ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กรุงฮานอยเตรียมติดตั้ง “สถานีชาร์จอีวี” ตามลานจอดรถ เพื่ออนาคตยานยนต์ไฟฟ้าในเมือง

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ถึงแผนการที่น่าสนใจของบริษัทฮานอย พาร์กกิง คอมปานี โดยมีการประเมินลานจอดรถหลายแห่งว่ามีความเหมาะสมในการติดตั้ง สถานีชาร์จอีวีตามลานจอดรถ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของเมือง towards ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า

โดยจากการดำเนินงานของบริษัทภายใต้สังกัดของเทศบาลกรุงฮานอย ได้มีการสำรวจลานจอดรถภายใต้การบริหารของบริษัทกว่า 150 แห่ง และพบว่ามีประมาณ 40 แห่งที่มีศักยภาพในการเตรียมติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่า สถานีชาร์จอีวีตามลานจอดรถ ซึ่งรายงานเผยว่า การก่อสร้างอาจเริ่มขึ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้ หากได้รับการอนุมัติจากทางการท้องถิ่นตามแผนที่กำหนดไว้

อนาคตของการเดินทางสะอาด: สถานีชาร์จอีวีตามลานจอดรถ

ด้วยแผนการที่วางไว้ว่าภายในปี 2569 จะมีการติดตั้ง สถานีชาร์จอีวีลงในลานจอดรถไม่น้อยกว่า 10% ของทั้งหมดที่บริหารอยู่ สิ่งนี้สะท้อนถึงการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามยังเคยประกาศแผนการ ห้ามใช้รถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซิน และรถแบบเก่าในย่านใจกลางเมืองกรุงฮานอยตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดมลพิษทางอากาศและนำประเทศสู่ยุคความยั่งยืน

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับแผนงานนี้

กรุงฮานอยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเปลี่ยนโครงสร้างเมืองให้พร้อมรองรับยุคใหม่ของการเดินทาง โดยสิ่งสำคัญกว่าแค่เครื่องมือคือการเตรียมพื้นที่รองรับ เช่น ลานจอดรถ ที่ได้รับการปรับตัวให้มี สถานีชาร์จอีวีตามลานจอดรถ อย่างเพียงพอ

  • ประมาณ 40 แห่งผ่านการประเมินความเหมาะสม
  • 150 แห่งคือจำนวนลานจอดรถทั้งหมดภายใต้บริษัท
  • เริ่มก่อสร้างได้เร็วที่สุดในเดือนสิงหาคม 2567

สิ่งนี้ไม่เพียงส่งเสริม green lifestyle แต่ยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่ต้องการความสะดวก ด้านเทคโนโลยีการเดินทางและสิ่งแวดล้อม

สถานีชาร์จอีวีตามลานจอดรถ จะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างการท่องเที่ยว เมือง รถยนต์ไฟฟ้า และผู้ใช้งานทั่วไปได้อย่างดี ทำให้การเตรียมตัวของกรุงฮานอยเป็นสัญญาณใหญ่ที่แสดงถึงเทรนด์อนาคตของยานยนต์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทุกเมืองต้องพร้อมปรับตัว และสำหรับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือผู้ที่สนใจ การมีโครงสร้างรองรับแบบนี้คือสิ่งที่คุณต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะ สถานีชาร์จอีวีตามลานจอดรถ อาจกลายเป็นเรื่องสามัญของคนเมือง เร็วกว่าที่คุณคิด

ที่มา – กรุงฮานอยเตรียมติดตั้ง “สถานีชาร์จอีวี” ตามลานจอดรถ

เปิดแฟ้มลับชีวิตรัก “ฮุนเซน” กับสตรีอันดับหนึ่ง ‘บุน รานี’-2หญิงสาวใต้เงาที่ชีวิตพลิกผัน

เปิดแฟ้มลับชีวิตรัก “ฮุนเซน” กับสตรีอันดับหนึ่ง ‘บุน รานี’

ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด ชื่อของ “สมเด็จฮุน เซน” กลับถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่อง ชีวิตรัก “ฮุนเซน” กับสตรีอันดับหนึ่ง ‘บุน รานี’ ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน การแต่งงานที่เริ่มจากความยากลำบาก จนกลายมาเป็นชีวิตคู่ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเมืองกัมพูชาอย่างลึกซึ้ง

บุน รานี: สตรีแกร่งใต้เงาของผู้นำ

บุน รานี เป็นภรรยาของฮุนเซน ซึ่งมีบทบาททั้งในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศและในฐานะประธานกาชาดกัมพูชา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 เธอเข้ามามีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามจบลง เธอริเริ่มโครงการต่าง ๆ ในการช่วยเหลือผู้ยากไร้ และจัดตั้งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลายแห่ง ทั้งช่วยปลอบประโลมจิตใจประชาชน จนกลายเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของครอบครัวและรัฐบาล

ชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอสวมบทบาทภรรยาผู้นำในช่วงเวลาที่สามีต้องหนีออกจากเขมรแดง
โดยมีเรื่องราวที่ถูกเล่าขานอย่างกว้างขวาง คือการ คลอดลูกชายคนที่สองภายใต้แสงจันทร์ในคืนเพ็ญ โดยไม่มีฮุนเซนอยู่ข้างกาย
เรื่องนี้กลายเป็นบทละครที่ถ่ายทอดเป็นซีรีส์กัมพูชาในชื่อ “ลูกชายใต้เดือนเพ็ญ”

