ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘น้องหลิงหลิง’ เล่านาทีชีวิต ‘ทหารเขมร’ ยิงจรวด BM-21 ใส่ปั๊มน้ำมันทำคนตาย

เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญที่ปั๊ม ปตท.บ้านผือ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจขึ้นที่บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อ ‘น้องหลิงหลิง’ เล่านาทีชีวิต ‘ทหารเขมร’ ยิงจรวด BM-21 ใส่ปั๊มน้ำมันทำคนตาย ได้มีการยิงจรวดจากฝั่งกัมพูชา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก อีกทั้งยังสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนอย่างร้ายแรง

จากกรณีนี้ กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศ ได้พาคณะทูต ทูตทหาร และสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยมีญาติของเหยื่อผู้เสียชีวิตนำรูปของผู้ที่จากไปไปแสดงต่อหน้าคณะ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าฝ่ายทหารกัมพูชายิงจรวดเข้ามาในพื้นที่ของไทยเป็นการละเมิดอธิปไตย ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

น้องหลิงหลิง เผยนาทีเสียงระเบิดดังสนั่น

ในช่วงลงพื้นที่ตรวจสอบ ด.ญ.พิชชาภัทร์ หรือน้องหลิงหลิง วัย 13 ปี ลูกสาวของเจ้าของปั๊ม ได้เล่านาทีแห่งความหวาดเสียวที่เธอต้องเผชิญ ขณะเหตุการณ์การยิงจรวด BM-21 เกิดขึ้น โดยเธออยู่ใกล้จุดเกิดเหตุเพียง 20 เมตร ขณะที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นในปั๊มถูกจรวดถล่ม เธอกำลังนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ร้านกาแฟอเมซอนกับพนักงานคนอื่น ๆ

น้องหลิงหลิง กล่าวว่า ตนเองได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ตามมาด้วยสะเก็ดระเบิดที่กระจายไปจนถึงบริเวณร้านอเมซอน ที่เธอกำลังนั่งอยู่ โชคดีที่เธอและพนักงานได้อพยพออกมาได้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่สติตื่น จึงหลบออกมาจากอาคาร หลังจากนั้นไม่นาน คุณแม่ของเธอและคุณป้าก็ขับรถมอเตอร์ไซค์มารับ และแม่ได้ตะโกนให้คนอื่น ๆ ในปั๊มรีบอพยพออกเช่นกัน

ปั๊มน้ำมันกลายเป็นพื้นที่เป้าหมายโดยไม่ตั้งใจ

แม้พื้นที่นั้นปกติจะมีผู้คนสัญจรไปมาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับคืนความสงบในชั่วพริบตา ขณะเกิดเหตุ ผู้คนบางส่วนถูกอพยพไปแล้วเนื่องจากปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จึงช่วยชีวิตของน้องหลิงหลิงและพนักงานเอาไว้ได้ เหตุการณ์นี้ทำให้เราต่างทบทวนถึงความปลอดภัยในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงแนวหน้าของความขัดแย้ง

ความรู้สึกที่ไม่มีใครคาดคิด

เหตุการณ์ ‘น้องหลิงหลิง’ เล่านาทีชีวิต ‘ทหารเขมร’ ยิงจรวด BM-21 ใส่ปั๊มน้ำมันทำคนตาย สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่เด็กอายุเพียง 13 ปี ต้องสูญเสียร้านค้าและเกือบสูญเสียชีวิตจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของความขัดแย้งต่อพลเรือน ซึ่งไม่ควรถูกเล็งเป็นเป้าหมายไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ การยิงจรวด BM-21 ถือเป็นอาวุธสมัยใหม่ที่ควรใช้อย่างมีสติไม่ใช่ว่าจะถูกชี้เป้าไปที่พื้นที่สาธารณะของพลเรือนซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ

เหตุการณ์นี้ยังคงอยู่ในความสนใจของสื่อทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องด้านความปลอดภัยระหว่างประเทศ ให้มีมาตรการป้องกันกันท่าทางที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ร้ายแบบนี้เกิดขึ้นอีก

‘น้องหลิงหลิง’ กลายเป็นตัวแทนของชุมชนชายแดนที่ประสบความสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว และการเล่าเรื่องราวส่วนตัวของเธอช่วยให้โลกเห็นภาพชัดเจนว่า การขัดแย้งของกองทัพนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อบรรดาพลเมืองธรรมดาที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง จึงควรมีการจัดระบบเตือนภัยและการป้องกันล่วงหน้า เพื่อจำกัดความเสียหาย

  • ปั๊มน้ำมันถูกมองว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงหากไม่มีการจัดการที่ดี
  • จรวด BM-21 มีความรุนแรงมาก และสามารถทำลายพื้นที่ขนาดใหญ่ได้
  • บรรยากาศในท้องถิ่นหลังเกิดเหตุกลายเป็นตึงเครียดอย่างลึกซึ้ง

เหตุการณ์ ‘น้องหลิงหลิง’ เล่านาทีชีวิต ‘ทหารเขมร’ ยิงจรวด BM-21 ใส่ปั๊มน้ำมันทำคนตาย น่าจะเป็นบทสะท้อนสำคัญในการมองไปยังทิศทางความสัมพันธ์ของสองประเทศ รวมถึงความสำคัญในการเคารพ sovereignty ระหว่างกัน

ทุกการรายงานเหตุการณ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ประชาชนระมัดระวังและเรียนรู้แนวทางการรับมือเมื่อความรุนแรงเกิดใกล้บ้านเรา หากมีคนเล็งเห็นความสำคัญด้านความปลอดภัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เราอาจช่วยลดการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำได้

