประเด็นเรื่องความเป็นกลางแล้ว นายกฯ ยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด นายกฯ กล่าวว่า:

  • ประเทศไทยยึดถือสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
  • ใช้กลไกทวิภาคีเป็นเครื่องมือหลักในการเจรจา
  • มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อใจและการบูรณาการทางเศรษฐกิจร่วมกัน

ในส่วนของสถานการณ์ในเมียนมา ไทยยังคงสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน เพื่อนำไปสู่ความสงบสุขอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชนในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

นายกฯ ได้สรุปทิ้งท้ายว่า แม้ไทยและออสเตรเลียอาจไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจที่กำหนดทิศทางโลกได้ทั้งหมด แต่เราสามารถร่วมกันกำหนดได้ว่า จะใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภูมิภาค โดยการไม่เลือกข้างและเน้นสร้างพันธมิตรจะช่วยให้ไทยมีความยืดหยุ่นและก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ด้วยดี ถือเป็นแนวทางที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับทิศทางนโยบายต่างประเทศของไทยในอนาคต

ที่มา – ‘นายกฯอนุทิน’ โชว์วิชั่นบนเวที ชูไทย’ไม่เลือกข้าง’แต่ต้องมีทางเลือก ย้ำสัมพันธ์’ไทย-กัมพูชา’ มุ่งแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ภราดร เมินฝ่ายค้านซักฟอก ปมคดีฮั้วเลือก สว.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยล่าสุด นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงท่าทีต่อกรณีที่ฝ่ายค้านจ่อคิวเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็น ภราดร เมินฝ่ายค้านซักฟอก ปมคดีฮั้วเลือก สว. ที่กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาทางเมือง

ภราดร เมินฝ่ายค้านซักฟอก ปมคดีฮั้วเลือก สว. พร้อมแจงประเด็นทุจริต

นายภราดรได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติว่า ขณะนี้ยังคงต้องรอดูความชัดเจนจากฝั่งฝ่ายค้านก่อนว่าจะเลือกใช้มาตรา 151 หรือ 152 ในการดำเนินการ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลเองก็ยังไม่ได้มีการเก็งข้อสอบหรือวางแผนรับมือเป็นพิเศษ เนื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบันเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น จึงขอมุ่งเน้นไปที่การทำงานและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเป็นหลักก่อน

ทำไม ภราดร เมินฝ่ายค้านซักฟอก ปมคดีฮั้วเลือก สว. ในครั้งนี้?

สาเหตุหลักที่ทำให้นายภราดรมองว่าประเด็นคดีฮั้ว สว. อาจไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน คือเงื่อนเวลาที่คาบเกี่ยวกัน โดยนายภราดรอธิบายว่า:

  • รัฐบาลชุดปัจจุบันเริ่มบริหารประเทศในปี 2569
  • รัฐบาลอนุทิน 1 เริ่มบริหารในปี 2568
  • คดีฮั้ว สว. ที่ถูกกล่าวอ้าง เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567

ด้วยเหตุนี้ นายภราดรจึงตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่าตลอดการทำงาน 6 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่พบหลักฐานหรือกรณีทุจริตที่ชัดเจนตามที่ฝ่ายค้านกล่าวอ้าง ส่วนประเด็นการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นนั้น ก็มีการชี้แจงว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาอยู่ ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในสมัยนี้

บทสรุปของสถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดินด้วยความมั่นใจ โดยเชื่อมั่นว่าผลงานที่ผ่านมาไม่ได้มีร่องรอยการทุจริตตามที่ถูกกล่าวหา การเมืองไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปว่าฝ่ายค้านจะหาประเด็นใหม่มาตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างไรบ้าง

ที่มา – ‘ภราดร’ เมินฝ่ายค้านจั่วหัวซักฟอก ​ปมคดี’ฮั้วเลือกสว.’แจง รบ.หนู1’มาปี 68 ชี้ทำงานแค่​ 6 เดือน​ ‘ไม่เห็นมีเรื่องทุจริต’

“พลรักษ์” โต้ดราม่า “นักจิตวิทยาปลอม” สืบพยานเด็ก

“พลรักษ์” โต้ดราม่า “นักจิตวิทยาปลอม” สืบพยานเด็ก

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับข่าวที่ว่ากระทรวงยุติธรรมปล่อยให้เกิดกรณี “พลรักษ์” โต้ดราม่า “นักจิตวิทยาปลอม” สืบพยานเด็ก มาเป็นเวลานานนับสิบปี งานนี้ทำเอาหลายคนอดเป็นห่วงเรื่องความยุติธรรมและสวัสดิภาพของเยาวชนไม่ได้ แต่ความจริงแล้วเบื้องหลังดราม่านี้เป็นอย่างไร?