ปมความรักนอกสมรสที่พลิกผันคนสองชีวิต

เปิดแฟ้มลับชีวิตรัก “ฮุนเซน” กับสตรีอันดับหนึ่ง ‘บุน รานี’ ยังมีเรื่องที่น่าสนใจในด้านอื่น ๆ
โดยเฉพาะข่าวลือเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับผู้หญิงอีกสองคน ที่ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากความเกี่ยวพันกับผู้นำประเทศ

พิสิษฐ์ พิลิกา: ดาวค้างฟ้าที่ถูกปิดชีวิต

พิสิษฐ์ พิลิกา เป็นนักแสดงและนักบัลเลต์หญิงที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุค 80s-90s ประชาคมเขมรพากันหลงใหลในลักษณะความงามและบุคลิกอันโดดเด่น เธอเขียนบันทึกรายวันที่เล่าถึงฉากหลังความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับฮุนเซน เรียกเขาว่า “ดาร์ลิง ฮุน” และยอมสละครอบครัวเพื่อรักครั้งนี้
แม้เธอจะได้รับการสนับสนุนทางวัตถุหลายประการ แต่สิ่งที่เธอต้องการคือความรักที่จริงใจ

โศกนาฏกรรมที่ไม่เคยคลี่คลาย

ทว่าในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เธอกลับถูกยิงอย่างอุกอาจกลางกรุงพนมเปญ ท่ามกลางผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมาก
แต่คดีก็ยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ ไม่มีผู้ถูกดำเนินคดีใด ๆ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของเธอ
และอีกหนึ่งเคสที่คล้ายกันคือ ตูจ ซุนนิก นักร้องลูกทุ่งเสียงหวานที่มีชีวิตต้องจบลงด้วยการถูกลอบยิงเช่นกัน ภายหลังจากคบหากับฮุนเซนได้เพียงไม่นาน

คดีสองหญิงสาวนี้ยังคงเป็นข้อสงสัยในสังคมมานานหลายปี
และ เปิดแฟ้มลับชีวิตรัก “ฮุนเซน” กับสตรีอันดับหนึ่ง ‘บุน รานี’ เป็นสิ่งที่แสดงถึงพลังแห่งอำนาจในความรัก

เนื้อหาในบทความนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวทางการเมืองและเส้นทางของผู้คนที่อยู่ใต้แสงสปอตไลต์
การที่ฮุนเซนยังคงเป็นผู้นำที่ได้รับความสนใจนั้น สะท้อนได้ถึงความซับซ้อนของชีวิตในการเดินระหว่างความรักและความมั่นคงของอำนาจ

ห้ามพลาด! สัมผัสเรื่องราวความรักที่ซับซ้อนและพลิกผันไปตามเงาของอำนาจ
ร่วมติดตามคดีลึกลับ บาดเจ็บ สูญเสีย และบทบาทของสตรีในพื้นที่แห่งการเมืองที่ไม่มีใครมองเห็น

ที่มา – เปิดแฟ้มลับชีวิตรัก “ฮุนเซน” กับสตรีอันดับหนึ่ง ‘บุน รานี’-2หญิงสาวใต้เงาที่ชีวิตพลิกผัน

ลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอ 110 ล้านปอนด์ซื้อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค หวังเสริมเกมรุก

ลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอ 110 ล้านปอนด์เพื่อคว้าตัว อิซัค

ตามรายงานข่าวล่าสุด ลิเวอร์พูล หรือที่แฟนบอลมักเรียกกันติดปากว่า “หงส์แดง” แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ร่อนข้อเสนออย่างเป็นทางการในมูลค่า 110 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,840 ล้านบาท) เพื่อขอซื้อ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ศูนย์หน้าทีมชาติสวีเดนจากรีล โซเซียดัด ที่ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

นิวคาสเซิลปฏิเสธข้อเสนอ 110 ล้านปอนด์

แม้ว่าข้อเสนอนี้จะมีมูลค่ามหาศาลเพิ่มเติมด้วยโบนัสในส่วนอื่น ๆ ที่ทำให้รวมแล้วยังไม่ถึง 120 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,280 ล้านบาท) แต่นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ก็ได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้กลับไปเป็นที่เรียบร้อย จากการรายงานโดยสื่อกีฬาคุณภาพอย่าง “สกาย สปอร์ตส์” ที่ยืนยันว่านักเตะรายนี้ยังอยู่ในแผนการทำทีมของสโมสรในฤดูกาลใหม่

สำหรับ อเล็กซานเดอร์ อิซัค เองก็อยู่ระหว่างการเรียกความฟิตกับสโมสรเดิมที่ยืมตัวเขาไปร่วมทีมอย่างรีล โซเซียดัด แต่ทางนักเตะก็ได้แสดงความต้องการไปยังต้นสังกัดว่าอยากย้ายซบถิ่นแอนฟิลด์จริงจัง หากแต่ดูเหมือนว่า “สาลิกาดง” มีเงื่อนไขและแผนการที่จะรั้งนักเตะไว้ อย่างน้อยจนกว่าพวกเขาจะได้กองหน้ารายใหม่มาแทนในช่วงตลาดซื้อขาย

หงส์แดงต้องทำงานหนักในการโน้มน้าวใจนิวคาสเซิล

หงส์แดงคงต้องพยายามมากขึ้นเพื่อสร้างข้อตกลงให้ลงตัว แม้จะมีความน่าจะเป็นสูงที่อิซัคจะสนใจย้ายทีม แต่สิ่งที่หยุดการเจรจาอาจเป็นเพราะนโยบายของสโมสรที่ต้องการรักษาความแข็งแกร่งในระยะยาว

ทั้งนี้ อิซัค ถือเป็นหนึ่งในศูนย์หน้าที่มีผลงานโดดเด่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ และเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้นิวคาสเซิลไม่ตกชั้นเมื่อฤดูกาลที่แล้ว การจะได้นักเตะระดับนี้มาร่วมทีมถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะเปลี่ยนเกมของลิเวอร์พูลในเกมรุกให้ทรงพลังยิ่งขึ้น

  • ลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอเป็นเงินสด
  • ข้อเสนอรวมโบนัสแต่ยังไม่ถึง 120 ล้านปอนด์
  • อิซัคแสดงความสนใจในการย้ายซบแอนฟิลด์
  • นิวคาสเซิลยังไม่ยอมปล่อยตัว

การเจรจาอาจยืดเยื้อไปจนถึงวันหมดตลาด

ด้วยความที่ตลาดซื้อขายยังเปิดอยู่อีกพักใหญ่ อาจมีการยื่นซื้อที่เพิ่มขึ้นในรอบสอง โดยแฟนบอลต่างจับตามองว่าลิเวอร์พูลจะทุ่มเงินเพิ่มหรือไม่ และท้ายที่สุดนิวคาสเซิลจะยอมปล่อยตัวหรือไม่ เชื่อว่าหากทั้งสองฝ่ายมีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นได้ว่าดีลนี้อาจลุล่วงในระยะใกล้

ทั้งนี้ เราจำเป็นต้องรอดูว่าลิเวอร์พูลจะสามารถปรับกลยุทธ์อย่างไรให้เหมาะสม ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินถึงความสนใจของนิวคาสเซิลในการได้กองหน้าคนใหม่เข้ามาแทน ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงสมการนี้ในทันใด

ความพร้อมของอิซัคในปัจจุบัน

อิซัคตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเรียกความฟิตกับรีล โซเซียดัด ซึ่งถือเป็นจุดพลิกผันของเขาในอาชีพค้าแข้ง เพราะแม้จะได้ลงเล่นให้นิวคาสเซิลงถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่อิซัคต้องการโอกาสในการชูถ้วยและเล่นในเวทียุโรปมากกว่าเดิม

ภาพ AFP

สรุปดีลล่าสุดนี้สะท้อนให้เห็นว่า หงส์แดง ยังคงเป็นสโมสรที่ใช้เวลาตลาดซื้อขายเพื่อพัฒนาทีมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือพวกเขารวมทีมได้อย่างไรเมื่อฤดูกาลใหม่เริ่มใกล้เข้ามา

ที่มา – “หงส์แดง” ร่อนข้อเสนอ 110 ล้านปอนด์ซื้อ “อิซัค” เสริมหอก

กัลฟ์มอบเงินโรงพยาบาลจุฬาฯ เพื่อจัดหาเทคโนโลยีส่องกล้องทำลายเนื้องอกตับอ่อนแบบไร้แผล

ในปัจจุบัน วงการแพทย์มีการพัฒนาและก้าวหน้าไปอย่างมาก เทคโนโลยีและความรู้ใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หนึ่งในนวัตกรรมการแพทย์ที่น่าจับตามองคือ เทคโนโลยีส่องกล้องทำลายเนื้องอกตับอ่อนแบบไร้แผล หรือ Endoscopic Ultrasound-Guided Radiofrequency Ablation (EUS-RFA) ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการแพทย์ที่สามารถรักษาโรคเนื้องอกโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน

ความสำคัญของนวัตกรรมนี้ทำให้บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ตัดสินใจมอบเงินสนับสนุนกว่า 18 ล้านบาท ให้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดหาเทคโนโลยีส่องกล้องทำลายเนื้องอกตับอ่อนแบบไร้แผลโดยเฉพาะ โดยถือเป็นเทคโนโลยีที่ทีมแพทย์ของไทยสามารถนำร่องเป็นแห่งแรกของประเทศและภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

ความก้าวหน้าของ เทคโนโลยีส่องกล้องทำลายเนื้องอกตับอ่อนแบบไร้แผล

เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการผนึกกำลังระหว่างการส่องกล้องอัลตราซาวด์ผ่านทางเดินอาหาร (Endoscopic Ultrasound Guided – EUS) กับคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency Ablation – RFA) ซึ่งใช้ในการทำลายเนื้องอกในอวัยวะสำคัญ เช่น ตับอ่อน ตับ ทางเดินน้ำดี และต่อมน้ำเหลือง โดยที่การรักษานี้เกิดขึ้นแบบ Real-time และมีความแม่นยำสูง สามารถส่งเข็ม RFA เข้าตรงจุดที่เป็นอาการเพื่อทำลายได้โดยตรง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้างมากนัก

ใช้เวลาในกระบวนการรักษาเพียง 1–2 ชั่วโมง เท่านั้น ซึ่งผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว และกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติได้ภายใน 24–48 ชั่วโมงหลังผ่านการรักษา นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีส่องกล้องทำลายเนื้องอกตับอ่อนแบบไร้แผลยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้อีกด้วย เนื่องจากเป็นการรักษาที่ปลอดภัยและไม่ซับซ้อน

กัลฟ์สนับสนุนด้านสาธารณสุขเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการแพทย์

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GULF กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านการส่งเสริมด้านสาธารณสุขและการศึกษาว่า “กลุ่มบริษัทกัลฟ์มีนโยบายในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน อย่างการจัดหาเครื่องมือที่จำเป็นให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อให้ทีมแพทย์สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นี่คือหนึ่งในตัวอย่างความร่วมมือที่ GULF ยินดีสนับสนุนเพื่อให้เกิดคุณค่าต่อผู้ป่วยและประเทศ”