ที่มา – ‘น้องหลิงหลิง’ เล่านาทีชีวิต ‘ทหารเขมร’ ยิงจรวด BM-21 ใส่ปั๊มน้ำมันทำคนตาย

ซูโม่กิ๊ก ออกมาแสดงความเห็น กรณีเขมรยิงโรงพยาบาลแล้วมาขอให้ไทยรักษา

ซูโม่กิ๊ก ไม่ทน! กรณีเขมรยิงโรงพยาบาล แล้วมาขอให้ไทยช่วยรักษา

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังคงตึงเครียดอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเมื่อไม่นานมานี้ กัมพูชาได้มีการยิงถล่มโรงพยาบาลและพื้นที่บ้านเรือนของชาวบ้านที่บริสุทธิ์จนทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

เหตุการณ์ที่ทำเอาหลายคนถึงกับงง!

สิ่งที่ทำให้ประชาชนในสังคมรู้สึกทั้งโกรธและประหลาดใจก็คือ หลังจากกระทำการโจมตีแล้ว กัมพูชายังกล้าที่จะมายื่นขอความช่วยเหลือทางการแพทย์จากไทยอีก ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล

ซูโม่กิ๊ก แสดงความเห็นแรง! คิดด้วยส้นตีนข้างไหน?

หนึ่งในบุคคลที่ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาคือ “ซูโม่กิ๊ก” หรือ “เกียรติ กิจเจริญ” ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเขียนข้อความแรงๆ ว่า:

– ึงยิงโรงพยาบาล
-ู แล้วมาขอให้-ูรักษาพวก-ึง
-ูไม่ให้ -ึงบอกว่า-ูไม่มีน้ำใจ
-ึงคิดด้วยส้นตีนข้างไหนเนี่ย?? -ู…งง??

  • การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนจำนวนมากที่มองว่าการทำเช่นนี้เป็นการขัดกับหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง และยังกล้าใช้หลักเดียวกันในการร้องขอความเมตตา
  • ชาวเน็ตจึงต่างพากันแซวกันในทำนองเดียวกัน อย่างไรก็ตาม มีการแสดงความเห็นต่างๆ ทั้งในแง่ของความเป็นมนุษย์ และจริยธรรมการณ์รักษา

ไทยยังคงยึดหลักมนุษยธรรมในการรักษา

แม้ว่าความโกรธ และความไม่พอใจของประชาชนจะแรงกล้า แต่รัฐบาลไทย โดยเฉพาะสหภาพแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ยังยืนยันว่าจะช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยทุกสัญชาติ โดยยึดหลักมนุษยธรรม ความรับผชอบทางจริยธรรม และสิ่งที่เป็นพื้นฐานของวิชาชีพอยู่เสมอ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศและจริยธรรมทางสังคม ซูโม่กิ๊ก ไม่ได้พูดเพียงมุมมองของตัวเอง แต่ยังสะท้อนเสียงของคนส่วนใหญ่ที่รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีเหตุผล และส่อไปในทางที่ไม่เคารพชีวิตผู้อื่นโดยสิ้นเชิง

หากมองในมุมมองของการสื่อสารและจริยธรรม กรณีนี้อาจนำไปสู่การอภิปรายเรื่องการปฏิบัติตามหลักการระหว่างประเทศในขณะที่เกิดความขัดแย้ง การมีอยู่ของบุคคลที่ออกมาพูดกล่าวแบบไม่กั๊กแบบซูโม่กิ๊ก ทำให้เกิดการรับฟังและระดมความเห็นจากประชาชนวงกว้างได้อย่างดีทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การให้โอกาสช่วยเหลือผู้ป่วยจากอีกประเทศหนึ่งก็เป็นการแสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่ของสังคมไทย ที่แม้จะถูกโจมตี แต่ก็ยังเลือกที่จะให้อภัยและไม่ตัดสายสัมพันธ์ทิ้งไปเสียทีเดียว นั่นจึงเป็นบททดสอบของทุกภาคส่วนในประเทศไทยทั้งทางการเมือง สังคม ไปจนถึงระดับ masses ที่ต้องรับมือกับความรู้สึกตัวเองอย่างมีสติ

ภูมิธรรม เผย กำลังรอเคาะอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ลุยแก้ปมที่ดินเขากระโดง พร้อมย้ำการดำเนินการตามกฎหมาย

ภูมิธรรมเผย กำลังรอเคาะอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ลุยแก้ปมที่ดินเขากระโดง

เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ของวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระบวนการแต่งตั้งอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ ว่าตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและวางแผนดำเนินการอย่างรอบคอบ ภายใต้การดูแลจากตัวเขาเอง เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาที่ดินเขากระโดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบายสถานการณ์เยียวยาที่ดินเขากระโดงแบบชัดเจน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแผนการเยียวยาประชาชนที่ถือครองที่ดินในพื้นที่เขากระโดง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอธิบดีกรมที่ดินยังไม่มีการดำเนินการที่ชัดเจน นายภูมิธรรมชี้แจงว่าเรื่องนี้ต้องมีความชัดเจนก่อนว่าผู้เกี่ยวข้องคือใครบ้าง และทุกอย่างจะต้องดำเนินการตาม กฎหมายละเมิด อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งและยืนยันความโปร่งใสในการจัดการทอ่ ดี

สมช. เตรียมดำเนินการลุยงบเยียวยาหนุนผู้ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

ในประเด็นของการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มีการพูดถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา นายภูมิธรรมระบุว่าขณะนี้มีการสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการที่จำเป็นให้เสร็จสิ้นเสียก่อน ก่อนจะมีการชี้แจงผลการตัดสินใจให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง

  • ประสานงานกับกรมที่ดินให้เร่งกระบวนการตรวจสอบสิทธิ์
  • จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ร่วม
  • ดำเนินการตามกฎหมายที่ตนเองยืนยัน

เตรียมแจ้ง ครม. กรณีนโยบายตัดไฟจาก กฟภ.