นายพลรักษ์ รักษาพล อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยความจริงเพื่อปกป้องกระบวนการยุติธรรม โดยมองว่าพาดหัวข่าวในลักษณะดังกล่าวเป็นการสร้างกระแสเพื่อเรียกยอด Engagement มากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริง และอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง

เบื้องลึกดราม่า “พลรักษ์” โต้ดราม่า “นักจิตวิทยาปลอม” สืบพยานเด็ก

นายพลรักษ์ได้แจกแจงประเด็นสำคัญไว้ 3 ข้อหลัก เพื่อให้สังคมเข้าใจว่ากระบวนการทำงานมีขั้นตอนอย่างไร และทำไมประเด็นการเรียกชื่อตำแหน่งจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ โดยสิ่งที่เขาเน้นย้ำมากที่สุดคือการที่คนในสังคมควรมีวิจารณญาณในการรับสื่อ และไม่หลงเชื่อวาทกรรมที่รุนแรงจนเกินไป

  • ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องวิชาชีพ: ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติและภารกิจของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
  • ผลกระทบต่อสิทธิเด็ก: การสร้างดราม่า “พลรักษ์” โต้ดราม่า “นักจิตวิทยาปลอม” สืบพยานเด็ก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกของครอบครัวและตัวเด็ก
  • ทางออกที่แท้จริง: การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญกว่าการกล่าวหาด้วยวาทกรรม

นายพลรักษ์ยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า เราควรเปลี่ยนจากการสาดโคลนใส่กัน มาเป็นการผลักดันให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณและกรอบอัตรากำลังเพื่อจ้างนักจิตวิทยาคลินิกให้เพียงพอต่อปริมาณคดีจริงจะดีกว่า เพราะปัญหาการขาดแคลนบุคลากรนี่เองที่เป็น “หัวใจสำคัญ” ของเรื่องนี้ ไม่ใช่การมานั่งจับผิดด้วยคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง

การวิจารณ์เพื่อพัฒนาเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายยินดีรับฟัง แต่ขอให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และอย่าให้การเมืองหรือกระแสโซเชียลมาบดบังเป้าหมายสูงสุด นั่นคือการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กในกระบวนการยุติธรรมให้ดีที่สุดครับ

ที่มา – “พลรักษ์” โต้ดราม่า “นักจิตวิทยาปลอม” สืบพยานเด็ก ชี้ปมขาดแคลนบุคลากร

เตือนชาวนาระวังฝนชุกจับตา 4 โรคระบาดในนาข้าว

เตือนชาวนาระวังฝนชุกจับตา 4 โรคระบาดในนาข้าว

ในช่วงฤดูฝนที่ฝนตกชุกเช่นนี้ นอกจากน้ำฝนจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าวแล้ว ความชื้นที่เพิ่มสูงขึ้นในแปลงนายังกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรคพืชอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะนาข้าวที่มีการระบายอากาศไม่ดี กรมการข้าวจึงออกมาเตือนชาวนาระวังฝนชุกจับตา 4 โรคระบาดในนาข้าวอย่างใกล้ชิด ได้แก่ โรคไหม้ โรคใบจุดสีน้ำตาล โรคขอบใบแห้ง และโรคขีดโปร่งแสง เพราะหากตรวจพบช้า ผลผลิตอาจเสียหายอย่างหนักจนคาดไม่ถึง

สำรวจแปลงนาให้ไวเมื่อเตือนชาวนาระวังฝนชุกจับตา 4 โรคระบาดในนาข้าว

การหมั่นเดินสำรวจแปลงนาเป็นหัวใจสำคัญ เพราะยิ่งพบเร็วเท่าไหร่ โอกาสในการควบคุมสถานการณ์ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรียที่แพร่กระจายตามความชื้น ดังนี้:

  • โรคไหม้: แผลรูปตาหรือกระสวยสีเทาขอบน้ำตาล หากสภาพอากาศชื้น โรคจะขยายตัวได้ไวมาก
  • โรคใบจุดสีน้ำตาล: แผลจุดสีน้ำตาลบนใบ กระทบต่อความสมบูรณ์ของต้นและคุณภาพเมล็ด
  • โรคขอบใบแห้ง: เกิดจากแบคทีเรีย อาการเริ่มจากขอบใบหรือปลายใบแห้งเหลือง มักระบาดหนักในช่วงฝนตกต่อเนื่อง
  • โรคขีดโปร่งแสง: แผลเป็นขีดหรือเส้นบนใบ มองผ่านแสงเห็นลักษณะโปร่งแสง นำไปสู่ใบเหลืองและแห้งตาย