ผู้ป่วยกังวลต่ำ ฟื้นตัวเร็ว

ผู้ป่วยรายหนึ่งที่ผ่านการรักษาด้วยเทคโนโลยีส่องกล้องทำลายเนื้องอกตับอ่อนแบบไร้แผล เปิดเผยว่าอาการน้ำตาลต่ำเป็นประจำก่อนเข้ารับการรักษา แม่จะรู้สึกใจสั่น เหงื่อแฉะ จนบางครั้งเกือบหมดสติ หลังจากตรวจละเอียดและพบว่ามีเนื้องอกในตับอ่อน จึงตัดสินใจเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งหลังจากรักษาแล้วตนสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วัน และทำกิจวัตรประจำวันได้ตามเดิม ไม่มีอาการที่เคยพบมาก่อนการรักษาอีกต่อไป

อีกรายเล่าว่าก่อนหน้านี้เคยทำรายการผ่าตัดตับอ่อนด้วยวิธีทั่วไปจนเกิดผลข้างเคียงต่อเนื่อง แต่เมื่อได้มาทดลองรักษาด้วยเทคโนโลยีส่องกล้องทำลายเนื้องอกตับอ่อน ของโรงพยาบาลจุฬาฯ ตนพบว่าฟื้นตัวได้เร็วมากเพียง 2 วัน และไม่มีอาการน้ำตาลต่ำซ้ำอีก

ท้ายสุด รศ.นพ.ประเดิมชัย คงคำ กล่าวถึงความสำคัญของเทคโนโลยีในระยะยาวว่า “เทคโนโลยีส่องกล้องทำลายเนื้องอกตับอ่อนแบบไร้แผลเป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทางโรงพยาบาลจุฬาฯเป็นผู้นำในการนำไปใช้รักษาจริงในผู้ป่วย เราจึงจำเป็นต้องติดตามผลในระยะยาว รวมถึงถ่ายทอดทักษะการใช้งานนี้ให้กับแพทย์ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยทั่วประเทศได้เข้าถึงการดูแลในมาตรฐานสูง ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศในภาพรวม”

ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม GULF ยังได้มีการสนับสนุนโครงการสาธารณต่าง ๆ เช่น การออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ เพื่อให้บริการฟันฟรีในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงการมอบทุนสนับสนุนศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบนกะโหลกศีรษะและใบหน้า

เทคโนโลยีอย่างเทคโนโลยีส่องกล้องทำลายเนื้องอกตับอ่อนแบบไร้แผล อาจเป็นแนวโน้มใหม่ในการแพทย์ไทยที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคที่ซับซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยได้มากขึ้น GULF กับแนวทาง “Powering the Future, Empowering the People” ช่วยให้โรงพยาบาลจุฬาฯ พร้อมเป็นศูนย์กลางของการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และสามารถเป็นต้นแบบในการขยายผลสู่โรงพยาบาลอื่น ๆ ได้ในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ป่วยหรือทีมแพทย์ที่สนใจเรื่องการรักษาโรคตับอ่อนแบบดิจิทัล อย่าลืมติดตามงานวิจัยและความก้าวหน้าในด้านนี้ต่อไป เพื่อให้คุณรู้ลึก รู้จริง ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น หรือระดับนานาชาติ

ที่มา – https://www.dailynews.co.th/news/4977661/

‘ศบ.ทก.’ เผยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาสงบแล้ว ตรึงกำลังในที่ตั้ง พร้อมเตรียมหารือผ่าน GBC

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด หลังจากเกิดเหตุความรุนแรงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ล่าสุด บริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือที่เรียกกันว่า ‘ศบ.ทก.’ ได้ออกมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในช่วงเย็นวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา ถึงความคืบหน้าของสถานการณ์ โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ตอนนี้ชายแดนทั้งสองประเทศมีความสงบ และสามารถตรึงกำลังทหารไว้ภายในพื้นที่ของตนเองได้เรียบร้อยแล้ว

‘ศบ.ทก.’ เปิดโอกาสทูตและสื่อมวลชนลงพื้นที่หลังสงบลง

เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ห้องประชุมนภาอาสน์ กองบิน 21 อ.เมืองอุบลราชธานี นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวในที่ประชุมว่า คณะทูตจาก 11 ประเทศ ผู้ช่วยทูตทหารจาก 23 ประเทศ รวมกว่า 38 คน และสื่อจำนวนมากกว่า 150 คน ทั้งในและต่างประเทศได้ลงพื้นที่ร้านสะดวกซื้อภายในปั้มน้ำมัน โรงพยาบาลขนาดเล็ก และศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ได้รับผลกระทบจากเหตุโจมตีจากกัมพูชาอย่างไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อให้สื่อและตัวแทนนานาชาติเห็นความเป็นจริง อย่างที่เกิดขึ้น เพื่อใช้เป็นข้อมูลยืนยันในเวทีระดับโลกว่า ปัญหาชายแดนครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงทหาร แต่ส่งผลกับพลเรือนจำนวนมาก รวมถึงเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีแล้ว 14 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บรวมกว่า 52 คน มีผู้อพยพมากกว่า 150,000 คนต้องย้ายมาพักในศูนย์พักพิงกว่า 676 แห่ง

ผู้อพยพเริ่มกลับบ้านแล้วกว่า 21,277 คน

ทางด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกของ ศบ.ทก. กล่าวว่า สถานการณ์โดยภาพรวมเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ในแต่ละพื้นที่ได้ประเมินความเสี่ยงแล้วว่าชุมชนต่าง ๆ สามารถให้ประชาชนกลับเข้าไปใช้ชีวิตตามปกติในพื้นที่ได้ โดยปัจจุบันมีผู้อพยพกลับบ้านแล้วกว่า 21,277 คน ส่วนศูนย์พักพิงยังเปิดให้บริการอยู่ 676 แห่ง รองรับผู้อพยพได้กว่า 400,000 คน