เมื่อสื่อถามถึงกรณีที่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะตัดไฟใน 9 จุดที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกขายให้กัมพูชาหรือไม่นั้น รัฐมนตรีรายไว้ว่า ในวันอังคารที่ 5 สิงหาคม จะมีการนำประเด็นนี้เข้าหารือร่วมกับคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ทุกส่วนสามารถดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในจุดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและสิทธิ์แซ่ ลูกหลาน

มุมมองเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญต่อสถานการณ์ปมที่ดินเขากระโดง

ปัญหาที่ดินเขากระโดงไม่ได้มีเพียงแค่มิติทางกฎหมาย แต่ยังสะท้อนภาพรวมของ กระบวนการปลัดขั้นสิทธิ์ที่ดิน วิธีหนุนคนจน แบบกดต้นทุนชีวิต ของหลายหน่วยงานที่ต้องปรับตัวให้ประสานงานกันง่ายขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องต้องเจ็บปวดจากกระบวนการที่ล่าช้าหรือไม่แน่ชัด

คำยืนยันจากนายภูมิธรรมในวันนี้ ถือเป็นสัญญาณออกมาจากกระทรวงมหาดไทยที่ให้ความสำคัญกับประเด็น ปมที่ดินเขากระโดง มากยิ่งขึ้น และถ้ายังคงมีการเดินหน้าตามแนวทางที่ชัดเจน จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในระบบราชการของประเทศไทยฟื้นกลับมาอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน

ที่มา‘ภูมิธรรม’ เผย รอเคาะอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ลุยแก้ปมที่ดินเขากระโดง ย้ำ ดำเนินการตามกฎหมาย

ปภ.กำชับ 7 จังหวัดชายแดน เร่งช่วยผู้ประสบภัย ลุยเยียวยาด่วนไม่ต้องรอขั้นตอน

ปภ.กำชับ 7 จังหวัดชายแดน เร่งช่วยผู้ประสบภัย ลุยเยียวยาด่วนไม่ต้องรอขั้นตอน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา ปภ. (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ได้จัดการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์ความช่วยเหลือภายหลังภัยความมั่นคงที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีนายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรม เป็นประธาน ซึ่งในที่ประชุมได้มีการกำชับให้จังหวัดชายแดน 7 แห่ง เร่งดำเนินการช่วยผู้ประสบภัยในทุกด้านแบบด่วน โดยไม่ต้องรอขั้นตอนตามระเบียบทั่วไป เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน

ภัยความมั่นคงกระทบประชาชน 8 แสนคน

จากผลการประชุม พบว่า ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม มีจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบถึง 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์, สระแก้ว, จันทบุรี และตราด โดยภัยที่เกิดขึ้นได้ส่งผลต่อพื้นที่ 45 อำเภอ 336 ตำบล และ 4,085 หมู่บ้าน กระทบประชาชนถึง 238,506 ครัวเรือน หรือรวมกว่า 839,935 คน มีผู้เสียชีวิต 17 ราย และบาดเจ็บอีก 38 ราย

รองนายกฯ สั่งการให้เร่งฟื้นฟูด่วน

ภายใต้ข้อสั่งการของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รวมถึงน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้มอบหมายให้จังหวัดต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบดำเนินการสำรวจความเสียหาย บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเร่งดำเนินการฟื้นฟูโดยไม่ต้องรอลำดับขั้นตอนแบบละเอียด ตามแนวทางที่เน้นความรัวเร็วและความทั่วถึง

จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวกว่า 700 แห่ง

ปัจจุบันมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวไว้ถึง 759 แห่ง ใน 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์ และสระแก้ว โดยมีผู้อพยพเข้ามาอยู่รวมทั้งหมด 174,090 คน ทางจังหวัดพร้อมทั้งจิตอาสาร่วมดูแลทุกด้าน ตั้งแต่อาหาร เครื่องนอน ไปจนถึงความปลอดภัย และยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อคลายความเครียดให้กับผู้พักพิงอีกด้วย

สนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องจักรในพื้นที่ประสบภัย

ปภ. ยังได้นำเครื่องจักรกลเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่รวมทั้งหมด 108 คัน อาทิ รถผลิตน้ำดื่ม รถบรรทุก รถกำเนิดไฟฟ้า และรถปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย เพื่อให้เกิดการสนับสนุนที่ต่อเนื่องและตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่างครบวงจร

ด้วยระดับภัยที่เพิ่มขึ้น ปภ. จึงขอให้ทุกจังหวัดติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด และเร่งช่วยฟื้นฟูประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อพยพมาพักในศูนย์พักพิง หรือประชาชนที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อลดความวิตกกังวลและให้สังคมตระหนักถึงความยากลำบากที่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนกำลังพบเจอ

ช่วยเหลือตามระเบียบ ได้จริง ได้เร็ว

ในส่วนการให้ความช่วยเหลือตามระเบียบที่ ปภ. ตั้งไว้ ที่ประชุมได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจ่ายเงินเยียวยาและแจกจ่ายถุงยังชีพอย่างด่วน เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลทันทีที่ได้รับกระทบจากการปะทะและภัยความมั่นคง โดยมีการจัดการในระบบอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพื่อให้ทุกการช่วยเหลือถูกต้องตามกรอบกฎหมาย แต่ยังได้ทันเวลา