เมื่อกรมการข้าวประกาศเตือนชาวนาระวังฝนชุกจับตา 4 โรคระบาดในนาข้าว สิ่งที่พี่น้องชาวนาควรทำคือการจัดสรรปุ๋ยไนโตรเจนให้พอเหมาะ อย่าใส่มากเกินไปจนต้นข้าวอ่อนแอต่อการติดเชื้อ และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของใบและลำต้นอย่างสม่ำเสมอ หากพบปัญหา ควรปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรประจำพื้นที่เพื่อวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องก่อนฉีดพ่นสารป้องกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและเพิ่มโอกาสในการรักษาผลผลิตให้ปลอดภัยจนถึงวันเก็บเกี่ยว

ในฐานะชาวนา การดูแลต้นข้าวไม่ใช่แค่เรื่องของปุ๋ยและน้ำเท่านั้น แต่ความใส่ใจในทุกรายละเอียดช่วงฝนชุกคือปราการด่านสำคัญที่สุด อย่าปล่อยให้สัญญาณเตือนเล็กๆ กลายเป็นการสูญเสียที่แก้ไขไม่ได้ เพราะความคุ้มค่าของการทำนาเริ่มต้นจากการลงมือป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ

ที่มา – เตือนชาวนาระวังฝนชุกจับตา 4 โรคระบาดในนาข้าว

INZENT และ iHERB GROUP สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กออทิสติก

เชื่อไหมครับว่าการศึกษาคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างอนาคต วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ ที่น่าประทับใจจากบริษัท ไอ เฮิร์บ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (iHERB GROUP) เจ้าของผลิตภัณฑ์แบรนด์ INZENT ที่ได้ลงมือทำโครงการเพื่อสังคม (CSR) ครั้งสำคัญ ด้วยการบริจาคเงินจำนวน 292,950 บาท เพื่อร่วมสร้างห้องเรียนเด็กออทิสติก (ช้างศึก) ภายใต้โครงการสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษของมูลนิธิเพจอีจัน ณ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

INZENT และ iHERB GROUP สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กออทิสติก

การดำเนินงานของ INZENT และ iHERB GROUP สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กออทิสติก ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การบริจาคเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กพิเศษที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ที่เท่าเทียม

คุณยัญชัย บุญใช้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า เด็กทุกคนควรได้รับสิทธิ์ในการเรียนรู้ไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันอย่างไร การส่งมอบห้องเรียนในครั้งนี้คือความหวังที่จะทำให้เด็กๆ ได้มีพื้นที่ปลอดภัยในการเติบโต โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทางบริษัทได้ทำพิธีส่งมอบอาคารโรงเรียนเด็กพิเศษอำเภอทองผาภูมิให้กับทางกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางรอยยิ้มและความดีใจของทั้งคณะครู ผู้ปกครอง และน้องๆ นักเรียน

ประโยชน์ของการมีห้องเรียนที่ได้มาตรฐานมีมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็น:

  • ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และการสื่อสารของเด็กพิเศษ
  • เพิ่มโอกาสในการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระมากขึ้น
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับพฤติกรรม
  • ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิและอำเภอใกล้เคียง

โครงการ INZENT และ iHERB GROUP สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กออทิสติก ถือเป็นต้นแบบที่ดีเยี่ยมของการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการคืนกำไรให้สังคม การสร้างอาคารและห้องเรียนในวันนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้างรากฐานชีวิตให้กับเด็กๆ และครอบครัวอย่างยั่งยืน เราหวังว่าแรงบันดาลใจจากกิจกรรมนี้จะจุดประกายให้หน่วยงานอื่นๆ หันมามองเห็นความสำคัญของเด็กพิเศษและร่วมกันสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคนต่อไปครับ

ที่มา – INZENT และ iHERB GROUP สร้างโอกาสทางการศึกษา ร่วมสร้างห้องเรียนเด็กออทิสติก จังหวัดกาญจนบุรี

อินเดียขัดขวางการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธโยงปากีสถาน รวบผู้ต้องหากว่า 200 คน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและปากีสถานกันมาบ้าง ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจและถือเป็นข่าวใหญ่ระดับภูมิภาค เมื่อรัฐบาลอินเดียออกมาเปิดเผยว่าสามารถอินเดียขัดขวางการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธโยงปากีสถาน รวบผู้ต้องหากว่า 200 คน ได้สำเร็จก่อนถึงวันสำคัญของชาติ

เหตุการณ์ อินเดียขัดขวางการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธโยงปากีสถาน รวบผู้ต้องหากว่า 200 คน

นายอมิต ชาห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของอินเดีย ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ถึงปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่ครอบคลุมถึง 14 รัฐทั่วประเทศ โดยระบุว่าหน่วยงานความมั่นคงสามารถทำลายเครือข่ายก่อการร้ายที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองปากีสถาน (ISI) ได้อย่างอยู่หมัด โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายชาห์ซาด บัตตี ซึ่งตั้งใจจะเข้ามาก่อเหตุความวุ่นวายในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองวันประกาศอิสรภาพของอินเดียที่ผ่านมา

รายละเอียดการปฏิบัติการและของกลางที่ยึดได้

การปฏิบัติการในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจับกุมตัวบุคคลเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจยึดอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากที่บ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตในต่างประเทศ โดยรายละเอียดสิ่งที่ตรวจพบมีดังนี้:

  • ปืนพกและกระสุนจริงจำนวนมาก
  • ระเบิดมือที่มีเครื่องหมายระบุว่าเป็นโรงงานผลิตอาวุธจากปากีสถาน
  • อุปกรณ์ประกอบระเบิดแสวงเครื่อง (IED) หลายรายการ

ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่อินเดียที่สามารถ อินเดียขัดขวางการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธโยงปากีสถาน รวบผู้ต้องหากว่า 200 คน ได้ก่อนที่จะเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งปากีสถานก็ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างรุนแรง โดยระบุว่านี่เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลอินเดียเท่านั้น ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองประเทศออกมาโต้ตอบกันด้วยเรื่องของการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธข้ามพรมแดน นับว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจในเอเชียใต้นี้จะมีทิศทางอย่างไร

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง การทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันก่อนเกิดเหตุร้ายถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด หวังว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในภูมิภาคนี้จะค่อย ๆ ลดน้อยลง เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนของคนในพื้นที่ครับ

ที่มา – อินเดียขัดขวางการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธโยงปากีสถาน รวบผู้ต้องหากว่า 200 คน

ครม.ไฟเขียว’ฉันทานนท์’ นั่งปลัดก.พลังงานคนใหม่

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองการเปลี่ยนแปลงภายในกระทรวงต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะล่าสุดที่มีข่าวใหญ่ในแวดวงข้าราชการ เมื่อ ครม.ไฟเขียว’ฉันทานนท์’ นั่งปลัดก.พลังงานคนใหม่ อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการขยับปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญในช่วงรอยต่อก่อนเกษียณอายุราชการของปลัดคนปัจจุบัน

ครม.ไฟเขียว’ฉันทานนท์’ นั่งปลัดก.พลังงานคนใหม่ ท่ามกลางกระแสการเมือง

การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เพื่อเข้ามาสานต่องานแทน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ถือเป็นการตอกย้ำว่า ครม.ไฟเขียว’ฉันทานนท์’ นั่งปลัดก.พลังงานคนใหม่ เรียบร้อยแล้ว

เปิดประวัติและเส้นทางของปลัดพลังงานคนใหม่

สำหรับประวัติของนายฉันทานนท์นั้น ถือว่ามีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์โชกโชน โดยก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายแห่ง ได้แก่:

  • เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
  • ประธานกรรมการการประปานครหลวง (กปน.)
  • ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกฯ

ประสบการณ์เหล่านี้เชื่อว่าจะช่วยให้เขาสามารถขับเคลื่อนงานด้านพลังงานของประเทศที่มีความซับซ้อนให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน

ความคืบหน้าตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

นอกจากข่าวการแต่งตั้งปลัดพลังงานแล้ว หลายคนยังตั้งคำถามถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีกระแสข่าวการโยกย้ายออกมาก่อนหน้านี้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีการประกาศแต่งตั้งแต่อย่างใด เนื่องจากต้องรอให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติภารกิจจากต่างประเทศกลับมาตัดสินใจด้วยตัวเองอีกครั้ง ซึ่งเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของตำแหน่งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร

การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับทัพข้าราชการระดับสูงที่เราต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีนโยบายใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างไรในอนาคต หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจการขับเคลื่อนนโยบายพลังงาน อย่าลืมติดตามอัปเดตจากหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องนะครับ

ที่มา – ครม.ไฟเขียว’ฉันทานนท์’ นั่งปลัดก.พลังงานคนใหม่ ส่วน’ปลัดก.อุตฯ’ รอนายกฯตัดสินใจ