การประชุมจีบีซีระหว่างไทย-กัมพูชา จะเกิดขึ้นที่มาเลเซีย 4-7 ส.ค. นี้

สำหรับประเด็นทางด้านการเจรจา ทาง ศบ.ทก. ได้ยืนยันว่า การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างไทยและกัมพูชา รอบใหม่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 สิงหาคม 2568 โดยจะเริ่มด้วยการประชุมฝ่ายเลขานุการในวันที่ 4-6 จากนั้นวันที่ 7 จะเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี โดยพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ จะเป็นผู้แทนไทยในฐานะรักษาการณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ความร่วมมือจากนานาชาติสะท้อนภาพจากพื้นที่ได้ชัดเจน

พล.ร.ต.สุรสันต์ยังกล่าวอีกว่า การเยี่ยมชมพื้นที่จริงโดยทูตและเจ้าหน้าที่ทหารจากต่างประเทศนั้น มีท่าทีที่ชัดเจนในการให้ความเห็นใจต่อไทย โดยเฉพาะจากที่ได้เห็นความเสียหายของประชาชน ทั้งบ้านเรือน โรงพยาบาล และโรงเรียน และจากการสอบถามผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง หลายประเทศระบุว่าไม่มีเหตุผลรองรับใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มโจมตี แต่จัดการทุกอย่างอย่างมีหลักการตามกฎหมายระหว่างประเทศ

  • ร้านสะดวกซื้อภายในปั้มน้ำมัน โดนโจมตีด้วยจรวด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย
  • โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหารและถูกโจมตี
  • ศูนย์พักพิงในอ.กันทรลักษ์ ยังมีผู้อพยพมากกว่า 5,000 คน

ท้ายที่สุดแล้ว การเยี่ยมชมพื้นที่จริงในครั้งนี้ทำให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงความจริง ความเสียหาย และความลำเอียงที่เกือบทุกประเทศสามารถสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนทางการทหารหรือทูตจากประเทศที่ติดตามสถานการณ์ closely

การยึดมั่นตามกฎหมายระหว่างประเทศของไทย กำลังได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติอย่างกว้างขวาง และดูเหมือนว่าความจริงจะชนะ ‘ความเข้าใจผิด’ ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

ที่มา – ‘ศบ.ทก.’เผยสถานการณ์ชายแดน 2 ประเทศสงบแล้วตรึงกำลังในที่ตั้ง

ตร.ไซเบอร์ เตือนมิจฉาชีพใช้ ‘Line BK’ ทำเสียหายกว่า 1 ล้าน ใครขายบัญชี ผิดโทษหนัก!

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปรากฏการณ์มิจฉาชีพหันมาใช้ ‘Line BK’ ในการกระทำผิดได้รับความสนใจจากทาง ตำรวจไซเบอร์ เนื่องจากเป็นรูปแบบใหม่ที่อันตรายอย่างมาก โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีการจับกุมกลุ่มคนร้ายที่ทำหน้าที่กดเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยใช้ Line BK ในการทำธุรกรรมเงินฝาก-ถอนผ่านแอปพลิเคชัน LINE ในพื้นที่ จ.เชียงราย

รูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพกับ Line BK

ถ้าคุณยังไม่ทราบ ‘Line BK’ คือบริการกระเป๋าเงินออนไลน์จาก LINE ที่เชื่อมต่อกับธนาคารโดยตรง ทำให้การซื้อขายเงินหรือการทำธุรกรรมออนไลน์สะดวกรวดเร็วขึ้นมาก แต่มิจฉาชีพกลับนำบริการนี้มาใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินหรือหลอกลวงประชาชน โดยในกรณีล่าสุดได้พบว่า ผู้ต้องหาจะได้รับค่าจ้างจากกลุ่มคนร้ายในการเปิดใช้งาน Line BK ราคาราว 1,500 บาทต่อบัญชี และเมื่อบัญชีถูกนำไปใช้งาน มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นได้สูงสุดกว่า 1 ล้านบาท!

ประชาชนต้องระวังอย่างไร?

หากคุณเคยได้รับการติดต่อให้สมัคร Line BK เพื่อขายบัญชีให้กับผู้อื่น ควรระวังไว้เลยว่านั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งของ Line BK ในการหลอกลวงประชาชน และการตกเป็นเหยื่อหรือแม้แต่ผู้ร่วมกระบวนการโดยไม่รู้ตัวก็ทำให้คุณเป็นผู้ต้องหาได้เช่นกัน

โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มักจะถูกชักจูงให้เปิดใช้งาน Line BK โดยมิจฉาชีพแฝงตัวเข้าไปในหมู่บ้านหรือชุมชน แล้วให้เงินตอบแทนแก่ผู้ที่เปิดบัญชีผ่าน LINE กับธนาคาร โดยหลังจากสมัครแล้ว ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ในการหลอกหลวงประชาชนโอนเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องบอกเลยว่า การขายบัญชี Line BK นี้เป็นความผิดตามกฎหมายค่ะ หากพบมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรืออาจจะทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว

จะรู้ได้อย่างไรว่า Line BK ถูกใช้เพื่อการหลอกลวง?