ปภ.นำร่องการช่วยเหลือ ประชาชนได้รับความสบายใจ

แม้ว่าสถานการณ์ยังคงเปราะบาง การประสานหน่วยงานหลายภาคส่วนจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น ที่สำคัญคือการรับฟังเสียงของประชาชนและสร้างกระบวนการที่รวดเร็วและยืดหยุ่น เพื่อให้การเยียวยาเกิดขึ้นอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง

ประชาชนในพื้นที่ชายแดนจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร พื้นที่ปลอดภัย หรือสิ่งของจำเป็น ดังนั้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือลุถึงผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องรอนาน เหมาะสมกับสถานการณ์และภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง

คุณสามารถติดตามข่าวสารอัปเดตเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของ ปภ. หรือศูนย์ประสานงานท้องถิ่น เพื่อให้คุณทราบถึงมาตรการและการเยียวยาล่าสุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน รวมถึงสามารถมีส่วนร่วมในการบริจาค หรือให้การสนับสนุนได้อย่างตรงจุด

ที่มา – ปภ.กำชับ 7 จังหวัดชายแดน เร่งช่วยผู้ประสบภัย ลุยเยียวยาด่วนไม่ต้องรอขั้นตอน

‘เอกนัฏ’ ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชน รับมือภาษีของทรัมป์ที่ 19%

‘เอกนัฏ’ ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชนกระทบภาษีทรัมป์ 19% ถือเป็นประเด็นสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจจากทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศไทย หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปรับลดอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้สินค้าของไทยจากเดิม 36% เหลือเพียง 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

ประเด็นนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการส่งออกของไทยโดยตรง แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาชี้แจงว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อร่างมาตรการที่จะช่วยเหลือภาคเอกชนที่ต้องได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรครั้งนี้อย่างเป็นรูปธรรม

‘เอกนัฏ’ ประชุมร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูทางการเงิน

การประชุมร่วมระหว่างสองกระทรวงครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้สามารถหาแหล่งเงินและกลไกที่จะช่วยลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้อย่างทันเวลา และมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพมาตรฐานของสินค้า รวมไปถึงความเข้มงวดในการควบคุมว่าสินค้าต้องผ่านเกณฑ์ ‘เอกนัฏ’ ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชนกระทบภาษีทรัมป์ 19% อย่างแท้จริง

ผลกระทบของการเก็บภาษีครั้งใหม่

แม้ว่าอัตราภาษีจะปรับลดลงมา แต่ผลกระทบยังคงพอมีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ การปรับตัวตามนโยบายใหม่เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงทั้งในแง่ของต้นทุนและฐานการผลิต ดังนั้นการสนับสนุนด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการเงินและเทคนิคการผลิตจึงเป็นทางออกร่วมที่กำลังถูกพิจารณา

ภายในแผนดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนา โลคัล คอนเทน หรือสัดส่วนของวัตถุดิบภายในประเทศ ไม่ให้ถูกอาศัยเป็นช่องทางในการสวมสิทธิ์สินค้าจากต่างประเทศ

แผนรับมือจากภาครัฐยังไม่หยุด

ในส่วนของความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับกระทรวงการคลัง ก็ยังคงเดินหน้าเพื่อหาแนวทางเฉพาะ เช่น การใช้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบในประเทศเพิ่มขึ้น และกำกับดูแลให้การผลิตสินค้ามีคุณภาพสูงเพื่อรักษาชื่อเสียงของตลาดไทยในเวทีโลก

ช่วยกันปรับตัวเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของไทย

  • ร่วมพัฒนามาตรฐานสินค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนดสากล
  • สนับสนุนการผลิตภายในประเทศเต็มที่
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อลดผลกระทบจากภายนอก

ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวคือสนับสนุน ‘เอกนัฏ’ ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชนกระทบภาษีทรัมป์ 19% ให้สามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ช่วยให้ไทยยังยืนหยัดได้แม้จะเจออุปสรรค

การติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าอาชีพคุณจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือไม่ การค้าและภาษีสนธิสัญญาต่างประเทศไม่เพียงกระทบกับผู้ประกอบการ แต่ยังมีผลกระทบต่อบริบททางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และเรามีบทบาททุกคนในการช่วยเสริมให้ระบบทำงานได้ดีขึ้น ‘เอกนัฏ’ ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชนกระทบภาษีทรัมป์ 19% ถือเป็นหนึ่งเรื่องที่ควรจับตาในปีนี้

ที่มา‘เอกนัฏ’ถกคลังงัดแผนอุ้มเอกชนกระทบภาษีทรัมป์ 19%

ลามิน่าเข้าสู่ปี 31 ให้ความรู้ในการเลือกฟิล์มกรองแสงอย่างมีประสิทธิภาพ

ลามิน่าเข้าสู่ปีที่ 31 เปิดแคมเปญให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกฟิล์มกรองแสง

ในโอกาสที่บริษัทลามิน่าก้าวเข้าสู่ปีที่ 31 อย่างมั่นคงและมีบทบาทสำคัญในตลาดฟิล์มกรองแสงทั้งรถยนต์และอาคาร ทางบริษัทฯ ได้วางงบประมาณมากกว่า 10 ล้านบาท เพื่อเริ่มต้นแคมเปญรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกฟิล์มกรองแสงอย่างถูกต้อง โดย คุณจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มลามิน่าและลูมาร์จากสหรัฐอเมริกาได้ให้ข้อมูลสำคัญที่ผู้บริโภคควรรู้