จากการตรวจสอบของกองบังคับการ บก.สอท.4 พบว่า Line BK มักจะถูกใช้ในลักษณะเดียวกับบัญชีม้าในสมัยก่อน โดยมิจฉาชีพจะโทรศัพท์เข้ามาหลอกผู้เสียหายให้โอนเงินไปยังบัญชีที่ผูกไว้กับ Line BK และเมื่อโอนเงินไปแล้ว ก็มีพนักงานของแก๊งเข้าไปกดเงินหรือถอนเงินทันที

ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนควรทำคือ:

  • ไม่ขายบัญชี Line BK ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
  • ตรวจสอบความถูกต้องทุกครั้งก่อนโอนเงินผ่านช่องทางออนไลน์
  • แจ้งเบาะแสทันทีหากพบพฤติกรรมการใช้งานน่าสงสัย

โดยที่สำคัญคือ บริการLine BK นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานอย่างปลอดภัยสำหรับตัวคุณเอง ดังนั้นการกลับกลายมาเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพจึงน่าเป็นห่วงอย่างมาก

การรู้เท่าทันเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยไปกว่าความสะดวกที่เราได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Line BK หรือแอปอื่นๆ ทุกการใช้งานควรมีความรับผิดชอบ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และช่วยกันสกัดกั้นไม่ให้บริการที่ดีจำเป็นต้องถูกใช้ในทางที่ผิดค่ะ

ที่มา – ตร.ไซเบอร์ เตือนมิจฉาชีพใช้ “Line BK” ทำเสียหายกว่า 1 ล้าน ใครขายบัญชี ผิดโทษหนัก!

ประเดิมสนามสุดมัน! สาวไทยชนะฟิลิปปินส์ 3-1 เซต ในศึกซีวีลีก 2025 นัดแรก

ประเดิมสนามสุดมัน! สาวไทย ชนะ ฟิลิปปินส์ 3-1 เซต

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดฉากการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงระดับสำคัญอย่าง บีวายดี ซีวี ลีก 2025 โดยมีสถานที่จัดงานคือเทอมินอลฮอลล์ ศูนย์การค้าเทอมินอล 21 โคราช อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันสุดเข้มข้นในสัปดาห์แรก ระหว่างวันที่ 1-3 สิงหาคมนี้

เกมแห่งความทรงจำที่เริ่มต้นด้วยความมัน

สำหรับการแข่งขันนัดแรกในรายการนี้ เป็นการพบกันระหว่างทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย และ ฟิลิปปินส์ ซึ่งแฟนกีฬาหลายคนจับจ้องไปที่ผู้เล่นชุดหลักที่ โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ได้เลือกลงสนามครบครัน นำโดย พรพรรณ เกิดปราชญ์, ทัดดาว นึกแจ้ง, วริศรา สีทาเลิศ, ศศิภาพร จันทรวิสูตร, ธนัชชา สุขสด, กัญญารัตน์ ขุนเมือง และ ปิยนุช แป้นน้อย ที่ทำหน้าที่ผู้เล่นอิสระ

แม้ว่าเซตแรกจะเป็นฝั่งฟิลิปปินส์ที่เก็บชัยชนะไปก่อนด้วยสกอร์ 25-17 แต่สาวไทยก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และกลับมาอย่างแข็งแกร่งในเซตที่สอง เอาชนะศัตรูได้สำเร็จ 26-24 เสมอกัน 1-1 คะแนนทีม ก่อนจะเก็บชัยไปได้ถึง 3 เซตจากทั้งหมด 4

  • เซตที่หนึ่ง: ไทย 17-25
  • เซตที่สอง: ไทย 26-24
  • เซตที่สาม: ไทย 25-20
  • เซตที่สี่: ไทย 25-20

จากการแข่งขันทั้งหมด สรุปผลการแข่งเป็นประเทศไทยที่คว้าชัยชนะไปได้สำเร็จ ด้วยคะแนนรวม 3-1 เซต จากความพยายามและความเป็นทีมเวิร์คที่ยอดเยี่ยม

ความหวังและการแข่งขันถัดไปของทีม

สำหรับผู้ติดตามทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย สามารถติดตามเกมต่อไปในศึก บีวายดี ซีวี ลีก 2025 ได้ในวันที่ 2 สิงหาคม พบกับ อินโดนีเซีย เวลา 16.45 น. และวันที่ 3 สิงหาคมพบกับ เวียดนาม เวลา 16.45 น. ซึ่งการแข่งขันทั้งสองแมตช์ จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางของทีมในรายการนี้อย่างแท้จริง

ไม่ว่าจะเป็นแฟนกีฬาสายแข็ง หรือนักติดตามกีฬาวอลเลย์บอลทั่วไป การได้ชมทีมสาวไทยประเดิมสนามอย่างมันส์แบบนี้ ถือเป็นข่าวดีที่จะสร้างความมั่นใจให้กับทีมในเกมถัดไป ช่วยให้เชื่อได้ว่าทีมกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ หากคุณยังไม่ได้ชม อย่าลืมติดตามการถ่ายทอดสดหรือรีเพลย์ผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อไม่พลาดความสมบูรณ์แบบของการแข่งขันกีฬาส่งเสริมความสามัคคีและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

เหตุการณ์นี้สร้างความประทับใจให้แฟน ๆ ได้เห็นถึงศักยภาพของทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ที่ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ตั้งแต่นัดแรกของ ซีวีลีก 2025 และด้วยความกระหายในการแข่งขันของทีม ชัยชนะครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าใครก็เป็นได้

ที่มา – ประเดิมสนามสุดมัน! สาวไทย ชนะ ฟิลิปปินส์ 3-1 เซต ศึกซีวีลีก 2025 นัดแรก!

EXIM BANK ชี้ภาษีสหรัฐฯ 19% ช่วยหนุนภาคส่งออกไทยในปี 2568 ให้ขยายตัวเหนือความคาดหมาย

EXIM BANK คาดการณ์การเติบโตของภาคส่งออกไทยในปี 2568 หลังอัตราภาษีสหรัฐฯ ลดเหลือ 19%

หลังการเจรจาการค้าที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM BANK ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า อัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่กำหนดขึ้นกับสินค้าไทยจะลดลงเหลือเพียง 19% ซึ่งต่ำกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ โดย EXIM BANK ชี้ภาษีสหรัฐฯ 19% ช่วยหนุนภาคส่งออกไทยในปี 2568 ให้เติบโตได้ดีกว่าที่คาดไว้ โดยคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.5-1.5% เลยทีเดียว

ไทยปรับตัวแข่งขันได้ด้วยภาษี 19%

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการของ EXIM BANK ชี้ว่า การปรับลดภาษีตอบโต้ครั้งนี้นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก โดยปัจจุบัน อัตราภาษีแบบตอบโต้ของไทยที่ได้รับจากสหรัฐฯ มีระดับใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม (20%) และเท่ากับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (19%) แม้จะยังสูงกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ได้ภาษีราว 15% แต่ไทยมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตรวมที่ต่ำกว่า

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสก้าวขึ้นช่วงชิงตลาดจากประเทศที่ยังคงต้องรับอัตราภาษีที่สูงกว่า เช่น อินเดียและเม็กซิโก (25%) รวมถึงแคนาดาที่กำลังเจรจากันอยู่และกำลังใช้อัตราสูงถึง 35% ต่อไป

อัตราภาษีที่ดี ส่งผลต่อการลงทุนและความเชื่อมั่น

อัตราภาษีใหม่ที่ลดลง ได้สร้างความได้เปรียบให้กับประเทศในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากกลุ่มธุรกิจเดินหน้าแบบสูงเทคโนโลยี ซึ่ง EXIM BANK คาดว่าจะมีผลให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้กลุ่มผู้ส่งออก SMEs ที่มีความเปราะบาง ลดความกังวลทางธุรกิจได้มาก

  • ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
  • ผลักดันการลงทุนจากสหรัฐฯ ในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • ลดความเสี่ยงในการถูกตัดแต้มจากภาษีที่สูง

EXIM BANK สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างเต็มที่

EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่ทำงานเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดตั้ง EXIM Export Clinic เพื่อสนับสนุนคำปรึกษาด้านการส่งออกและนำเข้า พร้อมมาตรการลดผลกระทบจากการเพิ่มภาษี เช่น การขยายระยะเวลาการชำระหนี้สูงสุดถึง 365 วัน รวมถึงแนวทางช่วยเสริมสภาพคล่อง และปรับลดดอกเบี้ย พร้อมร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงตลาดใหม่ได้สะดวกยิ่งขึ้น

สอดคล้องกับงานด้านการสนับสนุนตลาดโลก ไทยพร้อมรับมือทั้งการส่งออก การลงทุน และการพัฒนาทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยธนาคารแสดงความพร้อมในการร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ EXIM BANK ชี้ภาษีสหรัฐฯ 19% ช่วยหนุนภาคส่งออกไทยในปี 2568 เติบโตยั่งยืน

ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างไทยกับสหรัฐฯ นอกจากจะส่งผลดีทางตรงด้านภาษีแล้ว ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงการร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงในระยะยาว ระหว่างทั้งสองประเทศ ที่ได้มีการประสานงานในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนธุรกิจ หรือการเตรียมความพร้อมสำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม EXIM BANK ขอเน้นย้ำถึงความสำคัญในการใช้สิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าถูกปฏิเสธรูปแบบและตกเป็นเป้าหมาย Transshipped ที่อาจนำมาซึ่งภาษีเพิ่มเติมสูงถึง 40%

ในมุมมองของ EXIM BANK แล้ว สถานการณ์การส่งออกของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่ายินดี ด้วยการปรับภาษีที่มีประสิทธิภาพ จูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกของไทยได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ในฐานะแม่ข่ายสำคัญของการค้าโลกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บทสรุปและ展望: ช่วยให้ไทยเติบโตแบบยั่งยืน

การเจรจาสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดแรงกดดันจากภาษี แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผลักดันให้เอกชนไทยกล้าลงทุนและคงการเติบโตรวมของเศรษฐกิจในปี 2568 เช่นกัน หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือผู้ที่ติดตามตลาดส่งออก เราแนะนำให้ติดตามแนวทางของ EXIM BANK เพื่อเตรียมรับคลื่นการเปลี่ยนแปลงในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – EXIM BANK ชี้ภาษีสหรัฐฯ 19% ช่วยหนุนภาคส่งออกไทยปี 68 ขยายตัวดีกว่าคาด

กต.จัดชี้แจงสื่อ-ทูตต่างชาติ 4 ส.ค. อัปเดตสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

กต.จัดชี้แจงสื่อ-ทูตต่างชาติ 4 ส.ค. อัปเดตสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลหลังจากที่ได้นำคณะทูต ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร รวมทั้งสื่อมวลชนต่างชาติ เดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อรับฟังการชี้แจงและลงพื้นที่สังเกตการณ์

คณะดังกล่าวมีโอกาสเห็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง หลังจากที่กองกำลังกัมพูชาได้ทำการยิงจรวด BM-21 ที่มีเป้าหมายไปยังพื้นที่พลเรือน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย และบาดเจ็บ 15 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าโรงพยาบาลบางแห่งได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตี หรือมีการยิงอาวุธสงครามตกใกล้โรงพยาบาล ส่งผลให้จำเป็นต้องปิดให้บริการชั่วคราว หรือลดระดับการดูแลรักษา รวมถึงการอพยพผู้ป่วยเพื่อความปลอดภัยเป็นสำคัญ

กฎหมายระหว่างประเทศกับสถานการณ์ชายแดน

นายรัศม์ กล่าวว่า การกระทำของกองกำลังกัมพูชาเข้าข่ายฐานการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและอนุสัญญาเจนีวา อย่างร้ายแรง เนื่องจากเป้าหมายในการโจมตีไม่ใช่กองกำลังทหาร แต่เป็นพลเรือนที่บริสุทธิ์