เน้นค่ากันแดด ไม่ใช่แค่ค่าอินฟราเรด

แคมเปญนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแนะนำให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่า การเลือกฟิล์มกรองแสงที่ดีนั้นไม่ควรอาศัยเพียงแค่ค่าอินฟราเรดหรือค่าการสะท้อนแสง แต่ควรพิจารณาจาก ค่ากันแดดโดยรวม ซึ่งรวมทั้งการลดความร้อนและแสงจ้า ตลอดจนอายุการใช้งานของฟิล์ม และการรับประกันจากผู้ผลิต

ลูกค้าใหม่รับของแถมพิเศษ ‘เบบี้ลามิน’ พร้อมเดินหน้าโครงการเพื่อสังคม

ทางลามิน่าได้เสนอข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ที่ติดฟิล์มลามิน่า ได้แก่ รุ่นเซราแอมทริกซ์, เซรามิกไอริส, ซีเอ็ม ไอคอน และมิสทรี่ ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป เพื่อรับของแถมพิเศษอย่าง ‘หมอนเบบี้ลามิน’ ที่มีจำนวนจำกัด และในโอกาสเดียวกันนี้ ทางบริษัทยังคงต่อเนื่องกับโครงการ ลามิน่าสานฝัน โดยการสร้างอาคารเรียนหลังที่ 24 ให้กับโรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง จังหวัดกำแพงเพชร

ตลาดฟิล์มกรองแสงปีนี้เติบโตสม่ำเสมอ แม้เกิดการแข่งขันสูงขึ้น

สำหรับสถานการณ์ตลาดของปีนี้ พบว่ามีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกับปีก่อน โดยมูลค่าตลาดรวมทั้งปีนี้คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งฟิล์มกรองแสงจาก รถป้ายแดง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% จากเดิม 80% ขณะที่รถป้ายขาวเพิ่มขึ้นเป็น 30% จากเดิมที่ 20%

ลามิน่าตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 600 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจำนวนรถยนต์ใหม่ในตลาดน่าจะอยู่ที่ 570,000 คัน โดยการเติบโตของตลาดนี้ไม่เพียงเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจ แต่ยังเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในระยะยาวมากยิ่งขึ้น

ความท้าทายจากการแข่งกันในตลาด ฟิล์มกรองแสง

อย่างไรก็ตาม ตลาดฟิล์มกรองแสงในปัจจุบันมีระดับการแข่งขันที่รุนแรงมาก เนื่องจากมีแบรนด์หลากหลายเข้าตลาด พร้อมกลยุทธ์ทั้งราคาและคุณสมบัติ ที่อ้างว่าเหนือกว่า แต่ลามิน่าเลือกจะเน้นการสื่อสารอย่างเที่ยงตรงกับลูกค้า เพื่อให้ทุกการเลือกมีข้อมูลที่ชัดเจน และสามารถแยกแยะความแตกต่างของคุณภาพได้อย่างชัดเจน

คุณจันทร์นภา กล่าวว่า “ เราเชื่อว่าการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนำมาซึ่งประโยชน์ให้ผู้บริโภคได้รับตัวเลือกและการบริการที่ดีขึ้น ถึงกระนั้น การให้ความรู้กับผู้ใช้งานอย่างจริงใจ และการสื่อสารความแตกต่างของแบรนด์อย่างชัดเจนจึงจำเป็นอย่างมาก”

สรุป: ปีที่ 31 ของลามิน่า เน้นการสื่อสารทั้งทางธุรกิจและสังคม

เมื่อเข้าสู่ปีที่ 31 ลามิน่าได้ผสมผสานความมั่นคงทางธุรกิจ เข้ากับการส่งเสริมการรับรู้เชิงคุณภาพ พร้อมทั้งดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะไปพร้อมกัน นั่นเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเติบโตโดยคำนึงถึงลูกค้าและสังคมเป็นสำคัญ และสำหรับลูกค้าที่ต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมในการเลือกฟิล์มกรองแสงที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง สามารถติดตามแคมเปญให้ความรู้จากลามิน่าเพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้อง และตรงไปตรงมาได้โดยตรงจากเว็บไซต์ของบริษัท

  • ติดฟิล์มกรองแสงจากลามิน่า คุณภาพสูงมาตรฐานอเมริกัน
  • รับหมอนพิเศษจากโปรโมชั่น ลามิน่า ช่วงสิงหาคม 2567
  • สนับสนุนการศึกษาผ่านโครงการ ‘ลามิน่าสานฝัน’ ต่อเนื่องปีที่ 24

ที่มา – ลามิน่าเข้าสู่ปี 31 ให้ความรู้เลือกฟิล์มกรองแสง

‘ภูมิธรรม-เดชอิศม์’ แถลงผลสอบที่ดินเขากระโดงชัดเจนเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย

‘ภูมิธรรม-เดชอิศม์’ แถลงผลสอบที่ดินเขากระโดงเป็นของการรถไฟแบบชัดเจน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 1 สิงหาคม ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ได้ออกมาแถลงข่าวผลการตรวจสอบกรณีของที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหลายฝ่าย ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และคณะกรรมการผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เพื่อชี้แจงกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเน้นย้ำว่ากรณีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเกมการเมืองแต่อย่างใด

ที่ดินเขากระโดงเป็นของการรถไฟหรือไม่?