จากการลงพื้นที่และข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ สื่อมวลชนและทูตต่างประเทศมากกว่า 10 ประเทศ ได้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งถือเป็นการให้ความเห็นจากผู้ที่อยู่ในพื้นที่โดยตรง

การประชุมเพื่ออธิบายสถานการณ์ 4 สิงหาคม

ในวันที่ 4 สิงหาคม กระทรวงการต่างประเทศจะจัดประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้สื่อมวลชนและทูตต่างชาติเข้าใจอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารไปยังประชาคมโลก เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีการบิดเบือน

นายรัศม์ยังเชื่อมั่นว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้จะทำให้สื่อมวลชนต่างชาติและองค์กรระหว่างประเทศต่างนำไปเผยแพร่ ภายใต้กรอบของความจริงและการทำงานอย่างมืออาชีพ

มุมมองด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ในส่วนความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู แต่การชี้แจงสถานการณ์เชิงข้อเท็จจริงกับต่างชาติ ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการรื้อฟื้นความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

หากทางการกัมพูชาสามารถชี้แจงเหตุการณ์ครั้งนี้ให้ชัดเจนได้ และให้ความร่วมมือในระดับนานาชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็น่าจะมีทางออกที่ดีในอนาคต

ที่มา – กต.จัดชี้แจงสื่อ-ทูตต่างชาติ 4 ส.ค. อัปเดตสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

“ODOS Summer Camp” เผยรายชื่อผู้ผ่านรอบสุดท้าย ย้ำนักเรียนรีบยืนยันสิทธิ์ภายใน 3 ส.ค.

โครงการ “ODOS Summer Camp” เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยร่วมค่ายภาคฤดูร้อน

โครงการ “ODOS Summer Camp” หรือ ค่ายแห่งโอกาสภาคฤดูร้อน ได้ออกมาประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย จำนวน 928 คน จาก 878 อำเภอทั่วประเทศ และ 50 เขตในกรุงเทพฯ หลังจากผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจับสลากเลือกหลักสูตร/ประเทศ และการสอบสัมภาษณ์อย่างเข้มข้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา

น้อง ๆ ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์ odos.thaigov.go.th และเพจเฟซบุ๊ก ODOS Summer Camp ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารของโครงการ

ยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการภายใน 3 สิงหาคมนี้

นายวาริน รัชนานุสรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ ODOS Summer Camp ได้กล่าวว่าผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจำเป็นต้องดำเนินการ ยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 3 สิงหาคม หากไม่มีการยืนยัน จะถือว่าสละสิทธิ์ทันที และทางโครงการจะเรียกผู้มีคะแนนสำรองขึ้นแทนตามลำดับของอำเภอ เขต และจังหวัดเดียวกัน

หลังจากยืนยันสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว นักเรียนจำเป็นต้องนำส่งเอกสารทางระบบตรวจสอบสถานะการพิจารณา odos.thaigov.go.th/check-status ระหว่างวันที่ 4 – 8 สิงหาคม เพื่อดำเนินขั้นตอนต่อไป สำหรับกิจกรรมปฐมนิเทศจะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 16 – 18 สิงหาคม และ 23 – 25 สิงหาคม ทั้งนี้ การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด

ODOS Summer Camp หลักสูตรนาน 5-6 สัปดาห์ ยกระดับทักษะดิจิทัล

ค่าย ODOS Summer Camp เป็นหลักสูตรระยะสั้นที่ออกแบบมาให้นักเรียนและนักศึกษาอายุไม่เกิน 19 ปี เข้าไป สัมผัสประสบการณ์การศึกษาและการใช้ชีวิตในต่างแดน ผ่านพันธมิตร 9 ประเทศชั้นนำ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ โดยมีทั้งหมด 16 หลักสูตร

กิจกรรมของโครงการนี้ยังมีโอกาสฝึกทักษะร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น AWS, Google, Microsoft, Huawei, Alibaba, Nokia, Canva, LinkedIn, Sony และ Nintendo ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเส้นทางการศึกษาและอาชีพในอนาคต

สรุปวันสำคัญสำหรับผู้ผ่านรอบสุดท้ายของ ODOS Summer Camp

  • 1 – 3 สิงหาคม: ยืนยันสิทธิ์ออนไลน์
  • 4 – 8 สิงหาคม: ส่งเอกสารเพิ่มเติม
  • 16 – 18 & 23 – 25 สิงหาคม: กิจกรรมปฐมนิเทศ

สำหรับเยาวชนไทยที่รักเทคโนโลยีและอยากมีประสบการณ์ภาคฤดูร้อนที่มากกว่าการท่องเที่ยว การได้เข้าร่วม “ODOS Summer Camp” ถือเป็นโอกาสทำให้ชีวิตได้ก้าวไกลไปอีกระดับ และเพิ่มศักยภาพให้ตนเองในสายยุคดิจิทัล

หากคุณหรือใครก็ตามอยู่ในรายชื่อที่นี่ อย่าลืมยืนยันสิทธิ์ภายในวันที่กำหนด เพื่อไม่พลาดโอกาสที่หาได้ยากนี้ ร่วมสร้างแรงบันดาลใจทักษะ ประสบการณ์ และบทเรียนที่ล้ำค่าพร้อมก้าวสู่เส้นทางใหม่ในระดับสูงขึ้น

ที่มา – “ODOS Summer Camp” ย้ำนร.ที่ผ่านรอบสุดท้ายเร่งยืนยันสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการภายใน 3 ส.ค.