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่าที่ดินเขากระโดงอยู่ในพื้นที่เขตพิพาทระหว่างหน่วยงานต่างๆ แต่มีมติจากศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ และศาลปกครองกลาง ที่ชี้ชัดว่าเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยหลังจากคำพิพากษาชัดเจนแล้ว ทางอธิบดีกรมที่ดินได้รับเรื่องให้ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ได้รับอนุญาตโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มีข้อสงสัยเกิดขึ้นว่าเหตุใดกรมที่ดินไม่เร่งดำเนินการตามคำสั่งของศาล

กระบวนการตรวจสอบล่าสุด

หลังจากมีการร้องเรียนจากประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่น นายภูมิธรรม ได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยเน้นเรื่องอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดินในการเพิกถอนโฉนดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรค 8 โดยพบว่ากรมที่ดินมีอำนาจที่จะเพิกถอนโฉนดได้ทันที กรณีที่มีหลักฐานชัดเจนตามแผนที่และพระราชกฤษฎีกาปี 2465

นอกจากนี้ยังยืนยันว่าที่ดินบริเวณใจกลางของเขานั้น ประมาณ 90% ของจำนวน 800 แปลง สามารถดำเนินการได้แล้ว โดยแผนที่ที่ใช้อ้างอิงเป็นเอกสารทางราชการที่เก่าแก่และถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งแสดงขอบเขตของการรถไฟอย่างชัดเจน

นายเดชอิศม์ กล่าวเสริมว่า การตรวจสอบอย่างละเอียดเป็นไปเพื่อความโปร่งใส หลังจากที่มีข้อโต้แย้งจากหลายฝ่าย ทั้งประชาชนและสื่อมวลชน ว่ามติดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามคำสั่งของศาลอย่างเคร่งครัด

ข้อกฎหมายที่สำคัญในการเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง

ตามประมวลกฎหมายที่ดินและคำสั่งศาลปกครองกลาง กรมที่ดินมีอำนาจเต็มที่จะดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่อยู่ในพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทันที โดยเฉพาะในส่วนที่มีเอกสารยืนยันความเป็นสาธารณสมบัติของรัฐ ตั้งแต่ปี 2465

สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อจากนี้คือ การตรวจสอบขอบเขตพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่าแปลงใดที่ไม่มีปัญหา และสามารถเพิกถอนได้เลย และในส่วนที่มีข้อโต้แย้ง จะต้องมีการสอบเขตตามขั้นตอน โดยหน่วยงานของรัฐจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ความคืบหน้าหลังการแถลงการณ์

หลังการแถลง นายภูมิธรรมได้เน้นย้ำว่า ที่ดินเขากระโดงต้องถูกจัดการให้ถูกต้องตามคำสั่งศาลเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม โดยไม่มีการเลื่อนหรือล่าช้า พร้อมระบุว่าประชาชนที่ได้ครอบครองที่ดินมาโดยสุจริต ยังคงมีสิทธิ์ในการแก้ไข หรือฟ้องร้องเรียกร้องค่าเสียหาย ตามกรอบของกฎหมายที่มีอยู่

ในส่วนของการเยียวยาที่กล่าวถึงกันว่าอาจต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านบาทนั้น การจะตัดสินใจเรื่องแหล่งเงินชดเชย จะต้องพิจารณาจากหน่วยงานใดที่เกี่ยวข้องโดยตรงในความเสียหาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

ท้ายที่สุดนี้ ทั้งนายภูมิธรรมและนายเดชอิศม์ ยืนยันว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นไม่ใช่การไล่บี้ทางการเมือง แต่เป็นการบังคับดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับประเทศชาติ

ที่มา – ‘ภูมิธรรม​-​เดชอิศม์​’ แถลงผลสอบที่ดินเขากระโดง​ชัดเจนเป็นของการรถไฟ ลั่น​ ไม่ใช่เกมไล่บี้การเมืองฝ่ายสีน้ำเงิน

ฮิวแมนิก้า ผนึกคณะพาณิชย์ฯ มธ. เสริมศักยภาพแพทย์ไทยผ่านเทคโนโลยี

ฮิวแมนิก้า ผนึกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์อย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ ฮิวแมนิก้า บริษัทชั้นนำด้านโซลูชันการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TBS) ภายใต้แนวคิด Collaboration Forward เพื่อต่อยอดความรู้และเทคโนโลยีสู่วงการสาธารณสุขของไทย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการช่วยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัล

ทำไมการร่วมมือระหว่างฮิวแมนิก้าและคณะพาณิชย์ฯ มธ. ถึงมีความหมายต่อวงการแพทย์ไทย?

การจับมือกันของสององค์กรครั้งนี้ถือเป็นการประสานความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจากทั้งด้านเทคโนโลยีและบริหารจัดการบุคลากร ความร่วมมือ ฮิวแมนิก้า ผนึก พาณิชย์บัญชี มธ. จะนำไปสู่การลดภาระงานของแพทย์ที่เคยต้องพึ่งพาการจัดการเอกสารแบบเดิมๆ แทนที่จะต้องเสียเวลาในการกรอกข้อมูลจำนวนมาก ก็จะมีเครื่องมืออัจฉริยะที่ช่วยจัดการทั้ง HR Process และ HR Tech เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถโฟกัสกับการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่

การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลในวงการแพทย์

ในงานเสวนาวิชาการที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ในหัวข้อ “Embracing Digital Evolution For Effective Medical Professional Management” ได้มีการหารือเชิงลึกเกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านดิจิทัลที่สามารถปรับใช้ในการบริหารจัดการบุคลากรของโรงพยาบาล เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดที่เคยเป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพการทำงานในอดีต

ในโอกาสนี้ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังได้ลงนามร่วมกับ ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของแพทย์ (ศ.น.พ.) และ ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางสัตวแพทย์ ขยายขอบเขตความร่วมมือเพื่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างความรู้ทางการบริหารจัดการและการแพทย์ ช่วยให้บุคลากรได้รับการพัฒนาอย่างตรงจุดและยั่งยืน

ทิศทางการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ในอนาคต

ฮิวแมนิก้า เชื่อว่าเทคโนโลยีไม่ได้มีไว้เพื่อเปลี่ยนคน แต่มีไว้เพื่อเสริมศักยภาพให้คนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีขึ้น ความร่วมมือกับสถาบันวิชาการขั้นนำอย่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. จะช่วยเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลงในภาคการบริการสุขภาพ สำหรับยุคที่ทั้งมนุษย์และเทคโนโลยีต้องทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ

อีกทั้ง การร่วมมือนี้ยังเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของโรงพยาบาลและบุคลากรในระดับนานาชาติ ด้วยระบบพัฒนาที่เน้นผลลัพธ์ที่วัดได้ และความคล่องตัวในการปรับใช้กับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ล้วนสะท้อนถึงอนาคตของการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์รูปแบบใหม่

ร่วมก้าวไปข้างหน้าภายใต้คอนเซปต์ “Collaboration Forward”

ปัจจุบันสิ่งที่ท้าทายองค์กรไม่ใช่แค่การนำระบบมาใช้ แต่เป็นการเตรียมคนในองค์กรให้พร้อมใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ การจับมือระหว่าง ฮิวแมนิก้า ผนึกคณะพาณิชย์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือก้าวสำคัญที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเข้าสู่ภาคสุขภาพไทยอย่างแท้จริง

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าสุขภาพยั่งยืนได้ด้วยเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นในมุมการบริหารหรือการปฏิบัติงาน การเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเป็นต้นแบบของการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ระดับโลกที่เราจะได้เห็นกันมากขึ้นในอนาคต ฮิวแมนิก้า และ พาณิชย์บัญชี มธ. กำลังเตรียมระบบและเครื่องมือที่จะช่วยแพทย์ โรงพยาบาล และผู้เกี่ยวข้องให้เดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ติดตามความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ของการพัฒนาบุคลากรวิชาชีพในประเทศไทย และร่วมกันสร้างระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ในระยะต่อไป

ที่มา – ‘ฮิวแมนิก้า’ ผนึก พาณิชย์บัญชี มธ.เสริมศักยภาพแพทย์ไทย

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยทหารและประชาชนที่บาดเจ็บจากเหตุกระทบกระทั่งชายแดนไทย-กัมพูชา

ในหลวงและพระราชินีทรงพระเมตตาทหารและราษฎรบาดเจ็บจากเหตุความไม่สงบชายแดน

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 14.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแสดงพระเมตตาและความห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญดอกไม้และสิ่งของพระราชทานไปมอบให้กำลังใจ รวมทั้งพระราชทานขาเทียมคุณภาพสูงสำหรับผู้สูญเสียอวัยวะ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติภายใต้การดูแลของพระองค์

ก้าวสำคัญแห่งพระเมตตา ต่อเหล่าผู้เสียสละในพื้นที่ชายแดน

ทหารที่บาดเจ็บในเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้แก่ ร้อยตรี เกียรติวงศ์ สถาวร จ่าสิบเอก พิชิตชัย บุญชูหล้า และพลทหาร ธนพัฒน์ หุยวัน ที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องสูญเสียขา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับพวกเขาเป็นผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยทรงให้ความสำคัญกับคุณภาพของขาเทียมและกระบวนการฟื้นฟูอย่างรอบด้าน นักวิเคราะห์มองว่าการกระทำนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงพระทัยที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาดี แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนบุคคลสำคัญของชาติ

พระมหากรุณาธิคุณที่ส่งผลถึงสังคมไทย

เหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนเป็นกรณีล่าสุดที่ทำให้ภาพลักษณ์ความสำคัญของชายแดนกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง ‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน และทรงเข้าไปมีบทบาทในระดับที่ชาวบ้านทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ การดูแลด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงแนวทางเสถียรภาพเชิงสังคมที่ดำเนินไปพร้อมกับความมั่นคง

ข้อควรรู้เกี่ยวกับทหารที่บาดเจ็บ

  • รับพระราชทานขาเทียม ที่ผลิตโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในมาตรฐานสูงสุด
  • อยู่รับการดูแลพิเศษในระหว่างการฟื้นฟู
  • ได้รับกำลังใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ อย่างต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่เพียงผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นบทสะท้อนสถานการณ์ของหน่วยงานต่างๆ ว่ามีความจำเป็นในการสร้างพลวัตให้เกิดระบบรองรับเหตุฉุกเฉินและดูแลผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงต่อไป

เพื่อเป็นกำลังใจอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับค่านิยมแห่งความเสียสละ ‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน ท่านทรงเป็นศูนย์กลางแห่งความหวัง ที่ประชาชนยึดถือและเป็นแบบอย่างในการดูแลผู้ที่เสี่ยงตายเพื่อปกป้องประเทศ

อย่างน้อยที่สุด การครั้งนี้คือการส่งเสริมแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทย ที่ผ่านวิกฤตก็สามารถตั้งตัวใหม่ได้ด้วยความสนับสนุนที่เหมาะสม จึงขอเชิญชวนทุกท่านให้ความสนใจข่าวและความเคลื่อนไหวในด้านความมั่นคงชายแดนมากยิ่งขึ้น เพื่อเข้าใจแรงบันดาลใจจากผู้เสียสละ

ที่มา – ‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล-ราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน

‘อนุทิน’ เยี่ยมศูนย์อพยพสุรินทร์ นำเด็กร้องเพลง ‘คนดี ไม่มีวันตาย’ ขอบคุณทหารกล้า

‘อนุทิน’ เยี่ยมศูนย์อพยพสุรินทร์ มอบกำลังใจผ่านเพลง ‘คนดี ไม่มีวันตาย’

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เวลาประมาณ 13:00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส. บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางไปยังจังหวัดสุรินทร์ เพื่อแสดงความห่วงใยและมอบกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งประสานงานเพื่อการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

เยี่ยมศูนย์อพยพชั่วคราว พร้อมสร้างรอยยิ้มผ่านเพลง

ในครั้งนี้ นายอนุทินได้เยี่ยมเยียนศูนย์อพยพชั่วคราวที่จัดตั้งขึ้นภายในโรงเรียนบ้านวังปลัด และโรงเรียนบ้านขอนแตก อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งกำลังเป็นที่พักพิงให้กับประชาชนที่ต้องรีบอพยพจากพื้นที่เสี่ยงภัย บรรยากาศในศูนย์นั้นเป็นไปอย่างอบอุ่น ด้วยการต้อนรับอย่างจริงใจของชาวบ้าน เด็กๆ และครู ที่มารวมตัวกันเพื่อรับฟังข้อความแห่งกำลังใจอย่างใกล้ชิด

ร้องเพลง ‘คนดี ไม่มีวันตาย’ เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารไทย

ภายในงาน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ร่วมกิจกรรมกับเด็กๆ โดยได้มีการร้องเพลง ‘คนดี ไม่มีวันตาย’ ซึ่งเป็นบทเพลงที่มีความหมายลึกซึ้ง เนื่องในโอกาสขอบคุณเจ้าหน้าที่ทหารที่ทุ่มเทเสียสละในการดูแลพื้นที่ชายแดนและปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย

อนุทินได้กล่าวอย่างสมหวังว่า “ผมขอขอบคุณพี่น้องทหารทุกนาย ที่เสียสละเลือดเนื้อเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ การปฏิบัติหน้าที่ของทุกท่านคือเกราะป้องกันประเทศและเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนในยามยาก” คำพูดนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความร่วมแรงร่วมใจระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐในยามวิกฤต

  • สนับสนุนความปลอดภัยของผู้ลี้ภัย
  • แจกจ่ายอาหารสะอาด น้ำดื่มเพียงพอ
  • ดูแลสุขภาพจิต สร้างความอบอุ่น

หนุนความแข็งแกร่งของ ‘คนดี ไม่มีวันตาย’ ท่ามกลางภัย

นอกจากการเยี่ยมศูนย์อพยพแล้ว นายอนุทินยังได้ลงพื้นที่หลายจุด ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และโรงเรียนโสตศึกษาสุรินทร์ เพื่อแจกของช่วยเหลือและรับฟังปัญหาภาคประชาชนโดยตรง ความเคลื่อนไหวของเขาได้สร้างบทบาทเชิงบวกให้กับผู้นำทางการเมืองในการเข้าใจเหตุการณ์วิกฤตและประชาสัมพันธ์

ความหวังและความเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ปิดท้ายคำพูดอย่างเป็นทางการ นายอนุทิน แสดงความเชื่อว่า ด้วยความเข้มแข็งของประชาชนและการสนับสนุนจากทีมงานทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่แพทย์ ทหาร รวมทั้งผู้บริหารในจังหวัด หามาตรการออกมาเพื่อแก้ไขปัญหา ประชาชนทุกคนจะสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยเร็วๆ นี้

เหตุการณ์ในครั้งนี้ย้ำให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือ ซึ่งไม่ใช่แค่การช่วยเหลือเชิงกลยุทธ แต่เป็นการมอบความหวังในยามวิกฤต การมีผู้นำที่ลงพื้นที่และให้กำลังใจเช่นนี้ คือสิ่งที่คนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดาร ต้องการอย่างแท้จริง

เปิดใจ: ความเป็นผู้นำในวิกฤตบ้านเมือง

จากประสบการณ์ของไทยในหลายวิกฤตที่ผ่านมา การรับมือกับปัญหาชายแดนและเหตุการณ์ไม่สงบยังคงเป็นบททดสอบสำคัญที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมากกว่าที่เคย ท่าทีที่จริงใจและจริงจังของนักการเมืองแบบ นายอนุทิน ถือเป็นแนวทางที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่และสะท้อนถึงความรักความสามัคคีของประเทศเรา โดยเฉพาะความสำคัญของการสนับสนุน ‘คนดี’—ทหารทุ่มเทที่ปกป้องแผ่นดิน

หากคุณยังไม่เคยติดตามข่าวในพื้นที่ชายแดนมาก่อน วันนี้คือโอกาสที่ดีในการเข้าใจความท้าทายและบทบาทนานาชาติของประเทศไทยมากขึ้น อย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่พลาดการช่วยเหลือ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘คนดี’ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม

ที่มา – ‘อนุทิน’ เยี่ยมศูนย์อพยพสุรินทร์ นำเด็กร้องเพลง ‘คนดี ไม่มีวันตาย’ ขอบคุณทหารกล้า